มัดถุงแกง มัดผม มัดเงินสด เอาไปร้อยทำหมากเก็บ หรือจะเอาไปทำเป็นอาวุธดีดใส่หน้าเพื่อน 

หนังยางคือสิ่งที่ดูเหมือนจะอยู่คู่โลกมนุษย์มานานแสนนาน จนราวกับว่ามันเกิดขึ้นมาพร้อมโลกมนุษย์ใบนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงก็คือ ครั้งหนึ่ง ‘หนังยาง’ หรือ ‘หนังสติก’ ที่เราทุกคนคุ้นเคย มันก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาก่อน เช่นเดียวกันกับหลายๆ สิ่งประดิษฐ์ในโลก

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
 มัด รัด ห่อ หนังยางทำได้ทุกสิ่งอย่าง

ถึงแม้การนึกภาพการมัดถุงแกงโดยไม่มีหนังยางจะยากมาก แต่คอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้ จะพาท่าน ขึ้นไทม์แมชชีนไปไกลหลายร้อยปี เพื่อไปย้อนรอยเส้นทางการเดินทางที่เริ่มต้นจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นของชนเผ่ามายัน ลงเรือข้ามมหาสมุทรไปหามันสมองของนักคิดค้นชาวอังกฤษ จนมาถึงวันนี้ วันที่วัตถุเส้นเล็กๆ ราคาไม่แพง ได้ปฏิวัติการมัด รัด ห่อ ไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ประโยชน์ของหนังยางที่มีมากมายสาธยายไม่รู้จบนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่คุณสมบัติและสรรพคุณของมันเอง ก็มีหลากหลายเช่นกัน ทั้งความหนา ความเหนียว และความยืิดหยุ่น ทำให้วัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้เป็นของคู่บ้าน คู่ชีวิตมวลมนุษยชาติ ติดตลาดไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว

แต่ในเส้นทางการตามหาจุดกำเนิดของหนังยางนี้เองที่ผู้เขียนค้นพบว่า การเคลมเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดยางนั้น มีการสู้รบ เปิดศึกถกเกียง ฟ้องร้องกันมากมาย

และนี่คือเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และลึกซึ้งของการ ‘ตามหาพ่อ’ ให้วัตถุด้อยค่าชิ้นเล็กๆ ที่อาจจะทำให้คุณอภิเชษฐ์สิ่งเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตมากขึ้นก็เป็นได้

3,000 ปีก่อนจะมีสิทธิบัตร

ย้อนไปเมื่อเกือบ 180 ปีก่อน ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1845 นักอุตสาหกรรมชาวอังกฤษชื่อว่า สตีเฟน เพอร์รี่ (Stephen Perry) ได้รับอนุมัติจดสิทธิบัตรการผลิตหนังยางจากการ Vulcanised หรือการที่ยางทำปฏิกิริยากับกำมะถันในปริมาณพอเหมาะที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดหลอมเหลวของกำมะถัน ทำให้ยางที่มาจากธรรมชาติมีคุณภาพคงตัวในอุณหภูมิต่างๆ มีความยืดหยุ่นได้ดีมากขึ้น จนตัวเขาเองก็ได้รับฉายาว่าเป็น ‘พ่อผู้ให้กำเนิดหนังยาง’ และครองพื้นที่ของวงการหนังยางโลกมาโดยตลอด

แต่ความเป็นจริงก็คือ ตัวของ สตีเฟน เพอร์รี่ ก็ไม่ได้อยู่ดีๆ นั่งทางใน นึกคิดค้นสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกได้เอง โดยไม่มีอะไรมาบันดาลใจหรือจุดประกายความคิดให้เขา

สตีเฟน เพอร์รี่ กับคู่หูวิศวกรของเขา โทมัส บาร์นาบาส ดาฟต์ (Thomas Barnabas Daft) ชาวลอนดอนทั้งคู่ ได้รับสิทธิบัตรการจดทะเบียนการผลิตหนังยางเพื่อมัด ห่อ รัด ในระบบอุตสาหกรรม แต่จริงๆ แล้ว ก่อนหน้า ค.ศ. 1845 นั้น ‘ยางวง’ ถูกนำมาใช้แค่การมัดห่อหนังสือพิมพ์และกระดาษทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกันจากการผลิตง่ายๆ ด้วยการเอาน้ำยางธรรมชาติไหลผ่านท่อแคบๆ แล้วเอามาตัดให้เป็นเส้นหนังยางที่เราทุกคนคุ้นเคยกันในทุกวันนี้เพียงแค่นั้น

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
หนังยางที่เราทุกคนคุ้นเคยกันในทุกวันนี้

