ในยุคสมัยนี้แทบทุกคนคงจะเคยเดินทางไปญี่ปุ่นกันมาแล้วทั้งนั้น นอกจากความประทับใจในการท่องเที่ยว อาหาร แล้วก็คงจะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่างานกราฟิกในสิ่งต่างๆ ของประเทศนี้มันช่างสร้างความตื่นตะลึงให้เราอยู่เสมอๆ ผมเองเวลาที่ไปญี่ปุ่นก็มักจะเสียเวลาในการเที่ยวมานั่งดูงานกราฟิกของประเทศนี้อยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นตามพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ สถานีรถไฟ ไปจนถึงแพ็กเกจจิ้งน้ำหรือขนมในร้านสะดวกซื้อ 

ใช่ ทั้งหมดที่ว่ามานี้มันช่างเต็มไปด้วยรายละเอียดและการออกแบบ คงจะไม่เกินเลยไปนักถ้าผมจะยกให้ที่ญี่ปุ่นนี้เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของงานกราฟิกบนโลก และในเมืองหลวงของงานกราฟิกแห่งนี้เองที่มีนักออกแบบกราฟิกและนักวาดภาพประกอบชาวไทยทำงานอยู่กับบริษัทชั้นแนวหน้าเหล่านั้นอยู่ด้วย

สองคนนั้นคือ เป็ดภาคภูมิ ลมูลพันธ์ และ ยูน-พยูณ วรชนะนันท์

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

กล่าวอย่างย่นย่อ เป็ดเป็นนักออกแบบกราฟิก ยูนเป็นนักวาดภาพประกอบ ทั้งสองคนเรียนจบที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากเรียนจบทั้งสองคนก็ทำงานประจำอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระหลากหลายประเภทในชื่อกลุ่มว่า Good Citizen ก่อนที่จะเริ่มอิ่มตัวและเริ่มคิดถึงการเรียนต่อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ด้วยความสนใจในงานออกแบบกราฟิกที่ทั้งสองคนมีอยู่จึงทำให้ตัดสินใจเลือกไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นอย่างง่ายดาย 

จากความตั้งใจแรกที่จะไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแค่ปีเดียวก็ค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็น 2 ปี จากที่คิดแค่จะเรียนภาษาก็ขยับขยายมากลายเป็นปริญญาโท จากที่ว่าจะอยู่แค่เรียนต่อก็กลายเป็นได้งานทำ เป็ดได้ทำงานเป็นนักออกแบบกราฟิกในบริษัทกราฟิกหัวแถวของญี่ปุ่น งานที่เป็ดออกแบบถ้าพูดออกมาทุกคนก็จะร้องอ๋อออกมาในทันที ส่วนยูนก็ได้เป็นฟรีแลนซ์ทำงานวาดภาพประกอบให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย 

จากที่จะอยู่แค่เรียนก็กลายเป็นได้งานทำ จากที่แค่จะอยู่ปีเดียวก็กลายมาเป็น 12 ปีอย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองคนได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ และซ่อมบ้านหลังเก่าให้กลายเป็นสตูดิโอเล็กๆ ในย่านฝั่งธนเพื่อเริ่มต้นรับงานออกแบบในประเทศไทยอีกครั้งนึงในชื่อ RoutineStudio 

การได้ประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบกราฟิกและนักวาดภาพประกอบในดินแดนอาทิตย์อุทัยที่อุดมไปด้วยคนที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ และแทรกตัวขึ้นมาทำงานในสังคมนั้นได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา 

และนี่คือสาเหตุที่ผมเดินทางมาเยือนสตูดิโอแห่งนี้ เพื่อคุยกับทั้งสองคนที่น่าจะพออธิบายให้เราได้เข้าใจวิธีคิด วิธีการทำงาน ในวงการกราฟิกญี่ปุ่น เมื่อประตูสีเหลืองของสตูดิโอแห่งนี้เปิดต้อนรับผมเข้าไปแม้จะผิดหวังที่ไม่ได้ยินเสียงร้องต้อนรับแบบร้านญี่ปุ่นดังขึ้นมาตามที่คุ้นชิน แต่โปสเตอร์ สิ่งพิมพ์ หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ และบรรยากาศที่ดูสงบเงียบด้านในสตูดิโอแห่งนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่ามาถูกที่แล้ว และนี่คือเรื่องราวของนักออกแบบกราฟิกและนัดวาดภาพประกอบไทยในโตเกียว

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

นักออกแบบกราฟิกที่เริ่มความสนใจจากการ์ตูนญี่ปุ่น

เป็ดและยูนเล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนจบมาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะสนใจสิ่งที่เรียกว่ากราฟิกดีไซน์มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว ถึงแม้ตอนนั้นจะไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไรก็ตาม

“ตอนเด็กๆ ผมชอบอ่านการ์ตูน แต่ที่ชอบมากกว่าอ่านการ์ตูนก็คือการเอาโลโก้การ์ตูนที่อ่านมาออกแบบใหม่ให้มันดูเท่ขึ้น เคยส่งประกวดหัวโลโก้ของหนังสือการ์ตูนพวกนี้ด้วย ก็เลยเป็นที่มาของการเลือกเรียนมัณฑนศิลป์ ภาควิชานิเทศ ตอนใกล้ๆ จบก็มาทำงานหนังสือและนิตยสารเพราะเป็นงานเดียวที่เราพอจะเห็นภาพตัวเองบ้าง เพราะอย่างงานโฆษณาผมก็ไม่เคยเข้ารอบหรือผ่านการประกวดอะไรสักเท่าไหร่” เป็ดเล่าถึงชีวิตตอนเด็ก

”เด็กๆ เราก็ชอบวาดการ์ตูน แต่เพราะเราเป็นคนวาดรูปไม่เก่ง วาดให้มันออกมาเหมือนไม่ได้ เราก็เลยหยิบเอาตัวการ์ตูนพวกนั้นมาวาดใหม่ในสไตล์ตัวเอง ซึ่งตอนนี้ก็ยังวาดไม่เก่งนะ (หัวเราะ) ตอนที่ยังเด็กๆ อยู่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไร คิดว่าถ้าชอบวาดรูปก็ต้องไปเรียนจิตรกรรมอะไรพวกนั้น แต่พอไปเห็นงานที่คนเรียนจิตรกรรมวาดออกมาแบบที่เหมือนของจริงมากๆ ก็รู้เลยว่าตัวเองทำไม่ได้ (หัวเราะ) 

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินเข้าไปศิลปากรกับเพื่อน ไปเจอรุ่นพี่ในคณะที่เปิดติวเด็กที่จะสอบเข้า หนึ่งในนั้นคือ โน้ต พงษ์สรวง (พงษ์สรวง คุณประสพ อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้ก่อตั้ง Dudesweet และสื่อแสนสนุกอย่าง third world) ซึ่งเป็นคนชี้ทางสว่างให้กับเราว่ามันมีวิชากราฟิกอยู่ในโลก แล้วของที่เราอยากทำมันคือสิ่งนี้ เราก็เลยได้มาเรียนในคณะนี้” ยูนเล่าถึงชีวิตวัยเด็กบ้าง

หลังจากที่เรียนจบทั้งเป็ดและยูนก็ทำงานประจำอยู่ได้ประมาณ 2 ปี ทั้งสองคนก็รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ออกมาทำงานฟรีแลนซ์ด้วยกันในชื่อว่า Good Citizen โดยเช่าห้องเปิดเป็นสตูดิโอหางานและรับทำงานอิสระตามแต่ที่มีคนจ้าง ทั้งคู่บอกว่าใครชวนไปทำอะไรก็ไปทำทั้งหมด พอทำได้สัก 2 ปีก็รู้สึกว่าอยากจะเริ่มไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้ว 

ด้วยความที่ทั้งสองคนชอบและไปเที่ยวญี่ปุ่นกันก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงเวลานั้นการไปเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ว่าจะเป็นการทำวีซ่า ราคาตั๋วเครื่องบินในยุคที่ยังไม่มีสายการบินราคาประหยัด ค่าที่พัก จึงทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวได้นาน ซึ่งพอไปได้ไม่นานก็ทำให้เวลาในการไปเดินดูงานน้อยลงไปด้วย จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่างั้นไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นดีกว่า เพราะเรียนแค่ครึ่งวัน อีกครึ่งวันก็จะได้มีเวลาเดินดูงานออกแบบกันได้แบบเต็มๆ และถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นด้วยก็คงจะอ่านหนังสือดีไซน์ที่ทั้งสองคนชื่นชอบได้อีกด้วย ทั้งสองคนจึงตัดสินใจไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นกัน

RoutineStudio
RoutineStudio

จากนักออกแบบสู่นักเรียนภาษา

“แต่พอไปเรียนภาษาได้สักพัก อาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่นก็แนะนำมาว่าถ้าชอบวาดรูปทำไมไม่ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปะล่ะ” ยูนเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยนในช่วงนั้น 

“อาจารย์ก็พูดชื่อมาอยู่สองสามมหาลัย เราก็ไม่รู้ว่าที่ไหนดีกว่ากัน ก็เลยคิดง่ายๆ ว่าไปดูแต่ละที่ด้วยตัวเองเลยแล้วกัน ก็พอดีไปที่มหาวิทยาลัยทามะอาร์ต (Tama Art University) ไปเจอห้องสมุดใหม่ที่ออกแบบโดย Toyo Ito (สถาปนิกชั้นนำคนหนึ่งของญี่ปุ่น) เพิ่งสร้างเสร็จ สวยมาก ก็เลยตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่แหละ ไม่รู้จะไปเลือกเรียนที่อื่นทำไมแล้ว (หัวเราะ)” 

