The Cloud พาผู้อ่านไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตอยู่หลายครั้ง หรือใครก็ตามที่กดอ่านบทความนี้แล้วเจอบรรทัดนี้เข้า ก็คงต้องเคยขับรถผ่านทำเนียบเอกอัครราชทูตต่างประเทศในไทยอยู่บ้าง และคงพอจะนึกออกว่าบ้านพักเอกอัครราชทูตหน้าตาเป็นยังไง

ตามประวัติศาสตร์การทำคอลัมน์ The Embassy ของ The Cloud ประเทศที่รู้จักกันมานานนมก็จะได้สิทธิ์ตั้งทำเนียบฯ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ้าง หรือไม่ก็เป็นตึกโบราณอายุหลายสิบจนร้อยปีบ้าง ไม่ว่าจะของต่างประเทศในไทยหรือของไทยในต่างประเทศ หนนี้ก็เช่นเดียวกัน ทำเนียบเอกอัครราชทูตที่เรากำลังจะพาไปเคาะประตู ถึงปีนี้ก็อายุครบ 90 ปีพอดี แต่สิ่งที่ทำให้ทำเนียบฯ นี้ต่างจากแห่งอื่น คือทำเนียบฯ หลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ หากแต่เป็นบ้าน ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน หมู่บ้านที่ผู้คนในประเทศนั้นอาศัยกันนั่นแหละ

แล้วประเทศนั้นน่ะประเทศไหน…

ถ้าเป็นคอเที่ยวจะมุ่งไปประเทศนี้เพราะ Kruger National Park หรือ Table Mountain ถ้าคอประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็จะรู้ว่าประเทศนี้คือบ้านเกิดของรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลกผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียม และถ้าเป็นคอบอลจะจำได้ว่าประเทศนี้เป็นประเทศแรกของทวีปที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ปี 2010

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

ท่านผู้โดยสารคะ ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติโออาร์ แทมโบ ประเทศแอฟริกาใต้ กรุณานั่งประจำที่ รัดเข็มขัดอยู่กับที่นั่ง ปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรงพออ่านสบาย เก็บโต๊ะหน้าที่นั่ง เปิดม่านหน้าต่างรับแสงสักนิด และ ‘เปิด’ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เพื่อเตรียมพบ เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย กับเรื่องราวหลังบานประตูทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ขอบคุณค่ะ

Homeroom

ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีชื่อเรียกในอดีตว่า ‘Brooklyn House’ หรือ ‘บ้านบรู๊กลิน’ ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของเศรษฐีเก่าแก่แห่งพริทอเรีย

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

บรู๊กลินในแอฟริกาใต้!

“บริเวณนี้เป็นเขตที่อยู่อาศัยชื่อว่า บรู๊กลิน แต่คนละบรู๊กลินกับนิวยอร์กนะครับ ทีแรกนึกว่าพรุ่งนี้จะไปลาเรโด เท็กซัส อ๋อ ไม่ใช่ อยู่แถวนี้เอง เพราะที่นี่มีเมืองชื่อเดียวกับที่อเมริกา อังกฤษก็มีอีสต์ลอนดอน มีทั่วโลกอยู่ในประเทศนี้ มีใครสักคนบอกว่า เป็น One world in one country” ท่านทูตเล่า

บ้านสีไข่ไก่หลังนี้สร้างโดยสแตรททันส์ (Strattons) ช่วง ค.ศ. 1930 ด้วยสถาปัตยกรรม Classic-romantic ผสมผสานระหว่างสไตล์อังกฤษและอเมริกัน ซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 – 30 และออกแบบโดยกอร์ดอน เฟรเซอร์ ลอว์ลี (Gordon Fraser-Lawlie)

นายกอร์ดอนคนนี้ตั้งใจออกแบบให้บ้านบรู๊กลินกลมกลืนกับประเทศแอฟริกาใต้ จึงใช้วัสดุก่อสร้างจากที่นี่เป็นส่วนใหญ่ เช่นอิฐ Narrow Kirkness อิฐรูปทรงพิเศษจากโรงงานอิฐเคิร์กเนสที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้าน และโดยเฉพาะหินแอฟริกาใต้ที่นำมาใช้สร้างกำแพงล้อมรอบตัวบ้านและคานทางเดินในสวน ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของย่านบรู๊กลินในปัจจุบัน

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

หากสงสัยว่าทำไมต้องเป็นอิฐ Narrow Kirkness ไอ้เจ้าอิฐยี่ห้อนี้มันจะขนาดไหนกันเชียว ก็ขนาดที่ เซอร์ เฮอร์เบิร์ต เบเกอร์ (Sir Herbert Baker) ผู้มีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมในประเทศแอฟริกาใต้ ผู้ออกแบบอาคารสิ่งก่อสร้างสำคัญของรัฐบาลในนิวเดลี และผู้ออกแบบบ้านโบราณที่เป็นสถานทูต ณ กรุงพริทอเรีย เมื่อครั้งจะสร้าง South Africa House ในลอนดอน ยังระบุว่าต้องใช้กระเบื้องหิน กระถางดินเผา จากโรงงานอิฐเคิร์กเนสเท่านั้น

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
อิฐ Narrow Kirkness ภาพ : www.theheritageportal.co.za
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
House of South Africa ในลอนดอน ภาพ : commons.wikimedia.org

พอจะสร้างโรงพยาบาล Groote Schuur ที่เคปทาวน์ และที่ทำการไปรษณีย์ Salisbury ก็ต้องใช้กระเบื้องมุงหลังคาของเคิร์กเนส

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
โรงพยาบาล Groote Schuur สมัยก่อน ภาพ : www.researchgate.net

ถึงคราวจะสร้าง Union Building อาคารประวัติศาสตร์ของประเทศแอฟริกาใต้ ก็ต้องแน่ใจว่าใช้อิฐจากเคิร์กเนสในการก่อสร้าง

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : www.theheritageportal.co.za
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : www.safariwithus.com

ออกมานอกตัวบ้านกันบ้าง เดิมทีอาณาบริเวณรอบบ้านบรู๊กลินครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 12,500 ตารางเมตร นับเป็นพื้นที่ที่ครอบครองโดยบุคคลเพียงคนเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพริทอเรีย คลุมตั้งแต่ถนน Olivier ถนน Rupert และถนน Nicholson แต่เจ้าของคนก่อนหน้าได้แบ่งขายพื้นที่ส่วนหนึ่งไป

ที่เหลืออยู่ก็คืออาคารทำเนียบฯ เป็นอาคารอิฐ 2 ชั้น ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งสิ้น 8,727 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่สวน 3,707 ตารางเมตร พื้นที่ในตัวบ้านประมาณ 800 ตารางเมตร และเป็นพื้นที่รอบทำเนียบฯ ที่ประกอบด้วยสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ รวมถึงคอกม้าที่ปัจจุบันเป็นเรือนพักรับรองและเรือนแม่บ้าน

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

บ้านบรู๊กลินหลังนี้มีอายุเกิน 50 ปี มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม จึงถือเป็นหนึ่งในอาคารอนุรักษ์ ปัจจุบัน ถ้าจะหาอาคารลักษณะแบบเดียวกันนี้ ทั่วกรุงพริทอเรียก็หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมีเพียง City Council of Pretoria และ National Monument Council 

