18 กรกฎาคม 2562
21 K

ในยุคสมัยนี้แทบทุกคนคงจะเคยเดินทางไปญี่ปุ่นกันมาแล้วทั้งนั้น นอกจากความประทับใจในการท่องเที่ยว อาหาร แล้วก็คงจะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่างานกราฟิกในสิ่งต่างๆ ของประเทศนี้มันช่างสร้างความตื่นตะลึงให้เราอยู่เสมอๆ ผมเองเวลาที่ไปญี่ปุ่นก็มักจะเสียเวลาในการเที่ยวมานั่งดูงานกราฟิกของประเทศนี้อยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นตามพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ สถานีรถไฟ ไปจนถึงแพ็กเกจจิ้งน้ำหรือขนมในร้านสะดวกซื้อ 

ใช่ ทั้งหมดที่ว่ามานี้มันช่างเต็มไปด้วยรายละเอียดและการออกแบบ คงจะไม่เกินเลยไปนักถ้าผมจะยกให้ที่ญี่ปุ่นนี้เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของงานกราฟิกบนโลก และในเมืองหลวงของงานกราฟิกแห่งนี้เองที่มีนักออกแบบกราฟิกและนักวาดภาพประกอบชาวไทยทำงานอยู่กับบริษัทชั้นแนวหน้าเหล่านั้นอยู่ด้วย

สองคนนั้นคือ เป็ดภาคภูมิ ลมูลพันธ์ และ ยูน-พยูณ วรชนะนันท์

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

กล่าวอย่างย่นย่อ เป็ดเป็นนักออกแบบกราฟิก ยูนเป็นนักวาดภาพประกอบ ทั้งสองคนเรียนจบที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากเรียนจบทั้งสองคนก็ทำงานประจำอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระหลากหลายประเภทในชื่อกลุ่มว่า Good Citizen ก่อนที่จะเริ่มอิ่มตัวและเริ่มคิดถึงการเรียนต่อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ด้วยความสนใจในงานออกแบบกราฟิกที่ทั้งสองคนมีอยู่จึงทำให้ตัดสินใจเลือกไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นอย่างง่ายดาย 

จากความตั้งใจแรกที่จะไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแค่ปีเดียวก็ค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็น 2 ปี จากที่คิดแค่จะเรียนภาษาก็ขยับขยายมากลายเป็นปริญญาโท จากที่ว่าจะอยู่แค่เรียนต่อก็กลายเป็นได้งานทำ เป็ดได้ทำงานเป็นนักออกแบบกราฟิกในบริษัทกราฟิกหัวแถวของญี่ปุ่น งานที่เป็ดออกแบบถ้าพูดออกมาทุกคนก็จะร้องอ๋อออกมาในทันที ส่วนยูนก็ได้เป็นฟรีแลนซ์ทำงานวาดภาพประกอบให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย 

จากที่จะอยู่แค่เรียนก็กลายเป็นได้งานทำ จากที่แค่จะอยู่ปีเดียวก็กลายมาเป็น 12 ปีอย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองคนได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ และซ่อมบ้านหลังเก่าให้กลายเป็นสตูดิโอเล็กๆ ในย่านฝั่งธนเพื่อเริ่มต้นรับงานออกแบบในประเทศไทยอีกครั้งนึงในชื่อ RoutineStudio 

การได้ประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบกราฟิกและนักวาดภาพประกอบในดินแดนอาทิตย์อุทัยที่อุดมไปด้วยคนที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ และแทรกตัวขึ้นมาทำงานในสังคมนั้นได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา 

และนี่คือสาเหตุที่ผมเดินทางมาเยือนสตูดิโอแห่งนี้ เพื่อคุยกับทั้งสองคนที่น่าจะพออธิบายให้เราได้เข้าใจวิธีคิด วิธีการทำงาน ในวงการกราฟิกญี่ปุ่น เมื่อประตูสีเหลืองของสตูดิโอแห่งนี้เปิดต้อนรับผมเข้าไปแม้จะผิดหวังที่ไม่ได้ยินเสียงร้องต้อนรับแบบร้านญี่ปุ่นดังขึ้นมาตามที่คุ้นชิน แต่โปสเตอร์ สิ่งพิมพ์ หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ และบรรยากาศที่ดูสงบเงียบด้านในสตูดิโอแห่งนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่ามาถูกที่แล้ว และนี่คือเรื่องราวของนักออกแบบกราฟิกและนัดวาดภาพประกอบไทยในโตเกียว

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

นักออกแบบกราฟิกที่เริ่มความสนใจจากการ์ตูนญี่ปุ่น

เป็ดและยูนเล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนจบมาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะสนใจสิ่งที่เรียกว่ากราฟิกดีไซน์มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว ถึงแม้ตอนนั้นจะไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไรก็ตาม

“ตอนเด็กๆ ผมชอบอ่านการ์ตูน แต่ที่ชอบมากกว่าอ่านการ์ตูนก็คือการเอาโลโก้การ์ตูนที่อ่านมาออกแบบใหม่ให้มันดูเท่ขึ้น เคยส่งประกวดหัวโลโก้ของหนังสือการ์ตูนพวกนี้ด้วย ก็เลยเป็นที่มาของการเลือกเรียนมัณฑนศิลป์ ภาควิชานิเทศ ตอนใกล้ๆ จบก็มาทำงานหนังสือและนิตยสารเพราะเป็นงานเดียวที่เราพอจะเห็นภาพตัวเองบ้าง เพราะอย่างงานโฆษณาผมก็ไม่เคยเข้ารอบหรือผ่านการประกวดอะไรสักเท่าไหร่” เป็ดเล่าถึงชีวิตตอนเด็ก

”เด็กๆ เราก็ชอบวาดการ์ตูน แต่เพราะเราเป็นคนวาดรูปไม่เก่ง วาดให้มันออกมาเหมือนไม่ได้ เราก็เลยหยิบเอาตัวการ์ตูนพวกนั้นมาวาดใหม่ในสไตล์ตัวเอง ซึ่งตอนนี้ก็ยังวาดไม่เก่งนะ (หัวเราะ) ตอนที่ยังเด็กๆ อยู่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไร คิดว่าถ้าชอบวาดรูปก็ต้องไปเรียนจิตรกรรมอะไรพวกนั้น แต่พอไปเห็นงานที่คนเรียนจิตรกรรมวาดออกมาแบบที่เหมือนของจริงมากๆ ก็รู้เลยว่าตัวเองทำไม่ได้ (หัวเราะ) 

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินเข้าไปศิลปากรกับเพื่อน ไปเจอรุ่นพี่ในคณะที่เปิดติวเด็กที่จะสอบเข้า หนึ่งในนั้นคือ โน้ต พงษ์สรวง (พงษ์สรวง คุณประสพ อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้ก่อตั้ง Dudesweet และสื่อแสนสนุกอย่าง third world) ซึ่งเป็นคนชี้ทางสว่างให้กับเราว่ามันมีวิชากราฟิกอยู่ในโลก แล้วของที่เราอยากทำมันคือสิ่งนี้ เราก็เลยได้มาเรียนในคณะนี้” ยูนเล่าถึงชีวิตวัยเด็กบ้าง

หลังจากที่เรียนจบทั้งเป็ดและยูนก็ทำงานประจำอยู่ได้ประมาณ 2 ปี ทั้งสองคนก็รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ออกมาทำงานฟรีแลนซ์ด้วยกันในชื่อว่า Good Citizen โดยเช่าห้องเปิดเป็นสตูดิโอหางานและรับทำงานอิสระตามแต่ที่มีคนจ้าง ทั้งคู่บอกว่าใครชวนไปทำอะไรก็ไปทำทั้งหมด พอทำได้สัก 2 ปีก็รู้สึกว่าอยากจะเริ่มไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้ว 

ด้วยความที่ทั้งสองคนชอบและไปเที่ยวญี่ปุ่นกันก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงเวลานั้นการไปเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ว่าจะเป็นการทำวีซ่า ราคาตั๋วเครื่องบินในยุคที่ยังไม่มีสายการบินราคาประหยัด ค่าที่พัก จึงทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวได้นาน ซึ่งพอไปได้ไม่นานก็ทำให้เวลาในการไปเดินดูงานน้อยลงไปด้วย จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่างั้นไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นดีกว่า เพราะเรียนแค่ครึ่งวัน อีกครึ่งวันก็จะได้มีเวลาเดินดูงานออกแบบกันได้แบบเต็มๆ และถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นด้วยก็คงจะอ่านหนังสือดีไซน์ที่ทั้งสองคนชื่นชอบได้อีกด้วย ทั้งสองคนจึงตัดสินใจไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นกัน

RoutineStudio
RoutineStudio

จากนักออกแบบสู่นักเรียนภาษา

“แต่พอไปเรียนภาษาได้สักพัก อาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่นก็แนะนำมาว่าถ้าชอบวาดรูปทำไมไม่ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปะล่ะ” ยูนเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยนในช่วงนั้น 

“อาจารย์ก็พูดชื่อมาอยู่สองสามมหาลัย เราก็ไม่รู้ว่าที่ไหนดีกว่ากัน ก็เลยคิดง่ายๆ ว่าไปดูแต่ละที่ด้วยตัวเองเลยแล้วกัน ก็พอดีไปที่มหาวิทยาลัยทามะอาร์ต (Tama Art University) ไปเจอห้องสมุดใหม่ที่ออกแบบโดย Toyo Ito (สถาปนิกชั้นนำคนหนึ่งของญี่ปุ่น) เพิ่งสร้างเสร็จ สวยมาก ก็เลยตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่แหละ ไม่รู้จะไปเลือกเรียนที่อื่นทำไมแล้ว (หัวเราะ)” 