ภาพ : Wikipedia

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เตรียมตัวสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยทามะอาร์ต โดยไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้ดูผลงานและประเมินกันก่อน ซึ่งหลังจากที่คุยงานกันแล้วอาจารย์ที่ปรึกษาก็แนะนำให้ลองไปสอบดู การสอบมีทั้งส่วนของข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ ซึ่งทั้งคู่ก็สอบติดและได้เรียนกันทั้งคู่ 

ผมถามทั้งสองคนว่า แล้วระบบการเรียนของที่ญี่ปุ่นมันแตกต่างจากที่เราเรียนปริญญาตรีที่ไทยยังไงบ้าง

“ตอนแรกเราก็คิดว่าเข้าไปแล้วจะมีคอมพิวเตอร์วางเรียงรายอยู่เยอะๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มี แต่มีตารางเวลามาให้ว่าอาจารย์ที่สอนจะเข้ามาวันพุธและวันศุกร์ เราจะทำยังไงก็ได้ให้งานมันเกิดการพัฒนา อย่างของผมก็มีอาจารย์แนะนำให้ไปเรียนวิชาของปริญญาตรีเพิ่มเติมเอา ซึ่งผมได้เห็นกระบวนการการเรียนในสมัยปริญญาตรีเลยว่าเขาให้เวลากับการค้นคว้าหาข้อมูลกันอย่างมาก 

“อย่างวิชาโฆษณาทั้งเทอมนั้นก็ออกแบบแค่ชิ้นงานเดียว แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลก่อนว่าสินค้านี้ใครใช้ นิสัยยังไง ชอบอะไร ดาราคนไหนที่อยู่ในใจคนกลุ่มนี้ ก่อนที่ปลายเทอมจะจบออกมาที่อาร์ตเวิร์ก 1 ชิ้นเท่านั้น” เป็ดอธิบายถึงวิธีการเรียนการสอนของที่ญี่ปุ่น

“เราจะชอบดูความบ้าของคนญี่ปุ่นที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในคลิปวิดีโอ เวลาทำอะไรจะหมกมุ่นทำมันไปเรื่อยๆ แล้วยิ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปะเนี่ยมันจะบ้ากว่านั้นไปอีก ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่ทำอยู่แบบนี้มันแปลกนะ จะคิดว่ามันปกติ อย่างคนที่ทำแอนิเมชันก็จะนั่งวาดรูปเพื่อให้มันเป็นภาพเคลื่อนไหวเองเป็นหมื่นๆ แผ่นด้วยตัวคนเดียวอะไรแบบนี้ แล้วหน่วยวัดที่คนญี่ปุ่นใช้กันคือมิลลิเมตร ไม่ค่อยมีการใช้หน่วยเซนติเมตร หรือนิ้ว หรือฟุต สักเท่าไหร่ คือถ้ามีหน่วยอะไรที่เล็กกว่ามิลลิเมตรคนญี่ปุ่นก็คงจะใช้ (หัวเราะ)” ยูนเสริมถึงบรรยากาศการเรียนของชาวญี่ปุ่น

“แล้วความสนุกที่สุดคือเวลาที่เพื่อนเอางานมาให้อาจารย์ตรวจ เพื่อนมันก็หลากหลายชาติมาก ทั้งจีน ไอร์แลนด์ จอร์แดน มาซิโดเนีย หรือประเทศที่เราไม่รู้จักเลย แค่ได้ดูงานที่แต่ละคนทำมาก็เปิดโลกเรามากๆ แล้ว และเวลาที่ส่งงานเสร็จก็จะนำงานพวกนั้นมาจัดงานนิทรรศการกันข้างในมหาลัยให้รุ่นพี่หรือรุ่นน้องได้มาดูกันต่อด้วยมันทำให้บรรยากาศการเรียนสนุกมากๆ”  

นอกเหนือจากการเรียนแล้ว ในเวลาว่างทั้งสองคนก็ออกไปดูงานกราฟิกที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่อยู่เสมอ หลายๆ ครั้งไปถึงก็ไม่ได้ดู เพราะคิวคนที่ตั้งใจมาดูงานนั้นยาวมากจนต้องถอดใจ แสดงถึงความสนใจในงานออกแบบของคนญี่ปุ่นทั่วไปได้เป็นอย่างดี 

ผมสงสัยส่วนตัวถึงการที่ประเทศญี่ปุ่นโดดเด่นมากในเรื่องการออกแบบกราฟิก สิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม การเติบโตขึ้นมากับสิ่งแวดล้อมที่ดีในการออกแบบแบบนี้มันทำให้คนญี่ปุ่นมีเซนส์หรือการออกแบบที่ดีกว่าเราไหม  

“มาตรฐานเขาสูงกว่าเรา อย่างงาน 1 ชิ้น เขาจะไม่ได้ตัดสินแค่ว่างานชิ้นนี้สวยหรือไม่สวย แต่เขาจะพูดว่าชิ้นนี้ใช้ได้ ชิ้นนี้ใช้ไม่ได้แทน คืองานลายเส้นบางอย่างที่เราดูแล้วรู้สึกมันไม่โอเคเลย ถ้ามันไปอยู่ถูกที่ถูกทางมันก็จะสวยและใช้งานได้ 

“และสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนญี่ปุ่นคือความใหม่ อะไรที่ยังไม่มีคนทำกันแม้จะมีความเป็นไปได้แค่นิดเดียว ทกคนก็จะทำกันและยอมรับในความไม่เหมือนคนอื่น ความแตกต่างอันนั้น อย่างสินค้าที่ทำขายแม้จะครอบคลุมไปหมดแล้ว แต่บริษัททั้งหลายก็จะพยายามออกแบบของใหม่ขึ้นมาให้มันมีรายละเอียดดีกว่าของเดิมอยู่เสมอๆ” ยูนอธิบายถึงวิธีคิดของชาวอาทิตย์อุทัย

“แล้วไอ้รายละเอียดเล็กๆ พวกนี้มันก็จะทำให้ชีวิตทุกคนดีขึ้นด้วย อย่างงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบแล้วมันจะทำยังไงให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก ทำเพิ่มอีกนิดหนึ่งคนใช้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องทำกันก็ได้ แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะทำ แล้วคนใช้ก็ดันรับรู้สิ่งนี้อีก พวกบริษัทต่างๆ ก็เลยพยายามจะแข่งกันทำให้ดีกว่าอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ เลยทำให้งานของที่ญี่ปุ่นนั้นถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา” 

RoutineStudio

จากนักเรียนสู่อาชีพนักออกแบบกราฟิกที่ญี่ปุ่น

หลังจากเรียนจบปริญญาโททั้งสองคน ยูนยังคงสนใจและสนุกกับการเรียนอยู่ เลยสมัครเรียนต่อปริญญาเอกด้านการศึกษาศิลปะ ด้วยเหตุผลที่ชอบการได้อยู่ในสังคมของเหล่าคนเก่งๆ มาตลอดเลยอยากรู้ว่าถ้าเป็นในสังคมคนเรียนปริญญาเอกต่อจะเป็นอย่างไร ส่วนเป็ดก็ลองหางานประจำทำดู ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวเล่าว่าได้นั่งเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนกลับเลย เพราะมั่นใจมากว่าได้กลับไทยแน่ๆ 

“ตอนนั้นก็ลองหางานดู ใครบอกว่าที่ไหนรับก็ส่งใบสมัครไป จนไปได้งานเป็นนักออกแบบกราฟิกของนิตยสารแจกฟรีที่เกี่ยวกับเมืองไทย พอทำงานไปสักพักก็เริ่มไปช่วยงานกราฟิกของคนนู้นคนนี้จนเริ่มมีผลงานที่เป็นงานภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา ทีนี้เลยลองไปสมัครงานกับบริษัทออกแบบดูบ้าง ซึ่งก็พอดีว่าที่ groovisions ซึ่งก็เป็นบริษัทออกแบบกราฟิกที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นและเราชอบอยู่ก่อนหน้านี้แล้วเปิดรับพอดี สุดท้ายก็ได้งานที่นั่นด้วย ผมเป็นคนต่างชาติที่ได้ทำงานในนั้นคนแรกและคนเดียวด้วยนะ”

แล้วพอได้เข้าไปทำงานในบริษัทที่เราสนใจ มันเหมือนหรือต่างกับที่เราคิดไว้ยังไงบ้าง ผมถามเป็ดต่อ

“มันต่างกับที่เราคิดไว้เยอะ งานมันดูน่ารักสดใสเราก็คิดว่าบรรยากาศในที่ทำงานก็คงเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ เพราะที่ทำงานเงียบมากๆ ทุกคนตั้งใจทำงาน ไม่มีใครพูดคุยกันเลย เพราะงานมันเยอะจนไม่มีใครคุยกัน เดี๋ยวทำงานไม่ทัน (หัวเราะ)” เป็ดเล่าให้ฟังถึงความหลังสมัยยังเป็นซาลารีมัง 

“ตัวงานมันก็หลากหลายมาก มีทั้งกราฟิก โลโก้ บรรจุภัณฑ์ โฆษณา โมชันกราฟิกก็มี ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เข้าไปก็ต้องปรับตัวเยอะ อย่างเราเป็นคนไทยจะมีปัญหามากที่สุดคือเรื่องการหยิบใช้คู่สี เขามักมาบอกเราว่าให้หยิบคู่สีใหม่ เพราะคนญี่ปุ่นจะไม่ใช้สีสดๆ แบบที่เรานิยมใช้กัน 

“แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือระบบการทำงานที่แตกต่างจากที่ไทย อย่างเช่นอาจจะมีงานออกแบบแพ็กเกจอันหนึ่งที่ใช้เวลา 1 เดือน แต่บริษัทนี้จะให้เราส่งงานชิ้นนี้ทุกๆ 3 วัน ให้เจ้านายดูทีหนึ่ง แล้ววันหนึ่งก็ไม่ได้มีงานนี้งานเดียว วันหนึ่งอาจจะต้องส่งงานแบบนี้ 3 ครั้ง เช้ารอบหนึ่ง บ่ายโมงรอบหนึ่ง เย็นอีกรอบหนึ่ง ถ้างานที่ส่งตอนบ่ายไม่โอเคก็อาจจะต้องแก้แล้วรีบส่งให้เจ้านายดูภายในเย็นนั้น และทุกคนต้องทำงานส่งให้ตรงเวลาด้วย”

เป็ดยังเล่าให้ฟังอีกว่าไม่ใช่แค่เพียงการส่งงาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการประชุมต่างก็ใช้เวลาที่สั้น กระชับ และตรงต่อเวลามากๆ

“คิดเอาสิว่ารถไฟมาช้าแค่ 30 วินาทียังมีการประกาศขอโทษเลย” ยูนเสริมเหตุการณ์ที่เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนออกมาพร้อมกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานที่ groovisions กว่า 4 ปีคืออะไร ผมถามเป็ดต่อ

“เราเรียนรู้ว่าการทำงานกราฟิกดีไซน์มันคือการทำไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หยุดมันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ งานที่ไม่ดีถ้าไม่ทำมันออกมามันก็จะไม่สามารถพัฒนาต่อได้จริงๆ คำว่าคิดงานไม่ออกจริงๆ มันคือการคิดงานที่ดีไม่ออกมากกว่า คนชอบคิดว่าไอเดียดีๆ เหมือนห่านทองคำ เจอแล้วก็ดีเลย แต่สำหรับเรางานออกแบบที่ดีมันคือการหยิบเอาหินมาเจียระไนจนกลายเป็นเพชรนะ 

“แม้แต่คนที่เป็นดีไซเนอร์ระดับโลกก็มีวันที่คิดไม่ออกเหมือนกัน อย่างงานที่กำหนดส่ง 1 เดือนแล้วให้ทำส่งทุก 3 วันเนี่ย แม้แต่วันที่ 27 ที่เราคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว แต่มันก็จะดีขึ้นอีกในวันที่ 29 ผมติดนิสัยนี้มาจากการทำงานที่นี่จริงๆ” เป็ดอธิบายถึงวิธีคิดที่ได้เรียนรู้มาจากการทำงานในบริษัท

RoutineStudio
RoutineStudio

จากนักเรียนสู่อาชีพนักวาดภาพประกอบที่ญี่ปุ่น

ผมหันมาถามทางฝั่งยูนที่ประกอบอาชีพเป็นนักวาดภาพประกอบแบบฟรีแลนซ์ที่ญี่ปุ่นว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง 

ยูนเล่าย้อนว่า หลังจากที่จบปริญญาเอกมาแล้วก็มาทำงานพาร์ตไทม์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ที่มีหน้าที่ผลิตเกมบนมือถือ ซึ่งของเล่นจากเกม Dragon Quest ที่วางเรียงรายอยู่บนคอมพิวเตอร์ของยูนก็บอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของเครื่องเป็นคนชอบเล่นเกมจริงๆ 

เธอได้รับมอบหมายให้ออกแบบฉาก อุปกรณ์ ไอเทมต่างๆ ไปจนถึงคาแรกเตอร์ในเกมมือถือด้วย แทนที่จะเป็นงานในฝัน แต่เธอกลับไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะวิธีคิดของเกมมือถือที่เน้นการให้คนเล่นซื้อของมากกว่าความสนุกในเนื้อเรื่อง พอมีเวลาเหลือจากการทำพาร์ตไทม์ยูนจึงไปช่วยทำงานกราฟิกให้เพื่อนของเพื่อนแทน และด้วยการแนะนำปากต่อปาก ชื่อของยูนจึงไปเข้าหูบริษัทออกแบบแห่งหนึ่งที่อยู่ดีๆ ก็หยิบยื่นโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตของยูนไปตลอดมาให้

“อยู่ดีๆ บริษัทนั้นก็ติดต่อมาว่ามีงานด่วนให้เวลาแค่ 3 วัน เป็นงานทำปกแจ็กเก็ตของวงฮิปฮอปชื่อดังของญี่ปุ่นชื่อว่า Ketsumeishi (เค็ทซึเมชิ) บรีฟของเขาคือโยนเพลงซิงเกิลมาให้เราฟังแค่นั้น เราก็เลยฟังเพลงแล้วก็วาดภาพประกอบออกมาเป็นทะเลท้องฟ้าที่เราถนัดแล้วก็ส่งไป ปรากฏว่าผ่านเลย ไม่มีแก้เลย มาเจองานตัวเองอีกทีคือเป็นซุ้มใหญ่ๆ อยู่ใน Tsutaya ที่ตรงสี่แยกชิบุยะ (หัวเราะ)” 

“ตอนนั้นก็เพิ่งรู้ว่าวงนี้มันดังมากนี่หว่า (หัวเราะ) คือวงดนตรีเคยมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาชอบมาก เพราะมันเป็นภาพที่ดูไม่เป็นคนญี่ปุ่นวาด มันดูเป็นงานที่ดูอินเตอร์มาก แล้วไม่รู้เลยว่าใครวาด ฝรั่งหรือเปล่า ชายหรือหญิงก็ไม่รู้ บรรยากาศก็เหมาะกับเพลงดี แหงล่ะ ก็ได้บรีฟมาเป็นเพลงเพลงเดียวนี่นา (หัวเราะ)” ยูนเล่าถึงโอกาสการทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบในญี่ปุ่นครั้งแรก

อะไรทำให้งานที่ยูนวาดดูไม่เหมือนงานของคนญี่ปุ่น แล้วการที่วาดออกมาดูไม่เหมือนคนญี่ปุ่นนี้คือสิ่งที่ทำให้ได้งานมาเหรอ ผมถามต่อ

“เราก็ไม่รู้ แต่เคยมีคนญี่ปุ่นมาบอกเราว่าสีที่เราใช้เป็นสีที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้ในงานภาพประกอบแบบนี้ คือพวกภาพสีท้องฟ้าตอนเย็นที่เราใช้มันหาไม่ค่อยได้ในภาพที่วาดโดยคนญี่ปุ่น ตอนนั้นก็เลยเข้าใจว่าเพราะเขาอยากได้งานที่ดูไม่ญี่ปุ่นเลยมาจ้างเรา ถ้าอยากได้งานที่ดูญี่ปุ่นก็ไปจ้างคนญี่ปุ่นดีกว่า ซึ่งนักวาดภาพประกอบคนญี่ปุ่นนี่มีมากมายมหาศาลเลย” ยูนตอบ

หลังจากที่ได้วาดภาพประกอบให้กับวงฮิปฮอปวงนั้นไปก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นนักวาดภาพประกอบของยูน เพราะก็มีบริษัทและเอเจนซี่ใหม่ๆ ติดต่อมาให้ยูนทำงานให้อยู่เสมอๆ จนตอนหลังยูนก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวาดภาพประกอบประเภทแลนด์สเคปของธรรมชาติและเมือง เครื่องจักร และรถยนต์

“ในญี่ปุ่นนักวาดภาพประกอบมีอยู่เยอะมาก แต่ละคนก็จะต้องมีความถนัดแบบพิเศษลงเกี่ยวกับงานของตัวเอง เช่นคนนี้วาดผักสวย งานที่เกี่ยวกับผักก็จะไปหาเขา พอยูนวาดรถไปในงานแล้วมันออกมาสวย เวลาต้องหาคนวาดรถก็จะนึกถึงคนนี้ขึ้นมาก่อน” เป็ดเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกนักวาดภาพประกอบในบริษัทออกแบบที่ญี่ปุ่น

“ตอนแรกมาเป็นงานวาดเครื่องจักร ถัดมาก็เป็นรถ แล้วก็มีงานวาดรถมาเต็มเลย แรกเริ่มเราชอบวาดภาพทะเล แล้วพอเป็นทะเลการมีรถมาจอดอยู่มันก็ทำให้องค์ประกอบมันสวยขึ้น ทีแรกมันก็แค่นี้แหละ (หัวเราะ)” ยูนเล่าถึงที่มาของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวาด

ด้วยธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นที่จะไม่เอางานของคนอื่นมาเป็นเรเฟอเรนซ์ให้อีกคนหนึ่งวาด อีกหน้าที่ของนักวาดภาพประกอบฟรีแลนซ์อย่างยูนจึงเป็นการวาดภาพเล่นๆ ในหลากหลายรูปแบบ และเทคนิคที่ไม่มีโอกาสทำในงานจ้างทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นแล้วเกิดไอเดียในการจ้างงานครั้งต่อๆ ไปด้วย 

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

“บางครั้งเหล่านักวาดภาพประกอบหรือกราฟิกดีไซเนอร์ที่ญี่ปุ่นก็ต้องจัดนิทรรศการเพื่อแสดงงานใหม่ๆ แล้วเชิญบรรดาอาร์ตไดเรกเตอร์และออฟฟิศออกแบบมาดู เพื่อให้นายจ้างได้เห็นว่าทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง แต่เราถนัดวาดแล้วอัปในเว็บไซต์มากกว่า” ยูนเล่าถึงหน้าที่อีกอย่างของเหล่านักวาดภาพประกอบ

หลายคนคงจะสงสัยว่าแล้วค่าตอบแทนของนักออกแบบที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ทั้งสองคนเล่าว่า ค่าตอบแทนของนักออกแบบทั้งสองแขนงในญี่ปุ่นนั้นมากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้จริงๆ และด้วยรูปแบบของบริษัทญี่ปุ่นที่ค่อนข้างทำตามระเบียบมากๆ มีการกำหนดค่าเหนื่อยไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่ละชิ้นอยู่แล้ว และถ้างานที่ถูกว่าจ้างถูกหยิบนำไปต่อยอดเป็นสิ่งอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนแรก เช่นจากที่คุยไว้ว่าเป็นแบนเนอร์ในเว็บไซต์ เมื่อหยิบมาทำบิลบอร์ด นักออกแบบคนนั้นก็จะได้เงินส่วนของบิลบอร์ดเพิ่มในตอนหลังด้วย