Homestory

ก่อนจะเป็นที่รู้จักในฐานะทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย บ้านบรู๊กลินเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในแมนชั่นงดงาม 4 หลังของตระกูลเคิร์กเนส (Kirkness) ตระกูลเจ้าของบริษัทก่อสร้าง จอห์น แจ๊ค เคิร์กเนส (John Jack Kirkness) ซื้อบ้านบรู๊กลินเมื่อ ค.ศ. 1938 และให้ จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส (John Johnston Kirkness) ผู้พี่ ออกแบบบ้านให้มีลักษณะเช่นที่เห็นทุกวันนี้

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส ภาพ : www.aboutorkney.com
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
โฆษณาโรงงานอิฐเคิร์กเนส ภาพ : www.theheritageportal.co.za

จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส คนนี้เองที่เป็นเจ้าของโรงงานอิฐเคิร์กเนส เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชื่อดัง เป็นอดีตผู้ว่าเมืองพริทอเรีย รวมถึงเป็นผู้ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญในกรุงพริทอเรียจำนวนมาก เช่น Raadsaal (อาคารรัฐสภาของแอฟริกาใต้) อาคารหลักในมหาวิทยาลัยพริทอเรีย สะพานไลอ้อน (Lion Bridge) สะพานเวียร์ด้า (Wierda Bridge) และ Sammy Marks Building

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
Raadsaal ภาพ : www.dutchfootsteps.co.za

พอถึง ค.ศ. 1948 บ้านบรู๊กลินก็ถูกซื้อโดยรัฐบาลแอฟริกาใต้ และกลายเป็นที่พักของนักการเมืองสำคัญของประเทศ ทั้งประธานาธิบดีคนที่ 3 ของ State of Africa อดีตเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำสหรัฐอเมริกา อดีตรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนที่ 6 และ 7 ของ State of Africa

ใน ค.ศ. 1993 รัฐบาลแอฟริกาใต้เสนอขายบ้านให้ หลุยส์ เนล (Louis Nel) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ อีเลน เนล (Elaine Nel) ภรรยา ทั้งคู่ศึกษาประวัติบ้านหลังนี้อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะจ้างสถาปนิกมาฟื้นฟูอาคาร การฟื้นฟูครั้งนี้ดำเนินไปตามลักษณะเด่นของอาคาร จะมีปรับเปลี่ยนบ้างก็ตรงประตูไม้และโครงอาคารไม้ให้เป็นโครงเหล็ก ประตูหน้าและทางเข้าบ้านกลายเป็นห้องน้ำแขกหญิง และห้องอาหารที่เคยใช้ในงานเลี้ยงรับรองระดับชาติก็ถูกเปลี่ยนเป็นโถงทางเข้าและห้องอาหารหลัก

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
โถงทางเข้า
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

ไม่นานหลังจากนั้นบ้านบรู๊กลินถึงคราวต้องถูกขายอีกครั้ง โดยมีสถานเอกอัครราชทูตอินเดียและสถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นแคนดิเดต สุดท้าย นายยิ่งพงศ์ นฤมิตรการ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแอฟริกาใต้คนแรกก็ตกลงซื้อบ้านบรู๊กลินมาได้เมื่อ ค.ศ. 1997

นอกจากบ้านหลังนี้จะผ่านมือคนสำคัญในประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้มาหลายคน ย้อนกลับไปก่อนบ้านบรู๊กลินจะเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย บ้านบรู๊กลินเองก็เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของแอฟริกาใต้ เพราะจุดเริ่มต้นการยกเลิกนโยบายกีดกันสีผิวในแอฟริกาใต้ที่นำมาซึ่งประชาธิปไตยของประเทศเกิดขึ้นใต้หลังคานี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1989

คณะรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารระดับสูงได้มาประชุมกันที่บ้านบรู๊กลินเพื่อตัดสินอนาคตของประเทศแอฟริกาใต้ โดยโน้มน้าวให้ พี. ดับเบิลยู. โบธา (P. W. Botha) ประธานาธิบดีในขณะนั้น ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทำให้ เฟรเดอริก วิลเลิม เดอ แกลร์ก (Frederik Willem de Klerk) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และดำเนินนโยบายเพื่อนำไปสู่การยกเลิกการกีดกันสีผิว 

Home-(be)coming

กว่า 30 ปีที่บ้านบรู๊กลินอยู่ใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทย เป็นที่พำนักของเอกอัครราชทูตก่อน เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน มาก็หลายท่าน

เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย แอฟริกาใต้
เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย

ตอนนี้เรากำลังนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกทางปีกขวาของทำเนียบฯ ถ้าอาศัยจินตนาการสักนิด ใครสักคนอาจเคยนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ นั่งชมสวนสวยขนาด 3,707 ตารางเมตรผ่านกระจกใสบานใหญ่ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ตรงจุดเดียวกัน หรือเลือกทางเดินอนาคตให้ประเทศนี้แถวๆ นี้ก็เป็นได้ 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

จินตนาการได้ไม่นาน ประตูบานที่จ้องอยู่ก็เปิดกว้าง ท่านทูตยิ้มกว้าง เรายิ้มกว้าง และยกมือขึ้นสวัสดี

“ก่อนมาเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ท่านทูตประจำที่ไหนมาก่อน” เราถามหลังจากเราทั้งคู่พร้อมเริ่มบทสนทนา

“หลังจากที่อยู่กรุงเทพฯ มาระยะหนึ่ง ประเทศที่ไปประจำการในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมาก็คือ จีน ไปอยู่ที่มณฑลเสฉวน นครเฉิงตู ตอนนั้นเป็นกงสุลใหญ่ ได้ทำงานในหลายๆ ด้าน อยู่ได้สามปีครึ่งก็ย้ายไปอยู่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกสองปีครึ่ง เมืองหลวงเขาชื่อกรุงอาบูดาบี และมีเมืองซึ่งคนรู้จักกัน แต่คนชอบเข้าใจผิดว่าเป็นประเทศคือ เมืองดูไบ

“ถัดมาก็มาที่แอฟริกาใต้เลย ไม่รู้ว่าเป็นเส้นทางสายไหมรึเปล่านะ เพราะมาจากจีน แต่ยังดีที่ผมไม่ได้มาสายถนน ผมมาสายการบิน” คำตอบของท่านทูตช่วยขจัดความเงียบในห้องนี้

“แล้วเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ เคยมาประเทศแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้ไหม”

“ผมรู้ว่าแอฟริกาเป็นทวีปสำคัญ แต่ก็ไม่เคยมานะ ไม่เคยมาแม้กระทั่งเปลี่ยนเครื่องบิน ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปใหญ่ มีสถานทูตหลายแห่ง ประเทศแอฟริกาใต้เองก็มีอะไรให้ทำเยอะ แถมยังมีประเทศในอาณาที่ต้องดูแลอีก นอกจากแอฟริกาใต้ก็มีอีกเก้าประเทศ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่านับได้ตั้งแต่ A ถึง Z”

ท่านทูตไม่เคยมาแอฟริกาใต้เลย ครั้งแรกที่มาถึงและเห็นบ้านหลังนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง จะรู้สึกเหมือนที่เราๆ รู้สึกกันหรือเปล่าว่าบ้านบรู๊กลินช่างเป็นทำเนียบฯ ที่ไม่ถึงกับโอ่อ่า ทว่าอบอุ่น สง่างาม

