เวลาที่เราผูกพันกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากๆ อย่างอินเดีย แม้ในช่วง COVID-19 ที่จะยังเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ แต่ความคิดถึงก็ยังทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง สั่งการสมองให้เราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมของชาวอินเดียในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่ต้องอะไรหรอก แค่การได้เดินไปแวะทักทายลูกสะใภ้คนเล็กของร้านอาหาร Royal India พาหุรัด ที่กำลังนั่งปั้นขนมอยู่อย่างขะมักเขม้น แค่นี้ก็ทำให้ฉันหายคิดถึงอินเดียได้สักอาทิตย์แล้ว 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

Royal India พาหุรัด เป็นร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของประเทศไทย เปิดกิจการมายาวนานกว่า 62 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยในช่วงของการแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งมาจนถึงรุ่นหลานซึ่งเป็นผู้สืบทอดกิจการในยุคปัจจุบัน 

“คุณแพท กินชาก่อนไหม”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

พี่เจนนี่ ลูกสะใภ้ชาวอินเดีย ทักทายฉัน เธอรู้ว่าฉันมาที่นี่ทีไรก็ต้องสั่งชาอินเดีย ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับพี่เจนนี่มายาวนานตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ วันแรกที่มาเจอร้านนี้ ต้องบอกว่าฉันเดินหลงเข้ามา จนวันนี้ฉันกลับมาที่ Royal India เป็นครั้งที่ 4 แล้ว บางทีกลับมาก็ไม่ได้มานั่งกินอาหารอะไรหรอกนะ แค่มานั่งพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป ซึ่งฉันพบว่าตัวเองมักจะได้รับความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีของชาวอินเดียติดตัวกลับบ้านไปทุกครั้ง

“ขนมนี่เขาเรียกราสมาลัย (Rasmalai) อันนี้ทำยากมากนะ ทุกขั้นตอนต้องดูแลเรื่องอุณหภูมิ เวลาลูกค้าซื้อกลับบ้าน อย่างแรกต้องถามก่อนเลยว่าบ้านอยู่ไกลไหม ถ้าไกลต้องใส่น้ำแข็งแห้งเข้าไปด้วย ขนมอินเดียเกือบทุกชนิดจะทำจากนมสด คนอินเดียชอบกินราสมาลัยหลังอาหาร เดี๋ยวนี้ลูกค้าคนไทยก็นิยมกินกัน” 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ทุกครั้งที่มาร้านนี้ ฉันจะเห็นพี่เจนนี่นั่งปั้นขนมอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าร้านเป็นประจำ ขนมอินเดียร้านนี้ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ใช้สารปรุงแต่ง รุ่นคุณปู่ผู้ก่อตั้งสอนลูกหลานเอาไว้ว่า การใช้วัตถุดิบที่ดีเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ขนมอินเดียแต่ละชนิดใช้ในการบูชาเทพแต่ละองค์ต่างกันไป ความเชื่อทางศาสนานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ในอดีตกาลว่า ความยินดีในช่วงเทศกาลต้องอยู่คู่กับความหวานของขนม

จิม-ภาคภูมิ แมรา เป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้าน ครอบครัวนี้มีลูกชายลูกสาวทั้งหมดรวม 5 คน คุณจิมเป็นลูกคนเดียวที่เรียนหนังสือในโรงเรียนไทยมาโดยตลอด ขณะที่พี่ๆ ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอินเดียกันหมด เพราะพ่อแม่ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็อยากให้มีลูกสักคนในครอบครัวใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อเป็นทักษะไว้ติดต่อสื่อสารในเรื่องราวของธุรกิจและเพื่อติดต่อกับราชการ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

คุณจิมพูดถึงความสัมพันธ์ของคนอินเดียตั้งแต่ยุคสมัยเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วซึ่งเป็นรุ่นคุณปู่ว่า ไม่ว่าคนอินเดียจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม พวกเขาเชื่อมโยงถึงกันได้หมด มีเครือข่ายอยู่ในทุกๆ ที่ คนอินเดียทั้งโลกคือครอบครัวเดียวกัน 

