เช้าตรู่อันแสนสดใสในวันเริ่มต้นฤดูหนาว ขณะที่ผมกำลังยืนรอเวลานัดสำคัญอยู่หน้าเรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศก หูก็พลันได้ยินเสียงซออู้ออดอ้อนมาตามลมเอื่อย ๆ กลิ่นดอกชมนาดที่ปลูกอยู่หน้าเรือนโชยมาเบา ๆ พอชื่นใจ

ผมหลับตานึกถึงฉากสำคัญฉากหนึ่งจากละครเวที โหมโรง เดอะ มิวสิคัล เมื่อศร นักดนตรีหนุ่มฝีมือฉกาจจากอัมพวา กำลังสีซอขับเพลงหวาน ยามมองเห็นแม่โชติ สาวงามที่เขาแอบหมายปองกำลังปลิดลั่นทมดอกขาวสวยอยู่โดยไม่รู้ตัว สำเนียงซอที่หวานอยู่แล้วนั้นก็พลันเสนาะซึ้งขึ้นไปอีก ฉากประทับใจจากละครเวทีในวันนั้น กำลังอ้อยอิ่งอยู่ในจินตนาการของผมในวันนี้ อีกไม่กี่นาทีผมก็จะได้พบกับผู้เป็นทายาทสายตรงของทั้งคู่ ในพื้นที่ที่ละครเวทีเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

อาจารย์มาลินี สาคริก และ อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก ประธานและเลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมนำผมสู่บริเวณใต้ถุนเรือนบรรเลง ทั้งสองเป็นทายาทรุ่นหลานและเหลนของพ่อศรและแม่โชติ

“เราคุยกันตรงนี้เลยนะครับ ลมเย็นสบายดี” อาจารย์อัษฎาวุธหรือครูเอ้เอ่ย

เสียงซอเริ่มเบาลง ในขณะที่เสียงของอาจารย์มาลินี ผู้กรุณาแทนตัวเองว่าป้าตลอดการสัมภาษณ์ ค่อย ๆ ดังขึ้นแทนที่ พร้อมกับเรื่องราวที่ชวนหลงใหลในสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

โหมโรง

“ป้าเป็นหลานตาของหลวงประดิษฐไพเราะและคุณยายโชติ คุณตาเป็นนักดนตรี เล่นดนตรีได้ทุกชนิด ป้าจำได้ว่าท่านจะฮัมเพลงตลอดเวลา เหมือนคนที่กำลังคิดแต่งเพลงอยู่ ป้าว่าก็เหมือนศิลปินทั้งหลาย อย่างนักวาดภาพก็จะพกสมุดดินสอสำหรับร่างภาพได้ทันทีที่เกิดความคิดและแรงบันดาลใจ นักดนตรีก็แต่งเพลงไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน” อาจารย์มาลินีเอ่ย

หลวงประดิษฐไพเราะ มีนามเดิมว่า ศร ศิลปบรรเลง เกิดที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาของท่านคือ ครูสิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาดนตรีให้ตั้งแต่เยาว์วัยจนมีความสามารถจากการประชันวงจนมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มน้ำแม่กลอง ใน พ.ศ. 2443 เมื่ออายุได้ 19 ปี นายศรได้แสดงฝีมือเดี่ยวระนาดเอกเฉพาะพระพักตร์ สมเด็จวังบูรพาหรือสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนเป็นที่พอพระทัย จึงโปรดให้รับตัวเข้ามาอาศัยอยู่ในที่วังบูรพาภิรมย์ ทำหน้าที่นายระนาดเอกประจำวง เมื่อแรกเข้ามายังบางกอกนั้น นายศรต้องนอนอยู่หน้าห้องบรรทม และจะต้องไล่ระนาดถวายแทบทุกครั้งที่สมเด็จวังบูรพาตื่นบรรทมขึ้น ฝีมือของนายศรนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วพระนคร ด้วยไหวพริบปฏิภาณในเชิงดนตรี และความสามารถในการประพันธ์เพลงไทยหลากประเภท ใน พ.ศ. 2468 ในสมัยรัชกาลที่ 6 นายศรจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐไพเราะ

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นผู้สอนดนตรีไทยถวายและรับสนองพระมหากรุณาธิคุณให้ช่วยถวายงานเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เพลงถึง 3 เพลง คือ เพลง ราตรีประดับดาวเถา เพลง เขมรละออองค์เถา และเพลง โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ประพันธ์เพลงไทยหลากประเภท ทั้งเพลงโหมโรง เพลงเถา ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยเพลง ก่อนสิ้นชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2497 เมื่ออายุ 72 ปี

“คุณตาหลวงประดิษฐไพเราะเป็นคนใจดีและมีเมตตามาก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ แล้วท่านก็เลี้ยงดูทุกคนด้วยความรัก ถ่ายทอดวิชาสุดความสามารถ ท่านโชคดีมากที่ได้มาแต่งงานกับคุณยายโชติ (สกุลเดิมหุราพันธุ์ บุตรีพันโท พระประมวญประมาณพล) คุณยายโชติเป็นทั้งรัฐมนตรีคลัง มหาดไทย คือเป็นรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้ท่าน คุณตาไม่ต้องรับรู้เรื่องในบ้านเลย จะใช้จ่ายอะไร ใครมาใครไป ต้องดูแลยังไง คุณตาแต่งเพลงอย่างเดียว (หัวเราะ) เงินในกระเป๋ามีเท่าไหร่คุณตายังไม่รู้เลย 

“คุณยายโชติท่านถนัดเรื่องช่าง และเป็นช่างไม้ฝีมือดี ท่านพันไม้ระนาดให้คุณตารวมทั้งกำกับการการสร้างเครื่องดนตรีให้คุณตาด้วยตัวเอง สมัยก่อนจะหาผู้หญิงแบบนี้ยากนะ ลูกศิษย์คุณตารักคุณยายโชติมาก สังเกตได้จากงานศพของท่าน ลูกศิษย์พาวงดนตรีมาเล่นในงานหลายวง ล้อมรอบศาลา” อาจารย์มาลินีเล่าถึงคุณตาคุณยาย

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
หลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติ คุณตาและคุณยายของอาจารย์มาลินี ทวดของครูเอ้

หลังจากอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีที่วังบูรพาภิรมย์มาระยะหนึ่งจน พ.ศ. 2443 สมเด็จวังบูรพาได้ประทานบ้านหน้าวังบูรพาให้เป็นเรือนหอของทั้งคู่ จนต่อมาใน พ.ศ. 2472 เมื่อบ้านหน้าวังบูรพามีผู้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นถึง 25 คน และไม่สามารถขยับขยายได้ เพราะพื้นที่ใกล้เคียงเป็นห้างบี.กริม ซึ่งต้องการเช่าพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อขยายกิจการ หลวงประดิษฐไพเราะจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อขอพระราชทานทุนทรัพย์ซื้อที่ดินปลูกบ้านใหม่ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 10,000 บาทเป็นทุนประเดิม ซึ่งหลวงประดิษฐไพเราะได้นำมาซื้อที่ดินบริเวณตำบลบ้านบาตร และสร้างบ้านหลังใหม่จนสำเร็จเรียบร้อยด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านเองในเวลาต่อมา

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
บ้านบาตร

“สมเด็จวังบูรพาท่านไม่ได้ประทานเงินเดือนนะคะ ท่านประทานบ้านให้หลังแรกเพื่อเป็นเรือนหอเท่านั้น นั่นคือบ้านหน้าวังบูรพา แต่ท่านประทานเครื่องดนตรีให้คุณตาสำหรับนำไปบรรเลงหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเอง คุณตาก็รับงานเล่นดนตรี เล่นละครต่าง ๆ นานา ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบจนสร้างบ้านได้สำเร็จ เมื่อบ้านบาตรสร้างเสร็จนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คือหลัง พ.ศ. 2475” อาจารย์มาลินีเล่าต่อ

บ้านบาตรได้กลายเป็นสำนักดนตรีจากอัมพวาสืบต่อจากบ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ ซึ่งเคยเป็นสำนักดนตรีแห่งแรก ส่วนเรือนบรรเลงนั้น ได้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2477 หลังจากบ้านบาตรสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นเรือนหอของครูบรรเลงและพระมหาเทพกษัตรสมุห

เริ่มบรรเลง

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ครูบรรเลง สาคริก และ พระมหาเทพกษัตรสมุห คราวสมรสกันเมื่อ พ.ศ. 2477

“คุณแม่บรรเลงเป็นลูกสาวคนที่สองของคุณตากับคุณยาย มีพี่สาวคือคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ที่จริงต้องกล่าวว่าคุณหญิงชิ้นเป็นลูกสาวคนแรกที่รอดชีวิต เพราะก่อนหน้านั้นคุณตาคุณยายเคยมีลูกสาวมาก่อน 2 คน เมื่อเกิดมาก็ได้รับนามประทานจากสมเด็จวังบูรพาว่าสร้อยไข่มุกกับศุกร์ดารา สมเด็จท่านโปรดคุณตามาก พอคุณตามีลูกสาวท่านจึงทรงขอไปเลี้ยงดูอย่างดี พร้อมประทานชื่ออย่างไพเราะตามชื่อในเรื่องนิทราชาคริต แต่พอทรงเลี้ยงมาจนอายุ 3 ขวบ ก็เสียชีวิตทั้งคู่” อาจารย์มาลินีเริ่มเล่า

เมื่อคุณหญิงชิ้นเกิดนั้น ทั้งหลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติตัดสินใจปิดข่าว มิได้กราบทูลให้สมเด็จวังบูรพาทรงทราบ เช่นเดียวกับเมื่อตอนครูบรรเลงเกิด ทั้งสองท่านก็ไม่ได้กราบทูลสมเด็จวังบูรพาเช่นกัน

“ต่อจากคุณแม่บรรเลง คุณตามีลูกเป็นชายเป็นคนแรก ท่านก็ดีใจจึงไปกราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จวังบูรพาก็ทรงพระกรุณาประทานชื่อให้คล้องจองกับสร้อยไข่มุก ศุกร์ดาราว่า ‘ศิลปสราวุธ’ มีความหมายว่ามีดนตรีเป็นอาวุธ แล้วก็ทรงขอไปเลี้ยงอีก แต่ก็เสียชีวิตเมื่ออายุ 3 ขวบเช่นกัน ป้าเคยคิดกันเล่น ๆ ว่า บุญไม่ถึง เพราะเราก็เป็นคนธรรมดา ๆ เมื่อสมเด็จวังบูรพาท่านทรงเลี้ยงดู พร้อมทั้งประทานชื่อด้วยคำอันไพเราะทั้งสามคน คือชื่อสวยไป (หัวเราะ) ท่านเลยบุญไม่ถึง เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งนั่นความเชื่อของคนไทยรุ่นก่อน ๆ แต่ความจริงก็เป็นไปได้ว่าการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ อัตราการเสียชีวิตของคนในวัยเด็กย่อมมีสูงเป็นธรรมดา”

“ส่วนคุณแม่เป็นลูกที่คุณตาแอบผิดหวัง เพราะคาดว่าจะได้ลูกชาย ตอนนั้นคุณตากำลังตามเสด็จสมเด็จวังบูรพาไปชวา ก่อนไปท่านก็ตั้งชื่อรอไว้เลยว่าบรรเลง และเขียนจดหมายมาจากชวาไถ่ถามว่าแม่โชติคลอดหรือยัง หวังใจว่าจะได้ลูกชาย แต่พอคลอดมาเป็นผู้หญิง ท่านก็ยังให้ชื่อว่าบรรเลงเช่นเดิม”

“ใคร ๆ ก็เรียกแม่ว่าคุณเลง มีคุณตากับคุณยายเท่านั้นที่เรียกว่าแม่เลง เลยเป็นนักเลงสมชื่อ (หัวเราะ) คำว่านักเลงหมายถึงใจกว้าง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย แม่ค้าในตลาดมาขอยืมเงิน ท่านก็ให้ คนอื่น ๆ ถามว่าไม่กลัวเขาโกงหรือ ท่านบอกว่าถ้ากล้าโกงก็โกงไปสิ ไปตลาดนี่ท่านซื้อของโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยก็ยังได้ ใคร ๆ ก็เชื่อว่าท่านไม่เอาเปรียบ”

‘คุณเลง’ มีโอกาสพบกับพระมหาเทพกษัตรสมุหในสมัยรัชกาลที่ 7 ขณะนั้นหลวงประดิษฐไพเราะผู้บิดาเป็นผู้ถวายการสอนดนตรีแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพระราชประสงค์ให้จัดตั้งวงมโหรีหลวงหญิงขึ้น ขณะนั้นพระมหาเทพกษัตรสมุหเป็นข้าราชบริพารในพระองค์ ทั้งสองท่านจึงได้มีโอกาสพบกัน

“การเกิดมาเป็นลูกนักดนตรี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่เสียงดนตรี ทำให้คุณแม่หัดดนตรีตั้งแต่เล็ก ๆ โดยไม่มีใครบังคับ ต่อมาก็ได้ตามคุณตาเข้าไปในวังด้วย ได้มีโอกาสถวายตัวเป็นข้าหลวงเรือนนอก และเป็นสมาชิกคนหนึ่งในวงมโหรีหลวงหญิง แม่เล่นระนาดทุ้ม แล้วก็ดีดจะเข้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีก็ทรงจะเข้ ก็เลยมีโอกาสเล่นด้วยกัน ส่วนคุณพ่อนั้นเป็นข้าราชบริพาร ก็เลยได้พบกัน คุณพ่อท่านหย่าร้างมาและมีลูกชายติดมาด้วย 5 คน ใคร ๆ ก็ถามแม่ว่าทำไมถึงยอมรับรักกับผู้ชายอย่างพ่อ แม่ตอบว่าเพราะสงสาร และยินดีที่จะเป็นแม่ของลูกชายทั้ง 5 คุณแม่เองก็รักและเลี้ยงดูลูกคุณพ่อเหมือนลูกชายตัวเองเลย”

