ผมยืนอยู่หน้าบ้านสองชั้นหน้าตาโมเดิร์นตามยุคสมัยช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 1 ถนน Podbielskiallee ในย่าน Dahlem ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยในกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี กรุงเบอร์ลินนั้นผ่านเรื่องราวมามากมาย ทั้งสงคราม การพ่ายแพ้ การถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตรและสหภาพโซเวียตที่แบ่งเมืองออกเป็นเบอร์ลินตะวันตกและเบอร์ลินตะวันออกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการกลับมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้งเมื่อเยอรมนีรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง หลายคนที่เคยมาคงจะเห็นภาพความเป็นเมืองที่ยังมีตึกเก่ารกๆ ปะปนไปกับตึกระฟ้าเช่นเดียวกับมหานครอื่นๆ ในโลก

และบ้านสองชั้นตรงหน้านี่เอง คือที่ตั้งของทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของทั้งสถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ทำเนียบอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเบอร์ลิน และบ้านพักกงสุลใหญ่ ณ นครเบอร์ลิน

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และปลายช่วงสงครามเย็น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้จากเหตุการณ์ความรุนแรงและความปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาทิ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทิ้งระเบิดในช่วงปลายสงคราม การสร้างหลุมหลบภัยในชั้นใต้ดินโดยรัฐบาลนาซี ซึ่งยังคงอยู่เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำจนถึงปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งการที่หน่วยงานในพื้นที่ที่ควบคุมอสังหาริมทรัพย์ในเขตยึดครองนำบ้านหลังนี้ไปปล่อยเช่า โดยผู้เช่าได้นำบ้านไปทำเป็นบ้านพักคนชรา ในขณะที่สถานทูตไทยได้ย้ายจากเบอร์ลินไปตั้งอยู่ที่กรุงบอนน์ อันเป็นเมืองหลวงของเยอรมนีตะวันตก

ใน ค.ศ. 1989 กำแพงเบอร์ลินพังทลายลง นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์แล้ว ยังนำมาซึ่งการรวมประเทศเยอรมนีเข้าด้วยกัน และในเวลาต่อมา สถานทูตไทยจึงได้ย้ายจากกรุงบอนน์กลับมาที่เบอร์ลินอีกครั้ง จากทั้งหมดที่เล่ามา จะเห็นได้ว่าบ้านที่เบอร์ลินหลังนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในทำเนียบทูตไทยไม่กี่แห่งในโลกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างต่อเนื่องและโชกโชน และไม่น่าจะมีที่ไหนเหมือนกับที่นี่อีกแล้ว

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเรา เพราะคนที่มาพาชมและเล่าเรื่องราวอันยาวนานของทำเนียบทูตในวันนี้ คือ เอกอัครราชทูตธีรวัฒน์ ภูมิจิตร นั่นเอง และนี่คือเรื่องราวของทำเนียบ สถานทูตและความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนี

บ้านก่อนเป็นสถานอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

บ้านหลังนี้เป็นบ้าน 4 ชั้น มีชั้นล่าง ชั้นบน ชั้นใต้หลังคา และชั้นใต้ดิน นอกจากนั้น ยังมีหลุมหลบภัยที่อยู่ลึกลงไปจากชั้นใต้ดินอีกระดับหนึ่ง ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดเนื้อที่ 1,958 ตารางเมตร อาคารสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในสมัยที่เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรปรัสเซีย โดยมีหลักฐานการจดกรรมสิทธิ์เป็นครั้งแรกในสมุดทะเบียนที่อยู่ของกรุงเบอร์ลิน เมื่อ ค.ศ.1915 ว่าเป็นอาคารสร้างใหม่และเจ้าของมีชื่อว่า Dr. phil. Th. Gente

หลังจากนั้น ใน ค.ศ.1930 ในทะเบียนปรากฏการโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิมไปยัง L. Baruch, Merchant ซึ่งคาดว่าเป็นชื่อของ นาย Leo Baruch พ่อค้าชาวยิว มีระบุที่อยู่ของบริษัทสิ่งทอและเสื้อผ้าชื่อ Leo Baruch & Co. Textilwaren ไว้ที่อาคารแห่งนี้ ซึ่ง 8 ปีต่อมา ครอบครัว Baruch ได้ขายที่ดินและอาคารให้กับนาง Gladys Candler-Baker ชาวยิวด้วยกันในราคา 108,000 ไรช์มาร์ค และในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1939 ซึ่งอยู่ในช่วงต้นของสงครามของจักรวรรดิที่ 3 ของพรรคนาซี พลตรีประศาสน์ ชูถิ่น (พระประศาสน์พิทยายุทธ) อัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลินได้ซื้อที่ดินและอาคารหลังนี้จากนาง Baker ในราคา 115,000 ไรช์มาร์ค ทำการโอนและจดกรรมสิทธิ์ ณ หอทะเบียนที่ดินเขต Lichterfelde ในนามของราชอาณาจักรไทย โดยหอทะเบียนไม่ได้ออกโฉนดที่ดินให้ เพราะถือว่าผู้ซื้อมีกรรมสิทธิ์สมบูรณ์แล้วนับตั้งแต่การจดกรรมสิทธิ์ ณ หอทะเบียนที่ดิน พลตรีประศาสน์ฯ จึงได้ใช้ที่ดินและอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของสถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และทำเนียบที่พักของอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลินนับแต่นั้นมา

สถานอัครราชทูตไทยที่มีหลุมหลบภัยอยู่ในบ้าน

ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารหลังนี้ได้รับความเสียหายบางส่วนจากการโจมตีทางอากาศ โชคดีที่อัครราชทูตและข้าราชการสถานอัครราชทูตฯ ร่วมกันดับเพลิงด้วยตนเองได้ทันเวลา บ้านจึงไม่เสียหายมากนัก และด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มีสาส์นถึงรัฐบาลเยอรมนี เพื่อร้องขอความคุ้มกันแก่สถานอัครราชทูตฯ รัฐบาลเยอรมนีจึงจัดสร้างสร้างหลุมหลบภัยทางอากาศไว้ใต้อาคารโดยมีทางเข้าออก 2 ทาง ทางหนึ่งจากภายในอาคาร สำหรับข้าราชการสถานอัครราชทูตฯ และอีกทางหนึ่งจากด้านนอกของอาคาร สำหรับชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงให้ใช้หลุมหลบภัยนี้เป็นเครื่องกำบังการโจมตีทางอากาศได้

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

แต่เมื่อสงครามทวีความรุนแรงขึ้นจนกรุงเบอร์ลินใกล้จะแตก พระประศาสน์พิทยายุทธ อัครราชทูตฯ ได้สั่งอพยพข้าราชการและครอบครัวออกจากกรุงเบอร์ลินเพื่อหนีภัยไปอาศัยที่เมืองบาด กาชไตน์ ประเทศออสเตรีย ต่อมาไม่นานกองทัพโซเวียตก็ได้บุกเข้าถึงกลางกรุงเบอร์ลินเป็นประเทศแรก ก่อนสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ซึ่งพระประศาสน์พิทยายุทธได้ถูกทหารโซเวียตควบคุมตัวไปสอบสวนเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้กลับที่พัก ซึ่งเมื่อพระประศาสน์พิทยายุทธกลับถึงบ้าน พบว่าทำเนียบได้รับความเสียหายทั้งภายนอกและภายใน เอกสารถูกรื้อค้น และสมบัติของทางราชการบางส่วนถูกงัดแงะ บางส่วนถูกทำลาย 

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน พระประศาสน์พิทยายุทธก็ถูกทหารโซเวียตควบคุมตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ จุดหมายปลายทางคือกรุงมอสโก สหภาพโซเวียต ท่านอัครราชทูตต้องเดินทางรอนแรมทางรถไฟ และประสบความยากลำบากในค่ายกักกันใกล้กรุงมอสโกที่มีอุณหภูมิหนาวเย็นถึง -40 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลานานถึง 225 วัน หรือ 7 เดือนครึ่ง ก่อนได้รับการปล่อยตัว

จากสถานอัครราชทูตสู่บ้านพักคนชรา

ห่างจากกรุงมอสโกลงไปทางใต้ประมาณ 1,500 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเมืองตากอากาศริมชายฝั่งทะเลดำอันงดงาม ชื่อว่าเมืองยัลตา ณ ที่แห่งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.. 1945 หัวหน้ารัฐบาล 3 ประเทศ หรือที่รู้จักกันในนามของ The Big Three ได้แก่ นายกรัฐมนตรีโจเซฟ สตาลิน ของสหภาพโซเวียต ประธานาธิบดีแฟรงกลิน โรสเวลต์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ ของสหราชอาณาจักร ได้ร่วมประชุมกันเพื่อจัดการกับเยอรมนีและประเทศในยุโรปที่ตกอยู่ใต้การยึดครองของเยอรมนี

ทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรที่ชนะสงครามได้เข้าครอบครองทั้งเยอรมนีและเบอร์ลิน และเข้าสู่ช่วงสงครามเย็น เกิดการแบ่งประเทศออกเป็นเยอรมนีตะวันออก ซึ่งมีกรุงเบอร์ลินเป็นเมืองหลวง และเยอรมนีตะวันตก ซึ่งมีกรุงบอนน์เป็นเมืองหลวง ในส่วนของกรุงเบอร์ลินเองนั้น ก็ถูกแบ่งเป็นเบอร์ลินตะวันออก ควบคุมโดยสหภาพโซเวียต และเบอร์ลินตะวันตก ควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ในต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1946