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“รู้สึกอบอุ่น เหมือนไม่ใช่ House แต่เป็น Home ไม่เหมือน Out of Africa แต่เป็น Into Africa อยู่ที่นี่เวลาผ่านไปเร็วมาก เพราะผมสนุกสนานกับงาน น้องๆ ก็เก่งกันทุกคน เขาอยู่กันมาก่อนหน้า ต้องขอพูดถึงด้วยนะว่านอกจากข้าราชการจากบ้านเรา ก็มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สถานทูตอื่นที่อยู่เมืองไทยเขาก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่กันเป็นครอบครัว เรามานี่เหมือนเรือมาจอด สามสี่ปีก็ไป แต่เขาอยู่เป็นคนที่คอยส่งต่อความรู้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับทีมใหม่ที่มาประจำการต่อไป”

“ทำไมรัฐบาลไทยจึงเลือกบ้านหลังนี้” เราถาม

“น่าจะเป็นเพราะ ณ เวลานั้นหรือแม้กระทั่งตอนนี้ที่นี่เป็นที่ที่ดีที่สุด ทั้งราคา ทั้งพื้นที่ เป็นที่ผืนใหญ่ห้าไร่แห่งเดียวในย่านนี้ เพื่อนบ้านเขามีแค่ไร่เดียว หรืออย่างมากสองไร่”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“พอแง้มราคาได้มั้ย”

“ทำเนียบฯ นี่ราคาห้าล้านแรนด์ สมัยก่อนก็ราวสิบล้านบาท” ท่านทูตคำนวณให้เสร็จสรรพ 

คุณกนก เผือกนวม เลขานุการเอก เล่าเสริมว่า บ้านบรู๊กลินนี้เปลี่ยนเจ้าของมา เดี๋ยวเป็นของรัฐมั่ง เอกชนมั่ง ตอนเป็นของรัฐเคยเป็นที่ประชุมของนักการเมือง ห้องพักแม่บ้านเคยเป็นห้องพักของบอดี้การ์ดประธานาธิบดี เพราะประธานาธิบดีเคยอาศัยอยู่ที่นี่ 

“แล้วห้องที่ผมนอนตอนนี้แต่ก่อนเป็นห้องอะไร” ท่านทูตถามคนเล่ากลั้วหัวเราะ

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

คนไม่ได้อยู่ที่มาเยือนครั้งแรกแล้วยังประทับใจอย่างเราสงสัยว่าคนที่อยู่ทุกวันชอบมุมไหนของบ้านที่สุด

ห้องทำงาน เพราะมีทุกอย่าง มีทีวี หนังสือ กับอีกมุมติดหน้าต่างที่มองเห็นสวน คือห้องนอน ยิ่งเวลาหน้าร้อนสว่างเร็ว ตื่นมาก็จะเห็นต้นชัยพฤกษ์สีเหลืองสวย และห้องนั่งเล่น ที่จะมองเห็นสวน สนามหญ้า ได้เหมือนกัน บางทีจะทานข้าวก็ทานง่ายๆ ในห้องนี้ เป็นห้องนั่งเล่นก็ได้ เป็นห้องทำงานก็ได้”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“แสดงว่าท่านทูตชอบสวน” ใครสักคนทักขึ้น

“ตอนเด็กๆ ผู้ใหญ่สอนว่า เมื่อเราเพ่งสายตากับหนังสือมากๆ ให้มองสวน จึงดีใจที่มีสวนและมีนกหลายชนิด มีนกตัวใหญ่ๆ ร้องเสียงดังมากชอบมาเดินในสวน ทีแรกผมนึกว่าไก่งวง แต่ไม่ใช่ เป็นนกพื้นเมืองของที่นี่ พอใช้ชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่หรูหรา ทำให้สบายใจ มีความรู้สึกว่าเป็นบ้านจริงๆ แต่ว่าทำเนียบฯ เราก็ใช้การเยอะ ไม่ใช่แค่เป็นบ้านพัก แต่ทั้งจัดประชุมเจ้าหน้าที่และจัดกิจกรรมหลายอย่าง”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

ย้ายที่บ่อยมาก มีวิธีทำยังไงให้รู้สึกว่าเป็นบ้านของเรา-เราสงสัย

“วิธีของผมก็คือเอาสิ่งของที่ตัวเองคุ้นเคยมาด้วย เข้าไปในห้องมองซ้ายก็เห็นตัวนี้ มองขวาก็เห็นหนังสือเล่มนี้ เป็นคนชอบสะสมของ ไม่ยอมทิ้งถ้ามันยังใช้ได้อยู่ ผมยกโทรทัศน์เครื่องเดิมที่ซื้อตอนอยู่ที่เก่ามาใช้ที่นี่ด้วย ก็คือยกของเดิมมาแล้วทำให้เป็นบ้าน” 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

Home Decor

บ้านบรู๊กลินเป็นอาคารอนุรักษ์ แล้วแรกเริ่มที่ซื้อบ้านหลังสำคัญของประวัติศาสตร์ประเทศแอฟริกาใต้มาเป็นทำเนียบฯ รัฐบาลไทยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไหม และได้ไหม เชื่อว่าหลายคนอยากรู้เหมือนกัน

“ในหลายประเทศการต่อเติมสร้างบ้านต้องมีการขออนุญาต เพราะบางทีเป็นสถานที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งที่นี่เป็น อย่างหลังคานี่เป็นอิฐสไตล์ของประเทศนี้ แล้วก็มีไม้ชนิดพิเศษ จะทุบก็จะต้องขออนุญาต แล้วที่นี่เรามีเพื่อนบ้าน ขณะที่เพื่อนบ้านอีกหลังหนึ่งเป็นสไตล์คลาสสิก บ้านเราจะสร้างตามอำเภอใจออกมาเป็นสไตล์อวกาศไม่ได้ ที่นี่สงบและบรรยากาศดี เราก็ต้องรักษาดูแลให้ดี เพราะเป็นหน้าเป็นตา ไม่ใช่เป็นหน้าตาของไทยอย่างเดียวนะ แต่เป็นหน้าตาของที่นี่ด้วย

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่สำคัญคือ เรื่องการบำรุงรักษา เราต้องดูแลพวกท่อน้ำ สายไฟ เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปเป็นบ้านที่เขาทำมาดีแล้ว เหมาะสม เพราะว่าเปลี่ยนมาหลายมือ เมื่อได้เป็นสมบัติของเราก็ต้องรักษา และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่เราเป็นเจ้าของ แต่ถ้าเราจะขยับขยายก่อสร้างก็ไม่ยาก เพียงแต่ต้องทำให้ถูกกฎหมายเขา เราเป็นสถานทูต แต่เราก็เคารพกฎเกณฑ์ กฎหมาย ของเมือง”

จากตอนต้นจะเห็นว่าบ้านหลังนี้ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอังกฤษ-อเมริกันที่กลมกลืนกับบรรยากาศของประเทศแอฟริกาใต้ พอจะเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย เมื่อจะซ่อมแซมบ้านต้องใช้สถาปนิกไทยหรือสถาปนิกท้องถิ่นกันล่ะทีนี้

