มัดถุงแกง มัดผม มัดเงินสด เอาไปร้อยทำหมากเก็บ หรือจะเอาไปทำเป็นอาวุธดีดใส่หน้าเพื่อน 

หนังยางคือสิ่งที่ดูเหมือนจะอยู่คู่โลกมนุษย์มานานแสนนาน จนราวกับว่ามันเกิดขึ้นมาพร้อมโลกมนุษย์ใบนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงก็คือ ครั้งหนึ่ง ‘หนังยาง’ หรือ ‘หนังสติก’ ที่เราทุกคนคุ้นเคย มันก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาก่อน เช่นเดียวกันกับหลายๆ สิ่งประดิษฐ์ในโลก

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
 มัด รัด ห่อ หนังยางทำได้ทุกสิ่งอย่าง

ถึงแม้การนึกภาพการมัดถุงแกงโดยไม่มีหนังยางจะยากมาก แต่คอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้ จะพาท่าน ขึ้นไทม์แมชชีนไปไกลหลายร้อยปี เพื่อไปย้อนรอยเส้นทางการเดินทางที่เริ่มต้นจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นของชนเผ่ามายัน ลงเรือข้ามมหาสมุทรไปหามันสมองของนักคิดค้นชาวอังกฤษ จนมาถึงวันนี้ วันที่วัตถุเส้นเล็กๆ ราคาไม่แพง ได้ปฏิวัติการมัด รัด ห่อ ไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ประโยชน์ของหนังยางที่มีมากมายสาธยายไม่รู้จบนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่คุณสมบัติและสรรพคุณของมันเอง ก็มีหลากหลายเช่นกัน ทั้งความหนา ความเหนียว และความยืิดหยุ่น ทำให้วัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้เป็นของคู่บ้าน คู่ชีวิตมวลมนุษยชาติ ติดตลาดไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว

แต่ในเส้นทางการตามหาจุดกำเนิดของหนังยางนี้เองที่ผู้เขียนค้นพบว่า การเคลมเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดยางนั้น มีการสู้รบ เปิดศึกถกเกียง ฟ้องร้องกันมากมาย

และนี่คือเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และลึกซึ้งของการ ‘ตามหาพ่อ’ ให้วัตถุด้อยค่าชิ้นเล็กๆ ที่อาจจะทำให้คุณอภิเชษฐ์สิ่งเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตมากขึ้นก็เป็นได้

3,000 ปีก่อนจะมีสิทธิบัตร

ย้อนไปเมื่อเกือบ 180 ปีก่อน ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1845 นักอุตสาหกรรมชาวอังกฤษชื่อว่า สตีเฟน เพอร์รี่ (Stephen Perry) ได้รับอนุมัติจดสิทธิบัตรการผลิตหนังยางจากการ Vulcanised หรือการที่ยางทำปฏิกิริยากับกำมะถันในปริมาณพอเหมาะที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดหลอมเหลวของกำมะถัน ทำให้ยางที่มาจากธรรมชาติมีคุณภาพคงตัวในอุณหภูมิต่างๆ มีความยืดหยุ่นได้ดีมากขึ้น จนตัวเขาเองก็ได้รับฉายาว่าเป็น ‘พ่อผู้ให้กำเนิดหนังยาง’ และครองพื้นที่ของวงการหนังยางโลกมาโดยตลอด

แต่ความเป็นจริงก็คือ ตัวของ สตีเฟน เพอร์รี่ ก็ไม่ได้อยู่ดีๆ นั่งทางใน นึกคิดค้นสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกได้เอง โดยไม่มีอะไรมาบันดาลใจหรือจุดประกายความคิดให้เขา

สตีเฟน เพอร์รี่ กับคู่หูวิศวกรของเขา โทมัส บาร์นาบาส ดาฟต์ (Thomas Barnabas Daft) ชาวลอนดอนทั้งคู่ ได้รับสิทธิบัตรการจดทะเบียนการผลิตหนังยางเพื่อมัด ห่อ รัด ในระบบอุตสาหกรรม แต่จริงๆ แล้ว ก่อนหน้า ค.ศ. 1845 นั้น ‘ยางวง’ ถูกนำมาใช้แค่การมัดห่อหนังสือพิมพ์และกระดาษทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกันจากการผลิตง่ายๆ ด้วยการเอาน้ำยางธรรมชาติไหลผ่านท่อแคบๆ แล้วเอามาตัดให้เป็นเส้นหนังยางที่เราทุกคนคุ้นเคยกันในทุกวันนี้เพียงแค่นั้น

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
หนังยางที่เราทุกคนคุ้นเคยกันในทุกวันนี้

จุดกำเนิดแห่งความเหนียว

เรื่องของเรื่องก็คือ จริงๆ แล้วไอ้เทคนิคการ Vulcanised ยางมันถูกค้นพบโดย ชาลส์ กู๊ดเยียร์ (Charles Goodyear) และ โทมัส แฮนค็อก (Thomas Hancock) นักคิดค้นในรุ่นเดียวกันช่วงนั้นต่างหาก และทั้งสองค่ายนี้เอง ก็มีการถกเถียงกันตลอดเวลา ว่าใครกันแน่คือพ่อของทุกสถาบันยาง 

