24 พฤศจิกายน 2563
9,216

เวลาที่เราผูกพันกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากๆ อย่างอินเดีย แม้ในช่วง COVID-19 ที่จะยังเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ แต่ความคิดถึงก็ยังทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง สั่งการสมองให้เราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมของชาวอินเดียในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่ต้องอะไรหรอก แค่การได้เดินไปแวะทักทายลูกสะใภ้คนเล็กของร้านอาหาร Royal India พาหุรัด ที่กำลังนั่งปั้นขนมอยู่อย่างขะมักเขม้น แค่นี้ก็ทำให้ฉันหายคิดถึงอินเดียได้สักอาทิตย์แล้ว 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

Royal India พาหุรัด เป็นร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของประเทศไทย เปิดกิจการมายาวนานกว่า 62 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยในช่วงของการแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งมาจนถึงรุ่นหลานซึ่งเป็นผู้สืบทอดกิจการในยุคปัจจุบัน 

“คุณแพท กินชาก่อนไหม”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

พี่เจนนี่ ลูกสะใภ้ชาวอินเดีย ทักทายฉัน เธอรู้ว่าฉันมาที่นี่ทีไรก็ต้องสั่งชาอินเดีย ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับพี่เจนนี่มายาวนานตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ วันแรกที่มาเจอร้านนี้ ต้องบอกว่าฉันเดินหลงเข้ามา จนวันนี้ฉันกลับมาที่ Royal India เป็นครั้งที่ 4 แล้ว บางทีกลับมาก็ไม่ได้มานั่งกินอาหารอะไรหรอกนะ แค่มานั่งพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป ซึ่งฉันพบว่าตัวเองมักจะได้รับความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีของชาวอินเดียติดตัวกลับบ้านไปทุกครั้ง

“ขนมนี่เขาเรียกราสมาลัย (Rasmalai) อันนี้ทำยากมากนะ ทุกขั้นตอนต้องดูแลเรื่องอุณหภูมิ เวลาลูกค้าซื้อกลับบ้าน อย่างแรกต้องถามก่อนเลยว่าบ้านอยู่ไกลไหม ถ้าไกลต้องใส่น้ำแข็งแห้งเข้าไปด้วย ขนมอินเดียเกือบทุกชนิดจะทำจากนมสด คนอินเดียชอบกินราสมาลัยหลังอาหาร เดี๋ยวนี้ลูกค้าคนไทยก็นิยมกินกัน” 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ทุกครั้งที่มาร้านนี้ ฉันจะเห็นพี่เจนนี่นั่งปั้นขนมอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าร้านเป็นประจำ ขนมอินเดียร้านนี้ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ใช้สารปรุงแต่ง รุ่นคุณปู่ผู้ก่อตั้งสอนลูกหลานเอาไว้ว่า การใช้วัตถุดิบที่ดีเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ขนมอินเดียแต่ละชนิดใช้ในการบูชาเทพแต่ละองค์ต่างกันไป ความเชื่อทางศาสนานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ในอดีตกาลว่า ความยินดีในช่วงเทศกาลต้องอยู่คู่กับความหวานของขนม

จิม-ภาคภูมิ แมรา เป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้าน ครอบครัวนี้มีลูกชายลูกสาวทั้งหมดรวม 5 คน คุณจิมเป็นลูกคนเดียวที่เรียนหนังสือในโรงเรียนไทยมาโดยตลอด ขณะที่พี่ๆ ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอินเดียกันหมด เพราะพ่อแม่ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็อยากให้มีลูกสักคนในครอบครัวใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อเป็นทักษะไว้ติดต่อสื่อสารในเรื่องราวของธุรกิจและเพื่อติดต่อกับราชการ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

คุณจิมพูดถึงความสัมพันธ์ของคนอินเดียตั้งแต่ยุคสมัยเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วซึ่งเป็นรุ่นคุณปู่ว่า ไม่ว่าคนอินเดียจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม พวกเขาเชื่อมโยงถึงกันได้หมด มีเครือข่ายอยู่ในทุกๆ ที่ คนอินเดียทั้งโลกคือครอบครัวเดียวกัน 

“สมัยอินเดียแบ่งแยกกับปากีสถานในช่วงสงครามโลก คุณปู่ผมซึ่งดั้งเดิมเป็นคนจากเมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน กับเพื่อนๆ รวมตัวกันและตัดสินใจว่า เอาล่ะ พวกเราจะต้องย้ายถิ่นฐานแล้วนะ ไปตายเอาดาบหน้า ก็พากันนั่งเรือจากอินเดียมาลงที่ท่าเรือในปีนัง จากปีนังบางกลุ่มก็เลือกที่จะไปลงต่อที่ประเทศสิงคโปร์ บางกลุ่มก็บอก เฮ้ย เราขึ้นไปอยู่ที่สยามกันดีกว่า 