ฟังแต่เรื่องข้อดีของคนญี่ปุ่นมาเยอะ ผมเลยถามถึงข้อเสียของคนญี่ปุ่นดูบ้าง ทั้งสองคนนั่งคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบว่า ความยากในการทำงานกับคนญี่ปุ่นน่าจะเป็นเรื่องของความไม่กล้าพูดอะไรตรงๆ ออกมา ถ้าจะพูดอะไรในแง่ลบสักอย่างก็จะพูดอ้อมไปอ้อมมาจนบ้างครั้งก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร 

RoutineStudio

สตูดิโอสีเหลืองแห่งท่าดินแดง

ฟังทั้งสองคนเล่าชีวิตการทำงานมาก็เยอะ ผมก็สงสัยว่าค่าตอบแทนก็ดี ชีวิตก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี อะไรทำให้อยากกลับมาไทยกัน

“หลักๆ คือที่บ้านเรียกตัวครับ เป็นลูกคนเดียวด้วย ไปตั้งนาน ไหนตอนแรกบอกว่าปีสองปี จริงๆ เราก็ไม่ได้คิดจะอยู่จนแก่ที่โน่นด้วยแต่แรก ก็เลยคิดว่าได้เวลากลับซะที” เป็ดเล่าสาเหตุในการกลับมา

“ส่วนของเราคือด้วยการทำงานและการติดต่องานมา เราทำงานที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ค่าตั๋วเครื่องบินก็ถูก วีซ่าก็ไม่ต้องใช้ เราไม่ต้องอยู่ที่นั่นตลอดก็ได้” ยูนตอบ

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

เลยเป็นที่มาของการกลับมาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกครั้งหลังจากผ่านเวลาไปถึง 12 ปี แล้วทั้งคู่เลยหยิบเอาบ้านเก่าของยูนที่แถวท่าดินแดงมาซ่อมแซมปรับปรุงให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยและสตูดิโอในชื่อ RoutineStudio สตูดิโอสีเหลืองในย่านท่าดินแดงแห่งนี้ 

ถึงชื่อจะเป็นสตูดิโอ แต่จริงๆ แล้วทั้งสองคนก็ต่างทำงานของตัวเองไป เหมือนกับแชร์พื้นที่ใช้งานร่วมกันมากกว่า เป็ดจะดูแลในส่วนของ RoutineStudio ที่เปิดรับงาน Visual Communication ทั้งหมด รับออกแบบกราฟิก ดูแลอาร์ตไดเรกชัน ทำโมชันกราฟิก ออกแบบบรรจุภัณฑ์ สิ่งพิมพ์ แผ่นเสียง หนังสือ ส่วนยูนก็ยังคงรับงานวาดภาพประกอบจากบริษัทต่างๆ ที่ญี่ปุ่นอยู่ 

นอกจากนี้ทั้งคู่ที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีก็ยังมองถึงโอกาสในการรับงานที่ต้องสื่อสารกับคนญี่ปุ่นในไทยอีกด้วย

ผลงานการออกแบบกราฟิกของเป็ด

BNK B SIDE.

“งานปกหนังสือจริงๆ แล้วเคยทำอยู่บ้างก่อนไปญี่ปุ่น แต่มาได้ทำเยอะช่วงกลับมาใหม่ๆ แซลมอนชวนมาทำให้หลายๆ เล่ม ส่วนใหญ่เราจะได้ทำงานกับคนที่สามารถคุยกันได้ตรงๆ แบบเอางานที่ยังไม่เสร็จไปให้เขาดูก่อนได้น่ะ แล้วปรึกษากันไประหว่างทางว่าจะเลือกทางไหน ไม่ต้องเตรียมตัวพรีเซนต์โน้มน้าวขายงานกันขนาดนั้น

“บ.ก. ของ สนพ.แซลมอน ก็จะมีโจทย์หลักๆ ของแต่ละเล่มมาให้ แล้วเราก็มาแก้ด้วยกัน คือสามารถคุยกันได้ว่าทำไงดีครับ ซึ่งตอนที่เราไปอยู่ที่โน่นก็ได้เห็นดีไซเนอร์เขาคุยกับลูกค้าตรงๆ แบบนี้เหมือนกันนะ คือไม่ได้เป็นแบบดีไซเนอร์จะต้องเป็นเทพรู้ทุกเรื่อง บางอย่างถ้ายังไม่มีใครเคยทำ ไม่รู้ก็ไม่แปลก พวกเรามาช่วยกันทำให้มันดีขึ้นยังไงดีมากกว่า แล้ว B SIDE. นี่คือเล่มที่ต้องถามว่าทำไงดีกันทุกขั้นตอน (หัวเราะ) เพราะเราก็อยากให้มันออกมาโอเคกับทั้งนักเขียน คนอ่าน และน้องๆ ด้วย”

Snap

“โปสเตอร์หนังเรื่องแรก อันนี้ก็เหมือนกัน คือทำยังไงดีครับพี่คงเดช เราแลกไอเดียเลือกกันไปเรื่อยๆ ก็ดีใจที่มันเป็นหน้าตาที่โอเคกับหนัง

“เวลาทำงานกับศิลปินนักเขียนหรือผู้กำกับจะต้องคิดว่านอกจากเป็นงานเราแล้ว มันยังเป็นงานเขาด้วย คือทุกคนใช้เวลาทำงานนานกว่าเราใช้เวลาออกแบบมันแน่ๆ แต่ว่ามันก็เป็นส่วนสำคัญเป็นภาพจำที่จะอยู่กับงานนั้นไปตลอดกาล ยิ่งโปสเตอร์หนังนี่ทำไปแล้วมันจะฝังไปในประวัติศาสตร์เลย ชิ้นนี้ทำได้เพราะตัวของนักแสดง ขนาดว่าเหลือแต่เงาก็ยังสวยหล่อน่ะ ถ้าเป็นคนอื่นเราอาจจะทำแบบนี้ไม่ได้ก็ได้”

Metaphors

“อันนี้เป็นแผ่นเสียงแผ่นเเรกที่ได้ทำ คือเราได้ไปออกแบบซีดีเวอร์ชันที่ขายในไทยก่อน หลังจากนั้นก็เอามาทำต่อเป็นแผ่นเสียงแผ่นหนึ่ง ทำไปทำมาพี่เจ้ยก็ให้ทำบ็อกเซ็ตไปเลย ในเซ็ตก็จะมีทั้งหนังสือ ภาพถ่าย เพิ่มมาอีก ตอนทำงานไม่ยาก รูปที่พี่เจ้ยให้มาเลือกกี่รูปก็สวยไปหมด ผมแค่ทำให้มันมีจังหวะที่ถูกต้องเท่านั้นเอง”

Boy Trai

“เคยทำโมชันกราฟิกคอนเสิร์ตพี่บอยตอนที่ยังทำ Good Citizen กับเพื่อน อัลบั้มนี้ไอเดียพี่บอยอยากให้เป็นหนังสือเด็ก หาคนวาดไม่ได้เลยลองวาดเองดู ด้วยความที่เราวาดรูปไม่เก่งมันเลยเข้ากันกับเนื้อหาดี”

Sivilai

“งาน Packaging Design ตอนที่อยู่ groovisions นั้นมีหลากหลายประเภทมาก ทั้งของกินของใช้ ขนาดเซ็ตอาหารสำหรับตอนแผ่นดินไหวยังเคยทำ โชคดีได้เจอกับลูกค้าเจ้านี้ เขาชัดเจนว่าอยากได้กระป๋องเบียร์ที่ถือแล้วสวยไม่อายใคร แม้ว่าจะต้องคุยกันแต่แรกว่าตัวดีไซเนอร์ไม่ดื่มแอลกอฮอล์นะครับ”

ผลงานภาพประกอบของยูน

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
งานที่จะทำเป็นพอร์ตฟอลิโอส่วนใหญ่ก็จะมาจากหนังหรืองานอดิเรกที่เราชอบ อย่างอันนี้ก็เป็นงานที่ทำไว้เป็นพร์ตฟอลิโอในซีรีส์ Vehicle ซึ่งใช้ในการหาลูกค้าบริษัทรถยนต์มาได้หลายเจ้า
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
คอลัมน์ประจำที่เขียนให้กับ Spectra (Mitsubishi Heavy Industries Group) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ได้อัพเดตโลกผ่านการวาดภาพประกอบเนื้อหาเหล่านี้
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ตึก National Stadium ที่ Yoyogi เป็นงานที่ทำเป็นพอร์ตฟอลิโอ โดยเฉพาะ ใส่ไว้ในซีรีส์ที่เป็นพวกตึกอาคารและงานสถาปัตยกรรม
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ปกหลัง CD/DVD ซิงเกิลของ Ketsumeishi ที่เคยทำให้ก่อนหน้านี้ ในซิงเกิลนี้เขาคอลแลบกับเบียร์ Oreon ซึ่งเป็นเบียร์ของทางโอกินาว่า
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
หน้าคู่เปิดคอลัมน์ในนิตยสาร Aera Style อันนี้ยกเครดิตให้อาร์ตไดเรกเตอร์เลย เลย์เอาต์ออกมาสวยมากๆ
โจทย์ของรูปนี้คือ ให้เห็นท้องฟ้านิดเดียว แต่ก็ต้องรู้สึกได้ว่าอากาศแจ่มใส และให้เห็นแค่วับๆ แวมๆ แต่ก็ต้องรู้ว่าเป็นภาพซูมของอะไร
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ภาพเปิดให้กับคอลัมน์เกี่ยวกับนักลงทุนที่น่าจับตาในนิตยสาร Forbes Japan เป็นสกู๊ปพิเศษที่มีปีละครั้งและกลับมาให้เราวาดทุกปีเลย

นิทรรศการล่าสุดครั้งแรกของตัวเองในไทย ที่คอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ ลูกผสมไทยญี่ปุ่นชื่อ SŌKO อยู่ใน Jouer สุขุมวิท 32 โดยผลงานที่นำมาแสดงครั้งนี้เป็นซีรีส์ PICT. ที่วาดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องของ Pictogram โดยพยายามตัดทอนรายละเอียดของภาพให้เหลือเท่าที่จำเป็น และให้คนดูสนุกกับการทำความเข้าใจด้วยตนเอง

SOKO สุขุมวิท 32 ตั้งแต่วันที่ 13 – 29 กค 62 เวลา 11.00 – 19.00 น.

