The Cloud พาผู้อ่านไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตอยู่หลายครั้ง หรือใครก็ตามที่กดอ่านบทความนี้แล้วเจอบรรทัดนี้เข้า ก็คงต้องเคยขับรถผ่านทำเนียบเอกอัครราชทูตต่างประเทศในไทยอยู่บ้าง และคงพอจะนึกออกว่าบ้านพักเอกอัครราชทูตหน้าตาเป็นยังไง

ตามประวัติศาสตร์การทำคอลัมน์ The Embassy ของ The Cloud ประเทศที่รู้จักกันมานานนมก็จะได้สิทธิ์ตั้งทำเนียบฯ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ้าง หรือไม่ก็เป็นตึกโบราณอายุหลายสิบจนร้อยปีบ้าง ไม่ว่าจะของต่างประเทศในไทยหรือของไทยในต่างประเทศ หนนี้ก็เช่นเดียวกัน ทำเนียบเอกอัครราชทูตที่เรากำลังจะพาไปเคาะประตู ถึงปีนี้ก็อายุครบ 90 ปีพอดี แต่สิ่งที่ทำให้ทำเนียบฯ นี้ต่างจากแห่งอื่น คือทำเนียบฯ หลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ หากแต่เป็นบ้าน ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน หมู่บ้านที่ผู้คนในประเทศนั้นอาศัยกันนั่นแหละ

แล้วประเทศนั้นน่ะประเทศไหน…

ถ้าเป็นคอเที่ยวจะมุ่งไปประเทศนี้เพราะ Kruger National Park หรือ Table Mountain ถ้าคอประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็จะรู้ว่าประเทศนี้คือบ้านเกิดของรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลกผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียม และถ้าเป็นคอบอลจะจำได้ว่าประเทศนี้เป็นประเทศแรกของทวีปที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ปี 2010

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

ท่านผู้โดยสารคะ ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติโออาร์ แทมโบ ประเทศแอฟริกาใต้ กรุณานั่งประจำที่ รัดเข็มขัดอยู่กับที่นั่ง ปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรงพออ่านสบาย เก็บโต๊ะหน้าที่นั่ง เปิดม่านหน้าต่างรับแสงสักนิด และ ‘เปิด’ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เพื่อเตรียมพบ เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย กับเรื่องราวหลังบานประตูทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ขอบคุณค่ะ

Homeroom

ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีชื่อเรียกในอดีตว่า ‘Brooklyn House’ หรือ ‘บ้านบรู๊กลิน’ ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของเศรษฐีเก่าแก่แห่งพริทอเรีย

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

บรู๊กลินในแอฟริกาใต้!

“บริเวณนี้เป็นเขตที่อยู่อาศัยชื่อว่า บรู๊กลิน แต่คนละบรู๊กลินกับนิวยอร์กนะครับ ทีแรกนึกว่าพรุ่งนี้จะไปลาเรโด เท็กซัส อ๋อ ไม่ใช่ อยู่แถวนี้เอง เพราะที่นี่มีเมืองชื่อเดียวกับที่อเมริกา อังกฤษก็มีอีสต์ลอนดอน มีทั่วโลกอยู่ในประเทศนี้ มีใครสักคนบอกว่า เป็น One world in one country” ท่านทูตเล่า

บ้านสีไข่ไก่หลังนี้สร้างโดยสแตรททันส์ (Strattons) ช่วง ค.ศ. 1930 ด้วยสถาปัตยกรรม Classic-romantic ผสมผสานระหว่างสไตล์อังกฤษและอเมริกัน ซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 – 30 และออกแบบโดยกอร์ดอน เฟรเซอร์ ลอว์ลี (Gordon Fraser-Lawlie)

นายกอร์ดอนคนนี้ตั้งใจออกแบบให้บ้านบรู๊กลินกลมกลืนกับประเทศแอฟริกาใต้ จึงใช้วัสดุก่อสร้างจากที่นี่เป็นส่วนใหญ่ เช่นอิฐ Narrow Kirkness อิฐรูปทรงพิเศษจากโรงงานอิฐเคิร์กเนสที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้าน และโดยเฉพาะหินแอฟริกาใต้ที่นำมาใช้สร้างกำแพงล้อมรอบตัวบ้านและคานทางเดินในสวน ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของย่านบรู๊กลินในปัจจุบัน

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

หากสงสัยว่าทำไมต้องเป็นอิฐ Narrow Kirkness ไอ้เจ้าอิฐยี่ห้อนี้มันจะขนาดไหนกันเชียว ก็ขนาดที่ เซอร์ เฮอร์เบิร์ต เบเกอร์ (Sir Herbert Baker) ผู้มีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมในประเทศแอฟริกาใต้ ผู้ออกแบบอาคารสิ่งก่อสร้างสำคัญของรัฐบาลในนิวเดลี และผู้ออกแบบบ้านโบราณที่เป็นสถานทูต ณ กรุงพริทอเรีย เมื่อครั้งจะสร้าง South Africa House ในลอนดอน ยังระบุว่าต้องใช้กระเบื้องหิน กระถางดินเผา จากโรงงานอิฐเคิร์กเนสเท่านั้น

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
อิฐ Narrow Kirkness ภาพ : www.theheritageportal.co.za
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
House of South Africa ในลอนดอน ภาพ : commons.wikimedia.org

พอจะสร้างโรงพยาบาล Groote Schuur ที่เคปทาวน์ และที่ทำการไปรษณีย์ Salisbury ก็ต้องใช้กระเบื้องมุงหลังคาของเคิร์กเนส

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
โรงพยาบาล Groote Schuur สมัยก่อน ภาพ : www.researchgate.net

ถึงคราวจะสร้าง Union Building อาคารประวัติศาสตร์ของประเทศแอฟริกาใต้ ก็ต้องแน่ใจว่าใช้อิฐจากเคิร์กเนสในการก่อสร้าง

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : www.theheritageportal.co.za
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : www.safariwithus.com

ออกมานอกตัวบ้านกันบ้าง เดิมทีอาณาบริเวณรอบบ้านบรู๊กลินครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 12,500 ตารางเมตร นับเป็นพื้นที่ที่ครอบครองโดยบุคคลเพียงคนเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพริทอเรีย คลุมตั้งแต่ถนน Olivier ถนน Rupert และถนน Nicholson แต่เจ้าของคนก่อนหน้าได้แบ่งขายพื้นที่ส่วนหนึ่งไป

ที่เหลืออยู่ก็คืออาคารทำเนียบฯ เป็นอาคารอิฐ 2 ชั้น ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งสิ้น 8,727 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่สวน 3,707 ตารางเมตร พื้นที่ในตัวบ้านประมาณ 800 ตารางเมตร และเป็นพื้นที่รอบทำเนียบฯ ที่ประกอบด้วยสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ รวมถึงคอกม้าที่ปัจจุบันเป็นเรือนพักรับรองและเรือนแม่บ้าน

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

บ้านบรู๊กลินหลังนี้มีอายุเกิน 50 ปี มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม จึงถือเป็นหนึ่งในอาคารอนุรักษ์ ปัจจุบัน ถ้าจะหาอาคารลักษณะแบบเดียวกันนี้ ทั่วกรุงพริทอเรียก็หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมีเพียง City Council of Pretoria และ National Monument Council 

Homestory

ก่อนจะเป็นที่รู้จักในฐานะทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย บ้านบรู๊กลินเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในแมนชั่นงดงาม 4 หลังของตระกูลเคิร์กเนส (Kirkness) ตระกูลเจ้าของบริษัทก่อสร้าง จอห์น แจ๊ค เคิร์กเนส (John Jack Kirkness) ซื้อบ้านบรู๊กลินเมื่อ ค.ศ. 1938 และให้ จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส (John Johnston Kirkness) ผู้พี่ ออกแบบบ้านให้มีลักษณะเช่นที่เห็นทุกวันนี้

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส ภาพ : www.aboutorkney.com
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
โฆษณาโรงงานอิฐเคิร์กเนส ภาพ : www.theheritageportal.co.za

จอห์น จอห์นสตัน เคิร์กเนส คนนี้เองที่เป็นเจ้าของโรงงานอิฐเคิร์กเนส เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชื่อดัง เป็นอดีตผู้ว่าเมืองพริทอเรีย รวมถึงเป็นผู้ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญในกรุงพริทอเรียจำนวนมาก เช่น Raadsaal (อาคารรัฐสภาของแอฟริกาใต้) อาคารหลักในมหาวิทยาลัยพริทอเรีย สะพานไลอ้อน (Lion Bridge) สะพานเวียร์ด้า (Wierda Bridge) และ Sammy Marks Building

