เช้าตรู่อันแสนสดใสในวันเริ่มต้นฤดูหนาว ขณะที่ผมกำลังยืนรอเวลานัดสำคัญอยู่หน้าเรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศก หูก็พลันได้ยินเสียงซออู้ออดอ้อนมาตามลมเอื่อย ๆ กลิ่นดอกชมนาดที่ปลูกอยู่หน้าเรือนโชยมาเบา ๆ พอชื่นใจ

ผมหลับตานึกถึงฉากสำคัญฉากหนึ่งจากละครเวที โหมโรง เดอะ มิวสิคัล เมื่อศร นักดนตรีหนุ่มฝีมือฉกาจจากอัมพวา กำลังสีซอขับเพลงหวาน ยามมองเห็นแม่โชติ สาวงามที่เขาแอบหมายปองกำลังปลิดลั่นทมดอกขาวสวยอยู่โดยไม่รู้ตัว สำเนียงซอที่หวานอยู่แล้วนั้นก็พลันเสนาะซึ้งขึ้นไปอีก ฉากประทับใจจากละครเวทีในวันนั้น กำลังอ้อยอิ่งอยู่ในจินตนาการของผมในวันนี้ อีกไม่กี่นาทีผมก็จะได้พบกับผู้เป็นทายาทสายตรงของทั้งคู่ ในพื้นที่ที่ละครเวทีเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

อาจารย์มาลินี สาคริก และ อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก ประธานและเลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมนำผมสู่บริเวณใต้ถุนเรือนบรรเลง ทั้งสองเป็นทายาทรุ่นหลานและเหลนของพ่อศรและแม่โชติ

“เราคุยกันตรงนี้เลยนะครับ ลมเย็นสบายดี” อาจารย์อัษฎาวุธหรือครูเอ้เอ่ย

เสียงซอเริ่มเบาลง ในขณะที่เสียงของอาจารย์มาลินี ผู้กรุณาแทนตัวเองว่าป้าตลอดการสัมภาษณ์ ค่อย ๆ ดังขึ้นแทนที่ พร้อมกับเรื่องราวที่ชวนหลงใหลในสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

โหมโรง

“ป้าเป็นหลานตาของหลวงประดิษฐไพเราะและคุณยายโชติ คุณตาเป็นนักดนตรี เล่นดนตรีได้ทุกชนิด ป้าจำได้ว่าท่านจะฮัมเพลงตลอดเวลา เหมือนคนที่กำลังคิดแต่งเพลงอยู่ ป้าว่าก็เหมือนศิลปินทั้งหลาย อย่างนักวาดภาพก็จะพกสมุดดินสอสำหรับร่างภาพได้ทันทีที่เกิดความคิดและแรงบันดาลใจ นักดนตรีก็แต่งเพลงไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน” อาจารย์มาลินีเอ่ย

หลวงประดิษฐไพเราะ มีนามเดิมว่า ศร ศิลปบรรเลง เกิดที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาของท่านคือ ครูสิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาดนตรีให้ตั้งแต่เยาว์วัยจนมีความสามารถจากการประชันวงจนมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มน้ำแม่กลอง ใน พ.ศ. 2443 เมื่ออายุได้ 19 ปี นายศรได้แสดงฝีมือเดี่ยวระนาดเอกเฉพาะพระพักตร์ สมเด็จวังบูรพาหรือสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนเป็นที่พอพระทัย จึงโปรดให้รับตัวเข้ามาอาศัยอยู่ในที่วังบูรพาภิรมย์ ทำหน้าที่นายระนาดเอกประจำวง เมื่อแรกเข้ามายังบางกอกนั้น นายศรต้องนอนอยู่หน้าห้องบรรทม และจะต้องไล่ระนาดถวายแทบทุกครั้งที่สมเด็จวังบูรพาตื่นบรรทมขึ้น ฝีมือของนายศรนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วพระนคร ด้วยไหวพริบปฏิภาณในเชิงดนตรี และความสามารถในการประพันธ์เพลงไทยหลากประเภท ใน พ.ศ. 2468 ในสมัยรัชกาลที่ 6 นายศรจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐไพเราะ

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นผู้สอนดนตรีไทยถวายและรับสนองพระมหากรุณาธิคุณให้ช่วยถวายงานเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เพลงถึง 3 เพลง คือ เพลง ราตรีประดับดาวเถา เพลง เขมรละออองค์เถา และเพลง โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ประพันธ์เพลงไทยหลากประเภท ทั้งเพลงโหมโรง เพลงเถา ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยเพลง ก่อนสิ้นชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2497 เมื่ออายุ 72 ปี

“คุณตาหลวงประดิษฐไพเราะเป็นคนใจดีและมีเมตตามาก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ แล้วท่านก็เลี้ยงดูทุกคนด้วยความรัก ถ่ายทอดวิชาสุดความสามารถ ท่านโชคดีมากที่ได้มาแต่งงานกับคุณยายโชติ (สกุลเดิมหุราพันธุ์ บุตรีพันโท พระประมวญประมาณพล) คุณยายโชติเป็นทั้งรัฐมนตรีคลัง มหาดไทย คือเป็นรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้ท่าน คุณตาไม่ต้องรับรู้เรื่องในบ้านเลย จะใช้จ่ายอะไร ใครมาใครไป ต้องดูแลยังไง คุณตาแต่งเพลงอย่างเดียว (หัวเราะ) เงินในกระเป๋ามีเท่าไหร่คุณตายังไม่รู้เลย 

“คุณยายโชติท่านถนัดเรื่องช่าง และเป็นช่างไม้ฝีมือดี ท่านพันไม้ระนาดให้คุณตารวมทั้งกำกับการการสร้างเครื่องดนตรีให้คุณตาด้วยตัวเอง สมัยก่อนจะหาผู้หญิงแบบนี้ยากนะ ลูกศิษย์คุณตารักคุณยายโชติมาก สังเกตได้จากงานศพของท่าน ลูกศิษย์พาวงดนตรีมาเล่นในงานหลายวง ล้อมรอบศาลา” อาจารย์มาลินีเล่าถึงคุณตาคุณยาย

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
หลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติ คุณตาและคุณยายของอาจารย์มาลินี ทวดของครูเอ้

หลังจากอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีที่วังบูรพาภิรมย์มาระยะหนึ่งจน พ.ศ. 2443 สมเด็จวังบูรพาได้ประทานบ้านหน้าวังบูรพาให้เป็นเรือนหอของทั้งคู่ จนต่อมาใน พ.ศ. 2472 เมื่อบ้านหน้าวังบูรพามีผู้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นถึง 25 คน และไม่สามารถขยับขยายได้ เพราะพื้นที่ใกล้เคียงเป็นห้างบี.กริม ซึ่งต้องการเช่าพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อขยายกิจการ หลวงประดิษฐไพเราะจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อขอพระราชทานทุนทรัพย์ซื้อที่ดินปลูกบ้านใหม่ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 10,000 บาทเป็นทุนประเดิม ซึ่งหลวงประดิษฐไพเราะได้นำมาซื้อที่ดินบริเวณตำบลบ้านบาตร และสร้างบ้านหลังใหม่จนสำเร็จเรียบร้อยด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านเองในเวลาต่อมา

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
บ้านบาตร

“สมเด็จวังบูรพาท่านไม่ได้ประทานเงินเดือนนะคะ ท่านประทานบ้านให้หลังแรกเพื่อเป็นเรือนหอเท่านั้น นั่นคือบ้านหน้าวังบูรพา แต่ท่านประทานเครื่องดนตรีให้คุณตาสำหรับนำไปบรรเลงหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเอง คุณตาก็รับงานเล่นดนตรี เล่นละครต่าง ๆ นานา ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบจนสร้างบ้านได้สำเร็จ เมื่อบ้านบาตรสร้างเสร็จนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คือหลัง พ.ศ. 2475” อาจารย์มาลินีเล่าต่อ

บ้านบาตรได้กลายเป็นสำนักดนตรีจากอัมพวาสืบต่อจากบ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ ซึ่งเคยเป็นสำนักดนตรีแห่งแรก ส่วนเรือนบรรเลงนั้น ได้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2477 หลังจากบ้านบาตรสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นเรือนหอของครูบรรเลงและพระมหาเทพกษัตรสมุห

เริ่มบรรเลง

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ครูบรรเลง สาคริก และ พระมหาเทพกษัตรสมุห คราวสมรสกันเมื่อ พ.ศ. 2477

“คุณแม่บรรเลงเป็นลูกสาวคนที่สองของคุณตากับคุณยาย มีพี่สาวคือคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ที่จริงต้องกล่าวว่าคุณหญิงชิ้นเป็นลูกสาวคนแรกที่รอดชีวิต เพราะก่อนหน้านั้นคุณตาคุณยายเคยมีลูกสาวมาก่อน 2 คน เมื่อเกิดมาก็ได้รับนามประทานจากสมเด็จวังบูรพาว่าสร้อยไข่มุกกับศุกร์ดารา สมเด็จท่านโปรดคุณตามาก พอคุณตามีลูกสาวท่านจึงทรงขอไปเลี้ยงดูอย่างดี พร้อมประทานชื่ออย่างไพเราะตามชื่อในเรื่องนิทราชาคริต แต่พอทรงเลี้ยงมาจนอายุ 3 ขวบ ก็เสียชีวิตทั้งคู่” อาจารย์มาลินีเริ่มเล่า

เมื่อคุณหญิงชิ้นเกิดนั้น ทั้งหลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติตัดสินใจปิดข่าว มิได้กราบทูลให้สมเด็จวังบูรพาทรงทราบ เช่นเดียวกับเมื่อตอนครูบรรเลงเกิด ทั้งสองท่านก็ไม่ได้กราบทูลสมเด็จวังบูรพาเช่นกัน

“ต่อจากคุณแม่บรรเลง คุณตามีลูกเป็นชายเป็นคนแรก ท่านก็ดีใจจึงไปกราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จวังบูรพาก็ทรงพระกรุณาประทานชื่อให้คล้องจองกับสร้อยไข่มุก ศุกร์ดาราว่า ‘ศิลปสราวุธ’ มีความหมายว่ามีดนตรีเป็นอาวุธ แล้วก็ทรงขอไปเลี้ยงอีก แต่ก็เสียชีวิตเมื่ออายุ 3 ขวบเช่นกัน ป้าเคยคิดกันเล่น ๆ ว่า บุญไม่ถึง เพราะเราก็เป็นคนธรรมดา ๆ เมื่อสมเด็จวังบูรพาท่านทรงเลี้ยงดู พร้อมทั้งประทานชื่อด้วยคำอันไพเราะทั้งสามคน คือชื่อสวยไป (หัวเราะ) ท่านเลยบุญไม่ถึง เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งนั่นความเชื่อของคนไทยรุ่นก่อน ๆ แต่ความจริงก็เป็นไปได้ว่าการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ อัตราการเสียชีวิตของคนในวัยเด็กย่อมมีสูงเป็นธรรมดา”

“ส่วนคุณแม่เป็นลูกที่คุณตาแอบผิดหวัง เพราะคาดว่าจะได้ลูกชาย ตอนนั้นคุณตากำลังตามเสด็จสมเด็จวังบูรพาไปชวา ก่อนไปท่านก็ตั้งชื่อรอไว้เลยว่าบรรเลง และเขียนจดหมายมาจากชวาไถ่ถามว่าแม่โชติคลอดหรือยัง หวังใจว่าจะได้ลูกชาย แต่พอคลอดมาเป็นผู้หญิง ท่านก็ยังให้ชื่อว่าบรรเลงเช่นเดิม”

“ใคร ๆ ก็เรียกแม่ว่าคุณเลง มีคุณตากับคุณยายเท่านั้นที่เรียกว่าแม่เลง เลยเป็นนักเลงสมชื่อ (หัวเราะ) คำว่านักเลงหมายถึงใจกว้าง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย แม่ค้าในตลาดมาขอยืมเงิน ท่านก็ให้ คนอื่น ๆ ถามว่าไม่กลัวเขาโกงหรือ ท่านบอกว่าถ้ากล้าโกงก็โกงไปสิ ไปตลาดนี่ท่านซื้อของโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยก็ยังได้ ใคร ๆ ก็เชื่อว่าท่านไม่เอาเปรียบ”

