“ศรัณย์ เอาจริง ๆ นะ ถ้ามึงคิดดี ๆ อะ คนเราก็ต้องตายด้วยโรคอะไรสักโรค มึงแค่รู้โรคของตัวเองก่อนก็แค่นั้น” – ปิ่น เพื่อนสนิทมาก ๆ และหุ้นส่วนที่บริษัทของผม เคยกล่าวปลอบใจแบบไม่ปลอบใจไว้ ช่วงที่ผมป่วยหนัก ๆ ซึ่งช่วงนั้นมันกำลังจะกลับมาอีกครั้งแล้วตอนนี้

หนึ่งในเหตุผลที่ผมตัดสินใจกลับมาเขียน วัตถุปลายตา ให้ The Cloud อีกครั้งหลังจากพักไปหลายปี คือการดีท็อกซ์จากการทำงานประจำในฐานะนักออกแบบที่รับทำงานออกแบบอีเหละเขะขะ ก๊อกแก๊ก มาร่วม 10 กว่าปี ผมค้นพบว่าตัวอักษร ถ้าเขียนออกมาจากใจ มันมีอานุภาพช่วยบำบัดอย่างน่าประหลาด

ผมออกแบบการกลับมาเขียนครั้งนี้ให้วนเวียนกับมุมประวัติศาสตร์ของวัตถุน้อยลง แต่วนเวียนกับสิ่งที่ผมทำอยู่ในแต่ละวันมากขึ้น เพราะมันจะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้สนใจอยู่แล้วนั้น การบำบัดตัวเองจากการเขียนยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลซึ่งมากพอที่ผมจะทำมันเดือนละครั้ง โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายได้

ในส่วนอาการป่วยทางกายของผม ยังพอหาสาเหตุได้ว่าเกิดจากการทำงานหนักและพักผ่อนน้อย แต่อาการป่วยทางจิตใจ ผมยังไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นจากอะไร ช่วงหลัง ผมเริ่มเบื่อกับการออกแบบ… ไม่สิ การรับจ้างออกแบบ ทั้ง ๆ ที่มันคืออาชีพที่ผมรัก จนบางครั้งก็ถามตัวเองว่า หรือเรายังรักอาชีพนี้ไม่มากพอกันแน่

ร้านข้าวต้มกุ๊ย ชื่อ ‘รวยมิตร’ จึงเป็นโปรเจกต์สุดท้ายที่ผมตัดสินใจทำและคั่งค้างมาจากปีที่แล้ว เพื่อพักงานออกแบบและฟื้นฟูความรักในอาชีพของตัวเอง ก่อนที่ผมจะเกลียดมันเข้าไส้จริง ๆ สักวัน

ร้านข้าวต้มกุ๊ยรวยมิตรที่ว่าด้วยความเพื่อนเยอะ ออกแบบโดยนักออกแบบกุ๊ย ๆ ที่เพื่อนน้อยและกำลังจะไม่ชอบการออกแบบ ถ้าผมต้องเขียนประสบการณ์ทั้งหมดนี้เป็นไดอารี มันกำลังจะเป็นบทความใน วัตถุปลายตา เวอร์ชัน 2.0 ที่คุณผู้อ่านทุกคนกำลังจะได้อ่านดังต่อไปนี้ครับ

ว่าด้วยเพื่อน

เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปครึ่งชีวิตแล้ว

ผมมีกรุ๊ปแชตที่มีเฉพาะเพื่อนสนิท 5 – 6 คนที่สนิทกันมาก ๆ อยู่ ชื่อว่า ‘บางแคร์’ ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนตั้ง แต่คิดว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อตอนผมป่วยหนัก ๆ นี่แหละ สมาชิกในกรุ๊ปสนิทมาตั้งแต่อยู่มหาลัย จนตอนนี้ก็อายุเกือบเหยียบเลข 4 กันทุกคนแล้ว

และก็ตามชื่อกรุ๊ปเลยครับ บางแคร์ บางวันก็แคร์ บางวันก็ไม่แคร์ นี่แหละเพื่อนสนิทที่ไม่ต้องคุยอะไรกันมากมาย กรุ๊ปแชตนี้เงียบมาก นับวันข้อความและเนื้อหาในแชตก็ใกล้เคียงกับสติกเกอร์ สวัสดีวันจันทร์ ของกรุ๊ปแม่ ๆ ป้า ๆ ของผมเข้าไปทุกที