เขต Dahlem ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารสถานอัครราชทูตฯ อยู่ในเขตยึดครองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหน่วยงานควบคุมทรัพย์สินได้นำที่ดินและอาคารสถานอัครราชทูตถูกเจ้าหน้าที่นำไปให้เช่าต่อ มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1947 ถึง 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 เพื่อนำค่าเช่ามาใช้ซ่อมแซมตัวอาคารซึ่งได้รับความเสียหายจากภัยของสงคราม หน่วยงานควบคุมทรัพย์สินในเขตยึดครองนี้มีหน้าที่ดูแลอสังหาริมทรัพย์ ตราบเท่าที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ดูแลทรัพย์สินของตนไม่ได้หรือไม่ได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้ตัวแทนที่มีถิ่นที่อยู่ในเยอรมนีเป็นผู้ดูแลแทนตน ด้วยเหตุดังกล่าว รัฐบาลไทยจึงได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้นาย Otto Hagendon เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการดูแลทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1949 และสั่งการให้สถานอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เป็นจุดประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน
คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1949 ฝ่ายพันธมิตรได้ออกกฎหมายมีใจความสำคัญว่า โดยที่รัฐบาลนาซีได้กดขี่ กลั่นแกล้ง ริบทรัพย์และบังคับซื้อทรัพย์สินของชาวยิวในช่วงระหว่างวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1935 ถึง 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ฉะนั้น การซื้อขายหรือนิติกรรมใด ๆ ที่ได้กระทำไปโดยไม่ยุติธรรมในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ให้เจ้าของเดิมมีสิทธิ์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ซึ่งการซื้อขายที่ดินและอาคารที่ใช้เป็นสถานอัครราชทูตไทยฯ กระทำขึ้นระหว่างระยะเวลาที่กฎหมายระบุไว้ จึงตกอยู่ในข่ายบังคับแห่งกฎหมายนี้ด้วย โดยเจ้าของเดิมได้เรียกร้องสิทธิ์ และท้ายที่สุดได้เรียกเก็บเงินจำนวน 50,000 ดอยช์มาร์คจากรัฐบาลไทย แต่รัฐบาลไทยปฏิเสธ 

ในระหว่างที่ข้อพิพาทดำเนินไปนั้น รัฐบาลไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตจากระดับอัครราชทูตขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูตกับเยอรมนีตะวันตก โดยได้จัดตั้งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ ใน ค.ศ. 1953 และในที่สุด รัฐบาลเยอรมนีตะวันตกได้ยื่นข้อเสนอในการทำหนังสือประนีประนอม เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้รัฐบาลไทยต้องขึ้นศาล โดยเสนอจะออกเงินจำนวน 50,000 ดอยช์มาร์คแทน และได้คืนที่ดินและอาคารอดีตเอกสถานอัครราชทูตไทยฯ ให้แก่รัฐบาลไทย โดยมีนายสมจริง จริโมภาส เลขานุการโท สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ เป็นผู้แทนรับมอบที่ดินและอาคารดังกล่าวคืนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1962

ในช่วงเกือบ 20 ปี หลังจากที่ไทยได้รับที่ดินและอาคารคืนจากรัฐบาลเยอรมนีตะวันตก ทางรัฐบาลไทยได้ผู้เช่ารายใหม่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ดำเนินงานบ้านพักคนชรา ยื่นความจำนงขอเช่าตึกเพื่ออยู่อาศัย และใช้ชั้นบนทำเป็นบ้านพักคนชรา ก่อนเปลี่ยนมือสู่ผู้เช่ารายใหม่อีก 2 – 3 ราย และยังคงเป็นบ้านพักคนชราต่อเนื่องมา จนกระทั่ง ค.ศ. 1983 รัฐบาลไทยมีนโยบายที่จะเปิดสถานกงสุลใหญ่ขึ้นในเบอร์ลินตะวันตกเพื่อดูแลคนไทยที่อาศัยอยู่ในเบอร์ลิน จึงได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ ดำเนินการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารอดีตสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เพื่อใช้เป็นสถานกงสุลใหญ่และบ้านพักของกงสุลใหญ่ เหมือนเช่นในอดีตที่เคยใช้เป็นทั้งสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบอัครราชทูต

และหลังจากที่เยอรมนีประกาศรวมประเทศใน ค.ศ. 1990 และย้ายเมืองหลวงกลับมาที่กรุงเบอร์ลินอีกครั้ง รัฐบาลไทยได้เริ่มเตรียมการย้ายสถานเอกอัครราชทูตจากกรุงบอนน์มายังกรุงเบอร์ลิน และโดยคำนึงว่าอาคารที่กรุงเบอร์ลินไม่สามารถรองรับภารกิจและบุคลากรของสถานเอกอัครราชทูตที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยจึงอนุมัติการจัดซื้อที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ ณ อาคารเลขที่ 64/66 ถนน Lepsiusstrasse เขต Steglitz และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1999 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เปิดทำการที่อาคารแห่งใหม่นี้อย่างเป็นทางการ สำหรับอาคารเลขที่ 1 ถนนพอดเบียลสกี้ ซึ่งเดิมเป็นสถานกงสุลใหญ่ฯ นั้น ได้ใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน จากนั้นเป็นต้นมา

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

ท่านทูตกับเยอรมนี

ท่านทูตธีรวัฒน์เล่าให้ฟังถึงชีวิตที่บังเอิญเหลือเกิน ในการออกมาประจำการยังต่างประเทศเพียง 2 ครั้งตลอดชีวิตการทำงานของท่าน ซึ่งมันน่าแปลกที่ทั้ง 2 ครั้งนั้นคือเยอรมนี

“ผมออกประจำการแค่สองครั้งเท่านั้นในชีวิตราชการ ครั้งแรกในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ ระหว่าง ค.ศ. 1996 – 1999 และอยู่ในเหตุการณ์การปรับสถานทูตที่บอนน์ให้เป็นสำนักงานส่วนหน้าและการเปลี่ยนสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเบอร์ลินให้เป็นสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ในช่วง ค.ศ. 1999

“เมื่อสถานภาพของเมืองเปลี่ยนไป ชื่อเรียกก็เปลี่ยนไปด้วย คำว่า กรุง กับ นคร นั้นแตกต่างกัน ‘กรุง’ ใช้เรียกเมืองหลวง ส่วน ‘นคร’ คือเมืองใหญ่ หลายท่านอาจไม่เคยทราบว่าในภาษาไทยนั้นมีเมืองหลวงสองเมืองในโลกที่เราไม่ใช้คำนำหน้าว่ากรุง ได้แก่ เวียงจันทน์และสิงคโปร์ ในประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเยอรมนี เบอร์ลินมีสถานะที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอด เคยเป็นกรุง เปลี่ยนเป็นนคร และได้กลับมาเป็นกรุงอีกครั้ง หลังจากที่ผมกลับจากการประจำการที่บอนน์ ผมก็กลับไปทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศและไม่ได้ออกประจำการที่ไหนอีกเลยเป็นเวลาสิบเจ็ดปี จนกระทั่งใน ค.ศ. 2016 ก็ได้กลับมาเยอรมนีอีกครั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูต”

ผู้ริเริ่มพัฒนาแบบทดสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานสากลให้กับภาครัฐ

ก่อนหน้าที่จะมาประจำการรอบที่ 2 ที่เยอรมนี ท่านทูตธีรวัฒน์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและบุคลากรที่ทำภารกิจด้านการต่างประเทศ ซึ่งสถาบันนี้มีหลายส่วนงาน อาทิ ส่วนพัฒนาบุคลากร ศูนย์ภาษาต่างประเทศ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ ส่วนงานทุนและความร่วมมือ และส่วนมาตรฐานและประเมินผล ซึ่งสิ่งที่ท่านทูตได้ต่อยอดเพิ่มเติมคือการพัฒนาแบบทดสอบภาษาอังกฤษสำหรับบุคลากรภาครัฐ ตามกรอบมาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษาของสหภาพยุโรป หรือ Common European Framework of Reference for Languages หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า CEFR

“ผมกับคณะทำงานได้ร่วมมือกันพัฒนาและจัดทำเครื่องมือวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในสี่ทักษะ ได้แก่ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ตามกรอบมาตรฐานของ CEFR เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับบุคลากรภาครัฐของไทย ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของ CEFR คือไม่แสดงผลการวัดระดับเป็นคะแนน แต่บ่งชี้ระดับความสามารถในการใช้ภาษา โดยแบ่งเกณฑ์ออกเป็น A1 A2 B1 B2 C1 และ C2 

“นอกจากนั้น ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัดระดับและพัฒนาข้าราชการและบุคลากรที่ทำหน้าที่ด้านการต่างประเทศของหน่วยงานต่างๆ เนื้อหาของชุดข้อสอบที่พัฒนาขึ้นจึงสะท้อนการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานในชีวิตจริง เช่น การฟังและจับใจความการประชุมระหว่างประเทศ การกล่าวโต้ตอบ การอ่านเอกสารเฉพาะทาง การเขียนหนังสือราชการ หรือการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการพัฒนาชุดข้อสอบเพื่อวัดระดับแต่ละทักษะ คณะทำงานให้ความสำคัญต่อคุณภาพในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สื่อจริงที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการทดสอบ ความเที่ยงตรงของชุดข้อสอบ การทดลองการใช้ชุดข้อสอบ คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมโครงการ”

จากโครงการเล็กๆ ที่เริ่มใน ค.ศ. 2012 ปัจจุบันชุดข้อสอบ DIFA TES (Devawongse Varopakarn Institute of Foreign Affairs Test of English Skills) ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐและให้บริการผู้สมัครทดสอบจำนวนมากจากทั่วประเทศ

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี, สถานอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

กงสุลสัญจร

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า นอกจากการให้บริการคนไทยในต่างแดนของสถานทูตและสถานกงสุลแล้ว ที่เยอรมนียังเป็นที่แรกที่คิดค้นการเดินสายพาเจ้าหน้าที่และทูตออกไปให้บริการประชาชนชาวไทยในเมืองอื่นๆ หรือที่เรียกว่า ‘กงสุลสัญจร’ 