‘คุณเลง’ มีโอกาสพบกับพระมหาเทพกษัตรสมุหในสมัยรัชกาลที่ 7 ขณะนั้นหลวงประดิษฐไพเราะผู้บิดาเป็นผู้ถวายการสอนดนตรีแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพระราชประสงค์ให้จัดตั้งวงมโหรีหลวงหญิงขึ้น ขณะนั้นพระมหาเทพกษัตรสมุหเป็นข้าราชบริพารในพระองค์ ทั้งสองท่านจึงได้มีโอกาสพบกัน

“การเกิดมาเป็นลูกนักดนตรี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่เสียงดนตรี ทำให้คุณแม่หัดดนตรีตั้งแต่เล็ก ๆ โดยไม่มีใครบังคับ ต่อมาก็ได้ตามคุณตาเข้าไปในวังด้วย ได้มีโอกาสถวายตัวเป็นข้าหลวงเรือนนอก และเป็นสมาชิกคนหนึ่งในวงมโหรีหลวงหญิง แม่เล่นระนาดทุ้ม แล้วก็ดีดจะเข้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีก็ทรงจะเข้ ก็เลยมีโอกาสเล่นด้วยกัน ส่วนคุณพ่อนั้นเป็นข้าราชบริพาร ก็เลยได้พบกัน คุณพ่อท่านหย่าร้างมาและมีลูกชายติดมาด้วย 5 คน ใคร ๆ ก็ถามแม่ว่าทำไมถึงยอมรับรักกับผู้ชายอย่างพ่อ แม่ตอบว่าเพราะสงสาร และยินดีที่จะเป็นแม่ของลูกชายทั้ง 5 คุณแม่เองก็รักและเลี้ยงดูลูกคุณพ่อเหมือนลูกชายตัวเองเลย”

พระมหาเทพกษัตรสมุห มีนามเดิมว่า เนื่อง สาคริก ท่านภูมิใจมากที่เป็นลูกน้ำเค็มด้วยบรรพบุรุษมาจากสมุทรสงคราม และได้เคยเล่าถึงที่มาของสกุลสาคริกไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้ทรงปราบปรามศึกสงครามจนสงบราบคาบแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งพี่น้องชาวบางช้าง 3 คนที่มีความชอบในราชการสงครามขึ้นเป็นเจ้าเมือง พี่ชายคนใหญ่เป็นเจ้าเมืองสาครบุรี ต่อมาเป็นสมุทรสาคร ท่านผู้นี้เป็นต้นตระกูลสาคริก พี่ชายคนกลางเป็นเจ้าเมืองสมุทรสงคราม เป็นต้นตระกูล ณ บางช้าง ส่วนน้องคนเล็กเป็นเจ้าเมืองสงขลา เป็นต้นตระกูล ณ สงขลา

คำว่า สาคริก มีความหมายว่าผู้เป็นชาวเมืองสาคร และสาเหตุที่มิได้ใช้คำว่า ณ สาคร นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้พระราชทานนามสกุล ได้พระราชทานคำอธิบายไว้และเล่าสืบต่อกันมาในครอบครัวว่า “ความจริงก็ควรจะใช้นามสกุลว่า ณ สาคร แต่เมื่อข้าได้ให้ใช้สาคริกไปแล้วก็เห็นว่าดีเหมือนกัน อย่าน้อยใจเลย” โดยทรงนำคำ ‘สาคร’ จากชื่อเมืองสาครบุรี มาสะกดให้เป็นสาคริก ซึ่งจะทำให้หมายถึงบุคคล เช่นเดียวกับคำว่าพุทธศาสนาที่กลายเป็นคำว่าพุทธศาสนิก ดังนั้น เมื่อสาครหมายถึงทะเล สาคริกจึงหมายถึงชาวทะเลหรือลูกน้ำเค็มนั่นเอง

“คุณพ่อถวายตัวเป็นข้าราชบริพารรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่อายุ 10 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธที่สอบได้ที่หนึ่ง สมัยนั้นมีสิทธิ์ได้รับพระราชทานทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ในหลวงท่านทรงเลี้ยงไว้ใกล้พระองค์ ให้ศึกษาที่นี่ ท่านจึงไม่ได้ไป คุณพ่อรับราชการมาจนสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้แต่งงานคุณแม่และสร้างเรือนบรรเลงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477 พอ พ.ศ. 2478 ป้าก็เกิดเป็นลูกสาวคนแรก เป็นพี่ของนิคม สาคริก พ่อของนายเอ้” ต่อมาทั้งคู่ได้กลายมาเป็นป้า-หลานผู้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการอนุรักษ์เรือนบรรเลงและสืบสานดนตรีไทยในเวลาต่อมา ร่วมกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ภาพครอบครัวของครูบรรเลงและพระมหาเทพกษัตรสมุห อาจารย์มาลินียืนด้านหลัง คนที่สองจากขวา

เรือนบรรเลง

เรือนบรรเลงเป็นเรือนไม้ที่อาจารย์มาลินีอธิบายอย่างกระชับที่สุดว่าเป็น “เรือนปั้นหยา ทาสีเขียว” ปรากฏอยู่บนถนนเศรษฐศิริ เป็นเรือนไม้ตามลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 7 

“เรือนบรรเลงมีสถาปัตยกรรมคล้ายเรือนตากอากาศชายทะเลที่พบได้ในแถบหัวหิน คุณพ่อเคยตามเสด็จรัชกาลที่ 6 และ 7 ไปพำนักที่หัวหินเสมอ เมื่อมีโอกาสสร้างเรือนหอของตัวเอง จึงสันนิษฐานว่าท่านได้นำแบบบ้านที่หัวหินมามาใช้” อาจารย์มาลินี ผู้เป็นสถาปนิกเช่นกัน กล่าวถึงแรงบันดาลใจทางด้านสถาปัตยกรรม

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

“คุณยายโชติท่านเป็นคนคุมการสร้างเรือนใหญ่ที่บ้านบาตรทั้งหมด โดยว่าจ้างช่างชาวจีนชื่อเกียฮู้ พอสร้างบ้านบาตรเสร็จ คุณแม่ก็แต่งงานกับคุณพ่อ จึงต้องปลูกเรือนหอ คุณยายก็ว่าจ้างเกียฮู้มาสร้างอีกครั้ง ราคาตอนนั้นคือ 7,900 บาทสำหรับเรือนทั้งหลัง…. ตกใจเรื่องราคาใช่ไหม” อาจารย์มาลินีอมยิ้มเห็นผมทำตาโตด้วยความตกใจ

“ตอนเล็ก ๆ ป้าก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านบาตรกับที่นี่ คุณยายโชติมาจากตระกูลโหร มีความสามารถในการผูกดวง ตอนป้าเกิดท่านก็ทำนายไว้ว่าถ้าแม่เป็นคนเลี้ยงป้าเองก็อาจไม่รอด คุณยายโชติจึงมารับป้าไปเลี้ยง และให้เรียกท่านว่าแม่ ป้าเลยเรียกยายว่าแม่ แต่เรียกแม่ตัวเองว่าคุณเลงตามคนอื่น ๆ จนกลับมาอยู่บ้านนี้และคุณยายโชติเสียแล้ว ป้าถึงได้กลับมาเรียกแม่ว่าคุณแม่”

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกหลังนี้ผนังด้านนอกตัวบ้านเป็นผนังตีซ้อนเกล็ดแนวทางนอน คอยทำหน้าที่ป้องกันและระบายน้ำฝน หลังคาจั่วตัดยื่นชายคากว้างเพื่อช่วยกันฝนสาด ใต้หลังคาปั้นหยามีพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน เพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้แผ่ลงมาที่ตัวเรือน ใต้จั่วมีช่องระบายลมร้อนทำเป็นเหลี่ยมทรงเรขาคณิต ตัวเรือนหันไปทางทิศใต้เพื่อรับลม มีหน้าต่างทั้งบานเปิดและบานกระทุ้งเพื่อระบายความร้อน และมีชานขนาดใหญ่ (Verandah) ล้อมระเบียงตามแบบฉบับของบ้านตากอากาศ

“ภาพจำของบ้านหลังนี้คือมีสวนขนาดใหญ่รายล้อม เมื่อก่อนมีเสือด้วยนะ เป็นเสือปลา อยู่ในสวนหลังบ้านนี่เอง ลองคิดดูละกันว่าเป็นธรรมชาติมากขนาดไหน มะม่วงจะเอาพันธุ์ไหนล่ะ มีหมด แล้วยังมีมะดัน มะนาว ผักทุกชนิด คือไม่ต้องซื้อผักผลไม้เลย แค่ซื้อเนื้อมาเท่านั้นก็ทำอาหารได้แล้ว ตรงสนามคุณแม่ยกร่องทำเป็นสวนผัก ผักที่ปลูกได้ก็นำไปแจกนะคะ ไม่ได้ขาย ตอนสมัยสงครามก็ได้สวนผักนี่แหละเป็นที่หลบภัย เวลาเครื่องบินมา คุณแม่ก็ต้อนลูก ๆ ลงจากเรือนมาหลบระเบิดกันในร่องสวน

“มุมโปรดของป้าคือบนต้นมะขามหวาน ป้าอยู่บนนั้นได้ทั้งวัน แล้วก็นั่งเอากิ่งมะขามมาขัดไปเรื่อย ๆ ทำเหมือนสร้างบ้านอยู่บนต้นมะขาม ทำเป็นที่นั่ง ที่นอน บางทีก็ทำเป็นซุ้มเหมือนห้อง… ที่โตมาเป็นสถาปนิกก็น่าจะมาจากความซนตั้งแต่วันนั้น (หัวเราะ) แล้วก็ดีใจมากที่โตมาเป็นช่างเหมือนคุณยาย” อาจารย์มาลินีสำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนได้รับทุนสมิธมันด์-ฟุลไบรท์ (Smith-Mund Fullbright) ไปศึกษาต่อด้านเดียวกันที่สหรัฐอเมริกา

“เวลาอยู่บ้านบาตรกับคุณยายต้องเรียบร้อย พอมาที่นี่ พี่ ๆ เป็นผู้ชายทั้งนั้น ป้าเป็นผู้หญิงคนเดียว โอย ซนยิ่งกว่าลิง (หัวเราะ)”

“จำอะไรที่บ้านบาตรได้บ้างครับ เล่าให้น้องฟังด้วยสิ” ครูเอ้ หลานชายที่ฟังการสนทนามาแต่ต้น เอ่ยปากชวนคุณป้าให้เล่าถึงบ้านบาตรให้ผมฟังบ้าง เพราะไหน ๆ คุณป้าก็ไป ๆ มา ๆ ทั้งสองที่

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
รูปครอบครัวที่บ้านบาตรเมื่อครั้งหลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติยังมีชีวิต

“จำได้ จำได้ดี ชีวิตที่บ้านบาตรมีความสุขมาก ทุกวันมีแต่เสียงดนตรี คุณตาท่านให้ลูกศิษย์อาศัยอยู่ในบ้านด้วยกันหลายคน ทุกคนนับญาติเป็นพี่เป็นน้องกันหมด ตรงบ้านบาตรมีชุมชนช่างตีบาตรพระ ตอนช่วงสงครามซึ่งเป็นช่วงที่ความบันเทิงหาได้ยากนั้น เวลาช่างเลิกงาน หลังจากตีบาตรเสร็จ ก็จะมารำวงกันที่บ้านเรา ที่บ้านมีลานโล่งอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีทั้งเครื่องดนตรีและนักดนตรีอยู่แล้ว มารำวงกันสนุกสนาน ป้าจำได้ว่ามีโอกาสเห็นผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงครั้งแรกก็ที่นี่ กลางวันเขาก็เป็นผู้ชายตีบาตรตามปกติ พอกลางคืนเขาแต่งเป็นผู้หญิงมารำวง โอ้โห สวยมาก รำสวยด้วย” อาจารย์มาลินีเล่าให้พวกเราฟัง