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
Charles Nelson Goodyear

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวนี้น่าสนใจเข้าไปอีก ก็คือนาย สตีเฟน เพอร์รี่ คนนี้ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปถ่าย แม้แต่ในโลกที่มี Google แล้วก็ยังไม่สามารถสืบค้นเจอ รู้แต่เพียงว่า พ่อของเขา นาย เจมส์ เพอร์รี่ (James Perry) นั้น ผลิตปากกาเหล็กในตำนาน จนคนทั้งโลกเรียกปากกาชนิดนี้ว่า ‘Perry Pen’ หลังจากนั้นเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต สตีเฟนก็เข้ามารับช่วงต่อและขยายสายการผลิตมาที่การผลิตหนังยาง จนได้รับสิทธิบัตรในที่สุด

แล้วจริงๆ ใครคือคนคิดค้นต้นตำรับหนังยางคนแรกกันแน่ ระหว่าง ชาลส์ กู๊ดเยียร์, โทมัส แฮนค็อก หรือสตีเฟน เพอร์รี่

คำตอบคือ ผิดทุกข้อ

สูตรลับตำรับชนเผ่า

เพิ่งมีการค้นพบไม่นานนี้เองว่า ชาวเมโสอเมริกัน ซึ่งได้แก่ ชนเผ่า แอซเทก โอลแมก และมายัน ได้คิดค้นยางธรรมชาติเพื่อใช้รัดสิ่งของต่างๆ มานานหลายพันปีแล้ว 

พวกเขาใช้น้ำยางพาราผสมกับน้ำจากต้น Morning Glory เพื่อทำให้ยางนั้นแข็งตัว แล้วเอามาทำรองเท้า จนไปถึงเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งการทำให้ยางมีสภาพเหนียวและแข็งตัวของชาวพื้นเมืองเหล่านี้ คล้ายกับกระบวนการ Vulcanised ของนายกู๊ดเยียร์มากถึงมากที่สุด

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
Charles Nelson Goodyear กับห้องทดลองของเขา

เมื่อนักสำรวจชาวสเปนเข้าไปค้นพบชนเผ่าเหล่านี้ใน ค.ศ. 1600 พวกเขาจึงเริ่มทราบความเจ๋งและอรรถประโยชน์ของยางยืดเหล่านี้ หลังจากนั้นเมื่อนักสำรวจชาวฝรั่งเศสเข้าไปเจอยางอีกครั้งใน ค.ศ. 1740 ก็จึงตั้งชื่อมันว่า Caoutchouc ซึ่งเทียบได้กับคำว่า Latex ในภาษาอังกฤษ 

แต่แม้กระทั่งนักสำรวจชาวฝรั่งเศสเอง ก็ไม่รู้ว่าส่วนผสมลับข้างในนั้น มันมีอะไรบ้าง 

คำว่า Rubber หรือยางนั้น จริงๆ มาถูกตั้งตอน ค.ศ. 1770 เมื่อนักเคมีชาวอังกฤษ โจเซฟ พริสต์ลีย์ (Joseph Priestley) (ผู้ซึ่งมีประวัติน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเขาคือคนค้นพบ Oxygen) เขาเจอว่าไอ้เจ้ายางนี้มันใช้ลบรอยดินสอได้ จึงเรียกมันว่า Rubber หรือแปลทื่อๆ แต่เท่เป็นไทยว่า ‘นักลบ’ หรือสิ่งที่เอาไว้ใช้ลบ (ยางลบ) ตั้งแต่ปลายช่วง ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา ยางจึงถูกเรียกว่า Rubber ง่ายๆ เช่นนั้น

ศึกรบแย่งยาง

ใน ค.ศ. 1819 โทมัส แฮนค็อก ชาวอังกฤษ กำลังช่วยพี่ชายหาวิธีทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าของพวกเขาเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่เปียก เขาจึงเริ่มหันมาสนใจยางเพื่อเคลือบกันน้ำ ทั้งถุงมือ รองเท้า และถุงเท้า หลังจากนั้น เมื่อเขาเริ่มใช้ยางในกระบวนการผลิตมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ยางที่เป็นของเหลือในโรงงานก็กองพะเนิน เหลือทิ้งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

โทมัสจึงคิดค้นเครื่องที่ฉีกเศษยางออกเป็นส่วนๆ แล้วก็เอาเศษชิ้นเล็กๆ นั้นไปอัดรวมกัน แล้วพิมพ์ใส่แม่พิมพ์เป็นรูปร่างอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ

หนึ่งในแม่พิมพ์ที่เขาเคยทำคือท่อวงกลม คล้ายคลึงกับยางวงเป๊ะๆ แต่ตัวเขานั้นยังไม่ได้ตีฆ้องร้องป่าว ทำการตลาดให้กับสิ่งประดิษฐ์นี้ใดๆ ประกอบกับตอนนั้นยังไม่มีเทคนิค Valcanised ยางวงที่เขาคิดจึง ‘เดี๋ยวก็แข็ง เดี๋ยวก็อ่อน’ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในแต่ละวัน ตัวเขาจึงไม่ได้คิดว่าจะจดสิทธิบัตรใดๆ โดยกะว่าจะเก็บกระบวนการเหล่านี้ให้เป็นความลับของโรงงานก็เท่านั้น ซึ่งนั่นเอง คือความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง

โทมัสเก็บงำความลับของเขากับไอ้เจ้าเครื่องฉีดเศษยางนี้ไว้หลายสิบปี จนเขาเริ่มพัฒนาเทคนิคในการผลิตสินค้าจากยางออกมาได้มากมาย และครองตลาดได้อย่างโดดเด่นเป็นเวลาเกือบ 20 ปี

จนกระทั่งคู่อริตลอดการของเขา โผล่มาในโลกของยางในที่สุด

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
กระบวนการ Volcanisation ยางนี้ใช้กับอุตสาหกรรมยางรถยนต์เช่นกัน