ขอบคุณ RoutineStudio

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

7 พฤศจิกายน 2561

ไม้ไผ่นั้นอยู่รอบตัวเรา

เรียกว่าถ้าหันไปมองรอบๆ ตัวเราจะเห็นไม้ไผ่อยู่เสมอๆ ทั้งอาหารการกินอย่างข้าวหลามจนถึงหน่อไม้ ถ้าเป็นข้าวของเครื่องใช้ก็มีทั้งกระด้ง กระจาด ตะกร้า กระติ๊บ หรือแม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากไม้ไผ่เช่นกัน อย่างไม้กวาด มู่ลี่ ถาดใส่ของ ด้ามแปรง และอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อยสิ่ง

เรานั้นคุ้นเคยกับการเห็นไม้ไผ่เป็นของใช้ใกล้ตัวราคาถูกอยู่ตลอด

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

แต่ถ้าผมบอกว่ามีคนที่หยิบเอาไม้ไผ่และเทคนิคการผูกและมัดมาสร้างสรรค์จนเกิดเป็นผลงานศิลปะออกมาได้ด้วย และไม่ใช่เพียงแค่สร้างขึ้นมาได้เฉยๆ แต่กลับมีคนเห็นและให้คุณค่าในผลงานนั้น ขนาดว่าสถาปนิกชื่อดังระดับโลก โรงแรมรีสอร์ตระดับห้าดาวจากทั่วทุกมุมโลก ไปจนถึงห้างใหญ่แสนหรูหรา ต้องมาจ้างให้ออกแบบและผลิตให้ คุณจะเชื่อกันไหม?

กรกต อารมย์ดี คือชื่อของนักออกแบบคนนั้น ซึ่งเขาคุยสนุกและอารมณ์ดีไม่แพ้นามสกุลของเขาเลยแม้แต่น้อย

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมงที่บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี แต่ชอบจับพู่กันมากกว่าจับปลา เลยหันมาเรียนศิลปะและตัดสินใจจะประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบ

กรกตออกแบบไม่เป็น ถึงขนาดที่เกือบจะถูกรีไทร์จากรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนชีวิตจะพลิกผันให้หยิบจับเอางานฝีมือสร้างว่าวของก๋งมาประยุกต์ใช้ จนกลายมาเป็นนักออกแบบไทยที่มีคนต่างชาติยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง

กรกตชวนชาวประมงในชุมชนบ้านแหลมกว่า 40 ชีวิตให้มาช่วยทำงานจนมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กรกต อารมย์ดีกรกต อารมย์ดี

ถ้าการออกแบบคือวิชาที่เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุทั้งด้านความงามและการใช้งาน คำถามก็คือไม้ไผ่ธรรมดาๆ ผสมกับเทคนิคการทำว่าวที่เชื่อมไม้ไผ่แต่ละอันเข้าด้วยกันด้วยการผูกและมัดนั้นบินไปอวดความสวยงามให้คนอีกซีกโลกหนึ่งเห็นได้ยังไง นี่คือคำถามที่เราก็สงสัยไม่ต่างกับคุณ เราจึงอาสาไปหาคำตอบมาให้ที่โรงงานของเขา

และนี่คือเรื่องราวของตัวเขา ก๋ง ว่าว และไม้ไผ่ที่เจือด้วยกลิ่นลมทะเลจางๆ ริมทะเลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

อยากให้ศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวัน

“อยากเห็นศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป” คือความฝันที่กรกตตอบหลังจากที่ผมถามถึงที่มาเรื่องความสนใจด้านศิลปะของเขา

ตั้งแต่เด็ก กรกตชอบศิลปะโดยเฉพาะการวาดภาพ วาดมาเรื่อยๆ เมื่อเขารู้ตัวอีกทีก็ได้มาเป็นตัวแทนระดับโรงเรียนในกิจกรรมด้านการวาดรูป ก่อนจะสอบเข้าเรียนภาควิชาจิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สำเร็จ ในระหว่างที่เรียนเจ้าตัวยอมรับว่าชอบเรียนแต่วิชาที่เป็นเรื่องของศิลปะไทยพื้นบ้าน แทนที่จะเป็นวิชาด้านสุนทรียศาสตร์แขนงต่างๆ ยืนยันด้วยวิทยานิพนธ์ของเขาที่เลือกวาดภาพบรรดาคนไร้บ้านที่บางแสน

หลังจากเรียนจบเขาก็มาพบว่าตัวเองอยากจะพัฒนาต่อยอดงานศิลปะให้เป็นสินค้าที่มีฟังก์ชันการใช้งานเพื่อที่จะสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันในสังคมได้ ก็เลยมาเรียนต่อปริญญาโทที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเน้นให้นักศึกษาสร้างงานศิลปะเพื่อตกแต่งและสร้างบรรยากาศภายในสถานที่ต่างๆ แม้จะสอบติดแต่ก็อยู่ในฐานะนักศึกษาทดลองเรียน ซึ่งแปลว่าถ้าเทอมแรกคะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ก็จะถูกรีไทร์และไม่ได้เรียนต่อทันที

“ผมยังใช้การวาดรูปทำงานต่อนี่แหละ ตอนนั้นก็เขียนแบบที่เราถนัด นั่นก็คือการวาดรูปคนไร้บ้านต่อ ซึ่งหลังจากเรียนไปได้สักพักอาจารย์ก็พูดว่า ถ้านายยังคงเขียนเรื่องชีวิตรันทดอยู่เนี่ย ใครมันจะเอาไปประดับบ้าน นายน่าจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานไปในเชิงศิลปะที่ทำให้เห็นความดีงามของชีวิตบ้าง ผมเลยหันมาเขียนรูปชีวิตชาวประมง ซึ่งเป็นพื้นเพของทางบ้านแทน ผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ยังพอรอดจากเทอมแรกมาได้”

พอมาถึงเทอมที่ 2 ตามหลักสูตรการเรียนก็มีวิชาออกแบบเพิ่มเข้ามาอีกด้วย กรกตก็รู้แล้วว่าการเขียนรูปไม่น่าจะช่วยให้เขาเรียนจนจบได้แน่ๆ และเขาไม่มีพื้นฐานการออกแบบแม้แต่นิดเดียว ในความกังวลนั้นทำให้เขาคิดถึงก๋ง หรือคุณตา ขึ้นมา คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่ก๋งเป็นนักทำว่าวมือหนึ่งของย่านนั้น ตามประสาของชาวประมงที่ถึงเวลาหน้าลมมาก็จะทำว่าวไปแข่งกันทุกปี

การนึกถึงก๋งไม่เพียงทำให้เขารู้สึกสบายใจ แต่นึกไปถึงพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งเป็นคนสอนให้ด้วย ก่อนที่จะเกิดไอเดียและหยิบเอาพื้นฐานนั้นมาสร้างเป็นชิ้นงานไม้ไผ่แล้วเอาเข้ามาคุยกับทางอาจารย์ในคณะ ซึ่งอาจารย์ก็สนใจและบอกให้ลองทำรูปทรงให้หลากหลายมากกว่านี้

“ตอนนั้นนึกอะไรไม่ออก แต่นึกถึงก๋งขึ้นมาแล้วโคตรมีความสุขเลย ก็เลยทำออกมาใหญ่เลย ไปๆ มาๆ ก็ตกวิชาเพนติ้งที่เราเลือกเป็นวิชาหลัก ส่วนออกแบบไม้ไผ่ซึ่งเป็นวิชารองก็กลายมาเป็นวิชาหลักแทน คือภาควิชามัณฑนศิลป์ที่ศิลปากรมีพื้นฐานเริ่มต้นมาจากการสนับสนุนให้นักศึกษานำเอาศิลปะพื้นบ้านมาทำให้กลายเป็นงานศิลปะแบบร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการปั้น ทอผ้า งานหัตถกรรมต่างๆ

“ซึ่งงานไม้ไผ่เนี่ยแทบไม่มีใครนำมาทำใหม่ให้โมเดิร์นเลย คณะอาจารย์เขาก็เลยสนใจและสนับสนุนให้ผมทำงานไม้ไผ่แทนการเขียนรูป อาจารย์เขาบอกว่าเด็กปีหนึ่ง ปริญญาตรี ที่เพิ่งเข้ามาเรียนที่ศิลปากรยังเขียนได้ดีกว่านายอีก นายไม่ต้องวาดรูปแล้ว วาดห่วยแตก ไปทำไม้ไผ่มาแทน” กรกตเล่าความหลังเจือเสียงหัวเราะ

ด้วยความที่เขาหันมาจับงานไม้ไผ่เอากลางเทอม ต่างกับเพื่อนๆ ในรุ่นที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ปิดเทอมนั้นกรกตจึงไม่ได้กลับบ้าน แต่ต้องขลุกทำงานไม้ไผ่ของเขาอยู่ในเวิร์กช็อปที่ทับแก้วตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 3 ตลอดปิดเทอม เพื่อให้ทำงานตามเพื่อนๆ ทัน

