The Cloud พาผู้อ่านไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตอยู่หลายครั้ง หรือใครก็ตามที่กดอ่านบทความนี้แล้วเจอบรรทัดนี้เข้า ก็คงต้องเคยขับรถผ่านทำเนียบเอกอัครราชทูตต่างประเทศในไทยอยู่บ้าง และคงพอจะนึกออกว่าบ้านพักเอกอัครราชทูตหน้าตาเป็นยังไง

ตามประวัติศาสตร์การทำคอลัมน์ The Embassy ของ The Cloud ประเทศที่รู้จักกันมานานนมก็จะได้สิทธิ์ตั้งทำเนียบฯ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ้าง หรือไม่ก็เป็นตึกโบราณอายุหลายสิบจนร้อยปีบ้าง ไม่ว่าจะของต่างประเทศในไทยหรือของไทยในต่างประเทศ หนนี้ก็เช่นเดียวกัน ทำเนียบเอกอัครราชทูตที่เรากำลังจะพาไปเคาะประตู ถึงปีนี้ก็อายุครบ 90 ปีพอดี แต่สิ่งที่ทำให้ทำเนียบฯ นี้ต่างจากแห่งอื่น คือทำเนียบฯ หลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ หากแต่เป็นบ้าน ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน หมู่บ้านที่ผู้คนในประเทศนั้นอาศัยกันนั่นแหละ

แล้วประเทศนั้นน่ะประเทศไหน…

ถ้าเป็นคอเที่ยวจะมุ่งไปประเทศนี้เพราะ Kruger National Park หรือ Table Mountain ถ้าคอประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็จะรู้ว่าประเทศนี้คือบ้านเกิดของรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลกผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียม และถ้าเป็นคอบอลจะจำได้ว่าประเทศนี้เป็นประเทศแรกของทวีปที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ปี 2010

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

ท่านผู้โดยสารคะ ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติโออาร์ แทมโบ ประเทศแอฟริกาใต้ กรุณานั่งประจำที่ รัดเข็มขัดอยู่กับที่นั่ง ปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรงพออ่านสบาย เก็บโต๊ะหน้าที่นั่ง เปิดม่านหน้าต่างรับแสงสักนิด และ ‘เปิด’ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เพื่อเตรียมพบ เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย กับเรื่องราวหลังบานประตูทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ขอบคุณค่ะ

Homeroom

ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีชื่อเรียกในอดีตว่า ‘Brooklyn House’ หรือ ‘บ้านบรู๊กลิน’ ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของเศรษฐีเก่าแก่แห่งพริทอเรีย

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

บรู๊กลินในแอฟริกาใต้!

“บริเวณนี้เป็นเขตที่อยู่อาศัยชื่อว่า บรู๊กลิน แต่คนละบรู๊กลินกับนิวยอร์กนะครับ ทีแรกนึกว่าพรุ่งนี้จะไปลาเรโด เท็กซัส อ๋อ ไม่ใช่ อยู่แถวนี้เอง เพราะที่นี่มีเมืองชื่อเดียวกับที่อเมริกา อังกฤษก็มีอีสต์ลอนดอน มีทั่วโลกอยู่ในประเทศนี้ มีใครสักคนบอกว่า เป็น One world in one country” ท่านทูตเล่า

บ้านสีไข่ไก่หลังนี้สร้างโดยสแตรททันส์ (Strattons) ช่วง ค.ศ. 1930 ด้วยสถาปัตยกรรม Classic-romantic ผสมผสานระหว่างสไตล์อังกฤษและอเมริกัน ซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 – 30 และออกแบบโดยกอร์ดอน เฟรเซอร์ ลอว์ลี (Gordon Fraser-Lawlie)

นายกอร์ดอนคนนี้ตั้งใจออกแบบให้บ้านบรู๊กลินกลมกลืนกับประเทศแอฟริกาใต้ จึงใช้วัสดุก่อสร้างจากที่นี่เป็นส่วนใหญ่ เช่นอิฐ Narrow Kirkness อิฐรูปทรงพิเศษจากโรงงานอิฐเคิร์กเนสที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้าน และโดยเฉพาะหินแอฟริกาใต้ที่นำมาใช้สร้างกำแพงล้อมรอบตัวบ้านและคานทางเดินในสวน ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของย่านบรู๊กลินในปัจจุบัน

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

หากสงสัยว่าทำไมต้องเป็นอิฐ Narrow Kirkness ไอ้เจ้าอิฐยี่ห้อนี้มันจะขนาดไหนกันเชียว ก็ขนาดที่ เซอร์ เฮอร์เบิร์ต เบเกอร์ (Sir Herbert Baker) ผู้มีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมในประเทศแอฟริกาใต้ ผู้ออกแบบอาคารสิ่งก่อสร้างสำคัญของรัฐบาลในนิวเดลี และผู้ออกแบบบ้านโบราณที่เป็นสถานทูต ณ กรุงพริทอเรีย เมื่อครั้งจะสร้าง South Africa House ในลอนดอน ยังระบุว่าต้องใช้กระเบื้องหิน กระถางดินเผา จากโรงงานอิฐเคิร์กเนสเท่านั้น

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
อิฐ Narrow Kirkness ภาพ : www.theheritageportal.co.za
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
House of South Africa ในลอนดอน ภาพ : commons.wikimedia.org

พอจะสร้างโรงพยาบาล Groote Schuur ที่เคปทาวน์ และที่ทำการไปรษณีย์ Salisbury ก็ต้องใช้กระเบื้องมุงหลังคาของเคิร์กเนส

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
โรงพยาบาล Groote Schuur สมัยก่อน ภาพ : www.researchgate.net

ถึงคราวจะสร้าง Union Building อาคารประวัติศาสตร์ของประเทศแอฟริกาใต้ ก็ต้องแน่ใจว่าใช้อิฐจากเคิร์กเนสในการก่อสร้าง

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : www.theheritageportal.co.za
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : www.safariwithus.com

ออกมานอกตัวบ้านกันบ้าง เดิมทีอาณาบริเวณรอบบ้านบรู๊กลินครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 12,500 ตารางเมตร นับเป็นพื้นที่ที่ครอบครองโดยบุคคลเพียงคนเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพริทอเรีย คลุมตั้งแต่ถนน Olivier ถนน Rupert และถนน Nicholson แต่เจ้าของคนก่อนหน้าได้แบ่งขายพื้นที่ส่วนหนึ่งไป

ที่เหลืออยู่ก็คืออาคารทำเนียบฯ เป็นอาคารอิฐ 2 ชั้น ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งสิ้น 8,727 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่สวน 3,707 ตารางเมตร พื้นที่ในตัวบ้านประมาณ 800 ตารางเมตร และเป็นพื้นที่รอบทำเนียบฯ ที่ประกอบด้วยสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ รวมถึงคอกม้าที่ปัจจุบันเป็นเรือนพักรับรองและเรือนแม่บ้าน