พระมหาเทพกษัตรสมุห มีนามเดิมว่า เนื่อง สาคริก ท่านภูมิใจมากที่เป็นลูกน้ำเค็มด้วยบรรพบุรุษมาจากสมุทรสงคราม และได้เคยเล่าถึงที่มาของสกุลสาคริกไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้ทรงปราบปรามศึกสงครามจนสงบราบคาบแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งพี่น้องชาวบางช้าง 3 คนที่มีความชอบในราชการสงครามขึ้นเป็นเจ้าเมือง พี่ชายคนใหญ่เป็นเจ้าเมืองสาครบุรี ต่อมาเป็นสมุทรสาคร ท่านผู้นี้เป็นต้นตระกูลสาคริก พี่ชายคนกลางเป็นเจ้าเมืองสมุทรสงคราม เป็นต้นตระกูล ณ บางช้าง ส่วนน้องคนเล็กเป็นเจ้าเมืองสงขลา เป็นต้นตระกูล ณ สงขลา

คำว่า สาคริก มีความหมายว่าผู้เป็นชาวเมืองสาคร และสาเหตุที่มิได้ใช้คำว่า ณ สาคร นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้พระราชทานนามสกุล ได้พระราชทานคำอธิบายไว้และเล่าสืบต่อกันมาในครอบครัวว่า “ความจริงก็ควรจะใช้นามสกุลว่า ณ สาคร แต่เมื่อข้าได้ให้ใช้สาคริกไปแล้วก็เห็นว่าดีเหมือนกัน อย่าน้อยใจเลย” โดยทรงนำคำ ‘สาคร’ จากชื่อเมืองสาครบุรี มาสะกดให้เป็นสาคริก ซึ่งจะทำให้หมายถึงบุคคล เช่นเดียวกับคำว่าพุทธศาสนาที่กลายเป็นคำว่าพุทธศาสนิก ดังนั้น เมื่อสาครหมายถึงทะเล สาคริกจึงหมายถึงชาวทะเลหรือลูกน้ำเค็มนั่นเอง

“คุณพ่อถวายตัวเป็นข้าราชบริพารรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่อายุ 10 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธที่สอบได้ที่หนึ่ง สมัยนั้นมีสิทธิ์ได้รับพระราชทานทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ในหลวงท่านทรงเลี้ยงไว้ใกล้พระองค์ ให้ศึกษาที่นี่ ท่านจึงไม่ได้ไป คุณพ่อรับราชการมาจนสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้แต่งงานคุณแม่และสร้างเรือนบรรเลงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477 พอ พ.ศ. 2478 ป้าก็เกิดเป็นลูกสาวคนแรก เป็นพี่ของนิคม สาคริก พ่อของนายเอ้” ต่อมาทั้งคู่ได้กลายมาเป็นป้า-หลานผู้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการอนุรักษ์เรือนบรรเลงและสืบสานดนตรีไทยในเวลาต่อมา ร่วมกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ภาพครอบครัวของครูบรรเลงและพระมหาเทพกษัตรสมุห อาจารย์มาลินียืนด้านหลัง คนที่สองจากขวา

เรือนบรรเลง

เรือนบรรเลงเป็นเรือนไม้ที่อาจารย์มาลินีอธิบายอย่างกระชับที่สุดว่าเป็น “เรือนปั้นหยา ทาสีเขียว” ปรากฏอยู่บนถนนเศรษฐศิริ เป็นเรือนไม้ตามลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 7 

“เรือนบรรเลงมีสถาปัตยกรรมคล้ายเรือนตากอากาศชายทะเลที่พบได้ในแถบหัวหิน คุณพ่อเคยตามเสด็จรัชกาลที่ 6 และ 7 ไปพำนักที่หัวหินเสมอ เมื่อมีโอกาสสร้างเรือนหอของตัวเอง จึงสันนิษฐานว่าท่านได้นำแบบบ้านที่หัวหินมามาใช้” อาจารย์มาลินี ผู้เป็นสถาปนิกเช่นกัน กล่าวถึงแรงบันดาลใจทางด้านสถาปัตยกรรม

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

“คุณยายโชติท่านเป็นคนคุมการสร้างเรือนใหญ่ที่บ้านบาตรทั้งหมด โดยว่าจ้างช่างชาวจีนชื่อเกียฮู้ พอสร้างบ้านบาตรเสร็จ คุณแม่ก็แต่งงานกับคุณพ่อ จึงต้องปลูกเรือนหอ คุณยายก็ว่าจ้างเกียฮู้มาสร้างอีกครั้ง ราคาตอนนั้นคือ 7,900 บาทสำหรับเรือนทั้งหลัง…. ตกใจเรื่องราคาใช่ไหม” อาจารย์มาลินีอมยิ้มเห็นผมทำตาโตด้วยความตกใจ

“ตอนเล็ก ๆ ป้าก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านบาตรกับที่นี่ คุณยายโชติมาจากตระกูลโหร มีความสามารถในการผูกดวง ตอนป้าเกิดท่านก็ทำนายไว้ว่าถ้าแม่เป็นคนเลี้ยงป้าเองก็อาจไม่รอด คุณยายโชติจึงมารับป้าไปเลี้ยง และให้เรียกท่านว่าแม่ ป้าเลยเรียกยายว่าแม่ แต่เรียกแม่ตัวเองว่าคุณเลงตามคนอื่น ๆ จนกลับมาอยู่บ้านนี้และคุณยายโชติเสียแล้ว ป้าถึงได้กลับมาเรียกแม่ว่าคุณแม่”

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกหลังนี้ผนังด้านนอกตัวบ้านเป็นผนังตีซ้อนเกล็ดแนวทางนอน คอยทำหน้าที่ป้องกันและระบายน้ำฝน หลังคาจั่วตัดยื่นชายคากว้างเพื่อช่วยกันฝนสาด ใต้หลังคาปั้นหยามีพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน เพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้แผ่ลงมาที่ตัวเรือน ใต้จั่วมีช่องระบายลมร้อนทำเป็นเหลี่ยมทรงเรขาคณิต ตัวเรือนหันไปทางทิศใต้เพื่อรับลม มีหน้าต่างทั้งบานเปิดและบานกระทุ้งเพื่อระบายความร้อน และมีชานขนาดใหญ่ (Verandah) ล้อมระเบียงตามแบบฉบับของบ้านตากอากาศ

“ภาพจำของบ้านหลังนี้คือมีสวนขนาดใหญ่รายล้อม เมื่อก่อนมีเสือด้วยนะ เป็นเสือปลา อยู่ในสวนหลังบ้านนี่เอง ลองคิดดูละกันว่าเป็นธรรมชาติมากขนาดไหน มะม่วงจะเอาพันธุ์ไหนล่ะ มีหมด แล้วยังมีมะดัน มะนาว ผักทุกชนิด คือไม่ต้องซื้อผักผลไม้เลย แค่ซื้อเนื้อมาเท่านั้นก็ทำอาหารได้แล้ว ตรงสนามคุณแม่ยกร่องทำเป็นสวนผัก ผักที่ปลูกได้ก็นำไปแจกนะคะ ไม่ได้ขาย ตอนสมัยสงครามก็ได้สวนผักนี่แหละเป็นที่หลบภัย เวลาเครื่องบินมา คุณแม่ก็ต้อนลูก ๆ ลงจากเรือนมาหลบระเบิดกันในร่องสวน

“มุมโปรดของป้าคือบนต้นมะขามหวาน ป้าอยู่บนนั้นได้ทั้งวัน แล้วก็นั่งเอากิ่งมะขามมาขัดไปเรื่อย ๆ ทำเหมือนสร้างบ้านอยู่บนต้นมะขาม ทำเป็นที่นั่ง ที่นอน บางทีก็ทำเป็นซุ้มเหมือนห้อง… ที่โตมาเป็นสถาปนิกก็น่าจะมาจากความซนตั้งแต่วันนั้น (หัวเราะ) แล้วก็ดีใจมากที่โตมาเป็นช่างเหมือนคุณยาย” อาจารย์มาลินีสำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนได้รับทุนสมิธมันด์-ฟุลไบรท์ (Smith-Mund Fullbright) ไปศึกษาต่อด้านเดียวกันที่สหรัฐอเมริกา

“เวลาอยู่บ้านบาตรกับคุณยายต้องเรียบร้อย พอมาที่นี่ พี่ ๆ เป็นผู้ชายทั้งนั้น ป้าเป็นผู้หญิงคนเดียว โอย ซนยิ่งกว่าลิง (หัวเราะ)”

“จำอะไรที่บ้านบาตรได้บ้างครับ เล่าให้น้องฟังด้วยสิ” ครูเอ้ หลานชายที่ฟังการสนทนามาแต่ต้น เอ่ยปากชวนคุณป้าให้เล่าถึงบ้านบาตรให้ผมฟังบ้าง เพราะไหน ๆ คุณป้าก็ไป ๆ มา ๆ ทั้งสองที่

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
รูปครอบครัวที่บ้านบาตรเมื่อครั้งหลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติยังมีชีวิต

“จำได้ จำได้ดี ชีวิตที่บ้านบาตรมีความสุขมาก ทุกวันมีแต่เสียงดนตรี คุณตาท่านให้ลูกศิษย์อาศัยอยู่ในบ้านด้วยกันหลายคน ทุกคนนับญาติเป็นพี่เป็นน้องกันหมด ตรงบ้านบาตรมีชุมชนช่างตีบาตรพระ ตอนช่วงสงครามซึ่งเป็นช่วงที่ความบันเทิงหาได้ยากนั้น เวลาช่างเลิกงาน หลังจากตีบาตรเสร็จ ก็จะมารำวงกันที่บ้านเรา ที่บ้านมีลานโล่งอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีทั้งเครื่องดนตรีและนักดนตรีอยู่แล้ว มารำวงกันสนุกสนาน ป้าจำได้ว่ามีโอกาสเห็นผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงครั้งแรกก็ที่นี่ กลางวันเขาก็เป็นผู้ชายตีบาตรตามปกติ พอกลางคืนเขาแต่งเป็นผู้หญิงมารำวง โอ้โห สวยมาก รำสวยด้วย” อาจารย์มาลินีเล่าให้พวกเราฟัง

แล้วเรือนบรรเลงกับบ้านบาตรมีบรรยากาศที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างครับ – คำถามนี้มาจากผม

“เรือนบรรเลงก็คล้ายบ้านบาตรนะ เพราะเป็นบ้านเปิด มีพี่น้องลูกหลานมาอยู่ร่วมกันหลายรุ่นหลายวัย มีนักดนตรีลูกศิษย์ลูกมาหามาอยู่ด้วย อย่างตอนหลังสงครามก็มีเหนาะ (พ.ท.เสนาะ หลวงสุนทร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง-ดนตรีไทย พ.ศ. 2555) กับเพื่อน ๆ นักดนตรีจากอัมพวาเข้ากรุงเทพฯ มา ก็มาอยู่ที่นี่ คุณแม่ให้พักที่เรือนหลังบ้าน ป้าเรียนฆ้องวงก็ที่นี่แหละค่ะ กับลูกศิษย์ของคุณตาอีกคนชื่อครูดำ ซึ่งก็เป็นอีกท่านที่มาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้ แต่ครูดนตรีคนแรกของป้าคือคุณแม่ ป้าเรียนจะเข้กับท่าน แต่จำไม่ได้นะว่าคุณแม่ดุรึเปล่า เวลาสอนน่าจะโดนหยิกบ้าง (หัวเราะ) เรือนบรรเลงก็เป็นเรือนที่มีเสียงดนตรีบรรเลงสมชื่อ”

เรือนบรรเลงเป็นที่พำนักของครอบครัวและศิลปินดนตรีหลากชื่อหลากนาม ที่ต่อมาหลายท่านก็ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ วันนี้เรือนหลังนี้มีอายุเกือบ 90 ปีแล้ว ย่อมต้องมีวาระที่ทรุดโทรมจนต้องซ่อมแซมกันบ้าง

รักษ์เรือนบรรเลง

“เรือนบรรเลงเป็นเรือนที่ผ่านวิกฤตต่าง ๆ มามากมาย เช่น ตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ป้าจำได้ว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟสามเสน เพราะเป็นชุมทางการขนส่งสำคัญของญี่ปุ่น ระเบิดก็ทิ้งลงมาตูมตาม พื้นนี่ไหว คุณแม่ก็ต้อนพวกเราวิ่งลงมาอยู่ที่ใต้ถุนตรงนี้ ป้าเห็นเลยว่าเรือนโยกทั้งเรือน ตอนนั้นต้องคอยวิ่งลงจากเรือนมาหลบในร่องผัก แต่แปลกนะ เรือนบรรเลงไม่เสียหายอะไรเท่าไหร่เลย” 

หลักฐานความเสียหายในวันนั้นมีเพียงรอยแตกบนกระจกสีพิมพ์ลายที่ยังปรากฏอยู่บนหน้าต่างชั้นบน ในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของพระมหาเทพกษัตรสมุห รวมทั้งนาฬิกาไม้แขวนผนังเรือนโบราณที่เวลาหยุดเดิน ณ วินาทีที่ระเบิดลงพอดี ซึ่งทายาทยังคงรักษาไว้จนทุกวันนี้

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
รอยแตกบนกระจกสีพิมพ์ลายในวันที่ระเบิดลง ในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของพระมหาเทพกษัตรสมุห ซึ่งต่อมาได้เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้เช่นกัน