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

เรื่องว่าวเรื่องใหญ่

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมง (บ้านของเขาทำอาชีพขายปลาหมึก) ด้วยความที่พื้นที่อยู่อาศัยอยู่ติดทะเลซึ่งง่ายต่อการเป็นสนิมของโลหะประเภทต่างๆ ทำให้ชาวประมงไม่สามารถใช้ตะปูในการสร้างส่ิงของต่างๆ ได้ ต้องใช้วัสดุธรรมชาติมาผูกและมัด ไม่ว่าจะเป็นอวนหรือที่ตากปลา ในเวลาที่ลมมรสุมเข้าจนไม่สามารถออกเรือไปหาปลาได้ ชาวประมงก็ใช้การผูกและมัดนี่แหละทำว่าวมาแข่งกัน เป็นเหมือนกีฬาและประเพณีของชาวเล

ในฐานะที่ผมไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ผมถามกรกตว่า การขึ้นรูปไม้ไผ่ด้วยวิธีการมัดและผูกแบบการทำว่าวนี้มันต่างจากจักสานยังไงบ้าง

“รูปทรงจากการขึ้นรูปแบบว่าวที่ใช้การผูกและมัดทำให้ผมสามารถกำหนดรูปทรงของตัวงานได้อย่างอิสระผ่านจุดที่ใช้ผูก โดยสามารถให้ไม้ไผ่ดัดโค้งหรือเป็นเส้นตรงก็ได้ ต่างจากการสานที่เกิดจากการเอาวัสดุมาเรียงและขัดกันให้เกิดเป็นรูปทรง มันเหมือนเป็นการเชื่อมกันระหว่างเส้นตั้งและเส้นนอนผ่านการสร้างจุดต่างๆ ในชิ้นงาน พอเชื่อมจุดขึ้นมาแล้วมันก็เกิดเป็น Grid และสร้างรูปทรงที่แตกต่างจากการสานปกติ” กรกตอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของการทำรูปทรงแบบการทำว่าว

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แต่ถึงแม้จะมีพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งสอนมา กรกตก็พบว่าตัวเขายังไม่มีความรู้และความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของการทำว่าว จึงศึกษาด้วยตัวเองผ่านหนังสือหลายๆ เล่มอย่างตำราและกติกาการแข่งว่าวของพระยาภิรมย์ภักดี กฎกติกาการเล่นว่าวจุฬาปักเป้า ที่นอกจากจะสอนกติกาการเล่นว่าวแล้ว ยังบอกวิธีการและวัสดุการทำว่าวไปพร้อมๆ กับการทดลองทำ ตั้งแต่การเหลาไม้ไผ่เองไปจนถึงการผูกและมัดสร้างรูปทรงขึ้นมา และถ้ามีปัญหาที่ไม่รู้คำตอบจึงค่อยไปถามก๋งดูอีกที ซึ่งว่าวตัวบางๆ ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นแท้จริงแล้วเต็มไปด้วยรายละเอียดและเทคนิคมากมายที่ถ้าไม่ได้ลงมือทำเองก็คงจะไม่มีทางรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็น

ไม้ไผ่

กรกตเล่าให้ฟังว่าไม้ไผ่ที่ดีที่สุดและเหมาะกับการใช้งานก็คือ ไม้ไผ่จากไผ่สีสุกที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยให้ใช้ไม้ไผ่ที่อยู่ตรงกลางของลำปล้อง สูงเหนือจากพื้นขึ้นไป 3 เมตร ใช้เฉพาะผิวไม้ไผ่เท่านั้น เพราะผิวคือส่วนที่มีเส้นใยเยอะที่สุด ต่างกับตัวท้องไม้ไผ่ที่มีแป้งกับน้ำตาลเยอะกว่าจึงดึงดูดแมลงมากิน และช่วงเวลาในการตัดคือช่วงเดือนสองหรือเดือนสาม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีฝนมาสักพัก ทำให้ไม้ไผ่แห้งและสปริงตัวได้ดี ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่ทำว่าวจะมีวิธีการใช้ไม้ไผ่มาทำว่าวแตกต่างกัน อย่างของก๋งกรกตนั้นผิวไม้ไผ่จะอยู่ด้านบนของตัวว่าว แต่ทางปทุมธานีผิวจะอยู่ทางด้านหน้า ของทางภาคใต้ผิวไผ่จะอยู่ด้านล่างแทน

กรตกยังเล่าให้ฟังต่อว่า ไม้ไผ่ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไผ่ตง ไผ่นวล ไผ่ป่า ไม้รวกนั้น ต่างก็มีเส้นใยที่แตกต่างกันทั้งหมด การที่เขาเลือกไผ่สีสุกมาใช้ทำงานนั้นไม่ได้แปลว่าไผ่ชนิดอื่นนั้นไม่ดี แต่เพราะมันเหมาะกับการใช้งานแบบอื่นมากกว่า อย่างไม้รวกก็เก่งในการเอามาปักทำรั้วมากกว่า เพราะพอเราใช้ทั้งลำ ลักษณะผิวเรียบมันของไม้รวกจะช่วยปกป้องน้ำจากเนื้อไม้ได้ดี ทำให้ทำรั้วอยู่ได้คงทนกว่า

เชือก

แม้แต่เชือกที่ใช้ผูกและมัดก็ยังสำคัญ กรกตพบว่าเชือกที่ใช้ในการผูกและมัดทำว่าวก็คือ ป่านด้ายดิบ ซึ่งเป็นเส้นใยดั้งเดิมที่ชาวประมงเอาไว้ใช้ในการอุดเรือรั่วด้วย ป่านด้ายดิบนั้นทำมาจากป่านสายพันธุ์รามีที่ซึ่งมีที่มาจากแถวอีสาน ก่อนจะนำมาควั่นเป็นเชือกในหมู่บ้านมุสลิมที่บางขุนไทร ราชบุรี แล้วต้มเชือกป่านด้ายดิบนี้กับรากต้นแสมและโกงกางที่เป็นภูมิปัญญาของชาวประมง เพราะยางของทั้งสองต้นนี้จะช่วยทำให้เชือกมีความเหนียวและทนมากขึ้น ก่อนจะเคลือบผิวด้านนอกของเชือกด้วยกาวหนังควายอีกรอบเพื่อให้แข็งแรงและทนทานมากขึ้น

การผูกและมัด

กรกตบอกว่า ก๋งมักจะสอนเขาเสมอๆ ว่าการทำว่าวมักจะใช้การผูกเงื่อนของตัวเองที่ไม่เหมือนการผูกสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นเงื่อน กระตุกเบ็ด ผูกแป หักคอไก่ แล้วตำแหน่งในการผูกก็สำคัญเช่นกัน เพื่อที่จะทำให้ชิ้นงานแข็งแรงและคงทน

การดัดโค้งไม้ไผ่

หลังจากทดลองทำงานอยู่เดือนหนึ่ง กรกตก็เจอปัญหาว่าไม่สามารถดัดไม้ไผ่ให้เป็นทรงโค้งตามที่ต้องการได้ เลยลองใช้เทคนิคการอบไอน้ำแบบการดัดหวายมาใช้แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อมาปรึกษาก๋งเลยถูกสอนว่า การจะดัดไม้ไผ่ต้องใช้น้ำตาลโตนดช่วยดัด เพราะน้ำตาลมีจุดเดือดที่สูงกว่าน้ำและซึมเข้าไปในข้อไม้ไผ่ได้ดี เมื่อเอาไปผ่านความร้อนจะดัดโค้งได้ง่าย ซึ่งก็ต้องเหลาไผ่ให้แบนและบางกว่าปกติหน่อยเพื่อไม่ให้เส้นใยด้านในที่แข็งกว่าดันด้านนอกจนหักหรือแตกได้

จบการศึกษา

หลังจากกรกตใช้เวลา 2 เดือนช่วงปิดเทอมทดลองทำไม้ไผ่เป็นทรงต่างๆ เช่นสัตว์ และสิ่งของรอบๆ ตัวอย่างดอกกุหลาบ กระเทียม มะรุม ถั่วเขียว มะขามเทศ มะกอก ไข่กบ ออกมาจำนวนมาก เพื่อฝึกฝีมือให้ชำนาญ เพราะกรกตเชื่อว่าพื้นฐานของการทำงานศิลปะคือเรียนรู้ด้วยการปฎิบัติ ซึ่งพอทำไปมากๆ ก็เกิดความชำนาญและเกิดความเข้าใจจนมองเห็นรูปทรงทุกอย่างเป็นโครงสร้างของไม้ไผ่ได้เลย หลังจากการส่งงานเหล่าอาจารย์ กรกตจึงผ่านการสอบและได้เรียนต่อจนเข้าสู่การทำวิทยานิพนธ์

“โจทย์การทำวิทยานิพนธ์ของคณะนี้ก็คือ การไปหาไซต์แล้วเอางานศิลปะของเราไปตั้งในพื้นที่นั้นๆ เพื่อส่งเสริมด้านความสวยงามและความรู้สึกที่มีในสถานที่นั้นๆ ผมก็เลือกไซต์โครงการเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในหัวหิน และด้วยความที่หัวหินเป็นเมืองหอย ผมเลยเลือกหยิบเอารูปทรงของหอยต่างๆ ดอกไม้ และผลไม้ มาทำเป็นประติมากรรมไม้ไผ่ ผมอยากให้ประติมากรรมนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย แก่ผู้มาพัก ด้านนอกโครงสร้างจะต้องให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรงเลยเลือกใช้ไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่กว่าด้านใน เพื่อให้เกิดคอนทราสต์ระหว่างเส้นสาย รวมไปถึงเลือกใช้ผิวไผ่หลายๆ แบบ ทั้งแบบกลมและแบบแบน”