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

บ้านบรู๊กลินหลังนี้มีอายุเกิน 50 ปี มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม จึงถือเป็นหนึ่งในอาคารอนุรักษ์ ปัจจุบัน ถ้าจะหาอาคารลักษณะแบบเดียวกันนี้ ทั่วกรุงพริทอเรียก็หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมีเพียง City Council of Pretoria และ National Monument Council 

Homestory

ก่อนจะเป็นที่รู้จักในฐานะทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย บ้านบรู๊กลินเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในแมนชั่นงดงาม 4 หลังของตระกูลเคิร์กเนส (Kirkness) ตระกูลเจ้าของบริษัทก่อสร้าง จอห์น แจ๊ค เคิร์กเนส (John Jack Kirkness) ซื้อบ้านบรู๊กลินเมื่อ ค.ศ. 1938 และให้ จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส (John Johnston Kirkness) ผู้พี่ ออกแบบบ้านให้มีลักษณะเช่นที่เห็นทุกวันนี้

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส ภาพ : www.aboutorkney.com
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
โฆษณาโรงงานอิฐเคิร์กเนส ภาพ : www.theheritageportal.co.za

จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส คนนี้เองที่เป็นเจ้าของโรงงานอิฐเคิร์กเนส เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชื่อดัง เป็นอดีตผู้ว่าเมืองพริทอเรีย รวมถึงเป็นผู้ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญในกรุงพริทอเรียจำนวนมาก เช่น Raadsaal (อาคารรัฐสภาของแอฟริกาใต้) อาคารหลักในมหาวิทยาลัยพริทอเรีย สะพานไลอ้อน (Lion Bridge) สะพานเวียร์ด้า (Wierda Bridge) และ Sammy Marks Building

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
Raadsaal ภาพ : www.dutchfootsteps.co.za

พอถึง ค.ศ. 1948 บ้านบรู๊กลินก็ถูกซื้อโดยรัฐบาลแอฟริกาใต้ และกลายเป็นที่พักของนักการเมืองสำคัญของประเทศ ทั้งประธานาธิบดีคนที่ 3 ของ State of Africa อดีตเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำสหรัฐอเมริกา อดีตรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนที่ 6 และ 7 ของ State of Africa

ใน ค.ศ. 1993 รัฐบาลแอฟริกาใต้เสนอขายบ้านให้ หลุยส์ เนล (Louis Nel) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ อีเลน เนล (Elaine Nel) ภรรยา ทั้งคู่ศึกษาประวัติบ้านหลังนี้อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะจ้างสถาปนิกมาฟื้นฟูอาคาร การฟื้นฟูครั้งนี้ดำเนินไปตามลักษณะเด่นของอาคาร จะมีปรับเปลี่ยนบ้างก็ตรงประตูไม้และโครงอาคารไม้ให้เป็นโครงเหล็ก ประตูหน้าและทางเข้าบ้านกลายเป็นห้องน้ำแขกหญิง และห้องอาหารที่เคยใช้ในงานเลี้ยงรับรองระดับชาติก็ถูกเปลี่ยนเป็นโถงทางเข้าและห้องอาหารหลัก

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
โถงทางเข้า
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

ไม่นานหลังจากนั้นบ้านบรู๊กลินถึงคราวต้องถูกขายอีกครั้ง โดยมีสถานเอกอัครราชทูตอินเดียและสถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นแคนดิเดต สุดท้าย นายยิ่งพงศ์ นฤมิตรการ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแอฟริกาใต้คนแรกก็ตกลงซื้อบ้านบรู๊กลินมาได้เมื่อ ค.ศ. 1997

นอกจากบ้านหลังนี้จะผ่านมือคนสำคัญในประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้มาหลายคน ย้อนกลับไปก่อนบ้านบรู๊กลินจะเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย บ้านบรู๊กลินเองก็เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของแอฟริกาใต้ เพราะจุดเริ่มต้นการยกเลิกนโยบายกีดกันสีผิวในแอฟริกาใต้ที่นำมาซึ่งประชาธิปไตยของประเทศเกิดขึ้นใต้หลังคานี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1989

คณะรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารระดับสูงได้มาประชุมกันที่บ้านบรู๊กลินเพื่อตัดสินอนาคตของประเทศแอฟริกาใต้ โดยโน้มน้าวให้ พี. ดับเบิลยู. โบธา (P. W. Botha) ประธานาธิบดีในขณะนั้น ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทำให้ เฟรเดอริก วิลเลิม เดอ แกลร์ก (Frederik Willem de Klerk) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และดำเนินนโยบายเพื่อนำไปสู่การยกเลิกการกีดกันสีผิว 

Home-(be)coming

กว่า 30 ปีที่บ้านบรู๊กลินอยู่ใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทย เป็นที่พำนักของเอกอัครราชทูตก่อน เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน มาก็หลายท่าน

เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย แอฟริกาใต้
เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย

ตอนนี้เรากำลังนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกทางปีกขวาของทำเนียบฯ ถ้าอาศัยจินตนาการสักนิด ใครสักคนอาจเคยนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ นั่งชมสวนสวยขนาด 3,707 ตารางเมตรผ่านกระจกใสบานใหญ่ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ตรงจุดเดียวกัน หรือเลือกทางเดินอนาคตให้ประเทศนี้แถวๆ นี้ก็เป็นได้ 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

จินตนาการได้ไม่นาน ประตูบานที่จ้องอยู่ก็เปิดกว้าง ท่านทูตยิ้มกว้าง เรายิ้มกว้าง และยกมือขึ้นสวัสดี

“ก่อนมาเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ท่านทูตประจำที่ไหนมาก่อน” เราถามหลังจากเราทั้งคู่พร้อมเริ่มบทสนทนา

“หลังจากที่อยู่กรุงเทพฯ มาระยะหนึ่ง ประเทศที่ไปประจำการในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมาก็คือ จีน ไปอยู่ที่มณฑลเสฉวน นครเฉิงตู ตอนนั้นเป็นกงสุลใหญ่ ได้ทำงานในหลายๆ ด้าน อยู่ได้สามปีครึ่งก็ย้ายไปอยู่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกสองปีครึ่ง เมืองหลวงเขาชื่อกรุงอาบูดาบี และมีเมืองซึ่งคนรู้จักกัน แต่คนชอบเข้าใจผิดว่าเป็นประเทศคือ เมืองดูไบ

“ถัดมาก็มาที่แอฟริกาใต้เลย ไม่รู้ว่าเป็นเส้นทางสายไหมรึเปล่านะ เพราะมาจากจีน แต่ยังดีที่ผมไม่ได้มาสายถนน ผมมาสายการบิน” คำตอบของท่านทูตช่วยขจัดความเงียบในห้องนี้

“แล้วเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ เคยมาประเทศแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้ไหม”

“ผมรู้ว่าแอฟริกาเป็นทวีปสำคัญ แต่ก็ไม่เคยมานะ ไม่เคยมาแม้กระทั่งเปลี่ยนเครื่องบิน ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปใหญ่ มีสถานทูตหลายแห่ง ประเทศแอฟริกาใต้เองก็มีอะไรให้ทำเยอะ แถมยังมีประเทศในอาณาที่ต้องดูแลอีก นอกจากแอฟริกาใต้ก็มีอีกเก้าประเทศ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่านับได้ตั้งแต่ A ถึง Z”