“อีกครั้งคือในห้องเดียวกัน ตอนนั้นราว ๆ พ.ศ. 2524 ขณะที่เรากำลังประชุมกันเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะอยู่ใต้เรือน คุณพ่อท่านสูบบุหรี่ทิ้งไว้ แต่ยังไม่ทันดับ แล้วท่านก็ลงมานั่งรอทานข้าวข้างล่าง ป้าเดินกลับขึ้นไปบนเรือน โอ้โห เห็นเปลวไฟใหญ่ลามถึงเพดาน นายเอ้ก็เดินตามขึ้นมาพอดี ในห้องน้ำมีน้ำสำรองไว้ในตุ่มหลายต่อหลายใบ โชคดีที่เราสำรองน้ำไว้อยู่เสมอ เพราะมักเกิดเหตุน้ำประปาไหลอ่อนอยู่เรื่อย ๆ ก็เลยได้ใช้น้ำสำรองในตุ่มมาดับไฟได้ทัน” อาจารย์มาลินีเล่าถึงเหตุการณ์น่าสิ่วน่าขวาน แต่เรือนบรรเลงยังอยู่รอดปลอดภัย

การซ่อมเรือนบรรเลงอย่างจริงจังนั้นน่าจะเกิดขึ้นด้วยกัน 3 ยุค ยุคแรกคือเมื่อ พ.ศ. 2512 และหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในภารกิจนี้ก็คืออาจารย์มาลินี ผู้เป็นสถาปนิก

“การซ่อมยุคแรกตอนนั้นทำชั้นล่าง ซึ่งเดิมเป็นใต้ถุนโล่ง ๆ ก็ทำผนังด้านล่างเพิ่มตรงบริเวณใต้ถุน กั้นเป็นห้องให้คนอยู่ได้ เลยทำให้เรือนบรรเลงกลายเป็นบ้าน 2 ชั้นขึ้นมา พอดีมีหลาน ๆ เกิด จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ พอคนมากขึ้นอีกป้าก็ทำหลังคาคลุมระเบียงและกั้นเป็นห้องนอนใหญ่ มีคุณป้า คุณแม่ พี่น้องอื่น ๆ รวมทั้งนายเอ้ตอนเล็ก ๆ ก็มานอนในห้องนี้ด้วย”

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
บริเวณระเบียงที่เคยกั้นห้องนอน แต่ปัจจุบันกลับมาอยู่สภาพเดิมแล้ว

“ระเบียงเดียวกันนี้ในอดีตคุณแม่เคยดีดจะเข้ให้คุณพ่อร้องและเต้นโขนเป็นตัวสุครีพ ซึ่งคุณพ่อเคยแสดงถวายรัชกาลที่ 6 ตอนเป็นข้าราชบริพาร” ผมคิดว่าช่างเป็นบ้านแห่งนาฏศิลป์และดนตรีสมชื่อเรือนบรรเลงจริง ๆ 

“ยุคที่ 2 คือการปรับปรุงใน พ.ศ. 2550 ตอนนั้นไม้เริ่มผุพัง สีก็ลอก ฝนตกเมื่อไหร่ก็รั่วเมื่อนั้น สักพักน้ำก็ท่วม สมาชิกบ้านนี้จะมีความสามารถพิเศษในการวิดน้ำได้อย่างแข็งขันและรวดเร็ว รวมทั้งคอยเอาดินน้ำมันเดินอุดตามรอยรั่วไปทั่วบ้าน (หัวเราะ) ลูกศิษย์ลูกหาที่มาอยู่มาเรียนดนตรีทุกคนต้องผ่านประสบการณ์นี้ทั้งนั้น บางทีกำลังนั่งดีดจะเข้อยู่น้ำมา พอ ๆ ๆ เลิก ๆ ไปวิดน้ำกันก่อนเดี๋ยวค่อยกลับมาดีดใหม่ (หัวเราะ)” อาจารย์มาลินีเล่าเสียงใส

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
เรือนบรรเลงก่อนบูรณะ

ครูเอ้เล่าเสริมว่าใน พ.ศ. 2550 ทางครอบครัวตัดสินใจสร้างอาคารปูนสูง 4 ชั้นขึ้นด้านหน้า เรียกว่า ‘อาคารบ้านสาคริก’ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ รวมทั้งเป็นที่เก็บเครื่องดนตรีและเอกสารรวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับท่าน ด้านล่างคือส่วนที่เป็นร้านอาหารนามว่า ‘ครัวบรรเลง’ ซึ่งอาจารย์มาลินีก็เป็นผู้ออกแบบอาคารนี้เช่นกัน

“ตอนนั้นเลยต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรดีกับเรือนบรรเลง ซึ่งเริ่มเก่าและทรุดโทรมอย่างที่คุณป้าเล่าไป ก็เลยสรุปว่าจะดีดเรือนขึ้นสูงขึ้น 3 เมตรเพื่อหนีน้ำท่วม ปรับแต่งพื้นที่ใต้ถุนเสียใหม่ โดยรื้อวัสดุที่เคยกั้นเป็นห้อง ๆ ออก แล้วปล่อยให้ใต้ถุนโล่งอย่างที่เห็น แล้วเราก็เปลี่ยนไม้ที่ผุออกทั้งหมด ส่วนห้องต่าง ๆ เราพยายามเก็บไว้ตามเดิม อย่างเช่น ห้องน้ำบนตัวเรือน เราก็ตัดสินใจเก็บไว้ 

“ต้องกล่าวว่าเรือนบรรเลงเป็นเรือนไทยโบราณที่ทันสมัย มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องสุขภัณฑ์พร้อม มีแม้กระทั่งฝักบัวและบีเดท์ (Bidet – โถปัสสาวะของสุภาพสตรี) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทันสมัยมากสำหรับบ้านในสมัยรัชกาลที่ 7 ส่วนที่พี่ว่าสนุกมาก ๆ ก็คือเราดีดเรือนขึ้นโดยใช้แรงคน เป็นงานแฮนด์เมดเลย” ครูเอ้เล่าอย่างสนุกสนาน ส่วนผมทำหน้าอึ้ง

“การยกเรือนขึ้นเริ่มจากการเอาคานที่เป็นเหล็กมายึดไว้กับขื่อทั้งหมด วางเรียงกันเต็มไปทั่วพื้นที่ใต้ถุนบ้าน เพื่อทำหน้าที่แทนเสา พอยึดได้แล้วก็นำเสาเดิมออก บ้านก็จะลอยอยู่บนคานเหล็กแทน ทีนี้ระหว่างคานก็จะนำแม่แรงมาสอดไว้ตามจุดต่างให้ทั่ว จากนั้นค่อย ๆ โยกแม่แรงทุกจุดขึ้นพร้อม ๆ กันทีละนิด ๆ เพื่อยกเรือนทั้งเรือนให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องส่งสัญญาณให้ทุกคนหมุนแม่แรงโดยพร้อมเพรียงกัน แบบหนึ่ง.. สอง.. สาม… อ้าว.. หมุน (หัวเราะ) ตัวเรือนก็จะค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ระดับที่ต้องการ แล้วจึงนำเสาคอนกรีตที่หล่อเตรียมไว้มาสอดและเชื่อมกับตัวเรือน 

“ใต้ถุนจึงมีขนาดสูงราว 3 เมตร ตอนนั้นเราคุยกันว่าอยากให้มีใต้ถุนสูง เพราะจะได้หนีน้ำท่วมและมีพื้นที่โล่งใต้เรือน สำหรับเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ได้เหมือนอย่างที่เรานั่งคุยกันอยู่ตอนนี้” ครูเอ้และอาจารย์มาลินีร่วมกันเล่ากระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบให้ผมเข้าใจ

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ยกเรือนสูงขึ้นมา 3 เมตร นำเสาคอนกรีตมาแทนเสาไม้

การบูรณะเรือนบรรเลงในครั้งนั้นส่งผลให้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทเคหะสถานและบ้านเรือนเอกชนจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. 2551

“ยุคที่ 3 คือการบูรณะครั้งล่าสุดซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2561 ตอนนั้นสีลอก โดยเฉพาะภายในตัวเรือนนั้นสีลอกแทบทั้งหมด ในตอนนั้นมีสถาปนิกเข้ามาช่วย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อาจารย์เต้ย (อาจารย์อริยะ ทรงประไพ) ซึ่งช่วย พี่เหมียว (คุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย) ทำงานบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อาจารย์เต้ยมาช่วยตรวจสอบสีเดิมของบ้านและให้คำปรึกษาด้านอื่น ๆ ทำให้เราได้ค่าสีที่ถูกต้องตามต้นฉบับ นั่นคือสีเขียวใบโศกที่ปรากฏอยู่ ส่วนสีนั้นเราได้รับความสนับสนุนจากบริษัทสีเบเยอร์” ครูเอ้อธิบายถึงการบูรณะในยุคที่ 3

นอกจากนั้นทายาทพยายามรักษาทุกอย่างไว้ดั่งเดิม หน้าต่างบานกระทุ้งและกลอนสตางค์ก็ยังคงอยู่และใช้งานได้ดีดังเดิม ห้องหับที่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยก็ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับสอนดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ จนมีผู้สนใจมาเรียนกันแน่นขนัด ก่อนจะต้องหยุดชงักไปด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น พื้นใต้ถุนก็ปูกระเบื้องใหม่ แต่ยังรักษาลวดลายตามต้นฉบับเดิมเอาไว้ และโต๊ะไม้ตัวกลมตัวสำคัญที่รับใช้ครอบครัวมาตั้งแต่สมัยพระมหาเทพกษัตรสมุห ก็ยังคงตั้งอยู่พร้อมรับหน้าที่สำคัญสืบเนื่องต่อมา

บริเวณชั้นบน เป็นที่เก็บเครื่องดนตรีไทยและถ่ายทอดวิชาแก่ผู้มาเรียน
โต๊ะกลมตัวสำคัญ

“โต๊ะกลมตัวนี้อยู่คู่เรือนบรรเลงมาตั้งแต่แรก หน้าที่สำคัญที่ว่าก็คือเป็นโต๊ะไพ่ตองที่คุณพ่อสั่งทำพิเศษให้มีลิ้นชักเก็บไพ่และใช้ชิปส์แทนเหรียญสตางค์ เป็นวงญาติมิตรที่เล่นกันอย่างจริงจังมาก (หัวเราะ)” อาจารย์มาลินีเล่าอย่างมีความสุข

“และโต๊ะตัวเดียวกันนี้ก็เป็นโต๊ะที่สมาชิกครอบครัวและลูกศิษย์ลูกหาร่วมกันประชุมจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะขึ้นใน พ.ศ. 2524 ต่อมาก็ริเริ่มการประกวดดนตรีไทยรางวัลศรทอง รวมทั้งกำเนิดละครโทรทัศน์เรื่อง ระนาดเอก และภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง จนมาถึงการจัด โหมโรง เดอะ มิวสิคัล รวมทั้งกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ อีกมากอันเกี่ยวเนื่องกับการถ่ายทอดและอนุรักษ์ดนตรีไทย โต๊ะตัวนี้มีศิลปินจำนวนมากได้มานั่งคุย ปรับทุกข์ เปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งที่เล่าต่อได้และไม่ได้ ทุก ๆ กิจกรรมจะมีโต๊ะตัวนี้เป็นสักขีพยาน”

ทุก ๆ ปีทายาทจะจัดให้มีพิธีไหว้ครูขึ้นที่เรือนบรรเลง ลูกศิษย์ลูกหาหลากรุ่นหลายวัยจะมารวมตัวกันคับคั่งจนใต้ถุนโล่งแห่งนี้ดูแคบลงไปถนัดตา

พิธีไหว้ครูที่เรือนบรรเลง

“คำว่าลูกศิษย์เป็นคำที่มีนัยที่สำคัญ เพราะประกอบด้วยคำว่า ‘ลูก’ อยู่ด้วย ผู้ที่ถ่ายทอดวิชาให้นั้น ก็ถ่ายทอดด้วยความรัก เมตตา ปราณี และผูกพัน ส่วนผู้รับ ไม่ได้เพียงแต่เอาวิชาไปเท่านั้น แต่ยังรับวิชาด้วยความรักและผูกพันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทุก ๆ ปีเวลาจัดพิธีไหว้ครูที่เรือนบรรเลง ก็จะมีครูและลูกศิษย์กลับมาร่วมพิธีกันมากมาย ครูที่เป็นครูของครู ศิษย์ที่วันนี้กลายมาเป็นครู ลูกศิษย์รุ่นต่าง ๆ หลายรุ่น ทำให้รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องมีลูก ไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อสายของเราโดยตรงที่จะทำหน้าที่ดูแลและสืบต่อ เราสามารถฝากฝังลูกศิษย์ต่อไปได้ เมื่อคิดอย่างนี้ได้ก็ทำให้เราปล่อยใจ ไม่ยึดติดอะไร” ครูเอ้กล่าว

“อ้อ เมื่อตัวเบาใจเบาแบบนี้ พี่ว่าจะทำให้เราหนุ่มอยู่เสมอไปด้วยไงล่ะครับ” ครูเอ้สรุปพร้อมเสียงหัวเราะของทุกคน

การอนุรักษ์เรือนบรรเลงนั้นไม่ได้เป็นเพียงการรักษาการสถาปัตยกรรมที่สวยงามให้คงอยู่ แต่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและสายสัมพันธ์อันงดงามของครูและลูกศิษย์เอาไว้ด้วยเช่นกัน

การเรียนการสอนดนตรีไทยที่เรือนบรรเลง

รอบเรือนบรรเลง

อาคารบ้านสาคริกเป็นอาคารที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 ตั้งอยู่หน้าเรือนบรรเลง นอกจากเป็นที่อาศัยของสมาชิกครอบครัวจำนวนหนึ่งแล้ว ยังเป็นที่ทำการของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะด้วย

อาคารบ้านสาคริกด้านหน้าเรือนบรรเลง

“มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2524 ในวาระครบ 100 ปีของท่าน ตอนที่ตั้งใหม่ ๆ เราตั้งใจว่าจะสืบทอดดนตรีไทยสายหลวงประดิษฐไพเราะ และเป็นพื้นที่สำหรับลูกศิษย์ลูกหาได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านดนตรีไทย สามารถจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อรำลึกถึงท่าน” อาจารย์มาลินีเอ่ย

