18 กรกฎาคม 2562
21 K

ในยุคสมัยนี้แทบทุกคนคงจะเคยเดินทางไปญี่ปุ่นกันมาแล้วทั้งนั้น นอกจากความประทับใจในการท่องเที่ยว อาหาร แล้วก็คงจะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่างานกราฟิกในสิ่งต่างๆ ของประเทศนี้มันช่างสร้างความตื่นตะลึงให้เราอยู่เสมอๆ ผมเองเวลาที่ไปญี่ปุ่นก็มักจะเสียเวลาในการเที่ยวมานั่งดูงานกราฟิกของประเทศนี้อยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นตามพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ สถานีรถไฟ ไปจนถึงแพ็กเกจจิ้งน้ำหรือขนมในร้านสะดวกซื้อ 

ใช่ ทั้งหมดที่ว่ามานี้มันช่างเต็มไปด้วยรายละเอียดและการออกแบบ คงจะไม่เกินเลยไปนักถ้าผมจะยกให้ที่ญี่ปุ่นนี้เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของงานกราฟิกบนโลก และในเมืองหลวงของงานกราฟิกแห่งนี้เองที่มีนักออกแบบกราฟิกและนักวาดภาพประกอบชาวไทยทำงานอยู่กับบริษัทชั้นแนวหน้าเหล่านั้นอยู่ด้วย

สองคนนั้นคือ เป็ดภาคภูมิ ลมูลพันธ์ และ ยูน-พยูณ วรชนะนันท์

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

กล่าวอย่างย่นย่อ เป็ดเป็นนักออกแบบกราฟิก ยูนเป็นนักวาดภาพประกอบ ทั้งสองคนเรียนจบที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากเรียนจบทั้งสองคนก็ทำงานประจำอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระหลากหลายประเภทในชื่อกลุ่มว่า Good Citizen ก่อนที่จะเริ่มอิ่มตัวและเริ่มคิดถึงการเรียนต่อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ด้วยความสนใจในงานออกแบบกราฟิกที่ทั้งสองคนมีอยู่จึงทำให้ตัดสินใจเลือกไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นอย่างง่ายดาย 

จากความตั้งใจแรกที่จะไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแค่ปีเดียวก็ค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็น 2 ปี จากที่คิดแค่จะเรียนภาษาก็ขยับขยายมากลายเป็นปริญญาโท จากที่ว่าจะอยู่แค่เรียนต่อก็กลายเป็นได้งานทำ เป็ดได้ทำงานเป็นนักออกแบบกราฟิกในบริษัทกราฟิกหัวแถวของญี่ปุ่น งานที่เป็ดออกแบบถ้าพูดออกมาทุกคนก็จะร้องอ๋อออกมาในทันที ส่วนยูนก็ได้เป็นฟรีแลนซ์ทำงานวาดภาพประกอบให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย 

จากที่จะอยู่แค่เรียนก็กลายเป็นได้งานทำ จากที่แค่จะอยู่ปีเดียวก็กลายมาเป็น 12 ปีอย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองคนได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ และซ่อมบ้านหลังเก่าให้กลายเป็นสตูดิโอเล็กๆ ในย่านฝั่งธนเพื่อเริ่มต้นรับงานออกแบบในประเทศไทยอีกครั้งนึงในชื่อ RoutineStudio 

การได้ประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบกราฟิกและนักวาดภาพประกอบในดินแดนอาทิตย์อุทัยที่อุดมไปด้วยคนที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ และแทรกตัวขึ้นมาทำงานในสังคมนั้นได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา 

และนี่คือสาเหตุที่ผมเดินทางมาเยือนสตูดิโอแห่งนี้ เพื่อคุยกับทั้งสองคนที่น่าจะพออธิบายให้เราได้เข้าใจวิธีคิด วิธีการทำงาน ในวงการกราฟิกญี่ปุ่น เมื่อประตูสีเหลืองของสตูดิโอแห่งนี้เปิดต้อนรับผมเข้าไปแม้จะผิดหวังที่ไม่ได้ยินเสียงร้องต้อนรับแบบร้านญี่ปุ่นดังขึ้นมาตามที่คุ้นชิน แต่โปสเตอร์ สิ่งพิมพ์ หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ และบรรยากาศที่ดูสงบเงียบด้านในสตูดิโอแห่งนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่ามาถูกที่แล้ว และนี่คือเรื่องราวของนักออกแบบกราฟิกและนัดวาดภาพประกอบไทยในโตเกียว

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

นักออกแบบกราฟิกที่เริ่มความสนใจจากการ์ตูนญี่ปุ่น

เป็ดและยูนเล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนจบมาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะสนใจสิ่งที่เรียกว่ากราฟิกดีไซน์มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว ถึงแม้ตอนนั้นจะไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไรก็ตาม

“ตอนเด็กๆ ผมชอบอ่านการ์ตูน แต่ที่ชอบมากกว่าอ่านการ์ตูนก็คือการเอาโลโก้การ์ตูนที่อ่านมาออกแบบใหม่ให้มันดูเท่ขึ้น เคยส่งประกวดหัวโลโก้ของหนังสือการ์ตูนพวกนี้ด้วย ก็เลยเป็นที่มาของการเลือกเรียนมัณฑนศิลป์ ภาควิชานิเทศ ตอนใกล้ๆ จบก็มาทำงานหนังสือและนิตยสารเพราะเป็นงานเดียวที่เราพอจะเห็นภาพตัวเองบ้าง เพราะอย่างงานโฆษณาผมก็ไม่เคยเข้ารอบหรือผ่านการประกวดอะไรสักเท่าไหร่” เป็ดเล่าถึงชีวิตตอนเด็ก

”เด็กๆ เราก็ชอบวาดการ์ตูน แต่เพราะเราเป็นคนวาดรูปไม่เก่ง วาดให้มันออกมาเหมือนไม่ได้ เราก็เลยหยิบเอาตัวการ์ตูนพวกนั้นมาวาดใหม่ในสไตล์ตัวเอง ซึ่งตอนนี้ก็ยังวาดไม่เก่งนะ (หัวเราะ) ตอนที่ยังเด็กๆ อยู่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไร คิดว่าถ้าชอบวาดรูปก็ต้องไปเรียนจิตรกรรมอะไรพวกนั้น แต่พอไปเห็นงานที่คนเรียนจิตรกรรมวาดออกมาแบบที่เหมือนของจริงมากๆ ก็รู้เลยว่าตัวเองทำไม่ได้ (หัวเราะ) 

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินเข้าไปศิลปากรกับเพื่อน ไปเจอรุ่นพี่ในคณะที่เปิดติวเด็กที่จะสอบเข้า หนึ่งในนั้นคือ โน้ต พงษ์สรวง (พงษ์สรวง คุณประสพ อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้ก่อตั้ง Dudesweet และสื่อแสนสนุกอย่าง third world) ซึ่งเป็นคนชี้ทางสว่างให้กับเราว่ามันมีวิชากราฟิกอยู่ในโลก แล้วของที่เราอยากทำมันคือสิ่งนี้ เราก็เลยได้มาเรียนในคณะนี้” ยูนเล่าถึงชีวิตวัยเด็กบ้าง

หลังจากที่เรียนจบทั้งเป็ดและยูนก็ทำงานประจำอยู่ได้ประมาณ 2 ปี ทั้งสองคนก็รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ออกมาทำงานฟรีแลนซ์ด้วยกันในชื่อว่า Good Citizen โดยเช่าห้องเปิดเป็นสตูดิโอหางานและรับทำงานอิสระตามแต่ที่มีคนจ้าง ทั้งคู่บอกว่าใครชวนไปทำอะไรก็ไปทำทั้งหมด พอทำได้สัก 2 ปีก็รู้สึกว่าอยากจะเริ่มไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้ว 