“สถาปนิกท้องถิ่น ตกแต่งภายในก็เป็นแบบไทยๆ แต่ข้างนอกต้องสถาปนิกท้องถิ่น อย่างที่บอกตอนต้นว่าเป็นบ้านอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ จึงมีข้อจำกัด ทราบดีว่าหลายแห่งสร้างศาลาไทย แต่ที่นี่ด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ เราจึงตั้งศาลาไทยที่สถานทูต นี่คือสิ่งที่ทำ ไม่ได้ไปรื้อแล้วทำอะไรใหม่ และสร้างให้กลมกลืน ส่วนใหญ่เฟอร์นิเจอร์ก็จะเป็นของไทยๆ”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่บอกว่าภายในตกแต่งเป็นแบบไทย ต้องมีคนมาดูแลเฉพาะมั้ย” เราถาม

“ตอนนี้เราทำกันเอง ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้ครบถ้วน” ท่านทูตตอบ

แล้วสิ่งที่มีที่ว่า มีอะไรบ้าง เราจะพาไปดู 

“ส่วนใหญ่เป็นของที่รัฐบาลไทยส่งมาให้ บางอันลองไปดูใกล้ๆ จะเขียนว่ากระทรวงการต่างประเทศ เช่น เบญจรงค์ แต่บางอย่างก็ได้มา เพิ่งไปพบนายกเทศมนตรีเคปทาวน์ เขาก็ให้ของมา” 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

คนทุกคนย่อมมีของชิ้นโปรด…

“แหม จริงๆ แล้วมีเหมือนกันฮะ มีของพวกเบญจรงค์และชุดเก้าอี้ไทย และของจากที่เราไปแต่ละที่แล้วเอามาด้วย จากจีนคือภาพวาดพู่กันแบบจีนรูปแพนด้า ชุดน้ำชา มีงานปักด้วย จากอาหรับเอมิเรตส์ก็เอามาเหมือนกัน มีตึก Burj Khalifa ทำด้วยแก้ว สูงเท่าครึ่งตัวผม มันเป็นความทรงจำน่ะ ของที่รัฐบาลส่งมาให้ก็อยู่ที่นี่ มีของที่ใช้ในบ้าน ของสำหรับเลี้ยงแขก”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

นอกจากตัวบ้านจะสวยและสำคัญ แต่สวนกว้างด้านนอกหน้าต่างนั่นก็ยังคงดึงดูด ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้เดินชมสวน ถึงมีเวลาสักพักก่อนมื้อค่ำก่อนการสนทนา ก็ยังเดินไม่รอบสวนแห่งนี้อยู่ดี พนันเลยว่าถ้าใครได้ลองมาเดินเล่นในสวนหลังทำเนียบฯ ความเร็วจะลดลงจนเหลือไม่แซงหอยทาก แม้หมู่บ้านที่ตั้งของทำเนียบฯ จะติดถนนใหญ่ แต่กว่าจะถึงตัวทำเนียบฯ ก็ต้องลดเลี้ยวซ้าย-ขวาเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ที่นี่จึงตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก โดยเฉพาะสวนหลังทำเนียบฯ ที่ถ้าเดินแหงนคอดูต้นไม้สูงไปด้วย เงี่ยหูฟังเสียงนกไปด้วย แล้วละก็ ลืมเวลาเลยล่ะ  

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่นี่เรามีต้นไม้เยอะหน่อย และเราพยายามรักษาต้นไม้เก่าๆ ที่อยู่มานาน” ท่านทูตเล่า 

“ต้นไหนเก่าแก่ที่สุด” เราถาม

“ต้นชัยพฤกษ์ และพริทอเรียเองมีดอกไม้ประจำเมืองคือ แจ็กกาแรนด้า (Jacaranda) ต้นแจ็กกาแรนด้าตามแนวถนนทำเนียบฯ ถือว่าเก่าแก่มาก ถ้ามาตอนเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงที่ออกดอกสีสวยมาก”

“มีคนพูดว่าย่านที่สวยที่สุดเวลาดอกแจ็กกาแรนด้าบานคือบรู๊กลิน เพราะทั้งสองข้างทางมีต้นแจ็กกาแรนด้ายาวเป็นแนว เวลาออกดอกก็จะออกพร้อมๆ กัน” คุณเสาวณีย์ สุวรรณสาร เลขานุการตรี มาร่วมวง

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : live.staticflickr.com
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : upload.wikimedia.org

ถ้าใครนึกหน้าตาดอกแจ็กกาแรนด้าไม่ออก นอกจากจะเปิดตำราพฤกษศาสตร์หรือเสิร์ช Google อีกวิธีคือให้ไปดูละคร ข้ามสีทันดร เพราะถ่ายทำที่พริทอเรียและมีฉากแนวต้นแจ็กกาแรนด้าที่ออกดอกสีม่วงสวย และถ้าชื่อแจ็กกาแรนด้ายังไม่ค่อยคุ้นหู จะบอกว่าชื่อไทยก็คือ ศรีตรัง

Home-made

พอต้องอยู่หลายที่ ต้องปรับการใช้ชีวิตในที่ที่แตกต่างบ้างมั้ย-เราสงสัย

“พวกเราที่เป็นนักการทูตจะต้องปรับตัวให้เข้ากับที่ที่เราไปอยู่ ปรับตัวกับวัฒนธรรม ปรับตัวกับการใช้ชีวิต แต่แน่นอน เรายังต้องคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเรา เพราะเราเป็นคนไทย แค่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพและใช้ประโยชน์จากการอยู่ตรงนั้นให้มากที่สุด เพื่อจะได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ไม่งั้นก็คงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่บ้านอ่านผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่ก็ไม่สู้การมาใช้ชีวิตที่นี่

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

“น้องๆ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นี่ ทางสถานทูตก็ไม่ให้นั่งทำงาน นั่งเขียนเอกสาร อยู่แต่ในห้องทำงาน แต่ส่งเสริมให้ออกไปใช้ชีวิต ต้องออกไปศึกษาสิ่งที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน เช่น วิทยาการของเขา หรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เยอะแยะเลยครับ”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ได้ยินว่ามีภาษาราชการสิบเอ็ดภาษา มีการปรับตัวเป็นพิเศษเพื่อแอฟริกาใต้ไหม”

ใช่ค่ะ คุณอ่านไม่ผิด ประเทศแอฟริกาใต้มีภาษาราชการทั้งสิ้น 11 ภาษา คือภาษาอังกฤษ ภาษาแอฟริกานส์ ภาษาซูลู ภาษาโชซา ภาษาสวาตี ภาษาเอ็นเดเบลี ภาษาซูทูใต้ ภาษาซูทูเหนือ ภาษาซองกา ภาษาสวันนา และภาษาเวนดา

“ใช่ครับ แต่ตอนนี้ยึดอยู่สองภาษาครับ ภาษาไทย กับภาษาอังกฤษ (หัวเราะ) ยังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาแอฟริกานส์” 

ท่านทูตประจำมาหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็อยู่คนละทวีป รวมถึงประเทศนี้ ประเทศแอฟริกาใต้มีความสนุกท้าทายอะไรไหม

“ที่นี่มีซาฟารี เพราะว่านี่เป็นคัลเจอร์ของเขา และเขาภูมิใจว่าเขาธรรมชาติให้ดู อย่างกรุงพริทอเรียเป็นเมืองทางด้านบริหาร เคปทาวน์คือเมืองทางด้านสภา แล้วยังมีเมืองโบรฟองเทซึ่งเป็นเมืองทางด้านกฎหมาย แอฟริกาใต้มีเรื่องสนุกให้เล่าเยอะ เพราะคนเขาหลากหลาย”