“อันนั้นเป็นวัตถุประสงค์เมื่อแรกเริ่ม แต่ก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วย ในวันนี้พี่ว่าเราต้องการสร้างพื้นที่เพื่อทุก ๆ คนเข้าถึงดนตรีไทยได้ พยายามหาจุดเชื่อมอดีตให้เข้ากับปัจจุบัน และหาหนทางที่จะพาไปสู่อนาคต คือถ้าเราเล่นระนาดเก่ง เราก็อาจเก่งของเราอยู่คนเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในวันนี้และวันข้างหน้า สิ่งที่เราควรขบคิดก็คือ เราจะนำความสามารถทางการเล่นดนตรีของเราไปเชื่อมโยงกับอะไร ขยายไปสู่อะไรได้บ้าง เพื่อที่จะทำให้ดนตรีไทยยังคงอยู่ต่อไป 

“ที่บอกว่าเราพยายามสร้างพื้นที่ ก็เพื่อเป็นการพาคนหลากหลายวงการให้มาอยู่ร่วมกัน เป็นการฝากฝังให้แต่ละคนหาแนวทางที่จะรักษาดนตรีไทยในวิถีที่เขาถนัด เขาอาจมองเห็นในทิศทางแตกต่างกันไป แต่ปลายทางคือเรายังมีเพลงไทย ยังมีดนตรีไทย อยู่ต่อไปในบริบทร่วมสมัย มูลนิธิต้องการทำเรื่องดนตรีไทยให้เป็นของทุกคน มากกว่ามุ่งรักษาเอาไว้ให้เป็นศิลปวัฒนธรรมที่อยู่บนหิ้ง แต่ไร้ลมหายใจ” ครูเอ้เสริม และผมก็รู้สึกชื่นชมกับวัตถุประสงค์และบทบาทของมูลนิธิในวันนี้

พิพิธภัณฑ์ดนตรี

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ดนตรีที่รักษาเครื่องดนตรี อุปกรณ์ดนตรี ภาพถ่ายและเอกสารสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับหลวงประดิษฐไพเราะและดนตรีไทย ผมขอให้ครูเอ้เลือกหยิบอะไรก็ได้ขึ้นมาเล่าให้พวกเราฟัง ครูเอ้เลือกไม้ระนาดกับขลุ่ย

“ไม้ระนาดนี้เรียกว่าไม้ทองแดง เพราะก้านและหัวทำจากทองแดง เป็นสมบัติตกทอดจากครูสิน พ่อของหลวงประดิษฐไพเราะ ไม้ทองแดงหนักกว่าไม้ระนาดทั่วไปที่ทำจากไม้และนวมธรรมดา ตอนที่ครูสินเริ่มสอนดนตรีให้ลูกชาย ครูสินท่านให้ใช้ไม้ทองแดงตีไล่ระนาดไปเรื่อย ๆ แล้วยังมีตะกั่วที่ทำเหมือนกำไลสวมข้อมือไว้ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างให้ข้อมือแข็งแรง เหมือนนักวิ่งที่ถ่วงทรายไว้ที่ข้อเท้า ถ้ายิ่งฝึกซ้อมด้วยไม้ทองแดงกับกำไลตะกั่วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีกำลังข้อมาก สามารถตีระนาดได้อย่างคล่องแคล่ว ถือว่าอุปกรณ์สำคัญชิ้นนี้สร้างให้หลวงประดิษฐไพเราะเป็นนักดนตรีที่ชำนาญ และยังสะท้อนถึงความมุมานะ ตั้งมั่นฝึกฝีมือจนประสบความสำเร็จ”

ไม้ทองแดง

“ส่วนขลุ่ยนี้เป็นขลุ่ยที่หลวงประดิษฐไพเราะ ขณะนั้นยังเป็นจางวางศร ได้นำติดตัวขณะตามเสด็จสมเด็จวังบูรพาไปชวาเมื่อ พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นคราวที่คุณย่าบรรเลงเกิดและคุณทวดตั้งความหวังว่าจะได้ลูกชายนั่นเอง สาเหตุที่ท่านนำขลุ่ยตามเสด็จไปชวา ก็เพราะขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็ก พกพาง่าย บรรเลงเพื่อสร้างความสุขเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่ท่านนำกลับมาจากชวาในครั้งนั้นคืออังกะลุง ซึ่งต่อมาได้นำมาลองเล่นกับเพลงไทยหลายต่อหลายเพลง จนอังกะลุงได้รับความนิยมและแทบจะเป็นดนตรีไทยไปแล้วด้วยเช่นกัน วัฒนธรรมดนตรีมีการถ่ายเทผสมผสานไปมาเสมอ” 

ขลุ่ยที่จางวางศรนำติดตัวไปด้วย

ด้านหน้าอาคารเป็นร้านอาหารครัวบรรเลงที่มีอาหารอร่อยหลากหลายเมนู และมักมีแฟนคลับขาประจำแวะเวียนมาดื่มด่ำกับมื้ออร่อย ที่มาของร้านครัวบรรเลงนั้นก็ไม่ธรรมดา

“บ้านเราเน้นเรื่องกิน (หัวเราะ) สำคัญมาก ก่อนครัวบรรเลงเราเคยทำร้านอาหารมาก่อน 2 ร้าน คือศรทองและโชติรส แล้วป้าก็เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบร้านทั้ง 3 ร้าน” อาจารย์มาลินีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

ร้านศรทองเป็นร้านที่ตั้งอยู่ที่บ้านบาตร เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. 2500 และเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกที่ทำขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชื่อร้านก็มาจากชื่อเดิมของหลวงประดิษฐไพเราะ

ร้านศรทองที่บ้านบาตร

“คุณแม่บรรเลงเป็นผู้ที่ชอบทำอาหารมากและมีฝีมือด้านนี้ ตอนนั้นการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคเริ่มต้น มีฝรั่งต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีที่กินอาหารไทยดี ๆ เท่าไหร่ ร้านศรทองมีอาหารไทยแท้ ๆ มีการแสดงเป็นรำไทย มีดนตรีไทยบรรเลงให้ฟัง อาหารนี่ทำเป็นสำรับเลยนะคะ มีข้าวและกับ 5 อย่าง จัดเป็นโตกนำไปเสิร์ฟ แล้วเป็นร้านที่ออกแบบเหมือนว่าแขกนั่งราบบนพื้น แต่ความจริงแล้วเราเจาะช่องไว้ให้แขกห้อยขา ฝรั่งชอบมาก ๆ เหมือนนั่งล้อมวงทานข้าวในบรรยากาศแบบไทย ๆ อาหารที่คุณแม่ทำก็มีแกงลูกตาลอ่อน แกงเผ็ดและแกงเขียวหวานต่าง ๆ หมี่กรอบ ฯลฯ แกงลูกตาลอ่อนนี่เป็นเมนูเด็ดของคูณแม่เลย ป้าคิดว่าร้านศรทองเป็นร้านแรกที่มีทั้งอาหารและการแสดงในลักษณะนั้น” อาจารย์มาลินีเล่า

“คือตั้งใจทำมาก ๆ เลยนะครับ มีสูจิบัตรระบุว่าวันนี้จะเป็นการแสดงอะไร มีคำอธิบายความเป็นมา แล้วก็มีพิธีกรประกาศก่อนการแสดง พร้อมบรรยายเป็นช่วง ๆ ด้วย” ครูเอ้เสริม

พ.ศ. 2512 ทายาทตัดสินใจขายบ้านบาตร ร้านศรทองจึงปิดบริการไปด้วย ร้านโชติรสจึงถือกำเนิดขึ้นเป็นร้านที่ 2 โดยตั้งอยู่หน้าเรือนบรรเลง

บรรยากาศร้านโชติรส

“ช่วงปี พ.ศ. 2511 คุณแม่บรรเลงเกษียณอายุราชการ ก็ถามท่านว่าจะทำร้านอาหารหรือโรงเรียนอนุบาล ท่านก็ตอบว่าทำร้านอาหาร ถ้าทำโรงเรียนอนุบาลคงดูแลเด็กไม่ไหว เดี๋ยวลูกเขาเป็นอะไรไปเรารับผิดชอบไม่ได้ ส่วนชื่อโชติรสก็มาจากชื่อของคุณยายโชติ ร้านเราเป็นร้านอาหารแรกในย่านนี้ แล้วก็เป็นร้านอาหารตามสั่งเมนูไทย ๆ ที่คุณแม่เป็นผู้ดูแลเรื่องกับข้าว ท่านสนุกและมีความสุขมาก ไปจ่ายตลาดเอง ลงทำมือเอง และเราทำร้านโชติรสอยู่นานหลายปีจนมาหยุดไปใกล้ ๆ กับ พ.ศ. 2524 เมื่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ” อาจารย์มาลินีเล่า

“มาถึง พ.ศ. 2551 คือปีที่คุณย่าบรรเลงอายุครบ 100 ปี ก็เลยคิดที่จะรื้อฟื้นธุรกิจอาหารขึ้นมา แล้วพอดีกันกับที่เราสร้างอาคารบ้านสาคริกขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านครัวบรรเลงขึ้น มีเมนูเด็ดเมนูเดิมของคุณย่าอย่างหมี่กรอบ แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ก็ยังมีอยู่ มีอีกเมนูที่ขึ้นชื่อของร้านและเป็นสูตรของคุณย่าคือหมูเผ็ด” ครูเอ้เล่า

ร้านครัวบรรเลงในวันนี้

“หมูเผ็ดนี้เป็นเมนูโปรดเลย ตอนที่ป้าได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ป้าก็ขอให้แม่ทำแล้วเอาติดตัวไปด้วย แบกใส่กระเป๋าเดินทางไปเลยนะ 2 กิโล ไปเป็นเสบียงช่วงที่ไปอยู่นู่นใหม่ ๆ แก้คิดถึงบ้าน” อาจารย์มาลินีเล่าเสริม สงสัยว่าผมสัมภาษณ์เสร็จเมื่อไหร่ ผมคงต้องลองหมูเผ็ดเสียแล้ว

เมนูอร่อยประจำร้านครัวบรรเลง

“มื้ออาหารคือการเชื่อมคน เชื่อมความคิด ไม่มีไม่ได้ (หัวเราะ) ถึงมันจะดูเชย ๆ นะ แต่ลองสังเกตสิครับว่าละครไทยแทบทุกเรื่องมีฉากที่สำคัญคือฉากกินข้าว อะไรต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากโต๊ะกินข้าวเสมอ หรือแม้แต่การเจรจาความสำคัญของบ้านเมืองก็เกิดจากโต๊ะอาหารเช่นกัน การมีร้านอาหารทำให้เราสามารถรักษาบรรยากาศเดิม ๆ ของเรือนบรรเลงให้คงอยู่ต่อไป เพราะมีพื้นที่ที่ครูบาอาจารย์ นักดนตรี ศิลปิน แขกเหรื่อ เพื่อนฝูง แวะมาเยี่ยมมานั่งคุยกัน พบปะสังสรรค์กันได้สนุก ไม่ต้องลุกไปไหน หลายสิ่งหลายอย่างก็เกิดจากที่นี่” ครูเอ้สรุป

เราคุยกันมาเรื่อย ๆ จนถึงคำถามสุดท้าย – ถ้าถามว่าภารกิจสำคัญในฐานะทายาทของหลวงประดิษฐไพเราะ คุณทวดโชติ และคุณย่าบรรเลงคืออะไรครับ

“การสร้างคน…. ภาพยนตร์อย่าง ระนาดเอก หรือละครเวทีอย่าง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล ไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเปิดทางให้มีนักดนตรีใหม่ ๆ ที่มีฝีมือเกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าไปถามนักดนตรีหลาย ๆ วัยหลาย ๆ รุ่นว่าทำไมถึงเล่นระนาด เล่นดนตรีไทย คำตอบที่ได้ยินอยู่เสมอก็คือ “ผมดูระนาดเอกครับ” หรือในรุ่นหลัง ๆ ก็ “ผมดูโหมโรงมาครับ” อย่างนักดนตรีในสำนักงานสังคีตหลาย ๆ คน ซึ่งเป็นนักดนตรีอาชีพ ก็มาจากกลุ่มผู้ดู โหมโรง มาก่อน แล้วเขาก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “ผมอยากเล่นดนตรีไทยเพราะโหมโรงครับ” อันนี้คือสิ่งที่พี่ว่าสำคัญที่สุด

 “นอกจากนี้ยังทำให้ดนตรีไทยมีพื้นที่ในโลกปัจจุบัน เรานึกไม่ออกเลยว่าระนาดจะไปอยู่ที่สยามสแควร์ได้อย่างไร หรือในงานแฟชั่นโชว์ได้อย่างไร จาก ระนาดเอก และ โหมโรง ในวันนั้นมาถึงวันนี้มีโรงเรียนดนตรีไทยเกิดขึ้นมากมาย มีช่างฝีมือทำเครื่องดนตรีไทยเพิ่มขึ้น ฯลฯ ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยโฆษณาเลยว่าให้มาเรียนดนตรีไทยกับเราที่นี่ แต่เราปลื้มใจมากที่มีโรงเรียนดนตรีเปิดขึ้นหลายที่ และมีคนสนใจไปเรียนตามที่ต่าง ๆ พี่เชื่อว่าเราควรจะหย่อนเมล็ดพันธุ์ไว้หลาย ๆ ที่ ไม่ต้องอยู่ในกระถางเดียวกัน ถามว่าปัจจุบันมีเด็กมาเรียนดนตรีกับเราเยอะไหม ก็ไม่ได้เยอะ แต่เราเชื่อว่าเขาไปเติบโตในพื้นที่อื่น ๆ แล้วไง นั่นแปลว่าภารกิจเราสำเร็จแล้ว” ครูเอ้สรุป ผมเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของอาจารย์มาลินีเมื่อมองมาที่หลานชายคนนี้