แล้วเรือนบรรเลงกับบ้านบาตรมีบรรยากาศที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างครับ – คำถามนี้มาจากผม

“เรือนบรรเลงก็คล้ายบ้านบาตรนะ เพราะเป็นบ้านเปิด มีพี่น้องลูกหลานมาอยู่ร่วมกันหลายรุ่นหลายวัย มีนักดนตรีลูกศิษย์ลูกมาหามาอยู่ด้วย อย่างตอนหลังสงครามก็มีเหนาะ (พ.ท.เสนาะ หลวงสุนทร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง-ดนตรีไทย พ.ศ. 2555) กับเพื่อน ๆ นักดนตรีจากอัมพวาเข้ากรุงเทพฯ มา ก็มาอยู่ที่นี่ คุณแม่ให้พักที่เรือนหลังบ้าน ป้าเรียนฆ้องวงก็ที่นี่แหละค่ะ กับลูกศิษย์ของคุณตาอีกคนชื่อครูดำ ซึ่งก็เป็นอีกท่านที่มาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้ แต่ครูดนตรีคนแรกของป้าคือคุณแม่ ป้าเรียนจะเข้กับท่าน แต่จำไม่ได้นะว่าคุณแม่ดุรึเปล่า เวลาสอนน่าจะโดนหยิกบ้าง (หัวเราะ) เรือนบรรเลงก็เป็นเรือนที่มีเสียงดนตรีบรรเลงสมชื่อ”

เรือนบรรเลงเป็นที่พำนักของครอบครัวและศิลปินดนตรีหลากชื่อหลากนาม ที่ต่อมาหลายท่านก็ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ วันนี้เรือนหลังนี้มีอายุเกือบ 90 ปีแล้ว ย่อมต้องมีวาระที่ทรุดโทรมจนต้องซ่อมแซมกันบ้าง

รักษ์เรือนบรรเลง

“เรือนบรรเลงเป็นเรือนที่ผ่านวิกฤตต่าง ๆ มามากมาย เช่น ตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ป้าจำได้ว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟสามเสน เพราะเป็นชุมทางการขนส่งสำคัญของญี่ปุ่น ระเบิดก็ทิ้งลงมาตูมตาม พื้นนี่ไหว คุณแม่ก็ต้อนพวกเราวิ่งลงมาอยู่ที่ใต้ถุนตรงนี้ ป้าเห็นเลยว่าเรือนโยกทั้งเรือน ตอนนั้นต้องคอยวิ่งลงจากเรือนมาหลบในร่องผัก แต่แปลกนะ เรือนบรรเลงไม่เสียหายอะไรเท่าไหร่เลย” 

หลักฐานความเสียหายในวันนั้นมีเพียงรอยแตกบนกระจกสีพิมพ์ลายที่ยังปรากฏอยู่บนหน้าต่างชั้นบน ในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของพระมหาเทพกษัตรสมุห รวมทั้งนาฬิกาไม้แขวนผนังเรือนโบราณที่เวลาหยุดเดิน ณ วินาทีที่ระเบิดลงพอดี ซึ่งทายาทยังคงรักษาไว้จนทุกวันนี้

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
รอยแตกบนกระจกสีพิมพ์ลายในวันที่ระเบิดลง ในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของพระมหาเทพกษัตรสมุห ซึ่งต่อมาได้เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้เช่นกัน

“อีกครั้งคือในห้องเดียวกัน ตอนนั้นราว ๆ พ.ศ. 2524 ขณะที่เรากำลังประชุมกันเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะอยู่ใต้เรือน คุณพ่อท่านสูบบุหรี่ทิ้งไว้ แต่ยังไม่ทันดับ แล้วท่านก็ลงมานั่งรอทานข้าวข้างล่าง ป้าเดินกลับขึ้นไปบนเรือน โอ้โห เห็นเปลวไฟใหญ่ลามถึงเพดาน นายเอ้ก็เดินตามขึ้นมาพอดี ในห้องน้ำมีน้ำสำรองไว้ในตุ่มหลายต่อหลายใบ โชคดีที่เราสำรองน้ำไว้อยู่เสมอ เพราะมักเกิดเหตุน้ำประปาไหลอ่อนอยู่เรื่อย ๆ ก็เลยได้ใช้น้ำสำรองในตุ่มมาดับไฟได้ทัน” อาจารย์มาลินีเล่าถึงเหตุการณ์น่าสิ่วน่าขวาน แต่เรือนบรรเลงยังอยู่รอดปลอดภัย

การซ่อมเรือนบรรเลงอย่างจริงจังนั้นน่าจะเกิดขึ้นด้วยกัน 3 ยุค ยุคแรกคือเมื่อ พ.ศ. 2512 และหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในภารกิจนี้ก็คืออาจารย์มาลินี ผู้เป็นสถาปนิก

“การซ่อมยุคแรกตอนนั้นทำชั้นล่าง ซึ่งเดิมเป็นใต้ถุนโล่ง ๆ ก็ทำผนังด้านล่างเพิ่มตรงบริเวณใต้ถุน กั้นเป็นห้องให้คนอยู่ได้ เลยทำให้เรือนบรรเลงกลายเป็นบ้าน 2 ชั้นขึ้นมา พอดีมีหลาน ๆ เกิด จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ พอคนมากขึ้นอีกป้าก็ทำหลังคาคลุมระเบียงและกั้นเป็นห้องนอนใหญ่ มีคุณป้า คุณแม่ พี่น้องอื่น ๆ รวมทั้งนายเอ้ตอนเล็ก ๆ ก็มานอนในห้องนี้ด้วย”

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
บริเวณระเบียงที่เคยกั้นห้องนอน แต่ปัจจุบันกลับมาอยู่สภาพเดิมแล้ว

“ระเบียงเดียวกันนี้ในอดีตคุณแม่เคยดีดจะเข้ให้คุณพ่อร้องและเต้นโขนเป็นตัวสุครีพ ซึ่งคุณพ่อเคยแสดงถวายรัชกาลที่ 6 ตอนเป็นข้าราชบริพาร” ผมคิดว่าช่างเป็นบ้านแห่งนาฏศิลป์และดนตรีสมชื่อเรือนบรรเลงจริง ๆ 

“ยุคที่ 2 คือการปรับปรุงใน พ.ศ. 2550 ตอนนั้นไม้เริ่มผุพัง สีก็ลอก ฝนตกเมื่อไหร่ก็รั่วเมื่อนั้น สักพักน้ำก็ท่วม สมาชิกบ้านนี้จะมีความสามารถพิเศษในการวิดน้ำได้อย่างแข็งขันและรวดเร็ว รวมทั้งคอยเอาดินน้ำมันเดินอุดตามรอยรั่วไปทั่วบ้าน (หัวเราะ) ลูกศิษย์ลูกหาที่มาอยู่มาเรียนดนตรีทุกคนต้องผ่านประสบการณ์นี้ทั้งนั้น บางทีกำลังนั่งดีดจะเข้อยู่น้ำมา พอ ๆ ๆ เลิก ๆ ไปวิดน้ำกันก่อนเดี๋ยวค่อยกลับมาดีดใหม่ (หัวเราะ)” อาจารย์มาลินีเล่าเสียงใส

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
เรือนบรรเลงก่อนบูรณะ

ครูเอ้เล่าเสริมว่าใน พ.ศ. 2550 ทางครอบครัวตัดสินใจสร้างอาคารปูนสูง 4 ชั้นขึ้นด้านหน้า เรียกว่า ‘อาคารบ้านสาคริก’ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ รวมทั้งเป็นที่เก็บเครื่องดนตรีและเอกสารรวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับท่าน ด้านล่างคือส่วนที่เป็นร้านอาหารนามว่า ‘ครัวบรรเลง’ ซึ่งอาจารย์มาลินีก็เป็นผู้ออกแบบอาคารนี้เช่นกัน

“ตอนนั้นเลยต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรดีกับเรือนบรรเลง ซึ่งเริ่มเก่าและทรุดโทรมอย่างที่คุณป้าเล่าไป ก็เลยสรุปว่าจะดีดเรือนขึ้นสูงขึ้น 3 เมตรเพื่อหนีน้ำท่วม ปรับแต่งพื้นที่ใต้ถุนเสียใหม่ โดยรื้อวัสดุที่เคยกั้นเป็นห้อง ๆ ออก แล้วปล่อยให้ใต้ถุนโล่งอย่างที่เห็น แล้วเราก็เปลี่ยนไม้ที่ผุออกทั้งหมด ส่วนห้องต่าง ๆ เราพยายามเก็บไว้ตามเดิม อย่างเช่น ห้องน้ำบนตัวเรือน เราก็ตัดสินใจเก็บไว้ 

“ต้องกล่าวว่าเรือนบรรเลงเป็นเรือนไทยโบราณที่ทันสมัย มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องสุขภัณฑ์พร้อม มีแม้กระทั่งฝักบัวและบีเดท์ (Bidet – โถปัสสาวะของสุภาพสตรี) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทันสมัยมากสำหรับบ้านในสมัยรัชกาลที่ 7 ส่วนที่พี่ว่าสนุกมาก ๆ ก็คือเราดีดเรือนขึ้นโดยใช้แรงคน เป็นงานแฮนด์เมดเลย” ครูเอ้เล่าอย่างสนุกสนาน ส่วนผมทำหน้าอึ้ง

“การยกเรือนขึ้นเริ่มจากการเอาคานที่เป็นเหล็กมายึดไว้กับขื่อทั้งหมด วางเรียงกันเต็มไปทั่วพื้นที่ใต้ถุนบ้าน เพื่อทำหน้าที่แทนเสา พอยึดได้แล้วก็นำเสาเดิมออก บ้านก็จะลอยอยู่บนคานเหล็กแทน ทีนี้ระหว่างคานก็จะนำแม่แรงมาสอดไว้ตามจุดต่างให้ทั่ว จากนั้นค่อย ๆ โยกแม่แรงทุกจุดขึ้นพร้อม ๆ กันทีละนิด ๆ เพื่อยกเรือนทั้งเรือนให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องส่งสัญญาณให้ทุกคนหมุนแม่แรงโดยพร้อมเพรียงกัน แบบหนึ่ง.. สอง.. สาม… อ้าว.. หมุน (หัวเราะ) ตัวเรือนก็จะค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ระดับที่ต้องการ แล้วจึงนำเสาคอนกรีตที่หล่อเตรียมไว้มาสอดและเชื่อมกับตัวเรือน 

“ใต้ถุนจึงมีขนาดสูงราว 3 เมตร ตอนนั้นเราคุยกันว่าอยากให้มีใต้ถุนสูง เพราะจะได้หนีน้ำท่วมและมีพื้นที่โล่งใต้เรือน สำหรับเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ได้เหมือนอย่างที่เรานั่งคุยกันอยู่ตอนนี้” ครูเอ้และอาจารย์มาลินีร่วมกันเล่ากระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบให้ผมเข้าใจ

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ยกเรือนสูงขึ้นมา 3 เมตร นำเสาคอนกรีตมาแทนเสาไม้

การบูรณะเรือนบรรเลงในครั้งนั้นส่งผลให้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทเคหะสถานและบ้านเรือนเอกชนจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. 2551

“ยุคที่ 3 คือการบูรณะครั้งล่าสุดซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2561 ตอนนั้นสีลอก โดยเฉพาะภายในตัวเรือนนั้นสีลอกแทบทั้งหมด ในตอนนั้นมีสถาปนิกเข้ามาช่วย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อาจารย์เต้ย (อาจารย์อริยะ ทรงประไพ) ซึ่งช่วย พี่เหมียว (คุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย) ทำงานบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อาจารย์เต้ยมาช่วยตรวจสอบสีเดิมของบ้านและให้คำปรึกษาด้านอื่น ๆ ทำให้เราได้ค่าสีที่ถูกต้องตามต้นฉบับ นั่นคือสีเขียวใบโศกที่ปรากฏอยู่ ส่วนสีนั้นเราได้รับความสนับสนุนจากบริษัทสีเบเยอร์” ครูเอ้อธิบายถึงการบูรณะในยุคที่ 3