“ฝ่ายกงสุลเป็นเสมือนหน้าต่างของสถานทูต สำหรับพี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างแดนจะรู้สึกว่าการมาสถานทูตคล้ายๆ กับการไปทำธุระที่อำเภอหรือเขต โดยส่วนใหญ่แล้วจะมายื่นขอต่อหนังสือเดินทาง ทำบัตรประชาชน จดทะเบียนเกิด ทะเบียนสมรส ทำใบมรณบัตร รับรองเอกสาร ไปจนถึงมาหย่อนบัตรเลือกตั้ง ในเยอรมนีมีคนไทยอยู่หลายหมื่นคนกระจายกันอยู่ในทุกรัฐ ในสมัยที่ ท่านทูตกษิต ภิรมย์ ประจำอยู่ เคยให้นโยบายไว้ว่า ข้าราชการสถานทูตต้องไม่นั่งเฉย คอยเพียงให้ประชาชนเดินมาหา แต่ควรต้องก้าวออกจากรั้วสถานทูตเพื่อไปหาประชาชน 

“ท่านทูตกษิต ภิรมย์ จึงได้ริเริ่มโครงการ ‘กงสุลสัญจร’ ขึ้นเป็นครั้งแรกในเยอรมนี นั่นคือการยกเอาเจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลและข้าราชการผู้ใหญ่ของสถานทูตออกไปให้บริการประชาชนตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางเข้ามายังเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ที่สถานกงสุลตั้งอยู่ ในการจัดกิจกรรมกงสุลสัญจรนั้น บางครั้งสถานทูต สถานกงสุล ก็ได้รับความเมตตาจากคณะสงฆ์ที่กรุณาเอื้อเฟื้อวัดไทยให้ใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรม จึงเห็นได้ว่ากิจกรรมนี้นอกจากเป็นการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องคนไทยในพื้นที่แล้ว ยังส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นของชุมชนที่มีวัดไทยเป็นศูนย์รวมทางจิตใจด้วย ความคิดริเริ่มของท่านทูตกษิตได้กลายเป็นแนวปฏิบัติของสถานทูตและสถานกงสุลไทยทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมา”

แต่งทำเนียบให้เป็นบ้านที่เล่าเรื่อง

“ทำเนียบทูตที่เบอร์ลินหลังนี้มีอายุประมาณหนึ่งร้อยปี ภายในออกแบบตามสถาปัตยกรรมยุโรปของยุคนั้น การทำให้ทำเนียบซึ่งมีความเป็นทางการสูงให้กลายเป็น ‘บ้าน’ ที่อบอุ่น และในขณะเดียวกันมีกลิ่นอายความเป็นไทย จึงเป็นโจทย์ที่ต้องขบคิด โดยทั่วไปเมื่อออกประจำการ ทูตส่วนใหญ่มักจะนำสิ่งของที่มีความหมายต่อจิตใจ ตลอดจนของประดับบ้านที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทยติดตัวเพิ่มเติมมาด้วย 

“สิ่งที่ผมนำมาด้วยจากบ้านที่ไทย ก็คือชุดภาพเขียนสีน้ำมัน เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องเงินของบรรพบุรุษ ทุกครั้งที่มองเห็นของเหล่านี้ ทำให้ผมระลึกถึงครอบครัวที่เป็นรากเหง้าและพื้นฐานที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้ และเวลาที่มีแขกต่างประเทศมาเยี่ยมเยือนที่ทำเนียบ ผมก็จะมีเกร็ดเรื่องเล่าไทยๆ ให้เขาฟังได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางนอกเหนือจากการเลี้ยงอาหารไทยในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรม วิถีไทยที่เรารักและหวงแหนให้แก่ชาวต่างชาติ” ท่านทูตเล่าถึงเทคนิคการทูตที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนในทำเนียบ

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี

วลีเยอรมันที่เรารู้จักกันทุกคน

ท่านทูตบอกเราว่า คนไทยแทบทุกคนคงรู้จักวลีเด็ดของยุคนี้ อันได้แก่ ประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เพื่อก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ท่านทูตเล่าต่อว่า คำว่า 4.0 ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองฮันโนเวอร์ มีความหมายถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เป็นการนำสารสนเทศและระบบดิจิทัลมาประยุกต์กับอุตสาหกรรม ให้เครื่องจักรกับเครื่องจักรสื่อสารกันเองเพื่อผลิตสินค้าตามความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคแต่ละคน โดยใช้เทคโนโลยีที่รักษาคุณภาพและผลิตภาพที่สูง อาทิ 3D Printing, Big Data, Internet of Things เป็นต้น 

เบอร์ลินด้านที่คนไม่ค่อยรู้จัก

“เวลาพูดถึงเรื่องเยอรมนี แทบทุกคนก็จะคิดถึงเรื่องเครื่องจักร รถยนต์ เทคโนโลยีทางวิศวกรรม เวชกรรม แต่จริงๆ แล้วในเยอรมนีโดยเฉพาะเบอร์ลินยังมีเรื่องที่เราไม่ค่อยรู้กันอีกมาก ในแง่ของศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี การพิมพ์ การถ่ายภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะเบอร์ลิน ถือเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้คนเข้าใจและยอมรับวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน รัฐบาลท้องถิ่นของเบอร์ลินไม่ปิดกั้นการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนหลากหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ที่นี่ และสนับสนุนงบประมาณเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัตถุและส่งเสริมศิลปทุกแขนงของนานาชาติ เช่น พิพิธภัณฑ์และหอสมุดกลางเบอร์ลินเป็นที่เก็บหนังสือที่ทรงคุณค่าของไทย อาทิ หนังสือโบราณทางประวัติศาสตร์ ใบลานยุคอยุธยา ไปจนถึง ไตรภูมิพระร่วง ฉบับธนบุรี หรืองาน Berlinale ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนต์ประจำปีของเบอร์ลินที่สำคัญที่สุดของเยอรมนี ก็เป็นเทศกาลหนังทางเลือกที่ได้รับการยอมรับและมีผู้กำกับชาวไทยแวะเวียนมาเข้าร่วมแสดงผลงานไม่ขาดสาย 

“รวมไปถึงชาวเยอรมนีเป็นนักอ่านตัวยงมาแต่ไหนแต่ไร เยอรมนีมีมหกรรมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของโลก ต้องไม่ลืมว่าบิดาแห่งการพิมพ์คือโยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) นักประดิษฐ์ชาวเยอรมนีที่คิดค้นตัวพิมพ์โลหะและเครื่องพิมพ์เมื่อกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว การที่เยอรมนีมีอุตสาหกรรมการพิมพ์มายาวนาน ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการศึกษา ศาสนา และสังคมอย่างต่อเนื่อง นิสัยรักการอ่านจึงถือเป็นรากฐานของคนเยอรมนี ในช่วงที่ผ่านมามีนักเขียนไทยหลายท่านได้เดินทางมาเบอร์ลินเพื่อเปิดตัวงานเขียนของตนและได้รับการตอบรับที่น่าพอใจจากคนที่นี่

“หรืออย่างสถาปัตยกรรมและการออกแบบของศิลปินชาวเยอรมนี ก็มีอิทธิพลกับโลกตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนการออกแบบอย่างเบาเฮาส์ หรือศิลปะแบบนวศิลป์เยอรมนี ที่รู้จักในนามของยูเกนด์ชติล (Jugendstil) ในบ้านเรา พระราชวังรามราชนิเวศน์หรือพระราชวังบ้านปืนที่จังหวัดเพชรบุรี วังวรดิศ และตำหนักสมเด็จของวังบางขุนพรหมที่กรุงเทพฯ ก็สร้างและออกแบบโดยนายคาร์ล เดอริง (Karl Döring) สถาปนิกชาวเยอรมนี ในปัจจุบันมีนักศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยที่สนใจมาศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมต่อในระดับปริญญาโทในเยอรมนี”

ศาลาไทยในเยอรมนี

เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมเยอรมนีในประเทศไทยแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงสถาปัตยกรรมไทยอันงามสง่าในเยอรมนี ซึ่งท่านทูตเล่าให้ฟังถึงศาลาไทย 4 หลังในเยอรมนี ได้แก่ ศาลาไทย 2 หลังที่เมืองบาด ฮอมบวร์ก ศาลาไทยที่นครฮัมบวร์ก และศาลาไทยที่นครมิวนิก 

ศาลาไทยหลังแรกในเยอรมนีตั้งอยู่ที่เมืองบาด ฮอมบวร์ก เป็นศาลาที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในการเสด็จฯ มาประทับเพื่อรักษาพระวรกายที่เมืองแห่งนี้เมื่อ ค.ศ. 1907 ซึ่งกว่าจะสร้างแล้วเสร็จและมีพิธีเปิดศาลาก็ล่วงเลยมาถึง ค.ศ. 1914 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 

ศาลาหลังที่ 2 ที่เมืองบาด ฮอมบวร์ก ตั้งอยู่ข้างบ่อน้ำจุฬาลงกรณ์ จัดสร้างด้วยงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในโอกาสครบ 100 ปีการเสด็จประพาสเมืองบาด ฮอมบวร์ก ศาลาไทยที่ฮัมบวร์กสร้างโดยคุณโวลฟ์กัง โครห์น อดีตกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในส่วนของศาลาไทยกลางน้ำในสวนสาธารณะเวสพาร์คที่นครมิวนิคนั้น สร้างโดยนายซี เดรเวส นักธุรกิจชาวเยอรมนีที่หลงใหลความงดงามของศิลปะไทย ศาลาไทยทุกแห่งคือสัญลักษณ์แห่งสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง 2 ประเทศ