ภาพ : Wikipedia

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เตรียมตัวสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยทามะอาร์ต โดยไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้ดูผลงานและประเมินกันก่อน ซึ่งหลังจากที่คุยงานกันแล้วอาจารย์ที่ปรึกษาก็แนะนำให้ลองไปสอบดู การสอบมีทั้งส่วนของข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ ซึ่งทั้งคู่ก็สอบติดและได้เรียนกันทั้งคู่ 

ผมถามทั้งสองคนว่า แล้วระบบการเรียนของที่ญี่ปุ่นมันแตกต่างจากที่เราเรียนปริญญาตรีที่ไทยยังไงบ้าง

“ตอนแรกเราก็คิดว่าเข้าไปแล้วจะมีคอมพิวเตอร์วางเรียงรายอยู่เยอะๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มี แต่มีตารางเวลามาให้ว่าอาจารย์ที่สอนจะเข้ามาวันพุธและวันศุกร์ เราจะทำยังไงก็ได้ให้งานมันเกิดการพัฒนา อย่างของผมก็มีอาจารย์แนะนำให้ไปเรียนวิชาของปริญญาตรีเพิ่มเติมเอา ซึ่งผมได้เห็นกระบวนการการเรียนในสมัยปริญญาตรีเลยว่าเขาให้เวลากับการค้นคว้าหาข้อมูลกันอย่างมาก 

“อย่างวิชาโฆษณาทั้งเทอมนั้นก็ออกแบบแค่ชิ้นงานเดียว แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลก่อนว่าสินค้านี้ใครใช้ นิสัยยังไง ชอบอะไร ดาราคนไหนที่อยู่ในใจคนกลุ่มนี้ ก่อนที่ปลายเทอมจะจบออกมาที่อาร์ตเวิร์ก 1 ชิ้นเท่านั้น” เป็ดอธิบายถึงวิธีการเรียนการสอนของที่ญี่ปุ่น

“เราจะชอบดูความบ้าของคนญี่ปุ่นที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในคลิปวิดีโอ เวลาทำอะไรจะหมกมุ่นทำมันไปเรื่อยๆ แล้วยิ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปะเนี่ยมันจะบ้ากว่านั้นไปอีก ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่ทำอยู่แบบนี้มันแปลกนะ จะคิดว่ามันปกติ อย่างคนที่ทำแอนิเมชันก็จะนั่งวาดรูปเพื่อให้มันเป็นภาพเคลื่อนไหวเองเป็นหมื่นๆ แผ่นด้วยตัวคนเดียวอะไรแบบนี้ แล้วหน่วยวัดที่คนญี่ปุ่นใช้กันคือมิลลิเมตร ไม่ค่อยมีการใช้หน่วยเซนติเมตร หรือนิ้ว หรือฟุต สักเท่าไหร่ คือถ้ามีหน่วยอะไรที่เล็กกว่ามิลลิเมตรคนญี่ปุ่นก็คงจะใช้ (หัวเราะ)” ยูนเสริมถึงบรรยากาศการเรียนของชาวญี่ปุ่น

“แล้วความสนุกที่สุดคือเวลาที่เพื่อนเอางานมาให้อาจารย์ตรวจ เพื่อนมันก็หลากหลายชาติมาก ทั้งจีน ไอร์แลนด์ จอร์แดน มาซิโดเนีย หรือประเทศที่เราไม่รู้จักเลย แค่ได้ดูงานที่แต่ละคนทำมาก็เปิดโลกเรามากๆ แล้ว และเวลาที่ส่งงานเสร็จก็จะนำงานพวกนั้นมาจัดงานนิทรรศการกันข้างในมหาลัยให้รุ่นพี่หรือรุ่นน้องได้มาดูกันต่อด้วยมันทำให้บรรยากาศการเรียนสนุกมากๆ”  

นอกเหนือจากการเรียนแล้ว ในเวลาว่างทั้งสองคนก็ออกไปดูงานกราฟิกที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่อยู่เสมอ หลายๆ ครั้งไปถึงก็ไม่ได้ดู เพราะคิวคนที่ตั้งใจมาดูงานนั้นยาวมากจนต้องถอดใจ แสดงถึงความสนใจในงานออกแบบของคนญี่ปุ่นทั่วไปได้เป็นอย่างดี 

ผมสงสัยส่วนตัวถึงการที่ประเทศญี่ปุ่นโดดเด่นมากในเรื่องการออกแบบกราฟิก สิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม การเติบโตขึ้นมากับสิ่งแวดล้อมที่ดีในการออกแบบแบบนี้มันทำให้คนญี่ปุ่นมีเซนส์หรือการออกแบบที่ดีกว่าเราไหม  

“มาตรฐานเขาสูงกว่าเรา อย่างงาน 1 ชิ้น เขาจะไม่ได้ตัดสินแค่ว่างานชิ้นนี้สวยหรือไม่สวย แต่เขาจะพูดว่าชิ้นนี้ใช้ได้ ชิ้นนี้ใช้ไม่ได้แทน คืองานลายเส้นบางอย่างที่เราดูแล้วรู้สึกมันไม่โอเคเลย ถ้ามันไปอยู่ถูกที่ถูกทางมันก็จะสวยและใช้งานได้ 

“และสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนญี่ปุ่นคือความใหม่ อะไรที่ยังไม่มีคนทำกันแม้จะมีความเป็นไปได้แค่นิดเดียว ทกคนก็จะทำกันและยอมรับในความไม่เหมือนคนอื่น ความแตกต่างอันนั้น อย่างสินค้าที่ทำขายแม้จะครอบคลุมไปหมดแล้ว แต่บริษัททั้งหลายก็จะพยายามออกแบบของใหม่ขึ้นมาให้มันมีรายละเอียดดีกว่าของเดิมอยู่เสมอๆ” ยูนอธิบายถึงวิธีคิดของชาวอาทิตย์อุทัย

“แล้วไอ้รายละเอียดเล็กๆ พวกนี้มันก็จะทำให้ชีวิตทุกคนดีขึ้นด้วย อย่างงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบแล้วมันจะทำยังไงให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก ทำเพิ่มอีกนิดหนึ่งคนใช้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องทำกันก็ได้ แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะทำ แล้วคนใช้ก็ดันรับรู้สิ่งนี้อีก พวกบริษัทต่างๆ ก็เลยพยายามจะแข่งกันทำให้ดีกว่าอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ เลยทำให้งานของที่ญี่ปุ่นนั้นถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา” 

RoutineStudio

จากนักเรียนสู่อาชีพนักออกแบบกราฟิกที่ญี่ปุ่น

หลังจากเรียนจบปริญญาโททั้งสองคน ยูนยังคงสนใจและสนุกกับการเรียนอยู่ เลยสมัครเรียนต่อปริญญาเอกด้านการศึกษาศิลปะ ด้วยเหตุผลที่ชอบการได้อยู่ในสังคมของเหล่าคนเก่งๆ มาตลอดเลยอยากรู้ว่าถ้าเป็นในสังคมคนเรียนปริญญาเอกต่อจะเป็นอย่างไร ส่วนเป็ดก็ลองหางานประจำทำดู ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวเล่าว่าได้นั่งเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนกลับเลย เพราะมั่นใจมากว่าได้กลับไทยแน่ๆ 

“ตอนนั้นก็ลองหางานดู ใครบอกว่าที่ไหนรับก็ส่งใบสมัครไป จนไปได้งานเป็นนักออกแบบกราฟิกของนิตยสารแจกฟรีที่เกี่ยวกับเมืองไทย พอทำงานไปสักพักก็เริ่มไปช่วยงานกราฟิกของคนนู้นคนนี้จนเริ่มมีผลงานที่เป็นงานภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา ทีนี้เลยลองไปสมัครงานกับบริษัทออกแบบดูบ้าง ซึ่งก็พอดีว่าที่ groovisions ซึ่งก็เป็นบริษัทออกแบบกราฟิกที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นและเราชอบอยู่ก่อนหน้านี้แล้วเปิดรับพอดี สุดท้ายก็ได้งานที่นั่นด้วย ผมเป็นคนต่างชาติที่ได้ทำงานในนั้นคนแรกและคนเดียวด้วยนะ”

แล้วพอได้เข้าไปทำงานในบริษัทที่เราสนใจ มันเหมือนหรือต่างกับที่เราคิดไว้ยังไงบ้าง ผมถามเป็ดต่อ

“มันต่างกับที่เราคิดไว้เยอะ งานมันดูน่ารักสดใสเราก็คิดว่าบรรยากาศในที่ทำงานก็คงเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ เพราะที่ทำงานเงียบมากๆ ทุกคนตั้งใจทำงาน ไม่มีใครพูดคุยกันเลย เพราะงานมันเยอะจนไม่มีใครคุยกัน เดี๋ยวทำงานไม่ทัน (หัวเราะ)” เป็ดเล่าให้ฟังถึงความหลังสมัยยังเป็นซาลารีมัง 

“ตัวงานมันก็หลากหลายมาก มีทั้งกราฟิก โลโก้ บรรจุภัณฑ์ โฆษณา โมชันกราฟิกก็มี ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เข้าไปก็ต้องปรับตัวเยอะ อย่างเราเป็นคนไทยจะมีปัญหามากที่สุดคือเรื่องการหยิบใช้คู่สี เขามักมาบอกเราว่าให้หยิบคู่สีใหม่ เพราะคนญี่ปุ่นจะไม่ใช้สีสดๆ แบบที่เรานิยมใช้กัน 

“แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือระบบการทำงานที่แตกต่างจากที่ไทย อย่างเช่นอาจจะมีงานออกแบบแพ็กเกจอันหนึ่งที่ใช้เวลา 1 เดือน แต่บริษัทนี้จะให้เราส่งงานชิ้นนี้ทุกๆ 3 วัน ให้เจ้านายดูทีหนึ่ง แล้ววันหนึ่งก็ไม่ได้มีงานนี้งานเดียว วันหนึ่งอาจจะต้องส่งงานแบบนี้ 3 ครั้ง เช้ารอบหนึ่ง บ่ายโมงรอบหนึ่ง เย็นอีกรอบหนึ่ง ถ้างานที่ส่งตอนบ่ายไม่โอเคก็อาจจะต้องแก้แล้วรีบส่งให้เจ้านายดูภายในเย็นนั้น และทุกคนต้องทำงานส่งให้ตรงเวลาด้วย”

เป็ดยังเล่าให้ฟังอีกว่าไม่ใช่แค่เพียงการส่งงาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการประชุมต่างก็ใช้เวลาที่สั้น กระชับ และตรงต่อเวลามากๆ

“คิดเอาสิว่ารถไฟมาช้าแค่ 30 วินาทียังมีการประกาศขอโทษเลย” ยูนเสริมเหตุการณ์ที่เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนออกมาพร้อมกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานที่ groovisions กว่า 4 ปีคืออะไร ผมถามเป็ดต่อ

“เราเรียนรู้ว่าการทำงานกราฟิกดีไซน์มันคือการทำไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หยุดมันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ งานที่ไม่ดีถ้าไม่ทำมันออกมามันก็จะไม่สามารถพัฒนาต่อได้จริงๆ คำว่าคิดงานไม่ออกจริงๆ มันคือการคิดงานที่ดีไม่ออกมากกว่า คนชอบคิดว่าไอเดียดีๆ เหมือนห่านทองคำ เจอแล้วก็ดีเลย แต่สำหรับเรางานออกแบบที่ดีมันคือการหยิบเอาหินมาเจียระไนจนกลายเป็นเพชรนะ 

“แม้แต่คนที่เป็นดีไซเนอร์ระดับโลกก็มีวันที่คิดไม่ออกเหมือนกัน อย่างงานที่กำหนดส่ง 1 เดือนแล้วให้ทำส่งทุก 3 วันเนี่ย แม้แต่วันที่ 27 ที่เราคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว แต่มันก็จะดีขึ้นอีกในวันที่ 29 ผมติดนิสัยนี้มาจากการทำงานที่นี่จริงๆ” เป็ดอธิบายถึงวิธีคิดที่ได้เรียนรู้มาจากการทำงานในบริษัท

RoutineStudio
RoutineStudio

จากนักเรียนสู่อาชีพนักวาดภาพประกอบที่ญี่ปุ่น

ผมหันมาถามทางฝั่งยูนที่ประกอบอาชีพเป็นนักวาดภาพประกอบแบบฟรีแลนซ์ที่ญี่ปุ่นว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง 

ยูนเล่าย้อนว่า หลังจากที่จบปริญญาเอกมาแล้วก็มาทำงานพาร์ตไทม์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ที่มีหน้าที่ผลิตเกมบนมือถือ ซึ่งของเล่นจากเกม Dragon Quest ที่วางเรียงรายอยู่บนคอมพิวเตอร์ของยูนก็บอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของเครื่องเป็นคนชอบเล่นเกมจริงๆ 

เธอได้รับมอบหมายให้ออกแบบฉาก อุปกรณ์ ไอเทมต่างๆ ไปจนถึงคาแรกเตอร์ในเกมมือถือด้วย แทนที่จะเป็นงานในฝัน แต่เธอกลับไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะวิธีคิดของเกมมือถือที่เน้นการให้คนเล่นซื้อของมากกว่าความสนุกในเนื้อเรื่อง พอมีเวลาเหลือจากการทำพาร์ตไทม์ยูนจึงไปช่วยทำงานกราฟิกให้เพื่อนของเพื่อนแทน และด้วยการแนะนำปากต่อปาก ชื่อของยูนจึงไปเข้าหูบริษัทออกแบบแห่งหนึ่งที่อยู่ดีๆ ก็หยิบยื่นโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตของยูนไปตลอดมาให้

“อยู่ดีๆ บริษัทนั้นก็ติดต่อมาว่ามีงานด่วนให้เวลาแค่ 3 วัน เป็นงานทำปกแจ็กเก็ตของวงฮิปฮอปชื่อดังของญี่ปุ่นชื่อว่า Ketsumeishi (เค็ทซึเมชิ) บรีฟของเขาคือโยนเพลงซิงเกิลมาให้เราฟังแค่นั้น เราก็เลยฟังเพลงแล้วก็วาดภาพประกอบออกมาเป็นทะเลท้องฟ้าที่เราถนัดแล้วก็ส่งไป ปรากฏว่าผ่านเลย ไม่มีแก้เลย มาเจองานตัวเองอีกทีคือเป็นซุ้มใหญ่ๆ อยู่ใน Tsutaya ที่ตรงสี่แยกชิบุยะ (หัวเราะ)” 

“ตอนนั้นก็เพิ่งรู้ว่าวงนี้มันดังมากนี่หว่า (หัวเราะ) คือวงดนตรีเคยมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาชอบมาก เพราะมันเป็นภาพที่ดูไม่เป็นคนญี่ปุ่นวาด มันดูเป็นงานที่ดูอินเตอร์มาก แล้วไม่รู้เลยว่าใครวาด ฝรั่งหรือเปล่า ชายหรือหญิงก็ไม่รู้ บรรยากาศก็เหมาะกับเพลงดี แหงล่ะ ก็ได้บรีฟมาเป็นเพลงเพลงเดียวนี่นา (หัวเราะ)” ยูนเล่าถึงโอกาสการทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบในญี่ปุ่นครั้งแรก

อะไรทำให้งานที่ยูนวาดดูไม่เหมือนงานของคนญี่ปุ่น แล้วการที่วาดออกมาดูไม่เหมือนคนญี่ปุ่นนี้คือสิ่งที่ทำให้ได้งานมาเหรอ ผมถามต่อ

“เราก็ไม่รู้ แต่เคยมีคนญี่ปุ่นมาบอกเราว่าสีที่เราใช้เป็นสีที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้ในงานภาพประกอบแบบนี้ คือพวกภาพสีท้องฟ้าตอนเย็นที่เราใช้มันหาไม่ค่อยได้ในภาพที่วาดโดยคนญี่ปุ่น ตอนนั้นก็เลยเข้าใจว่าเพราะเขาอยากได้งานที่ดูไม่ญี่ปุ่นเลยมาจ้างเรา ถ้าอยากได้งานที่ดูญี่ปุ่นก็ไปจ้างคนญี่ปุ่นดีกว่า ซึ่งนักวาดภาพประกอบคนญี่ปุ่นนี่มีมากมายมหาศาลเลย” ยูนตอบ

หลังจากที่ได้วาดภาพประกอบให้กับวงฮิปฮอปวงนั้นไปก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นนักวาดภาพประกอบของยูน เพราะก็มีบริษัทและเอเจนซี่ใหม่ๆ ติดต่อมาให้ยูนทำงานให้อยู่เสมอๆ จนตอนหลังยูนก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวาดภาพประกอบประเภทแลนด์สเคปของธรรมชาติและเมือง เครื่องจักร และรถยนต์

“ในญี่ปุ่นนักวาดภาพประกอบมีอยู่เยอะมาก แต่ละคนก็จะต้องมีความถนัดแบบพิเศษลงเกี่ยวกับงานของตัวเอง เช่นคนนี้วาดผักสวย งานที่เกี่ยวกับผักก็จะไปหาเขา พอยูนวาดรถไปในงานแล้วมันออกมาสวย เวลาต้องหาคนวาดรถก็จะนึกถึงคนนี้ขึ้นมาก่อน” เป็ดเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกนักวาดภาพประกอบในบริษัทออกแบบที่ญี่ปุ่น

“ตอนแรกมาเป็นงานวาดเครื่องจักร ถัดมาก็เป็นรถ แล้วก็มีงานวาดรถมาเต็มเลย แรกเริ่มเราชอบวาดภาพทะเล แล้วพอเป็นทะเลการมีรถมาจอดอยู่มันก็ทำให้องค์ประกอบมันสวยขึ้น ทีแรกมันก็แค่นี้แหละ (หัวเราะ)” ยูนเล่าถึงที่มาของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวาด

ด้วยธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นที่จะไม่เอางานของคนอื่นมาเป็นเรเฟอเรนซ์ให้อีกคนหนึ่งวาด อีกหน้าที่ของนักวาดภาพประกอบฟรีแลนซ์อย่างยูนจึงเป็นการวาดภาพเล่นๆ ในหลากหลายรูปแบบ และเทคนิคที่ไม่มีโอกาสทำในงานจ้างทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นแล้วเกิดไอเดียในการจ้างงานครั้งต่อๆ ไปด้วย 

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

“บางครั้งเหล่านักวาดภาพประกอบหรือกราฟิกดีไซเนอร์ที่ญี่ปุ่นก็ต้องจัดนิทรรศการเพื่อแสดงงานใหม่ๆ แล้วเชิญบรรดาอาร์ตไดเรกเตอร์และออฟฟิศออกแบบมาดู เพื่อให้นายจ้างได้เห็นว่าทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง แต่เราถนัดวาดแล้วอัปในเว็บไซต์มากกว่า” ยูนเล่าถึงหน้าที่อีกอย่างของเหล่านักวาดภาพประกอบ