“ในระหว่างที่ล่องเรือมาใครชอบภูมิประเทศตรงไหนก็หยุดลงเรือกันตรงนั้น ล่องมาเรื่อยตั้งแต่จังหวัดยะลาจนมาถึงกรุงเทพฯ ช่วยกันมองหาทำเลเพื่อปักหลัก ทำเลที่ดีสำหรับคนอินดียอย่างแรกคือต้องอยู่ใกล้วัด คนอินเดียในยุคนั้นพอเข้ามาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาเทวรูปไปตั้งวางไว้ยังที่ใดที่หนึ่งของชุมชน เพื่อสร้างอาณาเขตของพื้นที่เทวสถาน สำหรับใช้ในการทำกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน 

“คุณปู่กับเพื่อนๆ มาตั้งต้นชีวิตในละแวกดิโอลด์สยาม เพื่อนบางคนก็ไปอยู่กันตรงสำเพ็งทางด้านหลังเยาวราช มันเลยเกิดเป็นสังคมของคนอินเดียในละแวกนี้ที่รู้จักกันหมด และแน่นอน คนอินเดียอยู่ที่ไหนเรื่องของการทำอาหารอินเดียที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศก็ต้องตามมา”

ภายหลังจากคุณปู่และเพื่อนๆ ได้มาลงหลักปักฐานที่ใกล้ๆ ดิโอลด์สยามแล้ว ต่างคนต่างก็มองหาสัมมาอาชีพที่จะใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ระหว่างมองหางาน เพื่อนๆ ในกลุ่มรวมทั้งคุณปู่ก็สลับกันทำอาหารอินเดียมาแบ่งปันกันกิน 

ด้วยความที่ฝีมือทำอาหารของคุณปู่โดดเด่นเป็นพิเศษกว่าใคร เพื่อนๆ เลยทักคุณปู่ว่าทำไมไม่ลองขายอาหารอินเดียล่ะ อย่างน้อยถ้าไม่มีใครซื้อเลย ก็เอามาขายในหมู่เพื่อนฝูงกันเองนี่ล่ะ เพื่อนๆ จะได้มีอาหารอินเดียอร่อยๆ กินทุกมื้อ 

คุณปู่เริ่มทำอาหารอินเดียขายกันเองในหมู่เพื่อนฝูง ใส่กล่องใส่ปิ่นโตนำไปส่งตามบ้าน พัฒนามาเป็นการขายอาหารอินเดียแบบหาบเร่ สร้างครอบครัวมีลูก จนวันหนึ่งได้มาเจอพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Royal India พาหุรัด ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดซิกข์ ทำเลดีมาก เพราะลองอยู่ใกล้วัดแล้วยังไงก็ต้องมีคนมากิน

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ยุคคุณปู่คือยุคเริ่มต้นของการเข้ามาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยของคนอินเดีย อาหารอินเดียมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมชาวอินเดียให้เกิดความสัมพันธ์ที่แนบแน่น เทศกาลอินเดียเองก็มีสารพัด พอถึงหน้าเทศกาลทีคนก็จะมาสั่งอาหารจากปู่ ยุคนั้นอาหารอินเดียอร่อยๆ หากินยากมาก ตามโรงแรมก็ยังไม่มีบริการ 

“ผมจำภาพได้แม่นเลย เวลาปู่หุงข้าวในช่วงเทศกาลที โอ้โห หม้อข้าวนี่ใหญ่ขนาดหุงให้คนเป็นพันคนกิน หลังคุณปู่สร้างพื้นฐานทางธุรกิจไว้แข็งแรงแล้ว คุณพ่อผมก็ค่อยๆ เข้าดูแลสืบทอดต่อ ตอนนั้นพวกพี่ๆ ผมถูกส่งไปเรียนที่อินเดียกันหมด เวลาหลานๆ ไปอยู่ที่อินเดีย คุณปู่ก็จะตามไปดูแล แกจะอยู่ที่เมืองไทยหกเดือน ที่อินเดียหกเดือน ส่วนพ่อผมก็ดูแลกิจการทางนี้ไป 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ตัวผมเป็นคนเดียวในตระกูลที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยมาตลอด เข้าใจภาษาไทย รู้จักนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี เอาง่ายๆ ว่าญาติผมทุกคนที่อยู่เมืองไทย ผมเป็นคนพาไปทำบัตรประชาชนทั้งหมด”

30 กว่าปีก่อน ในวันที่คุณพ่อคุณจิมเข้ามาดูแลกิจการร้านอาหารแบบเต็มตัว ตลาดอาหารอินเดียในยุคนั้นยังคงแพร่หลายอยู่แต่ในเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ อุปสรรคสำคัญในช่วงเวลานั้นที่ทำให้อาหารเอินดียไม่สามารถขยายวงกว้างไปสู่คนไทย เป็นเพราะการแบ่งแยกทางวัฒนธรรมที่คนไทยในยุคนั้นก็ยังไม่พร้อมจะเปิดรับคนอินเดียสักเท่าไหร่ การใช้ชีวิตของคนอินเดียในเวลานั้นพวกเขาต้องรู้จักวางตัว ทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด ออกสิทธิ์ออกเสียงให้น้อยที่สุด 