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
Raadsaal ภาพ : www.dutchfootsteps.co.za

พอถึง ค.ศ. 1948 บ้านบรู๊กลินก็ถูกซื้อโดยรัฐบาลแอฟริกาใต้ และกลายเป็นที่พักของนักการเมืองสำคัญของประเทศ ทั้งประธานาธิบดีคนที่ 3 ของ State of Africa อดีตเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำสหรัฐอเมริกา อดีตรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนที่ 6 และ 7 ของ State of Africa

ใน ค.ศ. 1993 รัฐบาลแอฟริกาใต้เสนอขายบ้านให้ หลุยส์ เนล (Louis Nel) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ อีเลน เนล (Elaine Nel) ภรรยา ทั้งคู่ศึกษาประวัติบ้านหลังนี้อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะจ้างสถาปนิกมาฟื้นฟูอาคาร การฟื้นฟูครั้งนี้ดำเนินไปตามลักษณะเด่นของอาคาร จะมีปรับเปลี่ยนบ้างก็ตรงประตูไม้และโครงอาคารไม้ให้เป็นโครงเหล็ก ประตูหน้าและทางเข้าบ้านกลายเป็นห้องน้ำแขกหญิง และห้องอาหารที่เคยใช้ในงานเลี้ยงรับรองระดับชาติก็ถูกเปลี่ยนเป็นโถงทางเข้าและห้องอาหารหลัก

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
โถงทางเข้า
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

ไม่นานหลังจากนั้นบ้านบรู๊กลินถึงคราวต้องถูกขายอีกครั้ง โดยมีสถานเอกอัครราชทูตอินเดียและสถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นแคนดิเดต สุดท้าย นายยิ่งพงศ์ นฤมิตรการ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแอฟริกาใต้คนแรกก็ตกลงซื้อบ้านบรู๊กลินมาได้เมื่อ ค.ศ. 1997

นอกจากบ้านหลังนี้จะผ่านมือคนสำคัญในประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้มาหลายคน ย้อนกลับไปก่อนบ้านบรู๊กลินจะเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย บ้านบรู๊กลินเองก็เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของแอฟริกาใต้ เพราะจุดเริ่มต้นการยกเลิกนโยบายกีดกันสีผิวในแอฟริกาใต้ที่นำมาซึ่งประชาธิปไตยของประเทศเกิดขึ้นใต้หลังคานี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1989

คณะรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารระดับสูงได้มาประชุมกันที่บ้านบรู๊กลินเพื่อตัดสินอนาคตของประเทศแอฟริกาใต้ โดยโน้มน้าวให้ พี. ดับเบิลยู. โบธา (P. W. Botha) ประธานาธิบดีในขณะนั้น ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทำให้ เฟรเดอริก วิลเลิม เดอ แกลร์ก (Frederik Willem de Klerk) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และดำเนินนโยบายเพื่อนำไปสู่การยกเลิกการกีดกันสีผิว 

Home-(be)coming

กว่า 30 ปีที่บ้านบรู๊กลินอยู่ใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทย เป็นที่พำนักของเอกอัครราชทูตก่อน เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน มาก็หลายท่าน

เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย แอฟริกาใต้
เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย

ตอนนี้เรากำลังนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกทางปีกขวาของทำเนียบฯ ถ้าอาศัยจินตนาการสักนิด ใครสักคนอาจเคยนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ นั่งชมสวนสวยขนาด 3,707 ตารางเมตรผ่านกระจกใสบานใหญ่ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ตรงจุดเดียวกัน หรือเลือกทางเดินอนาคตให้ประเทศนี้แถวๆ นี้ก็เป็นได้ 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

จินตนาการได้ไม่นาน ประตูบานที่จ้องอยู่ก็เปิดกว้าง ท่านทูตยิ้มกว้าง เรายิ้มกว้าง และยกมือขึ้นสวัสดี

“ก่อนมาเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ท่านทูตประจำที่ไหนมาก่อน” เราถามหลังจากเราทั้งคู่พร้อมเริ่มบทสนทนา

“หลังจากที่อยู่กรุงเทพฯ มาระยะหนึ่ง ประเทศที่ไปประจำการในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมาก็คือ จีน ไปอยู่ที่มณฑลเสฉวน นครเฉิงตู ตอนนั้นเป็นกงสุลใหญ่ ได้ทำงานในหลายๆ ด้าน อยู่ได้สามปีครึ่งก็ย้ายไปอยู่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกสองปีครึ่ง เมืองหลวงเขาชื่อกรุงอาบูดาบี และมีเมืองซึ่งคนรู้จักกัน แต่คนชอบเข้าใจผิดว่าเป็นประเทศคือ เมืองดูไบ

“ถัดมาก็มาที่แอฟริกาใต้เลย ไม่รู้ว่าเป็นเส้นทางสายไหมรึเปล่านะ เพราะมาจากจีน แต่ยังดีที่ผมไม่ได้มาสายถนน ผมมาสายการบิน” คำตอบของท่านทูตช่วยขจัดความเงียบในห้องนี้

“แล้วเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ เคยมาประเทศแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้ไหม”

“ผมรู้ว่าแอฟริกาเป็นทวีปสำคัญ แต่ก็ไม่เคยมานะ ไม่เคยมาแม้กระทั่งเปลี่ยนเครื่องบิน ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปใหญ่ มีสถานทูตหลายแห่ง ประเทศแอฟริกาใต้เองก็มีอะไรให้ทำเยอะ แถมยังมีประเทศในอาณาที่ต้องดูแลอีก นอกจากแอฟริกาใต้ก็มีอีกเก้าประเทศ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่านับได้ตั้งแต่ A ถึง Z”

ท่านทูตไม่เคยมาแอฟริกาใต้เลย ครั้งแรกที่มาถึงและเห็นบ้านหลังนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง จะรู้สึกเหมือนที่เราๆ รู้สึกกันหรือเปล่าว่าบ้านบรู๊กลินช่างเป็นทำเนียบฯ ที่ไม่ถึงกับโอ่อ่า ทว่าอบอุ่น สง่างาม

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“รู้สึกอบอุ่น เหมือนไม่ใช่ House แต่เป็น Home ไม่เหมือน Out of Africa แต่เป็น Into Africa อยู่ที่นี่เวลาผ่านไปเร็วมาก เพราะผมสนุกสนานกับงาน น้องๆ ก็เก่งกันทุกคน เขาอยู่กันมาก่อนหน้า ต้องขอพูดถึงด้วยนะว่านอกจากข้าราชการจากบ้านเรา ก็มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สถานทูตอื่นที่อยู่เมืองไทยเขาก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่กันเป็นครอบครัว เรามานี่เหมือนเรือมาจอด สามสี่ปีก็ไป แต่เขาอยู่เป็นคนที่คอยส่งต่อความรู้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับทีมใหม่ที่มาประจำการต่อไป”

“ทำไมรัฐบาลไทยจึงเลือกบ้านหลังนี้” เราถาม

“น่าจะเป็นเพราะ ณ เวลานั้นหรือแม้กระทั่งตอนนี้ที่นี่เป็นที่ที่ดีที่สุด ทั้งราคา ทั้งพื้นที่ เป็นที่ผืนใหญ่ห้าไร่แห่งเดียวในย่านนี้ เพื่อนบ้านเขามีแค่ไร่เดียว หรืออย่างมากสองไร่”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“พอแง้มราคาได้มั้ย”

“ทำเนียบฯ นี่ราคาห้าล้านแรนด์ สมัยก่อนก็ราวสิบล้านบาท” ท่านทูตคำนวณให้เสร็จสรรพ 

คุณกนก เผือกนวม เลขานุการเอก เล่าเสริมว่า บ้านบรู๊กลินนี้เปลี่ยนเจ้าของมา เดี๋ยวเป็นของรัฐมั่ง เอกชนมั่ง ตอนเป็นของรัฐเคยเป็นที่ประชุมของนักการเมือง ห้องพักแม่บ้านเคยเป็นห้องพักของบอดี้การ์ดประธานาธิบดี เพราะประธานาธิบดีเคยอาศัยอยู่ที่นี่ 

“แล้วห้องที่ผมนอนตอนนี้แต่ก่อนเป็นห้องอะไร” ท่านทูตถามคนเล่ากลั้วหัวเราะ

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

คนไม่ได้อยู่ที่มาเยือนครั้งแรกแล้วยังประทับใจอย่างเราสงสัยว่าคนที่อยู่ทุกวันชอบมุมไหนของบ้านที่สุด