แต่เพื่อน 5 – 6 คนนี้รู้ว่า ถ้าผมเข้าตาจนหรือเดือดร้อนก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ และถ้าผมเหลิงหรือหลงทางก็พร้อมจะเตือนสติด้วยคำพูดที่ตรงแทงใจ ไม่อ้อมค้อม ซึ่งเป็นนิยามของการเป็นเพื่อนสนิทฉบับที่ผมรู้สึกซาบซึ้งที่ได้มีไว้ในชีวิตมาก ๆ

“พี่โอ พวกเราน่ะแก่แล้วนะ ตอนนี้ไม่ได้คิดว่าจะได้ทำอะไรแล้ว แต่ต้องคิดว่าจะทิ้งอะไรไว้ได้แล้ว” เพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกันอีกคนซึ่งไม่ได้อยู่ในกรุ๊ปบางแคร์เรียกสติผมไว้ ว่าผมไม่ควรรับทำงานทุกอย่างในโลก เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ อีกต่อไป

ตัดภาพมาที่ร้านข้าวต้มรวยมิตร แบรนด์ลำดับที่ 3 จากเครือร้านอาหารสุพรรณิการ์ที่เกิดมาในช่วงโควิด และผมได้มีโอกาสทำงานกับลูกค้าเจ้านี้บ่อย ๆ จนเจอบ่อยกว่าเพื่อนในกรุ๊ปบางแคร์ และสุดท้าย ความรู้สึกของการทำงานด้วยกันก็มีความเป็นเพื่อนผสมลูกจ้างไปโดยปริยาย

โปรเจกต์สุดท้ายก่อนพักใหญ่ครั้งนี้ คือร้านข้าวต้มกุ๊ยกลางเอกมัย กับตึก 3 ชั้นที่เป็นเหมือนผ้าใบเปล่า ๆ กับลูกค้าที่ไว้ใจพอให้เรานำเสนอไอเดียอะไรแปลก ๆ พิสดารได้ในทุกกระบวนท่า

แต่ก็เหมือนตึก 3 ชั้นนั้น ถ้าย้อนไป 7 – 8 เดือนก่อน ก่อนร้านที่ผมรู้ว่ามันเป็นร้านสุดท้ายจะเป็นรูปเป็นร่าง ผมเองก็ว่างเปล่าเหมือนกัน เช่นเดียวกับแรงบันดาลใจและความหลงใหลในอาชีพ

ผมไปปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับอาการเสพติดการทำงานของผมก่อนหน้านี้ และคำถามหนึ่งที่คุณหมอถามผมมายังสถิตอยู่ในหัวผมแบบสลัดยังไงก็ไม่ออก

“ทำไมคนไข้ถึงคิดว่าต้องให้ตัวเองทำงานหนักขนาดนี้คะ”

ว่าด้วยเรื่องกุ๊ย ๆ

ทุกครั้งที่หัวสมองผมว่างเปล่า ผมมักจะเริ่มกระบวนการสร้างสรรค์จากการค้นคว้าเสมอ 

และครั้งนี้มันคือเรื่องของวัฒนธรรมข้าวต้มกุ๊ย สุดยอด Comfort Food ที่ไม่ว่าจะมาจากกิริยาอาการพุ้ยข้าวหรือมาจากวัฒนธรรมจับกัง คนเข็นรถ ในสมัยโบราณที่ใช้แรงงาน เลิกงานดึก และต้องการอาหารราคาไม่แพงให้อิ่มท้อง จนมาจบที่ข้าวต้ม ทานกับกับหลากชนิดรสจัด คนเรียกกันว่าเป็นอาหารของกุ๊ย และกลายมาเป็นข้าวต้มกุ๊ย (พุ้ย) ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่กุ๊ยแล้วที่เพลิดเพลินกับอาหารประเภทนี้ได้

นอกจากบรรยากาศของร้านข้าวต้ม ก็คำว่า ‘กุ๊ย’ นี่แหละที่ผมสนใจเป็นพิเศษ

กุ๊ย ในบริบทวัฒนธรรมร่วมสมัย อาจหมายถึงความเป็นพังก์ ความจัดจ้าน ตรง นักเลง ไม่เกรงใจใคร จนไปถึงความถูก ความห่าม ไม่แพง ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ในอุดมคติที่ผมอยากให้สลักอยู่บนป้ายหลุมศพของผมเลยด้วยซ้ำ