ความสัมพันธ์ด้านดนตรีระหว่างไทยและเยอรมัน

ศิลปแขนงสำคัญยิ่งอีกแขนงหนึ่งคือดนตรี เยอรมนีมีคีตกวีและวาทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมาก มีวงซิมโฟนีออร์เคสตรา วงประสานเสียงชั้นนำของโลก มีเทศกาลดนตรีคลาสสิกระดับแนวหน้า มีมหาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีอุตสาหกรรมผลิตเครื่องดนตรีที่มีชื่อเสียง ทำให้เยอรมนีเป็นดินแดนแห่งดนตรีอย่างแท้จริง อนึ่ง ความเชื่อมโยงด้านดนตรีระหว่างไทยกับเบอร์ลินแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ วงดนตรี Berlin Philharmonic Orchestra เดินทางมาเปิดการแสดงที่หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เมื่อปลาย ค.ศ. 2018

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี

ในเบอร์ลินมีมหาวิทยาลัยศิลปะที่สอนด้านการดนตรี ซึ่งมีนักศึกษาไทยศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเบอร์ลินในด้านดนตรีนั้นมิได้เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้น แต่มีมาแต่ในอดีต หลายท่านอาจเคยได้ยินเรื่องคณะละครนายบุศย์มหินทร์ที่เดินทางมาแสดงและบรรเลงดนตรีไทยที่ยุโรปเมื่อ ค.ศ. 1900 ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการบันทึกเสียงเพลงไทยบนกระบอกขี้ผึ้งเอดิสัน (Edison Wax Cylinder) เป็นครั้งแรกของโลกที่กรุงเบอร์ลิน โดย ดร. คาร์ล ชตุมฟ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ สถานทูตได้จัดสร้างชุดพระนางและบันทึกเพลงที่คณะละครนายบุศย์มหินทร์แสดงขึ้นใหม่ เพื่อมอบแก่พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาของเบอร์ลินในปีนี้ สถานทูตหวังว่าจะมีโอกาสร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ฯ จัดการแสดงสดเพื่อชุบชีวิตการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีของคณะละครโบราณของไทยขึ้นมาอีกครั้งในอนาคตอันใกล้

คุยกับเอกอัครราชทูตกรุงเบอร์ลินในเรื่องที่ไม่มีใครเหมือนของ ทำเนียบทูตไทยในเยอรมนี

ท่านทูตเล่าถึงโปรเจกต์ฟื้นคืนชีพวงดนตรีไทยที่มาเล่นที่เยอรมนีซึ่งน่าตื่นเต้นมาก และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มีโอกาสติดตั้งเป็นนิทรรศการให้คนที่ไปศึกษาและชมการแสดงเพื่อระลึกถึงคณะละครนายบุศย์มหินทร์อีกครั้ง

ก่อนจะร่ำลาจากทำเนียบแห่งนี้ ท่านทูตทิ้งท้ายว่า ทำเนียบทูตที่เบอร์ลินนี้แม้จะไม่สวยงามโดดเด่นเหมือนกับทำเนียบแห่งอื่นๆ อีกทั้งมีร่องรอยแห่งกาลเวลาที่ผ่านไป แต่ริ้วรอยจากประสบการณ์อันเข้มข้นและยาวนานที่ทำให้เราเห็นและย้อนคิดถึงเรื่องราวมากมายที่เคยเกิดขึ้น คือเสน่ห์ของทำเนียบแห่งนี้ที่ไม่มีใครเทียบได้เลยจริงๆ


ขอขอบคุณ

ธีรวัฒน์ ภูมิจิตร เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน

สุชญา ตันเจริญผล เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ฝ่ายสารนิเทศและผู้ดำเนินโครงการ

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อินทรีดำปากแดงสยายปีกดุดันอยู่ในกรอบทอง หน้าประตูทางเข้าสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย บนกำแพงยาวเลียบถนนสาทร เจ้านก Bundesadler ตราแผ่นดินเก่าแก่ที่สุดตราหนึ่งของยุโรป จับจ้องชีวิตชีวาของถนนสายสำคัญของกรุงเทพฯ มาตลอด แต่น้อยคนจะได้เห็นเบื้องหลังที่ปีกคู่นั้นปกป้อง

ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปีระหว่างสองชาติ ประตูสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ เปิดออกให้เราเยี่ยมชม 

แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์โดยย่อระหว่างไทยและเยอรมนีกันเสียหน่อย

สัมพันธ์ไทย-เยอรมัน

พ่อค้าวาณิชชาวเยอรมันมีความสัมพันธ์ทางการค้าทางเรือกับสยามมาเนิ่นนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ชาวเยอรมันบางคนมาบุกเบิกอยุธยาในศตวรรษที่ 18 ทำงานให้บริษัทอื่น ๆ เช่น ดัตช์อีสต์อินเดีย และบางคนได้เขียนบันทึกถึงอยุธยาเอาไว้ 

เวลาล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ 19 หลังการเกิดขึ้นของสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ทำให้การพาณิชย์ระดับนานาชาติเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ชาติยุโรปต่าง ๆ หันมาสนใจสยามอย่างยิ่งยวด จนนำไปสู่การทำสนธิสัญญาทางการค้าระหว่างสยามและเมืองวาณิชฮานเซ่อ อันประกอบไปด้วยฮัมบวร์ก เบรเมน และลือเบค ในปี 1858 ซึ่งเล็งเห็นว่าบางกอกคือเมืองท่าส่งสินค้าจากเอเชียมาสู่สามเมืองใหญ่ การซื้อขายสินค้าทางเรือนี้ประสบผลสำเร็จดี จนทำให้ราชอาณาจักรปรัสเซีย ณ เวลานั้น ตัดสินใจเดินทางลงทุนในเอเชียตะวันออกอย่างจริงจัง 

เคานท์ฟรีดริช ซู ออยเลนบวร์ก (Count Friedrich zu Eulenburg) หัวหน้าคณะผู้แทนการค้าแห่งปรัสเซียเดินทางสู่หลายเมืองใหญ่ในเอเชีย และได้ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีการค้าและการเดินเรือ หรือ ‘สนธิสัญญาออยเลนบวร์ก’ (Eulenburg Treaty) ในปี 1862 ที่กรุงเทพฯ พร้อมด้วยคณะราชทูตในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ถือเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดำรงมาจนปัจจุบัน

ในยุคไรช์เยอรมันหรือจักรวรรดิเยอรมัน เกิดการแต่งตั้งกงสุลระหว่างทั้งสองชาติ มีการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างขุนนางระดับสูงทั้งสองฝ่าย จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปี 1897 ไกเซอร์หรือจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ได้ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะอย่างอบอุ่น เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปี 1907 พระองค์ก็เสด็จกลับไปเยือนอีกหลายเมืองในเยอรมนี 

ในรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชผู้ปฏิรูปสยามให้ทันสมัย มีการจ้างชาวต่างชาติหลายร้อยคนในราชสำนัก ขุนนางชาวเยอรมัน 34 คนทำงานให้ราชสำนักสยามในปี 1904 โดยส่วนใหญ่ดูแลการรถไฟ โทรเลข และไปรษณีย์ 

วิศวกรเยอรมันอย่าง Karl Bethge, Hermann Gehrts และ Luis Weiler วางรากฐานรถไฟไทยทั่วประเทศถึงยุคปัจจุบัน การไปรษณีย์ไรช์หรือ Reichspostministerium ช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบโทรเลขและไปรษณีย์ จนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เมืองไทยมีโทรเลขไร้สายและวิทยุโทรเลขใช้ แพทย์ประจำพระองค์หลายคนของรัชกาลที่ 5 ก็เป็นชาวเยอรมัน และสถาปนิกใหญ่ Karl Döhring ออกแบบสถานีรถไฟบางกอกน้อย สถานีรถไฟพิษณุโลก และพระราชวังบ้านปืน

ชุมชนชาวเยอรมันเฟื่องฟูจนมีคลับชาวเยอรมันในกรุงเทพฯ แต่แล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 มาถึง และสยามประกาศตนเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนีหยุดชะงักลงฉับพลันในปี 1917 สนธิสัญญาออยเลนบวร์กกลายเป็นโมฆะ จนกระทั่งสงครามโลกยุติ ทั้งสองชาติจึงได้สานสัมพันธไมตรีกันอีกครั้ง และคงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเรื่อยมาในแง่ต่าง ๆ เช่น การทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม จนถึงปัจจุบัน

บ้านเยอรมัน

“ไม่ใช่บ้านเก่าแบบสถานทูตเก่าแก่ แต่ที่นี่ก็มีประวัติศาสตร์ในแบบของตัวเองนะครับ”

เข้าสู่ช่วงสำรวจสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ อย่างทั่วถ้วน เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำเป็นประเทศไทย เกออร์ก ชมิดท์ (Georg Schmidt) เอ่ยขณะพาเดินชมประวัติศาสตร์ของพื้นที่สีเขียวใจกลางถนนสาทรด้วยตนเอง และยังพูดคุยถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างสนุก เป็นกันเอง และตรงไปตรงมา แบบฉบับเยอรมัน

พื้นที่สถานเอกอัครราชทูตขนาดประมาณ 10,000 ตารางเมตร รวมสวนทั้งหมด สันนิษฐานว่าเป็นบ้านพักของผู้บริหารบริษัทบริติชบอร์เนียว ไม่ทราบสถาปนิกผู้ออกแบบ ตามหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีบ้านของบริษัทนี้บนถนนสาทร แต่ถูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการสร้างบ้านขึ้นมาบนฐานรากเดิมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังไม่ปรากฏบ้านหลังนี้ในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) จึงสรุปได้ว่าตัวบ้านสร้างหลังจากนั้น สันนิษฐานว่าในช่วง 1940