“สมัยอินเดียแบ่งแยกกับปากีสถานในช่วงสงครามโลก คุณปู่ผมซึ่งดั้งเดิมเป็นคนจากเมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน กับเพื่อนๆ รวมตัวกันและตัดสินใจว่า เอาล่ะ พวกเราจะต้องย้ายถิ่นฐานแล้วนะ ไปตายเอาดาบหน้า ก็พากันนั่งเรือจากอินเดียมาลงที่ท่าเรือในปีนัง จากปีนังบางกลุ่มก็เลือกที่จะไปลงต่อที่ประเทศสิงคโปร์ บางกลุ่มก็บอก เฮ้ย เราขึ้นไปอยู่ที่สยามกันดีกว่า 

“ในระหว่างที่ล่องเรือมาใครชอบภูมิประเทศตรงไหนก็หยุดลงเรือกันตรงนั้น ล่องมาเรื่อยตั้งแต่จังหวัดยะลาจนมาถึงกรุงเทพฯ ช่วยกันมองหาทำเลเพื่อปักหลัก ทำเลที่ดีสำหรับคนอินดียอย่างแรกคือต้องอยู่ใกล้วัด คนอินเดียในยุคนั้นพอเข้ามาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาเทวรูปไปตั้งวางไว้ยังที่ใดที่หนึ่งของชุมชน เพื่อสร้างอาณาเขตของพื้นที่เทวสถาน สำหรับใช้ในการทำกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน 

“คุณปู่กับเพื่อนๆ มาตั้งต้นชีวิตในละแวกดิโอลด์สยาม เพื่อนบางคนก็ไปอยู่กันตรงสำเพ็งทางด้านหลังเยาวราช มันเลยเกิดเป็นสังคมของคนอินเดียในละแวกนี้ที่รู้จักกันหมด และแน่นอน คนอินเดียอยู่ที่ไหนเรื่องของการทำอาหารอินเดียที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศก็ต้องตามมา”

ภายหลังจากคุณปู่และเพื่อนๆ ได้มาลงหลักปักฐานที่ใกล้ๆ ดิโอลด์สยามแล้ว ต่างคนต่างก็มองหาสัมมาอาชีพที่จะใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ระหว่างมองหางาน เพื่อนๆ ในกลุ่มรวมทั้งคุณปู่ก็สลับกันทำอาหารอินเดียมาแบ่งปันกันกิน 

ด้วยความที่ฝีมือทำอาหารของคุณปู่โดดเด่นเป็นพิเศษกว่าใคร เพื่อนๆ เลยทักคุณปู่ว่าทำไมไม่ลองขายอาหารอินเดียล่ะ อย่างน้อยถ้าไม่มีใครซื้อเลย ก็เอามาขายในหมู่เพื่อนฝูงกันเองนี่ล่ะ เพื่อนๆ จะได้มีอาหารอินเดียอร่อยๆ กินทุกมื้อ 

คุณปู่เริ่มทำอาหารอินเดียขายกันเองในหมู่เพื่อนฝูง ใส่กล่องใส่ปิ่นโตนำไปส่งตามบ้าน พัฒนามาเป็นการขายอาหารอินเดียแบบหาบเร่ สร้างครอบครัวมีลูก จนวันหนึ่งได้มาเจอพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Royal India พาหุรัด ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดซิกข์ ทำเลดีมาก เพราะลองอยู่ใกล้วัดแล้วยังไงก็ต้องมีคนมากิน

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ยุคคุณปู่คือยุคเริ่มต้นของการเข้ามาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยของคนอินเดีย อาหารอินเดียมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมชาวอินเดียให้เกิดความสัมพันธ์ที่แนบแน่น เทศกาลอินเดียเองก็มีสารพัด พอถึงหน้าเทศกาลทีคนก็จะมาสั่งอาหารจากปู่ ยุคนั้นอาหารอินเดียอร่อยๆ หากินยากมาก ตามโรงแรมก็ยังไม่มีบริการ 