ครั้งหนึ่งเคยมีนักศึกษาไทยที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยทางด้านหลังของร้านเดินผ่านเข้ามาในตรอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน พวกเขาแสดงออกถึงความรังเกียจให้เห็นชัดเจนด้วยท่าทีของการเหยียด ไม่ว่าจะการวิ่งผ่านไปเร็วๆ หรือเอามือขึ้นมาปิดจมูกไว้ ปากก็พึมพำ “โอ๊ย แขกนี่เหม็นมากเลย แขกสกปรก” 

คำพูดหรือความรู้สึกของนักศึกษาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น บางทีก็บอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงความรู้สึกที่ถูกฝังชิพไว้ในหัวมาโดยตลอดว่าเมื่อพูดถึงแขกอินเดีย จะต้องเท่ากับเหม็น เท่ากับสกปรก

“พอได้ยินคำพูดแบบนั้นบ่อยๆ ซ้ำๆ คนอินเดียอย่างพวกเราก็พยายามทำความเข้าใจว่า อ้อ มันเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่แตกต่างนะ วัฒนธรรมการกินอยู่ของเรากับคนไทยไม่เหมือนกัน 

“เอาง่ายๆ อย่าง Ghee (น้ำมันเนยบริสุทธิ์) เอง คนไทยก็ไม่ได้ใช้ เวลาเห็นคนอินเดียเอามาใช้ทำอาหารก็ยี้ใส่ว่าน้ำมันเนยเนี่ยมันเหม็นมาก ทั้งๆ มันไม่ได้เหม็นอะไรเลย อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารทั้งนั้น ” 

เมื่อธุรกิจร้านอาหารอินเดียในเวลานั้นยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ร้านอาหารอินเดียจึงมีอยู่น้อยมาก พอว่างจากการทำอาหาร คนอินเดียจะมีเวลาเหลือในการไปนั่งประดิดประดอยทำขนม องค์ประกอบสำคัญในการบูชาเทพในช่วงเทศกาลต่างๆ คือขนมและดอกไม้ ยิ่งถ้าบูชาเทพด้วยขนมที่เทพแต่ละองค์โปรดด้วยแล้ว คนอินเดียจะรู้สึกว่าเป็นการถวายที่ครบสูตร อลังการสมเกียรติ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ความเชื่อเรื่องเทพที่แฝงอยู่ในข้าวของมันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วครับ สมัยก่อนที่ศาสนาฮินดูยังไม่มีเทวรูป เขาก็จะอุปมาอุปไมยกันด้วยข้าวของ เช่นเอากองทรายมาวางไว้เพื่อสมมติว่าเป็นเทพองค์นี้นะ เอาข้าวสารมาวางไว้อีกกองเพื่อบอกว่านี่คือตัวแทนของเทพอีกองค์นะ ทุกวันนี้ถึงจะมีเทวรูปแล้ว แต่คนอินเดียก็ยังคงใช้วิธีนี้กันอยู่ แม้แต่ก้อนดินที่ปั้นขึ้นมาก็เป็นสัญลักษณ์แทนเทพได้” 

ด้วยความแข็งแรงของสังคมชาวอินเดีย ทำให้ปัจจุบันอาหารอินเดียกลายเป็นที่นิยมทั่วโลก จากลูกค้าของร้าน Royal India พาหุรัด ที่เคยมีเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ ก็ขยายวงกว้างไปสู่ลูกค้าคนไทยที่ทำธุรกิจร่วมกับคนอินเดีย ลูกค้าชาวจีน นายห้างใหญ่ พนักงานการไฟฟ้านครหลวงเขตวัดเลียบ 

รวมไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาหารอินเดียของ Royal India เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างง่ายดาย คือลูกค้ากลุ่มนักเรียนไทยที่เคยไปเรียนที่ประเทศอินเดีย พอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยก็จะชวนเพื่อนชวนญาติที่ไม่เคยกินอาหารอินเดียมาก่อนมาทดลองกินอาหารอินเดียกันที่ร้านนี้ จนเกิดการบอกต่อ

ทุกวันนี้ แม้อาหารอินเดียจะหากินได้อย่างง่ายดาย มีให้เลือกหลายเกรดหลายราคา ทั้งในห้าง ตามโรงแรม หรือร้านอาหารมิชลินสตาร์ แต่ Royal India พาหุรัด ยังคงมีลูกค้าแน่นตลอด บางวันนี่ยืนต่อคิวไปจนถึงปากทางเข้าตรอกเลยก็มี และร้านนี้ยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในหนังสือไกด์บุ๊ก Lonely Planet มายาวนานเป็นสิบปี เลยทำให้นอกจากกลุ่มลูกค้าที่บอกมาในข้างต้นแล้ว ร้านอาหารอินเดียแห่งนี้ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย

  “เมื่อก่อนราคาหนังสือ Lonely Planet นี่ถือว่าแพงมาก หนักด้วย เวลาลูกค้าที่มาร้านเราจากหนังสือเล่มนี้ เขาจะจดที่อยู่ร้านใส่ไว้ในกระดาษ เดินถือกระดาษหนึ่งแผ่นติดตัวมาที่ร้าน”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ในวันที่อาหารอินเดียเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อคนอินเดียและอาหารอินเดียเองก็เปลี่ยนไป แทนที่จะวิ่งหนีด้วยความรู้สึกของคำว่าเหม็นหรือสกปรกแบบเมื่อก่อน ก็กลายเป็นว่าลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยนุ่งส่าหรี่แปะบินดิ (จุดแต้มสีแดงกลางหน้าผาก) เพื่อออกไปเช็กอินนั่งกินอาหารอินเดียเก๋ๆ ตามร้านอาหารอินเดียเจ้าดัง

ไก่ย่างทันดูรี (Tandoori Chicken) คือเมนูขึ้นชื่อ ที่ถ้านึกอะไรไม่ออกคนไทยก็มักจะนิยมสั่งอาหารจานนี้ มันคือไก่หมักเครื่องเทศนำไปย่างในเตาทันดูโดยเตาโอ่งชนิดนี้มีราคาถึงหลักแสน ส่วนน้ำมันเนยหรือกี (Ghee) ที่คนไทยเคยปฏิเสธ กลับกลายมาเป็นความต้องการของลูกค้าที่มีค่านิยมว่าถ้าร้านไหนใช้น้ำมันเนยดี ราคาแพง คุณภาพอาหารก็จะดีตาม

“เคยถามลูกค้าว่า แต่ก่อนทำไมคุณไม่ชอบน้ำมันเนย ทั้งๆ ที่ร้านเรานี่ใช้น้ำมันเนยราคากิโลกรัมละสี่ร้อยบาทเลยนะครับ พรีเมี่ยมมาก ลูกค้าบอกว่า ที่เขาไม่ชอบเพราะเห็นคนอื่นบอกต่อกันมาว่ามันเหม็น เขาก็เลยรู้สึกเหม็นตาม ไม่เห็นค่า จนพอได้ลองกินพวกแกงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเนยอย่างเปิดใจ เขาบอกว่า เฮ้ย มันมหัศจรรย์มาก ถึงบอกไงครับว่าอาหารอินเดียเนี่ยมันต้องลองถึงจะรู้ ฟังเขาเล่าว่ามันนึกไม่ออกหรอก 

“ปู่ผมเคยสอนเสมอว่า ร้านเราจะไม่แข่งกับใครด้วยการลดราคาหรือลดต้นทุนวัตถุดิบ เราขายอาหารด้วยจิตวิญญาณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่มีวันลดคุณภาพของเรา”

ปัจจุบัน Royal India มีทั้งหมด 4 สาขา สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และพาหุรัด แต่ถ้าจะกินให้ได้อารมณ์แบบกินไปก็นึกถึงร้านเก่าแก่ในหัวเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียไป ต้องตรงมาที่ Royal India สาขาพาหุรัดค่ะ ได้อารมณ์ที่สุด

Royal India

ถนนจักรเพชร 

โทรศัพท์ 0 2221 6565 (เปิดบริการ 10.00 – 22.00 น.) 

Facebook : Royal India

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

 สมัยเด็กๆ สงสัยอยู่ตลอดว่าทำไมเวลาพูดถึงแขกอินเดีย อาชีพแรกๆ ในสมัยก่อนที่คนมักจะพูดถึงต้องเป็นอาชีพคนขายถั่ว และแขกขายถั่วทุกเจ้าก็จะมากับชุดเสื้อกล้าม ใส่คู่กับผ้าโสร่ง เทินโต๊ะขายถั่วพร้อมอุปกรณ์และถั่วสารพัดชนิดไว้บนหัวออกเดินขาย ยิ่งถ้าแขกคนไหนมีพุงด้วยนี่ ใช่เลย บุคลิกจะยิ่งโดดเด่น

ตัวฉันเองโตมาในบ้านของปู่ย่า ที่บ้านหลังนั้นจะมียามเฝ้าบ้านเป็นคนอินเดีย คนที่บ้านเราเรียกแกว่าบาบู บาบูในภาษาฮินดี เป็นสรรพนามใช้แทนคำว่าคุณ (Mister)

บาบูเป็นชาวอินเดียที่พุงใหญ่มาก แลดูเหมือนคนตั้งท้องใกล้คลอดตลอดเวลา แกชอบใส่เสื้อกล้ามสีขาวมีรูขาดเล็กน้อยพอให้เห็นประสบการณ์โชกโชนของการใช้ชีวิตผ่านเสื้อกล้ามตัวนั้น คู่กับผ้าโสร่งลายสก็อต สวมรองเท้าแตะคีบ บางทีก็เดินเท้าเปล่า หน้าที่หลักของบาบูคือเป็นยามเฝ้าบ้านในช่วง 6 โมงเย็นไปถึง 7 โมงเช้า และเป็นที่รู้กันดีในครอบครัวของเราว่าทุกคืนที่บาบูเฝ้ายาม แกจะแอบหลับ เพราะอีกจ๊อบในช่วงเวลากลางวันของแกคือออกไปขายถั่ว