จากการใช้ไม้ไผ่ขนาดแตกต่างกันทำให้กรกตค้นพบเทคนิคใหม่ในการทำงาน ด้วยขนาดของไม้ไผ่ที่ไม่เท่ากันนี้เองทำให้เกิดการบิดของรูปทรงจนกลายมาเป็นเส้นโค้ง เกิดเป็นความพลิ้วและนุ่มนวลขึ้นมา และผลงานนี้ก็ทำให้กรกตจบการศึกษาระดับปริญญาโทในที่สุด

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

ว่าวที่ลอยสู่ยุโรป

หลังจากเรียนจบกรกตก็ส่งผลงานประติมากรรมไม้ไผ่ที่เป็นวิทยานิพนธ์เข้าร่วมการประกวดหลายโครงการทั่วประเทศ อย่างเช่นโครงการ OTOP ซึ่งก็มีที่ชนะรางวัลใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ก่อนโลกความจริงจะพาให้กรกตนำประติมากรรมไม้ไผ่ของเขามาดัดแปลงเป็นโคมไฟและนำไปตั้งวางขายอยู่ที่จตุจักร หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงคิดว่าผลงานของเขาจะต้องขายดีและสร้างแบรนด์ขึ้นจากที่นี่-แต่ตัดภาพมา โคมไฟของเขาขายไม่ออกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงต่อก็เลยไปวางขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 800 บาท ซึ่งขายไม่ออกเลย (หัวเราะ) ทีนี้มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาชวนว่าจะมีงานสัมมนาเกษตรก้าวหน้า อยากให้เอางานมาตั้งแสดงหน่อย ผมก็เอาไปวางตั้งไว้ ปรากฎว่ามีผู้ใหญ่ที่มาเห็นงานแล้วขอซื้อไปหมดเลยทุกชิ้น โดยซื้อในราคาหลายพันด้วย ตอนนั้นเราก็คิดแล้วว่าจตุจักรเนี่ยไม่ใช่ตลาดของเรา เราก็ต้องเปลี่ยนตลาดของเราแทน”

กรกต อารมย์ดี

หลังจากนั้นไม่นาน กรกตได้ยินเรื่องกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะจัดประกวดผลงานเพื่อหานักออกแบบไปแสดงงานที่ประเทศฝรั่งเศสในงาน MAISON&OBJET ซึ่งถือเป็นงานเทรดโชว์แสดงสินค้าดีไซน์ที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของยุโรปและของโลก ก็เลยเอาประติมากรรมไม้ไผ่และโคมไฟส่งเข้าประกวดอีกครั้ง

“เหมือนส่งวิทยานิพนธ์อีกครั้ง” กรกตบอกความรู้สึกตอนนั้น “กรรมการนั่งเรียงกันเป็นแถวเลยนะ มีทั้ง ผอ. กรม นักออกแบบรุ่นใหญ่ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ไปจนถึงผู้จัดงานจากฝรั่งเศสด้วย ซึ่งพอถึงตอนที่ต้องนำเสนองานก็ขึ้นมาอธิบายแนวคิดของชิ้นงานให้คณะกรรมการฟัง และความฝันที่ผมอยากจะช่วยชาวประมงในชุมชนให้มีงานและรายได้ หลังจากเกิดภาวะน้ำมันแพงจนชาวประมงไม่สามารถออกเรือไปจับปลาได้ ซึ่งถ้าได้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสแล้วมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ก็จะสอนและถ่ายทอดวิธีการสร้างงานให้ชาวประมงพื้นบ้านในละแวกนั้นมีอาชีพใหม่ขึ้นมาได้”

ซึ่งกรกตก็ได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสจริงๆ ทำให้เขาทั้งดีใจและกลุ้มใจไปในเวลาเดียวกัน เพราะไม่รู้เลยว่าจะต้องเตรียมงานแบบไหนไปจัดแสดงให้เหมาะสม

“การได้ไปฝรั่งเศสทำให้เราต้องทำการบ้านอย่างหนัก ผมก็เลยเข้าไปหา พี่สุวรรณ คงขุนเทียน (นักออกแบบชั้นนำของไทย ผู้เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินการหานักออกแบบไปฝรั่งเศสในตอนนั้นด้วย) แกก็แนะนำให้ไปเปิดดูหนังสือและแมกกาซีน ให้เห็นว่าเขาอยู่กันยังไง มีชีวิตยังไง ใช้สินค้าอะไรในชีวิตบ้าง เราก็ไปเปิดดูทั้งหมด ศึกษาและทำการบ้านเสร็จก็มาคิดว่าจะทำของแบบไหนไปขาย”

แต่เพราะลงเงินไปกับการทำสินค้าใหม่เพื่อไปแสดงงาน กรกตจึงเหลือเงินติดตัวไปฝรั่งเศสเพียงแค่ 5,000 บาทเท่านั้น เพียงแค่วันแรกที่ไปถึงกรกตก็ใช้เงินทั้งหมดไปแล้ว ผมถามเจ้าตัวว่า แล้วทำไมถึงเอาเงินมาน้อยเหลือเกิน แกก็บอกว่างานที่ทำมามันน่าจะพอขายได้บ้างแหละ

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

“พอถึงวันจัดงานผมก็ลงมากินข้าวเช้าที่โรงแรมซึ่งเป็นแบบบุฟเฟต์ แล้วแอบหยิบขนมปังอะไรติดมือมาด้วยเผื่อว่าขายงานไม่ได้จะได้มีข้าวกิน (ฮา) พอไปถึงที่จัดงานก็ตกใจ เพราะมีคนมาเข้าแถวต่อกันยาวเลย มีทั้งเจ้าของโรงแรม สถาปนิก นักออกแบบภายใน ไปจนถึงมีสื่อมารอสัมภาษณ์ด้วย งานทั้งหมดที่เตรียมไปขายหมดตั้งแต่ครึ่งวันแรก และมีคนมาพูดคุยเพราะสนใจงานที่เราทำ บางคนมาติดต่อขอสั่งซื้อในปริมาณมหาศาลด้วย แต่ผมไม่สามารถรับยอดสั่งซื้อนั้นได้เพราะไม่มีกำลังผลิต สรุปว่าคุยกับคนทั้งวันจนจบงาน ไม่ได้กินครัวซองต์ที่แอบห่อมา (ฮา)”

หลังกลับมาจากฝรั่งเศส กรกตเก็บเงินที่ได้จากการขายของมาจ้างชาวบ้านละแวกนั้นให้มาช่วยทำงานอีก 8 คนแม้จะยังไม่ได้ยอดสั่งซื้อใดๆ จากฝรั่งเศสก็ตาม แล้วจะจ้างคนเยอะขนาดนั้นไปทำไม ผมสงสัย

“มันเป็นทางออกให้กับตัวผมในอนาคต การเก็บเงินที่ขายงานได้มาจ้างคนเพื่อทำงานใหม่ๆ ไว้ออกแสดงงาน BIG+BIH (งานเทรดโชว์ของบ้านเราที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) ที่จะจัดในช่วงปลายปี ทำให้มีผลงานออกมาต่อเนื่อง ลูกค้าจะได้เห็นภาพรวมของแบรนด์ คนที่รู้จักเราแล้วเขาก็จะมาดูความคืบหน้าของเราด้วยว่าไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วเลิก เหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า”

ซึ่งหลังจากที่ไปออกงาน BIG+BIH แล้ว ลูกค้าจากฝรั่งเศสก็ตามมาหาและเจองานใหม่ๆ ทำให้เกิดการซื้อขายเกิดขึ้น และผลงานของกรกตก็เริ่มได้ออกเดินทางข้ามโลกไปอยู่ตามร้านขายของแต่งบ้าน โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ โรงแรมหรูต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมา

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

มัณฑนากรมือใหม่

ผมถามกรกตถึงงานที่ทำให้เขาได้มาทำงานออกแบบในพื้นที่กับเหล่าสถาปนิกอย่างเต็มตัว เพราะจากการไปออกงานแสดงสินค้าก็มักจะทำได้แค่ขายของเพียงอย่างเดียว

“ในช่วงแรกๆ แบรนด์เราทำโปรดักต์ไปขายเพื่อหาเงินมาหมุนเวียน สร้างคน สร้างงานก่อน เราไม่สามารถทำงานโปรเจกต์ศิลปะได้โดยตรง แต่พอเริ่มมีคนชวนไปทำแล้วได้ออกสื่อบ้างก็เริ่มมีคนรู้จักและชวนมาทำงานมัณฑนศิลป์ในพื้นที่อย่างเต็มตัว อย่างตอนนั้นผมมีโอกาสได้รู้จักคุณอังกูร แกเป็นสถาปนิกที่เปิดร้านขายสินค้าดีไซน์อยู่ที่นิวยอร์ก (ในปัจจุบันไม่มีแล้ว) ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงงาน New York Fashion Week ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ร้านค้าต่างๆ จะประดับตกแต่งร้านตัวเองให้โดดเด่นรับงานแฟชั่นวีก แกเลยติดต่อมาให้ผมผลิตชิ้นงานให้ โดยให้ออกแบบเหมือนเป็นงานศิลปะเลย