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

แรกเริ่มเดิมทีในสมัยรัชกาลที่ 4 สถานกงสุลเยอรมนีอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสและสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยพื้นที่เดิมของเยอรมนีอยู่แถวสะพานพระพุทธยอดฟ้า จากนั้นก็โยกย้ายหลายครั้งตามกาลเวลาและความสัมพันธ์ของสองประเทศ โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ย้ายมาที่ถนนสาทรเหนือ (แยกสุรศักดิ์) ต่อมาเมื่อเกิดการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เอกอัครราชทูตเยอรมันมาถึงแดนสยามในปี 1955 และตั้งสถานเอกอัครราชทูตที่ถนนเพชรบุรี จนในที่สุดช่วงปลาย 1960 ซึ่งถนนสาทรยังคงเงียบสงบ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีตัดสินใจเลือกซื้อพื้นที่กว้างใหญ่นี้ และดำเนินการที่นี่จนถึงปัจจุบัน

“ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและโชคดีมาก ๆ แล้วพวกเราก็ภูมิใจที่ได้รักษาพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของสาทรเอาไว้ สถานทูตและทำเนียบทูตเป็นสัญลักษณ์ของประเทศซึ่งมีคุณค่าแตกต่างกันไป อย่างที่วอชิงตัน ทำเนียบทูตออกแบบโดยสถาปนิกเยอรมัน ส่วนสถานทูตเยอรมนีที่ปารีสคือ Hôtel Beauharnais ที่สร้างในปี 1714 เราก็เก็บรักษาประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างดี ส่วนสถานทูตที่นี่เราได้จัดการใช้งานอย่างเต็มที่ มาที่นี่คุณอาจไม่ได้เจอสัญลักษณ์เยอรมันจ๋า แต่เป็นการผสมผสานความเป็นไปได้ระหว่างทูตและสิ่งที่มีอยู่เดิม อะไรควรเก็บและอะไรควรปรับเปลี่ยน สิ่งที่สำคัญคือจิตวิญญาณของสถานที่ ซึ่งคือการทำงานร่วมกัน”

ท่านทูตชมิดท์อธิบาย ขณะผายมือไปที่งานศิลปะโดดเด่นบนสนามหญ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูต

กำแพงเบอร์ลิน

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

ในปี 2018 นักธุรกิจชาวเยอรมัน อักเซล เบราเออร์ (Axel Brauer) ผู้ใช้ชีวิตวัยเด็กท่ามกลางสงคราม ตัดสินใจยกของขวัญชิ้นประวัติศาสตร์จากเยอรมนีให้คนไทย ในวันเปิดตัว เขาเอ่ยติดตลกว่าของขวัญของเขาชิ้นใหญ่เกินกว่าจะใส่มาในกระเป๋าเดินทาง แต่มันคือชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้ร่วมกัน นั่นคือกำแพงเบอร์ลิน 2 ชิ้นที่แบ่งประเทศเป็นสองส่วนตั้งแต่ปี 1961 – 1989 และปัจจุบันตั้งตระหง่านกลางสวนด้านหน้าของสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กำแพง 4 ด้านตกแต่งด้วยศิลปินสตรีทอาร์ต 3 คน ได้แก่ Julia Benz จากเยอรมนี Kashink จากฝรั่งเศส และศิลปินไทย มือบอน และอีกด้านหนึ่ง พวกเขาสามคนลงมือทำร่วมกัน 

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

นอกจากกำแพงของจริง ท่านทูตยังทำโครงการศิลปะ มอบกำแพงเบอร์ลินจำลองอันจิ๋ว ๆ เป็นโจทย์ให้ศิลปินไทยเพนต์และตกแต่งตามชอบ แล้วส่งมาให้สถานเอกอัครราชทูตจัดนิทรรศการ

“ไอเดียคือให้ศิลปินไทยถ่ายทอดว่าเสรีภาพ สันติภาพ มีความหมายกับพวกเขาอย่างไร กำแพงเบอร์ลินล่มสลายในปี 1989 มากกกว่า 30 ปีมาแล้ว เหตุการณ์นั้นมีความหมายกับคนไทยรุ่นใหม่ในปัจจุบันอย่างไร งานนี้เป็นโครงการเฉลิมฉลองในปี 2019 เมื่อครบรอบ 30 ปีการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เราทำนิทรรศการเล็ก ๆ ที่เชียงใหม่ ราชบุรี และที่ BACC กรุงเทพฯ และจัดที่นี่ด้วยครับ ผมผูกพันกับงานนี้มาก เพราะศิลปินไทยมีแนวคิดน่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ห่างไกลอย่างเยอรมนีและอดีตอันยาวนาน แล้วเราก็ทำงานกับศิลปินตลอด และเราจะเพนต์กำแพงด้านนอกสถานทูตในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปีไทย-เยอรมนีด้วย”

จากกำแพงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งสงครามและการแบ่งแยก ชาวเยอรมันเลือกเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ดำมืด ด้วยการจดจำ ส่งต่อการเรียนรู้สู่อนาคต และใช้ก้อนคอนกรีตส่งต่อมิตรภาพและศิลปะอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ยานพาหนะประจำตัว

ท่านทูตเกออร์ก ชมิดท์ มียานพาหนะประจำตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้ใครต่อใครตกอกตกใจกันบ่อย ๆ แทนที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ ท่านทูตชอบใช้สกูตเตอร์เดินทางในเมือง เพราะมันสะดวกและเลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ได้รวดเร็วมาก 

“เพื่อนร่วมงานคิดว่าผมบ้า แต่ผมชอบใช้มันมาก เดี๋ยวผมโชว์ให้ดูนะ แค่กดปุ่มนี้ แล้วไถเท้าไปนิดหน่อยก็ไปได้แล้ว จากที่นี่ไปศาลพระพรหมเอราวัณ ผมใช้เวลาแค่ 22 นาที 1 นาทีแรกเอาไว้สวดมนต์ก่อน (หัวเราะ) เดินทาง 20 นาที แล้ว 1 นาทีสุดท้ายสำหรับสวดมนต์อีกรอบ”

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ที่เยอรมนีผมปั่นจักรยานตลอด แต่ที่นี่ผมต้องรักษาภาพลักษณ์ของทูต สมมติผมปั่นจักรยานจากที่นี่ไปศาลพระพรหมเอราวัณ ผมจะเหงื่อออกเต็มแล้วดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใช้สกูตเตอร์แล้วเหงื่อไม่ค่อยออกครับ สะดวกมาก แก้ปัญหาเย็นวันศุกร์ที่ถนนสาทรรถติดแบบบ้าคลั่งสุด ๆ ผมเคยต้องใช้เวลา 50 นาทีบนรถยนต์ จากที่นี่ถึงยูเทิร์นตรงสวนลุมพินี”

สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากแบรนด์เยอรมันนี้มีใช้ตามโรงแรมต่าง ๆ เป็นไอเดียให้คนแชร์สกูตเตอร์กัน แค่ใช้มือถือลงทะเบียน และคืนสกูตเตอร์ตามจุดที่กำหนดไว้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายคนก็ใช้สกูตเตอร์แบบนี้เดินทางเหมือนกัน

“คนอาจจะคิดว่าแปลกที่สถานทูตทำแบบนี้ แต่ผมคิดว่าเราไม่ต้องการรถคันใหญ่ 300 แรงม้าเพื่อจะเข้าซอยเล็กหรอก ผมขี่สกูตเตอร์ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ซอยละลายทรัพย์เองได้” 

ท่านทูตตีวงผ่านประติมากรรมครึ่งสตรีครึ่งสัตว์น้ำโดยศิลปินเยอรมนี โคมไฟหินจากญี่ปุ่น และเซรามิกของวศินบุรี แล้วจอดสกูตเตอร์ที่หน้าบ้านพอดิบพอดีอย่างนุ่มนวล พร้อมเปิดประตูบ้านพาเราเข้าไปสำรวจทำเนียบทูต

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

ภายในบ้าน

ทำเนียบสีขาวเป็นบ้านโมเดิร์นผสมลักษณะ Art Deco เล็กน้อยตรงกันสาดและหัวเสาที่เทียบรถ ไม่ถึงขั้นเรียบง่าย เน้นเรขาคณิตแบบบาวเฮาส์ไปเสียหมด และยังผสมผสานกับความ Tropical เมืองร้อน โดยเฉพาะการทำหลังคาปั้นหยาที่ใหญ่โต ทิ้งชายคายาว คิดเรื่องการกันแดดกันฝนอย่างดี

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในบ้านคอนกรีต สิ่งแรกที่ชวนสะดุดตาคือบันไดไม้สักกลางโถงที่เลี้ยวโค้งขึ้นชั้นสองอย่างอ่อนช้อย เป็นส่วนที่หรูหราโอ่อ่าและสวยงามมากของบ้าน ซึ่งไม่ค่อยเห็นในบ้านยุคใหม่ เพราะบันไดแบบนี้ใช้พื้นที่เยอะ 

“นี่เป็นส่วนประกอบของบ้านที่ผมชอบมาก ทางเดินบันไดยังมีหน้าต่างให้แสงธรรมชาติส่องลงมา ทำให้ผมนึกถึงหนัง Gone with the Wind” ท่านทูตเอ่ยแกมหัวเราะ

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

รอบบ้านมีช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ด้านขอบกำแพง เป็นเทคนิคเก่าแก่ของบ้านโบราณที่ทำให้บ้านมีแสงและระบายอากาศ ด้านบนบ้านมีปล่องไฟปลอม เป็นพื้นที่เก็บของใต้หลังคาด้วย

ขวามือตรงข้ามบันไดคือห้องอาหาร ซึ่งใช้เฉพาะช่วงที่มีงานเลี้ยงทางการเท่านั้น มีโต๊ะที่จัดเลี้ยงแขกได้ถึง 20 คน ตกแต่งด้วยภาพถ่ายขนาดใหญ่ของร้านทำผม ฝีมือช่างภาพจากเมืองโคโลญจน์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ท่านทูตโปรดปรานงานศิลปะนี้มาก 