ท่านทูตไม่เคยมาแอฟริกาใต้เลย ครั้งแรกที่มาถึงและเห็นบ้านหลังนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง จะรู้สึกเหมือนที่เราๆ รู้สึกกันหรือเปล่าว่าบ้านบรู๊กลินช่างเป็นทำเนียบฯ ที่ไม่ถึงกับโอ่อ่า ทว่าอบอุ่น สง่างาม

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“รู้สึกอบอุ่น เหมือนไม่ใช่ House แต่เป็น Home ไม่เหมือน Out of Africa แต่เป็น Into Africa อยู่ที่นี่เวลาผ่านไปเร็วมาก เพราะผมสนุกสนานกับงาน น้องๆ ก็เก่งกันทุกคน เขาอยู่กันมาก่อนหน้า ต้องขอพูดถึงด้วยนะว่านอกจากข้าราชการจากบ้านเรา ก็มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สถานทูตอื่นที่อยู่เมืองไทยเขาก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่กันเป็นครอบครัว เรามานี่เหมือนเรือมาจอด สามสี่ปีก็ไป แต่เขาอยู่เป็นคนที่คอยส่งต่อความรู้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับทีมใหม่ที่มาประจำการต่อไป”

“ทำไมรัฐบาลไทยจึงเลือกบ้านหลังนี้” เราถาม

“น่าจะเป็นเพราะ ณ เวลานั้นหรือแม้กระทั่งตอนนี้ที่นี่เป็นที่ที่ดีที่สุด ทั้งราคา ทั้งพื้นที่ เป็นที่ผืนใหญ่ห้าไร่แห่งเดียวในย่านนี้ เพื่อนบ้านเขามีแค่ไร่เดียว หรืออย่างมากสองไร่”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“พอแง้มราคาได้มั้ย”

“ทำเนียบฯ นี่ราคาห้าล้านแรนด์ สมัยก่อนก็ราวสิบล้านบาท” ท่านทูตคำนวณให้เสร็จสรรพ 

คุณกนก เผือกนวม เลขานุการเอก เล่าเสริมว่า บ้านบรู๊กลินนี้เปลี่ยนเจ้าของมา เดี๋ยวเป็นของรัฐมั่ง เอกชนมั่ง ตอนเป็นของรัฐเคยเป็นที่ประชุมของนักการเมือง ห้องพักแม่บ้านเคยเป็นห้องพักของบอดี้การ์ดประธานาธิบดี เพราะประธานาธิบดีเคยอาศัยอยู่ที่นี่ 

“แล้วห้องที่ผมนอนตอนนี้แต่ก่อนเป็นห้องอะไร” ท่านทูตถามคนเล่ากลั้วหัวเราะ

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

คนไม่ได้อยู่ที่มาเยือนครั้งแรกแล้วยังประทับใจอย่างเราสงสัยว่าคนที่อยู่ทุกวันชอบมุมไหนของบ้านที่สุด

ห้องทำงาน เพราะมีทุกอย่าง มีทีวี หนังสือ กับอีกมุมติดหน้าต่างที่มองเห็นสวน คือห้องนอน ยิ่งเวลาหน้าร้อนสว่างเร็ว ตื่นมาก็จะเห็นต้นชัยพฤกษ์สีเหลืองสวย และห้องนั่งเล่น ที่จะมองเห็นสวน สนามหญ้า ได้เหมือนกัน บางทีจะทานข้าวก็ทานง่ายๆ ในห้องนี้ เป็นห้องนั่งเล่นก็ได้ เป็นห้องทำงานก็ได้”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“แสดงว่าท่านทูตชอบสวน” ใครสักคนทักขึ้น

“ตอนเด็กๆ ผู้ใหญ่สอนว่า เมื่อเราเพ่งสายตากับหนังสือมากๆ ให้มองสวน จึงดีใจที่มีสวนและมีนกหลายชนิด มีนกตัวใหญ่ๆ ร้องเสียงดังมากชอบมาเดินในสวน ทีแรกผมนึกว่าไก่งวง แต่ไม่ใช่ เป็นนกพื้นเมืองของที่นี่ พอใช้ชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่หรูหรา ทำให้สบายใจ มีความรู้สึกว่าเป็นบ้านจริงๆ แต่ว่าทำเนียบฯ เราก็ใช้การเยอะ ไม่ใช่แค่เป็นบ้านพัก แต่ทั้งจัดประชุมเจ้าหน้าที่และจัดกิจกรรมหลายอย่าง”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

ย้ายที่บ่อยมาก มีวิธีทำยังไงให้รู้สึกว่าเป็นบ้านของเรา-เราสงสัย

“วิธีของผมก็คือเอาสิ่งของที่ตัวเองคุ้นเคยมาด้วย เข้าไปในห้องมองซ้ายก็เห็นตัวนี้ มองขวาก็เห็นหนังสือเล่มนี้ เป็นคนชอบสะสมของ ไม่ยอมทิ้งถ้ามันยังใช้ได้อยู่ ผมยกโทรทัศน์เครื่องเดิมที่ซื้อตอนอยู่ที่เก่ามาใช้ที่นี่ด้วย ก็คือยกของเดิมมาแล้วทำให้เป็นบ้าน” 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

Home Decor

บ้านบรู๊กลินเป็นอาคารอนุรักษ์ แล้วแรกเริ่มที่ซื้อบ้านหลังสำคัญของประวัติศาสตร์ประเทศแอฟริกาใต้มาเป็นทำเนียบฯ รัฐบาลไทยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไหม และได้ไหม เชื่อว่าหลายคนอยากรู้เหมือนกัน

“ในหลายประเทศการต่อเติมสร้างบ้านต้องมีการขออนุญาต เพราะบางทีเป็นสถานที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งที่นี่เป็น อย่างหลังคานี่เป็นอิฐสไตล์ของประเทศนี้ แล้วก็มีไม้ชนิดพิเศษ จะทุบก็จะต้องขออนุญาต แล้วที่นี่เรามีเพื่อนบ้าน ขณะที่เพื่อนบ้านอีกหลังหนึ่งเป็นสไตล์คลาสสิก บ้านเราจะสร้างตามอำเภอใจออกมาเป็นสไตล์อวกาศไม่ได้ ที่นี่สงบและบรรยากาศดี เราก็ต้องรักษาดูแลให้ดี เพราะเป็นหน้าเป็นตา ไม่ใช่เป็นหน้าตาของไทยอย่างเดียวนะ แต่เป็นหน้าตาของที่นี่ด้วย