ตลอด 10 กว่าปีของการเป็นนักออกแบบ ผมสนใจในรสนิยมบ้าน ๆ ดาษ ๆ พื้น ๆ เห่ย ๆ เสี่ยว ๆ และเห็นเสน่ห์ของสิ่งเหล่านี้มาเสมอ และนั่นมันคือที่มาของ วัตถุปลายตา บทความเกี่ยวกับสิ่งที่ใกล้ตัวเราทุกคน แต่มันเห่ยจนบางทีเราไม่แม้แต่จะปรายตามอง

ทุกวันนี้เราจะเห็นการ ‘ยกระดับ’ ของอาหารข้างทาง อาหารพื้นบ้าน มาอยู่ในบริบทใหม่มากมาย ตั้งแต่อาหารอีสาน หมูกระทะ จนไปถึงข้าวต้มกุ๊ย แต่คำว่า ยกระดับ ขัดกับความเชื่อของผมมาก เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าของที่คนมองว่าไม่สูงค่าเหล่านี้นั้น ‘มีระดับ’ มาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้น โจทย์ของการยกระดับให้ดูไฉไล ไฮโซ แต่เพียงอย่างเดียวนั้น ตัดไปได้เลยสำหรับผม

เช่นเดียวกับการตั้งใจออกแบบร้านให้ ‘Instagramable’ ที่ถึงแม้ผมเข้าใจดีว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในยุคแห่งโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ แต่สิ่งที่ผมสนใจกว่านั้นในฐานะนักออกแบบ คือจิตวิญญาณของพื้นที่และความสบายใจ หรือ Vibes ที่ห่อหุ้มความรู้สึกของผู้มาเยือนไว้ ผมเลิกสนใจแล้วว่าผลงานนี้จะได้ลงเว็บดีไซน์ต่างประเทศหรือไม่ เพราะถ้าลูกค้าเดินเข้ามาแล้วรู้สึกสบายใจ อยากนั่ง อยากสั่งอาหาร อยากกลับมา หน้าที่ของผมก็น่าจะประสบความสำเร็จกว่า

แล้วอะไรเล่าคือเสน่ห์ของข้าวต้มกุ๊ย อะไรคือบรรยากาศที่เพอร์เฟกต์สำหรับการพุ้ยข้าวต้มร้อน ๆ สักถ้วย โดยยังคงจริตกุ๊ย ๆ ไว้ แต่อยู่ในบริบทใหม่ของชาวเอกมัย คำถามนั้นต่างหากที่ผมควรจะตอบให้ได้

ว่าด้วยกระเบื้อง

ผมดิ้นรนกับกระบวนการออกแบบร้านรวยมิตรในช่วงต้นอยู่หลายสัปดาห์

ทริปเยือนร้านข้าวต้มในตำนานย่านสุขุมวิทอื่น ๆ ก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดอะไรนอกกรอบไปได้มากกว่าวอลล์เปเปอร์ลายไข่เยี่ยวม้าสีชมพูที่ห่อห้องทั้งห้องไว้ทื่อ ๆ ซึ่งแน่นอน โดนลูกค้าปัดตกแบบไม่ต้องเสียดายในตอนนำเสนอแบบครั้งแรก

หรือผมจะสร้างผนัง ‘รูปถ่ายคนดังกับเจ้าของร้าน’ ที่เคยมาทานร้านอาหารนี้ แปะไว้เยอะ ๆ เต็มผนัง ตามแบบฉบับร้านอาหารเทือกนี้ดีวะ เออ เซตเจ้าของเครือสุพรรณิการ์ให้เป็นอาเฮีย แล้วเรียกคนหน้าเหมือน พี่ตูน บอดี้สแลม มาแอคท่าถ่ายรูปดีมั้ย – ความคิดของผม บางทีมันก็วิ่งไปไกลสุดกู่ ตามฟอร์มคนที่ไม่ค่อยมี Common Sense เรื่องความงามตามแบบฉบับสากลนิยมเสียเท่าไหร่

หลังจากการนำเสนอแบบครั้งแรกที่เฟี้ยวฟ้าวมากโดนปัดตกไปอย่างสุภาพ แต่ประกอบกับตัวผมเองก็อยู่ในช่วงที่เริ่มจะไม่รักงานที่ทำมาตลอด 10 กว่าปีแล้วด้วยนั้น การปฏิเสธแบบอย่างสุภาพมีแรงกระแทกที่ส่วนตัวกว่าหลาย ๆ คนจะเข้าใจ