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ภาพนี้บอกหลายอย่างเกี่ยวกับประเทศไทย มันแตกต่างจากวัฒนธรรมที่ผมรู้จัก และมีสิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับประเทศนี้ บอกความหลากหลายในประเทศ มีตัวอักษรจีนและไทย มีเทพเจ้าอินเดีย มีสัญลักษณ์ไทย เป็นที่ทำงาน แต่มีมุมนั่งเล่น แถมยังมีหน้ากากแขวนไว้ด้วย นี่วาดก่อนโควิดอีกนะ ผมว่ามันน่าสนใจมาก 

“ไม่ได้บอกว่านี่คือเอกลักษณ์ประเทศไทยนะครับ เพราะแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่นี่รุ่มรวยมาก และผมว่านี่แหละคือความเป็นไทยในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ไทย ๆ ที่เราคุ้นเคย มันทำให้ผมคิดถึงเยอรมนี ซึ่งก็ประกอบไปด้วยปัจจัยหลากหลายเหมือนกัน ความหลากหลายนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ร้านทำผมนี้คงหน้าตาเปลี่ยนไปแล้ว เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ”

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ของส่วนชิ้นเดียวที่ผมมีในห้องนี้คือนาฬิกาคุกคูจากแบล็กฟอเรสต์ แถบบ้านเกิดผมเอง ผมพกไปตกแต่งบ้านทุกที่ด้วยตลอด เวลาแขกมากินข้าวแล้วนกออกมาร้องคุกคูพอดี ปฏิกิริยาคนน่าสนใจมาก” 

ว่าแล้วท่านทูตลองไขลานนาฬิกาไม้ให้ดู นกตัวจิ๋วออกมาส่งเสียงร้องคุกคูทักทายจากมุมด้านในสุดของห้อง ซึ่งติดกับแพนทรี่อุ่นอาหารจากครัวด้านหลัง

ส่วนต้นคริสต์มาสที่เห็นในภาพด้านบนตั้งในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งจริง ๆ เร็วผิดวิสัยเยอรมัน เพราะคนเยอรมันจะตั้งต้นคริสต์มาสและตกแต่งในวันที่ 24 ธันวาคม และจะตั้งไว้จนถึงวันที่ 6 มกราคม แต่เนื่องจากช่วงปลายปี ทำเนียบทูตมักจัดงานหลายโอกาส ทุกคนอยากถ่ายรูปและฉลองกันก่อน ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จึงเอามาตั้งก่อนทุกปี

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

เลยกรอบประตูโค้งไปคือส่วนต่อเติมของบ้าน เป็นห้องรับแขกสองห้องยาวต่อกันและระเบียงเชื่อมสวน โถงรับแขกหลักตั้งเปียโนคอนเสิร์ตหลังงามของ Bechstein ไว้ตรงกลาง ห้องนี้ติดวอลล์เปเปอร์ลายญี่ปุ่นสีทอง ฝีมือการตกแต่งของท่านทูตคนก่อน ๆ ที่ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก แต่ก็เข้ากันดีกับบ้าน ส่วนภาพตกแต่งในห้องนี้เป็นฝีมือศิลปินเยอรมัน

“ทำเนียบทูตเยอรมันส่วนใหญ่มีคอนเสิร์ตเปียโน สะท้อนช่วงเวลาที่ผู้คนร่ำรวยในศตวรรษที่ 17 – 18 เป็นเรื่องปกติที่คนมีเงินจะลงทุนซื้อเปียโน และให้ลูกสาวเรียนเล่นเปียโน แล้วจัดคอนเสิร์ตในบ้าน ดนตรีเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์เยอรมันครับ ดูสิ มันเป็นทั้งเครื่องดนตรีและเป็นผลงานชั้นยอดทางวิศวกรรมที่สวยงามมาก เปียโนนี้จูนเสียงด้วยมือทั้งหมด เสียงต่างจากเปียโนอิเล็กทรอนิกส์”

ท่านทูตเปิดฝาเปียโนแล้วพรมนิ้วบรรเลงเพลงสั้น ๆ งดงามให้ฟังเป็นตัวอย่าง

“ผมชอบที่ทุกห้องมีบรรยากาศที่แตกต่างกันไป สิ่งแรกที่เราคำนึงถึงคือการใช้งาน ของทุกชิ้นต้องโยกย้ายเพื่อจัดงานเลี้ยงได้ ก่อนโควิด เราจัดงานเลี้ยงที่รองรับคนได้ 50 คนในบ้าน หรือบางทีก็เอาเก้าอี้มาเรียงเวลามีคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ในบ้าน แต่ที่นี่ไม่ใช่มิวเซียม เราเลยไม่มีของตกแต่งจัดแสดงราคาสูงมาก ๆ ที่แตะต้องไม่ได้ ของทุกอย่างเป็นของดีมีราคา แต่ต้องใช้งานได้เป็นสำคัญ” 

 “สำหรับผม บ้านพักทูตคือ House of Encounter เป็นพื้นที่ที่ให้คนได้มาพบปะกัน ไม่ใช่เพื่อความสุขสบายของทูต คือผมก็มีความสุขสบายกับการอยู่ที่นี่นะครับ แต่สิ่งสำคัญคือพื้นที่และการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ เราจะจัดนิทรรศการ หรือเปลี่ยนงานศิลปะบนกำแพงทั้งหมดออกได้ง่าย เราเคยมีนิทรรศการศิลปะจากปัตตานีด้วย ผมชอบมาก มีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดงานที่นี่” 

ลึกเข้าไปในโถงด้านใน ผนังประดับด้วยเสื้อฟุตบอลสีแดง ของขวัญจากสโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิกเมื่อชนะแชมเปี้ยนลีกที่ลิสบอน ท่านทูตกล่าวอย่างภูมิใจว่า Oliver Kahn เคยมาที่บ้านนี้ด้วยนะ 

ส่วนลานระเบียงกว้างหลังบ้านที่ยื่นเข้าไปในสวน ท่านทูตใช้จัดงานแถลงข่าว งานเสวนา ประชุม หรือดินเนอร์เล็ก ๆ ยามค่ำคืน มองออกไปเห็นสวนกว้างสีเขียวสุดสายตา เป็นวิวธรรมชาติกลางสาทรที่ท่านทูตภูมิใจเป็นที่สุด 

สวนเขียว

สวนด้านหลังของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีติดกับสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กและออสเตรีย เป็นพื้นที่เชงเก้นขนาดย่อมที่มีคลองเล็ก ๆ กั้นกลาง ท่ามกลางตึกระฟ้า พื้นที่ในซอยด้านหลังนี้ไม่มีตึกสูงมากนัก บรรยากาศเงียบสงบต่างจากความวุ่นวายด้านนอกของสาทรลิบลับ

“เราเป็นส่วนหนึ่งของคลองสาทร เวลาน้ำท่วมเขาจะแจ้งเตือน เพราะถ้าฝนตกอาจน้ำท่วมได้ เราต้องหาวิธีจัดการและอยู่ร่วมกับน้ำครับ ความฝันของผมคือจัดงานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเรือระหว่างสถานทูต จำลองบรรยากาศบางกอกยุคก่อน แล้วเราก็แชร์สัตว์ป่าร่วมกัน ทั้งสัตว์อันตรายและไม่อันตราย ทั้งงูหลาม งูจงอาง ตัวเงินตัวทอง ผึ้ง ซึ่งผมอยากให้เราผลิตน้ำผึ้งสถานทูตได้มาก ๆ เลย แต่เราก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างดูแลธรรมชาติ และปกป้องแขกของเราให้ปลอดภัยด้วย”

“เราใช้พื้นที่ในสวนจัดงานบ่อย ๆ ในช่วงที่อากาศเย็น จะจัดงานอะไรก็ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของทูตแต่ละคนครับ เวลาเราจัดงาน แขกที่หนีความหนาวจากเยอรมนีชอบนั่งที่ระเบียง ส่วนแขกคนไทยชอบอยู่ในบ้านที่เปิดแอร์เย็นหน่อย เนื่องจากปีนี้เราจะฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 160 ปี ก็เลยอยากจัดงานเลี้ยงในสวน และงานอื่น ๆ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิดด้วยครับ”

ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในสวนนี้คือประตูโลหะเก่าผลิตในลอนดอน ยกมาจากสถานเอกอัครราชทูตเดิมที่สุรศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสถานเอกอัครราชทูตที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 6 

สวนนี้มีผู้ดูแลสวน 5 คนคอยดูแลพืชพรรณต่างประเภท แต่ยังมีสวนเล็ก ๆ ที่เจ้าหน้าที่คนไทยดูแลกันเอง คือสวนครัวเล็ก ๆ ปลูกกล้วย พริก อัญชัน และมะละกอที่กลายร่างเป็นส้มตำอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร สวนนี้ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้ท่านทูตและชาวทำเนียบเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวและความยั่งยืนจากผืนดิน 

คุยกับทูต

สำรวจทำเนียบทูตกันทั่วแล้ว ได้เวลานั่งสนทนากับท่านทูตชมิดท์ เพื่อทำความรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านเจ้าบ้าน ผู้ประจำการที่เมืองไทยตั้งแต่ปี 2018 ชอบกินอาหารไทย พูดและฟังภาษาไทยได้คล่องระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ตั้งแต่มีโควิด ทำเนียบทูตไม่ค่อยได้เปิดให้คนเข้ามาใช่ไหม

แน่นอนครับ เราใช้งานทำเนียบทูตน้อยลงมาก แทบไม่มีงานสาธารณะเกิดขึ้นเลย เพราะทุกคนต้องอยู่บ้าน พอมีโควิด-19 เราก็แบ่งกลุ่มทำงานเป็น 2 ทีมอย่างเข้มงวด ถ้าทีมไหนติดเชื้อ สถานทูตก็ยังทำงานต่อได้ เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ทุกคน และดูแลกลุ่มคนเยอรมันและคนไทยนับหมื่นคนที่ต้องการเอกสารและความช่วยเหลือต่าง ๆ จากกงสุล 