ห้องทำงาน เพราะมีทุกอย่าง มีทีวี หนังสือ กับอีกมุมติดหน้าต่างที่มองเห็นสวน คือห้องนอน ยิ่งเวลาหน้าร้อนสว่างเร็ว ตื่นมาก็จะเห็นต้นชัยพฤกษ์สีเหลืองสวย และห้องนั่งเล่น ที่จะมองเห็นสวน สนามหญ้า ได้เหมือนกัน บางทีจะทานข้าวก็ทานง่ายๆ ในห้องนี้ เป็นห้องนั่งเล่นก็ได้ เป็นห้องทำงานก็ได้”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“แสดงว่าท่านทูตชอบสวน” ใครสักคนทักขึ้น

“ตอนเด็กๆ ผู้ใหญ่สอนว่า เมื่อเราเพ่งสายตากับหนังสือมากๆ ให้มองสวน จึงดีใจที่มีสวนและมีนกหลายชนิด มีนกตัวใหญ่ๆ ร้องเสียงดังมากชอบมาเดินในสวน ทีแรกผมนึกว่าไก่งวง แต่ไม่ใช่ เป็นนกพื้นเมืองของที่นี่ พอใช้ชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่หรูหรา ทำให้สบายใจ มีความรู้สึกว่าเป็นบ้านจริงๆ แต่ว่าทำเนียบฯ เราก็ใช้การเยอะ ไม่ใช่แค่เป็นบ้านพัก แต่ทั้งจัดประชุมเจ้าหน้าที่และจัดกิจกรรมหลายอย่าง”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

ย้ายที่บ่อยมาก มีวิธีทำยังไงให้รู้สึกว่าเป็นบ้านของเรา-เราสงสัย

“วิธีของผมก็คือเอาสิ่งของที่ตัวเองคุ้นเคยมาด้วย เข้าไปในห้องมองซ้ายก็เห็นตัวนี้ มองขวาก็เห็นหนังสือเล่มนี้ เป็นคนชอบสะสมของ ไม่ยอมทิ้งถ้ามันยังใช้ได้อยู่ ผมยกโทรทัศน์เครื่องเดิมที่ซื้อตอนอยู่ที่เก่ามาใช้ที่นี่ด้วย ก็คือยกของเดิมมาแล้วทำให้เป็นบ้าน” 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

Home Decor

บ้านบรู๊กลินเป็นอาคารอนุรักษ์ แล้วแรกเริ่มที่ซื้อบ้านหลังสำคัญของประวัติศาสตร์ประเทศแอฟริกาใต้มาเป็นทำเนียบฯ รัฐบาลไทยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไหม และได้ไหม เชื่อว่าหลายคนอยากรู้เหมือนกัน

“ในหลายประเทศการต่อเติมสร้างบ้านต้องมีการขออนุญาต เพราะบางทีเป็นสถานที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งที่นี่เป็น อย่างหลังคานี่เป็นอิฐสไตล์ของประเทศนี้ แล้วก็มีไม้ชนิดพิเศษ จะทุบก็จะต้องขออนุญาต แล้วที่นี่เรามีเพื่อนบ้าน ขณะที่เพื่อนบ้านอีกหลังหนึ่งเป็นสไตล์คลาสสิก บ้านเราจะสร้างตามอำเภอใจออกมาเป็นสไตล์อวกาศไม่ได้ ที่นี่สงบและบรรยากาศดี เราก็ต้องรักษาดูแลให้ดี เพราะเป็นหน้าเป็นตา ไม่ใช่เป็นหน้าตาของไทยอย่างเดียวนะ แต่เป็นหน้าตาของที่นี่ด้วย

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่สำคัญคือ เรื่องการบำรุงรักษา เราต้องดูแลพวกท่อน้ำ สายไฟ เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปเป็นบ้านที่เขาทำมาดีแล้ว เหมาะสม เพราะว่าเปลี่ยนมาหลายมือ เมื่อได้เป็นสมบัติของเราก็ต้องรักษา และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่เราเป็นเจ้าของ แต่ถ้าเราจะขยับขยายก่อสร้างก็ไม่ยาก เพียงแต่ต้องทำให้ถูกกฎหมายเขา เราเป็นสถานทูต แต่เราก็เคารพกฎเกณฑ์ กฎหมาย ของเมือง”

จากตอนต้นจะเห็นว่าบ้านหลังนี้ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอังกฤษ-อเมริกันที่กลมกลืนกับบรรยากาศของประเทศแอฟริกาใต้ พอจะเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย เมื่อจะซ่อมแซมบ้านต้องใช้สถาปนิกไทยหรือสถาปนิกท้องถิ่นกันล่ะทีนี้

“สถาปนิกท้องถิ่น ตกแต่งภายในก็เป็นแบบไทยๆ แต่ข้างนอกต้องสถาปนิกท้องถิ่น อย่างที่บอกตอนต้นว่าเป็นบ้านอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ จึงมีข้อจำกัด ทราบดีว่าหลายแห่งสร้างศาลาไทย แต่ที่นี่ด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ เราจึงตั้งศาลาไทยที่สถานทูต นี่คือสิ่งที่ทำ ไม่ได้ไปรื้อแล้วทำอะไรใหม่ และสร้างให้กลมกลืน ส่วนใหญ่เฟอร์นิเจอร์ก็จะเป็นของไทยๆ”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่บอกว่าภายในตกแต่งเป็นแบบไทย ต้องมีคนมาดูแลเฉพาะมั้ย” เราถาม

“ตอนนี้เราทำกันเอง ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้ครบถ้วน” ท่านทูตตอบ

แล้วสิ่งที่มีที่ว่า มีอะไรบ้าง เราจะพาไปดู 

“ส่วนใหญ่เป็นของที่รัฐบาลไทยส่งมาให้ บางอันลองไปดูใกล้ๆ จะเขียนว่ากระทรวงการต่างประเทศ เช่น เบญจรงค์ แต่บางอย่างก็ได้มา เพิ่งไปพบนายกเทศมนตรีเคปทาวน์ เขาก็ให้ของมา” 

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

คนทุกคนย่อมมีของชิ้นโปรด…

“แหม จริงๆ แล้วมีเหมือนกันฮะ มีของพวกเบญจรงค์และชุดเก้าอี้ไทย และของจากที่เราไปแต่ละที่แล้วเอามาด้วย จากจีนคือภาพวาดพู่กันแบบจีนรูปแพนด้า ชุดน้ำชา มีงานปักด้วย จากอาหรับเอมิเรตส์ก็เอามาเหมือนกัน มีตึก Burj Khalifa ทำด้วยแก้ว สูงเท่าครึ่งตัวผม มันเป็นความทรงจำน่ะ ของที่รัฐบาลส่งมาให้ก็อยู่ที่นี่ มีของที่ใช้ในบ้าน ของสำหรับเลี้ยงแขก”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

นอกจากตัวบ้านจะสวยและสำคัญ แต่สวนกว้างด้านนอกหน้าต่างนั่นก็ยังคงดึงดูด ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้เดินชมสวน ถึงมีเวลาสักพักก่อนมื้อค่ำก่อนการสนทนา ก็ยังเดินไม่รอบสวนแห่งนี้อยู่ดี พนันเลยว่าถ้าใครได้ลองมาเดินเล่นในสวนหลังทำเนียบฯ ความเร็วจะลดลงจนเหลือไม่แซงหอยทาก แม้หมู่บ้านที่ตั้งของทำเนียบฯ จะติดถนนใหญ่ แต่กว่าจะถึงตัวทำเนียบฯ ก็ต้องลดเลี้ยวซ้าย-ขวาเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ที่นี่จึงตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก โดยเฉพาะสวนหลังทำเนียบฯ ที่ถ้าเดินแหงนคอดูต้นไม้สูงไปด้วย เงี่ยหูฟังเสียงนกไปด้วย แล้วละก็ ลืมเวลาเลยล่ะ  

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ที่นี่เรามีต้นไม้เยอะหน่อย และเราพยายามรักษาต้นไม้เก่าๆ ที่อยู่มานาน” ท่านทูตเล่า 

“ต้นไหนเก่าแก่ที่สุด” เราถาม

“ต้นชัยพฤกษ์ และพริทอเรียเองมีดอกไม้ประจำเมืองคือ แจ็กกาแรนด้า (Jacaranda) ต้นแจ็กกาแรนด้าตามแนวถนนทำเนียบฯ ถือว่าเก่าแก่มาก ถ้ามาตอนเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงที่ออกดอกสีสวยมาก”

“มีคนพูดว่าย่านที่สวยที่สุดเวลาดอกแจ็กกาแรนด้าบานคือบรู๊กลิน เพราะทั้งสองข้างทางมีต้นแจ็กกาแรนด้ายาวเป็นแนว เวลาออกดอกก็จะออกพร้อมๆ กัน” คุณเสาวณีย์ สุวรรณสาร เลขานุการตรี มาร่วมวง