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่สำคัญคือ เรื่องการบำรุงรักษา เราต้องดูแลพวกท่อน้ำ สายไฟ เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปเป็นบ้านที่เขาทำมาดีแล้ว เหมาะสม เพราะว่าเปลี่ยนมาหลายมือ เมื่อได้เป็นสมบัติของเราก็ต้องรักษา และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่เราเป็นเจ้าของ แต่ถ้าเราจะขยับขยายก่อสร้างก็ไม่ยาก เพียงแต่ต้องทำให้ถูกกฎหมายเขา เราเป็นสถานทูต แต่เราก็เคารพกฎเกณฑ์ กฎหมาย ของเมือง”

จากตอนต้นจะเห็นว่าบ้านหลังนี้ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอังกฤษ-อเมริกันที่กลมกลืนกับบรรยากาศของประเทศแอฟริกาใต้ พอจะเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย เมื่อจะซ่อมแซมบ้านต้องใช้สถาปนิกไทยหรือสถาปนิกท้องถิ่นกันล่ะทีนี้

“สถาปนิกท้องถิ่น ตกแต่งภายในก็เป็นแบบไทยๆ แต่ข้างนอกต้องสถาปนิกท้องถิ่น อย่างที่บอกตอนต้นว่าเป็นบ้านอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ จึงมีข้อจำกัด ทราบดีว่าหลายแห่งสร้างศาลาไทย แต่ที่นี่ด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ เราจึงตั้งศาลาไทยที่สถานทูต นี่คือสิ่งที่ทำ ไม่ได้ไปรื้อแล้วทำอะไรใหม่ และสร้างให้กลมกลืน ส่วนใหญ่เฟอร์นิเจอร์ก็จะเป็นของไทยๆ”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่บอกว่าภายในตกแต่งเป็นแบบไทย ต้องมีคนมาดูแลเฉพาะมั้ย” เราถาม

“ตอนนี้เราทำกันเอง ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้ครบถ้วน” ท่านทูตตอบ

แล้วสิ่งที่มีที่ว่า มีอะไรบ้าง เราจะพาไปดู 

“ส่วนใหญ่เป็นของที่รัฐบาลไทยส่งมาให้ บางอันลองไปดูใกล้ๆ จะเขียนว่ากระทรวงการต่างประเทศ เช่น เบญจรงค์ แต่บางอย่างก็ได้มา เพิ่งไปพบนายกเทศมนตรีเคปทาวน์ เขาก็ให้ของมา” 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

คนทุกคนย่อมมีของชิ้นโปรด…

“แหม จริงๆ แล้วมีเหมือนกันฮะ มีของพวกเบญจรงค์และชุดเก้าอี้ไทย และของจากที่เราไปแต่ละที่แล้วเอามาด้วย จากจีนคือภาพวาดพู่กันแบบจีนรูปแพนด้า ชุดน้ำชา มีงานปักด้วย จากอาหรับเอมิเรตส์ก็เอามาเหมือนกัน มีตึก Burj Khalifa ทำด้วยแก้ว สูงเท่าครึ่งตัวผม มันเป็นความทรงจำน่ะ ของที่รัฐบาลส่งมาให้ก็อยู่ที่นี่ มีของที่ใช้ในบ้าน ของสำหรับเลี้ยงแขก”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

นอกจากตัวบ้านจะสวยและสำคัญ แต่สวนกว้างด้านนอกหน้าต่างนั่นก็ยังคงดึงดูด ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้เดินชมสวน ถึงมีเวลาสักพักก่อนมื้อค่ำก่อนการสนทนา ก็ยังเดินไม่รอบสวนแห่งนี้อยู่ดี พนันเลยว่าถ้าใครได้ลองมาเดินเล่นในสวนหลังทำเนียบฯ ความเร็วจะลดลงจนเหลือไม่แซงหอยทาก แม้หมู่บ้านที่ตั้งของทำเนียบฯ จะติดถนนใหญ่ แต่กว่าจะถึงตัวทำเนียบฯ ก็ต้องลดเลี้ยวซ้าย-ขวาเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ที่นี่จึงตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก โดยเฉพาะสวนหลังทำเนียบฯ ที่ถ้าเดินแหงนคอดูต้นไม้สูงไปด้วย เงี่ยหูฟังเสียงนกไปด้วย แล้วละก็ ลืมเวลาเลยล่ะ  

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่นี่เรามีต้นไม้เยอะหน่อย และเราพยายามรักษาต้นไม้เก่าๆ ที่อยู่มานาน” ท่านทูตเล่า 

“ต้นไหนเก่าแก่ที่สุด” เราถาม

“ต้นชัยพฤกษ์ และพริทอเรียเองมีดอกไม้ประจำเมืองคือ แจ็กกาแรนด้า (Jacaranda) ต้นแจ็กกาแรนด้าตามแนวถนนทำเนียบฯ ถือว่าเก่าแก่มาก ถ้ามาตอนเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงที่ออกดอกสีสวยมาก”

“มีคนพูดว่าย่านที่สวยที่สุดเวลาดอกแจ็กกาแรนด้าบานคือบรู๊กลิน เพราะทั้งสองข้างทางมีต้นแจ็กกาแรนด้ายาวเป็นแนว เวลาออกดอกก็จะออกพร้อมๆ กัน” คุณเสาวณีย์ สุวรรณสาร เลขานุการตรี มาร่วมวง

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : live.staticflickr.com
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : upload.wikimedia.org

ถ้าใครนึกหน้าตาดอกแจ็กกาแรนด้าไม่ออก นอกจากจะเปิดตำราพฤกษศาสตร์หรือเสิร์ช Google อีกวิธีคือให้ไปดูละคร ข้ามสีทันดร เพราะถ่ายทำที่พริทอเรียและมีฉากแนวต้นแจ็กกาแรนด้าที่ออกดอกสีม่วงสวย และถ้าชื่อแจ็กกาแรนด้ายังไม่ค่อยคุ้นหู จะบอกว่าชื่อไทยก็คือ ศรีตรัง

Home-made

พอต้องอยู่หลายที่ ต้องปรับการใช้ชีวิตในที่ที่แตกต่างบ้างมั้ย-เราสงสัย

“พวกเราที่เป็นนักการทูตจะต้องปรับตัวให้เข้ากับที่ที่เราไปอยู่ ปรับตัวกับวัฒนธรรม ปรับตัวกับการใช้ชีวิต แต่แน่นอน เรายังต้องคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเรา เพราะเราเป็นคนไทย แค่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพและใช้ประโยชน์จากการอยู่ตรงนั้นให้มากที่สุด เพื่อจะได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ไม่งั้นก็คงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่บ้านอ่านผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่ก็ไม่สู้การมาใช้ชีวิตที่นี่

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

“น้องๆ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นี่ ทางสถานทูตก็ไม่ให้นั่งทำงาน นั่งเขียนเอกสาร อยู่แต่ในห้องทำงาน แต่ส่งเสริมให้ออกไปใช้ชีวิต ต้องออกไปศึกษาสิ่งที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน เช่น วิทยาการของเขา หรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เยอะแยะเลยครับ”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ได้ยินว่ามีภาษาราชการสิบเอ็ดภาษา มีการปรับตัวเป็นพิเศษเพื่อแอฟริกาใต้ไหม”