เสียงซออู้แว่วตามลมเย็นมาอีกครั้งเมื่อการสนทนาของเราสิ้นสุดลง ผมหันหลังกลับไปมองเรือนสีเขียวใบโศกหลังงามอีกครั้ง การอนุรักษ์เรือนบรรเลงและสรรพสิ่งที่รายล้อมอยู่รอบเรือนบรรเลงนั้นสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยไว้มากมายจริง ๆ

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

อาจารย์มาลินี สาคริก ประธานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ

อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ

เอกสารอ้างอิง

หนังสือ 84 ปี มาลินี สาคริก สถาปนิกศิลปบรรเลง และฉลอง 85 ปี เรือนบรรเลง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ก่อนจะบูรณะอาคารเก่าอายุกว่า 200 ปี บนผืนดินที่ทิ้งร้างมานาน 40 ปี ให้กลายเป็นร้านกาแฟสุดฮิปในวันนี้ พี่สาวและน้องชายทั้งสองต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง 

“กว่าคุณแม่จะยอมให้ทำร้านกาแฟ ผมใช้เวลาโน้มน้าวท่านเกือบ 10 ปีเต็ม” น้องชายเอ่ย มองไปทางคุณแม่ 

“ก็ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินในฝันที่ดิฉันตามหามาทั้งชีวิต จึงมีคุณค่าต่อจิตใจมาก ๆ จะลงมือทำอะไร ก็ต้องคิดดูให้ดี” คุณแม่ให้เหตุผล มองกลับมาที่ลูกชาย

“มีคนบอกว่าที่นี่เป็นขยะ เขาใช้คำนี้เลยนะครับ วันหนึ่งผมพากลุ่มเพื่อน ๆ มา หลายคนไม่กล้าเดินเข้าไป มันรกมาก ๆ ตัวเงินตัวทองขนาด 2 เมตรนอนอยู่ตรงที่ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่” เมื่อน้องชายกล่าวประโยคนี้จบ ผมชักเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว เกือบจะกรี๊ดออกมาแล้ว

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ซ้ายไปขวา – คุณทอง คุณอิม (ยืนบนบันไดวน) คุณปุ่น และคุณตุ๊

“เหมือนบ้านผีสิงค่ะ อาคารทรุดโทรมมาก ๆ ฝาผนังมีรอยกราฟฟิตี้และน้ำมันเครื่อง กลิ่นเหม็นสุด ๆ โอย แทบแย่” พี่สาวเล่าต่อ ผมเผลอย่นจมูก

“ต้นไม้ขึ้นครึ้ม มีต้นไทรใหญ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ใบไม้ร่วงเต็มพื้น รกมาก ผมต้องให้ลูกน้องเอาไม้มาช่วยกันเขี่ย ๆ ไปตามทาง กลัวงูกัด ใครมาก็ส่ายหัว นี่คิดจะทำอะไรกันเหรอ” น้องชายบรรยายต่อ

เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วคุณจะเลือกถอดใจหรือไปต่อ ? แต่พวกเขาเลือกไปต่อ ด้วยพันธสัญญาทางใจที่ต้องการสร้างของขวัญชิ้นสำคัญให้สำเร็จก่อนที่จะสายเกินไป

“ผมดีใจมากที่ทำร้านกาแฟเสร็จทันก่อนพ่อเสีย อย่างเวลาพระอาทิตย์ตก เราจะเห็นโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สงบสวยงามมาก ๆ ท้องฟ้าเป็นสีส้ม ดวงอาทิตย์เป็นสีแดงเข้มตัดกับเงาเจดีย์จีนฝั่งตรงข้าม ผมดีใจที่พ่อได้มีโอกาสเห็นวิวนี้ก่อนท่านจะเสียไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว พ่อชอบที่นี่มาก ๆ ผมคิดว่าเป็นช่วง 6 เดือนสุดท้ายที่พ่อมีความสุขกับของขวัญชิ้นนี้” เมื่อจบประโยคนี้ ผู้สัมภาษณ์อย่างผมก็รู้สึกร้อนรื้นขึ้นที่ขอบตา

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ภาพพระอาทิตย์ตกดินที่ฮงเซียงกง
ภาพ : เกศรินทร์ แซ่เบ๊

“วันแรกที่ประตูร้านเปิดก็มีคนมารอแล้ว เป็นสิ่งที่ผมประทับใจมาก ลูกค้าบางคนบอกว่าฮงเซียงกงเป็นร้านกาแฟร้านหนึ่งที่สวยที่สุดในโลกเท่าที่เขาเคยไปมา” น้องชายจบประโยคนี้พร้อมกับรอยยิ้มภูมิใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

น้องชาย คือ คุณตุ๊-เดชา แซ่เบ๊ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งร้านฮงเซียงกงร่วมกันกับพี่สาว คุณปุ่น-เกศรินทร์ แซ่เบ๊ และน้องชายคนเล็ก คุณทอง-ทองดี แซ่เบ๊ วันนี้ทั้งสามคนชวนคุณแม่ คุณอิม-เย็นจิตต์ แช่ตั้ง มาถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าประทับใจของร้านกาแฟที่บูรณะขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์ – Imperfection is perfect

ผืนดินติดน้ำทรงน้ำเต้าที่เฝ้ารอ

“ตอนนั้นดิฉันหาซื้อที่ดิน ก็ใช้วิธีเดินหาไปเรื่อย ๆ พอเห็นที่ผืนนี้แล้ว รู้ทันทีว่าเป็นที่ดินในฝัน สามีชื่อว่าธารา แปลว่าน้ำ เลยอยากได้ที่ติดน้ำ ที่ดินผืนนี้นอกจากอยู่ติดน้ำแล้วยังมีรูปทรงเหมือนน้ำเต้าอีกด้วย คือปากเล็กแต่แผ่กว้างภายใน ซึ่งเป็นมงคล แถมอยู่ใกล้ศาลเจ้าโจวซือกงอีกด้วย พอดิฉันมาเห็นก็ยืนสงบใจนิ่งประมาณ 10 นาที เพื่อถามใจตัวเอง ในที่สุดก็ได้คำตอบว่าใช่ แต่กว่าจะซื้อสำเร็จก็นอนไม่หลับไปสองสามปีเลย (หัวเราะ)” คุณอิมเอ่ยถึงที่ดินที่เป็นดั่งรักแรกพบ

คุณธารา แซ่เบ๊ สามีคุณอิม ดำเนินธุรกิจร้านฮงวัตถุโบราณ (Hong Antiques) อยู่ที่ริเวอร์ซิตี้ แบงค็อก แต่ในวันนั้น ความฝันของคุณอิมยังไม่ได้รับการสนับสนุนแต่อย่างใด

“สามีไม่ชอบเลย เพราะต้องเข้าซอยลึก แต่ดิฉันยืนกรานว่าถ้าอยากได้ที่ติดน้ำ ก็ต้องยอมเข้าซอยหน่อยสิ (หัวเราะ) หลังจากวันที่ได้เห็น ดิฉันก็เฝ้าแต่คิดถึงที่ผืนนี้ตลอด หลับตาเห็นภาพแทบทุกวัน” คุณอิมรำลึกเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ภาพถ่ายในกรอบรูปคือคุณธารา

ประวัติความเป็นมาของที่ดินผืนนี้ สามารถสืบสาวไปสู่อดีตเมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ด้วยเคยเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของครอบครัวชาวจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในสยาม ขณะนั้นในบริเวณตลาดน้อยมีเจ้าสัวสำคัญอาศัยอยู่ 2 ท่าน ท่านหนึ่งคือเจ้าสัวสาด เจ้าของบ้านโซวเฮงไถ่ ชาวจีนฮกเกี้ยนผู้เป็นนายอากรรังนก ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระอภัยวานิช สันนิษฐานว่าบ้านโซวเฮงไถ่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2340 สมัยรัชกาลที่ 1 

ส่วนเจ้าสัวอีกท่านคือเจ้าของที่ดินผืนนี้ ซึ่งเป็นทำธุรกิจโรงเลื่อย ทายาทสันนิษฐานว่าบ้านในที่ดินผืนนี้สร้างขึ้นหลังจากบ้านโซวเฮงไถ่ประมาณ 20 ปี (ประมาณ พ.ศ. 2360 สมัยรัชกาลที่ 2)

“ตามข้อมูลที่พี่ได้รับทราบมาจากเจ้าของเดิมก็คือ บรรพบุรุษของท่านตั้งถิ่นฐานและดำเนินธุรกิจโรงเลื่อยจนประสบความสำเร็จเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 พอถึง พ.ศ. 2457 นายหลิมจุนเบง หรือนายลิ้ม ธรรมจรีย์ ผู้เป็นทายาทของท่านเจ้าสัว ได้ตัดสินใจละมือจากธุรกิจโรงเลื่อย หันมารับตำแหน่งกัมประโดของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้” คุณปุ่นอธิบาย

คำว่ากัมประโดมีรากศัพท์มาจากคำว่า Comprador ซึ่งเป็นภาษาโปรตุเกส อ่านว่า กง-ประ-ดอรฺ แปลว่าผู้ซื้อ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) ได้เปิดโอกาสทางการค้าระหว่างสยามกับนานาประเทศ ส่งผลให้มีธนาคารต่างชาติเข้ามาตั้งกิจการเป็นจำนวนมาก กัมประโดทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างนายธนาคาร ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ กับผู้กู้เงินที่มักเป็นชาวจีนหรือไทย ทั้งนี้เพราะนายธนาคารเหล่านั้นขาดความเชี่ยวชาญทางด้านภาษา ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมปฏิบัติกับคนท้องถิ่น กัมประโดจึงเป็นผู้ช่วยประสานทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน จนสามารถทำธุรกรรมได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
สนธิสัญญาเบาว์ริง 
ภาพ : Thai Wikipedia

นายลิ้มได้รับการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ เคยทำงานเป็นเสมียนที่โรงเลื่อยจักรบอร์เนียว พูดภาษาต่างประเทศได้ดี จึงเป็นกัมประโดที่มีความสามารถ และอยู่ในอาชีพนี้ต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. 2484 เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งส่งผลให้ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ต้องหยุดกิจการในไทย ขณะนั้นรัฐบาลได้ตั้งธนาคารขึ้นใหม่ มีชื่อว่าธนาคารมณฑล และได้เชิญนายลิ้มให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการเป็นคนแรก ก่อนที่ท่านจะลาออกในเวลาต่อมา เมื่อเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารกรุงไทย

“บุตรชายของนายลิ้มคือคุณจุมพล ธรรมจรีย์ และลูกชายของท่าน เป็นผู้ที่ตัดสินใจขายที่ดินของบรรพบุรุษผืนนี้ให้คุณแม่ในเวลาต่อมา แต่ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ง่ายเลยนะคะ” คุณปุ่นเล่าต่อ

“ตอนที่ติดต่อไป ท่านเจ้าของที่บอกว่ายังไงก็ไม่ขาย ไม่ต้องติดต่อมาอีก แต่ดิฉันก็หมั่นไปเยี่ยมท่านถึงบ้านอยู่บ่อย ๆ ถึงแม้จะไม่ขายก็ไม่เป็นไร ดิฉันแค่อยากมาหา มาคุย มาเป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นดิฉันไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงการซื้อที่ดินเลย ความที่สามีไม่สนับสนุน เวลาจะไปแต่ละที ก็ต้องออกอุบายบอกสามีและคนในร้านว่า “ขอไปตลาดหน่อยนะ” แต่ความจริงไปคุยกับท่านเจ้าของที่ ก่อนกลับ ดิฉันก็แกล้งไปหาซื้อผักผลไม้หิ้วกลับร้าน สามีจะได้ไม่สงสัย ก็บอกว่าไปตลาด จะให้กลับไปมือเปล่าได้ยังไง” คณอิมเล่าให้ฟัง ส่วนผมฮาครืน

“ตอนนั้นคุณจุมพลท่านมีอายุ 90 กว่าแล้ว พอท่านเห็นดิฉันครั้งแรก ท่านก็ถูกชะตา ลูกชายท่านมาเล่าให้ฟังทีหลังว่าท่านเคยเปรยว่า ถ้าจะขายที่ ก็ให้ขายให้คนนี้” คุณอิมเล่าต่อ

“เมื่อคราวที่คุณจุมพลนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ดิฉันก็ไปเยี่ยม ท่านคุยกับดิฉันอยู่พักใหญ่ พอเล่าให้ลูกชายท่านฟัง ลูกชายท่านก็บอกว่าประหลาดมาก เพราะขณะนั้นท่านสื่อสารด้วยการกะพริบตา แทบไม่พูด จนวันหนึ่งท่านถามดิฉันว่าชอบที่ผืนนี้จริง ๆ ใช่ไหม ดิฉันตอบว่าใช่ ท่านจึงบอกกับลูกว่าจะขายที่ให้ดิฉัน แม้จะดีใจมากแต่ก็ไม่มีเงิน ทำได้แค่วางเงินมัดจำไว้ก่อน แล้วกำลังหาวิธีหยิบยืมใคร เพื่อจะได้ชำระเงินเต็มจำนวนและโอนได้ แต่เชื่อไหมคะว่าลูกชายท่านกรุณาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ดิฉัน โดยที่ไม่ทราบเลยว่าดิฉันจะชำระเงินเต็มจำนวนได้เมื่อไหร่ ลูกชายท่านบอกว่า “ผมโอนให้แล้วนะ หน้าที่ผมจบแล้ว พ่อสั่งไว้ให้ผมโอนให้คุณ” เป็นไปได้อย่างไร”

“แล้วในช่วงเดียวกัน สามีของดิฉันก็ได้เปรยเรื่องซื้อให้เพื่อนฟัง เล่าว่ากำลังหาเงินไปชำระค่าที่ เพื่อนคนนั้นบอกว่าเอาเงินเขาไปจ่ายเลย แล้วค่อยมาผ่อนทีหลัง ก็เป็นอันว่าทางเราก็หาเงินชำระท่านได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นไปได้อย่างไร”