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : live.staticflickr.com
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ภาพ : upload.wikimedia.org

ถ้าใครนึกหน้าตาดอกแจ็กกาแรนด้าไม่ออก นอกจากจะเปิดตำราพฤกษศาสตร์หรือเสิร์ช Google อีกวิธีคือให้ไปดูละคร ข้ามสีทันดร เพราะถ่ายทำที่พริทอเรียและมีฉากแนวต้นแจ็กกาแรนด้าที่ออกดอกสีม่วงสวย และถ้าชื่อแจ็กกาแรนด้ายังไม่ค่อยคุ้นหู จะบอกว่าชื่อไทยก็คือ ศรีตรัง

Home-made

พอต้องอยู่หลายที่ ต้องปรับการใช้ชีวิตในที่ที่แตกต่างบ้างมั้ย-เราสงสัย

“พวกเราที่เป็นนักการทูตจะต้องปรับตัวให้เข้ากับที่ที่เราไปอยู่ ปรับตัวกับวัฒนธรรม ปรับตัวกับการใช้ชีวิต แต่แน่นอน เรายังต้องคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเรา เพราะเราเป็นคนไทย แค่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพและใช้ประโยชน์จากการอยู่ตรงนั้นให้มากที่สุด เพื่อจะได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ไม่งั้นก็คงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่บ้านอ่านผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่ก็ไม่สู้การมาใช้ชีวิตที่นี่

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

“น้องๆ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นี่ ทางสถานทูตก็ไม่ให้นั่งทำงาน นั่งเขียนเอกสาร อยู่แต่ในห้องทำงาน แต่ส่งเสริมให้ออกไปใช้ชีวิต ต้องออกไปศึกษาสิ่งที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน เช่น วิทยาการของเขา หรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เยอะแยะเลยครับ”

Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้
Brooklyn House ทำเนียบทูตไทยในพริทอเรีย อดีตบ้านหลังสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

“ได้ยินว่ามีภาษาราชการสิบเอ็ดภาษา มีการปรับตัวเป็นพิเศษเพื่อแอฟริกาใต้ไหม”

ใช่ค่ะ คุณอ่านไม่ผิด ประเทศแอฟริกาใต้มีภาษาราชการทั้งสิ้น 11 ภาษา คือภาษาอังกฤษ ภาษาแอฟริกานส์ ภาษาซูลู ภาษาโชซา ภาษาสวาตี ภาษาเอ็นเดเบลี ภาษาซูทูใต้ ภาษาซูทูเหนือ ภาษาซองกา ภาษาสวันนา และภาษาเวนดา

“ใช่ครับ แต่ตอนนี้ยึดอยู่สองภาษาครับ ภาษาไทย กับภาษาอังกฤษ (หัวเราะ) ยังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาแอฟริกานส์” 

ท่านทูตประจำมาหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็อยู่คนละทวีป รวมถึงประเทศนี้ ประเทศแอฟริกาใต้มีความสนุกท้าทายอะไรไหม

“ที่นี่มีซาฟารี เพราะว่านี่เป็นคัลเจอร์ของเขา และเขาภูมิใจว่าเขาธรรมชาติให้ดู อย่างกรุงพริทอเรียเป็นเมืองทางด้านบริหาร เคปทาวน์คือเมืองทางด้านสภา แล้วยังมีเมืองโบรฟองเทซึ่งเป็นเมืองทางด้านกฎหมาย แอฟริกาใต้มีเรื่องสนุกให้เล่าเยอะ เพราะคนเขาหลากหลาย”

ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้
ทำเนียบทูต แอฟริกาใต้

เกริ่นไว้ว่า ทำเนียบฯ นี้ต่างจากแห่งอื่น คือไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ หากแต่เป็นบ้าน ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านที่ผู้คนในประเทศนี้อาศัยกัน อยากให้ท่านทูตเล่าถึงเพื่อนบ้านให้ฟังสักนิด 

“บรู๊กลิน ชุมชนที่ตั้งทำเนียบฯ เป็นชุมชนที่ดี เพื่อนบ้านน่ารักทุกคน เจอกันอยู่เรื่อย บางทีก็นัดทานข้าวกัน เพราะถือว่าพวกเขาเป็น Friends of Thailand

“เมื่อวันก่อนจัดอาหารไทยเลี้ยง เขาก็ชอบ เราคือเพื่อนบ้านกัน เขาก็ช่วยดูเรื่องความปลอดภัย อยู่เป็นชุมชนที่พักอาศัย ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Residential และพริทอเรียเองเป็นเมืองที่น่ารัก” ไม่ต้องขยายความเราก็พอจะเดาออกได้จากรอยยิ้มของท่านทูต 

“แล้วเพื่อนบ้านเป็นใครบ้าง” เราถาม

“เป็นคนที่นี่เลย บางคนเป็นคนอังกฤษก็มี แต่ส่วนใหญ่เกิดและอยู่ที่นี่มานาน น่ารักมาก บางทีก็เดินไปทักทายกัน” 

“หมู่บ้านนี้ใหญ่ไหม” 

“บรู๊กลินนี่ก็ห้าร้อยหลังคาเรือนนะ เยอะเหมือนกัน” 

“มีฉายาของย่านไหม”

“เดี๋ยวผมอยู่ๆ ไปแล้วผมจะตั้งเอง (หัวเราะ)”

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เห็นตรามงกุฎ 3 ดวงใต้มงกุฎแดงอันใหญ่หน้าอาคารสูงย่านนานา เรามั่นใจแล้วว่ามาถึง Sveriges Ambassad หรือสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

หลังจากพาไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูตเก่าแก่มานักต่อไป คอลัมน์ The Embassy ขอพามาชมสถานทูตร่วมสมัยสไตล์นอร์ดิกที่เพิ่งปรับปรุงใหม่มาเพียงปีเดียว พร้อมเข้าไปนั่งสนทนากับเอกอัครราชทูตสวีเดน ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล (Jon Åström Gröndahl) อย่างเต็มอิ่ม

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 8 แล้วไปทำความรู้จักสถานทูตสีเขียวที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเมืองไทย และประเทศสแกนดิเนเวียนี้ได้โดยพลัน

สัมพันธ์สวีดิช-ไทย

ไทยและสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ในปี 1868 และในปี 1882 ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง โดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนคนแรก และปีถัดมาก็มีการตั้งสถานกงสุลในสวีเดน 

ต่อมาในปี 1888 สวีเดนก็เปิดสถานกงสุลในกรุงเทพฯ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จเยือนสวีเดนในปี 1897 ความสัมพันธ์ระหว่างแดนไกลเริ่มแนบชิดกันมากขึ้นผ่านนวัตกรรมในศตวรรษที่ 20 เช่น การติดตั้งระบบโทรศัพท์ของ Ericsson ในกรุงเทพฯ รถพยาบาลคันแรกของไทยขนส่งโดยบริษัทขนส่ง Scania 

ช่วงระหว่างปี 1931 – 1959 สวีเดนแต่งตั้งให้ทูตสวีเดนในญี่ปุ่นและเมืองจีนดูแลความสัมพันธ์กับเมืองไทยด้วย ในปี 1944 ไทยได้เปิดสถานอัครราชทูตประจำกรุงสตอกโฮล์มขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมา เมื่อปี 1954 ไทยได้ปิดสถานอัครราชทูตฯ และให้อัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดน ในที่สุดในปี 1959 ไทยและสวีเดนได้ยกฐานะความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต โดยท่านทูต Tord Hagen เป็นเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยคนแรก และไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 1963 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนียด้วย ต่อมาเมื่อปี 2002 ไทยได้เปิดสำนักงานการท่องเที่ยว (ททท.) ประจำกรุงสตอกโฮล์ม และได้เปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน (BOI) ณ กรุงสตอกโฮล์ม ในปี 2009

ปัจจุบันคนไทยในสวีเดนมีจำนวนราว 3 หมื่นคน และไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวสวีเดนอย่างสม่ำเสมอ

สถานทูตสไตล์นอร์ดิก

ในช่วง 1960s สถานทูตสวีเดนอยู่ที่สาทรใต้ 1970s ย้ายมาที่สีลม ก่อนย้ายมาอยู่อาคาร One Pacific Place ชั้น 20 ราว ๆ 30 ปี และปี 2021 ค่อยย้ายลงมาครอบครองชั้น 8 ทั้งชั้นในอาคารเดิม โดยรวบรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่เคยอยู่กระจัดกระจายในออฟฟิศ 3 แห่ง อยู่ในที่เดียว เช่น Migration, Consular Affairs, Development Cooperation, police liaison office และ military attaché ซึ่งลดทั้งการเดินทางและค่าใช้จ่ายของสถานทูต