“ผมจำภาพได้แม่นเลย เวลาปู่หุงข้าวในช่วงเทศกาลที โอ้โห หม้อข้าวนี่ใหญ่ขนาดหุงให้คนเป็นพันคนกิน หลังคุณปู่สร้างพื้นฐานทางธุรกิจไว้แข็งแรงแล้ว คุณพ่อผมก็ค่อยๆ เข้าดูแลสืบทอดต่อ ตอนนั้นพวกพี่ๆ ผมถูกส่งไปเรียนที่อินเดียกันหมด เวลาหลานๆ ไปอยู่ที่อินเดีย คุณปู่ก็จะตามไปดูแล แกจะอยู่ที่เมืองไทยหกเดือน ที่อินเดียหกเดือน ส่วนพ่อผมก็ดูแลกิจการทางนี้ไป 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ตัวผมเป็นคนเดียวในตระกูลที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยมาตลอด เข้าใจภาษาไทย รู้จักนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี เอาง่ายๆ ว่าญาติผมทุกคนที่อยู่เมืองไทย ผมเป็นคนพาไปทำบัตรประชาชนทั้งหมด”

30 กว่าปีก่อน ในวันที่คุณพ่อคุณจิมเข้ามาดูแลกิจการร้านอาหารแบบเต็มตัว ตลาดอาหารอินเดียในยุคนั้นยังคงแพร่หลายอยู่แต่ในเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ อุปสรรคสำคัญในช่วงเวลานั้นที่ทำให้อาหารเอินดียไม่สามารถขยายวงกว้างไปสู่คนไทย เป็นเพราะการแบ่งแยกทางวัฒนธรรมที่คนไทยในยุคนั้นก็ยังไม่พร้อมจะเปิดรับคนอินเดียสักเท่าไหร่ การใช้ชีวิตของคนอินเดียในเวลานั้นพวกเขาต้องรู้จักวางตัว ทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด ออกสิทธิ์ออกเสียงให้น้อยที่สุด 

ครั้งหนึ่งเคยมีนักศึกษาไทยที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยทางด้านหลังของร้านเดินผ่านเข้ามาในตรอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน พวกเขาแสดงออกถึงความรังเกียจให้เห็นชัดเจนด้วยท่าทีของการเหยียด ไม่ว่าจะการวิ่งผ่านไปเร็วๆ หรือเอามือขึ้นมาปิดจมูกไว้ ปากก็พึมพำ “โอ๊ย แขกนี่เหม็นมากเลย แขกสกปรก” 

คำพูดหรือความรู้สึกของนักศึกษาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น บางทีก็บอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงความรู้สึกที่ถูกฝังชิพไว้ในหัวมาโดยตลอดว่าเมื่อพูดถึงแขกอินเดีย จะต้องเท่ากับเหม็น เท่ากับสกปรก

“พอได้ยินคำพูดแบบนั้นบ่อยๆ ซ้ำๆ คนอินเดียอย่างพวกเราก็พยายามทำความเข้าใจว่า อ้อ มันเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่แตกต่างนะ วัฒนธรรมการกินอยู่ของเรากับคนไทยไม่เหมือนกัน 

“เอาง่ายๆ อย่าง Ghee (น้ำมันเนยบริสุทธิ์) เอง คนไทยก็ไม่ได้ใช้ เวลาเห็นคนอินเดียเอามาใช้ทำอาหารก็ยี้ใส่ว่าน้ำมันเนยเนี่ยมันเหม็นมาก ทั้งๆ มันไม่ได้เหม็นอะไรเลย อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารทั้งนั้น ” 