การคิดค้นจากคนคุก

ใน ค.ศ. 1833 ชาลส์ กู๊ดเยียร์ ติดคุกเพราะว่าไม่ยอมจ่ายหนี้ และในคุกนี่เอง ที่เขาพยายามทดลองทำงานกับยางอินเดีย (อย่าถามผู้เขียนว่า ทำไม อย่างไร เดาได้แค่ว่าคนคุกคงจะมีเวลาว่างเยอะมาก) หลังจากนั้นอีกหลายปี หลังจากที่เขาพ้นโทษ เขากับเพื่อนนักเคมีจึงช่วยกันคิดค้นเทคนิค Valcanised ยางขึ้น ด้วยการผสมกำมะถันเข้าไปในกระบวนการทำความร้อน เพื่อให้ยางมีความแข็งอยู่ตัวแต่ยังเหนียวอยู่ ซึ่งพวกเขาทั้งสองคนก็ใช้เวลาพัฒนาอยู่หลายปีจนเทคนิคสมบูรณ์แบบ

ชาลส์ กู๊ดเยียร์ ร้องยูเรก้า และตระเวนจดสิทธิบัตรทั่วอเมริกา หลังจากนั้นจึงเริ่มข้ามน้ำข้ามสมุทรไปทวีปอังกฤษ หวังจะจดสิทธิบัตรที่นั่นด้วย และก็ได้ค้นพบว่าไม่สามารถทำได้ เพราะสิทธิบัตรนี้โดน โทมัส แฮนค็อก ปาดหน้าเค้กไปเรียบร้อยแล้ว

ใครกันแน่คือพ่อของยาง

ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกู๊ดเยียร์และแฮนค็อก ก็คือเรื่องของการ Valcanisation ว่า ตกลงแล้วใครคือคนแรกที่คิดค้นสิ่งนี้ขึ้นกันแน่ บ้างก็ว่าแฮนค็อกแอบซื้อตัวอย่างของกู๊ดเยียร์ แล้วไปดัดแปลงวิธีการเล็กน้อย

ที่แน่ๆ คือ การปาดหน้าเค้กครั้งนี้ทำให้ ชาลส์ กู๊ดเยียร์ ไม่สามารถจดสิทธิบัตรในประเทศอังกฤษ และสุดท้าย ผู้ชนะของสงครามการทำให้ยางแข็งแต่ยืดหยุ่นนี้ ได้แก่ แฮนค็อก ซึ่งถือเป็นการปาดหน้าเค้กราคาแพงมหาศาลสำหรับกู๊ดเยียร์ ซึ่งจริงๆ แล้วหวังจะได้ค่าลิขสิทธ์จากทั้งแฮนค็อกและผู้นำในอุตสาหกรรมยางคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ

เรื่องเศร้าของบทเรียนครั้งนี้ คือ  ชาลส์ กู๊ดเยียร์ เสียชีวิตใน ค.ศ. 1860 หลังจากที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของลูกสาวของเขาเอง และมีหนี้สินท่วมท้นทิ้งไว้ให้ญาติจำนวนกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถึงแม้ว่า ชัยชนะของสิทธิบัตรการ Valcanisation ยาง จะตกเป็นของแฮนค็อก แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สิ้นพ้นเวรกรรม เนื่องจากคู่อริคนใหม่ ซึ่งได้แก่ นาย สตีเฟน เพอร์รี่ ผู้ซึ่งแม้แต่ Google ก็ไม่รู้ว่าขี้หน้าค่าตาของเขาเป็นอย่างไร ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น

เสาะหาบิดาของ ‘หนังยางวง’ วัตถุเหนียวยืดที่มัด รัด ห่อ และยึดโยงโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน
หมากเก็บยางวงหลากสีสัน ที่ใครจะไปเชื่อว่าประวัติศาสตร์ของมันนั้นเข้มข้นกว่าที่คิด

หลังจากที่ สตีเฟน เพอร์รี่ จดสิทธิบัตรยางวง หนังยาง หนังสติก ได้สำเร็จ โลกของการมัด ห่อ รัด ของ ก็ตกเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์ในที่สุด

มัดโลกทั้งใบ ไว้ด้วยกัน

สรุปว่าพ่อของหนังยางนั้นมีหลายคน ตั้งแต่ชนเผ่าแอซเทก มายัน จวบจนนักท่องมหาสมุทรชาวฝรั่งเศส นักเคมีชาวอังกฤษ และนักธุรกิจ นักคิดค้น อีกหลายต่อหลายคน ที่ล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในการคิดวัตถุปลายตาอย่างหนังยาง ชิ้นเล็กๆ ที่แค่มอง เราก็จะเห็นมันอยู่ใกล้ๆ ตัวได้ไม่ยาก

ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมหนังยางนั้นถูกครอบครองและชี้นำด้วยนาย วิลเลียม สเปนเซอร์ (William Spencer) ผู้ก่อตั้งสมาพันธ์ยางจำกัด หรือ Alliance Rubber Company ในสหรัฐอเมริกา และถือเป็นผู้ผลิตหนังยางรายใหญ่ที่สุดของโลก

หนึ่งในสโลแกนบริษัทของเขาก็คือ “Holding your World together” หรือแปลเป็นไทยสวยๆ ว่า “มัดโลกของคุณไว้ด้วยกัน” ซึ่งในวันที่โลกและสังคมถูก Polarized หรือแบ่งออกเป็นฝ่ายๆ นั้น ผู้เขียนแอบอดคิดไม่ได้ว่า ต้องใช้หนังยาง เหนียว ยืด ใหญ่ ขนาดไหน ถึงจะมัดคนทั้งโลกรวมไว้ด้วยกันได้