ใช่ค่ะ คุณอ่านไม่ผิด ประเทศแอฟริกาใต้มีภาษาราชการทั้งสิ้น 11 ภาษา คือภาษาอังกฤษ ภาษาแอฟริกานส์ ภาษาซูลู ภาษาโชซา ภาษาสวาตี ภาษาเอ็นเดเบลี ภาษาซูทูใต้ ภาษาซูทูเหนือ ภาษาซองกา ภาษาสวันนา และภาษาเวนดา

“ใช่ครับ แต่ตอนนี้ยึดอยู่สองภาษาครับ ภาษาไทย กับภาษาอังกฤษ (หัวเราะ) ยังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาแอฟริกานส์” 

ท่านทูตประจำมาหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็อยู่คนละทวีป รวมถึงประเทศนี้ ประเทศแอฟริกาใต้มีความสนุกท้าทายอะไรไหม

“ที่นี่มีซาฟารี เพราะว่านี่เป็นคัลเจอร์ของเขา และเขาภูมิใจว่าเขาธรรมชาติให้ดู อย่างกรุงพริทอเรียเป็นเมืองทางด้านบริหาร เคปทาวน์คือเมืองทางด้านสภา แล้วยังมีเมืองโบรฟองเทซึ่งเป็นเมืองทางด้านกฎหมาย แอฟริกาใต้มีเรื่องสนุกให้เล่าเยอะ เพราะคนเขาหลากหลาย”

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

เกริ่นไว้ว่า ทำเนียบฯ นี้ต่างจากแห่งอื่น คือไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ หากแต่เป็นบ้าน ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านที่ผู้คนในประเทศนี้อาศัยกัน อยากให้ท่านทูตเล่าถึงเพื่อนบ้านให้ฟังสักนิด 

“บรู๊กลิน ชุมชนที่ตั้งทำเนียบฯ เป็นชุมชนที่ดี เพื่อนบ้านน่ารักทุกคน เจอกันอยู่เรื่อย บางทีก็นัดทานข้าวกัน เพราะถือว่าพวกเขาเป็น Friends of Thailand

“เมื่อวันก่อนจัดอาหารไทยเลี้ยง เขาก็ชอบ เราคือเพื่อนบ้านกัน เขาก็ช่วยดูเรื่องความปลอดภัย อยู่เป็นชุมชนที่พักอาศัย ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Residential และพริทอเรียเองเป็นเมืองที่น่ารัก” ไม่ต้องขยายความเราก็พอจะเดาออกได้จากรอยยิ้มของท่านทูต 

“แล้วเพื่อนบ้านเป็นใครบ้าง” เราถาม

“เป็นคนที่นี่เลย บางคนเป็นคนอังกฤษก็มี แต่ส่วนใหญ่เกิดและอยู่ที่นี่มานาน น่ารักมาก บางทีก็เดินไปทักทายกัน” 

“หมู่บ้านนี้ใหญ่ไหม” 

“บรู๊กลินนี่ก็ห้าร้อยหลังคาเรือนนะ เยอะเหมือนกัน” 

“มีฉายาของย่านไหม”

“เดี๋ยวผมอยู่ๆ ไปแล้วผมจะตั้งเอง (หัวเราะ)”

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เรื่องราวของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ น่าสนใจมาก

สถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 11 ไร่ กลางย่านช้อปปิ้งอย่างถนนออร์ชาร์ด (Orchard) ใจกลางเมืองสิงคโปร์

บนถนนสายธุรกิจสายนี้มีพื้นที่ 2 แห่งเท่านั้นที่ไม่ได้ใช้เพื่อการพาณิชย์และมีลักษณะเป็นสวน ที่แรกคือ Istana ปัจจุบันเป็นทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์ (บ้านพักของประธานาธิบดี) อีกที่คือสถานเอกอัครราชทูตไทยซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศเพียงแห่งเดียวที่ครอบครองที่ดินบนถนนหลักสายนี้

รัชกาลที่ 5

ฉายพระรูปที่ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ เมืองสิงคโปร์ พ.ศ. 2439

ที่ดินผืนนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมาย เคยเกือบถูกปล่อยเช่า เกือบถูกแลกกับที่แปลงอื่น และเคยเกือบถูกขาย ด้วยตัวเลขที่สูงถึง 23,000 ล้านบาท

แต่สุดท้ายพื้นที่สีเขียวกลางเมืองสิงคโปร์ผืนนี้ก็ยังเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์

น่าเสียดาย เราเดินทางสวนกับท่านเอกอัครราชทูต ธงชัย ชาสวัสดิ์ เลยไม่มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องงานด้านการทูตในปัจจุบัน

ได้แต่เอาเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้มาฝากกัน

เริ่มต้นความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ สมัยรัชกาลที่ 4

ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2508 แต่มิตรภาพระหว่างสองประเทศมีมากว่า 150 ปี ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการติดต่อกับต่างประเทศ สิงคโปร์ในยุคนั้นมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ของจักวรรดิอังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายตัน กิม เจ็ง (Tan Kim Ching) ชาวจีนที่เกิดในเมืองมะละกา และเป็นคนในบังคับอังกฤษ ให้เป็นกงสุลประจำสิงคโปร์ เป็นพระพิเทศพานิช สยามพิชิตศึก

นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์ กรมหมื่นวิษณุนาทนิภาธร เดินทางไปยังสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2404 เพื่อศึกษาแนวทางที่อังกฤษใช้ปกครองสิงคโปร์ และนำแบบอย่างการทำนุบำรุงบ้านเมืองของอังกฤษ เช่น การสร้างถนน การสร้างสะพาน มาประยุกต์ใช้ในราชอาณาจักร

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นประเทศแรก ในฐานะกษัตริย์แห่งสยาม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บ้านเมืองได้รับผลกระทบจากการแสวงหาอาณานิคมของชาวตะวันตก จึงทรงมีพระราชประสงค์จะปรับปรุงสยาม และเกิดการเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงศึกษาวิธีการปกครอง และความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม สำหรับนำมาใช้พัฒนาประเทศ การเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นใน พ.ศ.2414 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 38 วัน นับเป็นการเสด็จฯ ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในฐานะกษัตริย์แห่งสยาม

สถานทูตไทยในสิงคโปร์

ภาพ : National Archives of Singapore

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์พระราชทานช้างสำริดแก่สิงคโปร์เพื่อเป็นที่ระลึกด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ทรงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีขณะประทับอยู่ที่สิงคโปร์เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ บริเวณฐานมีข้อความ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และตัวอักษรจาวี

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เดิมตั้งอยู่ที่หน้าอาคาร Singapore Art Museum แต่ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ The Arts House (อาคารรัฐสภาเก่า)

ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จฯ ไปสิงคโปร์อีกหลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ. 2433 เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ด้วยเรือพระที่นั่งอุบลบุรพทิศ และประทับที่สยามเฮ้าส์ ซึ่งเป็นบ้านของนายตัน กิม เจ็ง