ด้วยความที่ทั้งสองคนชอบและไปเที่ยวญี่ปุ่นกันก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงเวลานั้นการไปเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ว่าจะเป็นการทำวีซ่า ราคาตั๋วเครื่องบินในยุคที่ยังไม่มีสายการบินราคาประหยัด ค่าที่พัก จึงทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวได้นาน ซึ่งพอไปได้ไม่นานก็ทำให้เวลาในการไปเดินดูงานน้อยลงไปด้วย จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่างั้นไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นดีกว่า เพราะเรียนแค่ครึ่งวัน อีกครึ่งวันก็จะได้มีเวลาเดินดูงานออกแบบกันได้แบบเต็มๆ และถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นด้วยก็คงจะอ่านหนังสือดีไซน์ที่ทั้งสองคนชื่นชอบได้อีกด้วย ทั้งสองคนจึงตัดสินใจไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นกัน

RoutineStudio
RoutineStudio

จากนักออกแบบสู่นักเรียนภาษา

“แต่พอไปเรียนภาษาได้สักพัก อาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่นก็แนะนำมาว่าถ้าชอบวาดรูปทำไมไม่ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปะล่ะ” ยูนเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยนในช่วงนั้น 

“อาจารย์ก็พูดชื่อมาอยู่สองสามมหาลัย เราก็ไม่รู้ว่าที่ไหนดีกว่ากัน ก็เลยคิดง่ายๆ ว่าไปดูแต่ละที่ด้วยตัวเองเลยแล้วกัน ก็พอดีไปที่มหาวิทยาลัยทามะอาร์ต (Tama Art University) ไปเจอห้องสมุดใหม่ที่ออกแบบโดย Toyo Ito (สถาปนิกชั้นนำคนหนึ่งของญี่ปุ่น) เพิ่งสร้างเสร็จ สวยมาก ก็เลยตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่แหละ ไม่รู้จะไปเลือกเรียนที่อื่นทำไมแล้ว (หัวเราะ)” 

ภาพ : Wikipedia

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เตรียมตัวสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยทามะอาร์ต โดยไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้ดูผลงานและประเมินกันก่อน ซึ่งหลังจากที่คุยงานกันแล้วอาจารย์ที่ปรึกษาก็แนะนำให้ลองไปสอบดู การสอบมีทั้งส่วนของข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ ซึ่งทั้งคู่ก็สอบติดและได้เรียนกันทั้งคู่ 

ผมถามทั้งสองคนว่า แล้วระบบการเรียนของที่ญี่ปุ่นมันแตกต่างจากที่เราเรียนปริญญาตรีที่ไทยยังไงบ้าง

“ตอนแรกเราก็คิดว่าเข้าไปแล้วจะมีคอมพิวเตอร์วางเรียงรายอยู่เยอะๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มี แต่มีตารางเวลามาให้ว่าอาจารย์ที่สอนจะเข้ามาวันพุธและวันศุกร์ เราจะทำยังไงก็ได้ให้งานมันเกิดการพัฒนา อย่างของผมก็มีอาจารย์แนะนำให้ไปเรียนวิชาของปริญญาตรีเพิ่มเติมเอา ซึ่งผมได้เห็นกระบวนการการเรียนในสมัยปริญญาตรีเลยว่าเขาให้เวลากับการค้นคว้าหาข้อมูลกันอย่างมาก 

“อย่างวิชาโฆษณาทั้งเทอมนั้นก็ออกแบบแค่ชิ้นงานเดียว แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลก่อนว่าสินค้านี้ใครใช้ นิสัยยังไง ชอบอะไร ดาราคนไหนที่อยู่ในใจคนกลุ่มนี้ ก่อนที่ปลายเทอมจะจบออกมาที่อาร์ตเวิร์ก 1 ชิ้นเท่านั้น” เป็ดอธิบายถึงวิธีการเรียนการสอนของที่ญี่ปุ่น

“เราจะชอบดูความบ้าของคนญี่ปุ่นที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในคลิปวิดีโอ เวลาทำอะไรจะหมกมุ่นทำมันไปเรื่อยๆ แล้วยิ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปะเนี่ยมันจะบ้ากว่านั้นไปอีก ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่ทำอยู่แบบนี้มันแปลกนะ จะคิดว่ามันปกติ อย่างคนที่ทำแอนิเมชันก็จะนั่งวาดรูปเพื่อให้มันเป็นภาพเคลื่อนไหวเองเป็นหมื่นๆ แผ่นด้วยตัวคนเดียวอะไรแบบนี้ แล้วหน่วยวัดที่คนญี่ปุ่นใช้กันคือมิลลิเมตร ไม่ค่อยมีการใช้หน่วยเซนติเมตร หรือนิ้ว หรือฟุต สักเท่าไหร่ คือถ้ามีหน่วยอะไรที่เล็กกว่ามิลลิเมตรคนญี่ปุ่นก็คงจะใช้ (หัวเราะ)” ยูนเสริมถึงบรรยากาศการเรียนของชาวญี่ปุ่น

“แล้วความสนุกที่สุดคือเวลาที่เพื่อนเอางานมาให้อาจารย์ตรวจ เพื่อนมันก็หลากหลายชาติมาก ทั้งจีน ไอร์แลนด์ จอร์แดน มาซิโดเนีย หรือประเทศที่เราไม่รู้จักเลย แค่ได้ดูงานที่แต่ละคนทำมาก็เปิดโลกเรามากๆ แล้ว และเวลาที่ส่งงานเสร็จก็จะนำงานพวกนั้นมาจัดงานนิทรรศการกันข้างในมหาลัยให้รุ่นพี่หรือรุ่นน้องได้มาดูกันต่อด้วยมันทำให้บรรยากาศการเรียนสนุกมากๆ”  

นอกเหนือจากการเรียนแล้ว ในเวลาว่างทั้งสองคนก็ออกไปดูงานกราฟิกที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่อยู่เสมอ หลายๆ ครั้งไปถึงก็ไม่ได้ดู เพราะคิวคนที่ตั้งใจมาดูงานนั้นยาวมากจนต้องถอดใจ แสดงถึงความสนใจในงานออกแบบของคนญี่ปุ่นทั่วไปได้เป็นอย่างดี 

ผมสงสัยส่วนตัวถึงการที่ประเทศญี่ปุ่นโดดเด่นมากในเรื่องการออกแบบกราฟิก สิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม การเติบโตขึ้นมากับสิ่งแวดล้อมที่ดีในการออกแบบแบบนี้มันทำให้คนญี่ปุ่นมีเซนส์หรือการออกแบบที่ดีกว่าเราไหม  

“มาตรฐานเขาสูงกว่าเรา อย่างงาน 1 ชิ้น เขาจะไม่ได้ตัดสินแค่ว่างานชิ้นนี้สวยหรือไม่สวย แต่เขาจะพูดว่าชิ้นนี้ใช้ได้ ชิ้นนี้ใช้ไม่ได้แทน คืองานลายเส้นบางอย่างที่เราดูแล้วรู้สึกมันไม่โอเคเลย ถ้ามันไปอยู่ถูกที่ถูกทางมันก็จะสวยและใช้งานได้ 

“และสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนญี่ปุ่นคือความใหม่ อะไรที่ยังไม่มีคนทำกันแม้จะมีความเป็นไปได้แค่นิดเดียว ทกคนก็จะทำกันและยอมรับในความไม่เหมือนคนอื่น ความแตกต่างอันนั้น อย่างสินค้าที่ทำขายแม้จะครอบคลุมไปหมดแล้ว แต่บริษัททั้งหลายก็จะพยายามออกแบบของใหม่ขึ้นมาให้มันมีรายละเอียดดีกว่าของเดิมอยู่เสมอๆ” ยูนอธิบายถึงวิธีคิดของชาวอาทิตย์อุทัย

“แล้วไอ้รายละเอียดเล็กๆ พวกนี้มันก็จะทำให้ชีวิตทุกคนดีขึ้นด้วย อย่างงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบแล้วมันจะทำยังไงให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก ทำเพิ่มอีกนิดหนึ่งคนใช้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องทำกันก็ได้ แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะทำ แล้วคนใช้ก็ดันรับรู้สิ่งนี้อีก พวกบริษัทต่างๆ ก็เลยพยายามจะแข่งกันทำให้ดีกว่าอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ เลยทำให้งานของที่ญี่ปุ่นนั้นถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา” 

RoutineStudio

จากนักเรียนสู่อาชีพนักออกแบบกราฟิกที่ญี่ปุ่น

หลังจากเรียนจบปริญญาโททั้งสองคน ยูนยังคงสนใจและสนุกกับการเรียนอยู่ เลยสมัครเรียนต่อปริญญาเอกด้านการศึกษาศิลปะ ด้วยเหตุผลที่ชอบการได้อยู่ในสังคมของเหล่าคนเก่งๆ มาตลอดเลยอยากรู้ว่าถ้าเป็นในสังคมคนเรียนปริญญาเอกต่อจะเป็นอย่างไร ส่วนเป็ดก็ลองหางานประจำทำดู ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวเล่าว่าได้นั่งเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนกลับเลย เพราะมั่นใจมากว่าได้กลับไทยแน่ๆ 

“ตอนนั้นก็ลองหางานดู ใครบอกว่าที่ไหนรับก็ส่งใบสมัครไป จนไปได้งานเป็นนักออกแบบกราฟิกของนิตยสารแจกฟรีที่เกี่ยวกับเมืองไทย พอทำงานไปสักพักก็เริ่มไปช่วยงานกราฟิกของคนนู้นคนนี้จนเริ่มมีผลงานที่เป็นงานภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา ทีนี้เลยลองไปสมัครงานกับบริษัทออกแบบดูบ้าง ซึ่งก็พอดีว่าที่ groovisions ซึ่งก็เป็นบริษัทออกแบบกราฟิกที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นและเราชอบอยู่ก่อนหน้านี้แล้วเปิดรับพอดี สุดท้ายก็ได้งานที่นั่นด้วย ผมเป็นคนต่างชาติที่ได้ทำงานในนั้นคนแรกและคนเดียวด้วยนะ”

แล้วพอได้เข้าไปทำงานในบริษัทที่เราสนใจ มันเหมือนหรือต่างกับที่เราคิดไว้ยังไงบ้าง ผมถามเป็ดต่อ

“มันต่างกับที่เราคิดไว้เยอะ งานมันดูน่ารักสดใสเราก็คิดว่าบรรยากาศในที่ทำงานก็คงเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ เพราะที่ทำงานเงียบมากๆ ทุกคนตั้งใจทำงาน ไม่มีใครพูดคุยกันเลย เพราะงานมันเยอะจนไม่มีใครคุยกัน เดี๋ยวทำงานไม่ทัน (หัวเราะ)” เป็ดเล่าให้ฟังถึงความหลังสมัยยังเป็นซาลารีมัง 

“ตัวงานมันก็หลากหลายมาก มีทั้งกราฟิก โลโก้ บรรจุภัณฑ์ โฆษณา โมชันกราฟิกก็มี ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เข้าไปก็ต้องปรับตัวเยอะ อย่างเราเป็นคนไทยจะมีปัญหามากที่สุดคือเรื่องการหยิบใช้คู่สี เขามักมาบอกเราว่าให้หยิบคู่สีใหม่ เพราะคนญี่ปุ่นจะไม่ใช้สีสดๆ แบบที่เรานิยมใช้กัน 

“แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือระบบการทำงานที่แตกต่างจากที่ไทย อย่างเช่นอาจจะมีงานออกแบบแพ็กเกจอันหนึ่งที่ใช้เวลา 1 เดือน แต่บริษัทนี้จะให้เราส่งงานชิ้นนี้ทุกๆ 3 วัน ให้เจ้านายดูทีหนึ่ง แล้ววันหนึ่งก็ไม่ได้มีงานนี้งานเดียว วันหนึ่งอาจจะต้องส่งงานแบบนี้ 3 ครั้ง เช้ารอบหนึ่ง บ่ายโมงรอบหนึ่ง เย็นอีกรอบหนึ่ง ถ้างานที่ส่งตอนบ่ายไม่โอเคก็อาจจะต้องแก้แล้วรีบส่งให้เจ้านายดูภายในเย็นนั้น และทุกคนต้องทำงานส่งให้ตรงเวลาด้วย”

เป็ดยังเล่าให้ฟังอีกว่าไม่ใช่แค่เพียงการส่งงาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการประชุมต่างก็ใช้เวลาที่สั้น กระชับ และตรงต่อเวลามากๆ

“คิดเอาสิว่ารถไฟมาช้าแค่ 30 วินาทียังมีการประกาศขอโทษเลย” ยูนเสริมเหตุการณ์ที่เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนออกมาพร้อมกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานที่ groovisions กว่า 4 ปีคืออะไร ผมถามเป็ดต่อ

“เราเรียนรู้ว่าการทำงานกราฟิกดีไซน์มันคือการทำไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หยุดมันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ งานที่ไม่ดีถ้าไม่ทำมันออกมามันก็จะไม่สามารถพัฒนาต่อได้จริงๆ คำว่าคิดงานไม่ออกจริงๆ มันคือการคิดงานที่ดีไม่ออกมากกว่า คนชอบคิดว่าไอเดียดีๆ เหมือนห่านทองคำ เจอแล้วก็ดีเลย แต่สำหรับเรางานออกแบบที่ดีมันคือการหยิบเอาหินมาเจียระไนจนกลายเป็นเพชรนะ 

“แม้แต่คนที่เป็นดีไซเนอร์ระดับโลกก็มีวันที่คิดไม่ออกเหมือนกัน อย่างงานที่กำหนดส่ง 1 เดือนแล้วให้ทำส่งทุก 3 วันเนี่ย แม้แต่วันที่ 27 ที่เราคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว แต่มันก็จะดีขึ้นอีกในวันที่ 29 ผมติดนิสัยนี้มาจากการทำงานที่นี่จริงๆ” เป็ดอธิบายถึงวิธีคิดที่ได้เรียนรู้มาจากการทำงานในบริษัท

RoutineStudio
RoutineStudio

จากนักเรียนสู่อาชีพนักวาดภาพประกอบที่ญี่ปุ่น

ผมหันมาถามทางฝั่งยูนที่ประกอบอาชีพเป็นนักวาดภาพประกอบแบบฟรีแลนซ์ที่ญี่ปุ่นว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง 

ยูนเล่าย้อนว่า หลังจากที่จบปริญญาเอกมาแล้วก็มาทำงานพาร์ตไทม์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ที่มีหน้าที่ผลิตเกมบนมือถือ ซึ่งของเล่นจากเกม Dragon Quest ที่วางเรียงรายอยู่บนคอมพิวเตอร์ของยูนก็บอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของเครื่องเป็นคนชอบเล่นเกมจริงๆ 