เมื่อธุรกิจร้านอาหารอินเดียในเวลานั้นยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ร้านอาหารอินเดียจึงมีอยู่น้อยมาก พอว่างจากการทำอาหาร คนอินเดียจะมีเวลาเหลือในการไปนั่งประดิดประดอยทำขนม องค์ประกอบสำคัญในการบูชาเทพในช่วงเทศกาลต่างๆ คือขนมและดอกไม้ ยิ่งถ้าบูชาเทพด้วยขนมที่เทพแต่ละองค์โปรดด้วยแล้ว คนอินเดียจะรู้สึกว่าเป็นการถวายที่ครบสูตร อลังการสมเกียรติ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ความเชื่อเรื่องเทพที่แฝงอยู่ในข้าวของมันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วครับ สมัยก่อนที่ศาสนาฮินดูยังไม่มีเทวรูป เขาก็จะอุปมาอุปไมยกันด้วยข้าวของ เช่นเอากองทรายมาวางไว้เพื่อสมมติว่าเป็นเทพองค์นี้นะ เอาข้าวสารมาวางไว้อีกกองเพื่อบอกว่านี่คือตัวแทนของเทพอีกองค์นะ ทุกวันนี้ถึงจะมีเทวรูปแล้ว แต่คนอินเดียก็ยังคงใช้วิธีนี้กันอยู่ แม้แต่ก้อนดินที่ปั้นขึ้นมาก็เป็นสัญลักษณ์แทนเทพได้” 

ด้วยความแข็งแรงของสังคมชาวอินเดีย ทำให้ปัจจุบันอาหารอินเดียกลายเป็นที่นิยมทั่วโลก จากลูกค้าของร้าน Royal India พาหุรัด ที่เคยมีเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ ก็ขยายวงกว้างไปสู่ลูกค้าคนไทยที่ทำธุรกิจร่วมกับคนอินเดีย ลูกค้าชาวจีน นายห้างใหญ่ พนักงานการไฟฟ้านครหลวงเขตวัดเลียบ 

รวมไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาหารอินเดียของ Royal India เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างง่ายดาย คือลูกค้ากลุ่มนักเรียนไทยที่เคยไปเรียนที่ประเทศอินเดีย พอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยก็จะชวนเพื่อนชวนญาติที่ไม่เคยกินอาหารอินเดียมาก่อนมาทดลองกินอาหารอินเดียกันที่ร้านนี้ จนเกิดการบอกต่อ

ทุกวันนี้ แม้อาหารอินเดียจะหากินได้อย่างง่ายดาย มีให้เลือกหลายเกรดหลายราคา ทั้งในห้าง ตามโรงแรม หรือร้านอาหารมิชลินสตาร์ แต่ Royal India พาหุรัด ยังคงมีลูกค้าแน่นตลอด บางวันนี่ยืนต่อคิวไปจนถึงปากทางเข้าตรอกเลยก็มี และร้านนี้ยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในหนังสือไกด์บุ๊ก Lonely Planet มายาวนานเป็นสิบปี เลยทำให้นอกจากกลุ่มลูกค้าที่บอกมาในข้างต้นแล้ว ร้านอาหารอินเดียแห่งนี้ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย

  “เมื่อก่อนราคาหนังสือ Lonely Planet นี่ถือว่าแพงมาก หนักด้วย เวลาลูกค้าที่มาร้านเราจากหนังสือเล่มนี้ เขาจะจดที่อยู่ร้านใส่ไว้ในกระดาษ เดินถือกระดาษหนึ่งแผ่นติดตัวมาที่ร้าน”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ในวันที่อาหารอินเดียเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อคนอินเดียและอาหารอินเดียเองก็เปลี่ยนไป แทนที่จะวิ่งหนีด้วยความรู้สึกของคำว่าเหม็นหรือสกปรกแบบเมื่อก่อน ก็กลายเป็นว่าลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยนุ่งส่าหรี่แปะบินดิ (จุดแต้มสีแดงกลางหน้าผาก) เพื่อออกไปเช็กอินนั่งกินอาหารอินเดียเก๋ๆ ตามร้านอาหารอินเดียเจ้าดัง