หลายคนคงจะสงสัยว่าแล้วค่าตอบแทนของนักออกแบบที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ทั้งสองคนเล่าว่า ค่าตอบแทนของนักออกแบบทั้งสองแขนงในญี่ปุ่นนั้นมากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้จริงๆ และด้วยรูปแบบของบริษัทญี่ปุ่นที่ค่อนข้างทำตามระเบียบมากๆ มีการกำหนดค่าเหนื่อยไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่ละชิ้นอยู่แล้ว และถ้างานที่ถูกว่าจ้างถูกหยิบนำไปต่อยอดเป็นสิ่งอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนแรก เช่นจากที่คุยไว้ว่าเป็นแบนเนอร์ในเว็บไซต์ เมื่อหยิบมาทำบิลบอร์ด นักออกแบบคนนั้นก็จะได้เงินส่วนของบิลบอร์ดเพิ่มในตอนหลังด้วย

ฟังแต่เรื่องข้อดีของคนญี่ปุ่นมาเยอะ ผมเลยถามถึงข้อเสียของคนญี่ปุ่นดูบ้าง ทั้งสองคนนั่งคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบว่า ความยากในการทำงานกับคนญี่ปุ่นน่าจะเป็นเรื่องของความไม่กล้าพูดอะไรตรงๆ ออกมา ถ้าจะพูดอะไรในแง่ลบสักอย่างก็จะพูดอ้อมไปอ้อมมาจนบ้างครั้งก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร 

RoutineStudio

สตูดิโอสีเหลืองแห่งท่าดินแดง

ฟังทั้งสองคนเล่าชีวิตการทำงานมาก็เยอะ ผมก็สงสัยว่าค่าตอบแทนก็ดี ชีวิตก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี อะไรทำให้อยากกลับมาไทยกัน

“หลักๆ คือที่บ้านเรียกตัวครับ เป็นลูกคนเดียวด้วย ไปตั้งนาน ไหนตอนแรกบอกว่าปีสองปี จริงๆ เราก็ไม่ได้คิดจะอยู่จนแก่ที่โน่นด้วยแต่แรก ก็เลยคิดว่าได้เวลากลับซะที” เป็ดเล่าสาเหตุในการกลับมา

“ส่วนของเราคือด้วยการทำงานและการติดต่องานมา เราทำงานที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ค่าตั๋วเครื่องบินก็ถูก วีซ่าก็ไม่ต้องใช้ เราไม่ต้องอยู่ที่นั่นตลอดก็ได้” ยูนตอบ

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

เลยเป็นที่มาของการกลับมาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกครั้งหลังจากผ่านเวลาไปถึง 12 ปี แล้วทั้งคู่เลยหยิบเอาบ้านเก่าของยูนที่แถวท่าดินแดงมาซ่อมแซมปรับปรุงให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยและสตูดิโอในชื่อ RoutineStudio สตูดิโอสีเหลืองในย่านท่าดินแดงแห่งนี้ 

ถึงชื่อจะเป็นสตูดิโอ แต่จริงๆ แล้วทั้งสองคนก็ต่างทำงานของตัวเองไป เหมือนกับแชร์พื้นที่ใช้งานร่วมกันมากกว่า เป็ดจะดูแลในส่วนของ RoutineStudio ที่เปิดรับงาน Visual Communication ทั้งหมด รับออกแบบกราฟิก ดูแลอาร์ตไดเรกชัน ทำโมชันกราฟิก ออกแบบบรรจุภัณฑ์ สิ่งพิมพ์ แผ่นเสียง หนังสือ ส่วนยูนก็ยังคงรับงานวาดภาพประกอบจากบริษัทต่างๆ ที่ญี่ปุ่นอยู่ 

นอกจากนี้ทั้งคู่ที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีก็ยังมองถึงโอกาสในการรับงานที่ต้องสื่อสารกับคนญี่ปุ่นในไทยอีกด้วย

ผลงานการออกแบบกราฟิกของเป็ด

BNK B SIDE.

“งานปกหนังสือจริงๆ แล้วเคยทำอยู่บ้างก่อนไปญี่ปุ่น แต่มาได้ทำเยอะช่วงกลับมาใหม่ๆ แซลมอนชวนมาทำให้หลายๆ เล่ม ส่วนใหญ่เราจะได้ทำงานกับคนที่สามารถคุยกันได้ตรงๆ แบบเอางานที่ยังไม่เสร็จไปให้เขาดูก่อนได้น่ะ แล้วปรึกษากันไประหว่างทางว่าจะเลือกทางไหน ไม่ต้องเตรียมตัวพรีเซนต์โน้มน้าวขายงานกันขนาดนั้น

“บ.ก. ของ สนพ.แซลมอน ก็จะมีโจทย์หลักๆ ของแต่ละเล่มมาให้ แล้วเราก็มาแก้ด้วยกัน คือสามารถคุยกันได้ว่าทำไงดีครับ ซึ่งตอนที่เราไปอยู่ที่โน่นก็ได้เห็นดีไซเนอร์เขาคุยกับลูกค้าตรงๆ แบบนี้เหมือนกันนะ คือไม่ได้เป็นแบบดีไซเนอร์จะต้องเป็นเทพรู้ทุกเรื่อง บางอย่างถ้ายังไม่มีใครเคยทำ ไม่รู้ก็ไม่แปลก พวกเรามาช่วยกันทำให้มันดีขึ้นยังไงดีมากกว่า แล้ว B SIDE. นี่คือเล่มที่ต้องถามว่าทำไงดีกันทุกขั้นตอน (หัวเราะ) เพราะเราก็อยากให้มันออกมาโอเคกับทั้งนักเขียน คนอ่าน และน้องๆ ด้วย”

Snap

“โปสเตอร์หนังเรื่องแรก อันนี้ก็เหมือนกัน คือทำยังไงดีครับพี่คงเดช เราแลกไอเดียเลือกกันไปเรื่อยๆ ก็ดีใจที่มันเป็นหน้าตาที่โอเคกับหนัง

“เวลาทำงานกับศิลปินนักเขียนหรือผู้กำกับจะต้องคิดว่านอกจากเป็นงานเราแล้ว มันยังเป็นงานเขาด้วย คือทุกคนใช้เวลาทำงานนานกว่าเราใช้เวลาออกแบบมันแน่ๆ แต่ว่ามันก็เป็นส่วนสำคัญเป็นภาพจำที่จะอยู่กับงานนั้นไปตลอดกาล ยิ่งโปสเตอร์หนังนี่ทำไปแล้วมันจะฝังไปในประวัติศาสตร์เลย ชิ้นนี้ทำได้เพราะตัวของนักแสดง ขนาดว่าเหลือแต่เงาก็ยังสวยหล่อน่ะ ถ้าเป็นคนอื่นเราอาจจะทำแบบนี้ไม่ได้ก็ได้”

Metaphors

“อันนี้เป็นแผ่นเสียงแผ่นเเรกที่ได้ทำ คือเราได้ไปออกแบบซีดีเวอร์ชันที่ขายในไทยก่อน หลังจากนั้นก็เอามาทำต่อเป็นแผ่นเสียงแผ่นหนึ่ง ทำไปทำมาพี่เจ้ยก็ให้ทำบ็อกเซ็ตไปเลย ในเซ็ตก็จะมีทั้งหนังสือ ภาพถ่าย เพิ่มมาอีก ตอนทำงานไม่ยาก รูปที่พี่เจ้ยให้มาเลือกกี่รูปก็สวยไปหมด ผมแค่ทำให้มันมีจังหวะที่ถูกต้องเท่านั้นเอง”

Boy Trai

“เคยทำโมชันกราฟิกคอนเสิร์ตพี่บอยตอนที่ยังทำ Good Citizen กับเพื่อน อัลบั้มนี้ไอเดียพี่บอยอยากให้เป็นหนังสือเด็ก หาคนวาดไม่ได้เลยลองวาดเองดู ด้วยความที่เราวาดรูปไม่เก่งมันเลยเข้ากันกับเนื้อหาดี”

Sivilai

“งาน Packaging Design ตอนที่อยู่ groovisions นั้นมีหลากหลายประเภทมาก ทั้งของกินของใช้ ขนาดเซ็ตอาหารสำหรับตอนแผ่นดินไหวยังเคยทำ โชคดีได้เจอกับลูกค้าเจ้านี้ เขาชัดเจนว่าอยากได้กระป๋องเบียร์ที่ถือแล้วสวยไม่อายใคร แม้ว่าจะต้องคุยกันแต่แรกว่าตัวดีไซเนอร์ไม่ดื่มแอลกอฮอล์นะครับ”

ผลงานภาพประกอบของยูน

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
งานที่จะทำเป็นพอร์ตฟอลิโอส่วนใหญ่ก็จะมาจากหนังหรืองานอดิเรกที่เราชอบ อย่างอันนี้ก็เป็นงานที่ทำไว้เป็นพร์ตฟอลิโอในซีรีส์ Vehicle ซึ่งใช้ในการหาลูกค้าบริษัทรถยนต์มาได้หลายเจ้า
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
คอลัมน์ประจำที่เขียนให้กับ Spectra (Mitsubishi Heavy Industries Group) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ได้อัพเดตโลกผ่านการวาดภาพประกอบเนื้อหาเหล่านี้
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ตึก National Stadium ที่ Yoyogi เป็นงานที่ทำเป็นพอร์ตฟอลิโอ โดยเฉพาะ ใส่ไว้ในซีรีส์ที่เป็นพวกตึกอาคารและงานสถาปัตยกรรม
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ปกหลัง CD/DVD ซิงเกิลของ Ketsumeishi ที่เคยทำให้ก่อนหน้านี้ ในซิงเกิลนี้เขาคอลแลบกับเบียร์ Oreon ซึ่งเป็นเบียร์ของทางโอกินาว่า
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
หน้าคู่เปิดคอลัมน์ในนิตยสาร Aera Style อันนี้ยกเครดิตให้อาร์ตไดเรกเตอร์เลย เลย์เอาต์ออกมาสวยมากๆ
โจทย์ของรูปนี้คือ ให้เห็นท้องฟ้านิดเดียว แต่ก็ต้องรู้สึกได้ว่าอากาศแจ่มใส และให้เห็นแค่วับๆ แวมๆ แต่ก็ต้องรู้ว่าเป็นภาพซูมของอะไร
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ภาพเปิดให้กับคอลัมน์เกี่ยวกับนักลงทุนที่น่าจับตาในนิตยสาร Forbes Japan เป็นสกู๊ปพิเศษที่มีปีละครั้งและกลับมาให้เราวาดทุกปีเลย

นิทรรศการล่าสุดครั้งแรกของตัวเองในไทย ที่คอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ ลูกผสมไทยญี่ปุ่นชื่อ SŌKO อยู่ใน Jouer สุขุมวิท 32 โดยผลงานที่นำมาแสดงครั้งนี้เป็นซีรีส์ PICT. ที่วาดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องของ Pictogram โดยพยายามตัดทอนรายละเอียดของภาพให้เหลือเท่าที่จำเป็น และให้คนดูสนุกกับการทำความเข้าใจด้วยตนเอง

SOKO สุขุมวิท 32 ตั้งแต่วันที่ 13 – 29 กค 62 เวลา 11.00 – 19.00 น.