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อบ้านที่สิงคโปร์

ที่ดินบนถนนออร์ชาร์ดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทยในปัจจุบัน เดิมเป็นสวนชานเมืองสิงคโปร์ เริ่มพัฒนามาเป็นย่านบ้านพักอาศัยของคหบดีในช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นคฤหาสน์แบบบังกะโลตั้งกระจายกัน หลังหนึ่งเป็นบ้านของนายพลเรือพระยาวิสูตรสาครดิฐ หรือ กัปตันบุช (John Bush) นักเดินเรือชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าท่าคนแรกของไทย ตรอกบริเวณบ้านพักของเขาในย่านสี่พระยา ถูกเรียกว่า ตรอกกัปตันบุช

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

Hurricane House

บ้านของกัปตันบุชในสิงคโปร์มีชื่อว่า บ้านเฮอริคัน (Hurricane House) ในปี พ.ศ. 2439 เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี นายจอห์น แอนเดอร์สัน (John Anderson) กงสุลเยอเนอราลสยามประจำสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบุตรเขยของพระยาวิสูตรสาครดิฐ ได้จัดบ้านเฮอริคันถวายเป็นที่ประทับ 9 วัน

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

พระรูปหมู่ฉายที่ Hurricane House พ.ศ.2439

รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานงานเลี้ยง ทรงฉายพระรูป และทรงปลูกต้นโพธิ์เป็นที่ระลึก เมื่อเสด็จนิวัตพระนครแล้ว พระยาวิสูตรสาครดิฐได้ขายบ้านเฮอริคันพร้อมเครื่องเรือน รวมเป็นเงิน 50,000 เหรียญฯ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อไว้โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จฯ ไปเมืองสิงคโปร์ในอนาคต โดยใช้ชื่อพระพิเทศพานิช (จอห์น แอนเดอร์สัน) กลสุลสยาม เป็นเจ้าของ ตามข้อจำกัดทางกฎหมายสิงคโปร์ในขณะนั้น

กษัตริย์ไทยเสด็จประพาสสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2444 ทรงขึ้นรถไฟสายปากน้ำมาลงที่สมุทรปราการแล้วเสด็จฯ ด้วยเรือพระที่นั่งสุริยมณฑล มาต่อเรือพระที่นั่งมหาจักรีจากสมุทรปราการไปสิงคโปร์

ผลจากการเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์นำไปสู่การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น ด้านคมนาคม การปกครอง สถาปัตยกรรม การศึกษา และการสร้างสัมพันธไมตรีที่ส่งผลถึงการเปิดตลาดการค้าการลงทุนจากพ่อค้าชาวอังกฤษและชาวจีนในสิงคโปร์

การเสด็จฯ แต่ละครั้งได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ใน พ.ศ. 2439 เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ถึงท่าเรือเมืองสิงคโปร์ เรือรบอังกฤษและเรือรบฮอลันดายิงสลุตถวาย ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำเมืองสิงคโปร์ก็มาเฝ้าฯ รับเสด็จ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งข้าราชการไทยเป็นกงสุลสยามประจำสิงคโปร์แทนชาวต่างชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่คนแรกคือ พระประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) ในยุคนั้นได้เช่าอาคารหลังหนึ่งเป็นที่ทำการ ไม่ได้ใช้บ้านเฮอริคัน ซึ่งน่าจะรื้อลงราว พ.ศ. 2465 หรือหลังจากนั้น

พ.ศ. 2467 พระองค์เสด็จประพาสสิงคโปร์ด้วยรถไฟพระที่นั่งพิเศษจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย ถึงสถานี Newton (นิวตัน) สิงคโปร์ เพื่อทอดพระเนตรกิจการทหาร การประปา และศิลปวัฒนธรรม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พ.ศ. 2472 รัฐบาลสิงคโปร์ถวายการต้อนรับด้วยการยิงสลุตถวาย ณ ป้อม Canning ซึ่งตอนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ทางการสิงคโปร์ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติถึงขนาดให้ห้างร้านและธนาคารปิดทำการ 1 วันเพื่อเฉลิมพระเกียรติ

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ภาพ : National Archives of Singapore
นาย Yusof Bin Ishak ประมุขแห่งสิงคโปร์ และภริยา ถวายการต้อนรับในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ สนามบิน Paya Lebar พ.ศ. 2505

ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นการทาง 3 ครั้ง ใน พ.ศ. 2493, 2494 และ 2505

เมื่อสาธารณรัฐสิงคโปร์ประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากสหพันธรัฐมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ประเทศไทยกับสิงคโปร์ก็สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการต่อกัน ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2508

จุดเร่ิมต้นของการสร้างสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

ราวปี พ.ศ. 2496 ขณะที่หลวงศรีสารสมบัติ (วงศ์ ศรีไชยยันต์) ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติงบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ ณ ที่ดินที่เคยเป็นที่ตั้งของบ้านเฮอริคัน โดยสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2503

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ ออกแบบโดยสถาปนิกของกรมโยธาธิการ ประกอบด้วยอาคารสำนักงานทางด้านหน้า และอาคารทำเนียบ (บ้านพัก) ทางด้านหลัง อาคารสำนักงานเป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสองชั้น มีผังแบบสมมาตรเป็นรูปตัวที (T) ด้านหลังมีห้องแสดงสินค้าเป็นโถงสูง รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architect) แบบเรียบ และไม่มีลายตกแต่ง

เมื่อประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2508 นายนิพนธ์ วิไลรัตน์ ก็ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นคนแรก ใน พ.ศ. 2510 จากนั้นอาคารเลขที่ 370 ถนนออร์ชาร์ด ก็เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

มีโครงการจะรื้ออาคารสถานเอกอัครราชทูต

นายเจตน์ สุจริตกุล เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ. 2519 –  2523 เล่าว่า สมัยนั้นเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามาก อาคารบ้านเรือนยังเป็นตึกและห้องแถวคล้ายย่านบ้านหม้อ เวิ้งนาครเกษม หรือถนนเจริญกรุง มีตึกสูงหรืออาคารบ้านเรือนที่ทันสมัยคล้ายย่านทองหล่อบ้าง

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

บรรยากาศของถนนออร์ชาร์ดหน้าสถานเอกอัคราชทูต (ด้านขวาของภาพ)

ช่วง พ.ศ. 2518 ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีการเสนอให้รื้ออาคารของสถานเอกอัครราชทูตซึ่งเสื่อมโทรมและมีพื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ เพื่อสร้างอาคารใหม่สูงราว 10 ชั้น อาคารดังกล่าวจะใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต และแบ่งพื้นที่ให้เช่า โดยบริษัท ฟาร์อีส บิลดิ้ง ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานเอกอัครราชทูต เป็นผู้เข้ามาเสนอแผนการพัฒนาที่ดิน และมีการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างตึกฟาร์อีสข้ามถนนออร์ชาร์ดมายังสถานเอกอัครราชทูต และเริ่มมีการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูตด้วย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสำนักงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

นายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนสิงคโปร์ และพูดถึงสถานเอกอัครราชทูตว่า “เป็นแผ่นดินทอง ที่ดินผืนนี้มีค่ามากเหลือเกิน ควรใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่า”