ออฟฟิศของสถานทูตสวีเดนซอยพื้นที่อย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ดูคล้ายเขาวงกตสำหรับผู้มาใหม่ครั้งแรก แต่ก็ออกแบบอย่างลงตัว ใช้สีอ่อน ๆ แบบ Nordic Light ไม่ใช้สีมืด ๆ ตามความนิยมของประเทศนอร์ดิก โทนสีได้แรงบันดาลใจจากหมู่เกาะ (archipelagos) สวีเดน ดูผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง ไม่แน่นอึดอัด และแสงธรรมชาติเข้าถึง ทำให้ผู้คนได้ทั้งปฏิสัมพันธ์กัน และมีมุมสงบส่วนตัวให้นั่งทำงานเงียบ ๆ ได้ 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“ดีไซน์แบบสวีดิชเน้นความงามที่เรียบง่าย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เน้นประโยชน์ใช้สอย และเราให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมายาวนาน นอกจากนี้กระบวนการยังต้องโปร่งใส เปิดเผยว่าวัสดุทำจากอะไร และมีกระบวนการผลิตอย่างไร” ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล อธิบายขณะพาชมสถานทูต

พื้นที่จำนวนมากเป็นออฟฟิศแบบ Open Space ห้องประชุมหลากหลายขนาดที่ตั้งชื่อตามเมืองต่าง ๆ ในสวีเดน และเมืองในอาเซียนที่สถานทูตมีเขตอาณาครอบคลุม เช่น ห้องหัวหิน ห้องเชียงใหม่ ห้องพนมเปญ นอกจากนี้ยังมีห้องเล็ก ๆ จำนวนมากให้ใคร ๆ เดินหยิบคอมพิวเตอร์เข้ามานั่งทำงานได้อย่างอิสระ มีห้องนอนเล็กสำหรับพักผ่อน เวิ้งนั่งทำงาน และมุมให้นั่งคุยพบปะเป็นจุด ๆ แต่ละมุมตกแต่งด้วยภาพวาดและงานศิลปะต่าง ๆ จากสวีเดน

“ห้องประชุมเราจะแปลงโฉมเป็นห้องขายของมือสองปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อนร่วมงานจะได้ขายของใช้ที่เคยรัก แล้วของเหล่านี้ก็จะได้เจอบ้านใหม่และไม่ต้องโยนทิ้งไป และเราก็เชื่อมั่นเรื่องการดูแลคนทำงาน ห้องนอนมีไว้สำหรับสตาฟฟ์ที่รู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างวัน ก็มานอนพักได้ ซึ่งผมได้ยินมาว่าเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกในเมืองไทย สถานทูตอื่น ๆ อาจจะมีมุมกีฬาหรือสันทนาการสำหรับเจ้าหน้าที่ ส่วนเรามีงบประมาณสำหรับกิจกรรมกีฬาและสันทนาการให้แต่ละคนเลือกตามความสนใจ เราตั้งใจโปรโมทเรื่อง work-life balance ว่าเป็นเรื่องจับต้องได้” 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องโปรดของท่านทูตยูน คือ ห้อง The Golden Triangle เป็นห้องนั่งรับประทานอาหารกลางวันและดื่มกาแฟ ที่ได้ชื่อว่าสามเหลี่ยมทองคำ เพราะห้องนี้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมและพื้นสีเหลือง ซึ่งครัวกลางเล็ก ๆ ในนี้มีระบบจัดการแยกขยะอย่างละเอียดจริงจัง 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เราอยากลด Environmental footprint ให้ได้มากที่สุด คุณอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่าเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อเป็นประเทศแรกในโลกที่ปลอดการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2045” 

ชาวสถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก จนได้รับรางวัลที่ 1 ของ The Green Embassy Award ในปี 2020 เป็นป้ายรูปมงกุฎสีเขียวจากกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดน 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เรามีชมรมสีเขียวที่ทำงานด้านความยั่งยืนกับสถานทูต เราคุยเรื่องนโยบาย การแก้ปัญหา และกิจกรรมที่ทำให้ที่ทำงานเราดีต่อโลกมากที่สุด เช่น การวัดจำนวนกระดาษที่ใช้ในออฟฟิศ การสนับสนุนให้เดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฟ้า โดยมีบัตรแรบบิทให้ยืมใช้ฟรี การใช้สถานที่ที่เป็นมิตรต่อแวดล้อมจัดกิจกรรม นอกจากนี้เรายังเชิญคนหรือหน่วยงานที่น่าสนใจมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทางสถานทูต และจัดทัศนศึกษาให้ไปเยี่ยมชมและเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตยั่งยืน” ท่านทูตเอ่ยอย่างภาคภูมิใจถึงความทุ่มเทของพนักงานสถานทูต จนได้มงกุฎสีเขียวมาครอบครอง

สุดท้าย เรามาหยุดอยู่ที่ห้องทำงานขนาดกะทัดรัดของท่านทูต ห้องสีไม้เบิร์ชอ่อน ๆ ตกแต่งด้วยภาพวาด โคมไฟ พรม และของตกแต่งจากสวีเดน ที่เห็นว่าดูไม่โอ่โถงมากนัก เพราะท่านทูตคนก่อนหน้าตัดสินใจเลือกห้องนี้เป็นห้องทำงาน แล้วเปลี่ยนห้องใหญ่ข้าง ๆ เป็นห้องประชุมที่ใช้งานได้หลายคนแทน 

“ผมก็ไม่ได้ต้องการพื้นที่ใหญ่กว่านี้นะ ห้องนี้เพียงพอสำหรับรับรองคนราว ๆ 6-7 คน ถ้ามีแขกมากกว่านี้ก็ย้ายไปใช้ห้องประชุมแทน นี่เป็นห้องทำงานขนาด lagom ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป”

สิ่งสะดุดตาคือหมอนลายช้าง ซึ่งเราเอ่ยปากตั้งแต่แรกเห็นว่าน่าจะเป็นของไทยแน่ ๆ แต่ท่านทูตยูนเฉลยว่ามาจากแบรนด์สวีเดนเก่าแก่อายุเกือบร้อยปีชื่อ Svenskt Tenn และลาย Elefantmönster นี้ก็เป็นลายไอคอนิกที่ออกแบบในยุคสามศูนย์ วางเคียงคู่ผ้าห่มฝ้ายทอมือนุ่ม ๆ สีขาวลายลูกแก้ว ซึ่งท่านทูตซื้อมาใช้ห่มเวลาแอร์ในห้องชักจะหนาวเกินไป โดยบอกว่าสวยมากและอุ่นมาก 

คุยกับทูต

ได้เวลาที่รอคอย ท่านทูตยูนนั่งลงบนโซฟา พร้อมสนทนาแบบเต็ม ๆ ในห้องทำงานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ถึงความเป็นสวีดิชที่คนไทยควรรู้จัก ตั้งแต่อารมณ์ขันแบบนอร์ดิก ชื่อแบรนด์ IKEA อ่านว่าอะไร คอนเซปต์ของ LAGOM ไปจนถึงสวัสดิการสุดเจ๋ง และแนวคิดการพัฒนาประเทศแบบสวีเดน

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องทำงานนี้น่ารักอบอุ่นมาก ท่านทูตได้ตกแต่งห้องนี้เพิ่มเติมด้วยรึเปล่า

ไม่ครับ ที่นี่เราไม่นิยมตกแต่งหรือเปลี่ยนแปลงห้องทำงานตามรสนิยมส่วนตัวมากจนเกินไป เพื่อเคารพไอเดียเบื้องต้นของการออกแบบของสถาปนิก ผมแค่ติดรูปภาพเล็กน้อย และวางธงของ 4 ประเทศที่ดูแล นอกจากไทยแล้วก็ยังมีลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ 

ผมได้ไปลาวและกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้เมียนมาด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนี้ คนเมียนมาน่าเห็นใจมาก เรามีออฟฟิศที่ย่างกุ้งซึ่งมีพนักงาน 11 คน พวกเขาทำงานได้ยอดเยี่ยมในสถานการณ์ที่บีบคั้น มีคนสวีดิชอยู่ใน 3 ประเทศนี้ไม่มากนักครับ ลาวและเมียนมาร์ใกล้เคียงกัน ที่กัมพูชามากกว่านิดหน่อย ที่ไทยมีมากที่สุด