ขอบคุณ RoutineStudio

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

10 สิงหาคม 2565
16 K

“ไปดูชื่อคนแต่งมา แอ้ม อัจฉริยา อีกแล้ว!”

“เพลงนี้ดีมาก ฟังแล้วรู้เลยว่าพี่แอ้มเป็นคนแต่ง”

เรามักจะเห็นประโยคเหล่านี้ในทวิตเตอร์บ่อย ๆ เวลามีเพลงทำนองสวย ๆ ใช้คำเก่ง ๆ ดังขึ้นมาแต่ละครั้ง

แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ หรือ แอ้ม CU Band เป็นนักแต่งเพลงที่อยู่มาตั้งแต่ยุคกามิกาเซ่ จนถึงตอนนี้เธอมีผลงานกว่า 200 เพลง หลายเพลงกลายเป็นเพลงโปรดประจำใจผู้คน หลายเพลงได้รางวัลการันตีความไพเพราะ

เธอเป็นนักแต่งเพลงที่ใคร ๆ ยกให้เป็น ‘Queen of T-pop’ แห่งยุคสมัย

เรารู้ว่ามีคนติดต่อขอสัมภาษณ์เธอมากมาย หลังจากที่เพลงสนุก ๆ อย่าง เฮอร์ไมโอน้อง กลายเป็นไวรัล แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังยืนยันจะขอไปคุยกับเธอด้วยอีกสักคน ในฐานะที่เป็นคนชอบฟังเพลงไทย และเป็นเด็กที่ #โตมากับกามิ คนหนึ่ง เรายังมีคำถามที่อยากถาม ‘พี่แอ้ม’ เพิ่มเติมอีกยาวเป็นหางว่าว (ถ้าเขียนบทความยาวสัก 15 หน้าได้ก็คงดีน่ะสิ!)

คอลัมน์ In Design วันนี้ เราจะมาพูดคุยกับนักออกแบบอีกแขนงหนึ่งอย่างนักแต่งเพลง ตั้งแต่ความเป็นมา วิธีคิด ไปจนถึงทัศนคติเกี่ยวกับวงการเพลงไทยในปัจจุบัน

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

เปียโนของเล่น

“ของเล่นชิ้นแรกของพี่เป็นเปียโนของเล่นที่มี 8 โน้ต พี่ไม่เล่นอย่างอื่นเลย” นักแต่งเพลงสาวเริ่มต้นร่ายประวัติของตัวเองจากตอนที่เป็นเบบี้แอ้มผู้รักเสียงเพลง ตั้งแต่จำความได้ เธอก็อยู่ในบรรยากาศที่พ่อแม่ฟังเพลงป๊อปไทย ฟังเพลงพี่เบิร์ด พอเริ่มโตขึ้นมานิดหนึ่งเธอก็เริ่มเปิดเพลง บอย โกสิยพงษ์ ในวิทยุฟังด้วยตัวเอง ตอนนั้นคือยุคที่ Bakery Music กำลังรุ่งเรือง

“สิ่งที่อยากเรียนพิเศษจนต้องขอพ่อแม่เรียนเองคือเปียโน แต่เล่นไม่เก่งนะ” เธอเล่าต่อ “พอเล่นเป็นโน้ตก็รู้สึกว่าขี้เกียจซ้อม ขี้เกียจท่อง เลยเริ่มหัดเล่นเปียโนป๊อป ซึ่งเป็นเพลงแบบที่เราชอบ ความเป็นป๊อปมันอิสระกว่า สนุกกว่า เราแค่เล่นตามคอร์ด แต่จะกดตรงไหนก็ได้ รู้สึกว่านี่มันคือทางของเรา”

ในส่วนร้องเพลง แอ้มบอกว่ายุคนั้นยังไม่ใช่ยุคที่เด็ก ๆ นิยมเรียนร้องเพลงกันเท่าไหร่ เธอจึงได้แต่นั่งร้องเพลงคนเดียวอยู่บนบันไดบ้าน ลองผิดลองถูกตามนักร้องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง 

แต่ถึงอย่างนั้น การร้องเพลงก็นำเธอมาสู่การเป็น ‘แอ้ม CU Band’ ที่ผู้คนรู้จักกันในวัยมหาวิทยาลัย

แรกเริ่มเข้าจุฬาฯ เมื่อเธอได้มีโอกาสชม CU Band เล่นในงานรับน้อง ก็เกิดรู้สึกประทับใจกับมวลความสนุกนั้นจนอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวง ถึงจะยังไม่มีประสบการณ์ในการร้องเพลงมากมาย ไม่เคยแม้แต่เป็นนักร้องในโรงเรียนเหมือนคนอื่น ๆ แต่เธอก็ตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปออดิชัน ไปยืนร้องเพลงต่อหน้ารุ่นพี่ในวงอย่าง รัดเกล้า อามระดิษ

CU Band เป็นกิจกรรมแรกที่เกี่ยวกับการร้องเพลงที่แอ้มทำอย่างจริงจัง เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นนักดนตรีตัวเป็น ๆ มาเล่นรวมวงกัน ที่วงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แอ้มได้ฝึกหลายอย่าง ทั้งฝึกร้องคอรัส ทั้งเรียนรู้ทฤษฎีการร้องเพลงอย่างมีหลักการมากขึ้น เวลาที่นักดนตรีในวงแกะเพลง เธอก็จะชอบไปแอบดู ทำให้พอมีไอเดียพื้นฐานในเรื่องการสร้างเพลงขึ้นมา

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

“พี่เรียนเอกวิทยุโทรทัศน์” เธอกล่าวถึงวิชาในห้องเรียนคณะนิเทศศาสตร์ นอกเหนือไปจากพาร์ตนักกิจกรรมที่พูดในตอนแรก “จริง ๆ วิชาเอกมันไม่ใช่การแต่งเพลง แต่ว่าก็มีบ้างที่เกี่ยว เช่น วิชาเขียนบท วิชาเพลงประกอบสื่อ

“นิเทศศาสตร์เป็นที่ที่ทำให้เราเขียนเนื้อเพลงได้ เพราะนิเทศศาสตร์คือการสื่อสาร มันคือการที่เราจะต้องวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นบทละคร บทหนัง หรือวิเคราะห์เพลงให้เข้าใจว่า อันนี้เขาทำเพื่ออะไร เขาพูดความรู้สึกของคนคนนี้ที่มีคาแรกเตอร์ยังไง ตรงนี้เอามาใช้ในการแต่งเพลงได้ดีมาก

“ถ้าถามว่ารู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงเป็นจากอะไร พาร์ตดนตรีคือ CU Band พาร์ตเนื้อคือนิเทศศาสตร์ นอกจากนั้นก็แอบมีแม่มาเกี่ยวนิดหนึ่ง” เธอเอ่ยถึงแม่ยิ้ม ๆ “เมื่อก่อนแม่พี่เป็นนักแต่งกลอนของธรรมศาสตร์ เลยสอนเรื่องคำคล้องจองมาตั้งแต่เด็ก”

เพราะความรักในเสียงดนตรี แอ้มเลือกเอกวิทยุโทรทัศน์ด้วยหวังจะเป็นดีเจ แอ้มเห็นภาพตัวเองแนะนำเพลงเพราะ ๆ ให้คนอื่นฟังในทุกวัน แต่เมื่อเรียนจบออกมา ดีเจกลับไม่ใช่อาชีพที่ได้ทำ เธอกลายมาเป็นครูสอนร้องเพลงที่รับงานร้องคอรัสไปด้วย และเมื่อแอ้มได้รู้จักกับเหล่าคนเบื้องหลัง โปรดิวเซอร์ เธอก็ได้เข้าไปช่วยร้องไกด์ให้กับนักร้องเป็นอาชีพเสริม แล้วโชคชะตาก็พาเธอไปรู้จักกับทีมของ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร หรือ ก๊อป โปสการ์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเนื้อร้องของกามิกาเซ่ในยุคนั้น

“เราร้องไกด์แล้วเริ่มแอบเสนอความคิดเห็น คำนี้ร้องยาก ถ้าร้องเป็นคำนี้ได้ไหมคะ” แอ้มย้อนความหลังอย่างออกรส “ถ้าเป็นบางคนอาจจะโกรธก็ได้ แต่พี่ก๊อปกลับเห็นว่า เอ้า! ไอ้เด็กนี่มันคิดเองได้นะ เขียนเนื้อได้ไหม เขาก็เลยชวนมาคุยกัน พี่เลยได้เข้าไปฝึกงานอยู่ในทีมค่ะ”