การเมือง เศรษฐกิจ และขั้วความคิดที่หลากหลายของโลกปัจจุบันนั้นชวนให้หวั่นใจ และวันนี้เราทุกคนเองก็ยังไม่รู้ว่า แสงสว่างที่ปลายถ้ำ จะสาดส่องมาวันไหน และแน่นอนว่า การเป็นคนแรก คนถางหญ้า หรือคนที่ลุกขึ้นมาสร้างสิ่งใหม่ๆ ต่อสู้ในความคิด ความเชื่อ ของตัวเองนั้นยากเสมอ

ถึงกระนั้น ถ้าผู้เขียนจะต้องจบบทความนี้แบบ ‘ฟีลกู้ด’ ก็คงจะต้องหยิบยกคำพูดของ ชาลส์​ กู๊ดเยียร์ ในวันที่เขา พ่ายแพ้ ติดหนี้ติดสินทุกอย่าง จากการไม่สามารถเคลมความเป็นผู้ให้กำเนิดหนังยางได้อย่างที่เขาควรจะเป็น 

“In reflecting upon the past, as relates to these branches of industry, the writer is not disposed to repine, and say that he has planted, and others have gathered the fruits. The advantages of a career in life should not be estimated exclusively by the standard of dollars and cents, as is too often done. Man has just cause for regret when he sows and no one reaps.”

“หากเราต้องมองย้อนกลับไปในอดีต เพื่อค้นหาแง่มุมต่างๆ ของอุตสาหกรรมและวงการนี้ ‘ผู้นำ’ ไม่ควรคิดเสียใจที่ผลไม้ของการเพาะหว่านของเขานั้นถูกเก็บเกี่ยวด้วยฝีมือคนอื่น ความภาคภูมิใจแห่งอาชีพของนักเพาะหว่านนั้น ไม่ควรถูกตัดสินด้วยความสำเร็จของเบี้ย สิน เงิน ทอง อย่างที่มันมักจะเกิดขึ้น หากแต่เขาผู้นั้น ควรจะเสียใจซะด้วยซ้ำ หากผลผลิตที่เขาลงมือเพาะหว่านเองนั้นงอกเงย แต่ไม่มีใครเก็บเกี่ยวมันต่างหาก”

ข้อมูลอ้างอิง

www. Gizmodo.com

www.k-online.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“แต่ลูกมีหนวดนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณแม่ของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่าน ว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน

ในฐานะที่เดือนมิถุนายนเป็น Pride Month จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะเห็นการรณรงค์ความเท่าเทียมกันของเพศทางเลือก รวมถึงการรณรงค์เรื่องความหลายหลากทางเพศเต็มไปหมดในพื้นที่สื่อต่างๆ มากมาย

ผู้เขียนคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ เอง ได้ใช้ชีวิตในฐานะเกย์ ซึ่งหากจะพูดให้ถูกต้องก็คือการเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรม L.G.B.T.Q.I.A+ มานานกว่า 35 ปี

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
Lego แบบ Pride

หากจะย้อนไปเพียง 10 กว่าปี หนึ่งในประสบการณ์ Come Out ส่วนตัวที่ผมยังจำได้ไม่ลืม 

ประโยคแรกของแม่ หลังจากที่ผมสารภาพว่าเป็นเกย์ คือ “แต่ลูกมีหนวดนะ?” ซึ่งทำให้เข้าใจภาพรวมของความเข้าใจเรื่อง เพศ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยในสมัย Baby Boomer และ Gen ก่อนหน้านั้นได้เป็นอย่างดี

คอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้ ผมจึงขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวที่มาของ ‘ธงสีรุ้ง’ ที่ปัจจุบัน ไม่เพียงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความหลายหลายทางเพศและความเท่าเทียมกันของเพศทางเลือก แต่ยังถูกหยิบมา Commercialize ผ่านสินค้าต่างๆ มากมาย ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจงใจผสมเพิ่มเข้าไปในบทความครั้งนี้ คือการเดินทางส่วนตัวในฐานะเพศทางเลือก ; เกย์วัยกลางคน ที่ดิ้นรนหาที่ทางของตัวเองในสังคมไทยมาหลายครั้งหลายครา ใช่ครับ คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ของวัตถุที่คนมองข้าม อย่างที่เคยเป็นมาแต่เพียงอย่างเดียว

แต่ผมกราบขออนุญาตผู้อ่าน The Cloud ทุกท่าน ผนวกเรื่องส่วนตัวควบคู่เข้าไปด้วย หากท่านสงสัยว่า ‘ทำไม’ ผมหวังว่า หากท่านอดทนอ่านจนจบบทความ ท่านจะเข้าใจมากขึ้น ทั้ง ‘ที่มา’ ของธง และ ‘ที่ทาง’ ของคนอย่างผม ในประเทศที่มีสาวประเภทสองสวยมากความสามารถมากมาย แต่พวกเขาเหล่านั้นยังเลือกประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เปิดเผย และเท่าเทียมไม่ได้ 

Pride ที่แปลว่า ความภาคภูมิ มีความหมายและเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่ใต้แถบสีรุ้งเจ็ดสีนั้น ผมขอเชิญท่านตามเข้าไปสำรวจพร้อมๆ กันได้เลย

ภาพจำที่ติดมากับธงเจ็ดสี 

ในการแสดงตลก Stand Up Comedy ของ ฮันนาห์ แกดสบี้ (Hannah Gadsby) ชื่อ Nanette (ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัว เป็นหนึ่งในการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนที่ดีที่สุดที่เคยมีมาเลยทีเดียว) 