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

สถานทูตสวีเดนในประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไร

เรามีสถานทูตหลายรูปแบบในหลาย ๆ ประเทศ บางครั้งประเทศนอร์ดิกอยู่รวมตัวกัน อย่างที่เบอร์ลิน เรามี Nordic House ที่สถานทูตเราอยู่รวมกับฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ หรือย่างกุ้งก็คล้าย ๆ กัน แค่ไม่มีไอซ์แลนด์ บางครั้งเราก็ทำงานร่วมกันในออฟฟิศ บางทีทำเนียบทูตก็อยู่ร่วมกับสถานทูตเลยในอาคารหลังใหญ่ อย่างที่เมืองออสโล นอร์เวย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วสถานทูตมักอยู่ในอาคารออฟฟิศ และทำเนียบอยู่แยกออกไปครับ 

ความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตนอร์ดิกค่อนข้างใกล้ชิดกันใช่ไหม เห็นว่าเทศกาลหนังนอร์ดิกก็ฉายที่ทำเนียบทูตเดนมาร์ก 

ใช่ครับ นั่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างการทำงานร่วมกัน เราพยายามทำงานร่วมกันเสมอ ผมมักจะเดินทางกับทูตนอร์ดิกคนอื่น ๆ และเชิญพวกเขามาร่วมงานวาระต่าง ๆ เรามีโครงการที่ร่วมกันทำกับรัฐบาลไทย การทำงานร่วมกันสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศนอร์ดิก ส่วนหนึ่งเพราะเราต่างเป็นประเทศเล็ก การอยู่ร่วมกันแบบนี้ในทั่วโลกทำให้เราสู้ไปด้วยกันได้ 

ไม่ค่อยแข่งขันกัน

ไม่เลย ถึงเราจะอยู่คนละประเทศ และบริษัทของพวกเราจะแข่งขันกันเองในตลาดบ้าง แต่พวกเราอยากเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เรามีระบบการปกครองที่คล้ายกัน และเมื่อนานมาแล้วประเทศนอร์ดิกก็ตกลงกันว่าเราจะเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะใช้ชีวิต ทำงาน เรียนหนังสือ ก็เลือกได้หมดว่าจะอยู่ที่ไหน 

นักการเมืองของเราทั่วประเทศเชื่อว่าเรื่องนี้สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แล้วภาษาของพวกเราก็คล้าย ๆ กันด้วย ยกเว้นฟินนิชที่ต่างมากน้อย แต่ภาษาสวีดิชเป็นหนึ่งในภาษาทางการของฟินแลนด์ เราเลยเข้าใจกันได้ง่าย และในแง่การพัฒนาการเมือง เราก็มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาหลายปี 

สถานทูตสวีเดนเป็นที่รู้จักจากเพจ Facebook ที่เป็นมิตรและเนื้อหาสนุกมาก ๆ ทีมงานของท่านทูตทำได้อย่างไร และทำไมสถานทูตถึงต้องมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ

ผมโชคดีมากที่ได้ทำงานกับกลุ่มคนที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ อารมณ์ขันเป็นจุดเด่นของเพจเฟซบุ๊กของเรา ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องยอมให้มีการเล่นเกิดขึ้นได้บ้าง หลายคนคิดว่าสถานทูตและทูตต้องเป็นคนจริงจังมาก ๆ หลายอย่างที่เราทำก็เป็นเรื่องจริงจังมากนะครับ แต่ขณะเดียวกันเราก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเรา และผมก็คิดว่ามันแสดงออกว่าแท้จริงเราเป็นยังไง 

การสวมบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ แต่ผมคิดว่าเราควรได้แสดงออกตัวตนที่นอกเหนือจากงานบ้าง บางอย่างอาจจะคาดไม่ถึงนิดหน่อย แต่เราพยายามทำให้เนื้อหาคละกัน มีทั้งเรื่องจริงจัง ให้ข้อมูลหนัก ๆ และเราก็อยากสื่อสารกับคนไทย พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในขณะนั้น และผลตอบรับก็ดี คนไทยก็ชอบด้วย 

หมายความว่าคนสวีเดนมีอารมณ์ขันมากรึเปล่า

(หัวเราะ) คนสวีดิชมีชื่อเสียงว่าเราซีเรียสมาก แต่เราก็ไม่ต่างจากมนุษย์ชาติอื่นหรอกครับ คนเรามีความคล้ายกันมากกว่าความต่าง เรามีปูมหลังคนละแบบ วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่เราต่างเป็นสัตว์สังคมเหมือนกัน ในยุคสมัยเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ที่เราต้องปล่อยให้เราได้สนุก ได้หัวเราะบ้าง มีเรื่องไม่ดีหลายอย่างในโลก ทั้งสงครามในที่ต่าง ๆ มีความขัดแย้ง มีผู้อพยพ หลาย ๆ สถานการณ์ยากลำบากมากมาย ซึ่งเราควรตระหนักถึงและจริงจัง นั่นยิ่งทำให้เราต้องการเสียงหัวเราะและความสนุกในชีวิต

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ปีหน้าจะครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวีดิช 155 ปี ท่านทูตอยากเห็นอะไรต่อไปในความสัมพันธ์ที่ยาวนานนี้

ผมอยากเห็นความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีเยี่ยมอีกอย่างน้อย ๆ 155 ปี เรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกัน มีความสัมพันธ์มากมายที่ได้เริ่มต้นแล้วและน่าพัฒนาต่อ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างกิจการไทยและสวีเดน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 

ในบรรดาโครงการของสถานทูต โครงการไหนที่คุณตื่นเต้น ภูมิใจ และเล่าให้เราฟังได้บ้าง

มีหลายอย่างเลยครับที่สถานทูตนี้ทำได้ดี ถ้าต้องเลือกสักหนึ่งโครงการระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่มาสองปีครึ่ง ราวเจ็ดเดือนที่แล้วเราได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทไทย-สวีดิชเรื่องสิทธิ์ Paternity Leave (การลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อ) อย่างน้อย 1 เดือนเต็ม โดยได้เงินเดือนเต็ม ผลตอบรับเป็นบวกมาก ๆ เป็นเรื่องน่าสนับสนุนว่าบริษัทเหล่านี้จะจัดการกับระบบนี้อย่างไร ผมหวังว่าเรื่องนี้สวีเดนจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองไทยได้บ้าง 

ที่สวีเดน ทุกคนได้รับสิทธิ์ Paternity Leave ใช่ไหม

ใช่ครับ เป็นสิทธิ์ Parental Leave ที่ผู้ปกครองทั้งคู่เลือกใช้สิทธิ์รวมกันได้ถึง 480 วัน โดยได้รับเงินเดือนเต็ม และใช้วันลาได้อย่างยืดหยุ่นจนกระทั่งลูกอายุ 8 ขวบ ตอนลูกสาวผมเกิด ผมก็ลาดูแลลูกหกเดือน และภรรยาของผมก็ลาเก้าเดือน สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ริเริ่มให้มีการลาเพื่อเลี้ยงดูลูกโดยยังได้รับค่าจ้างทั้งพ่อและแม่มาตั้งแต่ปี 1974 พ่อของผมเป็นหนึ่งในพ่อชาวสวีดิชกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้สิทธิ์นี้ในปี 1975 เขาใช้เวลาหกเดือนกับผม ซึ่งตอนนั้นมีผู้ชายใช้สิทธิ์นี้น้อยมาก ช่วงแรก ๆ ผู้ชายหลายคนลังเล ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ผมก็เห็นว่ามันค่อย ๆ เปลี่ยนไปนะ 

ตอนนี้ผมไม่มีผลสถิติที่แน่ชัด แต่ราว ๆ สามสิบเปอร์เซ็นต์ของชายสวีดิชใช้สิทธิ์นี้ ซึ่งแปลว่ายังพัฒนาได้อีก อาจจะไม่ถึง 50/50 แต่ผู้ชายมากขึ้นเรื่อย ๆ ตระหนักได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดีต่อพวกเขา ไม่ใช่แค่สำหรับสังคมนะครับ ผมเชื่อว่านี่คือ win-win-win situation การได้ใช้เวลากับลูก ๆ สร้างสายใยความผูกพันระหว่างผู้ปกครองกับลูก เป็นสิ่งเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนตอนลูก ๆ โตแล้ว มันสายไปแล้ว และผมคิดว่ามันทำให้รู้สึกว่าเราทันสมัยด้วย 

สิทธิ์ Parental Leave นี้ใช้ได้กับคู่แต่งงานเพศเดียวกันด้วย การช่วยเหลือคู่ครองของเราเป็นเรื่องที่ดี และช่วยให้สังคมเท่าเทียมกันมากขึ้น ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ต่อสังคม

คุณสมชาติ สุชีเพ็ชร พนักงานขับรถยนต์ซึ่งทำงานกับสถานทูตมาเกือบ 30 ปี ใช้สิทธิ์ลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อเป็นเวลา 6 เดือน โดยยังได้รับค่าจ้าง