นอกจากนั้นทายาทพยายามรักษาทุกอย่างไว้ดั่งเดิม หน้าต่างบานกระทุ้งและกลอนสตางค์ก็ยังคงอยู่และใช้งานได้ดีดังเดิม ห้องหับที่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยก็ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับสอนดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ จนมีผู้สนใจมาเรียนกันแน่นขนัด ก่อนจะต้องหยุดชงักไปด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น พื้นใต้ถุนก็ปูกระเบื้องใหม่ แต่ยังรักษาลวดลายตามต้นฉบับเดิมเอาไว้ และโต๊ะไม้ตัวกลมตัวสำคัญที่รับใช้ครอบครัวมาตั้งแต่สมัยพระมหาเทพกษัตรสมุห ก็ยังคงตั้งอยู่พร้อมรับหน้าที่สำคัญสืบเนื่องต่อมา

บริเวณชั้นบน เป็นที่เก็บเครื่องดนตรีไทยและถ่ายทอดวิชาแก่ผู้มาเรียน
โต๊ะกลมตัวสำคัญ

“โต๊ะกลมตัวนี้อยู่คู่เรือนบรรเลงมาตั้งแต่แรก หน้าที่สำคัญที่ว่าก็คือเป็นโต๊ะไพ่ตองที่คุณพ่อสั่งทำพิเศษให้มีลิ้นชักเก็บไพ่และใช้ชิปส์แทนเหรียญสตางค์ เป็นวงญาติมิตรที่เล่นกันอย่างจริงจังมาก (หัวเราะ)” อาจารย์มาลินีเล่าอย่างมีความสุข

“และโต๊ะตัวเดียวกันนี้ก็เป็นโต๊ะที่สมาชิกครอบครัวและลูกศิษย์ลูกหาร่วมกันประชุมจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะขึ้นใน พ.ศ. 2524 ต่อมาก็ริเริ่มการประกวดดนตรีไทยรางวัลศรทอง รวมทั้งกำเนิดละครโทรทัศน์เรื่อง ระนาดเอก และภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง จนมาถึงการจัด โหมโรง เดอะ มิวสิคัล รวมทั้งกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ อีกมากอันเกี่ยวเนื่องกับการถ่ายทอดและอนุรักษ์ดนตรีไทย โต๊ะตัวนี้มีศิลปินจำนวนมากได้มานั่งคุย ปรับทุกข์ เปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งที่เล่าต่อได้และไม่ได้ ทุก ๆ กิจกรรมจะมีโต๊ะตัวนี้เป็นสักขีพยาน”

ทุก ๆ ปีทายาทจะจัดให้มีพิธีไหว้ครูขึ้นที่เรือนบรรเลง ลูกศิษย์ลูกหาหลากรุ่นหลายวัยจะมารวมตัวกันคับคั่งจนใต้ถุนโล่งแห่งนี้ดูแคบลงไปถนัดตา

พิธีไหว้ครูที่เรือนบรรเลง

“คำว่าลูกศิษย์เป็นคำที่มีนัยที่สำคัญ เพราะประกอบด้วยคำว่า ‘ลูก’ อยู่ด้วย ผู้ที่ถ่ายทอดวิชาให้นั้น ก็ถ่ายทอดด้วยความรัก เมตตา ปราณี และผูกพัน ส่วนผู้รับ ไม่ได้เพียงแต่เอาวิชาไปเท่านั้น แต่ยังรับวิชาด้วยความรักและผูกพันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทุก ๆ ปีเวลาจัดพิธีไหว้ครูที่เรือนบรรเลง ก็จะมีครูและลูกศิษย์กลับมาร่วมพิธีกันมากมาย ครูที่เป็นครูของครู ศิษย์ที่วันนี้กลายมาเป็นครู ลูกศิษย์รุ่นต่าง ๆ หลายรุ่น ทำให้รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องมีลูก ไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อสายของเราโดยตรงที่จะทำหน้าที่ดูแลและสืบต่อ เราสามารถฝากฝังลูกศิษย์ต่อไปได้ เมื่อคิดอย่างนี้ได้ก็ทำให้เราปล่อยใจ ไม่ยึดติดอะไร” ครูเอ้กล่าว

“อ้อ เมื่อตัวเบาใจเบาแบบนี้ พี่ว่าจะทำให้เราหนุ่มอยู่เสมอไปด้วยไงล่ะครับ” ครูเอ้สรุปพร้อมเสียงหัวเราะของทุกคน

การอนุรักษ์เรือนบรรเลงนั้นไม่ได้เป็นเพียงการรักษาการสถาปัตยกรรมที่สวยงามให้คงอยู่ แต่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและสายสัมพันธ์อันงดงามของครูและลูกศิษย์เอาไว้ด้วยเช่นกัน

การเรียนการสอนดนตรีไทยที่เรือนบรรเลง

รอบเรือนบรรเลง

อาคารบ้านสาคริกเป็นอาคารที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 ตั้งอยู่หน้าเรือนบรรเลง นอกจากเป็นที่อาศัยของสมาชิกครอบครัวจำนวนหนึ่งแล้ว ยังเป็นที่ทำการของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะด้วย

อาคารบ้านสาคริกด้านหน้าเรือนบรรเลง

“มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2524 ในวาระครบ 100 ปีของท่าน ตอนที่ตั้งใหม่ ๆ เราตั้งใจว่าจะสืบทอดดนตรีไทยสายหลวงประดิษฐไพเราะ และเป็นพื้นที่สำหรับลูกศิษย์ลูกหาได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านดนตรีไทย สามารถจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อรำลึกถึงท่าน” อาจารย์มาลินีเอ่ย

“อันนั้นเป็นวัตถุประสงค์เมื่อแรกเริ่ม แต่ก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วย ในวันนี้พี่ว่าเราต้องการสร้างพื้นที่เพื่อทุก ๆ คนเข้าถึงดนตรีไทยได้ พยายามหาจุดเชื่อมอดีตให้เข้ากับปัจจุบัน และหาหนทางที่จะพาไปสู่อนาคต คือถ้าเราเล่นระนาดเก่ง เราก็อาจเก่งของเราอยู่คนเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในวันนี้และวันข้างหน้า สิ่งที่เราควรขบคิดก็คือ เราจะนำความสามารถทางการเล่นดนตรีของเราไปเชื่อมโยงกับอะไร ขยายไปสู่อะไรได้บ้าง เพื่อที่จะทำให้ดนตรีไทยยังคงอยู่ต่อไป 

“ที่บอกว่าเราพยายามสร้างพื้นที่ ก็เพื่อเป็นการพาคนหลากหลายวงการให้มาอยู่ร่วมกัน เป็นการฝากฝังให้แต่ละคนหาแนวทางที่จะรักษาดนตรีไทยในวิถีที่เขาถนัด เขาอาจมองเห็นในทิศทางแตกต่างกันไป แต่ปลายทางคือเรายังมีเพลงไทย ยังมีดนตรีไทย อยู่ต่อไปในบริบทร่วมสมัย มูลนิธิต้องการทำเรื่องดนตรีไทยให้เป็นของทุกคน มากกว่ามุ่งรักษาเอาไว้ให้เป็นศิลปวัฒนธรรมที่อยู่บนหิ้ง แต่ไร้ลมหายใจ” ครูเอ้เสริม และผมก็รู้สึกชื่นชมกับวัตถุประสงค์และบทบาทของมูลนิธิในวันนี้

พิพิธภัณฑ์ดนตรี

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ดนตรีที่รักษาเครื่องดนตรี อุปกรณ์ดนตรี ภาพถ่ายและเอกสารสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับหลวงประดิษฐไพเราะและดนตรีไทย ผมขอให้ครูเอ้เลือกหยิบอะไรก็ได้ขึ้นมาเล่าให้พวกเราฟัง ครูเอ้เลือกไม้ระนาดกับขลุ่ย

“ไม้ระนาดนี้เรียกว่าไม้ทองแดง เพราะก้านและหัวทำจากทองแดง เป็นสมบัติตกทอดจากครูสิน พ่อของหลวงประดิษฐไพเราะ ไม้ทองแดงหนักกว่าไม้ระนาดทั่วไปที่ทำจากไม้และนวมธรรมดา ตอนที่ครูสินเริ่มสอนดนตรีให้ลูกชาย ครูสินท่านให้ใช้ไม้ทองแดงตีไล่ระนาดไปเรื่อย ๆ แล้วยังมีตะกั่วที่ทำเหมือนกำไลสวมข้อมือไว้ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างให้ข้อมือแข็งแรง เหมือนนักวิ่งที่ถ่วงทรายไว้ที่ข้อเท้า ถ้ายิ่งฝึกซ้อมด้วยไม้ทองแดงกับกำไลตะกั่วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีกำลังข้อมาก สามารถตีระนาดได้อย่างคล่องแคล่ว ถือว่าอุปกรณ์สำคัญชิ้นนี้สร้างให้หลวงประดิษฐไพเราะเป็นนักดนตรีที่ชำนาญ และยังสะท้อนถึงความมุมานะ ตั้งมั่นฝึกฝีมือจนประสบความสำเร็จ”

ไม้ทองแดง

“ส่วนขลุ่ยนี้เป็นขลุ่ยที่หลวงประดิษฐไพเราะ ขณะนั้นยังเป็นจางวางศร ได้นำติดตัวขณะตามเสด็จสมเด็จวังบูรพาไปชวาเมื่อ พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นคราวที่คุณย่าบรรเลงเกิดและคุณทวดตั้งความหวังว่าจะได้ลูกชายนั่นเอง สาเหตุที่ท่านนำขลุ่ยตามเสด็จไปชวา ก็เพราะขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็ก พกพาง่าย บรรเลงเพื่อสร้างความสุขเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่ท่านนำกลับมาจากชวาในครั้งนั้นคืออังกะลุง ซึ่งต่อมาได้นำมาลองเล่นกับเพลงไทยหลายต่อหลายเพลง จนอังกะลุงได้รับความนิยมและแทบจะเป็นดนตรีไทยไปแล้วด้วยเช่นกัน วัฒนธรรมดนตรีมีการถ่ายเทผสมผสานไปมาเสมอ” 

ขลุ่ยที่จางวางศรนำติดตัวไปด้วย

ด้านหน้าอาคารเป็นร้านอาหารครัวบรรเลงที่มีอาหารอร่อยหลากหลายเมนู และมักมีแฟนคลับขาประจำแวะเวียนมาดื่มด่ำกับมื้ออร่อย ที่มาของร้านครัวบรรเลงนั้นก็ไม่ธรรมดา

“บ้านเราเน้นเรื่องกิน (หัวเราะ) สำคัญมาก ก่อนครัวบรรเลงเราเคยทำร้านอาหารมาก่อน 2 ร้าน คือศรทองและโชติรส แล้วป้าก็เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบร้านทั้ง 3 ร้าน” อาจารย์มาลินีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

ร้านศรทองเป็นร้านที่ตั้งอยู่ที่บ้านบาตร เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. 2500 และเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกที่ทำขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชื่อร้านก็มาจากชื่อเดิมของหลวงประดิษฐไพเราะ