เธอได้รับมอบหมายให้ออกแบบฉาก อุปกรณ์ ไอเทมต่างๆ ไปจนถึงคาแรกเตอร์ในเกมมือถือด้วย แทนที่จะเป็นงานในฝัน แต่เธอกลับไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะวิธีคิดของเกมมือถือที่เน้นการให้คนเล่นซื้อของมากกว่าความสนุกในเนื้อเรื่อง พอมีเวลาเหลือจากการทำพาร์ตไทม์ยูนจึงไปช่วยทำงานกราฟิกให้เพื่อนของเพื่อนแทน และด้วยการแนะนำปากต่อปาก ชื่อของยูนจึงไปเข้าหูบริษัทออกแบบแห่งหนึ่งที่อยู่ดีๆ ก็หยิบยื่นโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตของยูนไปตลอดมาให้

“อยู่ดีๆ บริษัทนั้นก็ติดต่อมาว่ามีงานด่วนให้เวลาแค่ 3 วัน เป็นงานทำปกแจ็กเก็ตของวงฮิปฮอปชื่อดังของญี่ปุ่นชื่อว่า Ketsumeishi (เค็ทซึเมชิ) บรีฟของเขาคือโยนเพลงซิงเกิลมาให้เราฟังแค่นั้น เราก็เลยฟังเพลงแล้วก็วาดภาพประกอบออกมาเป็นทะเลท้องฟ้าที่เราถนัดแล้วก็ส่งไป ปรากฏว่าผ่านเลย ไม่มีแก้เลย มาเจองานตัวเองอีกทีคือเป็นซุ้มใหญ่ๆ อยู่ใน Tsutaya ที่ตรงสี่แยกชิบุยะ (หัวเราะ)” 

“ตอนนั้นก็เพิ่งรู้ว่าวงนี้มันดังมากนี่หว่า (หัวเราะ) คือวงดนตรีเคยมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาชอบมาก เพราะมันเป็นภาพที่ดูไม่เป็นคนญี่ปุ่นวาด มันดูเป็นงานที่ดูอินเตอร์มาก แล้วไม่รู้เลยว่าใครวาด ฝรั่งหรือเปล่า ชายหรือหญิงก็ไม่รู้ บรรยากาศก็เหมาะกับเพลงดี แหงล่ะ ก็ได้บรีฟมาเป็นเพลงเพลงเดียวนี่นา (หัวเราะ)” ยูนเล่าถึงโอกาสการทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบในญี่ปุ่นครั้งแรก

อะไรทำให้งานที่ยูนวาดดูไม่เหมือนงานของคนญี่ปุ่น แล้วการที่วาดออกมาดูไม่เหมือนคนญี่ปุ่นนี้คือสิ่งที่ทำให้ได้งานมาเหรอ ผมถามต่อ

“เราก็ไม่รู้ แต่เคยมีคนญี่ปุ่นมาบอกเราว่าสีที่เราใช้เป็นสีที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้ในงานภาพประกอบแบบนี้ คือพวกภาพสีท้องฟ้าตอนเย็นที่เราใช้มันหาไม่ค่อยได้ในภาพที่วาดโดยคนญี่ปุ่น ตอนนั้นก็เลยเข้าใจว่าเพราะเขาอยากได้งานที่ดูไม่ญี่ปุ่นเลยมาจ้างเรา ถ้าอยากได้งานที่ดูญี่ปุ่นก็ไปจ้างคนญี่ปุ่นดีกว่า ซึ่งนักวาดภาพประกอบคนญี่ปุ่นนี่มีมากมายมหาศาลเลย” ยูนตอบ

หลังจากที่ได้วาดภาพประกอบให้กับวงฮิปฮอปวงนั้นไปก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นนักวาดภาพประกอบของยูน เพราะก็มีบริษัทและเอเจนซี่ใหม่ๆ ติดต่อมาให้ยูนทำงานให้อยู่เสมอๆ จนตอนหลังยูนก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวาดภาพประกอบประเภทแลนด์สเคปของธรรมชาติและเมือง เครื่องจักร และรถยนต์

“ในญี่ปุ่นนักวาดภาพประกอบมีอยู่เยอะมาก แต่ละคนก็จะต้องมีความถนัดแบบพิเศษลงเกี่ยวกับงานของตัวเอง เช่นคนนี้วาดผักสวย งานที่เกี่ยวกับผักก็จะไปหาเขา พอยูนวาดรถไปในงานแล้วมันออกมาสวย เวลาต้องหาคนวาดรถก็จะนึกถึงคนนี้ขึ้นมาก่อน” เป็ดเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกนักวาดภาพประกอบในบริษัทออกแบบที่ญี่ปุ่น

“ตอนแรกมาเป็นงานวาดเครื่องจักร ถัดมาก็เป็นรถ แล้วก็มีงานวาดรถมาเต็มเลย แรกเริ่มเราชอบวาดภาพทะเล แล้วพอเป็นทะเลการมีรถมาจอดอยู่มันก็ทำให้องค์ประกอบมันสวยขึ้น ทีแรกมันก็แค่นี้แหละ (หัวเราะ)” ยูนเล่าถึงที่มาของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวาด

ด้วยธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นที่จะไม่เอางานของคนอื่นมาเป็นเรเฟอเรนซ์ให้อีกคนหนึ่งวาด อีกหน้าที่ของนักวาดภาพประกอบฟรีแลนซ์อย่างยูนจึงเป็นการวาดภาพเล่นๆ ในหลากหลายรูปแบบ และเทคนิคที่ไม่มีโอกาสทำในงานจ้างทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นแล้วเกิดไอเดียในการจ้างงานครั้งต่อๆ ไปด้วย 

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

“บางครั้งเหล่านักวาดภาพประกอบหรือกราฟิกดีไซเนอร์ที่ญี่ปุ่นก็ต้องจัดนิทรรศการเพื่อแสดงงานใหม่ๆ แล้วเชิญบรรดาอาร์ตไดเรกเตอร์และออฟฟิศออกแบบมาดู เพื่อให้นายจ้างได้เห็นว่าทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง แต่เราถนัดวาดแล้วอัปในเว็บไซต์มากกว่า” ยูนเล่าถึงหน้าที่อีกอย่างของเหล่านักวาดภาพประกอบ

หลายคนคงจะสงสัยว่าแล้วค่าตอบแทนของนักออกแบบที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ทั้งสองคนเล่าว่า ค่าตอบแทนของนักออกแบบทั้งสองแขนงในญี่ปุ่นนั้นมากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้จริงๆ และด้วยรูปแบบของบริษัทญี่ปุ่นที่ค่อนข้างทำตามระเบียบมากๆ มีการกำหนดค่าเหนื่อยไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่ละชิ้นอยู่แล้ว และถ้างานที่ถูกว่าจ้างถูกหยิบนำไปต่อยอดเป็นสิ่งอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนแรก เช่นจากที่คุยไว้ว่าเป็นแบนเนอร์ในเว็บไซต์ เมื่อหยิบมาทำบิลบอร์ด นักออกแบบคนนั้นก็จะได้เงินส่วนของบิลบอร์ดเพิ่มในตอนหลังด้วย

ฟังแต่เรื่องข้อดีของคนญี่ปุ่นมาเยอะ ผมเลยถามถึงข้อเสียของคนญี่ปุ่นดูบ้าง ทั้งสองคนนั่งคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบว่า ความยากในการทำงานกับคนญี่ปุ่นน่าจะเป็นเรื่องของความไม่กล้าพูดอะไรตรงๆ ออกมา ถ้าจะพูดอะไรในแง่ลบสักอย่างก็จะพูดอ้อมไปอ้อมมาจนบ้างครั้งก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร 