ตัดภาพมาที่ผม ผู้ซึ่งนิยมใช้การเดินโต๋เต๋แก้เครียดแบบไร้จุดหมาย ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการบำบัดเช่นกัน และย่านแห่งการโต๋เต๋ของผมนั้นมักอยู่ในย่านเมืองเก่า อย่างเจริญกรุง ทรงวาด ตลาดน้อย เยาวราช ที่อยู่ใกล้ ๆ ออฟฟิศของผมและในรัศมีที่พอเดินได้

ร้าน ‘ฮง เส็ง ล้ง’ คือหนึ่งในร้านสลัว ๆ ที่หยุดการเดินของผมได้เสมอ มันคือร้านขายกระเบื้องโบราณที่ไม่ได้ตั้งใจจะโบราณ แต่แค่สต็อกเก็บมานานมากแล้ว ยังเป็นร้านกระเบื้องที่กระเบื้องผนังบนร้านถูกถอดออกไปขายหมดและไม่ได้แปะกระเบื้องชนิดใหม่กลับเข้าไป ผนังจึงเป็นคราบกาวปูนเลอะเทอะทั่วทั้งร้าน

มันคือร้านที่ใช้วิธีเก็บสต็อกกระเบื้องคือสุม ๆๆๆๆๆ ทับกันเข้าไป จะดูอันไหน อาเจ็กจะเอาออกมาให้ดู ซึ่งหลายครั้งตอนอาเจ็กเอาออกมาก็แตกคามือ และยังเป็นร้านกระเบื้องที่ไม่มีไลน์ ติดต่อได้ผ่านโทรศัพท์บ้านเบอร์ 02 เท่านั้น และสำคัญที่สุด พนักงานขายที่มีแค่ 3 คน อายุรวมกันน่าจะเกือบ 250 ปีได้

ผมชอบเดินคุ้ยกระเบื้องเชย ๆ มาซื้อเก็บไว้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้งาน เพราะกลัวว่าวันหนึ่งร้านลักษณะนี้จะหายไป เพราะมันจะหายไปแน่ ๆ ซื้อบ่อยเข้าก็เริ่มสนิทกับอาเจ็ก อาเฮียทั้งหลายในร้าน

พนักงานขายคนหนึ่งที่ผมรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษ ผมยังไม่เคยคุยอะไรกับแกสักคำ เพราะอาเจ็กแกหูหนวก เป็นใบ้ แต่แกเป็นคนเดียวในร้านที่จำราคากระเบื้องได้ทุกรุ่น รู้จำนวนสต็อกแบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ และแกพร้อมที่จะปีนป่าย มุด ดำผุดดำว่าย ลงหรือขึ้นไปหยิบกระเบื้องรุ่นไหนก็ตามที่ผมอยากได้ – มันกลายเป็นความผูกพันแปลก ๆ ที่ผมรู้สึก ดีที่ได้ใช้ภาษามือเล่นมุกตลกคุยกับแกได้ และที่สำคัญที่สุด กระเบื้องที่แกรักจะได้ไปมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในที่ใหม่ซึ่งมีชีวิตชีวากว่า

ผมตื่นเต้นเหมือนเด็ก ๆ ในร้านขนมหวานทุกครั้งที่ได้เดินเข้าไปดูกระเบื้องเฉิ่ม ๆ ในร้าน ฮง เส็ง ล้ง และทุกครั้งที่ผมเห็นอาเจ็กใบ้ (คราวหน้าผมจะถามชื่อแกครับ ขออนุญาตเรียกชื่อนี้ไปก่อนชั่วคราว) ปีนป่ายคุ้ยของที่แกขายด้วยความรักมาให้ดู ถึงแม้จะถูกอาเฮียเจ้าของร้านก่นด่า มันก็แอบทำให้ผมนึกถึงตัวเองกับอาชีพของผมเบา ๆ

ผมคงไม่ได้เกลียดงานออกแบบหรอก ผมแค่เกลียดการไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากออกแบบมากกว่า

ผมสังเกตเห็นกระเบื้องลายจีนมงคล เช่น มังกร กิเลน ปลาทอง นกหงส์หยก ต่าง ๆ ที่เพนต์ด้วยมือ และที่ตลกคือมันเพนต์อยู่เหนือเคลือบลื่น ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างประหลาด เพราะไม่คงทนถาวรเท่ากับการเพนต์ใต้เคลือบแล้วเอาไปอบเหมือนกระเบื้องลายอื่น ๆ ทั่วไป