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

เกริ่นไว้ว่า ทำเนียบฯ นี้ต่างจากแห่งอื่น คือไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ หากแต่เป็นบ้าน ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านที่ผู้คนในประเทศนี้อาศัยกัน อยากให้ท่านทูตเล่าถึงเพื่อนบ้านให้ฟังสักนิด 

“บรู๊กลิน ชุมชนที่ตั้งทำเนียบฯ เป็นชุมชนที่ดี เพื่อนบ้านน่ารักทุกคน เจอกันอยู่เรื่อย บางทีก็นัดทานข้าวกัน เพราะถือว่าพวกเขาเป็น Friends of Thailand

“เมื่อวันก่อนจัดอาหารไทยเลี้ยง เขาก็ชอบ เราคือเพื่อนบ้านกัน เขาก็ช่วยดูเรื่องความปลอดภัย อยู่เป็นชุมชนที่พักอาศัย ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Residential และพริทอเรียเองเป็นเมืองที่น่ารัก” ไม่ต้องขยายความเราก็พอจะเดาออกได้จากรอยยิ้มของท่านทูต 

“แล้วเพื่อนบ้านเป็นใครบ้าง” เราถาม

“เป็นคนที่นี่เลย บางคนเป็นคนอังกฤษก็มี แต่ส่วนใหญ่เกิดและอยู่ที่นี่มานาน น่ารักมาก บางทีก็เดินไปทักทายกัน” 

“หมู่บ้านนี้ใหญ่ไหม” 

“บรู๊กลินนี่ก็ห้าร้อยหลังคาเรือนนะ เยอะเหมือนกัน” 

“มีฉายาของย่านไหม”

“เดี๋ยวผมอยู่ๆ ไปแล้วผมจะตั้งเอง (หัวเราะ)”

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ณ ซอยเล็กๆ อันเงียบสงบในย่านเมงุโระอันเรียบเก๋

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคตั้งเด่นอยู่อย่างสง่างาม ท่ามกลางอาคารซึ่งดูเป็นย่านที่อยู่อาศัยสไตล์ญี่ปุ่น กำแพงหิน ประตู กรอบหน้าต่างและกระจกสีต่างๆ ทำให้ดูละม้ายคล้ายปราสาทในยุโรป แม้ตัวบ้านจะสะท้อนให้เห็นค่านิยมทางความงามแบบตะวันตกเต็มรูปแบบ แต่ผู้อยู่อาศัยสามารถแสวงหาความรื่นรมย์แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ได้ตลอดปี เพราะที่นี่มีความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติให้ตั้งตารอคอยทุกฤดู ต้นซากุระที่หน้าบ้านช่วยเติมความอ่อนหวานให้กับบ้านที่ดูเข้มแข็ง ส่วนต้นเมเปิ้ลที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตามอากาศที่เย็นขึ้นทีละนิดช่วยเตือนให้เรารู้การไหลผ่านของเวลาที่จวนจะครบปีแล้วอีกครั้ง นอกจากนี้ แม้หินอ่อนภายในบ้านจะมาจากอิตาลี แต่หินในสวนและกำแพงบ้านเป็นของ Made in Japan ส่งตรงมาจากภูเขาไฟฟูจิในสมัยที่ยังทำสัมปทานหินได้อยู่

ตัวบ้านและบรรยากาศแบบ East meets West ที่กลมกลืนกันอย่างกลมกล่อมนี้อาจจะจืดจางไปทันที เมื่อได้พบกับงานศิลปะเลอค่าที่ประเมินราคาไม่ได้จากยุโรป จีน ญี่ปุ่น และไทย หลายสิบชิ้นภายในบ้านสองชั้นอายุ 85 ปีและพื้นที่ประมาณ 5 ไร่นี้ งานชิ้นเดียวภายในบ้านที่เคยมีคนประเมินราคาคือ รูปภาพลมพายุในท้องทะเลชิบะ ผลงานชื่อดังของศิลปินชาวญี่ปุ่น ซึ่งภาพนี้มีมูลค่าถึง 100 ล้านเยน โดยที่รัฐบาลไทยซื้อบ้านหลังนี้มาในราคาเพียง 1 ล้านเยนเท่านั้นแบบ fully furnished

รูปภาพลมพายุในท้องทะเลชิบะ
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

อีกทั้งยังมีความบังเอิญที่น่าประทับใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสัญชาติไทย บ้านหลังนี้เคยทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับจีนมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เราได้เห็นรูปปั้นสิงโตหมอบในสวนญี่ปุ่นและลายดอกซากุระในเครื่องชามจีน

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

เกริ่นได้เพียงเท่านี้ ใครจะเล่าเรื่องราวความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทำเนียบท่านทูตไทยได้ดีไปกว่าผู้ที่อยู่อาศัยจริง

ยามบ่ายแก่ๆ ของวันที่ฟ้าใสและใบโมมิจิกำลังขับสีส้มสลับเหลืองต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างสดสวย ประตูบานใหญ่อันแน่นหนาถูกเปิดออกโชว์ความโอ่อ่าของสถานที่ รอยยิ้มอันอบอุ่่นและการต้อนรับอย่างเป็นกันเองของท่านเอกอัครราชทูต บรรสาน บุนนาค และ คุณยุพดี บุนนาค ภริยา ช่วยลดทอนความเกร็งของเราที่กำลังจะก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางงานศิลปะชิ้นน้อยใหญ่อายุนับร้อยปีที่วางอยู่ในทุกมุมบ้าน

เรื่องราวในบ้าน

พื้นที่ชั้นหนึ่ง เราเปิดต้อนรับแขกเต็มที่ ทักทายกันที่ห้องนี้ก่อน แล้วค่อยย้ายไปคุยกันอีกห้อง” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

จุดที่ท่านทูตกล่าวถึงคือ ห้อง Grand Room ซึ่งอยู่ถัดมาจากประตูทางเข้า ตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศส มีโซฟาชวนนั่งและแกรนด์เปียโนตั้งสง่ารับกับภาพวาดชื่อดัง เปียโนอาจจะไม่เลิศหรูนัก แต่ถือเป็นของพิเศษในยุคนั้น คนที่รู้เรื่องเปียโนเชื่อว่า เจ้าของบ้านมีเปียโนอยู่ก่อนแล้ว และตั้งใจสร้างแชมเบอร์ตรงนี้ขึ้นมาทำเป็นเวทีการแสดงโดยเฉพาะ โดยคำนวนแล้วว่าความสูงจากพื้นถึงเพดาน 9 เมตร จะทำให้เสียง octave ขึ้นไปถึงเพดานแล้วลงมาถึงผู้ฟังพอดี

ห้องต่างๆ ของชั้นหนึ่ง ส่วนมากทำหน้าที่รับแขกเป็นหลัก แต่มีธีมในการตกแต่งแตกต่างกันไป บางห้องเหมาะสำหรับนั่งคุยงาน บางห้องเหมาะสำหรับการนั่งจิบชารับแขกเบาๆ ยามบ่าย เพราะเห็นวิวสวนสวยด้านหลัง