RoutineStudio

สตูดิโอสีเหลืองแห่งท่าดินแดง

ฟังทั้งสองคนเล่าชีวิตการทำงานมาก็เยอะ ผมก็สงสัยว่าค่าตอบแทนก็ดี ชีวิตก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี อะไรทำให้อยากกลับมาไทยกัน

“หลักๆ คือที่บ้านเรียกตัวครับ เป็นลูกคนเดียวด้วย ไปตั้งนาน ไหนตอนแรกบอกว่าปีสองปี จริงๆ เราก็ไม่ได้คิดจะอยู่จนแก่ที่โน่นด้วยแต่แรก ก็เลยคิดว่าได้เวลากลับซะที” เป็ดเล่าสาเหตุในการกลับมา

“ส่วนของเราคือด้วยการทำงานและการติดต่องานมา เราทำงานที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ค่าตั๋วเครื่องบินก็ถูก วีซ่าก็ไม่ต้องใช้ เราไม่ต้องอยู่ที่นั่นตลอดก็ได้” ยูนตอบ

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ

เลยเป็นที่มาของการกลับมาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกครั้งหลังจากผ่านเวลาไปถึง 12 ปี แล้วทั้งคู่เลยหยิบเอาบ้านเก่าของยูนที่แถวท่าดินแดงมาซ่อมแซมปรับปรุงให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยและสตูดิโอในชื่อ RoutineStudio สตูดิโอสีเหลืองในย่านท่าดินแดงแห่งนี้ 

ถึงชื่อจะเป็นสตูดิโอ แต่จริงๆ แล้วทั้งสองคนก็ต่างทำงานของตัวเองไป เหมือนกับแชร์พื้นที่ใช้งานร่วมกันมากกว่า เป็ดจะดูแลในส่วนของ RoutineStudio ที่เปิดรับงาน Visual Communication ทั้งหมด รับออกแบบกราฟิก ดูแลอาร์ตไดเรกชัน ทำโมชันกราฟิก ออกแบบบรรจุภัณฑ์ สิ่งพิมพ์ แผ่นเสียง หนังสือ ส่วนยูนก็ยังคงรับงานวาดภาพประกอบจากบริษัทต่างๆ ที่ญี่ปุ่นอยู่ 

นอกจากนี้ทั้งคู่ที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีก็ยังมองถึงโอกาสในการรับงานที่ต้องสื่อสารกับคนญี่ปุ่นในไทยอีกด้วย

ผลงานการออกแบบกราฟิกของเป็ด

BNK B SIDE.

“งานปกหนังสือจริงๆ แล้วเคยทำอยู่บ้างก่อนไปญี่ปุ่น แต่มาได้ทำเยอะช่วงกลับมาใหม่ๆ แซลมอนชวนมาทำให้หลายๆ เล่ม ส่วนใหญ่เราจะได้ทำงานกับคนที่สามารถคุยกันได้ตรงๆ แบบเอางานที่ยังไม่เสร็จไปให้เขาดูก่อนได้น่ะ แล้วปรึกษากันไประหว่างทางว่าจะเลือกทางไหน ไม่ต้องเตรียมตัวพรีเซนต์โน้มน้าวขายงานกันขนาดนั้น

“บ.ก. ของ สนพ.แซลมอน ก็จะมีโจทย์หลักๆ ของแต่ละเล่มมาให้ แล้วเราก็มาแก้ด้วยกัน คือสามารถคุยกันได้ว่าทำไงดีครับ ซึ่งตอนที่เราไปอยู่ที่โน่นก็ได้เห็นดีไซเนอร์เขาคุยกับลูกค้าตรงๆ แบบนี้เหมือนกันนะ คือไม่ได้เป็นแบบดีไซเนอร์จะต้องเป็นเทพรู้ทุกเรื่อง บางอย่างถ้ายังไม่มีใครเคยทำ ไม่รู้ก็ไม่แปลก พวกเรามาช่วยกันทำให้มันดีขึ้นยังไงดีมากกว่า แล้ว B SIDE. นี่คือเล่มที่ต้องถามว่าทำไงดีกันทุกขั้นตอน (หัวเราะ) เพราะเราก็อยากให้มันออกมาโอเคกับทั้งนักเขียน คนอ่าน และน้องๆ ด้วย”

Snap

“โปสเตอร์หนังเรื่องแรก อันนี้ก็เหมือนกัน คือทำยังไงดีครับพี่คงเดช เราแลกไอเดียเลือกกันไปเรื่อยๆ ก็ดีใจที่มันเป็นหน้าตาที่โอเคกับหนัง

“เวลาทำงานกับศิลปินนักเขียนหรือผู้กำกับจะต้องคิดว่านอกจากเป็นงานเราแล้ว มันยังเป็นงานเขาด้วย คือทุกคนใช้เวลาทำงานนานกว่าเราใช้เวลาออกแบบมันแน่ๆ แต่ว่ามันก็เป็นส่วนสำคัญเป็นภาพจำที่จะอยู่กับงานนั้นไปตลอดกาล ยิ่งโปสเตอร์หนังนี่ทำไปแล้วมันจะฝังไปในประวัติศาสตร์เลย ชิ้นนี้ทำได้เพราะตัวของนักแสดง ขนาดว่าเหลือแต่เงาก็ยังสวยหล่อน่ะ ถ้าเป็นคนอื่นเราอาจจะทำแบบนี้ไม่ได้ก็ได้”

Metaphors

“อันนี้เป็นแผ่นเสียงแผ่นเเรกที่ได้ทำ คือเราได้ไปออกแบบซีดีเวอร์ชันที่ขายในไทยก่อน หลังจากนั้นก็เอามาทำต่อเป็นแผ่นเสียงแผ่นหนึ่ง ทำไปทำมาพี่เจ้ยก็ให้ทำบ็อกเซ็ตไปเลย ในเซ็ตก็จะมีทั้งหนังสือ ภาพถ่าย เพิ่มมาอีก ตอนทำงานไม่ยาก รูปที่พี่เจ้ยให้มาเลือกกี่รูปก็สวยไปหมด ผมแค่ทำให้มันมีจังหวะที่ถูกต้องเท่านั้นเอง”

Boy Trai

“เคยทำโมชันกราฟิกคอนเสิร์ตพี่บอยตอนที่ยังทำ Good Citizen กับเพื่อน อัลบั้มนี้ไอเดียพี่บอยอยากให้เป็นหนังสือเด็ก หาคนวาดไม่ได้เลยลองวาดเองดู ด้วยความที่เราวาดรูปไม่เก่งมันเลยเข้ากันกับเนื้อหาดี”

Sivilai

“งาน Packaging Design ตอนที่อยู่ groovisions นั้นมีหลากหลายประเภทมาก ทั้งของกินของใช้ ขนาดเซ็ตอาหารสำหรับตอนแผ่นดินไหวยังเคยทำ โชคดีได้เจอกับลูกค้าเจ้านี้ เขาชัดเจนว่าอยากได้กระป๋องเบียร์ที่ถือแล้วสวยไม่อายใคร แม้ว่าจะต้องคุยกันแต่แรกว่าตัวดีไซเนอร์ไม่ดื่มแอลกอฮอล์นะครับ”