บางทีกระเบื้องลายมงคลเปิ่น ๆ พวกนี้อาจจะเหมาะกับร้านข้าวต้มกุ๊ยก็ได้รึเปล่านะ – ผมคุยกับตัวเอง

เพราะถ้าเราไปทานข้าวต้มในตำนานทั้งหลายเหล่ ก็มักจะเห็นโปสเตอร์ม้า 8 ตัววิ่ง ปลาคาร์ป 9 ตัวแปะหราไว้ไม่ผนังใดก็ผนังหนึ่ง บางทีผมอาจจะออกแบบบรรยากาศร้านข้าวต้มโดยเริ่มต้นจากกระเบื้องซีรีส์เดียวนี้ก็ได้

อีกอย่าง ผมคิดว่าผมกับอาเจ็กใบ้ท่านนี้เป็นเพื่อนกันนะ อย่างน้อยเราก็รักในอะไรคล้าย ๆ กัน 

ว่าด้วยหมูกรอบอบวุ้นเส้นต้มยำ

รวยมิตร ร้านข้าวต้มกุ๊ยที่ควรจะให้ความรู้สึกแบบแวะมาบุกบ้านเพื่อนไม่บอกไม่กล่าว แล้วบังคับให้มันทำอาหารให้กินด้วยของในตู้เย็นนี่แหละ ความรู้สึกแบบที่กรุ๊ปไลน์ บางแคร์ ทำกับผมได้ตลอดเวลา

ผมแค่ต้องออกแบบบ้านแค่นั้นเอง บ้านที่มิตรหลาย ๆ คนบุกมาให้เจ้าของบ้านทำกับข้าวให้กินได้

และกับข้าวนั้น ถ้าดูดี ๆ ก็มีทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น และฝรั่ง ผสมผสานกันมันไปหมด เพราะมิเช่นนั้นจะไม่มีเมนูอย่างหมูกรอบอบวุ้นเส้นต้มยำ หรือค็อกเทลอย่างฮ่องกงโอลด์แฟชั่นโผล่มาได้

ผมเริ่มเอากระเบื้องลายมงคลเพนต์มือมาประกอบกลับเข้าไปในการออกแบบประดับตกแต่งร้าน ด้วยจริตบางกอก นิวยอร์ก ปารีส ฮ่องกง แต่ใช้ในจุดที่เป็นพระเอกของพื้นที่ อย่างบาร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่ สูง 2 ชั้นจรดเพดาน จนไปถึงโปสเตอร์ผลไม้ไทย ม้าวิ่งที่เปิ่น ๆ เด๋อด๋า แต่คุ้นตาทุกร้านอาหารจีนก็กลับมา ผสมรูปถ่ายอาหารที่ชวนสยิว ซึ่งถ่ายขึ้นมาใหม่เพื่อแบรนด์นี้โดยเฉพาะ

ผมยังขโมยเอาดิสเพลย์ร้านข้าวต้มกุ๊ยเปิ่น ๆ แบบที่โชว์วัตถุดิบบนจานเมลามีนสีพาสเทลหรือจานสังกะสีต่าง ๆ เทินไว้บนเครื่องกระป๋องไทย-จีน ซึ่งผมมองว่าฉลากสวยคลาสสิก แต่จัดวางด้วยจริต Installation Art ของศิลปินดังอย่าง Damien Hirst ผู้ชอบเอาข้าวของรอบตัว-คุ้นตามาจัดวางอยู่ในตู้กระจก ตู้ยา แล้วเรียกมันว่า งานศิลปะ เป็นต้น

ผมฉกฉวยเอาโฮมบาร์ที่ใครที่เคยซื้ออะพาร์ตเมนต์เก่าสมัยยุค 60 – 70 ไว้ น่าจะคุ้นเคยดีกับเคาน์เตอร์เครื่องดื่มที่มีที่แขวนแก้วห้อยลงมา มักมาพร้อมกับโคมไฟทรงหลังคาเก๋งจีน เครื่องเคลือบสีขาว-น้ำเงิน และต้นบอนไซอัญมณี เป็นต้น เพียงแต่ว่าโฮมบาร์ของรวยมิตรที่ชั้น 3 นั้น กระเบื้องมันเพนต์ด้วยมือทุกแผ่นแค่นั้นเอง