นั่นสิครับ เป็นไปได้อย่างไร

ร้านกาแฟ แม่ไม่ปลื้ม

ครอบครัวคุณอิมได้รับกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินผืนนี้เมื่อ พ.ศ. 2554 ก่อนจะกลายมาเป็นร้านกาแฟฮงเซียงกงใน พ.ศ. 2564 ทั้งที่ดินและอาคารต่าง ๆ ล้วนตกอยู่ในสภาพรกร้างมานาน

“เมื่อที่ดินยังอยู่ในความครอบครองของทายาทท่านเจ้าสัว ก็ไม่มีใครอาศัยอยู่ประมาณ 30 ปี เพราะครอบครัวท่านย้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันหมด อาจให้คนอื่นมาเช่าอยู่เป็นระยะสั้น ๆ เท่าที่ทราบคือมีผู้มาเช่าทำโกดังเก็บข้าวกับเก็บถ่านอยู่สักพัก เมื่อคุณแม่ซื้อมา คุณแม่ก็ไม่ได้ทำอะไรอีกนานราวสิบปี เบ็ดเสร็จแล้วที่ผืนนี้รกร้างไปนานถึงสี่สิบปี” คุณตุ๊กล่าว

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
คุณตุ๊และคุณแม่

“ตอนแรก ๆ ก็เคยคุยกันว่าจะทำธุรกิจโรงแรมริมแม่น้ำ แต่ผมกลับมีความคิดว่าเราน่าจะทำร้านกาแฟ ย่านนี้จะเป็น Café Hopping ในอนาคต แล้วผมก็อยากนำวัตถุโบราณจากโกดังมาตั้งแสดงไว้ในร้านกาแฟด้วย เราเก็บวัตถุโบราณไว้เยอะมาก สวย ๆ ทั้งนั้น ผมอยากให้คนทั่วไปมีโอกาสศึกษา และเห็นว่าของเก่ามีคุณค่า เพื่อที่เขาจะกลายเป็นนักอนุรักษ์ที่ดีได้” คุณตุ๊เริ่มอธิบายภาพในใจ แต่คุณแม่ก็ยังไม่ปลื้มกับความคิดนี้

“ก็อาจจะไปโทษคุณแม่ไม่ได้นะครับ ผมอาจอธิบายไม่ชัด เวลาบอกว่าทำร้านกาแฟ คุณแม่อาจจินตนาการว่าเป็นร้านโกปี๊เล็ก ๆ (หัวเราะ)” ลูกชายโทษตัวเอง

แล้วการเลือกปรับปรุงอาคารเก่าเป็นร้านกาแฟนั้น เกิดขึ้นเพราะคุณตุ๊เป็นผู้ที่หลงใหลการดื่มกาแฟหรือไม่

“เอ่อ.. ไม่ใช่เลยครับ ผมแพ้กาแฟ ดื่มแล้วท้องเสีย” คุณตุ๊ส่ายหัวรัว ๆ ผมได้แต่ร้องอ้าว….. 

“แต่เมื่อตัดสินใจแล้ว ผมยอมท้องเสียเลยนะ เอาวะ ผมตะลุยดื่มกาแฟตามที่ต่าง ๆ ท้องเสียก็ช่างมัน ผมหันมาศึกษาและทดลองกาแฟประเภทต่าง ๆ ดื่มไป ท้องเสียไป จนเรียนรู้ว่ากาแฟที่ดีเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ผมชนะเรียบร้อยแล้วนะครับ (หัวเราะ) แถมยังเป็นคนหลงใหลกาแฟเอามาก ๆ”

คุณตุ๊และพี่น้องพยายามโน้มน้าวคุณแม่และคุณพ่ออยู่นานเกือบ 10 ปี จนในที่สุดฟ้าก็เป็นใจ

“ถึงจุดหนึ่งคุณแม่ก็ใจอ่อน คงเห็นด้วยกับผมและพี่น้องว่าการสร้างให้เป็นอะไรสักอย่างดีกว่าปล่อยให้รกร้างไปเฉย ๆ ตอนนั้นเป็นช่วงโควิดระบาด ร้านที่ริเวอร์ซิตี้ก็ซบเซา เราเลยมีเวลาว่างมากขึ้น คุณแม่เห็นว่าควรไปลองหาอะไรใหม่ ๆ ทำ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือคุณพ่อไม่สบาย และเปรยกับคุณแม่ว่าให้ตุ๊ทำร้านกาแฟไปเถอะ ฉันอยากเห็นที่นี่เสร็จก่อนตาย จากนั้นผมลุยเลย” 

ฮงเซียงกงคือของขวัญ

“ที่ผมอยากสร้างให้เป็นของขวัญสำหรับพ่อแม่ ก็เพราะว่าคุณแม่ผูกพันกับที่ดินแปลงนี้มาก และผมนำชื่อของคุณพ่อมาเป็นชื่อร้าน นั่นคือคำว่าฮงเซียงกง” 

คำว่า ฮง เป็นชื่อเล่นของคุณธารา และเป็นชื่อของร้านฮง วัตถุโบราณ อันเป็นธุรกิจของครอบครัว ส่วนคำว่า เซียงกง นั้น คุณตุ๊เล่าว่าเดิมออกเสียงว่า เซียนกง (น. หนู) ตามชื่อศาลเจ้าเซียนกง ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์คู่ย่านตลาดน้อยมาร่วม 200 ปี แต่ต่อมาเกิดการกร่อนเสียง จึงกลายเป็น เซียงกง (ง. งู) เช่นปัจจุบัน

“การใช้ชื่อพ่อยิ่งเป็นสิ่งผลักดันให้ผมพยายามทำทุกอย่างให้สำเร็จ เพราะผมนำชื่อของท่านมาใช้ ต้องทำให้ดีที่สุด”

แต่ประสบการณ์การสำรวจพื้นที่ในวันแรก ๆ กลับตั้งคำถามว่า “จะไหวหรือ”

“ต้นไม้ขึ้นรกเหมือนป่า ข้างนอกอุณหภูมิ 35 แต่ข้างใน 20 อาคารเป็นปูนลุ่ย ๆ หลังคาโหว่ สังกะสีก็ผุ พอเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณเรือนไม้ โอ้โห สุด ๆ เดินสำรวจไปก็คิดว่าไม้มันจะร่วงลงมาเสียบเราหรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนนั้นเราพี่น้องก็หวั่น ๆ อยู่ว่าจะมีใครแอบอยู่ในนี้ จะเป็นโจรมาปล้นเราไหม (หัวเราะ) ความรู้สึกคือมือเย็นเท้าเย็นตลอดเวลา ความคิดอย่างหนึ่งที่แล่นเข้ามาในสมองก็คือ เราจะปรับปรุงที่นี่ให้สวยงามได้อย่างไร” คุณตุ๊และคุณปุ่นร่วมกันรำลึกความหลัง

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

คุณตุ๊เองก็ไม่ใช่สถาปนิก แต่ต้องมารับหน้าที่สำคัญ ด้วยเป็นผู้ที่มีภาพร้านฮงเซียงกงอยู่ในจินตนาการแจ่มชัดที่สุด

“ผมเรียนทางด้านบริหารธุรกิจและมีธุรกิจค้าวัตถุโบราณเช่นเดียวกับคุณพ่อ ร้านผมชื่อว่า Dech Gallery ซึ่งผมเน้นการค้าวัตถุโบราณเพื่อนำมาตกแต่งสถานที่ เลยมีลูกค้ามากมายที่เป็นทั้งสถาปนิกและมัณฑนากรที่ต้องการสินค้าไปตกแต่งโรงแรม ออฟฟิศ หรืออาคารต่าง ๆ จากประสบการณ์ในอาชีพนี้ ทำให้ผมเรียนรู้เรื่องการจัดแบบแปลน การกำหนดพื้นที่ เรียกว่าเป็น On the Job Training (หัวเราะ) แล้วผมก็เข้ามาที่นี่แทบทุกวัน คือมาจนจำพื้นที่ได้หมดทุกซอกทุกมุม

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“ตอนบูรณะ ผมไม่มีแปลนนะครับ ไม่มีกระดาษเลยสักแผ่น แต่ผมมีช่างคู่ใจ นั่นคือพี่พร พี่พรไปไหนก็จะมีดินสอใหญ่ ๆ แท่งหนึ่ง ผมก็ใช้ดินสอนั้นร่างแบบลงบนพื้นซีเมนต์เลย (หัวเราะ) พี่พรก็เก่งสุด ๆ พอเห็นปั๊บก็บอกว่า “อ๋อ… คุณตุ๊ต้องการอย่างนี้ใช่ไหม” แล้วก็แกะแบบไปทำต่อ ออกมาก็เป๊ะเลย”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

คุณชุมพร ช่างคู่ใจคุณตุ๊ เกิดในครอบครัวช่าง คุณพ่อเป็นช่างไม้ที่ดำน้ำลงไปปักเสาเข็มตามวิธีโบราณ รวมทั้งเคยซ่อมบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยามาหลายหลัง ตัวคุณชุมพรเองก็เคยดำน้ำลงไปช่วยคุณพ่อปักเสาเข็มด้วยวิธีนี้มาแล้ว

แม้จะไม่มีแปลน แต่ก็มีช่างรู้ใจ และมีหลักการบูรณะที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า “ความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์” หรือ Imperfection is perfect

“ตอนที่ผมซ่อม ก็มีหลายคนบอกว่า ทำไมทำทั้งทีไม่ทำให้กริบไปเลย ทำไมไม่ดัดอาคารให้มันตรงล่ะ หรือเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อยกว่านี้อีกไหม ผมยืนยันคำเดียวเลยว่าไม่ ผมอยากได้ผนังหยาบ ๆ ผนังที่มองเห็นอิฐเดิมซ่อนอยู่ภายใน เห็นต้นไม้ขึ้นบนกำแพง อาคารจะเอียงก็ไม่เป็นไร แต่ต้องไม่เป็นอันตรายนะ ปูนจะแตก กระเบื้องจะวิ่น ปล่อยไว้แบบนั้น รักษาทุกอย่างให้คงสภาพเดิมมากที่สุด คือเรามีหน้าที่เพียงทำให้เขาแข็งแรงขึ้น อยู่ได้ต่อไปได้นาน ๆ เราต้องรักษาสิ่งที่ทั้งมนุษย์และธรรมชาติได้ร่วมกันสร้างสรรค์มาแต่เดิมให้ดีที่สุด”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

ฮงเซียงกงจัดเป็นการอนุรักษ์อาคารโบราณประเภท Adaptive Heritage หมายถึงการรักษาอาคารดั้งเดิมเอาไว้ให้คงอยู่ตามสภาพเดิมมากที่สุด แต่นำมาใช้ในวัตถุประสงค์ใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าอาคารนั้นมีอายุและสภาพเสียหายเกินกว่าจะนำกลับมาใช้งานตามวัตถุประสงค์เดิมได้อีกต่อไป

“ส่วนการนำวัตถุโบราณมาประดับนั้น เป็นการตกแต่งให้อาคารสวยงามยิ่งขึ้น การอนุรักษ์ฮงเซียงกงคือการเปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนโรงเลื่อยและโกดังโบราณ ให้กลายมาเป็นร้านกาแฟและแกลเลอรี่ วัตถุโบราณที่นำมาตกแต่งช่วยสร้างความรื่นรมย์ให้กับลูกค้าตามวัตถุประสงค์ใหม่ของที่นี่ด้วย” คุณตุ๊อธิบาย

ฮงเซียงกงประกอบไปด้วยอาคารโบราณ 6 หลังบนพื้นที่กว้าง การบูรณะใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 สิ้นสุดลงในเดือนเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2564 แล้วจึงนำวัตถุโบราณเข้ามาตกแต่ง พร้อมเก็บรายละเอียดจนเรียบร้อยก่อนเปิดให้บริการในเดือนเมษายนปีเดียวกัน

เรามาเดินไปพร้อม ๆ กันกับคุณตุ๊ เพื่อชมของขวัญชิ้นงามนี้ไปด้วยกัน

ร้านกาแฟ (Coffee Building)

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

เริ่มกันที่อาคารร้านกาแฟ อาคารสีครามฝรั่ง (Indigo Blue) ที่เป็นเสมือนห้องรับแขกของฮงเซียงกง

“อาคารกาแฟมีสภาพดีที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำ สิ่งแรกที่อยากชวนให้ชมคือผนังปูนซึ่งหนามาก ๆ ประมาณ 40 – 60 เซนติเมตร นี่คือลักษณะของอาคารสมัยก่อน”

 “สิ่งที่อยากชวนให้ใช้จินตนาการก็คือ เมื่อขุดลงไปใต้ดินจะเจอไหน้ำปลาวางเรียงไว้ทั่วบริเวณ เมื่อขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ จะเจอท่อนซุงวางเรียงกันอยู่อีกด้วย เมื่อก่อนช่างจะวางท่อนซุงไว้ล่างสุด ตามด้วยไหน้ำปลา ก่อนจะถมดินและเทปูนทับ” 

“สำหรับการบูรณะอาคารนั้น ผมแค่ทำให้แข็งแรงขึ้น ภายในผนังปูนจะมีตะแกรงเหล็กเสริมด้านใน ก็นำมาเคลือบกันสนิม เพื่อให้ใช้ได้นาน ๆ ส่วนผนังปูนก็ทำความสะอาด ส่วนไหนที่สึกหรอ ก็ฉาบให้อยู่ในลักษณะเดิมมากที่สุด ตรงไหนที่มีปูนกะเทาะ เราก็จะทำความสะอาดแบบค่อย ๆ เช็ดเบา ๆ จากนั้นเคลือบด้วยสีล่องหน เพื่อรักษาสภาพพื้นผิวเอาไว้”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“สิ่งที่ต้องเปลี่ยนใหม่ก็คือเสา 3 ต้น ซึ่งเดิมเป็นเสาขนาดเล็กมาก ผมก็ให้ช่างก่อเสาใหม่ เพื่อให้รองรับน้ำหนักได้มากขึ้น อีกอย่างคือกระเบื้องมุงหลังคา ซึ่งไม่อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ ซึ่งผมเลือกใช้กระเบื้องว่าว โดยสั่งจากโรงงานที่ทำตามวิธีแบบโบราณ”