สมัยนั้น ฉันชอบแกล้งบาบูด้วยการย่องไปที่ป้อมยามตอนบาบูหลับ เอาด้ามไม้กวาดฟาดลงไปที่ผนังป้อมยามรัวๆ สามสี่ครั้ง บาบูจะตกใจพรวดพราดลุกขึ้นมาหน้าตาตื่นเพราะนึกว่าขโมยขึ้นบ้าน แต่พอหันมาเห็นเป็นฉันเท่านั้นล่ะ แกจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทุกครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกลัวว่าฉันจะเอาไปฟ้องย่าว่าแกแอบหลับ

พอเช้ามา หลังหมดกะเฝ้ายาม บาบูจะหายตัวไปอย่างรวดเร็วเหมือนนินจา

“กลางคืนก็หลับ เช้ามาก็หายตัว สงสัยจะรีบไปขายถั่วน่ะสิ”

เสียงบ่นของย่าดังมาจากในครัว ขณะตะโกนตามหาบาบูช่วงใกล้ 7 โมงเช้า แต่บาบูไม่อยู่แล้ว

เวลากลับมาเฝ้ายามที่บ้านในช่วงเวลา 6 โมงเย็น บาบูจะเดินมากับโต๊ะไม้ขนาดเล็กที่ยกเทินไว้บนหัว บนโต๊ะนั้นจะถูกแบ่งเป็นช่องๆ ไว้สำหรับจัดแยกประเภทของถั่ว ทุกเย็นหลังกลับมาจากโรงเรียน ฉันจะชอบไปซื้อถั่วของบาบูที่แกยังขายไม่หมดมากิน โดยเฉพาะถั่วทองโรยเกลือนี่ชอบมาก (ถั่วเขียวที่เลาะเปลือกออกแล้ว) เวลาซื้อ บาบูจะใช้ช้อนสังกะสีตักถั่วทองใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ ให้ฉัน แกแถมให้ประจำเพราะเห็นเป็นลูกหลานเจ้าของบ้าน

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ในช่วงหัวค่ำไปจนถึง 4 ทุ่มคือช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ป้อมยามจะครึกครื้นมาก เพื่อนๆ ชาวอินเดียของบาบูจะแวะมานั่งสังสรรค์กันเป็นประจำด้วยความสงบเสงี่ยม และย่าก็ไม่ได้ว่าอะไร ย่าบอกว่าดีสิ มีเพื่อนมาเยอะๆ จะได้ช่วยกันเฝ้ายาม บาบูจะได้ไม่หลับ ในช่วง 10 ปีที่บาบูเป็นยามเฝ้าบ้านให้มีขโมยเข้าบ้าน 5 – 6 ครั้งได้ แต่ก็ไม่ได้เอาอะไรไปมาก เป็นการขโมยของจากรอบนอกตัวบ้าน ไม่ได้งัดแงะเข้ามาด้านในของที่พักอาศัย เวลามีเหตุการณ์ของหาย ย่าก็จะเรียกบาบูมาด่าเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านว่าไม่รู้จักเฝ้ายามให้ดี แต่ย่าก็ไม่เคยคิดจะไล่บาบูออก เพราะสำหรับย่าแล้ว การจ้างแขกเฝ้ายามคุ้มกว่าจ้างยามจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ราคาค่าจ้างถูกกว่าเยอะ

ในช่วงที่ฉันเริ่มสนใจประเทศอินเดียและเดินทางเข้าออกประเทศนี้ตกปีละ 2 – 3 ครั้ง ฉันพบว่าอาชีพแขกเดินขายถั่วที่ประเทศอินเดียเองก็ไม่ได้เป็นอาชีพยอดฮิตอะไร คือมีให้เห็นตามท้องถนนบ้างล่ะแต่น้อยมากๆ และไม่ใช่ทุกเมือง ส่วนใหญ่ถ้าคนอินเดียอยากกินถั่ว เขาจะเข้าไปซื้อที่ตลาดหรือซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง

อินเดียถือเป็นประเทศที่มีประชากรกินมังสวิรัติเยอะมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถั่วเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของคนอินเดียเพราะเป็นแหล่งโปรตีน อย่างถั่วลูกไก่ (Chick Pea) ที่เอาไปทำแกงถั่ว กินคู่กับนานหรือโรตี ถือเป็นถั่วที่ให้พลังงานสูงกว่าถั่วประเภทอื่นๆ หรือแกงดาล (แกงกะหรี่ถั่ว) ซึ่งมีส่วนผสมของถั่วเลนทิลก็ถือเป็นเมนูสามัญประจำบ้านของคนอินเดียที่อย่างน้อยหนึ่งมื้อต่อวัน จะต้องมีอยู่บนโต๊ะอาหาร