“ผมทำงานและส่งงานไป สักพักทางนั้นก็ติดต่อมาให้เดินทางไปที่นิวยอร์ก เพราะว่างานมันชิ้นใหญ่เกินไปจนเอาเข้าประตูไม่ได้ ผมก็ตกใจและรีบเดินทางไป พอไปถึงที่ก็เจอแกบอกว่า แกให้คนตัดประตูร้านเอาชิ้นงานไปจัดแสดงแล้ว ที่เรียกมาคืออยากให้เซอร์ไพรส์ และก็เซอร์ไพรส์จริงๆ เพราะงานทุกชิ้นที่จัดแสดงขายได้หมดเลย ทีนี้ก็เลยเริ่มมีโปรเจกต์เกี่ยวกับงานศิลปะเข้ามามากขึ้น โดยเริ่มต้นที่โรงแรมหลายๆ แห่งทั้งในไทยและที่อื่น และก็เริ่มมีงานในห้างสรรพสินค้าด้วย” กรกตเล่าถึงการแสดงงานศิลปะครั้งแรกอย่างสนุก

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วความต่างจากการทำสินค้ามาสู่การตกแต่งในโรงแรมมันแตกต่างกันยังไงบ้าง ผมสงสัย

“ต่างครับ หลักๆ คือทางสถาปนิกเขาจะกำหนดกรอบการทำงานมาให้เรา อย่างโปรเจกต์โรงแรมเขาจะบอกเรามาว่ามีพื้นที่ว่างขนาดเท่านี้ ขอโคมไฟขนาดเท่านี้ เราก็ทำแบบไปให้ดูก่อนจะเริ่มขึ้นตัวงาน ซึ่งพอตัวชิ้นงานมันจะต้องไปอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ ขนาดของชิ้นงานมันก็ต้องใหญ่ขึ้น อย่างพวกโคมไฟในโรงแรมที่ทำอยู่นี่ก็กว้าง 2 เมตร ลึกครึ่งเมตร ยาว 4 เมตร

พอมันใหญ่ขึ้นโครงสร้างด้านในก็ต้องแข็งแรงขึ้นเช่นกัน แล้วบางครั้งยังต้องติดตั้งด้วยการแขวนลอยๆ ไว้อีก เราก็ต้องมาคิดทำโครงสร้างจากโลหะ และหาจุดแขวนที่แขวนแล้วได้สมดุลมั่นคงด้วย เพื่อให้มันตอบโจทย์ อีกส่วนที่สำคัญคือการขนส่ง เพราะงานที่ทำเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ไม่ได้แข็งแรง จึงจำเป็นต้องห่อให้แน่นหนาและแข็งแรง ทนต่อการขนส่งให้ได้ และขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่จะเข้าไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้ บางทีก็พูดกันเล่นๆ ว่าเราต้องวัดตั้งแต่ประตูบ้านเราไปจนถึงประตูบ้านลูกค้าเลย” กรกตอธิบาย

กรกต อารมย์ดี

“แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนการทำงาน ว่าออกแบบงานแบบนี้จะเริ่มขึ้นงานยังไง แบ่งคนมาทำมากน้อยแค่ไหน เริ่มมีการวางไทม์ไลน์ในการทำงาน จากที่เราเป็นนักออกแบบก็เริ่มต้องหันมาเรียนรู้การวางแผนงานด้วย เพื่อให้สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้า”

กรกตยังเล่าให้ฟังอีกด้วยว่า ระยะหลังเริ่มรับงานตกแต่งห้างสรรพสินค้าเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหม่และถือว่าทำให้เขาได้เรียนรู้อีกเยอะ เพราะในโรงแรมสเปซมันสามารถรองรับการออกแบบที่หรูหราของชิ้นงานได้หมด แต่พอเป็นห้างสรรพสินค้า การตกแต่งจุดต่างๆ มันควรจะสวยแบบพอดีๆ ไม่โดดเด่นเกินกว่าตัวร้านค้า

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

จากว่าวสู่เครื่องเรือน

นอกจากการทำสินค้าอย่างโคมไฟหรือแอคเซสเซอรี่อย่างพวกถาดใส่ของแล้ว กรกตยังทำเฟอร์นิเจอร์ด้วย ซึ่งมีที่มาเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว

“เริ่มต้นประมาณเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นคือตอนนั้นเราทำงานโปรเจกต์เป็นหลัก ซึ่งก็ทำชิ้นงานตกแต่งและโคมไฟ จนคิดว่าอยากขยับขยายออกไปทำอย่างอื่นบ้าง ก็เลยออกมาเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้กินข้าว โดยใช้โครงสร้างโลหะเพื่อให้แข็งแรงมากขึ้นมาผสมกับวิธีการขึ้นรูปด้วยการผูก การมัด เหมือนเดิม”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ

กรกตเล่าให้ฟังว่า งานอีเวนต์ของศูนย์ศิลปาชีพนี้เป็นงานที่ท้าทายการทำงานของเขามากๆ งานหนึ่งเลย

“ผมอยากจะสร้างพาวิลเลียนอันใหญ่จากไม้ไผ่สำหรับทำเวิร์กช็อปในงานของศูนย์ศิลปาชีพ คือผมเคยไปเดินสะพานข้ามแม่น้ำแซนที่ปารีส แล้วเห็นโครงสร้างสะพานแบบที่ไม่มีเสาตรงกลาง เลยคิดอยากจะใช้โครงสร้างแบบนี้แต่ทำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งจำเป็นต้องทำเป็นทรงคันธนู และไม้ไผ่เป็นวัสดุที่มีศักยภาพจะทำได้ แต่ด้วยทุนและระยะเวลาที่จำกัดเลยต้องเปลี่ยนมาใช้เป็นโครงสร้างเหล็กแทน แต่ตัวชิ้นงานไม้ไผ่ที่ประดับในตัวศาลานั้นก็ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่มากๆ ที่เคยทำมา”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

สถาปัตยกรรมแบบกรกต

“นี่คืองานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลย คือเป็นการทำทั้งโรงแรมเลยจริงๆ และทำกันเองแค่ตัวผมกับเพื่อนอีก 3 คน คอนเซปต์คือการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งแม่กลอง อัมพวา บ้านแหลม มาผสมผสานกันและสร้างโรงแรมทั้งโรงแรมขึ้นมา โดยแสดงออกผ่านทั้งตัวสถาปัตยกรรมอย่างอาคารที่มีรูปทรงมาจากดอกกุหลาบ ไปจนถึงการตกแต่งด้านในอาคารที่มีการหยิบเอาลวดลายคลื่นของแม่น้ำมาทำให้เป็นชิ้นงานไปจนถึงปลาทูที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่กลอง และควายซึ่งเป็นสัตว์ที่ผู้ก่อตั้งหนึ่งคนเลี้ยงไว้และชอบมาก

“ซึ่งการตกแต่งด้านในเนี่ยก็มีตั้งแต่การวางไว้ที่พื้น ตามผนัง ไปจนถึงห้อยลงมาจากตัวโครงสร้าง ซึ่งความยากที่สุดของการทำโรงแรมนี้ก็คืองานชิ้นที่เราเคยทำเป็นโคมไฟๆ เล็กๆ พอมันถูกขยายให้ขึ้นมาเป็นอาคารขนาดใหญ่ ด้านในของตัวโครงสร้างจึงต้องมีการเก็บรายละเอียดที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วสิ่งที่ผมกับเพื่อนทำก็ไม่ได้มีแค่ตัวอาคารเท่านั้น คือเราทำกันทั้งโรงแรมตั้งแต่เริ่มต้นเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแปลนของทั้งโครงการ คิดรูปแบบของอาคาร รูปแบบของร้านกาแฟ ร้านอาหาร การตกแต่ง ศึกษาภูมิทัศน์ มีการไปปรึกษาขอความรู้จากทั้งวิศวกร นายช่าง และทางเขต เรียนรู้เรื่องการทำเขื่อนริมแม่น้ำ ฐานราก ระบบน้ำใช้ ระบบสุขาภิบาล จนถึงระบบไฟฟ้าทั้งหมดของทั้งโครงการ” กรกตเล่าถึงอย่างออกรส

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงใกล้ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับ หลังจากที่กรกตพาผมเดินดูทั้งโรงงานของเขาแล้ว ผมถามกรกตว่าจากที่ตอนแรกสุดเลือกเรียนศิลปะเพราะอยากให้ศิลปะอยู่ในวิถีชีวิตของคน หลังจากที่ทำงานศิลปะเป็นอาชีพมาร่วมสิบปีแล้วได้ทำให้ศิลปะไปอยู่ในชีวิตคนรึยัง

“ก๋งได้ให้สมบัติอันล้ำค่ากับผมมาแล้วซึ่งคือการผูกมัดไม้ไผ่นี้ ผมก็ดีใจที่ยังรักษาสมบัตินี้ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปโดยที่มันเข้าไปอยู่กับวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันนี้ได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในละแวกนี้ให้เขามีชีวิต ไม่ไปติดยาเสพติด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จนคุณลุงคุณป้าที่เป็นคนเตรียมไม้ไผ่ให้เราเนี่ยมีเงินเหลือจนเอาไปทำบุญได้ด้วยนะ

“ผมเชื่อว่าถ้าบรรดานักออกแบบกลับบ้านกันไปเยอะๆ เนี่ย มันจะช่วยชีวิตคนได้เยอะเลย เพราะจากวัสดุที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลยอย่างไม้ไผ่ เมื่อมาเจอกับการออกแบบมันเลยมีมูลค่าขึ้นมาได้ ไม้ท่อนละไม่กี่สิบบาทเมื่อเจอกับการออกแบบมันก็กลายมาเป็น 8,000 บาทได้ และนั่นจะช่วยให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเยอะเลย” กรกตทิ้งท้าย ทำให้ผมรู้ว่านอกจากฝีมือการทำไม้ไผ่ที่เด็ดขาดแล้ว ความคิดความอ่านของเขานั้นก็งดงามและคมคายไม่แพ้กันเลย

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

ขอบคุณ กรกต อารมย์ดี

ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรกต อินเตอร์เนชั่นนอล

335 หมู่ 10 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110

https://www.facebook.com/Korakot-aromdee-Design-132119313537418/

http://www.korakot.net/

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load