สุดท้ายแล้วโครงการพัฒนาสถานเอกอัครราชทูตในเชิงพาณิชย์ก็ไม่เกิดขึ้น และสะพานข้ามถนนก็รื้อออกในภายหลัง

มีเอกชนขอแลกพื้นที่

นายสนั่น ปลั่งประยูร เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2523 – 2526 เล่าว่า มีบริษัทเอกชนของอินโดนีเซียเข้ามาเสนอขอแลกกรรมสิทธิ์ที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต โดยเสนอว่าจะหาสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตให้ใหม่ และยินดีสร้างทำเนียบทูตให้ ที่ดินผืนใหม่อยู่ในย่านสถานเอกอัครราชทูตซึ่งพื้นที่รอบข้างเป็นสถานเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ นายสนั่นเห็นว่าเหมาะกว่าย่านออร์ชาร์ด ซึ่งเป็นย่านการค้าที่อึกทึก และรัฐบาลสิงคโปร์พัฒนาที่ดินอยู่เป็นประจำ เช่น เวนคืนที่ดินเพื่อขยายถนน จึงยื่นหนังสือนำเสนอโครงการดังกล่าวให้กระทรวงการต่างประเทศ แต่เรื่องนี้ได้รับการคัดค้าน เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้ เรื่องนี้จึงจบไป

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ป้ายหน้าสถานเอกอัครราชทูตยุคเก่า

รัฐบาลให้ศึกษาเรื่องการพัฒนาที่ดิน

อาคารสถานเอกอัครราชทูตในช่วงนั้นทรุดโทรมมาก รั้วด้านนอกก็ขาดหายไปบางส่วน แม้แต่ในห้องนอนของเอกอัครราชทูตผนังห้องยังแตกร้าวเป็นรูกว้างขนาดมองเห็นภายนอกได้ เพราะแผ่นดินยุบตัวจากการก่อสร้างตึกสูงโดยรอบ ด้วยการพัฒนาที่รวดเร็วของสิงคโปร์ทำให้สถานเอกอัครราชทูตกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมท่ามกลางศูนย์การค้าและตึกสูงที่ทันสมัย

นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2526 – 2529 เล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้เขาว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการพัฒนาที่ดินและทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดในการพัฒนาที่ดินผืนนี้ควรจะเป็นอย่างไร บริษัทได้เสนอว่า ให้เอกชนเข้ามาปลูกสร้างศูนย์การค้าบริเวณส่วนหน้าของที่ดิน และเก็บเงินรายได้ส่วนนี้เข้ารัฐบาลไทย ส่วนตัวสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบให้สร้างบริเวณส่วนหลัง

รัฐบาลไทยไม่รับข้อเสนอนี้ และให้ทำการศึกษาต่อไป

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เกือบเปิดประมูล

นายอัษฎา ชัยนาม เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2530 – 2533 เล่าว่า พื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตมีสถานะทางกฎหมายเป็น Free Hold คือ มีอายุถาวร ไม่เหมือนพื้นที่ของบางสถานทูตซึ่งมีสถานะเป็น Lease Hold คือมีอายุจำกัด ต้องคืนให้รัฐบาลสิงคโปร์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด (เช่นสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียที่ปัจจุบันคือที่ตั้งของห้างอิเซตัน) ดังนั้นจึงมีคนต้องการให้ขายหรือเช่าระยะยาว ซึ่งมีการถกเถียงกันมาก คนส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ควรขาย เพราะรัชกาลที่ 5 พระราชทานไว้ให้ อีกส่วนมองว่าถ้าให้เช่าน่าจะทำได้ จึงมีการตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้หลายครั้ง ฝ่ายผู้เช่าส่วนใหญ่ต้องการเช่า 90 ปี ตามกฎหมายสิงคโปร์ แต่กฎหมายไทยให้เช่าได้ครั้งละ 30 ปี แล้วต่อสัญญาได้ ก่อนที่นายอัษฎาจะพ้นจากหน้าที่ไม่กี่สัปดาห์ มีการจัดทำเอกสารชี้แจงเรื่องการประมูล แต่ผู้ร่วมประมูลไม่เข้าใจในหลายประเด็น สุดท้ายก็เปลี่ยนรัฐบาล จึงไม่มีการประมูลเกิดขึ้น

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ห้องรับแขก

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

 แก้วน้ำบนโต๊ะเลี้ยงรับรอง

ยังคงดำเนินโครงการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูต

ยังคงมีการตั้งคณะกรรมการดูแลการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูตต่อไป รวมถึงทำแบบจำลองสถานเอกอัครราชทูตหลังใหม่ขึ้นหลายรูปแบบเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา เหตุผลหนึ่งก็เพราะสถานเอกอัครราชทูตทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ดร.วิกรม คุ้มไพโรจน์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2534 – 2538 เล่าว่า พื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตอยู่ต่ำกว่าถนนออร์ชาร์ดด้านหน้า จึงเกิดน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ จึงมีงูหลามจากท่อระบายน้ำมาเยือนเป็นประจำ และมียุงชุกชุม การของบประมาณมาปรับปรุงรั้วและถมพื้นที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับการอนุมัติ สถานเอกอัครราชทูตไทยจึงเป็นพื้นที่ผืนเดียวบนถนนออร์ชาร์ดที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัย ทางการสิงคโปร์จึงไม่ค่อยชอบนัก และขอให้สถานเอกอัครราชทูตดูแลพื้นที่ให้ดี เช่น ขอให้ตรวจดูจานรองกระถางต้นไม้ เพราะอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ถ้าปล่อยให้มีลูกน้ำอยู่ในจานรองต้นไม้หรือบริเวณที่แฉะ สถานเอกอัครราชทูตอาจถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสิงคโปร์แจ้งเตือนมาได้ ดร.วิกรมปิดท้ายว่า ถ้าไม่ใช่สถานทูตก็อาจโดนปรับไปแล้ว

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เปิดประกวดแบบ

กระทรวงการต่างประเทศเปิดให้ประกวดแบบสถานเอกอัครราชทูตใน พ.ศ.2539 บริษัทที่ชนะคือ บริษัท นนท์-ตรึงใจ สถาปนิกและนักวางผัง จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ออกแบบสถานเอกอัครราชทูตหลายแห่ง แบบที่ชนะนั้นแตกต่างจากปัจจุบัน คือพื้นที่ด้านหน้าเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ และจำลองพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ตามแบบพระราชวังบางปะอินไว้กลางสระเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดกับประเทศไทยทำให้โครงการนี้ถูกเลื่อนออกไปก่อน

นายอดิศักด์ ภาณุพงศ์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ พ.ศ. 2539 – 2544 เล่าว่า ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจกับประเทศไทย มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 4 บริษัท พยายามยื่นข้อเสนอขอซื้อหรือเช่าที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต ราคาที่สูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อคือ 10,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (23,000 ล้านบาท) แต่เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ใช้พื้นที่นี้เป็นสถานที่ราชการ หากจะนำไปดำเนินธุรกรรมเชิงพาณิชย์ใดๆ ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนมากมาย และต้องมีคำตอบกับสาธารณชนอย่างชัดเจนและโปร่งใสว่า ทำไมต้องขาย ทำไมต้องให้เช่า ทำไมไม่รักษาไว้ สุดท้ายจึงไม่มีการขาย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