สถานทูตไทยประจำโตเกียว

“ทำเนียบเป็นเครื่องมือทางการทูตชั้นดีในการแสดงความเป็นไทยและความภาคภูมิใจ ใครเข้ามาจะรู้สึกเลยว่าประเทศไทยเราไม่กระจอก เพราะมีความสง่างามของชาติไทย เป็นสิ่งที่ทำให้เราประกาศศักยภาพของเราได้อย่างเต็มที่

criteria ในการเลือกบ้านเป็นทำเนียบคือ ถ้าสร้างเองได้ต้องสร้างเอง ใส่ความเป็นไทย แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ก็ต้องเลือกซื้อที่ที่สง่าเหมาะสมฐานะ จุดประสงค์หลักของบ้านคือ ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อเข้าสู่ประเทศไทย อย่างบ้านหลังนี้ก็ซื้อมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ปี 1943 โดยท่านทูตดิเรก ชัยนาม” ท่านทูตอธิบายความเป็นมา

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ส่วนเจ้าของดั้งเดิมผู้สั่งสร้างบ้านหลังนี้คือ คิชิเอะมง ฮะมะงุชิ ซึ่งตระกูลฮะมะงุชิแห่งจังหวัดวะคะยะมะนับเป็นตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นครอบครัวหนึ่ง เขาเป็นที่รู้จักในฐานะฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ผู้สืบทอดธุรกิจโชยุของครอบครัว และโด่งดังในฐานะนักสะสมงานศิลปะตัวยงในยุคนั้น แม้บ้านจะมีความยุโรปในทุกตารางเมตร แต่สถาปนิกผู้ออกแบบคือ จุงเคน วะดะ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นแท้ๆ บริษัทที่ีรับก่อสร้างและตกแต่งภายในคือ ชิมิซึ ซึ่งเป็นบริษัทเก่าแก่ของญี่ปุ่นเช่นกัน

“เมื่อเราดูรายละเอียด จะเห็นความตั้งใจของคนสร้างมากๆ” มาดามอธิบายพลางชี้ให้ชมจุดที่น่าสนใจต่างๆ อย่างกระจกสี ซุ้มโค้งไม้แกะสลัก ที่อวดความวิจิตรอยู่เงียบๆ ด้านบน

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ตอนพี่ย้ายเข้ามาอยู่ พี่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ทำให้เราอยากปรับปรุงสถานที่ให้ดีสมฐานะประเทศไทยและความตั้งใจของเจ้าของเดิมที่เขาปลูกไว้ดีมาก มองไปทางไหนก็สวย ซึ่งเป็นหน้าที่ของทูตทุกคนที่ต้องดูแลสถานที่ให้ดี ให้สง่างามที่สุด ใครเข้ามาก็รู้สึกถึงความเป็นไทย” ท่านทูตเสริม

ความเป็นไทยในที่นี้ไม่ต้องสื่อผ่านศิลปะแบบไทยๆ อย่างเดียวก็ได้ แต่ใช้ความหลากหลายของงานศิลป์ที่ปะปนกันอยู่ในบ้านหลังนี้ แต่แน่นอนว่าหัวโขน ชฎา รูปไทยๆ ก็มีครบหมดนะ ลองดูดีๆ (หัวเราะ)

โดยหลักการ เราพยายามจะอนุรักษ์ของเดิมคงไว้ให้มากที่สุด แต่ถ้ามันไม่ดีแล้ว ก็ต้องปรับปรุง เช่น ตอนประจำอยู่โปแลนด์ ทำเนียบเป็นบ้านที่เช่าตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ซึ่งถือว่าดีที่สุดในยุคนั้น พอเราไปอยู่ทีหลัง เจอที่ดีกว่า สะดวกกว่า เราก็ย้าย ส่วนบ้านหลังนี้คือ ถ้าทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ก็อย่าทำ (หัวเราะ) พี่ว่าที่นี่เป็นสถานทูตที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยล่ะ”

เรื่องเล่านอกบ้าน

ก่อนแดดจะหมด เจ้าบ้านทั้งสองท่านชวนเราออกไปชมสวนพร้อมชี้มุมถ่ายรูปสวยๆ ให้ทีมงานอย่างเชี่ยวชาญ

ระเบียงบ้านยื่นออกไปสู่สวนญี่ปุ่นซึ่งได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว

ท่านทูตบอกว่าคงรูปแบบดั้งเดิมของสวนนี้เอาไว้ทั้งหมด เพราะเขาคิดมาดีแล้วทั้งในแง่สีสันและพันธุ์ไม้ รวมไปถึงเสียงน้ำไหลที่กระทบเกาะแก่งต่างๆ เมื่อเรามาอยู่ จึงมีหน้าที่ทำให้สมบูรณ์ขึ้น ประจวบเหมาะกับที่มาดามเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ชอบดูแลบ้านอยู่แล้ว จึงเข้ามาช่วยดูเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ปรับระบบหมุนเวียนน้ำของน้ำพุ และการเดินสายไฟใต้ดินเพื่อการเปิดไฟตกแต่งสวนเวลามีงานเลี้ยงยามค่ำคืน โดยลงรายละเอียดไปถึงทิศทางของไฟ

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
ใบไม้เปลี่ยนสี

จุดที่เราประทับใจเป็นพิเศษยิ่งกว่าสีแดงของใบไม้ที่ย้อมสวนไปกว่าครึ่ง คือก้อนหินที่ดูธรรมดาๆ บนพื้นหญ้าซึ่งที่จริงแล้วเป็นหินที่มีชาติกำเนิดไฮโซจากภูเขาไฟฟูจิและการชมเต่าซึ่งไม่ใช่เต่าต้วมเตี้ยมทั่วไป

คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าถ้าในสวนมีเต่าพ่อแม่ลูก 3 ตัวจะโชคดี เป็นมงคลแก่บ้าน ซึ่งพระราชเลขาธิการเคยเล่าและชี้ให้พี่ดูในสวนพระราชวังอิมพีเรียล เต่าในที่นี้คือพุ่มไม้รูปทรงคล้ายเต่า พี่ก็มาค้นพบเต่าในสวนพี่เองด้วย ถือเป็นเรื่องน่ายินดี” ท่านทูตชี้ให้เราดูเต่าด้วยความใจดี

ใบไม้เปลี่ยนสี

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดมาแล้วเหล่านี้ สมเป็นการชมสวนสไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ

อาร์ตมิวเซียมในบ้าน

บอกเลยงานแต่ละชิ้นในบ้านหลังนี้ไม่ธรรมดาทั้งนั้น ทางพิพิธภัณฑ์มักติดต่อขอหยิบยืมชิ้นงานไปจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ มาดามบอกว่า แม้จะอยู่ในสภาพดีมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นของเก่าอายุเกือบร้อยปี แต่ของพวกนี้น่าจะเป็นของชุดเดิมตั้งแต่สมัยเจ้าหญิงยังอาศัยอยู่ เพราะมีหลักฐานคือเฟอร์นิเจอร์และของประดับต่างๆ เหมือนในรูปถ่ายเก่าๆ เป๊ะ

เจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

งานศิลปะในบ้านนี้แบ่งคร่าวๆ เป็น 3 ประเภท คืองานยุโรป งานจีน งานญีี่ปุ่น

เริ่มต้นที่งานยุโรป

ห้อง Louis Dynasty Room หนึ่งในห้องรับแขกชั้นหนึ่งที่โด่งดังและโดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์หลุยส์ เพดานแกะสลักลวดลายเป็นรูปเทพธิดาอย่างวิจิตรรับกับแชนเดอเลียร์อันอ่อนช้อย ชุดเฟอร์นิเจอร์สีอ่อนตัดกับสีทองที่แสดงถึงความหรูหราแบบไม่ประเจิดประเจ้อ ส่วนห้อง dining ที่อยู่ติดกัน มีเตาผิงที่ทำจากหินอ่อนสีแดงจากอิตาลีซึ่งมีอยู่แค่ 2 ที่ในญี่ปุ่นเท่านั้น คือที่นี่และพระราชวังอะคะสะกะ ภาพวาดเหนือเตาผิงก็เป็นผลงานชื่อดังเช่นกัน