ปัจจุบัน แขกขายถั่วในประเทศไทยเองแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว โดยคนอินเดียเหล่านี้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนศตวรรษที่ 19 มันคือช่วงเวลาของการอพยพย้ายถิ่นฐานสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ เรื่องของแขกขายถั่วไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจ แต่ระหว่างเส้นทางชีวิตของการขายถั่ว มันยังเป็นเรื่องราวของวัฒนธรรมการกิน ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนอินเดีย

เบอร์นาร์ด ถั่วในตำนาน มาธรรมศาสตร์ไม่เจอลุงเบอร์นาร์ด แปลว่ามาไม่ถึง

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ลุงเบอร์นาร์ด ชาวอินเดียจากเมืองโกรักคปูร์ รัฐอุตตรประเทศ นั่งขายถั่วอยู่ที่ประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มายาวนาน 52 ปีแล้ว โดยเริ่มขายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511

ปู่ของลุงเบอร์นาร์ดพาสมาชิกครอบครัวเดินทางย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนลุงเบอร์นาร์ดอายุ 23 ปี จนปัจจุบัน ลุงเบอร์นาร์ดอายุ 75 ปี ความตั้งใจของปู่ในสมัยนั้น คืออยากเข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทยด้วยการประกอบอาชีพเลี้ยงวัวแถวทุ่งร้างบริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อเอานมไปขาย จนต่อมาพอถูกทางการไล่ที่ ปู่และพ่อก็เลยต้องมองหาวิธีทำมาหากินในรูปแบบอื่น

พ่อของลุงเบอร์นาร์ดหันมาจับอาชีพขายถั่ว นั่งขายประจำอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป จนวันหนึ่งลุงเบอร์นาร์ดก็เดินตามรอยพ่อ ลุกขึ้นมาขายถั่วบ้าง โดยเริ่มจากการเช่าพื้นที่ตั้งโต๊ะขายถั่วที่ประตูทางเข้าด้านหน้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เสียค่าเช่าเดือนละ 50 บาท สมัยก่อนเวลามาขาย ลุงจะเทินโต๊ะไม้ไว้บนหัว เดินเท้าจากบ้านแถวสะพานพระปิ่นเกล้ามาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกว่าสมัยแรกๆ ที่มาขาย จะทิ้งโต๊ะไม้ไว้ที่มหาวิทยาลัยก็กลัวหาย เลยต้องใช้วิธีขนไปขนกลับ ต่อมาพออายุเยอะขึ้น นักศึกษาเห็นสภาพแกแล้วก็สงสาร เลยช่วยต่อโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ขึ้นให้ลุงเบอร์นาร์ดสำหรับเก็บไว้ที่มหาวิทยาลัย พร้อมติดล้อให้ด้วยเพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้าย แถมมีสติกเกอร์โลโก้หน้าลุงเบอร์นาร์ดติดไว้ที่ข้างโต๊ะ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

“สติกเกอร์นี่ นักศึกษาที่จบไปเป็นทนายเขาทำให้ ตอนทำเขาทำมาสองร้อยแผ่น แจกนักศึกษาไปหมดแล้ว”

แต่ก่อน ลุงเบอร์นาร์ดพูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยคอยสอนภาษาให้แกผ่านการนับเลขด้วยนิ้ว หนึ่งสองสามสี่ เวลาผ่านไป ลุงเบอร์นาร์ดก็พูดและฟังภาษาไทยได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงหนึ่งลุงเบอร์นาร์ดเคยถูกมหาวิทยาลัยขอที่คืน ไม่ให้ตั้งโต๊ะถั่วขาย นักศึกษาก็รวมตัวเขียนจดหมายไปยื่นให้คณบดีเซ็นอนุมัติ เลยทำให้ลุงเบอร์นาร์ดได้ขายถั่วต่อ ถามลุงว่าทำไมนักศึกษาที่นี่ถึงชอบช่วยลุงนัก ลุงตอบสั้นๆ

 “ก็เขารักเรา”

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ลุงเบอร์นาร์ดก็ใส่โสร่งเหมือนบาบูแขกเฝ้ายามที่บ้านฉันนั่นล่ะ แต่ทำไปทำมาก็ต้องเปลี่ยนเครื่องแบบ เพราะการใส่โสร่งขายถั่ว มันไม่ง่ายเลยสำหรับการใช้ชีวิต

“ใส่โสร่งทีไรหมามันเห่าไม่หยุด แต่ก่อนหมาในมหาวิทยาลัยเต็มเลย”

ในช่วงแรกเริ่มธุรกิจ ถั่วที่ลุงเบอร์นาร์ดขายจะมีถั่วเคลือบน้ำตาล ถั่วทอง ถั่วลิสง ถั่วปากอ้า ถั่วลันเตาเคลือบ โดยขายใส่ถุงกระดาษเล็กๆ ในราคาถุงละ 50 สตางค์ ก่อนที่จะเพิ่มราคาขึ้นมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันขายในราคา 20 บาทต่อถุง