ส่วนสีครามฝรั่งที่ใช้ฉาบอาคารนั้น เป็นสีที่คุณตุ๊เลือกใช้เพื่อให้ได้เฉดสีที่ใกล้เคียงกับสีต้นฉบับมากที่สุด ซึ่งการสืบค้นนั้น ได้มาจากรอยแตกของสีที่ปรากฏอยู่บนประตูบานพับหน้าอาคารนั่นเอง

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“ผมถมพื้นที่ให้สูงขึ้นไปเมตรกว่า ๆ ซึ่งเดิมอาคารนี้จะมีช่องลมเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาดใหญ่ติดตั้งอยู่เหนือประตู แต่พอถมพื้นที่สูงขึ้นมากขนาดนั้น ก็เลยต้องแกะช่องลมออก ไม่อย่างนั้นทางเข้าร้านจะเตี้ยมาก ๆ ส่วนช่องลมโบราณนั้น ผมย้ายไปตั้งแสดงไว้ในร้าน เวลามาซื้อกาแฟหรือสั่งขนม ก็อย่าลืมสังเกตนะครับ หรือจะมองขึ้นไปบนชั้นสองก็ได้ ช่องลมแบบโบราณยังติดอยู่เหมือนเดิม” 

คุณตุ๊ชี้เป้าให้แล้วนะครับ หากไปเยี่ยมฮงเซียงกง ก็อย่าลืมสังเกตดูนะครับ

เรือนไม้ (Wooden Hall)

เมื่อสั่งเครื่องดื่มและขนมที่ร้านกาแฟเรียบร้อยแล้ว ลูกค้ามักจะเดินเข้ามานั่งในเรือนไม้ ซึ่งเป็นบริเวณโปร่งโล่ง ใต้เพดานสูง รับลมแม่น้ำเย็นสบาย บางเวลายังมีดนตรีสดบรรเลงเพลงเพราะ ๆ ให้ฟังกันอีกด้วย

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“บริเวณนี้เป็นส่วนที่ผมต้องรื้อออก เพราะผุพังเสียหายหมด สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตคือเสาไม้จำนวน 18 ต้น ที่ค้ำหลังคาอยู่ล้อมรอบบริเวณนี้ เสาเหล่านี้เป็นเสาไม้แดง ขนาด 8 นิ้ว เป็นเสาที่ต้องสั่งมาใหม่ แต่วิธีฝังเสานั้น ผมขอเรียกว่าเป็นวิธีแฮนด์เมดครับ” คุณตุ๊อธิบาย 

วิธีการฝังเสาไม้นั้น ช่างพรได้เลือกใช้วิธีแบบโบราณ นั่นคือเปิดปากหลุมขนาดพอดีกับเสา แล้วค่อย ๆ โกยเศษดิน เศษอิฐ ฯลฯ ที่อยู่ในหลุมออกมาให้หมด แต่ละหลุมจะลึกราว ๆ 3 เมตร ที่สำคัญคือกระบวนการนี้ทำด้วยมือมนุษย์ทั้งสิ้น ปราศจากความช่วยเหลือจากเครื่องจักรใด ๆ จากนั้นจึงใช้รอกกดเสาลงไปในหลุม แล้วค่อยกลบดินอัดให้แน่น ก่อนโบกปูนรัดเสาอีกครั้ง

“ตอนผมเห็นพี่พรทำวิธีนี้ ผมยังถามพี่พรว่า “พี่ครับ นี่พี่จะไม่เอาเครื่องมาขุดหน่อยเหรอ ทำไมใช้มือล้วงล่ะครับ” (หัวเราะ) พี่พรก็บอกผมว่า “ไม่ต้องห่วง พ่อผมก็ทำแบบนี้เวลาสร้างและซ่อมบ้านโบราณ ทำวิธีนี้ดีแล้ว คุณตุ๊ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่พังแน่ (หัวเราะ)” สมเป็นงานแฮนด์เมดจริง ๆ

เพดานของเรือนไม้นั้นอยู่สูง จึงต้องมีการต่อเสาค้ำให้สูงพอดีด้วย ซึ่งช่างพรก็เลือกใช้วิธีโบราณเช่นกัน นั่นคือบากเสาไม้เป็นตัว L (แอล) แล้วนำเสาทั้งสองต้นมาสบกันให้สนิท ก่อนใช้สลักเหล็กยึดเข้าไว้ด้วยกัน เท่านี้ก็จะได้เสาค้ำสูงจรดเพดาน

ส่วนวัตถุโบราณที่ประดับบริเวณเรือนไม้นั้น 

“ต้องบันไดวนเลยครับ เป็นวัตถุโบราณที่ลูกค้าชอบที่สุด บันไดวนนี้มาจากพม่า อายุกว่าร้อยปี เป็นไม้สักทอง ผมชอบบันไดวนอันนี้มาก ลักษณะเด่นคือเป็นงานโคโลเนียล (Colonial) ที่สร้างอย่างประณีต ขอให้สังเกตแผ่นปิดใต้ขั้นบันไดนะครับ ช่างจะค่อย ๆ เอาไม้สักทีละแผ่นมาตัด ดัด รีด แล้วนำมาเรียงต่อ ๆ กันอย่างประณีต พี่พรบอกผมว่าบันไดวนแบบนี้อาจใช้เวลาสร้างตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี และเราอาจหาช่างทำงานไม้ลักษณะนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“บันไดวนจะเชื่อมกับระเบียง ซึ่งความจริงบริเวณนั้นไม่มีระเบียงมาแต่เดิมนะครับ ผมนำมาตกแต่งเพิ่มเติม โดยระเบียงนี้คุณพ่อคุณแม่ได้มาจากวังเก่า แล้วเข้ากันได้ดีกับดีไซน์ของบันไดวนมาก เมื่อจะนำระเบียงมาเชื่อมกับบันไดวนนั้น ตอนแรกผมก็กังวลกับเรื่องของความสูงว่าจะเข้ากันไหม ปรากฏว่าเกือบพอดี คือผมต้องเพิ่มบันไดวนขึ้นอีกเพียงขั้นเดียว ก็เชื่อมกับระเบียงได้อย่างลงตัว ผมไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Destiny หรือความฟลุ๊ก (หัวเราะ)”

บริเวณเรือนไม้เป็นมุมโปรดของลูกค้าหลายต่อหลายคน และเป็นบริเวณที่มีการบันทึกภาพและเผยแพร่กันในสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุดบริเวณหนี่งของร้าน

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

ฮงเฮาส์ (Hong House)

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“ฮงเฮาส์เป็นอาคาเก่าแก่ที่สุดและอยู่ใกล้ริมน้ำ สิ่งแรกที่ผมให้ความสำคัญคือเรื่องน้ำท่วม ผมเกรงว่าถ้าน้ำท่วมหนัก ๆ จะกระทบอาคารนี้ ตอนแรกผมคิดว่าจะถมดินและเทปูนเพื่อเพิ่มระดับพื้นที่ให้สูงขึ้น แต่ถ้าทำเช่นนั้น ห้องด้านล่างจะเตี้ยมาก ใช้การไม่ได้ ช่างก็เลยแนะนำว่าไม่ต้องถม ปล่อยส่วนนี้ให้เป็นแหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติ ริมแม่น้ำมีกำแพงที่กรุงเทพมหานครสร้างอยู่แล้ว ดังนั้น น้ำที่ไหลจากแม่น้ำเข้าสู่พื้นที่ตรง ๆ เลยแทบจะไม่มี แต่น้ำที่ไหลเอ่อขึ้นมาจากใต้ดินหรือจากท่อจะมีโอกาสเกิดขึ้นแน่ ๆ ผมกับช่างก็เลยออกแบบระบบท่อให้ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

ฮงเฮาส์เป็นอาคารประธานของพื้นที่ และเป็นบ้านหลังแรกที่เจ้าสัวสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ดังนั้นจึงใช้ไม้สักทองคุณภาพดีเยี่ยม และไม้อายุกว่า 200 ปีก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างดีจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับป้ายสีแดงประดับอักษรจีนอ่านออกเสียงว่า ‘ปอสือกี่’ ซึ่งเป็นป้ายประดับอาคารนี้มาแต่ดั้งเดิม

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

ฮงเฮาส์เป็นอาคารสำคัญที่สุด และคุณตุ๊ก็เลือกแสดงวัตถุโบราณที่มีคุณค่าทางจิตใจของสมาชิกในครอบครัวมากที่สุด

“บานประตูโบราณขนาดแปดแผ่นอายุกว่าร้อยปี เป็นของสะสมที่คุณพ่อคุณแม่รักมาก เก็บรักษามา 40 ปี สันนิษฐานว่าเคยตั้งอยู่ในบ้านของคหบดีจีนที่เมืองเฉาโจว”

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

เมืองเฉาโจวคือเมืองแต้จิ๋ว ตั้งอยู่ทางใต้ใกล้ ๆ มณฑลกวางตุ้ง บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนเดินทางมาจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น พื้นที่ของฮงเฮาส์จึงเน้นจัดแสดงศิลปวัตถุจากเมืองนี้ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับตึงหนังเกี้ยชาวไทย

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
งานศิลป์จากเฉาโจว (แต้จิ๋ว)

“นอกจากประตูแล้วก็มีหน้าต่างและไม้แกะสลักอื่น ๆ ความโดดเด่นของงานเฉาโจวคือฝีมือสลักอันประณีต มักเป็นภาพสลักที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตผู้คน หรือภาพอันเป็นมงคลอย่างมงคลแปดประการตามคติจีน แต้จิ๋วเป็นแหล่งไม้เอมซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน แกะสลักง่าย จึงสามารถสร้างสรรค์งานละเอียดเช่นนี้ และเพื่อรักษางานศิลป์บนไม้ให้อยู่ทน จึงลงแลคเกอร์ เล่นสีดำแดงตัดสีทองให้เด่นชัด”

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
งานศิลป์จากเวียดนาม

นอกจากงานศิลป์จากจีนแล้ว ยังมีเครื่องเรือนเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้จากเวียดนามที่ทำจากไม้ปุ่มประดู่ เป็นงานฝังไม้แทนฝังมุก อย่างที่นักสะสมเรียกกันว่างานอินเลด (Inlaid) และเป็นงานศิลป์ชิ้นสวยควรคู่อาคารสำคัญอย่างฮงเฮาส์เช่นกัน

ริเวอร์ รูม 1 และ 2 (River Room 1 & 2)

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

อาคารริเวอร์ รูม 1 เป็นอีกอาคารที่ใคร ๆ มาเห็นเข้าก็อยากบันทึกภาพ เพราะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นคลุมทั้งกำแพงและตัวตึก ดูสวยงามโดดเด่น ส่วนอาคารริเวอร์ รูม 2 นั้น มีจุดเด่นอยู่ที่ผนังปูนดั้งเดิม ซึ่งเป็นผนังปูนฉาบ เผยให้เห็นก้อนอิฐโบราณอยู่ภายใน การบูรณะอาคารริเวอร์ รูม ทั้ง 1 และ 2 นั้นถือว่าไม่ยาก เพียงแต่เสริมอาคารให้แข็งแรง และรักษาผนังดั้งเดิมเอาไว้ให้คงสภาพที่สุด สิ่งที่ท้าทายคือการผลิตหน้าต่างที่ปรับแต่งให้มีขนาดพิเศษ พอเหมาะสำหรับนำไปใส่บนผนัง ระหว่างแนวรากไม้อันระเกะระกะ

สิ่งที่น่าสนใจคือวัตถุโบราณที่นำมาจัดแสดง ซึ่งมาไกลจากอินเดียเลยทีเดียว

“เสาทั้งหมด 14 ต้นในริเวอร์ รูม 1 และ 2 เป็นวัตถุโบราณที่ผมก็ทึ่งว่านำมาประดับได้ลงตัวมาก ดูไม่ขัดตาเลย ทั้ง ๆ ที่ศิลปวัตถุอินเดียไม่น่าจะใช้ประดับอาคารแบบจีนได้ เสาอินเดียกลุ่มนี้มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือฐานเป็นหินแข็งมาก ๆ แล้วก็เสาไม้ทรงกลมมนท่อนใหญ่และหนักมาก ๆ ด้านบนสุดคือหัวเสา ซึ่งทำจากไม้สลักลวดลายละเอียดงดงาม ในอดีตเมื่อนำมาใช้งานจริง ๆ นั้น เขาก็แค่นำฐานมาตั้ง แล้ววางเสากับหัวเสาไว้บนฐานหิน ปล่อยให้น้ำหนักของหลังคากดทับลงมาเท่านั้น ไม่ต้องยึดส่วนประกอบด้วยเดือยแต่อย่างใด” 

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

“แต่เมื่อผมตัดสินใจนำเสาอินเดียมาตั้งประดับไว้ตรงนี้ ความสูงของอาคารนั้นเกินความสูงของเสา ผมก็เลยให้ช่างใช้เดือยเหล็กขนาดใหญ่เชื่อมฐานกับเสา และเชื่อมเสากับหัวเสาไว้ด้วยกัน ซึ่งตอนที่เจาะหินเพื่อใส่เดือยนั้นยากมาก เพราะเป็นหินที่แข็งสุด ๆ ช่างบอกผมว่ากว่าจะเจาะหินฝังเดือยได้สำเร็จ หัวเจาะหักไปไม่รู้เท่าไหร่ (หัวเราะ)” 

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

หน้าริเวอร์ รูม มีบริเวณให้ลูกค้านั่งเล่นมองแม่น้ำเจ้าพระยาเพลิน ๆ อยากกระซิบว่าโต๊ะและเก้าอี้ไม้ที่เตรียมไว้รับรองลูกค้านั้นก็ทำมาจากไม้โบราณที่ค้นพบอยู่ในพื้นที่ขณะทำการบูรณะ 