วันหนึ่งเมื่อทีมงานกำลังหาเพลงช้ามาลงอัลบั้ม โฟร์-มด ชุดที่ 5 จู่ ๆ แอ้มก็ฮัมทำนอง “หน่านาน้า หน่านาน้านา” ที่แล่นเข้ามาในหัวขึ้นมา (นอกจากจะแต่งเนื้อเพลงได้แล้ว เธอแต่งทำนองได้เฉยเลย!) เมื่อทีมงานถูกใจ เธอก็กลับมาเคาะโต๊ะร้องท่อนฮุคเจ็บ ๆ อย่าง “ถ้าเปลี่ยนใจไปรักใครได้ฉันรักไปแล้ว…” ให้ทุกคนฟังในครั้งถัดมา

“เฮ้ย ดี!” ก๊อป โปสการ์ด อุทาน

แล้ว แอ้ม อัจฉริยา อัจฉริยะนักแต่งเพลงป๊อปแห่งยุคก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

นักแต่งเพลงสาวท่านหนึ่ง

แอ้มโตมากับเพลงยุค Bakery Music และเข้าสู่วงการทำเพลงในยุคกามิกาเซ่

ณ เวลานั้น นอกจาก ก๊อป โปสการ์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเนื้อร้องแล้ว ก็มี เอฟู-ณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ หัวหน้าทีมดนตรีที่แอ้มได้ร่วมงานอยู่ตลอด

“เราได้เห็นเทคนิคการทำงานของพี่ ๆ เขาเยอะมาก อันนี้ต้องขอบคุณที่ทำให้เห็น เพราะไม่อย่างนั้นเราอาจจะคิดว่าการทำเพลงคือการนั่งคิด แล้วเขียนออกมาแค่นั้น เราอาจจะไม่ได้ทำงานได้อย่างที่ทำทุกวันนี้

“จริง ๆ แล้วกว่าจะเสร็จหนึ่งเพลงที่เราได้ฟังกัน มันมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน เวลาพี่ก๊อปเขาจะเขียนเพลงหนึ่งเพลง เขาจะไปรีเสิร์ชก่อนว่าศิลปินเป็นคนแบบไหน พูดจาแบบไหน ทุกอย่างคิดหมด ไม่มีอะไรที่มั่วนะคะ”

เธอบอกว่าคาแรกเตอร์จริง ๆ ของแต่ละคนจะถูกหยิบขึ้นมา ‘ตี’ ให้ชัดขึ้น แล้วออกมาอยู่ในเนื้อเพลง

“ทีมจะคิดกันว่า อย่างคำนี้ ๆ นะ ถ้าเป็นหวายจะพูดได้ แต่ขนมจีนจะไม่พูด” ฟังแอ้มเล่าแบบนี้ เรารู้สึกราวกับกำลังนั่งดูรายการ #ความลับกามิ EP.พิเศษ “น้องหวายเป็นเด็กอินเตอร์ พูดตรง ๆ เด็ดขาด ตัดคือตัด น้องขนมจีนเป็นตัวแทนของสาวที่มีความ Emotional เนื้อเพลงก็จะออกไปทางยอมแพ้หน่อยได้ น่าสงสารนิดหนึ่งได้ ส่วนเฟย์ฟางแก้ว จะเป็นผู้หญิงบอบบางหน่อย เราเขียนเนื้อให้งอแงนิด ๆ ได้”

แอ้มไม่ได้ทำกามิกาเซ่แล้ว ทุกวันนี้หน้าที่ในการทำเพลงของเธอขยายกว้างขึ้น จากเดิมที่ได้แต่งทำนอง ร้องไกด์ ร้องคอรัส หรือคุมนักร้องอัดเพลงเป็นหลัก ก็ได้แต่งเนื้อร้องและโปรดิวซ์เพิ่มมาด้วย (ส่วนการเรียบเรียงดนตรี โดยปกติเธอมีทีมที่ทำด้วยกันเป็นประจำ) ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยึดหลักที่ได้มาจากพี่ ๆ ทีมเดิม คือเธอต้องรู้จักศิลปิน ต้องจับทัศนคติของเขาให้ได้ และถ้า ‘รัก’ ศิลปินได้เลย ก็จะยิ่งทำให้เพลงออกมาดี

แอ้มเล่าว่า ขั้นตอนการทำเพลงสมัยก่อนนั้น โดยปกติต้องส่งเดโม่ที่มีดนตรีพร้อมกับฮัมทำนองไปก่อน เพื่อให้ผู้ใหญ่ฟังว่าเพลงนั้นเพราะไหม จากนั้นค่อยคิดคอนเซ็ปต์ เนื้อเรื่อง แล้วเขียนเนื้อเพลงให้ลงตัวพอดีทีหลัง ซึ่งข้อดีคือส่วนที่สำคัญของเพลงอย่างทำนองจะฟังแล้วเพราะ สมัยนี้ก็มีบางทีมที่ทำแบบนั้น และบางทีมที่แต่งเนื้อ-ทำนองในตัวเอง

แล้วตอนนี้คุณทำแบบไหน – เราถามพี่สาวนักแต่งเพลงตรงหน้า

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

“พี่ยังทำแบบเก่า แนวคิดที่เราตั้งใจทำในทุกเพลงคือ ทำนองต้องเพราะก่อน ให้เอาไปเล่นเปียโนเปล่า ๆ ได้” เธอตั้งใจตอบ “แต่เราจะสบายกว่าพี่ ๆ ที่แยกกันแต่งทำนอง-เขียนเนื้อนิดหนึ่ง สมมติว่าคำไม่ลงจริง ๆ เราก็แอบขออนุญาตตัวเองว่า เพิ่ม 1 คำได้มั้ยจ๊ะ ได้สิ อนุญาต (หัวเราะ) อีกอย่างคือเราเป็นคนเขียนทำนองขึ้นมาด้วยอารมณ์นี้ เราก็จะรู้ว่าเพลงนี้ควรเล่าเรื่องอะไร มันจะสัมพันธ์กันมากกว่า

“จริง ๆ ชีวิตพี่ไม่มีเรื่องราวอะไรเท่าไหร่เลย วัน ๆ ก็คุยกับแมว ไม่ค่อยมีความเครียด” แอ้มสารภาพขำ ๆ เมื่อเราถามต่อถึงเทคนิคเขียนเนื้อร้อง “แต่พี่ดูชีวิตคนอื่น ดูหนัง ดูซีรีส์ แล้วคิดตาม เราชอบเรื่องจิตวิทยา เลยชอบทำความเข้าใจกับคนอยู่แล้ว เพิ่งมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ชอบมันมีประโยชน์กับงานมาก เพราะทำให้มโนแทนคนอื่นได้ว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์นี้ เราน่าจะรู้สึกแบบนี้ ทำให้เราเขียนเพลงได้สมเหตุสมผลขึ้น

“บางทีเราใช้ความนิเทศศาสตร์แต่งเรื่องขึ้นมา จะต้องตั้งว่าเรากำลังเป็นใคร แล้วก็เขียนบทออกมาเป็นเพลง”

ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตหลอมรวมออกมาให้เธอเป็นเธอทุกวันนี้

5 เพลงที่แอ้มอยากเล่า

01 สลักจิต – ป๊อบ ปองกูล

หลังจากที่ได้ประทับใจกับการทำงานร่วมกับ ป๊อบ ปองกูล ในเพลง ภาพจำ ที่ป๊อบบรีฟเพลงด้วยการเล่าภาพเอ็มวีในหัวว่า ‘พระเอกติดคุก นางเอกอยู่ข้างนอก ใช้ชีวิตไปตามปกติ แล้ววันหนึ่งพระเอกก็แหกคุกออกมา เพราะได้ข่าวว่านางเอกจะแต่งงาน’ เธอก็ได้มาร่วมงานกับศิลปินคนนี้อีกครั้งด้วยความประทับใจ (ความแปลก) ในอีกรูปแบบ

  ‘อยากได้เพลงสีเทา ๆ ตุ่น ๆ’ เป็นบรีฟสั้น ๆ ที่แอ้มได้จากป๊อบในเพลงที่ป๊อบและ ดา เอนโดรฟิน จะกลับมาเจอกันหลังจากที่เพลง ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ครบรอบ 15 ปี

  “นี่ป๊อบดาเลยนะเว้ย!” แอ้มกดดันตัวเอง อยากให้ผลงานออกมาดีพอที่ศิลปินระดับเทพทั้งสองคนจะร้องด้วยกัน

เมื่อได้ปรึกษากับทีมงานของเพลงนี้ อันประกอบไปด้วย ข้าว Fellow Fellow และ ฉัตรแก้ว สุศิวะ สุดท้ายสีเทา ๆ ตุ่น ๆ ก็ถูกตีความออกมาเป็นอารมณ์ที่ไม่ได้เศร้ามาก แต่รู้สึกผิดนิด ๆ ในสถานการณ์ที่คนเคยเป็นแฟนกันสองคนแอบคิดถึงกัน ทั้ง ๆ ที่มีแฟนใหม่แล้วทั้งคู่ สำหรับเพลง สลักจิต

“มันเป็นบรรยากาศที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่อยู่ลึก ๆ ในใจคน ไม่สามารถพูดออกมาได้ ก็เลยคิดว่านี่แหละคือเทาตุ่น” เธอสรุป

ส่วนชื่อ สลักจิต แปลว่าฝังใจ ซึ่งนักแต่งเพลงสาวคิดขึ้นมาได้ตอนขับรถ เธอบอกว่าชื่อนี้ทั้งเพราะ ทั้งตอบโจทย์ Thai Pop ทั้งทำให้คนสงสัยว่าอะไรคือสลักจิต

“เราเอาชื่อสลักจิตไปใส่ในเว็บว่าได้เลขเท่าไหร่ด้วยนะ” แอ้มเล่ากลั้วหัวเราะ “ได้เลขที่แปลว่าเป็นคนอาภัพในความรัก”