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ทุกวันนี้ของลุงเบอร์นาร์ด ลุงจะนั่งขายถั่วที่ประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 11 โมงเช้าไปจน 6 โมงเย็น จากนั้นพอ 6 โมงเย็นไปถึง 6 โมงเช้า ลุงจะไปเฝ้ายามต่อที่โรงพิมพ์สามเจริญพาณิชย์ตรงจรัญสนิทวงศ์ ฟังตารางชีวิตของลุงแล้วก็งงว่าแล้วลุงเอาเวลาตอนไหนนอน

“บางทีก็มานั่งหลับเอาตอนขายถั่วนั่นล่ะ เดี๋ยวพอนักศึกษาจะซื้อถั่ว เขาก็ปลุกเอง”

สำหรับฉัน ชื่อเบอร์นาร์ดเป็นชื่อที่แปลกมากสำหรับการตั้งชื่อคนอินเดีย เพราะเท่าที่รู้จักคนอินเดียมาก็ยังไม่เคยเจอใครใช้ชื่อนี้เลย พูดถึงชื่อผู้ชายอินเดีย ชื่อที่จะแวบขึ้นมาในหัวทันทีก็จะประมาณอรัญ ราจ หรือไม่ก็สิงห์ สิงห์นี่เจอถี่มาก เคยมีบางวันเดินอยู่ในอินเดีย ฉันเคยเจอคนชื่อสิงห์ในวันเดียวกันถึง 4 คน

ลุงว่าชื่อเบอร์นาร์ดเป็นชื่อที่พ่อแม่ลุงตั้งให้ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าพ่อลุงตั้งใจตั้งชื่อนี้ให้เป็นชื่อแบบคนอังกฤษ พอถามถึงความหมาย ลุงบอก “เบอร์นาร์ดแปลว่าผี” อันนี้ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินนี่ล่ะ และจริงๆ ฉันว่าลุงต้องมีชื่ออินเดียอีกชื่อสิ แต่แกอาจจะขี้เกียจบอก 

ก่อนกลับ ฉันอุดหนุนถั่วของลุงเบอร์นาร์ด ถั่วทองบนโต๊ะไม้ของลุงทำให้ฉันนึกถึงบาบู ป่านนี้ไม่รู้บาบูไปอยู่ที่ไหนของโลกแล้ว ตลอดเวลาที่นั่งคุยกับลุงเบอร์นาร์ด ฉันสังเกตเห็นนักศึกษาที่เดินผ่านไปมา แม้ใครจะไม่แวะซื้อถั่วก็ต้องชำเลืองสบสายตากับลุงเพื่อเป็นการทักทาย

“ลุงแกเป็นคนดัง พวกนักศึกษาที่เรียนจบไปแล้ว เวลากลับเยี่ยมมหาลัยก็ต้องแวะมาถ่ายรูปกับแก ลุงเบอร์นาร์ดเนี่ยเป็นปูชนียบุคคลนะ” คุณป้าแม่บ้านที่กำลังกวาดพื้นอยู่ ส่งเสียงออกความเห็น

บังแจ๋ว ตำนานถั่วทอดโบราณเตาถ่านกระทะเหล็ก เจ้าเดียวบนถนนดินสอ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

‘บังแจ๋ว’ เป็นชื่อที่ลูกค้าซึ่งรู้จักเจ้าของร้านถั่วทอดโบราณเจ้านี้มายาวนานใช้เรียกกัน คำว่าบัง จริงๆ เป็นภาษามลายู แปลว่าพี่ชาย

บังแจ๋วเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย พ่อของบังมาจากเมืองโกรักคปูร์ เมืองเดียวกับครอบครัวของลุงเบอร์นาร์ด พอมาเจอกับแม่ซึ่งเป็นชาวนนทบุรี ทั้งสองก็แต่งงานกัน

“พ่อผมเป็นคนสู้ชีวิตนะ ตอนแกมาเห็นเมืองไทยแกบอกเอาล่ะแกไม่อดตายแล้ว อยู่อินเดียมันยากจน แต่เมืองไทยมีทุกอย่าง มีต้นไม้มีความอุดมสมบูรณ์ และคนไทยก็มีน้ำใจ”

 ในช่วงที่อินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ พ่อของบังแจ๋วถูกเกณฑ์เป็นทหารให้เข้ามายังประเทศไทยผ่านเส้นทางของประเทศพม่า จนเมื่อสงครามยุติ อังกฤษก็ส่งพ่อของบังแจ๋วกลับไปอยู่ที่ประเทศอินเดีย แต่ด้วยความที่พ่อติดใจเมืองไทยมาก พ่อรู้สึกว่าประเทศนี้ล่ะจะเป็นหมุดหมายของครอบครัวในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พ่อก็เลยทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองได้พาครอบครัวกลับเข้ามายังประเทศไทยอีกครั้ง