ไก่ย่างทันดูรี (Tandoori Chicken) คือเมนูขึ้นชื่อ ที่ถ้านึกอะไรไม่ออกคนไทยก็มักจะนิยมสั่งอาหารจานนี้ มันคือไก่หมักเครื่องเทศนำไปย่างในเตาทันดูโดยเตาโอ่งชนิดนี้มีราคาถึงหลักแสน ส่วนน้ำมันเนยหรือกี (Ghee) ที่คนไทยเคยปฏิเสธ กลับกลายมาเป็นความต้องการของลูกค้าที่มีค่านิยมว่าถ้าร้านไหนใช้น้ำมันเนยดี ราคาแพง คุณภาพอาหารก็จะดีตาม

“เคยถามลูกค้าว่า แต่ก่อนทำไมคุณไม่ชอบน้ำมันเนย ทั้งๆ ที่ร้านเรานี่ใช้น้ำมันเนยราคากิโลกรัมละสี่ร้อยบาทเลยนะครับ พรีเมี่ยมมาก ลูกค้าบอกว่า ที่เขาไม่ชอบเพราะเห็นคนอื่นบอกต่อกันมาว่ามันเหม็น เขาก็เลยรู้สึกเหม็นตาม ไม่เห็นค่า จนพอได้ลองกินพวกแกงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเนยอย่างเปิดใจ เขาบอกว่า เฮ้ย มันมหัศจรรย์มาก ถึงบอกไงครับว่าอาหารอินเดียเนี่ยมันต้องลองถึงจะรู้ ฟังเขาเล่าว่ามันนึกไม่ออกหรอก 

“ปู่ผมเคยสอนเสมอว่า ร้านเราจะไม่แข่งกับใครด้วยการลดราคาหรือลดต้นทุนวัตถุดิบ เราขายอาหารด้วยจิตวิญญาณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่มีวันลดคุณภาพของเรา”

ปัจจุบัน Royal India มีทั้งหมด 4 สาขา สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และพาหุรัด แต่ถ้าจะกินให้ได้อารมณ์แบบกินไปก็นึกถึงร้านเก่าแก่ในหัวเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียไป ต้องตรงมาที่ Royal India สาขาพาหุรัดค่ะ ได้อารมณ์ที่สุด

Royal India

ถนนจักรเพชร 

โทรศัพท์ 0 2221 6565 (เปิดบริการ 10.00 – 22.00 น.) 

Facebook : Royal India

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

 ทำไมการส่ายหน้าของคนอินเดียถึงแปลว่าใช่ หรือเป็นเพียงเพราะคนอินเดียปฏิเสธคนไม่เป็น

ในช่วงของการสนทนา ถ้าคนอินเดียส่ายหน้า แปลว่า ใช่ 

คนอินเดียพยักหน้าก็แปลว่า ใช่ อีกเช่นกัน

แต่ถ้าคนอินเดียโยกหัวไปมา ก็อาจแปลความหมายได้ว่า ‘น่าจะ’

ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง
ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง

นี่มันอะไรกัน ทำไมคนอินเดียต้องใช้ท่าทางการส่ายหน้าและการโยกหัวเยอะขนาดนี้ และความหมายที่ซ่อนอยู่ในการส่ายหน้าและการโยกหัวเหล่านั้นของพวกเขา ก็เป็นความหมายที่สวนทางกับวัฒนธรรมการพยักหน้าเพื่อตอบรับหรือปฏิเสธของคนในชาติอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ทำไมการส่ายหน้าของคนอินเดียถึงแปลว่าใช่ มันเป็นแบบนั้นได้ยังไง

เอาอย่างนี้ดีกว่า ฉันขอลบทฤษฎีการตีความในท่าทางการพยักหน้าและการส่ายหัวของคนอินเดียที่คุณอาจเคยได้ยินมาทั้งหมด และใช้ประสบการณ์การเดินทางไปกลับอินเดียกว่า 30 ครั้งในรอบ 12 ปีของฉันพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วตอนนี้ฉันควรจะนั่งเขียนบทความนี้อยู่ที่ประเทศอินเดียตามแผนการเดินทางเดิม แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่ขณะนี้ ประเทศอินเดียมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นไปถึงอันดับ 3 ของโลกแล้ว และดูไม่มีทีท่าว่าจะไต่ระดับลงมาง่ายๆ เสียด้วย ระหว่างนี้ ในเมื่อไปอินเดียไม่ได้ ฉันก็เที่ยวพาหุรัดไปพลางๆ ก่อนแล้วกันนะ