ผลงานภาพประกอบของยูน

เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
งานที่จะทำเป็นพอร์ตฟอลิโอส่วนใหญ่ก็จะมาจากหนังหรืองานอดิเรกที่เราชอบ อย่างอันนี้ก็เป็นงานที่ทำไว้เป็นพร์ตฟอลิโอในซีรีส์ Vehicle ซึ่งใช้ในการหาลูกค้าบริษัทรถยนต์มาได้หลายเจ้า
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
คอลัมน์ประจำที่เขียนให้กับ Spectra (Mitsubishi Heavy Industries Group) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ได้อัพเดตโลกผ่านการวาดภาพประกอบเนื้อหาเหล่านี้
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ตึก National Stadium ที่ Yoyogi เป็นงานที่ทำเป็นพอร์ตฟอลิโอ โดยเฉพาะ ใส่ไว้ในซีรีส์ที่เป็นพวกตึกอาคารและงานสถาปัตยกรรม
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ปกหลัง CD/DVD ซิงเกิลของ Ketsumeishi ที่เคยทำให้ก่อนหน้านี้ ในซิงเกิลนี้เขาคอลแลบกับเบียร์ Oreon ซึ่งเป็นเบียร์ของทางโอกินาว่า
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
หน้าคู่เปิดคอลัมน์ในนิตยสาร Aera Style อันนี้ยกเครดิตให้อาร์ตไดเรกเตอร์เลย เลย์เอาต์ออกมาสวยมากๆ
โจทย์ของรูปนี้คือ ให้เห็นท้องฟ้านิดเดียว แต่ก็ต้องรู้สึกได้ว่าอากาศแจ่มใส และให้เห็นแค่วับๆ แวมๆ แต่ก็ต้องรู้ว่าเป็นภาพซูมของอะไร
เป็ด ภาคภูมิ และ ยูน พยูณ
ภาพเปิดให้กับคอลัมน์เกี่ยวกับนักลงทุนที่น่าจับตาในนิตยสาร Forbes Japan เป็นสกู๊ปพิเศษที่มีปีละครั้งและกลับมาให้เราวาดทุกปีเลย

นิทรรศการล่าสุดครั้งแรกของตัวเองในไทย ที่คอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ ลูกผสมไทยญี่ปุ่นชื่อ SŌKO อยู่ใน Jouer สุขุมวิท 32 โดยผลงานที่นำมาแสดงครั้งนี้เป็นซีรีส์ PICT. ที่วาดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องของ Pictogram โดยพยายามตัดทอนรายละเอียดของภาพให้เหลือเท่าที่จำเป็น และให้คนดูสนุกกับการทำความเข้าใจด้วยตนเอง

SOKO สุขุมวิท 32 ตั้งแต่วันที่ 13 – 29 กค 62 เวลา 11.00 – 19.00 น.

ขอบคุณ RoutineStudio

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

เรามาจากสายอาชีพงานดีไซน์เหมือนกัน แต่สารภาพจากใจจริง ก่อนหน้าที่จะได้คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เราไม่รู้จริง ๆ ว่าการทำ Branding จะสนุกขนาดนี้ แบบที่ฟังจบแล้วอยากจะลองอยู่ในกระบวนการคิดแบบนั้นบ้าง

ความสนุกที่หมายถึงคือความมีระบบระเบียบ มีแพตเทิร์น ในขณะเดียวกันก็อิสระและไร้ขอบเขต (ฟังดูย้อนแย้งเหมือนเพลง Getsunova แต่หากอ่านจนจบแล้วคุณคงเข้าใจ)

อาจเป็นเพราะคนเล่าเอ็นจอยกับงานมากด้วย

วรทิตย์เป็นเจ้าของออฟฟิศชื่อ Farmgroup ที่ทำงานครอบคลุมหลายอย่างของ Brand Experience รวมถึงงานดีไซน์อื่น ๆ ที่อยากทำและทำได้

The Cloud เคยคุยกับวรทิตย์ไปแล้ว เมื่อครั้งที่เขาได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี สาขา Graphic Design จากเวที Designer of the Year 2020 ครั้งนี้เราขอมาคุยกับเขาอีก โดยเจาะไปที่งานถนัดของวรทิตย์อย่างการออกแบบโลโก้ และงานอื่น ๆ โดยรอบที่เกี่ยวข้อง โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ ที่เพิ่งออกมาไม่นานเป็นตัวชูโรง

“พี่ไม่มีออฟฟิศแล้วนะ ขายเฟอร์นิเจอร์ทิ้งหมดเลย ตอนนี้เรา Work from Anywhere จะไป Work from the Beach ก็ได้” ดีไซเนอร์ใหญ่พูดด้วยท่าที่สบาย ๆ เป็นเหตุผลที่เรานัดพบกันที่โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ อย่าง Chanintr Work สุขุมวิท ซอย 26

In Design วันนี้ ขอเชิญทุกคนพบกับวรทิตย์กันอีกสักครั้ง เขาจะมาเล่าเกี่ยวกับที่มาที่ไปของอาชีพ วิธีการทำงาน และเบื้องหลังการดีไซน์ของหลาย ๆ งานให้เราฟังอย่างเอ็กซ์คลูซีฟ

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

Tips of The Iceberg
แค่ยอด แต่เห็นชัดที่สุด

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างดีไซเนอร์คนนี้กับโลโก้สักหน่อย 

“พี่เรียนไม่เก่ง” วรทิตย์พูดเปิดด้วยประโยคนี้

เด็กชายวรทิตย์ชอบศิลปะมาแต่ไหนแต่ไร แรกเริ่มเลยเขาอยากเป็นสถาปนิก แต่ด้วยความที่ไม่สันทัดทางวิชาการอย่างคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์ เขาจึงมองหาอาชีพอื่นที่ได้ขีด ๆ เขียน ๆ 

วรทิตย์เลือกเรียนแอนิเมชันในระดับมหาวิทยาลัยใน 2 ปีแรก ที่ PennWest รัฐ Pennsylvania ก่อนจะค้นพบตัวเองตอนที่ได้กลับมาฝึกงานที่บริษัท The Bandits ที่ไทยเมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 2 ว่า การทำ ‘โลโก้’ เป็นศาสตร์ที่โดนใจคนอย่างเขามากที่สุด

The Bandits แปลว่า กองโจร ที่นั่นเป็น Production House ที่เป็นเหมือนมือปืนรับจ้างถ่ายโฆษณา ถ่ายทำวิดีโอ ทั้ง Stationary System อย่างบนนามบัตร ซองจดหมาย หรือหัวจดหมายของพวกเขาจะมีเหล่าโจรเจ๋ง ๆ เป็นโลโก้สลับผลัดเปลี่ยนกันไป ทั้งตี๋ใหญ่ ลูแปง โรบินฮู้ด หรือชอลิ้วเฮียง 

“ตี๋ใหญ่ก็คือยิงนัดเดียวจอด แม่น! บอกคุณสมบัติของบริษัทว่าไม่พล่าม ไม่ไร้สาระ ส่วนโรบินฮู้ดก็ปล้นคนรวยเอามาให้คนจน เป็นบริษัทที่มีความดี”

“พี่ Amaze กับมันมาก นี่มันหัวจดหมายอะไร” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เราเชื่อ ว่าเขา Amaze จริง ๆ 

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

“ตอนนั้นเราก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องกราฟิกดีไซน์ไง เราแค่เข้าใจว่าหัวจดหมายมันต้องมีโลโก้บริษัทใหญ่ ๆ มาเจอนี่พี่เลยเกิดแรงบันดาลใจ” โลโก้ของ The Bandits ที่วรทิตย์ชอบใจ ออกแบบโดย ต้อม-ชัชวาล ขนขจี จากบริษัท Blind “มันทำให้พี่รู้สึกว่า Brand Identity มีหลักและสนุกได้ พี่รู้สึกชอบจากจุดนั้น”