เผลอแป๊บเดียวผมก็ใช้ชนิดของกระเบื้องทั้งโบราณจริงและดูโบราณรวม ๆ กันไปเกือบ 20 ลายด้วยกันในร้านเดียว

ว่าด้วยข้าวต้มกุ๊ย

เผลอแป๊บเดียว ปีนี้ก็ผ่านไปเกือบครึ่งปีแล้ว

คำตอบของการติดงาน ทำงานจนลืมใช้ชีวิตส่วนอื่น ๆ ของผมที่จิตแพทย์เคยถามไว้ น่าจะเป็นเพราะว่าผมโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง และการปฏิเสธโอกาสหรือเงินที่จะเข้ามา เพื่อแลกกับเวลาส่วนตัวที่มากขึ้น เป็นสิ่งที่ผมต้องค่อยหัดทำ และจนทุกวันนี้ก็ยังทำได้ไม่ดีอย่างที่หวังไว้

ผมตั้งใจจะส่งข้อความชวนเพื่อนในกรุ๊ป บางแคร์ ออกมาทานข้าวที่รวยมิตรบ้าง หลังจากแชตในไลน์เงียบกันไปหลายสัปดาห์ แต่ก็นะ หลายคนก็มีลูกมีเต้าอายุไม่มาก การจะลากลูกออกมาเจอเพื่อนพ่อ เพื่อนแม่มืด ๆ ค่ำ ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ต้องวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าแรมเดือนกันทีเดียว

มองกลับไป ผมไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องแค่ไหนกันที่กรุ๊ปไลน์ทำงานของผมเต็มไปด้วยข้อความด่วนที่ต้องตอบจากลูกค้ามากมาย ในขณะที่ห้องแชตของคนที่เรารักและรักเราจริง ๆ นั้น แทบจะไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาใหม่เลย

ผมเริ่มเข้าใจสติกเกอร์ สวัสดีวันจันทร์ ของแม่ ๆ ป้า ๆ มากขึ้น เพราะอย่างน้อยมันก็ใช้เป็นข้ออ้าง ส่งหาลูกชายบ้างานคนหนึ่งได้ โดยไม่ต้องถามไถ่อะไรมาก 

มันอาจจะเป็น ‘ข้ออ้างของความคิดถึง’ ที่เปิ่น เด๋อด๋า และน่าเอ็นดูที่สุดที่โลกออนไลน์เคยมีมาก็ได้ ในอีกมุมหนึ่ง

มันจะมีสักกี่คนที่รู้โรคประจำตัวของคุณที่จะฆ่าคุณ แล้วบอกว่า เอาจริง ๆ นะ ถ้ามึงคิดดี ๆ อะ คนเราก็ต้องตายด้วยโรคอะไรสักโรค มึงแค่รู้โรคของตัวเองก่อนก็แค่นั้น แล้วดันทำให้คุณสบายใจขึ้นอีกกับประโยคแปลก ๆ แบบนี้

ผมคิดว่าเสน่ห์ของข้าวต้มกุ๊ยมันน่าจะคล้าย ๆ อาหารอีกหลายประเภท คือมันอยู่ที่เพื่อน มิตร และคนที่เรายอมแบ่งช้อนกลางตักมาม่าเกาหลี ว่าพวกเขาคือใครที่ทำให้คุณยอมฝ่ารถติดและใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนิด (ของชีวิตมนุษย์) มาพุ้ยด้วยต่างหาก

ไม่ใช่ทุกคนที่จะแคร์ บางคนก็แคร์คุณ บางคนก็ไม่แคร์ และชีวิตมันเต็มไปด้วยโมเมนต์ ‘เผลอแป๊บเดียว’ เต็มไปหมดครับ

ผมสัญญากับตัวเองว่าครั้งหน้าผมจะถามชื่ออาเจ็กใบ้ จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่

วันนี้ถ้าคุณยังมีเพื่อน ยังมีมิตร ยังมีคนที่คุณรักวนเวียนอยู่ ลองชวนพวกเขาออกไปทานข้าวดูบ้างนะครับ แต่ถ้าอยากเห็นกระเบื้องแปลก ๆ และบรรยากาศร้านเปิ่น ๆ ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์เพื่อนน้อย ลองแวะไปที่รวยมิตร สุขุมวิท 61 ดูก็ได้ครับ

สวัสดีวันพฤหัสครับ

Facebook : ข้าวต้มกุ๊ยรวยมิตร RUAY MITR

Writer & Photographer

Avatar

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