ว่าด้วยเรื่องของการพยักหน้าและการส่ายหัวของคนอินเดียที่ในภาษาอังกฤษนิยมใช้คำว่า Indian Head Shake บ้าง Indian Head Bobble บ้าง หรือไม่ก็ Indian Head Nod บ้าง กับจังหวะการพยักหน้าและการส่ายหัวของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามจะตีความหมายของท่าทางเหล่านั้นว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ 

มีถึงขั้นตั้งสมมติฐานเท้าความกันไปถึงยุคอินเดียโบราณ ในสมัยนั้นเมืองเล็กเมืองน้อยล้วนถูกปกครองโดยมหาราชา ซึ่งมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้มักไม่ชอบฟังคำปฏิเสธ เลยทำให้ข้ารับใช้หรือผู้ที่อยู่ในวรรณะต่ำกว่าไม่กล้าปฏิเสธเรื่องใดกับมหาราชาของพวกเขา 

ฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีคำตอบของคำว่า ‘ไม่’ อยู่ในใจ แทนที่จะใช้วิธีส่ายหน้า พวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้เป็นวิธีโยกหัวจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้ายแทน เพื่อแสดงถึงความหมายของคำว่า ‘ยังไงก็ได้’ หรือ ‘แล้วแต่คุณ’ โดยการแสดงออกด้วยท่าทางเช่นนี้จะทำให้พวกเขาไม่ต้องถูกลงโทษ 

ขณะที่บางสมมติฐานก็อ้างว่า จริงๆ แล้วการส่ายหน้าหรือการโยกหัวของคนอินเดียเป็นวัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดมาจาก Traditional Indian Folk Dance ที่ได้รับการสืบทอดวิชากันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ โดยหนึ่งในทักษะของผู้เรียนที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนกันยาวนานเป็นปีๆ คือการโยกคอไปมาตามจังหวะของเสียงดนตรี ซึ่งการโยกคอเหล่านี้เองก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในที่สุด 

ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง
ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง

แต่ก็อย่างที่บอกล่ะว่าเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงสมมติฐานที่ใครต่อใครพยายามตั้งขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ ซึ่งเอาเข้าจริง ถ้าเรามีโอกาสได้เข้าไปนั่งอยู่ในวงสนทนาของคนอินเดียที่ประเทศอินเดียอยู่บ่อยๆ จะพบว่าการส่ายหน้าหรือการโยกหัวของคนอินเดียในวงสนทนาถือเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิต มันเป็นสิ่งที่ติดตัวพวกเขามาตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะตั้งแต่เกิดลืมตามา พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็โยกหัวในช่วงระหว่างการสนทนาให้ได้เห็นอยู่ตลอด อากัปกิริยาที่เกิดขึ้นเหล่านี้มันก็ค่อยๆ ซึมซับอยู่ในตัวเด็กกระทั่งจนเติบโต โดยฉันขอแบ่งการส่ายหน้าหรือการโยกหัวของคนอินเดียออกเป็น 4 ลักษณะที่เห็นอยู่บ่อยๆ 

แบบแรก การตอบรับด้วยการพยักหน้าที่แปลว่าใช่ เหมือนกับวัฒนธรรมอื่นๆ ทั่วไป

แบบที่ 2 การส่ายหน้าจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย เป็นท่าทางของการปฏิเสธว่า ‘ไม่ใช่’ 

แบบที่ 3 การโยกคอซ้ายขวาซ้ายขวาเป็นระยะในช่วงของการสนทนา ถือเป็นการแสดงออกให้คู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้ารับทราบว่า ‘ฉันกำลังฟังเธออยู่นะ’ หรือในบางครั้งก็อาจแปลว่า ‘ใช่’ ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของบทสนทนา

แบบที่ 4 การโยกคอซ้ายขวาซ้ายขวา คล้ายกำลังวาดรูปเลข 8 ที่ลากจากล่างขึ้นบนและบนลงล่าง แปลได้ว่า ‘อาจจะ’ หรือ ‘ก็น่าจะใช่นะ’

นอกจากการส่ายหน้าและการโยกหัวของคนอินเดียในช่วงระหว่างการสนทนาแล้ว ถ้าเราสังเกตบุคลิกลักษณะของคนอินเดียที่ประเทศอินเดียให้ดี จะพบว่าคนอินเดียที่นั่นยังใช้ภาษากายในการสื่อสารได้เต็มที่มาก ไม่ว่าจะดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองคู่สนทนาแบบเอาเป็นเอาตาย การเลิกคิ้วหรือการขมวดคิ้วไปตามอารมณ์ของเนื้อหาที่คู่สนทนากำลังเล่าให้ฟัง รวมไปถึงมือไม้ที่แสดงออกถึงปฏิกิริยาของการมีส่วนร่วมในเรื่องราวของบทสนทนาที่อยู่ตรงหน้า 

เหล่านี้ ล้วนบอกถึงความจริงจังของคนอินเดียในเรื่องการสื่อสารและการอธิบายความ มันคือความตั้งใจและความใส่ใจในการให้เวลากับคู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ หรือฟังตามมารยาท และข้อหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นอยู่บ่อยครั้ง คือคนอินเดียมักปฏิเสธไม่เป็น วิธีการเลี่ยงการปฏิเสธของพวกเขาจึงเป็นการโยกหัวในลักษณะของเลข 8 ที่ให้ความหมายของคำว่า ‘อาจจะ’ หรือ ‘ก็น่าจะใช่นะ’ 

ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง
ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง

และนักท่องเที่ยวหลายคนก็คงเคยมีประสบการณ์ของการถามทางจากคนอินเดียที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเรามักจะได้คำตอบผิดๆ อยู่เสมอ เอาเข้าจริง เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะตอบผิดหรอก แต่อย่างที่บอกว่าคนอินเดียที่นั่นโดยมากไม่ชอบปฏิเสธคน เขาเลยเลือกให้คำตอบกับเราแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าคำตอบที่ให้มานั้น มันอาจจะผิดก็ตาม

ตอบผิดยังมีโอกาสถูก ดีกว่าปฏิเสธที่จะไม่ตอบเลย

ในช่วงของการเขียนบทความนี้ ข้อมูลส่วนหนึ่งได้มาจากการสังเกตการณ์ในช่วงระหว่างการเดินทางในประเทศอินเดียของฉัน รวมไปถึงการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ฉันพบว่าวัฒนธรรมการส่ายหน้าและการโยกหัวของคนอินเดีย ระหว่างคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย กับคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเองก็ไม่เหมือนกันเลย 

คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจะพยักหน้าหรือโยกหัวด้วยความหมายเดียวกับคนไทยทั่วไป คือการพยักหน้ารับแปลว่า ใช่ การส่ายหน้าแปลว่า ไม่ใช่ รวมทั้งในช่วงของการสนทนา คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็จะไม่ได้ส่ายหน้าหรือโยกหัวถี่เท่ากับคนอินเดียที่อาศัยอยู่ที่ประเทศอินเดีย 

ซึ่งทั้งหมดทั้งปวง ล้วนเป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางสังคม เราโตมาในสังคมแบบไหน เราก็ถูกหล่อหลอมให้เป็นแบบนั้น เราใช้ชีวิตอยู่กับสังคมแบบไหนนานๆ เราก็จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไปตามสังคมนั้นๆ รวมไปถึงเรื่องของการใช้ภาษากายในการพยักหน้าและการโยกหัวในการตอบรับด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าการส่ายหน้าและจังหวะของการโยกหัวถี่ๆ ที่ให้คำตอบสวนทางกับชาติอื่นของคนอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในบุคลิกลักษณะและเสน่ห์ของคนอินเดีย ที่คนทั่วโลกมักหยิบมาพูดถึงเป็นอันดับแรกๆ อยู่เสมอ

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load