แล้วสถานทูตมีโครงการอื่นๆ ที่พอจะเล่าให้เราฟังได้ไหม

มีโครงการอีกเยอะแยะเลย อย่าง Webinar เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเราจริงจังกับเรื่องนี้มาก ก่อนเราเจอกันวันนี้ ผมเพิ่งทานข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศส เราคุยกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่สำหรับเมืองไทย และประเทศอื่น ๆ ด้วย คนจำนวนมากเกินไปได้รับผลกระทบจากอันตรายบนถนน เราหวังว่าจะช่วยเหลือเมืองไทย และรณรงค์ลดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้เรายังรณรงค์เรื่องยุติการลงโทษเด็ก ๆ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวนานและน่าภูมิใจนะครับสำหรับสวีเดน ตอนผมยังเด็ก ไม่มีการห้ามตีลูกหลาน แต่ตอนนี้การที่เด็กถูกทำร้ายร่างกายเป็นกรณีหายากมาก ๆ ผมเรียนจบทางกฎหมายมา ผมเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายและข้อบังคับ ถ้าบัญญัติข้อห้ามแล้ว พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไปด้วย แล้วผลลัพธ์คือบรรทัดฐานสังคมก็จะเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน นอกจากความจริงที่ว่าการไม่ลงโทษทางกายคือสิ่งที่ถูกต้อง และการตีเด็กไม่ควรได้รับการยอมรับในสังคมไหน ๆ 

ตอนได้รับตำแหน่งที่เมืองไทยในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงโควิดพอดี คุณจินตนาการถึงเมืองไทยไว้อย่างไร แล้วสิ่งที่ได้เจอตรงกับสิ่งที่คิดไว้ไหม 

ตอบค่อนข้างยากครับ ผมมีความสุขมากและดีใจที่ได้โอกาสทำงานในประเทศไทยที่สวยงาม ผมไม่เคยมาอยู่เมืองไทย นอกจากมาทริปทำงานช่วงสั้น ๆ เลยไม่แน่ใจว่าจะได้พบเจออะไร และช่วงโควิดก็เป็นปีที่แปลกประหลาดสำหรับทุกคน ผมเลยเดินทางไม่ได้มากอย่างที่ต้องการ ตอนนี้ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ผมได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติที่สวยงามและผู้คนที่เป็นมิตร และทั้งหมดนี้ก็เป็นความจริงครับ   

สิ่งที่ผมเห็นว่าควรสังเกตและระมัดระวังคือเรื่องศาสนา ศาสนาพุธมีบทบาทในสังคมไทยมาก ซึ่งผมเคารพเรื่องนี้มาก แต่ตอนแรก ๆ ผมไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้มากนัก หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากพอ เพราะสวีเดนเป็น Secular State (รัฐโลกวิสัย/รัฐฆราวาส) ไม่ใช่ประเทศที่เคร่งศาสนาเลย ชาวสวีดิชที่เคร่งศาสนาก็มีนะครับ แต่ศาสนาไม่ได้มีบทบาทเข้มแข็งในสังคมอย่างที่นี่

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากเมืองไทย

ผมประทับใจที่คนไทยดูแลกันและกัน ทั้งคนในครอบครัว เพื่อน และคนนอกครอบครัว อย่างในช่วงโควิด คนไทยก็ดูแลกันเองอย่างเหนียวแน่น ในช่วงที่เศรษฐกิจยากลำบาก นี่เป็นสิ่งที่คนสวีดิชเรียนรู้จากคนไทยได้

แล้วที่สวีเดนไม่เป็นแบบนั้นหรือ

ก็ใช่ครับ แต่เราพึ่งพารัฐให้ดูแลพวกเรามากกว่าพึ่งพากันเอง สวีเดนเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ซึ่งก็ดีมาก แต่เพราะทุกคนพึ่งพารัฐทั้งหมด มีความมั่นคงในชีวิตมาก ชีวิตที่สวีเดนคุณล้มแล้วตั้งตัวใหม่ได้ ไม่ต้องพึ่งไอเดียธุรกิจแรกสุดเสมอไป มีเวลา มีความช่วยเหลือเพียงพอ แต่บางครั้งเราก็ลืมด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนไปบ้าง บางครั้งก็สูญเสียบางอย่าง เช่น สายสัมพันธ์ในครอบครัว หรือความผูกพันระหว่างบุคคลกับสังคม 

คนไทยหลายคนนิยมไปเรียนหรือทำงานที่สวีเดน ตอนนี้น้องสาวของฉันก็เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ทำไมสวีเดนถึงเป็นจุดหมายยอดนิยมด้านการศึกษาของคนทั่วโลก

ผมก็เป็นศิษย์เก่าลุนด์เหมือนกัน สวีเดนน่าจะเป็นจุดหมายยอดนิยมในการเรียนหรือทำงานเพราะสังคมมีประสิทธิภาพแม้จะมีความท้าทาย ผมหวังว่าคนที่ไปสวีเดนทุกคนจะรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ ได้เจอระบบการศึกษาที่ดี ได้พบว่ามหาวิทยาลัยของเราดีเพียงพอ 

การอยู่ที่สวีเดนไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปนะครับ ภาษาเรายาก แม้ว่าคนสวีดิชจะพูดภาษาอังกฤษได้ดี และบางครั้งเราก็จับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ค่อยเปิดกว้างกับคนนอก ผมหวังว่านักศึกษาไทยที่มหาวิทยาลัยในสวีเดนจะได้พบเพื่อนใหม่ ๆ และได้พบกับความเป็นมิตรของคนสวีดิชครับ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

อะไรทำให้การศึกษาที่สวีเดนโดดเด่น

ผมคิดว่าคือ Critical Thinking เราสนับสนุนให้นักเรียนกล้าออกความเห็น โต้วาที ถกเถียงกันเองและกับครูอาจารย์ บางทีก็มากไปหน่อย (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความรู้ตามประมวลรายวิชา แต่คือการเรียนรู้และทำงานร่วมกันระหว่างครูและศิษย์ในห้องเรียน การสนับสนุนให้เยาวชนมี Critical Thinking เป็นสิ่งที่สร้างนวัตกรรม

IKEA อ่านว่า อิเกีย หรือ ไอเกีย กันแน่

ไอเกีย แต่จริง ๆ ก็อ่านได้ทั้งสองแบบครับ

นอกจากไอเกีย ซึ่งคนไทยชื่นชอบมาก มีธุรกิจหรือแบรนด์สวีเดนไหนที่คุณอยากให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้น

บริษัทสวีเดนใหญ่ ๆ ที่เก่าแก่มีมาก นี่ผมต้องระวังมากเลยนะเนี่ยในการพูดชื่อแบรนด์ (หัวเราะ) และเราก็มีบริษัทใหม่ ๆ มากมายเช่นกันที่ทำงานด้านเทคโนโลยี อย่าง Storytel เป็นหนังสือเสียง Spotify ก็เป็นของสวีเดน บริษัทที่มีนวัตกรรมและทันสมัยเหล่านี้เล่าเรื่องราวของสังคมสวีเดนที่ร่วมสมัยและสร้างสรรค์ ซึ่งผมอยากให้คนได้เห็นมากขึ้นในอนาคต 

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์ จริง ๆ มีแบรนด์และช่างเฟอร์นิเจอร์อีกมากนอกเหนือจากไอเกีย แต่ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดเดียวกับแหล่งกำเนิด Småland ทางตอนใต้ของสวีเดน ซึ่งแถบนั้นเรียกได้ว่าอาณาจักรแห่งเฟอร์นิเจอร์ 

(ท่านทูตยูนไม่ได้เอ่ยชื่อแบรนด์สวีเดนมากนัก แต่ในคลิปสั้น ๆ ที่ท่านทูตรับบทแสดงตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงาน จนกลับเข้านอนอีกครั้ง เล่าหมดเลยว่าของใช้ในบ้านและนวัตกรรมที่เราใช้กันมีอะไรบ้างมาจากสวีเดน ตั้งแต่เสื้อผ้า น้ำหอม ไปจนถึงล็อกประตูบ้าน เครื่องดูดฝุ่น รถยนต์ และเกม Minecraft) 

คุณชอบที่ไหนในเมืองไทยเป็นพิเศษ

ผมไปมาหลายที่แล้ว ล่าสุดคือไปเกาะสมุย ดีมาก ๆ ครับ แต่ที่ ๆ อยากกลับไปอีกคือเชียงใหม่ ผมไปแค่ครั้งเดียวแต่โชคร้ายที่ช่วงที่ไปมีมลพิษทางอากาศ ก็เลยมองไม่เห็นยอดดอย ผมอยากกลับไปเพราะรู้ว่ามันสวยมาก ๆ บรรยากาศในเมืองก็ดีสุด ๆ เห็นร้านอาหารและร้านรวงต่าง ๆ แล้วชอบ อีกที่ ๆ อยากไปคือสุราษฏร์ธานี เพราะผมได้ยินมาว่าบริเวณแถวนั้นสวยงาม