Hannah ที่เป็นเลสเบี้ยน นางพูดถึงดีไซน์ของ ‘ธงสีรุ้ง’ ว่า “It’s a little bit busy.” หรือแปลไทยได้ว่า “มันยุ่งเหยิงเกินไป ทำไมต้องมีแถบสีเจ็ดสี ซ้อนกันแน่นขนาดนั้น ไม่มีที่พักสายตาเลย” ซึ่งนั่นก็หนึ่งในมุกตลกของนางที่แซะภาพวัฒนธรรม LGBTQIA+ ที่เราคุ้นเคยกัน

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
มันก็ยุ่งเหยิงจริงๆ นั่นแหละ

จริงๆ แล้ว Hannah เองยังได้วิพากษ์ถึงภาพที่ติดมากับธงสีรุ้งว่า ทำไมเกย์ (หรือ Gay ในภาษาอังกฤษ ที่ยังมีความหมายถึงความสดใส ซาบซ่า) จะต้องใช้ชีวิต ปาร์ตี้ เปรี้ยวซ่า สนุกสนานสุดติ่ง อยู่บนขบวนพาเรด ที่เต็มไปด้วยการอวดเนื้อหนังมังสาขนาดนั้น Hannah เองไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นมันผิด แต่ ‘ภาพจำ’ ที่ติดมากับธงสีรุ้ง อาจไม่ใช่ภาพที่ใช้อธิบายความหลากหลายของเพศทางเลือกได้ครอบคลุมและเท่าเทียมเสมอไป

“แกแค่แต่งตัว ให้เป็นตัวเองน้อยๆ ที่สุดอะ เอาเสื้อยืดเรียบๆ รัดๆ อย่าลายเยอะ ฉวัดเฉวียน เดี๋ยวคนน่าจะกล้าเข้ามาหาเอง” นั่นคือคำแนะนำของเพื่อนสนิทของผม เมื่อปรึกษาว่าทำไมทุกครั้งที่ไปสีลม ถึงไม่เห็นมีใครเข้ามาแอ๊วผม ที่แต่งตัวไม่ค่อยจะเหมือนคนอื่นบ้างเลย

ผมเองไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อะไรเลยกับเกย์บาร์ แต่ถ้าเลือกได้ จะขอนอนอยู่บ้านฟังเพลงดีกว่า เพราะไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะๆ หรือเสียงดัง ซึ่งทำให้ตลอดชีวิตของการ Come Out นั้น ไปบาร์เกย์สีลมแทบจะนับครั้งได้

Hannah Gadsby เองก็น่าจะเป็นเพศทางเลือกที่ชอบวิถีชีวิตที่ต่างจากภาพจำสีฉูดฉาดเช่นเดียวกันกับผม ผู้เขียนเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นธงแบบไหนล่ะ ที่จะเป็นตัวแทนของความหลายหลายทางเพศและความเท่าเทียมได้ หากไม่ใช่ธงที่มีแทบจะทุกสีทุกสเปกตรัมอยู่ในนั้น

ต้นกำเนิดของตำนาน

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดส่งมา 2 วันแล้วนั้น ทีวีที่ถูกเปิดทิ้งไว้เป็นเพื่อนกำลังฉายซีรีส์วายที่พระเอกหรือตัวแสดงแทบจะทุกคนในเรื่องนั้น ผมแทบจะแยกหน้าไม่ออก เพราะทุกคนขาวจิ้มลิ้ม จมูกโด่ง หน้าตาคล้ายกันไปเสียหมด ซึ่งมีผลต่อการปะติดปะต่อเรื่องราวของคนดูอย่างข้าพเจ้าด้วย เพราะไม่รู้จะแยกตัวละครไหนเป็นตัวละครไหน

อันที่จริงทุกครั้งที่ผมปรายตาไปที่ละครไทย ผมแทบจะไม่เห็นหนุ่มในสเปกของผม ที่ผิวเข้ม คล้ำ หน้าไทย จมูกไม่ต้องโด่งเป็นสัน แสดงเป็นบทนำใดๆ ในซีรีส์วัยรุ่นเลย ราวกับว่าโรงเรียนและวัยรุ่นในทีวี มีแค่อาตี๋ อาหมวย โอปป้า หรือถ้ามีหนุ่มสาวผิวเข้มโผล่มา เขาเหล่านั้นก็จะถูกยัดให้เป็น อีปริก คุณตำรวจ ชาวบ้านบางระจัน หรือนายช้อย ในหนังย้อนยุคเสมอๆ

เป็นความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ระหว่างการค้นคว้าเรื่องธงสีรุ้งนี้ เอาล่ะ ผมขออนุญาตกลับเข้าเรื่องธงกันดีกว่า

ย้อนไปในสมัยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นาซีใช้สีชมพูและสามเหลี่ยมสีดำ เป็นสัญลักษณ์ในการบ่งบอก ทำเครื่องหมายว่า มนุษย์คนไหนเป็นเพศที่สาม รวมถึงสัญลักษณ์ขวานสองหัว ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แรกๆ ที่ถูกหยิบมาใช้ในการพูดเรื่องเพศทางเลือก 

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
ตัวอย่างภาพจำลองการจำแนกเกย์ในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี

ในอดีตเคยมีความเชื่อว่าศิลปินชื่อ กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker) แห่งซานฟรานซิสโก เป็นผู้คิดค้นธงสีรุ้งแปดแถบสี เป็นคนแรกๆ ในพาเรด Pride ยุค ค.ศ. 1978 ร่วมกันกับศิลปินอีก 2 ท่าน ซึ่งภายหลังค้นพบว่าสีรุ้งกับธงและความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเพศซับซ้อนมากไปกว่านัั้น

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker

ตำนานบทเดิม

จริงๆ แล้ว หากจะกล่าวว่าธงสีรุ้งเพิ่งถูกคิดค้นมาเพียงแค่ 40 กว่าปีนั้นก็คงไม่ถูกนัก จริงๆ แล้วสเปกตรัมที่เราคุ้นตานี้ต้องย้อนไปไกลถึง ค.ศ.​ 1915 ในนวนิยายของยุคนั้น ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ค้นพบว่า นิยายของ D.H Lawrence ชื่อ The Rainbow พูดถึงความสัมพันธ์เชิงเลสเบี้ยนระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ไว้ เรื่องแรกๆ เช่นเดียวกับหนังสือชื่อ The Rainbow has Seven Colors ซึ่งพูดถึงความรักฉันท์ชู้สาวแบบเลสเบี้ยนที่ไม่สมหวังเช่นกันใน ค.ศ. 1958

สีรุ้งและสายรุ้งในทั้งสองเรื่องถูกใช้เป็นตัวแทนของการเริ่มต้นใหม่ ชีวิตในแต่ละช่วง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านของบางสิ่งบางอย่างเสมอ

หลังจากนั้นรุ้งก็ค่อยๆ ปรากฏตัวในเรื่องสั้นที่มีเพศที่สามมาเกี่ยวข้องบ่อยขึ้น ใน ค.ศ. 1961 และ 1962 โดยถือเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าใครเป็นคนส่งอิทธิพลให้กับใครกันแน่ แต่รุ้งก็ยังคงใช้เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาส่วนตัว ทั้งความรัก ชีวิต เพศ ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม

ในบทประพันธ์เรื่อง The Christmas Rainbow โดย L.A.L มีเขียนบทสรุปไว้ว่า

“…to those of you who have found your Christmas rainbow, we extend a sincere hope that it will remain yours for always. To those of you who still may search, we extend the hope that you may be very close to attainment.”

“หากท่านได้พบพานกับสายรุ้งแล้ว เราก็ขอให้สายรุ้งนั้นเป็นของท่านตลอดไป ส่วนท่านที่ยังคอยตามค้นหา เราก็หวังว่า ท่านกำลังจะได้มันมาในไม่ช้า”

เพื่อนของโดโรธี

“แต่ลูกมีหนวดนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณแม่ของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่านว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน

“เป็นเกย์ก็ได้ แต่ต้องเป็นเกย์รุกนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณพ่อของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่านว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน ราวกับว่าความเป็นชายของผมมันยังไม่สูญเสียไป ตราบที่หน้าที่ของการเป็นผู้บุกรุก ยังเป็นของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนดีคนนี้

ผมจำได้เลาๆ ว่าวันนั้น บทสนทนาจบด้วยการทะเลาะกันครั้งใหญ่ และผมก็เก็บเสื้อผ้าสองสามชุดออกจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหนด้วยซ้ำ

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
The Wizard of Oz

บางคน เมื่อกล่าวถึงสายรุ้งและเพศทางเลือก ก็จะนึกถึงเพลง Somewhere over the Rainbow เพลงประกอบจากหนังคลาสสิกที่เป็นที่ชื่อชอบของ LGBTQ+ มากมาย ได้แก่เรื่อง ‘The wizard of Oz’ หรือพ่อมดออซ

เพื่อนของโดโรธี หรือ A friend of Dorothy ถูกใช้เป็นโค้ดลับในการบอกว่าผู้ชายคนนี้นั้นเป็นเกย์ บ้างก็ว่าเป็นเพราะคาแรกเตอร์ที่มีความหลากหลายในบทประพันธ์ สื่อถึงความหลากหลายในการใช้ชีวิต บ้างก็ว่าในเวอร์ชันภาพยนตร์ที่แสดงนำโดยเกย์ไอคอน จูดี้ การ์แลนด์ (Judy Garland) นั้น สายรุ้งใช้สื่อถึงความฝัน ความหวัง มาตลอดช่วงเวลา 80 ปี หลังจากที่หนังแรกออกฉาย

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Friend of Dorothy โค้ดลับโบราณของการบอกว่าเป็นเกย์

“Somewhere over the rainbow way up high
There’s a land that I heard of once in a lullaby.
Somewhere over the rainbow skies are blue
And the dreams that you dare to dream really do come true.”

บางแห่งที่ปลายสายรุ้ง

เหนือสูงขึ้นไปด้านบน

ที่นั่นมีดินแดนแห่งหนึ่งที่ฉันเคยได้ฟัง

ครั้งหนึ่งในเพลงกล่อมเด็ก

บางแห่งเหนือบนสายรุ้ง

ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าคราม

และความฝันที่เธอกล้าที่จะฝัน

มันจะกลายเป็นความจริง

ออกจากตู้

ต้นฉบับที่เขียนมาได้หลายหน้า ถูกคั่นเวลาด้วยการดูซีรีส์เบาสมอง เพื่อพักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ และซีรีส์ที่ผมลองเลือกเปลี่ยนดู ก็ยังมีตัวละครที่เป็นเกย์แสดงนำอยู่ แต่ดูไปได้ไม่กี่นาทีผมก็ต้องเปลี่ยน เพราะภาพของเพศที่สามที่ผมเห็นในทีวี มันไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่ตุ๊ด กะเทย เกย์ มีหน้าที่เดียวคือสีสัน ความตลก จัดจ้าน บันเทิง หรือไม่ก็เซ็กส์แบบวาบหวาม จนผมแทบจะเข้าใจไปเองว่าตัวเองต้องตลก ต้องเซ็กซี่ ถ้าไม่เช่นนั้นสมาคมเกย์ในทีวี เขาอาจจะส่งหนังสือมาเพิกถอนความเป็นเกย์ของผมได้