หลังจากฝึกงานเรียบร้อยแล้ว วรทิตย์กลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ตัดสินใจย้ายเมเจอร์จากแอนิเมชัน มาเรียน Graphic Design ตามหัวใจเรียกร้อง ซึ่งเขาก็ต้องจูนตัวเองใหม่ไม่น้อยกับเรื่องวิธีคิด หรือเรื่อง Grid System ที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน

เมื่อเรียนจบวรทิตย์ได้ทำงานตรงสายกราฟิกที่ Bug Studio ซึ่งเป็น Multi-deciplinary Design Studio ทำทุกอย่าง โดยจะหนักไปที่ Interior Design และ Exhibition-event Design ทำให้เขาได้ประสบการณ์กว้างขวาง และมาเปิดบริษัทที่ทำหลายอย่างชื่อ Farmgroup เป็นของตัวเองในเวลาต่อมา

“ตอนเริ่มต้นก็ทำแค่ Graphic Design แล้วขยายทีม มีสถาปนิก มี Interior Designer เข้ามาช่วยด้วย เราก็เลยใช้คำว่า Brand Experience

“เราเป็นอาหารตามสั่ง รู้ว่าเราทำอาหารแนว ๆ นี้นะ เราทำโลโก้ เราทำ Identity ทำสิ่งพิมพ์ได้ แต่ถ้าถามว่าลองทำป้ายมั้ย ลองทำ Sculpture มั้ย เราก็ทำ ไม่ได้พยายามลิมิตตัวเองว่าเราจะทำอะไร”

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup
โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

วรทิตย์บอกว่า หากจะทำ Branding นอกเหนือจาก Brand Strategy หรือ Brand Marketing แล้ว Brand Identity ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“สำหรับโลโก้ ฝรั่งบางคนเขาเรียกว่ามันเป็น Tips of The Iceberg โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำนิดเดียวแต่เห็นก่อน โลโก้ทำให้เห็นแต่แรกว่าแบรนด์นี้เป็นใคร หรือจะทำให้เห็นว่าแบรนด์นี้มีการเปลี่ยนแปลงก็ได้เหมือนกัน” ดีไซเนอร์มากประสบการณ์พูด “จริง ๆ แล้วแบรนด์ไม่ใช่แค่โลโก้ มันมีอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งหมดเราเรียกว่า Brand Experience ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหรืออะไรก็เป็น Branding ทั้งหมด แต่ Identity เป็นของอย่างแรกที่คนเห็น 

“เพราะฉะนั้นเวลาคนมาจ้างเราทำแบรนด์หรือให้เรามาทำ Brand Identity โลโก้ก็จะเป็นไอเท็มต้น ๆ ที่เขาขอให้เราดีไซน์ให้”

และแน่นอน พาร์ตออกแบบโลโก้เป็นพาร์ตที่วรทิตย์โปรดปรานในการออกแบบเป็นพิเศษ ก็โลโก้ถึงกับทำให้เขาย้ายวิชาเรียนมาแล้วนี่นา

Think / Thought / Thought
คิด คิดแล้ว คิดอีก

ได้โจทย์โลโก้มาแล้วเริ่มคิดที่อะไรก่อน – เราถามตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับอาชีพนี้

“ในแง่มุมที่เป็นตัวกลางระหว่างดีไซเนอร์กับลูกค้า ตอนรับบรีฟเราต้องอ่านลูกค้าก่อนว่าเขาต้องการอะไร” ต๊อบ-วรารินทร์ สินไชย ผู้เป็น COO (Chief Operating Officer) เริ่มเล่าก่อนในพาร์ตของตัวเอง 

จากนั้นทีมก็จะเริ่มรีเสิร์ช ระดมสมองกันว่าได้อะไรจากการรีเสิร์ชนั้น แล้วจัดทิศทางการทำงานต่อ

“เวลาเราเริ่มทำก็จะเหมือนกรวย ให้ทุกคนไปคิดเยอะ ๆ กว้าง ๆ ไม่ต้องคิดลึก ไม่ต้องลงรายละเอียด หาความเป็นไปได้ที่หลากหลาย แล้วเราก็ค่อย ๆ Narrow Down ตัดออก หรือพยายามจัดกลุ่ม” วรทิตย์อธิบายต่อ

กว่าจะไปถึงผลลัพธ์สุดท้ายได้จริง ๆ พวกเขาต้องผ่านกระบวนการค้นคว้าเพิ่มเติมระหว่างทาง ศึกษาว่าทาร์เก็ตคนที่จะมาเห็นโลโก้นี้ โปรไฟล์เป็นอย่างไร แล้วก็ดูด้วยว่า ธุรกิจแบบเดียวกันในประเทศหรือต่างประเทศเขาทำอย่างไรกันบ้าง ซ้ำกันรึเปล่า ตามสัญชาตญาณที่ดีไซเนอร์มีเป็นปกติ

“ในขณะเดียวกันเราก็ดูถึงฟังก์ชันด้วย ว่าโลโก้ตัวนี้จะต้องโดนใช้ที่ไหน ใช้บนจอ ใช้บนสิ่งพิมพ์ ใช้บนแพ็กเกจจิ้ง ใช้บนหนังสือ ใช้บนอะไร มันก็จะช่วยให้เราตัดสินใจว่าจะเป็นรูปแบบสัญลักษณ์ เป็นรูปแบบของตัวอักษร เป็นชื่อเต็ม หรือมีทั้งหมด เราจะคิดพวกนี้ไปพร้อม ๆ กันทั้งหมด แล้วค่อย ๆ ย่อยออกมาเป็นผลลัพธ์สุดท้าย”

“สุดท้ายแล้วเราคิดเสร็จแล้วไปเสนอลูกค้า มันจะเสิร์ฟเป็นเหมือนเมนูสำเร็จแล้ว ตักกินได้เลย เราดีไซน์เมนูให้หมดแล้ว”

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

ต่อเนื่องจากขั้นตอนแรก ขั้นตอนสุดท้ายอย่างการพรีเซนต์ลูกค้าก็ต้องอ่านลูกค้าเช่นกัน พวกเขาต้องออกแบบการนำเสนอให้ถูกจริตลูกค้า และทำให้ลูกค้าเข้าใจงานได้มากที่สุด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ฝั่งผู้ประสานงานกับผู้ออกแบบจะต้องทำงานร่วมกัน

“เราต้องรู้ลูกค้าก่อน ว่าแต่ละคนเขาเป็นสปีชีส์ไหน”

The Three Musketeers
สามงานน่าเล่า

01 Thai League (2015)

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

ในวาระเปลี่ยนนายกสมาคม Thai League ก็ถือโอกาสปรับโครงสร้าง รวมถึงออกแบบอะไรใหม่ ๆ บ้าง

เป็นจังหวะที่คนรู้จักที่วรทิตย์เคยทำงานด้วยในอดีต ได้เข้าไปเป็นผู้บริหารในสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย Farmgroup จึงได้งานน่าสนุกนี้มา

“เขาอยากจะปรับโครงสร้างลีกทั้งหมดใหม่ ก็เลยมาบอกเราว่าอยากหาสัญลักษณ์ที่ทันสมัยและเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่ดีไซเนอร์ชอบ แต่คนทั้งประเทศจะต้องชอบ เพราะฟุตบอลเป็นของทุกคน ผลลัพธ์ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้” วรทิตย์เริ่มเล่า

คนไทยกับช้างมีความสัมพันธ์กันแต่ดั้งเดิม รวมถึง ‘ช้างศึก’ ก็เป็นคำเรียกแทนฟุตบอลทีมชาติไทยมานานด้วย เหล่าดีไซเนอร์จึงเริ่มจากการพยายามเป็นช้างกันก่อนเป็นอันดับแรก