ร้านศรทองที่บ้านบาตร

“คุณแม่บรรเลงเป็นผู้ที่ชอบทำอาหารมากและมีฝีมือด้านนี้ ตอนนั้นการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคเริ่มต้น มีฝรั่งต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีที่กินอาหารไทยดี ๆ เท่าไหร่ ร้านศรทองมีอาหารไทยแท้ ๆ มีการแสดงเป็นรำไทย มีดนตรีไทยบรรเลงให้ฟัง อาหารนี่ทำเป็นสำรับเลยนะคะ มีข้าวและกับ 5 อย่าง จัดเป็นโตกนำไปเสิร์ฟ แล้วเป็นร้านที่ออกแบบเหมือนว่าแขกนั่งราบบนพื้น แต่ความจริงแล้วเราเจาะช่องไว้ให้แขกห้อยขา ฝรั่งชอบมาก ๆ เหมือนนั่งล้อมวงทานข้าวในบรรยากาศแบบไทย ๆ อาหารที่คุณแม่ทำก็มีแกงลูกตาลอ่อน แกงเผ็ดและแกงเขียวหวานต่าง ๆ หมี่กรอบ ฯลฯ แกงลูกตาลอ่อนนี่เป็นเมนูเด็ดของคูณแม่เลย ป้าคิดว่าร้านศรทองเป็นร้านแรกที่มีทั้งอาหารและการแสดงในลักษณะนั้น” อาจารย์มาลินีเล่า

“คือตั้งใจทำมาก ๆ เลยนะครับ มีสูจิบัตรระบุว่าวันนี้จะเป็นการแสดงอะไร มีคำอธิบายความเป็นมา แล้วก็มีพิธีกรประกาศก่อนการแสดง พร้อมบรรยายเป็นช่วง ๆ ด้วย” ครูเอ้เสริม

พ.ศ. 2512 ทายาทตัดสินใจขายบ้านบาตร ร้านศรทองจึงปิดบริการไปด้วย ร้านโชติรสจึงถือกำเนิดขึ้นเป็นร้านที่ 2 โดยตั้งอยู่หน้าเรือนบรรเลง

บรรยากาศร้านโชติรส

“ช่วงปี พ.ศ. 2511 คุณแม่บรรเลงเกษียณอายุราชการ ก็ถามท่านว่าจะทำร้านอาหารหรือโรงเรียนอนุบาล ท่านก็ตอบว่าทำร้านอาหาร ถ้าทำโรงเรียนอนุบาลคงดูแลเด็กไม่ไหว เดี๋ยวลูกเขาเป็นอะไรไปเรารับผิดชอบไม่ได้ ส่วนชื่อโชติรสก็มาจากชื่อของคุณยายโชติ ร้านเราเป็นร้านอาหารแรกในย่านนี้ แล้วก็เป็นร้านอาหารตามสั่งเมนูไทย ๆ ที่คุณแม่เป็นผู้ดูแลเรื่องกับข้าว ท่านสนุกและมีความสุขมาก ไปจ่ายตลาดเอง ลงทำมือเอง และเราทำร้านโชติรสอยู่นานหลายปีจนมาหยุดไปใกล้ ๆ กับ พ.ศ. 2524 เมื่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ” อาจารย์มาลินีเล่า

“มาถึง พ.ศ. 2551 คือปีที่คุณย่าบรรเลงอายุครบ 100 ปี ก็เลยคิดที่จะรื้อฟื้นธุรกิจอาหารขึ้นมา แล้วพอดีกันกับที่เราสร้างอาคารบ้านสาคริกขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านครัวบรรเลงขึ้น มีเมนูเด็ดเมนูเดิมของคุณย่าอย่างหมี่กรอบ แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ก็ยังมีอยู่ มีอีกเมนูที่ขึ้นชื่อของร้านและเป็นสูตรของคุณย่าคือหมูเผ็ด” ครูเอ้เล่า

ร้านครัวบรรเลงในวันนี้

“หมูเผ็ดนี้เป็นเมนูโปรดเลย ตอนที่ป้าได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ป้าก็ขอให้แม่ทำแล้วเอาติดตัวไปด้วย แบกใส่กระเป๋าเดินทางไปเลยนะ 2 กิโล ไปเป็นเสบียงช่วงที่ไปอยู่นู่นใหม่ ๆ แก้คิดถึงบ้าน” อาจารย์มาลินีเล่าเสริม สงสัยว่าผมสัมภาษณ์เสร็จเมื่อไหร่ ผมคงต้องลองหมูเผ็ดเสียแล้ว

เมนูอร่อยประจำร้านครัวบรรเลง

“มื้ออาหารคือการเชื่อมคน เชื่อมความคิด ไม่มีไม่ได้ (หัวเราะ) ถึงมันจะดูเชย ๆ นะ แต่ลองสังเกตสิครับว่าละครไทยแทบทุกเรื่องมีฉากที่สำคัญคือฉากกินข้าว อะไรต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากโต๊ะกินข้าวเสมอ หรือแม้แต่การเจรจาความสำคัญของบ้านเมืองก็เกิดจากโต๊ะอาหารเช่นกัน การมีร้านอาหารทำให้เราสามารถรักษาบรรยากาศเดิม ๆ ของเรือนบรรเลงให้คงอยู่ต่อไป เพราะมีพื้นที่ที่ครูบาอาจารย์ นักดนตรี ศิลปิน แขกเหรื่อ เพื่อนฝูง แวะมาเยี่ยมมานั่งคุยกัน พบปะสังสรรค์กันได้สนุก ไม่ต้องลุกไปไหน หลายสิ่งหลายอย่างก็เกิดจากที่นี่” ครูเอ้สรุป

เราคุยกันมาเรื่อย ๆ จนถึงคำถามสุดท้าย – ถ้าถามว่าภารกิจสำคัญในฐานะทายาทของหลวงประดิษฐไพเราะ คุณทวดโชติ และคุณย่าบรรเลงคืออะไรครับ

“การสร้างคน…. ภาพยนตร์อย่าง ระนาดเอก หรือละครเวทีอย่าง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล ไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเปิดทางให้มีนักดนตรีใหม่ ๆ ที่มีฝีมือเกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าไปถามนักดนตรีหลาย ๆ วัยหลาย ๆ รุ่นว่าทำไมถึงเล่นระนาด เล่นดนตรีไทย คำตอบที่ได้ยินอยู่เสมอก็คือ “ผมดูระนาดเอกครับ” หรือในรุ่นหลัง ๆ ก็ “ผมดูโหมโรงมาครับ” อย่างนักดนตรีในสำนักงานสังคีตหลาย ๆ คน ซึ่งเป็นนักดนตรีอาชีพ ก็มาจากกลุ่มผู้ดู โหมโรง มาก่อน แล้วเขาก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “ผมอยากเล่นดนตรีไทยเพราะโหมโรงครับ” อันนี้คือสิ่งที่พี่ว่าสำคัญที่สุด

 “นอกจากนี้ยังทำให้ดนตรีไทยมีพื้นที่ในโลกปัจจุบัน เรานึกไม่ออกเลยว่าระนาดจะไปอยู่ที่สยามสแควร์ได้อย่างไร หรือในงานแฟชั่นโชว์ได้อย่างไร จาก ระนาดเอก และ โหมโรง ในวันนั้นมาถึงวันนี้มีโรงเรียนดนตรีไทยเกิดขึ้นมากมาย มีช่างฝีมือทำเครื่องดนตรีไทยเพิ่มขึ้น ฯลฯ ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยโฆษณาเลยว่าให้มาเรียนดนตรีไทยกับเราที่นี่ แต่เราปลื้มใจมากที่มีโรงเรียนดนตรีเปิดขึ้นหลายที่ และมีคนสนใจไปเรียนตามที่ต่าง ๆ พี่เชื่อว่าเราควรจะหย่อนเมล็ดพันธุ์ไว้หลาย ๆ ที่ ไม่ต้องอยู่ในกระถางเดียวกัน ถามว่าปัจจุบันมีเด็กมาเรียนดนตรีกับเราเยอะไหม ก็ไม่ได้เยอะ แต่เราเชื่อว่าเขาไปเติบโตในพื้นที่อื่น ๆ แล้วไง นั่นแปลว่าภารกิจเราสำเร็จแล้ว” ครูเอ้สรุป ผมเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของอาจารย์มาลินีเมื่อมองมาที่หลานชายคนนี้

เสียงซออู้แว่วตามลมเย็นมาอีกครั้งเมื่อการสนทนาของเราสิ้นสุดลง ผมหันหลังกลับไปมองเรือนสีเขียวใบโศกหลังงามอีกครั้ง การอนุรักษ์เรือนบรรเลงและสรรพสิ่งที่รายล้อมอยู่รอบเรือนบรรเลงนั้นสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยไว้มากมายจริง ๆ

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

อาจารย์มาลินี สาคริก ประธานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ

อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ

เอกสารอ้างอิง

หนังสือ 84 ปี มาลินี สาคริก สถาปนิกศิลปบรรเลง และฉลอง 85 ปี เรือนบรรเลง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ใคร ๆ ก็รู้จัก คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านสำเพ็ง ผมเองก็เช่นกัน ขณะที่ใคร ๆ เรียกคุณสมชัยว่าอาเจ็กบ้าง อาเฮียบ้าง แต่ผมกลับถนัดที่จะเรียกท่านว่า ‘พี่สมชัย’ ด้วยความเคารพตั้งแต่แรกพบ

“ดี ๆ เรียกพี่ทำให้เฮียรู้สึกหนุ่มขึ้นมาหน่อย” พี่สมชัยหัวเราะเสียงก้องอย่างอารมณ์ดี แต่ยังแทนตัวเองว่าเฮีย

เมื่อตึงหนังเกี้ยอย่างผมกำลังเสาะหา Heritage House ในย่านสำเพ็ง เพื่อจะนำมาถ่ายทอดให้ชาว The Cloud ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในคอลัมน์นี้ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพี่สมชัย ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ‘ก้วงเฮงเส็ง’ อันเก่าแก่ของครอบครัว พี่สมชัยเป็นคนสำเพ็งอย่างแท้ทรู เพราะเกิดในสำเพ็ง โตที่สำเพ็ง อาศัยอยู่ในสำเพ็ง และรักสำเพ็งอย่างที่สุด

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ผมเคยได้ฟังพี่สมชัยพูดใน TED Talks และเวทีอื่น ๆ อีกหลายครั้ง เนื้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดคือ เมื่อพี่สมชัยกล่าวถึงการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวด้วยการตั้งคำถาม ตามด้วยการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจนเกิดการเรียนรู้ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยไขปริศนาและบอกเล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ให้กับเรามากมาย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยผมขอให้พี่สมชัยช่วยเลือก Heritage House สักแห่งที่อาจซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ในสำเพ็ง แต่กลับมีสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขานไขเรื่องราวที่น่าสนใจมุมใหม่ ๆ ได้

“ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็ง” คือคำตอบ

ซอยต่างขนาด

พี่สมชัยนัดผมที่บริเวณซอยวานิช 1 ก่อนที่เราจะเดินไปร้านไทยย่งฮั่วเชียง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน

“เมื่อก่อนซอยวานิช 1 มีสถานะเป็นถนน ถือว่าเป็นถนนสำคัญนอกกำแพงเมืองสายแรกที่ทอดตัวยาวตลอดย่านสำเพ็ง เรียกว่าเป็นทางสัญจรหลักเลยทีเดียว สำเพ็งถือว่าเป็นย่านนอกเมือง เมื่อก่อนมีกำแพงเมืองปิดล้อมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ประตูเมืองด้านใต้อยู่ไม่ไกลจากคลองโอ่งอ่าง เดิมมีสะพานสำหรับชักขึ้น-ลง เพื่อกันคนไม่ให้เข้า-ออกเมืองในเวลาค่ำ นั่นคือบริเวณสะพานหัน” พี่สมชัยเริ่มเล่า

ในอดีตสำเพ็งเป็นพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะเป็นบาง คำว่าบางหมายถึงพื้นที่ที่ประกอบด้วยคลองแยกย่อยออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะข้ามมาสร้างพระบรมมหาราชวังและพระนครขึ้นใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงโปรดเกล้าฯ พระยาราชาเศรษฐีนำคนจีนที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ออกมาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บริเวณระหว่างคลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง

“แล้วทำไมถึงเรียกย่านนี้ว่าสำเพ็งน่ะเหรอ เฮียคิดว่าเป็นเพราะถนนสายหลักสายนี้ไปสิ้นสุดที่วัดสามเพ็ง ก็เลยเรียกชื่อถนนตามจุดหมายปลายทางว่าถนนสามเพ็ง แล้วก็เลยเรียกย่านนี้ทั้งย่านว่าสามเพ็งตามไปด้วย ต่อมาจึงกร่อนเสียงเหลือเพียง ‘สำเพ็ง’ วัดสามเพ็งเป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเชียวนะ ปัจจุบันคือวัดปทุมคงคา” พี่สมชัยอธิบาย

ถนนเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยเพราะคนไทยมักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คนไทยมักปลูกบ้านเรือนอยู่ริมคลองหรืออาศัยอยู่บนแพ ถนัดแจวเรือมากกว่า แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะในย่านสำเพ็งนั้น เป็นคนค้าคนขาย ต้องการสร้างบ้านและตั้งร้านอยู่บนบก ลำคลองมีไว้สำหรับขนส่งสินค้ามากกว่าเป็นวิถีชีวิต จึงทำให้เกิดถนนสำเพ็งขึ้น จากบันทึกของชาวตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2373 – 2382 ได้กล่าวถึงถนนสำเพ็งว่า มีขนาดกว้างประมาณ 2 – 3 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันไปมาเท่านั้น เป็นทางให้เกวียนละรถลากแล่นผ่านไปได้ ทอดตัวผ่านที่พักอาศัยและร้านค้าที่ปลูกเรียงชิดติดกันไปทั่วทั้งย่าน ปัจจุบันถนนสำเพ็งถูกลดฐานะมาเป็นซอยวานิช 1

“แต่ที่เฮียอยากให้ดูคือตรงนี้” พี่สมชัยชี้ไปยังแนวทางเดินที่ทอดยาวไปตามซอยวานิช 1 ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าจากที่แคบ ๆ อยู่นั้น ก็พลันกว้างขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นซอยขนาดกว้างทอดยาวขนานถนนทรงวาดไปจนจรดถนนทรงสวัสดิ์

“อ้าว ทำไมอยู่ดี ๆ ซอยแคบ ๆ ก็บานออกมาแบบนี้ครับพี่” ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
ซอยวานิช 1 ในอดีตคือถนนสำเพ็ง เป็นซอยที่พื้นทางเดินมีความกว้างไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่โดนไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 ยังคงความแคบ ส่วนที่โดนไฟไหม้และสร้างขึ้นใหม่จะกว้างขึ้น

“ไฟไหม้” พี่สมชัยเริ่มเล่า “สำเพ็งเติบโตเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยหน่าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการค้าสำเภากับจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 และหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งส่งผลให้การค้าขยายตัวมากยิ่งขึ้น บ้านในสำเพ็งแต่ละหลังมักก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก คนใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง เลยทำให้เกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ครั้งสำคัญก็คือ พ.ศ. 2449 ซึ่งเกิดไฟไหม้ถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน กินพื้นที่กว้างมาก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ” พี่สมชัยชี้ให้ผมดูสำเนาภาพแผนที่ซึ่งระบุวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 เราจะเห็นพื้นที่บริเวณกว้างที่ลงสีน้ำเงินไว้เพื่อแสดงบริเวณที่มอดไหม้ในอัคคีภัยครั้งนั้น

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สำเนาแผนที่ฉบับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 ที่นำมาลงสีให้เห็นชัดเจน พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พื้นที่สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่โดนไฟไหม้ เส้นตรงที่ลากยาวเป็นเส้นคู่คือถนนทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

สืบเนื่องจากการสนทนาของเราในวันนั้น พี่สมชัยได้แนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือ ‘นิทานชาวไร่เล่มที่ 4’ เขียนโดย นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ในหน้า 107 มีคำอธิบายเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ผมจึงขอคัดข้อความดังกล่าวมาช่วยอธิบายไว้ดังนี้

“ไฟเกิดไหม้ที่สำเพ็ง เจ๊กวิ่งหนีไฟกันวุ่น แต่จะวิ่งไปไหน ตรอกแคบนิดเดียวยากแก่การสัญจร ยิ่งเวลาไฟไหม้ด้วยแล้ว อัดกันเป็นปลาซาร์ดีนนั่นเทียว ถานพระวัดเกาะก็ถูกบูชาพระเพลิงไปด้วย กองกาบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยไป ทุกอย่างโล่งโถงไปหมด แทนที่เจ๊กจะหนีไปปลูกสร้างที่อื่น กลับคิดปลูก ณ ที่เดิม”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาดู พระยาราชรองเมือง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงนครบาล ตามเสด็จฯ ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเจ้าของที่ดินปักเขตกันกลุ้มไป จึงดำรัสว่า ถ้าปล่อยให้ปลูกสร้างอย่างเดิม ตึกรามก็จะแน่นหาทางเดินไม่ได้ จึงดำริจะทำถนน ได้รับสั่งหากระดาษดินสอมาวาดภาพเส้นตรงจากท่าน้ำราชวงศ์ เลียบแม่น้ำไปจรดวัดปทุมคงคา รับสั่งให้เบิกเป็นถนน รถราจะได้มีโอกาสแล่น ไม่ต้องแออัดอย่างที่แล้วมา ถนนสายนี้จึงมีนามว่าทรงวาด เพราะในหลวงทรงวาดไว้กลางแจ้งนี่เอง” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
แผนที่แสดงแนวถนนทรงวาด สังเกตจากเส้นตรงสองเส้นที่ลาดยาวจากราชวงศ์ไปวัดปทุมคงคา และซอยวานิช 1 (อดีตเรียกว่าถนนสำเพ็ง) ถนนที่เป็นเส้นโค้งขนานกับทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

ถนนที่ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดกว้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น ถนนดั้งเดิมอย่างถนนสำเพ็งก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่รอดจากอัคคีภัยยังคงแคบตามแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่ไม่รอดก็ขยายออกกว้างขึ้นอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5

“พอดูพื้นแล้ว คราวนี้เงยหน้าขึ้นดูตึกกันครับ” พี่สมชัยเปลี่ยนมุมให้ผมมอง มีสิ่งอะไรที่ควรสังเกตอีกหนอ

“ลักษณะตึกในซอยนี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เพราะได้มีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยกำหนดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหมดแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนกลุ่มที่ยังปลูกติดกันเรียงเป็นพรืด

“อาคารกลุ่มแรกมีจำนวนประมาณ 40 ห้อง จะยังเป็นอาคารปูนเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นพรืดตามเดิม กลุ่มอาคารต่อมาอีก 10 ห้อง จะสังเกตได้ว่ามีการสร้างคันกันไฟเพิ่มขึ้น” พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกต

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนที่มีคันกันไฟ แบ่งห้องแถวออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง และคันกันไฟจะเป็นแนวปูนที่สูงตั้งแต่ฐานอาคารจนเลยหลังคา

คันกันไฟคือแนวปูนหนาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งอาคารออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง แนวปูนนี้จะมีความสูงตลอดอาคาร ตั้งแต่ฐานจนสูงเลยหลังคา เพื่อทำหน้าที่แยกอาคารไม่ให้เรียงติดกันเป็นพรืด หากเกิดอัคคีภัยขึ้นเมื่อใด คันกันไฟก็จะช่วยประวิงเวลาไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนอีกกลุ่มที่เพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างด้วย

“กลุ่มอาคารอีกกลุ่ม นอกจากมีคันกันไฟช่วยแยกอาคารแล้ว ยังเพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างเข้าไปด้วย ลองสังเกตดี ๆ เราจะเห็นขอบปูนเหนือบานหน้าต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้เปลวไฟลามจากตัวอาคารขึ้นไปติดหลังคาได้ง่าย จะเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสำเพ็ง ส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านนี้ในเวลาต่อมา โดยมีจุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาอัคคีภัยนั่นเอง” ขอสารภาพว่าผมมาเดินเที่ยวซอยวานิช 1 หลายครั้งหลายหน แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่พี่สมชัยกำลังเล่าให้ฟัง

ไฟมีทั้งทำลายล้าง พร้อมกับสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วกับสำเพ็ง

ตึกฝรั่งในย่านจีน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

เราเดินตามซอยวานิช 1 ไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่หน้าอาคารปูนสีเหลือง ซึ่งก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก มีลายปูนปั้นประดับสวยงาม

“เราอยู่ในสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรส่วนมากเป็นคนจีน แต่อาคารหลังนี้และอาคารอื่น ๆ กลับเป็นตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งนั้น อาคารที่เห็นในบริเวณนี้ล้วนสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 พร้อม ๆ กับถนนทรงวาด ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5” พี่สมชัยเล่า

สถาปัตยกรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคณะมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย ในระยะแรกนั้น อิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูง และมีการรับเอาเฉพาะองค์ประกอบบางอย่างและวัสดุบางชนิดมาปรับใช้เท่านั้น 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมตะวันตกได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าพระราชวัง วัง บ้านขุนนางและเสนาบดี ตลอดจนอาคารสำคัญทางราชการ รวมทั้งอาคารที่ทำการของเอกชนหลายแห่ง ล้วนก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังบ้านเรือนราษฎร พ่อค้าวาณิชที่มีฐานะด้วยเช่นกัน

“ว่ากันว่าตอนที่สร้างอาคารปูนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนทรงวาด ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ช่างไปดูแบบอาคารจากปีนัง ก็เลยมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเข้ามาด้วย สำเพ็งเป็นย่านที่เจริญ เพราะเป็นย่านการค้า คนมีฐานะ ก็เลยมีการแข่งขันกันอยู่ในทีว่าบ้านใครจะสวยกว่ากัน” พี่สมชัยเล่า

หนังสือ ‘สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ’ ได้บรรยายภาพสำเพ็งในเวลานั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การค้าในย่านสำเพ็งเป็นไปอย่างคึกคัก สำเพ็งเป็นแหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ กิจการค้าขายต่าง ๆ ในสำเพ็งมักรวมตัวกันอยู่เป็นย่าน ๆ ซึ่งขายสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ย่านข้าวสารและธัญพืช พืชไร่อยู่บริเวณถนนทรงวาด ย่านอาหารแห้ง อย่างกระเพาะปลา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง อยู่บริเวณตรอกโรงโคมและซอยอิศรานุภาพ ย่านสินค้าประเภทเชือกอยู่บริเวณถนนวานิช 1 หรือถนนสำเพ็งเดิม ช่วงระหว่างถนนเยาวพานิชกับถนนทรงสวัสดิ์ขนานไปกับถนนทรงวาด ซึ่งนับเป็นย่านเพชรพลอยและเครื่องประดับอยู่บริเวณต้นถนนสายเดียวกันด้วย” 

ข้อความที่กล่าวว่าสำเพ็งเป็น “แหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น แต่ซอยวานิช 1 ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาประปรายด้วยเช่นกัน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกคู่สำเพ็ง

พี่สมชัยพาผมไปแนะนำตัวกับ คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้จัดการร้านไทยย่งฮั่วเชียง บุคคลสำคัญที่เราอยากคุยด้วยอีกท่านหนึ่งในเช้าวันนี้ คุณแสงเป็นคนคุยสนุก และกรุณามอบความเป็นกันเองให้กับผม จนการสนทนาในเช้านี้ ผมได้รับอนุญาตให้เรียกท่านว่า ‘เฮียแสง’ 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“ผมว่าไทยย่งฮั่วเชียงตั้งมาเกินร้อยปีแล้วล่ะ ปัจจุบันผมอายุ 70 กว่าปี ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นร้านเชือกคู่สำเพ็ง” เฮียแสงเริ่มเล่า

บรรพบุรุษของเฮียแสงเป็นคนไหหลำ เดินทางเข้ามาสู่สยามในรุ่นปู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจที่นี่