จุดกำเนิดแห่งความเหนียว

เรื่องของเรื่องก็คือ จริงๆ แล้วไอ้เทคนิคการ Vulcanised ยางมันถูกค้นพบโดย ชาลส์ กู๊ดเยียร์ (Charles Goodyear) และ โทมัส แฮนค็อก (Thomas Hancock) นักคิดค้นในรุ่นเดียวกันช่วงนั้นต่างหาก และทั้งสองค่ายนี้เอง ก็มีการถกเถียงกันตลอดเวลา ว่าใครกันแน่คือพ่อของทุกสถาบันยาง 

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
Charles Nelson Goodyear

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวนี้น่าสนใจเข้าไปอีก ก็คือนาย สตีเฟน เพอร์รี่ คนนี้ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปถ่าย แม้แต่ในโลกที่มี Google แล้วก็ยังไม่สามารถสืบค้นเจอ รู้แต่เพียงว่า พ่อของเขา นาย เจมส์ เพอร์รี่ (James Perry) นั้น ผลิตปากกาเหล็กในตำนาน จนคนทั้งโลกเรียกปากกาชนิดนี้ว่า ‘Perry Pen’ หลังจากนั้นเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต สตีเฟนก็เข้ามารับช่วงต่อและขยายสายการผลิตมาที่การผลิตหนังยาง จนได้รับสิทธิบัตรในที่สุด

แล้วจริงๆ ใครคือคนคิดค้นต้นตำรับหนังยางคนแรกกันแน่ ระหว่าง ชาลส์ กู๊ดเยียร์, โทมัส แฮนค็อก หรือสตีเฟน เพอร์รี่

คำตอบคือ ผิดทุกข้อ

สูตรลับตำรับชนเผ่า

เพิ่งมีการค้นพบไม่นานนี้เองว่า ชาวเมโสอเมริกัน ซึ่งได้แก่ ชนเผ่า แอซเทก โอลแมก และมายัน ได้คิดค้นยางธรรมชาติเพื่อใช้รัดสิ่งของต่างๆ มานานหลายพันปีแล้ว 

พวกเขาใช้น้ำยางพาราผสมกับน้ำจากต้น Morning Glory เพื่อทำให้ยางนั้นแข็งตัว แล้วเอามาทำรองเท้า จนไปถึงเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งการทำให้ยางมีสภาพเหนียวและแข็งตัวของชาวพื้นเมืองเหล่านี้ คล้ายกับกระบวนการ Vulcanised ของนายกู๊ดเยียร์มากถึงมากที่สุด

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
Charles Nelson Goodyear กับห้องทดลองของเขา

เมื่อนักสำรวจชาวสเปนเข้าไปค้นพบชนเผ่าเหล่านี้ใน ค.ศ. 1600 พวกเขาจึงเริ่มทราบความเจ๋งและอรรถประโยชน์ของยางยืดเหล่านี้ หลังจากนั้นเมื่อนักสำรวจชาวฝรั่งเศสเข้าไปเจอยางอีกครั้งใน ค.ศ. 1740 ก็จึงตั้งชื่อมันว่า Caoutchouc ซึ่งเทียบได้กับคำว่า Latex ในภาษาอังกฤษ 

แต่แม้กระทั่งนักสำรวจชาวฝรั่งเศสเอง ก็ไม่รู้ว่าส่วนผสมลับข้างในนั้น มันมีอะไรบ้าง 

คำว่า Rubber หรือยางนั้น จริงๆ มาถูกตั้งตอน ค.ศ. 1770 เมื่อนักเคมีชาวอังกฤษ โจเซฟ พริสต์ลีย์ (Joseph Priestley) (ผู้ซึ่งมีประวัติน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเขาคือคนค้นพบ Oxygen) เขาเจอว่าไอ้เจ้ายางนี้มันใช้ลบรอยดินสอได้ จึงเรียกมันว่า Rubber หรือแปลทื่อๆ แต่เท่เป็นไทยว่า ‘นักลบ’ หรือสิ่งที่เอาไว้ใช้ลบ (ยางลบ) ตั้งแต่ปลายช่วง ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา ยางจึงถูกเรียกว่า Rubber ง่ายๆ เช่นนั้น

ศึกรบแย่งยาง

ใน ค.ศ. 1819 โทมัส แฮนค็อก ชาวอังกฤษ กำลังช่วยพี่ชายหาวิธีทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าของพวกเขาเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่เปียก เขาจึงเริ่มหันมาสนใจยางเพื่อเคลือบกันน้ำ ทั้งถุงมือ รองเท้า และถุงเท้า หลังจากนั้น เมื่อเขาเริ่มใช้ยางในกระบวนการผลิตมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ยางที่เป็นของเหลือในโรงงานก็กองพะเนิน เหลือทิ้งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