วิกฤตต้มยำกุ้งผ่านไป

เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งผ่านพ้นไป ในยุคของนายเฉลิมพล ทันจิตต์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ (ช่วง พ.ศ. 2548 – 2550) มีการนำแบบที่ชนะการประกวดกลับมาพิจารณาอีกครั้ง นายเฉลิมพลพยายามเสนอให้สร้างที่พักอาศัยในรูปแบบแฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ ให้อยู่ด้านหลังทำเนียบทูต แต่หลายคนเกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมา แต่เขาคิดว่าต้องทำให้ดูดี และเป็นพื้นที่แยกเป็นส่วนตัว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลที่ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ในการเช่าที่พักอาศัยได้ถึงปีละ 25 ล้านบาท แต่ก็มีเสียงคัดค้าน

เริ่มสร้างแล้ว

นายนพปฎล คุณวิบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2550 – 2554 เล่าว่า ในช่วงที่ได้รับตำแหน่งได้รับงบประมาณและเริ่มการก่อสร้างพอดี เนื่องด้วยเป็นแบบที่ออกแบบไว้เมื่อ 10 ปีก่อน หลายส่วนจึงไม่สอดคล้องกับงานปัจจุบัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณทำให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยภายในรูปแบบเดิม และในการก่อสร้างทำให้ต้องตัดต้นไม้ออกบางส่วน แต่ก็พยายามรักษาไว้ให้ได้มากที่สุด

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ยุคปัจจุบัน

จะเก็บตึกเก่าไว้ไหม

นายมารุต จิตรปฏิมา เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ในช่วงปี 2555 เล่าว่า ช่วงที่เข้ามาเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการตกแต่ง ตามแผนเดิมเมื่อสร้างอาคารใหม่เสร็จแล้วใน พ.ศ. 2556 จะทุบอาคารเก่าเพื่อปรับพื้นที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูต แต่ก่อนทุบไม่กี่วัน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้ชะลอการทุบออกไปก่อน เพราะนายสุรพงษ์ โตวิจักษณชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้มาเยี่ยมชมแล้วเห็นว่าควรเก็บอาคารไว้เพื่อเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้ และความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ รวมถึงใช้เป็นที่จัดกิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของชาวสิงคโปร์ซึ่งอยากให้เก็บอาคารหลังนี้ไว้ เนื่องจากเป็นความทรงจำหนึ่งบนถนนออร์ชาร์ดมาตลอด 50 ปี

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

แต่การเก็บอาคารหลังนี้ไว้ต้องซ่อมแซมและปรับปรุงสภาพให้พร้อมใช้งาน และสวยงามสอดคล้องกับอาคารใหม่ทั้งห้าหลัง ทางสถานเอกอัครราชทูตจึงต้องทำเรื่องของบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศ

ในการประเมินคุณค่าของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตามเกณฑ์การประเมินคุณค่าโบราณสถานของกรมศิลปากร สรุปได้ว่า

พื้นที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มีคุณค่าในฐานะพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงพัฒนาการเมืองสิงคโปร์ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จวบจนรัชกาลปัจจุบัน

สำหรับตัวอาคาร แม้จะมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอยู่บ้างในฐานะอาคารราชการในช่วง พ.ศ. 2500 แต่มิได้มีคุณค่าทางสุนทรียภาพ ประวัติศาสตร์โบราณคดี วิทยาการและการศึกษา หรือทางสังคมเป็นพิเศษแต่อย่างใด โดยในประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ยังมีตัวอย่างอาคารในยุคดังกล่าวหลงเหลือให้ศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก

สุดท้ายอาคารหลังเก่าหลังนี้ก็ถูกทุบไป

สถานเอกอัครราชทูตใหม่

อาคารหลังนี้ออกแบบโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ โจทย์ที่ได้รับใน พ.ศ. 2539 คือ ให้เว้นพื้นที่ด้านหน้าเอาไว้ เผื่อจะนำที่ดินไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต ดร.ตรึงใจออกแบบอาคารหลังนี้ด้วยแนวคิดโดดเด่นแต่ถ่อมตน และคงความสง่างามของสถานเอกอัครราชทูต โดยเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้แสงธรรมชาติ

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสำนักงาน

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ศาลาไทย

สิ่งที่ปรับจากแบบแรกก็คือ แยกแผนกวีซ่าออกมาไว้นอกอาคารเพื่อความปลอดภัย และเพิ่มบ้านพักที่ปรึกษาทูตพาณิชย์และผู้ช่วยเข้าไปด้วย

การสร้างสถานเอกอัครราชทูตหลังใหม่ นอกจากจะเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มความสวยงามให้แก่ถนนออชาร์ดซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการค้าของสิงคโปร์แล้ว สถานเอกอัครราชทูตยังได้ใช้อาคารใหม่เพื่อคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ประชาชนคนไทยให้ดียิ่งขึ้นด้วย

สำหรับคนที่สงสัยว่า แล้วเราได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการใช้พื้นที่กลางเมืองผืนใหญ่ขนาดนี้เพื่อทำสถานเอกอัครราชทูต ก็ต้องบอกว่า ท่านเอกอัครราชทูตพยายามบริหารจัดการจุดเด่นของพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะทำเล และส่วนต่างๆ ของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น สวน อาคาร ลานพื้น ซึ่งเป็นถาวรวัตถุ ให้ช่วยสถานเอกอัครราชทูตปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี พ.ศ. 2560 มีชาวสิงคโปร์เข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถานเอกอัครราชทูตจัดขึ้นไม่น้อยกว่า 350,000 คน เช่น งานดนตรีในสวน (มีนาคม) งานเทศกาลไทย (พฤษภาคม) งาน The Finest Thai (กันยายน) และกิจกรรมอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจการค้าของผู้ประกอบการไทย ในปี 2560 กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นภายในพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยกว่า 200 ราย เป็นจำนวนกว่าหลายสิบล้านบาท รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทำให้ชาวสิงคโปร์ไปท่องเที่ยวไทยเกือบ 1 ล้านคนต่อปี หรือ 28 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งประเทศ

นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสถานเอกอัครราชทูตเพียงไม่กี่แห่งในสิงคโปร์ที่เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์จึงเปรียบเสมือนเป็นสะพานเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ในทุกมิติอย่างดีเยี่ยม

และนี่ก็คือวิธีการบริหารจัดการพื้นที่แห่งนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมงานด้านการทูตอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ข้อมูล : หนังสือเรื่อง From Hurricane House to Royal Thai Embassy Singapore
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์, วันเฉลิม หวังปัญญา 
www.thaiembassy.sg
Facebook : Royal Thai Embassy, Singapore – สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load