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

แต่ภาพวาดที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้รูปกลุ่มชายขี้เมากำลังแบกไหเหล้าที่ชั้นสอง ซึ่งคุณฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ไปเจอที่ห้องใต้ดินท่านทูตอิตาลีในสมัยนั้นและถูกใจจนขอซื้อต่อมาประดับบ้าน ความสนุกของผลงานชิ้นนี้อยู่ที่ความขี้เล่นของศิลปิน ปลายเท้าของคนเมาจะหันตามมาที่เราเสมอไม่ว่าจะเดินไปทางไหน

รูปวาด

นอกจากนี้ยังมีเสาบรอนซ์แกะสลักที่เชิงบันไดในห้อง Grand Room ซึ่งเป็นผลงานของทะเคะโอะ อุนโนะ ช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นสมัยนั้น และงานประติมากรรมอื่นๆ ตามราวบันได เช่น รูปปั้นนกอินทรีที่คาดว่าเคยถูกนำไปจัดแสดงในงาน Expo ที่อเมริกาด้วย

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ต่อกันด้วยงานจีน

สาเหตุที่บ้านหลังนี้มีงานศิลปะจากจีนเยอะเป็นพิเศษ ทั้งชุดรับแขกประดับมุกเก่าแก่ ไหจีน ปีเซียะหรือสิงโตหมอบบริเวณระเบียงสวนที่ทำจากเซรามิกซึ่งใช้ดินจากเทือกเขาแมนจูในกรุงปักกิ่ง เป็นเพราะว่าเจ้าหญิงฮิโระ หลานสาวของคุณฮะมะงุชิรุุ่นที่ 10 แต่งงานกับเจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ด้วยเหตุผลทางการเมือง การดูตัวและงานหมั้นถูกจัดขึ้นที่นี่ ของหมั้นต่างๆ จึงถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์

เจ้าหญิงฮิโระ เจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

สำหรับพระเอกของงานญี่ปุ่นต้องยกให้ภาพวาดสีน้ำมันรูปลมพายุในท้องทะเลชิบะ ผลงานของคันจิ มะเอะดะ ซึ่งประดับอยู่ด้านหลังเปียโนในห้องโถง คันจิเป็นจิตรกรเอกคนหนึ่งของญี่ปุ่น ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นภาพพอร์เทรต และเพิ่งเริ่มวาดรูปวิวทิวทัศน์ในช่วงหลัง หลังจากภาพนี้ชนะเลิศการประกวดประจำปีของญี่ปุ่นในปี 1929 เขาก็เสียชีวิตลงในปีถัดไป ทำให้ภาพนี้ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นไปอีก

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

นอกจากนี้ ในบ้านยังเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับงานศิลปะภายในบ้าน หรือภาพรวมผลงานของศิลปินท่านนั้นๆ บางเล่มหาซื้อไม่ได้แล้ว ถือเป็นบ้านที่เก็บรักษาความรู้ควบคู่กันไปด้วย

แม้จะเปลี่ยนผู้อยู่อาศัยเป็นระยะ แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสมบัติที่ต้องผลัดกันดูแล

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน

สิ่งที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมอาร์ตมิวเซียมย่อมๆ คือความสงสัยว่า ทำไมท่านฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ถึงตัดสินใจขายบ้าน ทั้งๆ ที่เป็นมหาเศรษฐีมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะดูแลบ้านและงานศิลปะต่างๆ ได้เองอยู่แล้ว แถมยังขายให้ชาวต่างชาติด้วย

“พี่เชื่อว่าที่เจ้าของบ้านตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ให้เรา เพราะเขารักบ้านเขามาก” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

“นี่เป็นข้อสันนิษฐานนะ เพราะไม่ได้มีเอกสารบันทึกเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ช่วงนั้นเป็นช่วงสงคราม เขามั่นใจว่าญี่ปุ่นจะมาเวนคืนของในบ้านเพื่อเอาไปทำอาวุธ เพราะบ้านนี้มีเหล็ก ทองแดง ต่างๆ เยอะแยะที่จะนำไปหลอมเป็นอาวุธ กระสุน เรือรบ รถถัง ได้หมด เขาก็คงคิดว่าขายให้รัฐบาลต่างประเทศ ให้ประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน น่าจะช่วยรักษาบ้านเขาได้ดี สมัยนั้นมีคอนเนกชันและอยู่ในวงสังคมเดียวกันอยู่แล้ว ทางเขาก็อาจจะได้ยินว่าไทยกำลังมองหาสถานทูต ประจวบเหมาะกับความต้องการขายพอดี หลังจากขายบ้านได้ไม่นาน เจ้าของบ้านก็เสียชีวิต คงเริ่มป่วยมาสักระยะแล้ว ดูแลบ้านไม่ไหวด้วย เลยตัดใจขายดีกว่า”

แม้กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านจะขายขาดให้ประเทศไทยมานานแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างท่านทูตไทยและตระกูลฮะมะงุชิรุ่นต่อๆ มายังแน่นแฟ้นเหมือนอดีต ลูกหลานในตระกูลยังแวะเวียนมาเยี่ยมบ้านเสมอ ท่านทูตและมาดามเล่าให้ฟังว่า อย่างน้อยๆ จะได้มานั่งทานข้าวด้วยกันปีละครั้ง พูดคุยเกี่ยวกับความเป็นมา เรื่องราว ภายในบ้าน

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

พี่รู้สึกว่าเราดูแลบ้านเขาดี ลูกหลานเค้าก็ appreciate จริงๆ แล้วมันเป็นสมบัติร่วมกันของไทยกับญี่ปุ่น ถึงจะเป็นของประเทศไทยแต่ก็อยู่ในญี่ปุ่น ครอบครัวเขาก็มีความผูกพันกับบ้านจึงมาเยี่ยมบ้านเป็นระยะและขอบคุณที่เราดูแลไว้ให้ คนญี่ปุ่นเองยังบอกว่า ถ้าไม่ใช่ประเทศไทยดูแล น่าจะรักษาสภาพไว้ไม่ได้ครบขนาดนี้ เพราะค่าใช้จ่ายและภาษี” มาดามเล่า

พี่ก็เก็บเกี่ยวเกร็ดต่างๆ จากตรงนี้แหละ (หัวเราะ)” ท่านทูตเสริม

ดูจากความแม่นยำเรื่องข้อมูลที่เจ้าบ้านทั้งสองเล่าให้เราฟัง คาดว่าคงเคยเล่าเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆ มาหลายครั้งแล้วแน่ๆ

มันก็ไม่เบื่อนะ เพราะเรื่องพวกนี้เป็น story to tell มันเป็นบทสนทนาที่ดี เพราะเป็นความภาคภูมิใจระหว่างคนญี่ปุ่นกับเราด้วย เป็นเหมือนสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ เพราะทุกคนใส่ใจดูแลรักษาอย่างดี”