เรือนปั้นหยา (Gallery)

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

เรือนปั้นหยาเป็นอีกบริเวณที่เมื่อขุดลงไปใต้ดินแล้วพบไหน้ำปลาและซุงวางเรียงอยู่ทั่วไป อาคารนี้ถือว่าเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุด ชั้นล่างจัดสรรเป็นพื้นที่ใช้สอยสำหรับลูกค้า อย่างเช่นห้องน้ำ ส่วนชั้นบนเป็นแกเลอรีแสดงงานศิลป์

“การบูรณะเรือนปั้นหยาค่อนข้างยาก เพราะมีกำแพงที่อยู่ติดกับเรือนไม้ (Wooden Hall) แล้วมีต้นโพธิ์ขึ้นแทรกระหว่างกลาง เป็นต้นโพธิ์ที่ดันกำแพงจนแทบจะล้ม และปรากฏรอยร้าวไปทั่ว พี่พรเสนอว่าให้เสริมเหล็กเส้นใส่ไว้ในแนวกำแพง ช่วงที่รื้อกำแพงเพื่อเสริมเหล็กเส้นก็เก็บอิฐเดิมเอาไว้ด้วย แล้วพอใส่เหล็กเส้นเสร็จแล้ว จึงค่อย ๆ นำอิฐเดิมมาก่อคืนกลับไปทีละก้อน แล้วค่อยฉาบปูนทับให้แข็งแรงขึ้น”

สิ่งที่ควรสังเกตนั้นคือระเบียงบนชั้นสอง ซึ่งคุณตุ๊บอกว่าเป็นระเบียงที่ทำขึ้นพิเศษเพื่ออาคารโบราณหลังนี้

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

“ผมเลือกนำกระเบื้อปรุสีเขียวมาประดับบนระเบียงไม้ เป็นกระเบื้องปรุที่คุณพ่อสะสมมานานกว่า 50 ปี กระเบื้องปรุลักษณะนี้พบได้ทั่วไปในสถาปัตยกรรมจีน ทั้งหมดเป็นงานทำมือ จึงมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ไม่เท่ากันเป๊ะ ๆ นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักมาก เวลานำมาอัดลงบนเนื้อไม้ จำเป็นต้องเจียไม้และกระเบื้องให้มีขนาดพอดีกันทุก ๆ แผ่น เพื่อถ่ายน้ำหนักได้พอดี” 

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

ในแกลเลอรี่ยังแสดงโบราณวัตถุที่น่าสนใจอีกหลายชิ้น สิ่งที่เตะตาผมมากที่สุดคือดาวเพดาน ซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกไม้ และเคยประดับเพดานวัดในพม่ามาก่อน

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
ดาวเพดานตั้งเรียงอยู่ด้านซ้าย

เมนูแนะนำตำรับฮงเซียงกง

เมื่อดื่มด่ำกับอาคารเก่าและโบราณวัตถุที่นำมาแสดงอยู่ทั่วบริเวณฮงเซียงกงแล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะดื่มด่ำกับเมนูเครื่องดื่มและขนมที่มีไว้พร้อมบริการอยู่หลากหลายละลานตา

“เราพยายามสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มและอาหารที่ช่วยเล่าเรื่องราวย่านตลาดน้อย รวมทั้งความเป็นลูกหลานไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งถิ่นฐานและอาศัยอยู่ในย่านนี้เป็นหลัก ที่สำคัญคือครอบครัวเราชอบทานของอร่อย เราจึงทดลองเมนูต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแน่ใจว่าได้รสชาติที่ลงตัวที่สุด” คุณปุ่นและคุณทอง ผู้เป็นพี่สาวและน้องชายคุณตุ๊ ช่วยกันเล่า และผมก็เลยขอให้ช่วยคัดสรรเมนูเด็ดเพื่อแนะนำผู้อ่าน The Cloud สักหน่อย

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
กาแฟที่รินลงในถ้วยบรรจุเกล็ดน้ำแข็งที่ทำจากนมสด คือเมนู Icy Dirty พร้อมด้วยเครื่องดื่มและขนมต่าง ๆ
  • Taladnoi Orange Coffee น้ำส้มมะปี๊ดในโซดาซ่า ท็อปอัปด้วยอเมริกาโนช็อต เครื่องดื่มยอดฮิตที่ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี ส้มมะปี๊ดคือส้มลูกเล็ก มีรสเปรี้ยวนำ ที่เราคุ้นเคยกันดีในนาม ‘ส้มจี๊ด’ มีถิ่นกำเนิดจากจีน ชาวแต้จิ๋วเรียกส้มชนิดนี้ว่ากำกั๊ดหรือกิมกิก นอกจากรสอร่อยแล้ว ส้มยังเป็นผลไม้มงคลตามคติความเชื่อจีนอีกด้วย
  • Sieng Kong Pudding Tea เครื่องดื่มสุดป๊อปที่ลูกค้ารักลูกค้าหลง พุดดิ้งเต้าฮวยรสละมุน ผลิตจากวัตถุดิบระดับออร์แกนิก เข้ากันได้ดีกับชาไทยที่ใส่ไซรัปขิงหอมชื่นใจสไตล์จีน โรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายแดงและปาท่องโก๋ตัวเล็กให้กรุบกรอบสะดุ้งลิ้น เมนูเครื่องดื่มสร้างสรรค์ใหม่ที่ยังรักษาจุดเด่นดั้งเดิมของย่านตลาดน้อย
  • Sparkling Red Peach Tea ใครไม่ใช่คอชาหรือกาแฟคราวนี้มีเฮ น้ำเชื่อมสีแดงเข้มรสพีชจะนำความหวานหอมมาให้ เมื่อคนเคล้าให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับพรายฟองโซดา พีชคือผลท้ออันสื่อถึงความเป็นอมตะตามคติความเชื่อจีน สีแดงคือสีมงคลและเป็นสีที่เป็นภาพจำของย่านตลาดน้อยด้วยเช่นกัน
  • Icy Dirty คือเครื่องดื่มที่คอกาแฟผู้แคร์การถ่ายรูปลง IG จะต้องกรีดร้อง กาแฟคั่วกลางหอมกำลังดี มาในช็อตแก้วแยกต่างหากจากนมสดเข้มข้นที่แช่แข็งจนเกิดประกายเกล็ด เมื่อเทกาแฟระอุให้ไหลเอื่อย ๆ ลงสู่เกล็ดฟู ๆ ของนมสด ภาพที่สวยงามจะปรากฏจนอยากจะบันทึกเอาไว้ จะใช้เวลาถ่ายหรือโพสต์กันกี่รูปก็สบายใจ เพราะเกล็ดนมสดเย็นยะเยียบจะยังไม่ละลายหายไปง่าย ๆ เมื่อโพสต์ภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาละเลียดทีละคำ ความรู้สึกเหมือนดื่มด่ำไอศกรีมชั้นดี แถมยังนึกถึงร้านโกปี๊ กาแฟแบบโบราณคู่ย่านตลาดน้อยอีกด้วย
  • Flourless Orange Cake เค้กส้มไร้แป้งสาลีเพราะมีแป้งอัลมอนด์เป็นตัวชูโรง อัลมอนด์เป็นวัตถุดิบหลักในการทำเห่งยิ้ง เต๊ หรือน้ำอัลมอนด์ที่มีรสและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ชาวจีนนิยมดื่มเพื่อสุขภาพกันมารุ่นสู่รุ่น เมื่อนำเค้กเนื้ออัลมอนด์มาผสมผสานกับส้มหอมหวานจะน่าทานขนาดไหน แล้วส้มยังเป็นผลไม้ที่ใคร ๆ ก็มักนำมาไหว้ศาลเจ้ากันเสมอ เมนูนี้คือความอร่อยที่แฝงร่องรอยแห่งวัฒนธรรม
  • Custard Tart ด้วยแรงบันดาลใจจากทาร์ตไข่หน้าเหลืองนวล ที่มักเสิร์ฟมาเป็นของหวานล้างปากหลังติ่มซำมื้ออร่อยแบบแต้จิ๋ว ทางฮงเซียงกงจึงเลือกประดิดประดอยออกมาเป็นเมนู Custard Tart โดยคัดสรรไข่สด ๆ ทั้งฟองมาผสมกับน้ำเชื่อมวานิลลาที่จะพารสหวานหอมละมุนละไมมาให้คุณได้ดื่มด่ำ
  • Croffle with Cream Cheese นำแป้งครัวซองต์จากฝรั่งเศสมาผสมผสานกับวัตถุดิบชั้นดี แล้วอบในพิมพ์รวงผึ้งให้กลายร่างเป็นวาฟเฟิล เมื่อได้ที่แล้วเสริฟร้อน ๆ ทันที เพื่อให้ได้ลิ้มรสสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน เวลาทานให้ประจงป้ายครีมชีสนัว ๆ แล้วตัดรสด้วยมิกซ์เบอร์รี่ซอส พร้อมผลไม้สด เมนูนี้ต้องสั่งก่อนแล้วถึงลงมือทำเท่านั้น เพื่อการันตีความสด
เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
Custard Tart

ผมฟังคุณปุ่นและคุณทองร่ายมนต์เมนูเด็ดจนเคลิ้ม และแล้วก็มาถึงคำถามสุดท้ายที่ผมถามสองพี่น้องว่า อะไรคือประสบการณ์ของร้านฮงเซียงกงที่หาจากที่อื่นไม่ได้

“ฮงเซียงกงเป็นพื้นที่ที่เชื่อมคนหลายวัยเข้าด้วยกัน มาที่นี่จะพบคนทุกรุ่น ตั้งแต่อากง อาม่า ที่มากับพ่อ แม่ ลูก-หลานวัยรุ่น จนกระทั่งเด็กทารก อากงอาม่ามาเล่าให้ลูกหลานฟังถึงความทรงจำที่มีต่อสิ่งของต่าง ๆ ที่ท่านเคยใช้มาก่อน อย่างรถเจ๊กหรือรถลากที่เราจัดแสดงอยู่ มารำลึกถึงวันวานเมื่อวิ่งเล่นในย่านเยาวราช ตลาดน้อย เป็นการถ่ายทอดความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น” 

“โต๊ะหรือเก้าอี้แต่ละตัวเป็นของเก่าทั้งนั้น และเป็นของจริง เวลานั่งอาจมีโยกมีคลอนกันได้บ้าง เพราะเป็นเครื่องเรือนโบราณที่ยังใช้วิธีเข้าลิ่ม ไม่ได้ตอกตะปู และเราอยากให้ลูกค้าได้สัมผัสสิ่งของเหล่านี้ ถ้าโต๊ะหรือเก้าอี้ตัวไหนเริ่มคลอนมากเข้า ก็ฝากมาบอกเราด้วย จะได้รีบไปซ่อมให้ (หัวเราะ)” คุณทองกับคุณปุ่นช่วยกันตอบ

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
คุณปุ่น พี่สาวคนโต คุณทอง น้องชายคนเล็ก

ฮงเซียงกงบูรณะขึ้นโดยยึดหลักการที่ว่า “ความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์ – Imperfection is perfect” วันนี้ผมคิดว่าลูก ๆ ทั้งสามคนได้มอบของขวัญอันงดงามสมบูรณ์แบบให้กับคุณพ่อคุณแม่แล้ว ย่อมจะนำความภาคภูมิใจมาสู่ท่านอย่างแน่นอน

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
ฮงเซียงกงคือของขวัญสำหรับคุณพ่อและคุณแม่

“คุณแม่มาที่นี่แทบทุกวัน มานั่งดูผู้คน ซึมซับบรรยากาศ มาจนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของร้านไปแล้ว” วันนี้ฮงเซียงกงคือร้านกาแฟที่คุณแม่ปลื้มที่สุด ผมขออนุญาตบอกใบ้ให้นิดหนึ่งว่า ที่ประจำของคุณแม่นั้นอยู่ตรงบริเวณโถงเรือนไม้นะครับ ไปพบปะสนทนากับท่านได้”

นอกจากนี้ฮงเซียงกงยังเป็นของขวัญสำหรับผู้ที่หลงไหลในสถาปัตยกรรมเก่าอันงดงาม รวมทั้งโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าอีกด้วย สำหรับผม ฮงเซียงกงคือกรณีศึกษาเรื่อง Adaptive Heritage ที่สมควรได้รับคะแนนระดับ Perfect 10 !

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

1. คุณเย็นจิตต์ แช่ตั้ง – คุณอิม เจ้าของพื้นที่ฮงเซียงกง

2. คุณเดชา แซ่เบ๊ – คุณตุ๊ ผู้ก่อตั้งฮงเซียงกง

3. คุณเกศรินทร์ แซ่เบ๊ – คุณปุ่น ผู้ร่วมก่อตั้งฮงเซียงกง 

4. คุณทองดี แซ่เบ๊ – คุณทอง ผู้ร่วมก่อตั้งฮงเซียงกง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1. บทสัมภาษณ์ของคุณนวพร เรืองสกุล กรรมการสาขาเศรษฐศาสตร์ สภาวิจัยแห่งชาติ ในวีดิทัศน์เรื่องก้าวแรกสู่เส้นทางสายใหม่ จัดทำและเผยแพร่โดยธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2018 (www.youtube.com/watch?v=qjEQRdSBmQc)

2. บทความเรื่อง “นายหลิมจุนเบง” ผู้ใจบุญที่มั่งคั่ง ผจก.คนแรกของธนาคารมณฑล ก่อนเป็น “ธนาคารกรุงไทย” โดยคุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ เผยแพร่ในนิตยสารออนไลน์ศิลปวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2564 (นายหลิมจุนเบง ผจก.คนแรกของธนาคารมณฑล ก่อนเป็น ธนาคารกรุงไทย (silpa-mag.com))

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load