“คนจีนเข้ามาเพื่อค้าขาย ต้องมั่นใจว่ามีผู้ซื้อ ผมคิดว่าสำเพ็งเป็นย่านการค้า มีท่าเรือและโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดตั้งแต่ท่าน้ำราชวงศ์มาจนถึงทรงวาด มีเรือขนส่งสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะผลผลิตทางเกษตรกรรม เชือกเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะต้องนำไปใช้โยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ยิ่งมีเรือเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ยังไงเชือกก็ขายได้อยู่แล้ว นอกจากผูกโยงเรือแล้ว เรายังใช้เชือกมัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่สำหรับชั่งขาย และนำส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งสินค้าทางเรือก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เชือกจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศได้”

คุณปู่ของเฮียแสงเดินทางมาด้วยกันหลายคนพี่น้อง สร้างธุรกิจหลายแขนงแตกต่างกัน นอกจากการค้าเชือกแล้วยังมีธุรกิจทำแหอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมเฮียแสงเติบโตมากับธุรกิจแห

“ปู่ผมอีกคนเป็นคนค้าแห ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธุรกิจค้าเชือก ผมโตในบ้านคุณปู่คนนี้ แต่ผมแค่เดินมาไม่กี่ห้องแถวก็มาถึงร้านเชือกละ ครอบครัวเรามีห้องแถวสามสี่ห้องที่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ คุณพ่อส่งผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมไปอยู่ที่ออเรกอน (Oregon) ไปเรียนทางด้านบริหาร ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคาร เริ่มที่ฝ่ายธุรกรรมต่างประเทศ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ฝ่ายสินเชื่อ ส่วนไทยย่งฮั่วเชียงนั้นมีคุณอาผมเป็นผู้ดูแล ต่อมาผมตัดสินใจลาออกมาช่วยคุณอาทำธุรกิจเชือก อย่างน้อยก็มีสมาชิกในครอบครัวในรุ่นผมที่เข้ามาช่วยสืบสานธุรกิจดั้งเดิมนี้เอาไว้”

เฮียแสงก็ค้าเชือก พี่สมชัยก็ค้าเชือก แล้วต่างกันอย่างไรบ้างไหมครับ ?

“ของเฮียแสงเป็นเชือกในระดับอุตสาหกรรม ใช้กับเรือใหญ่ ๆ หรือโรงงาน ของเฮียเป็นค้าปลีก ถือว่าคนละตลาด” พี่สมชัยช่วยอธิบาย

“คนในย่านนี้มีหลายเชื้อชาติ บรรพบุรุษผมเป็นไหหลำ แล้วยังมีแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะอีก เลยไปต้นถนนก็เป็นแขก ต่างคนต่างประกอบอาชีพที่ตนถนัด แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแย่งอาชีพกัน” เฮียแสงช่วยเสริม ผมชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่าแต่ละเชื้อชาติเขาประกอบอาชีพอะไรกันมาตั้งแต่อดีต

“อย่างแขก เขาเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เขาทำเรื่องผ้า นำเข้าจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยเป็นบริติชอินเดีย บางทีเขาก็นำเข้ามาจากอังกฤษ อย่างผ้าตัดสูทนี่ผมต้องไปวัดตัวตัดกับเขานะครับ เพราะเป็นผ้าวูลชั้นดีจากอังกฤษ นอกจากผ้าก็มีอัญมณี ผมสันนิษฐานว่ามาจากพม่า เพราะพม่าก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยเหมือนกัน

“ไหหลำนี่ อย่างครอบครัวผมก็มาทางเชือกและแห นอกจากนี้ที่ผมทราบก็มีทำถังไม้หลาย ๆ ขนาด เมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดขึ้นเรือก่อนออกเดินทางรอนแรมในทะเล แล้วแถวนี้ขายข้าวสารเยอะ เทกระสอบข้าวเก็บไว้ในถังจะช่วยถนอมข้าวได้นานขึ้น ไม่มีมอด ถ้าเก็บไว้ในกระสอบข้าวจะเสื่อมคุณภาพ เสียราคา เวลาคนมาซื้อปลีก ก็ตักขายจากถังไม้นี่แหละ” 

นอกจากถังไม้ พี่น้องไหหลำยังเก่งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย เป็นยังไงมายังไงครับเนี่ย 

“คนไหหลำเป็นคนชอบเงินสด (หัวเราะ) สำเพ็งเป็นแหล่งค้าขายใหญ่มาเป็นร้อยปี มีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาเสมอ คือขนของมาขายแล้วก็มาซื้อกลับไปด้วย ลงรถไฟหรือเรือมาก็ต้องมองหาที่พักระยะสั้น ๆ ตื่นเช้ามาก็ออกเร่ขายของ พอขายหมดก็ซื้อของจากที่นี่กลับไปขายที่บ้านเมืองตัวเอง พ่อกับอาผมนี่เป็นตัวอย่างเลยนะ นอนดึกแค่ไหน เช้ามาต้องเปิดร้านแล้ว เพราะมักจะมีคนต่างถิ่นเดินเร่เข้ามาถามหาซื้อสินค้าในร้านของเรา แล้วที่ว่าโรงแรมเป็นธุรกิจเงินสดก็เพราะมาถึงจ่ายค่านอนเลย จะกี่วันก็ว่ากันไป เมื่อก่อนเก็บทันทีตอนเช็กอิน เงินสดไหมล่ะ”

พี่สมชัยช่วยเล่าเรื่องคนแคะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนังมาแต่โบราณ เพราะอาศัยอยู่ในแถบกวางตุ้ง มีภูมิประเทศเป็นป่า จึงชำนาญเรื่องการล่าสัตว์และการจัดการกับสัตว์ มีทักษะในการแล่ ตัด และฟอกหนัง จนนำมาผลิตเป็นสินค้าเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ

  “เดิมทีแถวนี้ร้านรองเท้าเครื่องหนังเป็นของคนแคะทั้งนั้น ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นเกษตรกร ประมง คนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ใกล้ทะเลพร้อม ๆ กับอยู่ในดินแดนที่มีภัยจากธรรมชาติรุนแรง เช่น มีภาวะแล้งหรืออุทกภัยอยู่บ่อย ๆ อย่างเมืองเฉาโจว คนแต้จิ๋วจำเป็นต้องเอาตัวรอดในทุกสภาวะ เลยมีทักษะในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และรักษาผลผลิตที่ได้มาในฤดูกาลนั้น ๆ ให้คงอยู่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านเพาะในฤดูกาลถัดไป”

การเปิดประเด็นเรื่องร้านเชือกกับทั้งสองท่าน พาผมไปรับทราบเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายและน่าสนใจทั้งสิ้น

เรียนรู้จากเชือก

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านไทยย่งฮั่วเชียง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก คือเชือกขดใหญ่ที่วางกองสุมอยู่ในร้าน รวมทั้งเชือกหลายชนิดที่แขวนไว้กับเสากลางร้าน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง

“สมัยก่อนเชือกมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มากอย่างที่เล่าไป และเชือกก็มีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เชือกยุคแรก ๆ คือเชือกมะพร้าว ตอนเด็ก ๆ ผมทันเห็นวางจำหน่ายในร้าน เมื่อก่อนเชือกมะพร้าวคุณภาพดีจะนำเข้ามาจากอินเดียกับพม่านะครับ แล้วเราขายกันเป็นก้อน ๆ เป็นขด ๆ ม้วนใหญ่ ๆ เพราะเราไม่ได้ขายปลีก ความยาวแต่ละม้วนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าส่งไปขายที่ไหน ส่วนมากเริ่มที่ความยาวม้วนละ 200 เมตร บางประเทศก็ 220 เมตร บางที่ก็ 240 เมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละพื้นที่” เฮียแสงเอ่ย

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“แล้วก็มาสู่ยุคของเชือกมะนิลาครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลัก เชือกมะนิลาเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยซึ่งมาจากพืชประเภทป่าน เรียกว่าเส้นใยอะบาก้า พื้นฐานของพืชประเภทนี้ต้องปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี อย่างบริเวณที่ดินใกล้ชายหาด ดังนั้นจึงมีปลูกมากในฟิลิปปินส์ ในขณะที่ป่านชนิดนี้ปลูกได้เพียงพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือหัวหิน จึงต้องนำเข้ามาจำหน่าย แล้วก็จำหน่ายเป็นม้วนใหญ่ ๆ ยาวหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกัน”

คนไทยเรียกเส้นใยอะบาก้า (Abaca) ว่าป่านมะนิลา ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ ใยอะบาก้ามีทั้งความเหนียวแลความหยุ่น ทนต่อจุลินทรีย์ในน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเชือกที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเดินเรือมานาน

“เชือกยุคแรกจึงเป็นเชือกที่ทำจากใยธรรมชาติ (Natural Fiber) แล้วก็เป็นสินค้าหลักของไทยย่งฮั่วเชียงอยู่นานจนกระทั่งเข้าสู่ยุคใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) อย่างพวกเชือกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) หรือไนลอน (Nylon) ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มสินค้าหลักของร้านในปัจจุบัน”

ระหว่างที่เดินสำรวจร้านไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็ไปปะทะกับดุ้นเชือกที่แขวนอยู่บนผนังข้างไม้ไผ่ดุ้นใหญ่

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“เมื่อก่อนสำเพ็งเต็มไปด้วยคนหาบของ จะว่าจ้างหาบสินค้าเพื่อขนส่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือหาบเพื่อนำของไปเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ ก็ตาม ทุกหาบใช้เชือกหมด เพราะต้องใช้เกี่ยวสิ่งของโยงกับคานก่อนขึ้นบ่าหาบไปไหนต่อไหน ถ้าหาบคนเดียว ก็เรียกว่า ‘โพยตา’ ถ้าหาบคู่ก็เรียก ‘เต๊กทุย’ เชือกกับพลองไม้ไผ่ที่เห็นนี้เป็นเต๊กทุยคือหาบคู่ คุยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปดูรูปจากคลิปที่ร้านเฮียได้” 

ตกเย็นวันนั้นผมตามพี่สมชัยไปชมคลิปวีดิทัศน์เรื่อง Bangkok in the 1920’s: Tourists Film a Busy Market Scene และนี่คือภาพเต๊กทุย ที่เราพยายามบันทึกจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเป็นภาพนิ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องราวจากเชือกมากมาย ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่าทุกวันนี้สำเพ็งเปลี่ยนไป แล้วธุรกิจค้าเชือกในย่านนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างหรือไม่

“ทุกวันนี้เรือที่ใช้ในการพาณิชย์เป็นเรือใหญ่ นั่นหมายถึงว่าเชือกก็ต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นด้วย อย่างเชือกร้านผมก็พัฒนาให้มีเชือกขนาด 3 เกลียว 4 เกลียว หรือ 8 เกลียว ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย เรามีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเดินเรือที่ยังสั่งเชือกประเภทต่าง ๆ ที่มีขนาดและความแข็งแรงแตกต่างกัน ซึ่งเราก็จะ Made to Order ร้านเรามีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถสต็อกสินค้าไว้ในร้านไว้ได้มาก เชือกก็มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เรารับออเดอร์และจัดส่งไปได้ นอกจากนี้ยังมีเชือกที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานสำหรับยกของหรือมัด อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้า

“ส่วนเชือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อาจไม่มีบทบาทในเชิงอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นเชือกที่นิยมนำไปประกอบเครื่องเรือน อย่างเตียง โต๊ะ ตู้ โซฟา ฯลฯ หรือใช้ประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน โรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุค บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงเป็นผู้สืบต่อธุรกิจค้าเชือกที่คุณปู่สร้างไว้ และดูแลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้ววันหน้าเฮียแสงคาดหวังว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อไป 

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายจะต้องมาดูแล เป็นสิทธิของเขาเลยว่าจะเลือกอย่างไร ผมอาจเป็นรุ่นสุดท้ายในครอบครัวก็ได้ พ่อเป็นคนให้ผมมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง ผมก็ให้อิสระลูกเช่นนั้นเหมือนกัน”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำได้ดีที่สุด เหมือนเฮียแสงที่เลือกดูแลร้านไทยย่งฮั่วเชียงมานานกว่า 40 ปี 