งานบ้าน

แน่นอนว่า ไม่ได้หมายถึงงานปัดกวาดเช็ดถูทั่วไป

หน้าที่หลักของนักการทูตคือการสร้างและรักษาสายสัมพันธ์ ภายในทำเนียบจึงมีการจัดงานหลากหลายรูปแบบเชิญผู้คนมาใช้เวลาร่วมกัน นอกจากการเลี้ยงข้าว ยังมีงาน exhibition ต่างๆ เช่น งานจัดแสดงรูปภาพ งานจิบน้ำชา งานฉลองเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา รวมไปถึงงานพิธี เช่น การรับเครื่องราชย์ ด้วย

“อาจจะดูเหมือนเราปาร์ตี้เรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วงานเลี้ยงเป็นสิ่งที่ทำให้คนเจอกัน ได้มาพูดคุย ใช้เวลาร่วมกัน เหมือนกับการที่ต้องเล่นกอล์ฟ ออกรอบครั้งหนึ่งใช้เวลา 4 – 5 ชั่วโมง ได้สร้างสัมพันธ์” ท่านทูตอธิบายที่มาที่ไป

มาดามเองก็พยายามไปงานต่างๆ ที่ภริยาท่านทูตประเทศอื่นจัดเช่นกัน

“อย่างวันนี้พี่ไปงานของประเทศเบลเยียม เลยได้เจอคนจากทางยุโรปหลายคน อะไรที่ไปได้เราก็ไป เห็นหน้ากันสักครั้งสองครั้งก็นับเราเป็นเพื่อนแล้ว ถ้าคบกันแต่ในอาเซียน วงสังคมก็จะแคบ มันเป็นหน้าที่ของเราด้วย

“งานของพี่อาจจะเป็นแทร็กหนึ่ง ส่วนมาดามเป็นแทร็กสองที่ช่วยเสริมให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง บางทีเราไปทางตรงไม่ได้ ก็ต้องอ้อมๆ ไปทางภรรยาหรือครอบครัวเขา” ท่านทูตเสริม ก่อนจะอธิบายต่อว่า

“ตัวอย่างตอนพี่ประจำอยู่พม่า เราจะเอาศิลปะไทยไปแสดง ทางพม่าบอกว่าเขาไม่มีอะไรจะมาประกบเราให้เท่าเทียม แต่พอเราคุยกับทางมาดาม ได้ไฟเขียว เราถึงได้โอกาสให้กรมศิลปากรนำทีมไปจัด

“เรียกว่าเป็นการจัดการอย่างละมุนละม่อม เป็นเทคนิค (หัวเราะ)” มาดามกล่าวสรุปให้อย่างอารมณ์ดี

มาดามบอกว่า หน้าที่สำคัญอีกอย่างของนักการทูตคือ การโปรโมตประเทศไทย

บ้านถือเป็นเครื่องมือทางการทูตอย่างยิ่ง ทั้งอาหารอร่อยและการจัดงานอย่างประณีต ไม่ว่าจะอยู่ที่ประเทศไหนก็ต้องจัดงาน เพราะทั้งอาหาร รูปวาด ดอกไม้ คือการเผยแพร่ความเป็นไทยทั้งนั้น เราจัดงานเรื่อยๆ เรียกว่าใช้บ้านคุ้มมาก (หัวเราะ)”

ยกตัวอย่างงานดนตรีที่กำลังจะจัดเร็วๆ นี้ เป็นการเล่นดนตรีไทยเดิมโดยใช้เปียโนในห้อง Grand Room และจะเน้นเชิญคนญี่ปุ่นที่เคยอยู่ประเทศไทย เชิญชวนให้เขาใส่ผ้าไทย

“ท่านทูตมักพูดคำว่า ‘จับมือให้อุ่น’ ดังนั้น เราจะคีพคอนเนกชันกับคนกลุ่มนี้เอาไว้ เพราะเขาช่วยเราโปรโมตประเทศได้อย่างดี เขารักเมืองไทยอยู่แล้ว เวลาเราเชิญมาร่วมงาน ทุกคนก็จะแต่งชุดไทยด้วยความภูมิใจ ใส่ผ้าไทย ถือกระเป๋าผ้าไหมกันมา”

เราขอให้ท่านทูตช่วยขยายความเรื่องการจับมือให้อุ่น

มันไม่ใช่แค่หน้าที่ของนักการทูตนะ แต่เป็นหลักในการดำรงชีวิตด้วย ถ้าเราจะคบหาใคร ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน พ่อสอนไว้ว่าเรามีปลากินทั้งปี มีปลาตัวหนึ่งต้องแบ่งเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านก็เอาของมาแบ่งเรา การจับมือให้อุ่น คือทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายเอกชน ทุกมิติของสังคมเป็นหน้าที่ของทูตไทยที่จะต้อง reach out ไปถึงเขา”

พอจับมือจนอุ่น จิตใจก็อิ่มเอมด้วยมิตรไมตรีที่มีให้กัน

บ้านในบ้าน

คุยมาถึงตอนนี้ เราเริ่มรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ทำงานพอๆ กับความเป็นมิวเซียม ซึ่งมากกว่าความเป็นบ้าน

“เวลาที่ไม่ต้องรับแขกพวกพี่จะอยู่ชั้นสองกัน มันเป็นเหมือนอพาร์ตเมนต์ มีห้องนั่งเล่น ห้องทานข้าว ห้องพระ จบในชั้นเดียว ข้างล่างเอาไว้เอนเตอร์เทน” มาดามไขข้อข้องใจ

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

ท่านทูตเสริมต่อว่า “สรุปคือเหลืออยู่จริงๆ ไม่กี่ตารางเมตร (หัวเราะ) เวลาน้องๆ มาให้เซ็นแฟ้ม ก็จะใช้ห้องหนังสือชั้นหนึ่งรับน้องๆ แบบโก้ๆ หน่อย (หัวเราะ)”

ถึงงานศิลปะต่างๆ สวยก็จริง แต่ในพิพิธภันฑ์ศิลปะแห่งนี้ ความเป็นตัวเราอยู่ที่ไหนได้บ้าง

สถานทูตไทยประจำโตเกียว

“จะว่าไปแล้ว มันก็มีความเป็นตัวพี่กับมาดามอยู่นะ เช่น มีของประดับบ้านที่เอามาจากโปแลนด์ ของในตู้ก็เป็นของที่เราสะสมมา ถือว่ามีความเป็นเราผสมอยู่ด้วย เมื่อพี่ย้ายออกไปแล้ว คนใหม่มา อาจจะมีภาคบังคับของบ้านอยู่ ปรับได้นิดหน่อย แต่โดยหลักการ มันต้องเป็นทำเนียบทูตไทยที่สง่างาม

อย่างรูปครอบครัว จะทำให้บ้านกลายเป็นบ้านได้ทันที” มาดามทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับ

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
 

Writer

Avatar

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Photographer

Avatar

สุธิศา ปิตตะรงค์

นักเรียนปีสุดท้ายในประเทศญี่ปุ่น ชื่นชอบการถ่ายรูป และการเล่าเรื่องทุกรูปแบบ กำลังฝึกฝนการใช้ชีวิตด้วยตัวเองให้มีความสุข และมีประสิทธิภาพ และใฝ่ฝันอยากมีนิทรรศการเป็นของตัวเองสักครั้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load