บางทีเราก็ใช้สวนจัดงานกลางแจ้งบ้าง โดยเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่สถานทูต ภายใต้ข้อกำหนดของหน่วยงานการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อ การมีพื้นที่ของตัวเองเป็นเรื่องดีมากครับ แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีเพื่อแค่เจ้าหน้าที่ เราดูแลรักษาที่นี่ในฐานะหน้าต่างสู่เยอรมนี ซึ่งต้องมีชีวิตชีวา ก่อนโควิดเราจัดงานสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ยังกับธุรกิจร้านอาหารเลยล่ะ 

ต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนเลย

งานส่วนใหญ่เกิดตอนเย็น เป็นทูตแล้วไม่ได้มีเวลาเข้างานแบบปกติ แต่ว่าผมก็ชอบงานของผม เดี๋ยวมีงานนั้น เดี๋ยวมีงานนี้ ทั้งกลางวันกลางคืน เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานก็ไม่ชัดเจนนัก แทบไม่มีเลยดีกว่า แต่คนที่ทำงานด้านการทูตต่างรู้เรื่องนี้ดี ว่าเราต้องเสียชีวิตส่วนตัวไประดับหนึ่ง 

ชุมชนคนเยอรมันในไทยเป็นอย่างไรบ้าง

เรามีชุมชนคนเยอรมันในไทยราว 13,000 – 15,000 คน ที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยครับ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ถ้าไปอีสาน มีคนเยอรมันเยอะมากที่แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น พวกเขาไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ว่าดูแลทั้งครอบครัวในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจ ดังนั้นผมคิดว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวระหว่างไทยและเยอรมนี 

ทุกเรื่องราวต่างกันไป มี Digital Nomad ที่ใช้ชีวิตในเชียงใหม่ มีคนรักทะเลอยู่ทางใต้ มีคนที่ย้ายมาอยู่เมืองไทยเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณกับบำนาญที่มี นอกกรุงเทพฯ มีคนเยอรมันอยู่มากมาย หลายคนตกหลุมรักคนไทย มีคนรักชาวไทย และรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ที่นี่ แต่ย้ำอีกครั้ง ทุกเรื่องราวต่างกันไปครับ นอกจากนี้เรายังมีบริษัทเยอรมัน 600 บริษัทในเมืองไทย ซึ่งจ้างงานคนไทยเป็นแสน ๆ คน 

จากประสบการณ์ของคุณ อะไรคือสิ่งแรก ๆ ที่คนไทยคิดถึงเยอรมนี

สเตอริโอไทป์คือคนเยอรมันเป็นคนมีวินัยสุด ๆ เป็นช่างเทคนิค เป็นนักดื่มเบียร์ตัวยง ตรงต่อเวลาเหลือเกิน แล้วก็ไม่ตลกเอาเสียเลย ทุกสเตอริโอไทป์มีเหตุผลเบื้องหลังครับ แล้วก็มีคนที่แตกต่างตรงกันข้ามไปเลย คนเยอรมันเองก็มีสเตอริโอไทป์ต่อคนไทยเหมือนกัน 

ช่วงโควิด คนเยอรมันอยากกลับบ้านหรืออยากอยู่ไทยต่อมากกว่ากัน

มีทั้งสองแบบครับ ช่วงเริ่มแรก เราต้องช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ติดค้างในเมืองไทย ถ้ายังจำได้ ตอนนั้นสายการบินยกเลิกเที่ยวบินเยอะมาก หลายคนไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋วกลับบ้านและสิ้นหวัง คนเยอรมันติดค้างอยู่ที่ต่าง ๆ ทั่วโลกครับ รัฐบาลเยอรมันเลยจัดการเที่ยวบินกลับบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมี มีไฟล์ตจากเมืองไทยกลับเยอรมันถึง 13 เที่ยวบิน เพื่อพาคนราว 3,500 คนกลับบ้าน มีทั้งทีมงานที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต ผมได้เรียนรู้เรื่องสายการบินเยอะมาก และเคารพสิ่งที่พวกเขาจัดการ 

ผมค่อนข้างภูมิใจกับงานนี้ เราไม่ได้ดูแลแค่คนเยอรมัน แต่รวมถึงคนยุโรปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งทั้งหมด เพราะเยอรมนีเป็นประเทศใหญ่ เรามีเที่ยวบินเฉพาะของเราได้ แต่ประเทศเล็ก ๆ นี่เป็นไปไม่ได้ เราเลยพาชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้มีเที่ยวบินกลับบ้านไปด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เรานะครับ ฝรั่งเศสก็ทำเหมือนกัน เป็นช่วงเวลาแห่งการร่วมมือร่วมใจของชาวยุโรป นั่นคือช่วง 2 เดือนแรก 

หลังจากนั้นก็มีล็อกดาวน์อีกหลายครั้ง แต่งานก็ไม่เคยหยุด เพราะมีคนต้องการเราตลอดเวลา คนเยอรมันหลายคนเข้าออกเมืองไทยทุก 3 เดือน โดยใช้วิธีข้ามชายแดนแล้วกลับมาใหม่ แต่ทำไม่ได้เพราะพรมแดนปิด เราก็ต้องช่วยเหลือพวกเขา บางคนบินกลับเยอรมนีเพื่อจัดการ แต่บางคนก็ทำไม่ได้ และทำให้เรายุ่งกันมาก 

สถานทูตเราได้ทำงานเรื่องมนุษยธรรม ถึงเป็นแค่หยดน้ำเล็ก ๆ แต่เราก็ทำสิ่งที่เราทำได้ อย่างการช่วยเหลือต่าง ๆ และการบริจาควัคซีน เรื่องวัคซีนนี้เป็นปัญหาใหญ่ เราได้คำสัญญาจากรัฐบาลไทยว่า ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติจะได้รับการแบ่งสรรปันส่วนวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน แต่เมื่อถึงเวลาหน้างานจริง เราได้รับรายงานว่าหลายครั้งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราเลยพยายามต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ชาวเยอรมันได้รับวัคซีนและคลี่คลายปัญหานี้ 

คุณได้กลับบ้านบ้างไหมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้

กลับครั้งหนึ่งครับ ไปเจอพ่อ แต่ตอนกลับนี่ยากหน่อยเพราะต้องกักตัว แล้วตอนนั้นผมยังไม่ได้รับวัคซีนครบ เลยต้องนั่งกักตัว 2 สัปดาห์ แต่ก่อนหน้านั้นพ่อผมมาเยี่ยมที่เมืองไทยช่วงก่อนโควิด ตอนนั้นดีมากเลยครับ โควิดทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะ เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคน 

ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานของคุณ เขาบอกว่าแค่เรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม สถานเอกอัครราชทูตเยอรมันก็มีโครงการไปแล้ว 13 โครงการในไทย

เราเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย เริ่มมากว่า 10 ปีแล้วครับ มีทั้งการแสดงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบเยอรมัน และการแบ่งปันประสบการณ์ให้คนไทยรับรู้ ผมว่าเรามีหลายอย่างคล้ายกัน เป็นสังคมที่ยืนอยู่บนเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม และเราก็อยากช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของไทย ไปสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมันยากมากในช่วงเริ่มต้น การสร้างพลังงานจากแหล่งทรัพยากรยั่งยืนเท่านั้น ต้องเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการเดิมที่มีด้วย เช่น ถ้าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากลม แต่พื้นที่นั้นไม่มีลมเลย จะเก็บพลังงานจากที่หนึ่งไปอีกที่อย่างไร 

เราทำผิดพลาดมาเยอะ และจะทำผิดพลาดต่อไป แต่ว่าการแบ่งปันประสบการณ์และความผิดพลาดให้ผู้อื่นเป็นเรื่องดี สิ่งที่ไม่ประสบผลในที่หนึ่ง อาจจะสำเร็จในบริบทอื่นก็ได้ หรืออาจจะกลับกันครับ ยิ่งมี COP26 เรื่องสิ่งแวดล้อมยิ่งได้รับความสนใจ เมืองไทยเองก็เผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเรื่องปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

ยกตัวอย่างโครงการสิ่งแวดล้อมให้ฟังได้ไหม

โครงการ Thai Rice NAMA (Nationally Appropriate Mitigation Action) เราใช้เทคโนโลยีช่วยชาวนาให้ใช้น้ำในการปลูกข้าวน้อยลง ลดการผลิตก๊าซเรือนกระจก และลดค่าใช้จ่าย พูดง่าย ๆ คือได้เงินมากขึ้นและลดผลเสียที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม การได้เห็นชาวนาได้เข้าถึงเทคโนโลยี โอกาส และรายได้ เปลี่ยนชีวิตเขาได้ นี่เป็นหนึ่งในโครงการที่ผมยินดีมาก และเรายังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดการกับของเสียทางการเกษตร เราอยากช่วยเรื่องการแยกประเภทของเสีย ซึ่งเราต่างก็รู้ว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรายังทุ่มเทกับ Cooling Technology ใช้วัตถุดิบ เคมี และพลังงานมากมายเพื่อทำให้อากาศเย็นขึ้น เป็นการแปลเรื่องราวของ COP26 ให้คนทั่วไปเข้าใจในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น และเรารู้อย่างชัดเจนว่าเราทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยได้ เช่น เรามีแผงโซลาร์เซลล์ในสถานทูตเพื่อผลิตพลังงานใช้เอง นอกจากนี้ก็มีโครงการแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราเรียนรู้ เช่น พลาสติกและมลพิษในมหาสมุทร 

ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปี จะมีโครงการความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนีอีกมากครับ โดยเฉพาะเรื่องวิกฤตโลกร้อน เราต่างแชร์ความรับผิดชอบร่วมกันต่อโลกใบนี้ และมีหลายสิ่งที่เราทำอะไรได้อีกมากมายร่วมกัน 

อยู่เมืองไทยมานาน มีอะไรทำให้คุณประหลาดใจได้อีกบ้าง

ผมประหลาดใจทุกวันเลยนะ ผมมาเมืองไทยครั้งแรกช่วงปลาย 1980 มาเที่ยวตอนเป็นนักศึกษาเรียนภาษาจีนที่เมืองจีน เป็นการเปิดหูเปิดตาผมมาก เพราะคนตะวันออกมีวิธีการมองโลกต่างจากคนเยอรมัน พอกลับมาที่เมืองไทยอีกครั้ง ผมประหลาดใจมากที่เมืองไทยเปลี่ยนแปลงมาก ระบบสาธารณูปโภคไทย ระบบสาธารณสุขไทยก็ดีขึ้นมาก ๆ 

ผมคิดว่าในแง่หนึ่ง เมืองไทยประสบความสำเร็จมากในหลาย ๆ ด้าน แต่ไม่ไกลจากที่นี่ มองไปที่คลองเตย เราก็เห็นความจริงอีกรูปแบบ ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นกว้างมาก ซึ่งความแตกต่างมันมีเสมอ แต่ตอนนี้ช่องว่างระหว่างชนชั้นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัญหาสังคมที่ผมคิดว่าเราต้องมอบความหวังและโอกาสให้คนลืมตาอ้าปากได้ 

เรื่องดี ๆ ที่ผมประหลาดใจแต่ประทับใจมากที่เมืองไทยคือเรื่องพลาสติก ตอนผมมาถึงในปี 2018 ไม่มีใครพูดถึงเรื่องพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ทุกคนใช้ถุงพลาสติกกันหมด ประโยคภาษาไทยแรก ๆ ที่ผมเรียนคือ ‘ไม่ต้องใส่ถุง’ แต่แล้วแค่ปีเดียวต่อมาหลัง ASEAN Summit ในกรุงเทพฯ ประเทศไทยก็แบนพลาสติกได้อย่างรวดเร็ว ภาพวาฬที่ตายเพราะพลาสติกก็สะเทือนอารมณ์มาก ผมประทับใจที่สังคมไทยปรับตัวเร็วมากกว่าเยอรมนีอีก

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เด็กๆ เยอรมันก็ออกมาเดินประท้วงเรื่องสิ่งแวดล้อมทุกวันศุกร์เหมือนกัน

ใช่ เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมคิดว่าการแสดงออกว่าไม่ต้องการอะไรคือก้าวแรก แต่ผมก็คาดหวังว่าพวกเขาจะไปต่อถึงการแก้ไขปัญหา เพราะการแสดงออกว่าไม่ชอบเป็นเรื่องง่าย แต่การทำอะไรทดแทนต่างหากคือจุดที่ต้องมานั่งคิดร่วมกัน คุณจะบอกคนว่าเลิกใช้รถเถอะก็ไม่ได้ เพราะคนต้องการเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B ต้องมีทางเลือกใหม่ ๆ ให้คน เช่น รถเมล์ราคาถูก การแชร์รถ หรือยานพาหนะอื่น 

ผมเข้าใจพวกเด็ก ๆ นะ สำหรับคนอายุ 70 อะไรจะเกิดขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้าอาจไม่สำคัญ แต่สำหรับเด็กอายุ 15 มันเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาอาจจะมีลูกอายุ 10 ขวบ แล้วเด็ก ๆ เหล่านั้นจะเจออะไร เพื่อให้สังคมก้าวไปข้างหน้า ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ถ้าต้องการความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องรับฟังผู้คน 

อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเห็นมากขึ้นในเมืองไทย

ผมคิดว่าเมืองไทยมีศักยภาพมาก ๆ และน่าจะมีสันติภาพในตัวเองได้มากขึ้น ประเทศไทยไม่มีศัตรูโดยตรงเลยนะครับ ห่างไกลสงครามรอบตัว สิ่งที่ผมคาดหวังคือ เมืองไทยน่าจะมีหนทางที่จะปรองดองและขัดแย้งกันโดยสันติ 

ทุกวันนี้ความขัดแย้งเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก

ใช่ เพราะถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องอย่างแรงกล้า แล้วแสดงออกมา มันก็อาจจะกระทบคนได้ แต่เราต้องหาทางตกลงกันว่าจะไม่เห็นตรงกัน ความขัดแย้งบางอย่างอาจแก้ไม่ได้ แต่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีสิทธิ์ทุกอย่างเหนือคนส่วนน้อย เราถึงมีรัฐสภาที่มีกฎระเบียบโดยคนส่วนใหญ่ แต่คนส่วนน้อยก็ยังมีสิทธิ์มีเสียง และก็มีสมดุลระมัดระวังระหว่างสองฝ่ายเพื่อให้มีสันติภาพ

ยกตัวอย่างเรื่อง Thai Park ที่เบอร์ลิน เกิดจากคนไทยไปปิกนิกในสวนจนกลายเป็นตลาดขายอาหารไทย ซึ่งตอนแรกผิดกฎหมาย แต่ของกินมันอร่อยมากครับ และคนเยอรมันก็รักที่นั่น เลยเกิดการถกเถียงว่าสวนสาธารณะทำอะไรได้ จนในที่สุดหลังการถกเถียงยาวนานและการประนีประนอม ในที่สุดก็มีข้อกำหนดเรื่องสุขอนามัย ทุกคนยังมาขายของ มานั่งกินข้าวได้ และคนเยอรมันก็รัก Thai Park ของเรา ที่เกิดจากชุมชนคนไทยกลุ่มใหญ่นำความหลากหลาย นำวิถีชีวิตไปเปลี่ยนแปลงเยอรมนี นี่คือการเปิดใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ เป็นประโยชน์ต่อสังคม

หรือกรณีวัคซีนโควิดที่เยอรมนี คนขัดแย้งกันมากว่าต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่ฉีดวัคซีน เป็นการโต้แย้งที่ดุเดือด ฝ่ายคนส่วนใหญ่บอกว่าคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนทำให้คนทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย แต่ฝ่ายคนส่วนน้อยก็เถียงว่าคนอื่นไม่มีสิทธิ์บังคับการใช้ชีวิตและละเมิดสิทธิ์เหนือร่างกายผู้อื่น เราต้องหาทางคลี่คลายปัญหา และขั้นตอนการคลี่คลายความขัดแย้ง การตัดสินใจของรัฐสภาก็เป็นเรื่องท้าทายเพราะเกี่ยวข้องกับตุลาการ แต่เราก็หาทางของเราจนได้

นั่นคือวิธีการแก้ไขความขัดแย้งแบบเยอรมัน

ขอไม่เรียกว่าแบบเยอรมัน แต่เป็นแบบที่ดีกว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมากครับ เรามีประสบการณ์ที่ขมขื่นเกี่ยวกับการกดขี่คนส่วนน้อย และเราได้สร้างระบบที่ยืดหยุ่นมากพอที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่นการเลือกตั้งในเยอรมนีที่ผ่านมา พรรคกรีนได้คะแนนเสียงมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนตอนนี้เราได้รัฐบาลผสม 

ตอนพรรคกรีนเริ่มก่อตั้ง ใคร ๆ ก็มองว่าพวกเขาบ้าคลั่ง ถึงขั้นพูดกันว่าอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นพวกอนาธิปไตยที่จะมาล้มล้างระบอบนิเวศ ระบอบเศรษฐกิจสังคมเยอรมัน แต่พวกเขาก็อดทนที่จะโน้มน้าวสังคม จนระบบเปลี่ยนไปสำเร็จ เยอรมนีเปลี่ยนแปลงไปมาจากเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน

เพราะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงรึเปล่า สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีถึงเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ออกมาต่อต้านสงครามในยูเครนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ใช่ คนเยอรมันมีบทเรียนที่เจ็บปวดมากจากสงครามครับ เรามีประสบการณ์ตรงว่าสงครามทำลายทุกอย่าง ไม่มีสงครามที่ขาวสะอาด สงครามทั้งหมดล้วนสกปรก เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องลุกขึ้นมาต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

อะไรคือสิ่งที่คุณเรียนรู้ที่จะเรียนรู้จากเมืองไทย

ผมหวังว่าผมได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางนะ และบางครั้งก็เรียนรู้ที่จะด้นสดด้วย

ถ้อยคำภาษาไทยที่คุณชอบคือ

จิตใจที่มีความสงบ ผมชอบไอเดียนั้นมาก มันบอกอะไรเยอะมากกว่า สบาย ๆ หรือสนุก ๆ 

คำเยอรมันที่อยากให้คนไทยรู้จักล่ะ

Nachhaltigkeit แปลว่า Sustainability เป็นแนวคิดแบบเจ้าหน้าที่ป่าไม้เยอรมันที่เรียบง่ายมาก คืออย่าตัดต้นไม้เกินกว่าจำนวนที่คุณปลูกได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • หนังสือ SAWASDEE 150 years of German-Thai friendship, 50 years of the Deutsch-Thailändische Gesellschaft โดย Andreas Stoffers (Ed.)
  • หนังสือ 150 Jahre Beziehungen Deutschland – Thailand ครบรอบหนึ่งร้อยห้าสิบปี ความสัมพันธ์เยอรมัน-ไทย โดยสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กรุงเทพฯ 
  • หนังสือ German Traces in Bangkok, Thai Traces in Berlin ร่องรอยเยอรมันในกรุงเทพฯ และ ร่องรอยประเทศไทยในเบอร์ลิน โดยสถาบันเกอเธ่
  • ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load