แล้วย่านรอบ ๆ ทำเนียบทูตเป็นอย่างไรบ้าง

ผมอยู่ที่นางลิ้นจี่ เป็นย่านที่ดีและเป็นมิตร แต่หวังว่าจะมีขนส่งสาธารณะมากกว่านี้ บางครั้งการเดินทางไปและกลับก็ยาวนานเหลือเกิน

เวลาเดินทางนานที่สุดจากทำเนียบมาสถานทูต ใช้เวลาเท่าไหร่

ผมเคยติดอยู่สองชั่วโมง แต่ปกติก็ 30-40 นาทีครับ เพื่อนร่วมงานผมหลายคนเดินทางไกลกว่านี้มาก ดังนั้นผมก็ไม่ควรบ่นมากเกินไป แต่คงจะดีมากถ้าแถวนั้นมี MRT หรือ BTS 

คนสวีเดนชอบพบปะสังสรรค์ ใช้เวลาอยู่ที่จุดไหนของกรุงเทพฯ 

ผมเจอหลายคนที่สุขุมวิท แต่ไม่รู้ว่ามีจุดไหนที่ชอบไปกันเป็นพิเศษ ผมรู้จักชุมชนนอกกรุงเทพฯ มากกว่า อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต หัวหิน พัทยา เรามีกงสุลอยู่ที่นั่น เวลาไปต่างจังหวัด ผมจะไปหากลุ่มคนเหล่านี้ เรามี Fika (Coffee Break) จิบกาแฟและกินเค้กกัน ตามธรรมเนียมสวีเดนครับ ผมเพิ่งไปหัวหินมา เจอคนสวีดิชเยอะมากมายไปเที่ยวนะ

ก่อนช่วงโควิด มีคนสวีดิชอยู่อาศัยในเมืองไทยราว ๆ 12000 – 15000 คน แต่หลังจากโควิด อาจจะ 5000-7000 คน ที่อาศัยอยู่ถาวร ยากจะเก็บข้อมูลเพราะบางคนยังลงทะเบียนบ้านว่าอยู่สวีเดน แต่มาอยู่เมืองไทยปีละ 3-5 เดือนตามฤดูกาล ถือว่าเยอะอยู่ แต่ประเทศอื่นในยุโรปเยอะกว่านี้อีกครับ

คุณช่วยอธิบายคำว่า Lagom ได้ไหมว่าแปลว่าอะไร

(หัวเราะ) เป็นคำที่สวีดิชมาก ๆ แปลว่า ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป เป็นจำนวนที่อยู่ตรงกลาง ลากอมเป็นคำที่แปลกมาครับ แต่ความหมายดีนะ อย่างน้ำในแก้วนี้ (ชี้ระดับน้ำที่มีอยู่ค่อนแก้ว) นี่คือลากอม ถ้ามากกว่านี้คือมากไป น้อยกว่านี้ก็น้อยเกินไป ปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับแก้วคือลากอม เราใช้คำนี้บ่อย ๆ ในการอธิบายจำนวน ปริมาณ ความยาว หรือความทุ่มเทที่ถูกต้อง สมบูรณ์แบบ ใช้ในหลายบริบทมาก

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ทำไมแนวคิดนี้ถึงอยู่ในชีวิตคนสวีเดน

(หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้ นั่นสิ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเรียนกันตั้งแต่เด็ก ๆ คำว่าลากอมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สิ่งที่มากไปสำหรับผม อาจจะไม่ได้มากไปสำหรับคุณ ลากอมไม่ใช่สิ่งที่ระบุจำนวนชี้ชัดได้ แต่เราพอจะตกลงกันได้ว่า ประมาณนี้แหละ นี่คือลากอมที่ทุกคนยอมรับ นิยามก็ยาก อธิบายยาก แต่คนสวีดิชทุกคนเข้าใจเรื่องนี้อย่างดี 

แปลว่าคนสวีดิชตามหา ‘ลากอม’ ในทุกสิ่งรึเปล่า

ไม่นะ (หยุดคิด) อืม แต่คนชอบบอกว่าคนสวีดิชไม่ชอบความเสี่ยง พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกันก็ได้ครับ เราแสวงหาจุดลงตัวหรือลากอม ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน

ฟังแล้วนึกถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ของศาสนาพุทธเหมือนกัน

นั่นเป็นคำนิยามลากอมที่ดีที่เดียว น่าสนใจมากครับ

คำศัพท์ภาษาไทยคำไหนที่คุณชอบ และศัพท์สวีเดนคำไหนที่คุณอยากให้คนไทยรู้จัก

(ถอดแว่น) คำที่ผมชอบคือ ‘ค่ะ’ ผมได้ยินตลอดเวลา ดูมีประโยชน์มาก ๆ ในหลายสถานการณ์

คำสวีเดนที่อยากให้คนไทยรู้จักค่อนข้างยากนิดหน่อยครับ คือคำว่า Kollektivavtal (Collective Agreement) เราพยายามโปรโมทเรื่องนี้ เวลาสหภาพร้องเรียนอะไร ไม่ว่ารัฐบาลเป็นใคร ก็ต้องหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ เป็นศัพท์กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการทำงาน เมื่อพนักงานและบริษัทเจรจาต่อรองกันถึงสิทธิประโยชน์ อย่างรายได้ขั้นต่ำ ประกัน ฯลฯ เป็นเรื่องที่คนสวีดิชให้ความสำคัญมาก เดี๋ยวผมจดคำนี้ให้ เพราะถ้าคุณไปกูเกิลเอง รับรองว่าเจอคำศัพท์น่าเบื่ออีกเยอะ แต่ผมชอบคำนี้ 

ช่วงเวลาไหนในเมืองไทยที่ประทับใจคุณมากที่สุด

ตอนที่ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้ง เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากในเดือนเมษายนปีที่แล้ว แล้วผมก็ได้เจอคนไทยมากมายที่น่ารัก ยากมากที่จะเลือกแค่เหตุการณ์เดียวครับ พูดจริง ๆ ไม่ได้ยอนะ ประเทศไทยเป็นมิตร คนนิสัยดีมาก ๆ 

ช่วงนี้เป็นเทศกาลคริสต์มาส พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมว่าคริสต์มาสที่สวีเดนเป็นอย่างไร

เป็นธรรมเนียมเฉลิมฉลองที่แข็งแรงเหมือนในประเทศอื่น ๆ ครับ ผมเห็นที่เมืองไทยก็ฉลองยิ่งใหญ่เหมือนกัน ที่สวีเดนเป็นวันหยุดที่ครอบครัวมารวมตัวกัน เราอาจจะอยู่กันต่างเมือง ต่างประเทศ แต่ก็กลับมาหาครอบครัว ปีนี้ผมก็กลับบ้าน

คริสต์มาสไม่ค่อยผูกกับศาสนามากเหมือนสมัยก่อน หลายคนอาจจะไม่ได้คิดถึงพระเยซูคริสต์ แต่มันเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัว ซึ่งเราไม่ค่อยได้มีช่วงเวลาแบบนี้มากนัก เพราะคนสวีดิชเราต่างอยู่แยกกันอย่างสันโดษ ยกเว้นช่วงวันหยุดคริสต์มาส ช่วงเวลานี้เลยสำคัญมากครับ ส่วนธรรมเนียมก็เหมือนทั่วไป มีการตกแต่งต้นคริสต์มาส การแจกของขวัญให้เด็ก ๆ เฉลิมฉลองและกินอาหารร่วมกันหลายวัน กินมีตบอล แซลมอน แฮร์ริ่ง ต้องกินอาหารเยอะมาก ๆ เลยครับ ผมจะน้ำหนักขึ้นมากแน่นอน 

จะคิดถึงอากาศร้อนเมืองไทยไหม

แน่นอนครับ ผมชอบอากาศอุ่น แต่ที่สวีเดนหนาวมาก แม่ผมอยู่เมืองใกล้ ๆ ลุนด์ ส่งภาพถ่ายมา หิมะสูงมาก ปีนี้หนาวกว่าปีอื่น ๆ เพราะวิกฤติสิ่งแวดล้อม ช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เป็นหน้าท่องเที่ยวที่คนสวีเดนจะหนีหนาวมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งผมเข้าใจดีเลยล่ะ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ข้อมูลบางส่วนจาก 

https://www.mfa.go.th/th/content/5d5bcc2115e39c306000a1cb

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load