02 สองใจ – ดา เอ็นโดรฟิน

สองใจ เป็นเพลงละครเรื่อง วันทอง สำหรับแอ้มแล้ว นี่คือการรีแบรนด์วันทองใหม่ จากที่ทุกคนใช้คำนี้ด่าผู้หญิงใจง่าย ใจโลเลมาตลอดร้อยปี เธอต้องทำให้คนหันมารักวันทองให้ได้

เดิมทีคนไทยจะรู้จักวันทองผ่านมุมขุนช้างขุนแผน ผ่านมุมของชาวบ้านที่ติฉินนินทา แต่คราวนี้แอ้มเล่าผ่านมุมของวันทอง ให้เหมือนเธอเป็นวันทองมาขอความเห็นใจ

“พอได้รับบรีฟ ประโยคแรกที่คิดขึ้นมาได้ก็คือ ‘ใครจะอยากเป็นคนไม่ดี’ แล้วก็คิดว่า ‘ฉันยอมสองใจเพราะรักเธอ จะเป็นประโยคทองที่เอาไว้ขาย เพราะมันคือเหตุผลของวันทอง เราก็เลยเริ่มจาก 2 ประโยคนี้ก่อน”

สารที่แอ้มจะต้องส่งไปให้ชัดกว่าในละครก็คือ วันทองไม่เคยรักขุนช้างเลย แต่ต้องไปอยู่ด้วยเพราะความจำเป็น เธอจึงใช้ประโยค ‘ยอมให้ใครอีกคนเข้ามา’ เป็นการสื่อสารถึงผู้ฟัง

เมื่อมีเพลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหานักร้องเสียงไม่หวาน ห้าวแหบให้เหมาะกับคาแรกเตอร์วันทอง 2021 ที่เข้มแข็งมาก เป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นสู้เรื่องสิทธิสตรี ซึ่งโชคดีที่ในที่สุดแล้วก็ได้ ดา เอนโดรฟิน มาร้อง

“เราคิดว่าถ้าคุณดาได้ร้องทำนองที่มีความไทยจะเก๋มาก แต่ในเมื่อเป็นวันทอง 2021 ก็ขอผสมความ R&B เข้าไปในเพลงด้วย” 

03 เฮอร์ไมโอน้อง – อูน TheChanisara

แอ้มเคยทำเพลงประกอบแคมเปญให้ อูน Diamond Grains อยู่แล้ว มาวันหนึ่งอูนก็อยากมีซิงเกิ้ลเป็นของตัวเอง แอ้มจึงคิดหาว่าเพลงแบบไหนกันนะที่จะเหมาะกับสาวนักธุรกิจอายุน้อยร้อยล้านคนนี้ จะเป็นเพลงให้กำลังใจก็ดูซีเรียสไป ไม่สนุก อูนเลยปิ๊งไอเดียว่า จะทำเพลงสนุก เพราะเธอดีลกับแอปฯ TikTok ไว้ว่าจะลงคอนเทนต์

“ช่วงนี้อินกับเรื่องอะไรบ้าง มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าไหม” แอ้มถามอูนผู้เป็นรุ่นน้องคณะเดียวกัน แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ถูกใจ เธอจึงถามต่อ “ผลิตภัณฑ์ที่กำลังทำอยู่เกี่ยวกับอะไร เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ”

คราวนี้อูนตอบว่า คอลเลกชันหน้าเธอดีลกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไว้ เพียงเท่านี้ นักแต่งเพลงสาวของเราก็คิดออกทันที

“เฮ้ย! เอาเป็นเฮอร์ไมโอนี่ไหม อยากเป็นเฮอร์ไมโอนี่จะเสกให้พี่มารักแต่หนู น้องอูนเอาเลย!” ด้วยความชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นทุนเดิม อูนตอบตกลงทันที โดยในเพลงก็ไม่ได้มีแค่เฮอร์ไมไอนี่ แต่ยังมีตัวละครอื่น ๆ จากดิสนีย์มาเสริมทัพด้วย

แอ้มมองว่าอูนเป็นคนที่มักจะส่งต่อแรงบันดาลใจ ส่งต่อพลังงานบวกให้ผู้ติดตาม เธอจึงอยากให้เพลงที่จะทำเป็นเพลงน่ารัก ๆ ฟังง่าย สร้างความบันเทิงให้มหาชน ใคร ๆ ก็ร้องและเต้นตามได้ และมีเนื้อหา ‘คลั่งรัก’ อย่างที่อูนเป็น

จริงอย่างที่แอ้มตั้งเป้าหมายไว้ หลังจากที่ปล่อยออกมา เฮอร์ไมโอน้อง ก็ดังเป็นพลุแตก มหาชนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่คัฟเวอร์กันทั้ง TikTok แต่ถึงอย่างนั้นก็มีกระแสแง่ลบให้ได้ยิน เรื่องที่เธอแต่งให้เฮอร์ไมโอนี่ใช้เวทมนตร์คาถาที่ไม่ถูกต้องแบบนั้น

“เฮอร์ไมโอนี่ไม่ใช่คนแบบนี้หรอก ถูกต้อง” แอ้มพูดอย่างอารมณ์ดี “แต่เราไม่ได้เขียนว่าเฮอร์ไมโอนี่เป็นคนเสก ถ้าเป็นเฮอร์ไมโอนี่จริง ๆ เขาก็ไม่เสกอยู่แล้ว แต่เราเป็นเฮอร์ไมโอน้องไง ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพ้อเจ้อว่าอยากเป็นแม่มด จะได้เสกให้พี่เข้ามาใกล้ ๆ ให้มึนงง มารักเรา”

04 คั่นกู – ไบร์ท วชิรวิชญ์

คั่นกู เป็นเพลงประกอบซีรีส์วายเรื่องดังอย่าง ‘เพราะเราคู่กัน’ 

คั่นกู เป็นคำผวนของคำว่า คู่กัน ซึ่งมาจากชื่อนิยายต้นฉบับ แอ้มใช้คำว่า คั่นกู เป็นชื่อเพลง และหยิบการผวนคำมาเป็นกิมมิกในการแต่งเพลง ให้ฟังดูกลับไปกลับมา ย้อนแย้ง ตรงกันข้าม โดยความวกวนนี้นอกจากจะน่ารัก เล่นกับชื่อเรื่องแล้ว ยังเหมาะกับตัวละคร ‘สารวัตร’ ที่เป็นคนงง ๆ แกล้งไม่รู้เรื่อง ชอบเขาแล้วแกล้งว่าไม่ชอบด้วย

“เพลงนี้อยากใช้วิธีเขียนเป็นการเล่นคำทั้งหมด มีทั้งคำผวน คำคล้องจอง คำซ้ำ คำซ้อน ใช้หลักภาษาไทยทั้งหมดเลย” แอ้มเล่า เราเองก็ชอบเพลงนี้ของเธอเป็นพิเศษ ไม่เคยสังเกตว่าเป็นเพราะอะไร แต่ฟังท่อนไหนก็รู้สึก ‘ว้าว’ แต่ละประโยคดูเหมือนจะเป็นวรรคทองไปเสียหมด แถมยังร้อยเรียงเนื้อหาเข้ากันได้ดีด้วย วันนี้ก็เลยรู้สึกเหมือนได้เฉลยจากผู้แต่งว่า เป็นเพราะความตั้งใจเล่นคำ เล่นความหมาย

“พี่รู้สึกว่าเมื่อก่อนอาจจะมีวรรคทองแค่วรรคเดียวพอ แต่ถ้าเป็นยุคนี้อาจจะต้องมีหลายวรรคหน่อย

“การแต่งประโยคคือทักษะ คล้าย ๆ เราเขียน Copy โฆษณาให้คนจำได้ค่ะ ถ้าไม่เรียนนิเทศอาจจะงง โชคดีที่เราได้เรียน ก็เลยเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ง่ายขึ้น”

นอกจากนี้ คั่นกู ยังพิเศษที่ ‘ความ Scrubb’ ในกลิ่นอาย เนื่องจากในเรื่อง สารวัตรและไทน์ชอบวง Scrubb มาก แอ้มจึงคิดว่า หากสารวัตรจะร้องเพลง ก็น่าจะเป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากวง Scrubb

ความ Scrubb ที่แอ้มตีความ คือวงดนตรีที่มีความเป็นวัยรุ่นมหาวิทยาลัย จริงใจ แต่มีซาวนด์นิ้งหน่องของวงโยธวาทิตนิด ๆ และบรรยากาศโดยรวมมีความญี่ปุ่น ฟังเพลิน ซึ่งเมื่อทำออกมา แม้แต่ บอล Scrubb เองยังบอกว่า ‘ใช่เลย’

05 ทดลองใช้ – เบิร์ด ธงไชย

อย่างที่เราได้เล่าไปในตอนแรก แอ้มฟังเพลงพี่เบิร์ดมาตั้งแต่ยังเป็นเบบี้แอ้ม เมื่อก่อนเวลามีคนถามว่าอยากร่วมงานกับศิลปินคนไหน ชื่อ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ก็จะเป็นชื่อแรกที่แอ้มตอบ เมื่อมีโอกาสได้ทำเพลงให้พี่เบิร์ดในครั้งนี้ เธอจึงดีใจมากถึงมากที่สุด

“เมื่อก่อนเคยหวังแค่ว่าจะได้คอรัสพี่เบิร์ดเฉย ๆ แต่ก็ไม่เคยได้ร้องเลย อยู่มาวันหนึ่งได้มาโปรดิวซ์ มันเกินกว่าที่คิดไว้”