“จบสงคราม เขาส่งพ่อกลับไปอินเดีย พ่อก็ดั้นด้นกลับมาเมืองไทยเอง นั่งเรือหาปลาออกมาจากทางโกลกาตา เบียดกันมาในเรือเหมือนพวกโรฮีนจานั่นล่ะ ใช้วิธีลงที่แม่สอดและเดินเท้าต่อมาที่กรุงเทพฯ กลางคืนเดินกลางวันนอน เพราะกลางวันมันร้อนเดินไม่ได้ ใช้เวลาเดินทั้งหมดเป็นสิบวัน ลำบากมาก แต่ก็ต้องยอมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แล้วคนคนหนึ่งไม่ได้เลี้ยงแค่ตัวเองนะ ต้องหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว รุ่นพ่อผมที่เข้ามาด้วยกันตอนนั้นมีร้อยกว่าคน”

พ่อบังแจ๋วไปทำงานเป็นแขกขายผ้า เดินแบกผ้าเป็นพับๆ ขายอยู่ที่พาหุรัด ขายไปขายมารายได้ไม่ค่อยดี พ่อเลยเปลี่ยนไปทำอาชีพยอดฮิตคือเป็นแขกเฝ้ายาม

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

“ก็จะให้ทำอะไรล่ะ คนอินเดียเข้ามาเมืองไทยสมัยนั้น อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มันก็มีอยู่ไม่กี่อาชีพหรอกที่จะทำได้”

หลังออกจากอาชีพเฝ้ายาม พ่อบังแจ๋วหันมาขายถั่ว เทินโต๊ะขายถั่วไว้บนหัวเดินขายตามถนนในเยาวราช จนต่อมาก็ย้ายไปขายประจำที่หน้าโรงเรียนอำนวยศิลป์ วันหนึ่งอายุเยอะขึ้นเดินขายไม่ไหว ก็เอาเงินที่ออมไว้ในช่วงหลายปีมาลงทุนเช่าตึกบนถนนดินสอไว้พักอาศัยและต่อมาก็เปิดเป็นร้านขายถั่ว

“แต่ก่อน ตึกแถวนี้มันถูกกั้นเป็นคอกๆ หมดเลยนะเพื่อเอาไว้พักม้า เป็นที่ผูกรถม้าสำหรับเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาวัดบวรฯ จนช่วงที่เมืองไทยเริ่มมีรถยนต์ พระองค์ก็พระราชทานที่ดินคืนให้กับวัดบวรฯ พวกอาคารพาณิชย์ให้เช่าก็ถูกสร้างขึ้น ค่าเช่าสมัยนั้นเดือนละบาทเอง”

บังแจ๋วเรียนจบมาจากโรงเรียนช่างกลวิทยา ดินแดง ช่วงเรียนจบใหม่ๆ บังแจ๋วไปทำงานอยู่ที่โรงงานทอผ้าของเจ้าของธุรกิจชาวอินเดีย หน้าที่ของบังแจ๋วคือเป็นหัวหน้าคุมคนงานทอผ้า วันหนึ่งพ่อบังแจ๋วให้บังแจ๋วลาออกจากงานมาขายถั่วซึ่งถือเป็นกิจการของครอบครัว โดยพ่อจะนั่งขายประจำอยู่ที่ร้าน ส่วนบังแจ๋วก็เอาถั่วไปขายที่หน้าโรงเรียนอำนวยศิลป์แทนพ่อ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

หลังพ่อเสียชีวิต บังแจ๋วมารับช่วงดูแลกิจการแบบเต็มตัว จนวันนี้ร้านถั่วทอดโบราณ ถนนดินสอ เปิดมายาวนาน 60 ปีแล้ว ประเภทถั่วที่ขายมีถั่วทอง ถั่วลันเตา ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว (เมล็ด) ถั่วปากอ้า ถั่วเคลือบน้ำตาล

ถามว่าอาหารประเภทถั่วทอด จะมีคนมาซื้อกินทุกวันขนาดเป็นรายรับในแต่ละเดือนที่เลี้ยงชีวิตคนทั้งครอบครัวได้จริงเหรอ ไหนจะค่าเช่าตึก ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ซึ่งบางวันลูกสาวบังแจ๋วจะเป็นคนนั่งขาย

“ได้สิ ลูกค้าก็สลับหมุนเวียนมา ขาประจำก็มีนะ บางคนกินทุกวันเลย เขาบอกกินถั่วดีกว่ากินข้าวอีก มันมีประโยชน์ ยิ่งวันไหนมีม็อบนี่ยิ่งขายดี ผมจะบอกให้นะ ตราบใดที่เราไม่เล่นการพนันไม่เล่นหวย จะขายได้น้อยแค่ไหนมันก็อยู่ได้ เคยได้ยินคำนี้ไหมล่ะ โบราณเขาว่ามือทำให้รวย หวยทำให้จน”

 เทคนิคการทอดถั่วให้อร่อยของบังแจ๋ว คือน้ำมันต้องสะอาดและต้องใช้น้ำมันใหม่เท่านั้น การทอดด้วยกระทะเหล็กและเตาถ่านช่วยให้สีของถั่วทอดน่ากิน ส่งกลิ่นหอม ส่วนน้ำมันเก่าที่ใช้ทอดแล้ว บังแจ๋วจะไม่ใช้ซ้ำ ในทุกวันจะมีคนมารับซื้อน้ำมันเก่ากิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อนำไปทอดปลาเค็ม

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load