ร้านเล็ก ๆ และเรื่องราวจากสรรพสิ่ง

“ตึกนี้เป็นตึกโบราณ ผมเกิดมาเห็นเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น” เฮียแสงบอก

ในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้านเชือกดั้งเดิมแห่งนี้ มีอะไรบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง ลองตามเฮียแสง พี่สมชัย และผม ไปกันดูนะครับ

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ดูเพดานนะครับ จะเห็นว่าเพดานมีช่องโหว่เปิดไว้สำหรับลำเลียงของขึ้นด้านบน ถ้ามองรอดระแนงไม้ขึ้นไปจะเห็นขื่อที่มีรอกเกี่ยวอยู่ เอาไว้สำหรับชักม้วนเชือกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน เมื่อก่อนร้านในสำเพ็งจะใช้ด้านล่างเป็นหน้าร้าน ส่วนด้านบนเก็บของ จะเห็นว่าฝ้าเพดานจะตีไม้ระแนงติด ๆ กันไว้ค่อนข้างถี่เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ขื่อบางช่วงมีแผ่นไม่ประกบซ้อนสองชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันผมแทบไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นบนแล้ว เพราะเชือกมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้น จึงวางไว้ด้านล่างแทน”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงใช้สีเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเป็นของเดิม อะไรเป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปใหม่ สีเขียวอ่อนคือสีเดิมของอาคารและเป็นวัสดุต้นฉบับ ส่วนสีเขียวเข้มใช้สำหรับไม้ที่เปลี่ยนหรือเสริมเข้าไปทีหลัง

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ที่ดับเพลิงนี้อยู่กับร้านมาแต่แรก มีคนค้าของเก่ามาขอซื้อจากผม เขาบอกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอมาไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านี้ แต่ผมไม่ขายเพราะมันช่วยเล่าเรื่องของสำเพ็งได้ คุณคงทราบว่าสำเพ็งนี่กลัวไฟไหม้ที่สุด กลัวมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เบี้ยประกันอัคคีภัยที่สำเพ็งแพงที่สุด (หัวเราะ) ผมคิดว่าปู่กับอาผมก็ห่วงเรื่องไฟเหมือนกัน เลยซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรก ๆ” เฮียแสงชี้ให้ดูอุปกรณ์ที่ช่วยอธิบายว่าคนสำเพ็งระวังอัคคีภัยกันแค่ไหน

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศ สังเกตคอกไม้ล้อม มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งร้าน

“มุมนี้เป็นมุมออฟฟิศ ตั้งอยู่ในคอกไม้ล้อมรอบเป็นสัดส่วน และอยู่ตรงมุมหลังร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของร้านในสำเพ็ง ผมไม่คิดว่าร้านอื่น ๆ จะรักษาคอกไม้ลักษณะนี้ไว้อีกแล้ว ส่วนโต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียว อยู่คู่ร้านมาแต่รุ่นคุณปู่ เป็นที่ทำเอกสารซื้อขาย ทำบัญชี งานเอกสารอื่น ๆ ผู้จัดการก็นั่งมองดูสินค้า และความเคลื่อนไหวทั่วไปภายในร้านจากมุมนี้” 

ในมุมออฟฟิศยังมีสรรพสิ่งสนุก ๆ ที่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
ตู้เซฟและก๊อกน้ำด้านบน ประดิษฐกรรมเพื่อต่อสู้อัคคีภัย ทั้งสำเพ็งมีร้านนี้ร้านเดียว

“นี่คือตู้เซฟเหล็กโบราณ เนื้อหนา ที่ผมอยากให้สังเกตคือด้านบนมีก๊อกน้ำด้วย เป็นการต่อท่อประปามาเหนือตู้เซฟตู้นี้เลย งงไหมครับว่ามีทำไม เพื่อนผมหลายคนถามผมว่ามีทำไมวะก๊อกน้ำ มันเกี่ยวกันตรงไหน อย่างที่บอกว่าคนสำเพ็งนี่ห่วงเรื่องไฟไหม้ที่สุด เวลาไฟไหม้ก็ต้องตัดไฟ แต่เขาไม่ตัดน้ำแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไฟลามมาถึงร้าน เราก็จับของสำคัญที่ขนไปไม่ทันโยนเข้าเซฟ ล็อกเซฟ เปิดน้ำทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไปได้เลย (หัวเราะ) น้ำช่วยกันไฟไม่ให้ไหม้ ลดโอกาสที่ตู้เซฟจะโดนเผาทำลาย ผมเชื่อว่าเหลือเซฟและก๊อกน้ำแบบนี้ทีมีที่ร้านนี้ร้านเดียว”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ตู้ไม้บนผนังนี้ก็เป็นของเดิม สั่งมาจากเบลเยี่ยม คุณลองดูกระจก มันจะไม่ราบเสมอกัน มีความโป่งนูนเป็นบางช่วง นั่นคือไม่ใช่กระจกที่ทำจากโรงงาน แบบที่เป็น Mass Production แต่เป็นกระจกที่ทำขึ้นทีละชิ้นเพื่อตู้ไม้ตู้นี้โดยเฉพาะ หรือกระจกสีที่ประดับเหนือหน้าต่างกับประตู เป็นกระจกสีที่ไม่เรียบ จึงน่าจะสั่งทำพิเศษด้วยวิธีเดียวกัน สีที่เห็นก็เป็นสีเดิม ถ้าแตกหักเสียหาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาทดแทนจากไหนเหมือนกัน”

นอกจากของสนุกในมุมออฟฟิศแล้วก็ยังมีของสนุกในมุมอื่น ๆ ภายในร้านอีก

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายแรก ๆ ของร้าน ความจริงเดิมร้านชื่อว่าย่งฮั่วเชียง ไม่มีคำว่าไทย เรามาเติมคำว่าไทยเอาตอนหลังในยุคนิยมไทย” เฮียแสงชี้ให้ผมชมป้ายไม้ดั้งเดิม

“ผมอยากให้สังเกตลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ไม่ว่าตัวอักษรจีนหรือไทยซึ่งมีเอกลักษณ์ ผมสันนิษฐานว่าให้ช่างจีนที่เขียนภาษาไทยได้เป็นคนเขียนตัวอักษรชุดนี้ สังเกตจากลักษณะของลายเส้นที่เกิดจากการตวัดลายตัวอักษร การเกร็งมือ สะท้อนให้เห็นเลยว่าเป็นการเขียนโดยใช้พู่กันจีน แล้วป้ายรุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เขียนด้วยตัวอักษรซ้อน 2 ชั้นเป็น 2 สี เช่นดำซ้อนแดงอย่างที่เห็น” พี่สมชัยชวนชมลักษณะของตัวอักษรสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบนป้าย

นอกจากป้ายดั้งเดิมที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในร้านแล้ว ป้ายหน้าร้านก็ปรากฏชุดตัวอักษรมี่เขียนขึ้นจกพู่กันจีนในลักษณะเดียวกัน และเป็นป้ายโบราณที่นำขึ้นติดตั้งในสมัยนิยมไทยตามนโยบายสร้างชาติช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายหน้าร้านไทยย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายที่มีลักษณะพิเศษ คือใช้สีน้ำเงินเป็นสีพื้น ซึ่งปกติเราจะพบแต่ป้ายสีแดงตัวทอง หรือป้ายดำตัวทอง หรือถ้าโบราณหน่อยก็ป้ายแดงตัวดำ แต่จะหาป้ายสีน้ำเงินตัวทองเช่นนี้แทบหาไม่ได้เลย” พี่สมชัยชวนผมสังเกต มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจของป้ายสำคัญป้ายนี้เกิดขึ้นในอดีต ช่วงนั้นเกิดกรณีโจรปล้นป้ายกันสนั่นสำเพ็ง เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ไปฟังทั้งพี่ทั้งสองเล่าให้ฟังกันดีกว่า

“พวกนี้จะเอาป้ายไวนิลประเภทป้ายโฆษณาเทศกาลกินเจ ป้ายโฆษณาน้ำมันพืชอะไรพวกนี้มาบังป้ายร้านที่หมายตาเอาไว้ก่อน เหมือนมาขอแขวนป้ายโปรโมตเทศกาลอะไรบางอย่าง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงจะเป็นพวกรับจ้างมาติดป้ายโฆษณาที่มีทั่ว ๆ ไปเป็นปกติ” พี่สมชัยเริ่มเล่าแผนขโมยป้าย

 “แต่ความจริงแล้วเขาทำทีเป็นมาแขวนป้ายโฆษณา แต่แอบมาถอดป้ายหน้าร้านต่าง ๆ เพื่อเอาไปขาย ตอนนั้นโดนกันไปเป็นสิบ ๆ ร้านเลย ส่วนมากเป็นป้ายไม้เก่าแก่ที่อยู่ควบคู่กับกิจการมานาน บ้างก็เป็นป้ายไม้สักดี ๆ เขียนตัวอักษรสวยงาม มีลายฉลุประณีต ก็โดนถอดไปหมด รวมทั้งป้ายร้านไทยย่งฮั่วเชียง” 

โอย… แสบมาก ผมเพิ่งทราบเรื่องแก๊งโจรขโมยป้ายในสำเพ็งก็วันนี้

แล้วไปตามคืนมาได้อย่างไรครับ ผมอยากรู้ถึงขีดสุด คราวนี้เฮียแสงกรุณาเฉลยให้ฟัง

“ผ่านไปร่วมสิบปีได้มั้งครับ มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพาไปเที่ยวร้านขายของเก่า ปรากฏว่าผมดูโทรทัศน์อยู่ก็เห็นป้ายร้านของเราอยู่รายการนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปตามหาเลยนะ ผมจะไปขอซื้อคืน ว่าจะให้ราคา 2,000 ผมถือว่าร้านเขาคงไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่าพอไปถึง ร้านปิดไปแล้ว เหมือนกับว่าในร้านนั้นมีของเก่าที่มีคดีความเยอะมากจนตำรวจต้องมาปิด แล้วตอนหลังผมก็ได้รับป้ายหน้าร้านคืนมาจากตำรวจ”

ผมทั้งอึ้ง ทั้งลุ้น แต่ก็ร่วมดีใจที่ได้ป้ายสำคัญกลับคืนมาในที่สุด

เมื่อร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณเช่นนี้ เฮียแสงดูแลอย่างไร

“ผมก็ซ่อมร้านอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อาคารเก่าก็มีเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายกันบ้าง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่จำเป็น เช่น หลังคา แต่เป็นการซ่อมแบบประคับประคอง คือให้อาคารยังคงสภาพแข็งแรงและใช้งานต่อไปได้ ผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนสภาพจากเดิมแต่อย่างใด และอุปกรณ์อะไรที่ยังใช้ได้ ผมก็นำมาใช้” เฮียแสงเล่าพร้อมชี้ให้ผมชมเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณที่อยู่คู่ร้านมาตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ตัวเลขบอกน้ำหนักเป็นตัวเลขไทย

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ผมคิดว่าการอนุรักษ์ของเก่าวิธีหนึ่งคือการนำมาใช้งานอยู่เสมอ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ทำไมจะไม่นำกลับมาใช้”

พี่สมชัยกับผมอำลาเฮียแสงในตอนบ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เฮียแสงกรุณาสละเวลามาพูดคุยและนำชมร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายล้วนน่าสนใจ ผมเข้าใจแล้วว่าการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นทำให้ผมได้รับประโยชน์อย่างไร

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ วันนี้ผมสนุกมาก ว่าแต่ว่าพี่มีที่ไหนในสำเพ็งที่บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้อีกไหมครับ” ผมกล่าวขอบคุณพี่สมชัย ในใจไม่อยากให้ปรากฏการณ์ x ของเราจบลงเพียงบทความนี้บทความเดียว

“มี” พี่สมชัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“อ้าว ไหนล่ะครับ” 

ตามผมไปคราวหน้านะครับ

ขอขอบพระคุณ

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ บริษัทไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load