สำหรับแอ้ม พี่เบิร์ดเป็นคนที่ร้องเพลงอะไรก็เพราะ แต่เธอไม่รู้ว่าจะเลือกเพลงแบบไหนให้พี่เบิร์ดร้อง ไม่รู้ว่าต้องพยายามเปลี่ยนพี่เบิร์ดหรือคิดว่าอะไรใหม่ ๆ ไหม จนสุดท้ายเธอตัดความคิดมากทั้งหมดไป แล้วย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ‘พี่เบิร์ด’ ในความทรงจำของเธอคืออะไรกันแน่

“เพลงที่เราชอบที่สุดคือ บูมเมอแรง” แอ้มพูดถึงเพลงในวัยเด็ก สมัยที่เธอยังฟังจากเทปเราชอบเพลงที่มันอ้อน ๆ จีบ ๆ หญิง เพลงที่พี่เบิร์ดร้องแล้วยิ้มไปด้วย นี่คือความทรงจำที่เราต้องการจะเห็นอีกครั้งหนึ่ง”

ในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นเพลง ทดลองใช้

ทดลองใช้ในที่นี้ หมายถึงการที่ชายหนุ่มในเพลงจะมาเสนอขายตัวเอง ว่าผมมีความรักที่ดีให้ พร้อมมีโปรโมชันมาแนะนำ

‘สวัสดีครับ เรามีสิ่งดีแนะนำคุณ หวังไว้ว่าคุณนั้นสนใจ…’

กิมมิกของเพลงนี้คือ ใช้ศัพท์เกี่ยวกับการค้าขายทั้งหมดเลยค่ะ” แอ้มเล่าอย่างภูมิใจ เธอมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับพี่เบิร์ดที่ทั้งน่ารักและตั้งใจทำงาน

พี่เขาคือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์จริง ๆ ตั้งแต่ Mindset เลยค่ะ”

The New Black

หลังจากพูดถึงเพลงน่าเล่าทั้ง 5 เพลงไปแล้ว เราก็ถือโอกาสนี้ชวนคุยถึงเทรนด์เพลงไทยในยุคนี้กันต่อเสียหน่อย

ช่วงก่อนหน้านี้เพลงแรปมาแรง” เธอเล่าย้อน “คนไทยชอบฟังเพลงแรป เพราะมี Movement เยอะ ฟังแล้วจะรู้สึกว่าได้ยินเนื้อที่ไม่ซ้ำกันเลยเยอะกว่า ถ้าชอบความสนุกในการฟังเนื้อ ได้คิดตามเยอะ ๆ ก็จะชอบฟังเพลงแรป”

ถ้ายังจำกันได้ ราว 3 – 4 ปีก่อน รายการ The Rapper ดังมากเสียจนเพลงแรปได้รับความสนใจจากวงกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กระแสนั้นนอกจากทำให้วงการแรปเปอร์เคลื่อนตัวแล้ว ยังส่งอิทธิพลกับเพลงแนวอื่น ๆ ในไทยด้วย

“การแรปเริ่มจากการเข้ามา Featuring ทำให้เพลงสนุกขึ้นในแต่ละเพลงใช่ไหมคะ แต่ตอนนี้ความสนุกที่เคยเป็นเนื้อแรปนั้น เริ่มเข้ามาเป็นเนื้อเพลงแล้ว ทำให้เพลงในยุคปัจจุบันครีเอตมากขึ้น”

ในด้านเนื้อหาก็เช่นกัน แอ้มบอกว่าเมื่อก่อนมักจะได้โจทย์เป็นเพลงรัก ไม่ค่อยมีเรื่องอื่น ๆ แต่พอมีกระแสเพลงแรปที่เล่าเรื่องอะไรก็ได้ ส่วนตัวเธอจึงคิดว่ามันส่งผลกับเพลงป๊อป ทำให้พูดเรื่องอื่นในเพลงได้มากขึ้น

เราถามต่อถึงเพลงที่นำวลีฮิตมาแต่งใน TikTok ซึ่งหลายคนมองว่าอยู่ได้ไม่นาน ฉาบฉวย ว่าเธอมีความเห็นยังไงบ้าง

“อืม… พี่คิดว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งของงานศิลปะ เหมือน Pop-Art ที่มันจะอยู่ในช่วงนั้น ๆ” เธอค่อย ๆ ตอบ “สมมติว่าตอนนี้มีคนเอาคำว่า เกินปุยมุ้ย ไปเขียนเพลง อีก 5 ปีอาจจะไม่ฟังแล้ว เพราะว่าคนเลิกพูดกัน แต่ถ้ากลับมาฟัง เราก็จะนึกได้ว่าเมื่อก่อนคำนี้ฮิตมากเลยนะเว้ย ต่อไปก็เล่าให้ลูกหลานฟังได้”

แอ้มมองว่าความสนุกเป็นฟังก์ชันหนึ่งที่สำคัญ แม้เพลงนั้นจะไม่ได้อยู่ไปยาวนาน ไม่ได้รางวัล แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์

พี่ไม่ค่อยติดอะไรกับสิ่งที่มันฮิตเลย ใครอยากทำอะไรก็ทำ ชอบก็ฟัง ไม่ชอบก็ข้าม รู้สึกแบบนั้นเลย แล้วก็เราเป็นคนสนุกง่ายไง เห็นคนเขาเต้นกันก็ไม่ได้รู้สึกหมั่นไส้อะไรนะ มันเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งค่ะ”

ถึงตรงนี้ เรานึกไปถึงช่วงที่เราเริ่มฟังเพลง ช่วงปี 2010 ที่แอ้มเริ่มทำเพลง อยากรู้ว่าถ้าเพลงกามิกาเซ่เหล่านั้นมาอยู่ในยุคนี้บ้าง เธอว่าจะเกิดรึเปล่านะ

“พี่ว่าดัง” นักแต่งเพลงสาวผู้อยู่มา 2 ยุคตอบอย่างไม่ลังเล “เคยโดนเหยียดนะว่าภาษาไม่สละสลวย ดนตรีมีเสียงสังเคราะห์เยอะ พี่ว่าสไตล์มันใหม่ไปสำหรับตอนนั้น มันขัดกับเพลงป๊อปในตลาด แต่ ณ ปัจจุบันนี้ การร้องแบบนั้นมันมีให้เราได้ยินเยอะมาก มาอยู่ตอนนี้มันใช่เลยนะ

“ตอนนี้กามิกาเซ่ครองบ้านเราประมาณหนึ่งเลย น้อง ๆ ที่โตมากับยุคนั้นกลายเป็นคนบรีฟงานแล้วค่ะ” เธอหัวเราะอารมณ์ดี “ก็เลยไม่โดนเหยียดแล้วค่ะ กลายเป็นเก๋ที่เคยอยู่กามิกาเซ่”

ในขณะเดียวกัน คนฟังเพลงอย่างเราจากเคยเขิน ๆ ที่ฟังเพลงกามิกาเซ่ ก็กลายเป็นรู้สึกเก๋เช่นกัน (จริง ๆ ก็เก๋ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ)

การงานอาชีพและความสุนทรี

“ตอนนี้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไปนะ” จากเรื่องเทรนด์ เราเปลี่ยนมาคุยเรื่องมุมมองต่ออาชีพนักแต่งเพลงบ้าง “เมื่อก่อนคนที่เข้ามาเป็นเบื้องหลังแล้วจะมีจำนวนค่อนข้างจำกัด เพราะว่าเพลงต้องปล่อยจากค่ายใหญ่เท่านั้น แต่ว่าปัจจุบันนี้มันอิสระมากขึ้น มีพื้นที่ที่ให้ทุกคนทำเพลงได้ เป็นตลาดเสรี

“สำหรับตัวเอง เรารักอาชีพนี้มากขึ้น เพราะเป็นอาชีพที่ทำแล้วรู้สึกว่านี่เป็นตัวตนของเรามาก ๆ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ และทำงานที่ไหนก็ได้ ถ้าต้องไปห้องอัดเราก็อยู่กันเป็นกลุ่มคนน้อย ๆ ที่คุยภาษาเดียวกัน เป็นอาชีพที่เหมาะกับเรามากเลย”

รู้สึกยังไงบ้างที่ทุกวันนี้ ‘แอ้ม อัจฉริยา’ เป็นที่ชื่นชมของใครหลาย ๆ คน – เราถามในฐานะหนึ่งในคนเหล่านั้น

“กดดันเหมือนกันนะ กลัวโดนจับผิดในทวิตเตอร์ เพลงแบบนี้ดูง่ายไป ดูไม่ใช่เพลงพี่แอ้ม กลัวคนที่เขาคาดหวังจะผิดหวังอะค่ะ” เธอพูดยิ้ม ๆ “แต่เราก็ขอบคุณมาก ๆ และอยากบอกว่ารู้สึกดีใจที่มีคนจำนวนหนึ่งชอบงานของเรา มีคนเคยมาบอกว่า ‘หนูขอบคุณพี่มากที่ทำให้หนูมีความสุขในการฟังเพลง’ อะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราใจฟูมาก

“ตอนเด็ก ๆ เคยรู้สึกว่าถ้าเราตายไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย มันจะนอยด์ ๆ รึเปล่าวะ แต่ว่าตอนนี้รู้สึกว่า ตายได้อย่างไม่ติดค้าง ชาตินี้เราได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นไว้แล้ว”

เรานั่งฟังเธอพูดอย่างตั้งใจ กว่า 2 ชั่วโมงที่ได้ฟังเธอเล่า เรารู้สึกดีใจด้วยจริง ๆ ที่ใครสักคนจะได้ทำอาชีพที่ตัวเองรักและภูมิใจขนาดนี้ “อยากให้ทุกคนมีความสุขกับการฟังเพลง ตอนนี้เพลงในโลกมีหลากหลายมาก เราเลือกฟังที่ชอบได้เลย อยากให้มองมันเป็นความสุข แล้วก็ไม่เหยียดกันและกัน สังคมของการฟังเพลงจะได้ไปไกลกว่านี้ค่ะ”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load