กว่าที่ผมจะเลิกเสพหรือเลิกเชื่อใน ‘ภาพซ้ำ’ ที่อุตสาหกรรมบันเทิงไทยส่งสารมาว่า เพศที่สามมีหน้าที่ บทบาท ที่ยืน อย่างไร ความมั่นใจในเพศสภาพ รสนิยมทางเพศ และทางเลือกในการชีวิตของผม ก็ถูกกัดกร่อนไปแล้วครึ่งหนึ่ง

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
อีกหนึ่งตัวอย่างของอิทธิพลที่ Wizard of Oz มีต่อวัฒนธรรมเกย์

ใน ค.ศ. 1977 นักเคลื่อนไหวชื่อ อาร์นี แคนโทรวิตซ์ (Arnie Kantrowitz) ได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ Under the Rainbow : Growing up Gay หยิบเอาสัญลักษณ์จากนิยายพ่อมดออซมาใช้เปรียบเปรย ทั้งในแง่อุปสรรคขวากหนาม และความสุข โดย Arnie เปรียบเทียบการเดินขบวนพาเรดว่าเหมือนการออกเดินทางไปหาพ่อมดออซ และดินแดนมหัศจรรย์ที่สุดปลายรุ้ง เราทุกคนกำลัง ‘ออกมา’ ซึ่งหมายความถึงการ Coming Out (of the closet) หรือการเปิดเผยว่าเป็นเกย์ด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้น ตั้งแต่กลางยุค 70 เป็นต้นมา ‘ธงสีรุ้ง’ ก็ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง ความต่าง ความเท่าเทียม ความฝัน ความหวัง และการเดินทางค้นหา รวมถึงการต่อสู้ที่ยังไม่จบสิ้น ของกลุ่มคนที่ถูกสังคมกดทับ ด้วยความเชื่อ และค่านิยมบางอย่าง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
มันคือหนึ่งในสัญลักษณ์ของการประท้วงเรียกร้อง

ธงสีรุ้งโบกสะบัดในพาเรดครั้งแรกในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1978 ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งในเวอร์ชันแรก ธงนั้นมีแปดแถบสี รวมถึงสีชมพูและฟ้าเทอร์ควอยซ์รวมอยู่ด้วย แต่เนื่องจาก กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker)ศิลปินผู้ออกแบบธง ต้องการให้ธงนี้ผลิตในระบบ Mass Production ได้ด้วย จึงได้เอาสองสีนั้นออกไป และแทนสีฟ้าด้วยสีน้ำเงินธรรมดา ซึ่งสีเจ็ดแถบหรือหกแถบนี้ ก็กลายมาเป็นสแตนดาร์ดของธงสีรุ้ง ที่เราเห็นกันชินตาในทุกๆ วันนี้

Gilbert Baker ผู้ซึ่งเป็นเกย์และแดร็กควีนอย่างเปิดเผย และยังเป็นนักรณรงค์ตัวเป้ง ได้รับแรงยุจาก ฮาร์วีย์ มิลก์ (Harvey Milk) นักการเมืองเกย์ในตำนาน ให้ออกแบบสัญลักษณ์ของ Pride สำหรับชุมชนชาวเกย์ ซึ่งสีรุ้งนี่เองที่ Baker หยิบเลือกเอามาใช้ ไม่ว่าตัวเขาเองจะได้อิทธิพลของพ่อมดออซหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เขาได้กล่าวไว้เกี่ยวกับที่ทางของความเป็นเพศทางเลือกนั้น จับใจมาก

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker ศิลปินผู้ให้กำเนิดธงสีรุ้งอย่างเป็นทางการ

 “Our job as gay people was to come out, to be visible, to live in the truth, as I say, to get out of the lie. A flag really fits that mission, because that’s a way of proclaiming your visibility or saying, ‘This is who I am!’

“หน้าที่ของเราในฐานะเกย์ คือการใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย คือการถูกมองเห็น คือการใช้ชิวิตอยู่บนความจริง และหลีกหนีการลวงโลกทั้งหลาย ธงคือสิ่งที่เหมาะยิ่งในการสื่อถึงสิ่งนั้น เพราะมันคือไม่ยอมจำนวนต่อ การถูกเพิกเฉย และร้องออกมาว่า นี่แหละคือตัวฉัน!”