โทมัสจึงคิดค้นเครื่องที่ฉีกเศษยางออกเป็นส่วนๆ แล้วก็เอาเศษชิ้นเล็กๆ นั้นไปอัดรวมกัน แล้วพิมพ์ใส่แม่พิมพ์เป็นรูปร่างอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ

หนึ่งในแม่พิมพ์ที่เขาเคยทำคือท่อวงกลม คล้ายคลึงกับยางวงเป๊ะๆ แต่ตัวเขานั้นยังไม่ได้ตีฆ้องร้องป่าว ทำการตลาดให้กับสิ่งประดิษฐ์นี้ใดๆ ประกอบกับตอนนั้นยังไม่มีเทคนิค Valcanised ยางวงที่เขาคิดจึง ‘เดี๋ยวก็แข็ง เดี๋ยวก็อ่อน’ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในแต่ละวัน ตัวเขาจึงไม่ได้คิดว่าจะจดสิทธิบัตรใดๆ โดยกะว่าจะเก็บกระบวนการเหล่านี้ให้เป็นความลับของโรงงานก็เท่านั้น ซึ่งนั่นเอง คือความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง

โทมัสเก็บงำความลับของเขากับไอ้เจ้าเครื่องฉีดเศษยางนี้ไว้หลายสิบปี จนเขาเริ่มพัฒนาเทคนิคในการผลิตสินค้าจากยางออกมาได้มากมาย และครองตลาดได้อย่างโดดเด่นเป็นเวลาเกือบ 20 ปี

จนกระทั่งคู่อริตลอดการของเขา โผล่มาในโลกของยางในที่สุด

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
กระบวนการ Volcanisation ยางนี้ใช้กับอุตสาหกรรมยางรถยนต์เช่นกัน

การคิดค้นจากคนคุก

ใน ค.ศ. 1833 ชาลส์ กู๊ดเยียร์ ติดคุกเพราะว่าไม่ยอมจ่ายหนี้ และในคุกนี่เอง ที่เขาพยายามทดลองทำงานกับยางอินเดีย (อย่าถามผู้เขียนว่า ทำไม อย่างไร เดาได้แค่ว่าคนคุกคงจะมีเวลาว่างเยอะมาก) หลังจากนั้นอีกหลายปี หลังจากที่เขาพ้นโทษ เขากับเพื่อนนักเคมีจึงช่วยกันคิดค้นเทคนิค Valcanised ยางขึ้น ด้วยการผสมกำมะถันเข้าไปในกระบวนการทำความร้อน เพื่อให้ยางมีความแข็งอยู่ตัวแต่ยังเหนียวอยู่ ซึ่งพวกเขาทั้งสองคนก็ใช้เวลาพัฒนาอยู่หลายปีจนเทคนิคสมบูรณ์แบบ

ชาลส์ กู๊ดเยียร์ ร้องยูเรก้า และตระเวนจดสิทธิบัตรทั่วอเมริกา หลังจากนั้นจึงเริ่มข้ามน้ำข้ามสมุทรไปทวีปอังกฤษ หวังจะจดสิทธิบัตรที่นั่นด้วย และก็ได้ค้นพบว่าไม่สามารถทำได้ เพราะสิทธิบัตรนี้โดน โทมัส แฮนค็อก ปาดหน้าเค้กไปเรียบร้อยแล้ว

ใครกันแน่คือพ่อของยาง

ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกู๊ดเยียร์และแฮนค็อก ก็คือเรื่องของการ Valcanisation ว่า ตกลงแล้วใครคือคนแรกที่คิดค้นสิ่งนี้ขึ้นกันแน่ บ้างก็ว่าแฮนค็อกแอบซื้อตัวอย่างของกู๊ดเยียร์ แล้วไปดัดแปลงวิธีการเล็กน้อย

ที่แน่ๆ คือ การปาดหน้าเค้กครั้งนี้ทำให้ ชาลส์ กู๊ดเยียร์ ไม่สามารถจดสิทธิบัตรในประเทศอังกฤษ และสุดท้าย ผู้ชนะของสงครามการทำให้ยางแข็งแต่ยืดหยุ่นนี้ ได้แก่ แฮนค็อก ซึ่งถือเป็นการปาดหน้าเค้กราคาแพงมหาศาลสำหรับกู๊ดเยียร์ ซึ่งจริงๆ แล้วหวังจะได้ค่าลิขสิทธ์จากทั้งแฮนค็อกและผู้นำในอุตสาหกรรมยางคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ

เรื่องเศร้าของบทเรียนครั้งนี้ คือ  ชาลส์ กู๊ดเยียร์ เสียชีวิตใน ค.ศ. 1860 หลังจากที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของลูกสาวของเขาเอง และมีหนี้สินท่วมท้นทิ้งไว้ให้ญาติจำนวนกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถึงแม้ว่า ชัยชนะของสิทธิบัตรการ Valcanisation ยาง จะตกเป็นของแฮนค็อก แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สิ้นพ้นเวรกรรม เนื่องจากคู่อริคนใหม่ ซึ่งได้แก่ นาย สตีเฟน เพอร์รี่ ผู้ซึ่งแม้แต่ Google ก็ไม่รู้ว่าขี้หน้าค่าตาของเขาเป็นอย่างไร ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
หมากเก็บยางวงหลากสีสัน ที่ใครจะไปเชื่อว่าประวัติศาสตร์ของมันนั้นเข้มข้นกว่าที่คิด

หลังจากที่ สตีเฟน เพอร์รี่ จดสิทธิบัตรยางวง หนังยาง หนังสติก ได้สำเร็จ โลกของการมัด ห่อ รัด ของ ก็ตกเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์ในที่สุด

มัดโลกทั้งใบ ไว้ด้วยกัน

สรุปว่าพ่อของหนังยางนั้นมีหลายคน ตั้งแต่ชนเผ่าแอซเทก มายัน จวบจนนักท่องมหาสมุทรชาวฝรั่งเศส นักเคมีชาวอังกฤษ และนักธุรกิจ นักคิดค้น อีกหลายต่อหลายคน ที่ล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในการคิดวัตถุปลายตาอย่างหนังยาง ชิ้นเล็กๆ ที่แค่มอง เราก็จะเห็นมันอยู่ใกล้ๆ ตัวได้ไม่ยาก

ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมหนังยางนั้นถูกครอบครองและชี้นำด้วยนาย วิลเลียม สเปนเซอร์ (William Spencer) ผู้ก่อตั้งสมาพันธ์ยางจำกัด หรือ Alliance Rubber Company ในสหรัฐอเมริกา และถือเป็นผู้ผลิตหนังยางรายใหญ่ที่สุดของโลก

หนึ่งในสโลแกนบริษัทของเขาก็คือ “Holding your World together” หรือแปลเป็นไทยสวยๆ ว่า “มัดโลกของคุณไว้ด้วยกัน” ซึ่งในวันที่โลกและสังคมถูก Polarized หรือแบ่งออกเป็นฝ่ายๆ นั้น ผู้เขียนแอบอดคิดไม่ได้ว่า ต้องใช้หนังยาง เหนียว ยืด ใหญ่ ขนาดไหน ถึงจะมัดคนทั้งโลกรวมไว้ด้วยกันได้

การเมือง เศรษฐกิจ และขั้วความคิดที่หลากหลายของโลกปัจจุบันนั้นชวนให้หวั่นใจ และวันนี้เราทุกคนเองก็ยังไม่รู้ว่า แสงสว่างที่ปลายถ้ำ จะสาดส่องมาวันไหน และแน่นอนว่า การเป็นคนแรก คนถางหญ้า หรือคนที่ลุกขึ้นมาสร้างสิ่งใหม่ๆ ต่อสู้ในความคิด ความเชื่อ ของตัวเองนั้นยากเสมอ

ถึงกระนั้น ถ้าผู้เขียนจะต้องจบบทความนี้แบบ ‘ฟีลกู้ด’ ก็คงจะต้องหยิบยกคำพูดของ ชาลส์​ กู๊ดเยียร์ ในวันที่เขา พ่ายแพ้ ติดหนี้ติดสินทุกอย่าง จากการไม่สามารถเคลมความเป็นผู้ให้กำเนิดหนังยางได้อย่างที่เขาควรจะเป็น 

“In reflecting upon the past, as relates to these branches of industry, the writer is not disposed to repine, and say that he has planted, and others have gathered the fruits. The advantages of a career in life should not be estimated exclusively by the standard of dollars and cents, as is too often done. Man has just cause for regret when he sows and no one reaps.”

“หากเราต้องมองย้อนกลับไปในอดีต เพื่อค้นหาแง่มุมต่างๆ ของอุตสาหกรรมและวงการนี้ ‘ผู้นำ’ ไม่ควรคิดเสียใจที่ผลไม้ของการเพาะหว่านของเขานั้นถูกเก็บเกี่ยวด้วยฝีมือคนอื่น ความภาคภูมิใจแห่งอาชีพของนักเพาะหว่านนั้น ไม่ควรถูกตัดสินด้วยความสำเร็จของเบี้ย สิน เงิน ทอง อย่างที่มันมักจะเกิดขึ้น หากแต่เขาผู้นั้น ควรจะเสียใจซะด้วยซ้ำ หากผลผลิตที่เขาลงมือเพาะหว่านเองนั้นงอกเงย แต่ไม่มีใครเก็บเกี่ยวมันต่างหาก”

ข้อมูลอ้างอิง

www. Gizmodo.com

www.k-online.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load