ธงสีรุ้งก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของ LGBTQ+ ตั้งแต่ ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา มิหนำซ้ำ ในช่วงเวลานั้น ศิลปินผู้ให้กำเนิดธงอย่าง Baker ยังได้เย็บธงสีรุ้งความยาวถึงหนึ่งไมล์ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 25 ปีของ Stonewall Riot การประท้วงที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของสังคม LGBTQ+ ที่เราหลายคนทราบดี

ความทรงจำในการหนีออกจากบ้านครั้งนั้น คือผมได้รับการเสนอให้พักคืนชั่วคราวจากเพื่อนเลสเบี้ยน ที่ก็อุตส่าห์โทรหาเพื่อนเกย์อีกสองคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน เปิดหอพักของพวกเขาให้ผมไปค้างคืนสงบสติอารมณ์ จากการ Come Out กับที่บ้าน ซึ่งผมก็ถือว่าเพื่อนสองสามคนนั้นเป็นเพื่อนของโดโรธีอย่างแท้จริง และไม่เคยลืมประสบการณ์ครั้งแรกของความรู้สึก ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของอะไรบางอย่าง และได้พบเจอ ‘ที่ทาง’ ของตัวเองอีกเลย

ปลายสายรุ้ง

วันก่อนหุ้นส่วนธุรกิจของผม (ที่เป็นชายแท้ทั้งแท่ง ตามนิยามเพศสภาพแบบ Binary) ยื่นตัวอย่างสินค้าที่กำลังจะ Launch ในเดือน Pride Month นี้ให้ดู ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นอกจากเฉดสีรุ้งหลากสีที่พาดผ่าน ซึมลึก ฝังแน่น เคลือบลงไปในทุกอณูของโปรดักต์

แถบสีรุ้งเป็นตัวแทนของความหลากหลายและความเท่าเทียมได้จริงหรือ โดยปราศจากความเข้าอกเข้าใจในที่มา ที่เกิดขึ้นจากความต้องการความเท่าเทียม และไม่ถูกกดทับของมันอย่างชัดเจน

เอาล่ะ เสียงค่อย เสียงดัง เสียงกระซิบ อย่างไรมันก็คือเสียง ผมบอกตัวเองแบบนั้น

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Stonewall Riot จุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นมาจากการประท้วงการถูกกดทับ

แต่อีกหนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นมา หากร่มใหญ่ของการต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม ความเสมอภาค และความหลากหลาย มาจากปัญหาของการกดทับ และการแบ่งประเภท แบ่งแยกคนออกจากคน อย่างที่เราเห็นในการประท้วงที่ Stonewall ทุกวันนี้ ‘การกดทับ’ ในสังคมไทยมันหายไปแล้วหรือ เราถึงได้เห็นสินค้าสีรุ้งออกมาอวดโฉมเต็มท้องตลาดไปหมด

รากของการกดทับในสังคมไทยสำหรับผม มันยังไม่ได้ถูกถอนขึ้นมา พรวนดิน เปลี่ยนกระถางใดๆ 

ตราบใดที่ผมยังเห็นวัยรุ่นไทยอยากผิวขาว จมูกโด่งเหมือนหนุ่มสาวเกาหลี และความงามที่ ‘ถูกเห็น’ เพียงแค่แบบเดียว

ถ้าผมยังเห็นบทเกย์เพื่อนนางเอกที่สะบัดสะบิ้ง ตลกโปกฮา มีแค่มิติเดียวเหมือนที่ผ่านมาหลายสิบปี

ถ้าคนรุ่นพ่อผมยังเข้าใจโลกที่มีแค่ ปลั๊กกับเต้าเสียบ รุกกับรับ

ถ้าเกย์ กะเทย สาวประเภทสอง ยังไม่มีทางเลือกในการประกอบสัมมาอาชีพเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม

ถ้าสาวประเภทสองยังต้องมีบ้าน มีรถ มีมงกุฎ ถึงจะได้เป็นกะเทยเหมือนกัน 

ถ้าเรายังมัว ‘แปะป้าย’ หรือจัดคนลงกล่อง ตามภาพซ้ำที่ถูกผลิตและส่งต่อ ปีแล้วปีเล่า 

จะอีกกี่สายรุ้งและอีกกี่เฉด ก็คงยังไม่ช่วยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้

Pride สำหรับผมคือความภาคภูมิใจในตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ที่มันอาจจะเหมือน คล้าย หรือแตกต่างจากคนอื่น และความกล้าที่จะเปิดรับ ทั้งความเหมือน คล้าย และแตกต่าง ของคนอื่นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าสเปกตรัมของความเหมือนนั้น มันจะสูง ต่ำ ดำ ขาว สีม่วง ชมพู เทอร์ควอยซ์ น้อยหรือมากแค่ไหนก็ตาม

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker อีกนั่นแหละ

ทุกวันนี้พ่อกับแม่ผมเข้าใจในวิถีชีวิตของผมมากขึ้น และก็ยังสนับสนุนในทุกๆ ย่างก้าวของลูกชายคนนี้เสมอมา ในขณะเดียวกัน ผมเองก็เข้าใจความไม่เข้าใจของคนรุ่นพ่อกับแม่มากขึ้น

แน่นอนทุกครั้งที่แม่กับพ่อแวะมาคอนโดฯ ตอนที่ผมไม่อยู่ นอกจากน้ำเปล่าขวดใหญ่ที่จะถูกเติมไว้เต็มตู้เย็น เซ็กส์ทอยใต้เตียง เจลหล่อลื่น และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ก็ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยเช่นกัน

ผมจำคำแนะนำของเพื่อนโดโรธีของผมในวันที่หนีออกจากบ้าน เพราะ Come Out กับที่บ้านได้ไม่ชัดเจน แต่ถ้าหากจะให้ผมขุดคุ้ยจากความทรงจำ ผมคิดว่ามันคงจะประมาณนี้แหล่ะครับ 

“หากท่านได้พบพานกับสายรุ้งแล้ว เราก็ขอให้สายรุ้งนั้นเป็นของท่านตลอดไป ส่วนท่านที่ยังคอยตามค้นหา เราก็หวังว่า ท่านกำลังจะได้มันมาในไม่ช้า”

ข้อมูลอ้างอิง

www.sfchronicle.com

www.smithsonianmag.com

www.britannica.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load