“เราก็ทำการบ้านกันเยอะ สเก็ตช์กันเยอะมาก” เขาเน้นเสียง “สุดท้ายก็ได้เป็นรูปตัว T ที่มีลูกฟุตบอลลอยผ่าน ฟึบ! หรืออาจจะมองเป็นช้างหันข้างก็ได้ เป็นช้างเผือก มีตา แล้วก็มีงาที่ไล่สีเป็น Gradient

“ก็เลยมีความ Abstract นิดๆ คงไม่มีใครอยากได้รูป ‘ช้าง’ เลย จะเอารูปช้างสักตัวมาเป็นสัญลักษณ์ทำไม มันจะเหมือน Illustration ไม่ใช่สัญลักษณ์”

สำหรับสี พวกเขานำสีของอัญมณีไทยอย่างนพเก้ามาเล่น อัญมณีแต่ละชนิดจากมีความแข็งต่างกัน พวกเขาจึงใช้ความแข็ง-อ่อน แทนลีกสูงสุดลงมาล่างสุดตามลำดับ

“เราพยายามไม่คิดอะไรลึก เบสิก ๆ แต่เอามานำเสนอให้มันทันสมัย” องค์ประกอบต่าง ๆ ก็เป็นลายไทยง่าย ๆ อย่างลายกนก ลายประจำยาม ลายไฟ ลายช่อฟ้า เพียงแต่นำมาใช้ให้มีความเหลี่ยม เป็น Geometry มากยิ่งขึ้น

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup
โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

นอกจากนั้น พวกเขาก็ได้ออกแบบฟอนต์ Thai League ไปด้วย โดยได้แรงบันดาลใจ ความเหลี่ยมมุม มาจากลายไทยเช่นกัน 

“เราออกแบบไปถึง Broadcast Design อย่างกราฟิกบนจอทีวีเวลาถ่ายทอดสดเลย” วรทิตย์เล่าอย่างมีไฟ ทราบมาว่าเขาเองก็เป็นคอฟุตบอลตัวยง “เราต้องศึกษาว่าโปรแกรมที่เขาถ่ายทอดสด ที่ขึ้นชื่อนักเตะ เขาใช้โปรแกรมอะไร มีการทำงานยังไง แล้วก็ต้องดีไซน์องค์ประกอบและเครื่องมือต่างๆ ให้เขาเอาไปใช้ได้สะดวกที่สุด 

“เขาประกาศชื่อนักฟุตบอลก่อนเตะ มีเวลาแค่ 15 นาทีในการพิมพ์ แล้วทำกราฟิกขึ้นตอนถ่ายทอด”

งานงานหนึ่งต้องศึกษาเยอะเลย – เราพูดอย่างประทับใจ

“ใช่ครับ พี่ว่ามันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของดีไซเนอร์นะ ยิ่ง Graphic Designer เรามีความรู้รอบตัวเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เลย วันนี้เราทำแบรนด์รองเท้า อีกวันหนึ่งเราทำมวยไทย ทำอาชีพนี้ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง”

02 Plern (2021)

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

ไม่ได้เป็นการรีแบรนด์แต่อย่างใด Plern หรือ เพลิน เป็นแอปฯ ฟังเพลงใหม่ของ GMM Grammy เน้นเพลงไทยหลากค่ายเป็นพิเศษ

“ทีม GMM ไปเจออินไซต์มาว่า คนไทยส่วนใหญ่ฟังเพลงในยูทูบมากที่สุด ป้าเจ้าของร้านอาหารเขาก็จะเลือกเพลงหนึ่ง อาจจะหมอลำ เพลงฝรั่ง แล้วก็ปล่อยไหลไปทั้งวัน ซึ่งเขาบอกว่าคนไม่มายด์ที่จะมีโฆษณาแทรกด้วย ฟังฟรี” และนี่ก็คือที่มาของชื่อแอปฯ ‘เพลิน’ มาจากเปิดให้เพลิน ๆ ไป ไหลไปเรื่อย ๆ 

วรทิตย์และ Farmgroup อยากจะออกแบบงานที่ตอบโจทย์คนเหล่านั้น และตอบสนองความเพลินที่ว่า

ในที่สุด ‘เส้นเพลิน’ ถูกคิดค้นขึ้นมาใช้ในอาร์ตเวิร์กต่าง ๆ เส้นเพลินเป็น ‘เส้นเสียง’ ที่วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบ เหมือนการฟังเพลงของคนไทย สุดท้ายเส้นก็ปรากฏบนโลโก้ของแอปฯ ดูแล้วมีลักษณะเหมือน พ พาน

“เราคิด System สีโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากอากาศในประเทศไทย และคิด System เส้นมาจากบรรยากาศ เพราะเพลงฟังแล้วสร้างบรรยากาศ แล้วก็ออกมาเป็น Identity แบบนี้”

เส้นนี้เปลี่ยนสถานะได้ เปลี่ยนสีได้ เปลี่ยนมุมได้ เปลี่ยนความหนาก็ยังได้ แค่ยังเป็นเส้นก็เรียกว่าเส้นเพลิน วรทิตย์บอกว่าการตั้งต้นตัวอย่างไว้ให้นี้เป็นการสร้างเทมเพลตและ Graphic Element ให้เส้นเพลิน Regenerate ตัวมันเองไปได้เรื่อย ๆ

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

“แบรนด์ต้องเจริญเติบโต อยู่แบบเดิมมันน่าเบื่อ เราก็ต้องสร้างกรอบความคิดบางอย่าง ให้เขาไปสร้างอะไรได้เองในอนาคตโดยที่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดิม” สร้างกรอบความคิดที่วรทิตย์กล่าว อธิบายง่าย ๆ ก็คือแนะนำให้รู้จักและทำตัวอย่างการใช้เส้นคร่าว ๆ เช่น เส้นแบบนี้จะใช้กับเพลย์ลิสต์เพลงอกหัก เส้นแบบนั้นจะใช้กับเพลย์ลิสต์เพลงลูกทุ่งฟังสบาย 

“เส้นนี้ก็เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ใช้ง่าย เข้าใจง่าย และพัฒนาต่อไปได้ง่าย”

03 meat!y (2022)

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

‘รสชาติเหมือนเนื้อ ด้วยวัตถุดิบลับที่ใส่ลงไป’ คือคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับโปรดักต์ Plant-based Meat (เนื้อที่ทำมาจากพืช) ที่ Betagro ให้กับ Farmgroup

ทีมดีไซน์จึงเล่นกับความตกอกตกใจที่กัดไปแล้วรู้สึกเหมือนกินเนื้อไม่มีผิด แต่ทำมาจากพืช พวกเขาเลือกใช้เครื่องหมายตัว L กลายมาเป็น ‘meat!y’

ในส่วนของอาร์ตเวิร์ก จะใช้สีชมพู-เขียวเป็นหลัก โดยสีชมพูเป็นตัวแทนของเนื้อ สีเขียวเป็นตัวแทนของพืช ส่วนโลโก้จะมีความหยักอยู่ในภาษา แทนความกรอบและความเป็นเนื้อ

“เนื่องจากโปรดักต์แรกเขาเป็นทงคัตสึ เราก็เลยคุยกันในทีมว่าถ้าเราเอาโลโก้ไปทอดกรอบ ขอบมันจะเป็นยังไงนะ” วรทิตย์เล่า เราสะดุดใจ ชอบคำว่า ‘เอาโลโก้ไปทอดกรอบ’ มาก ไม่ใช่ใครจะคิดได้ง่าย ๆ

“มันก็เลยได้ขอบของความทอดกรอบ แล้วก็มีเท็กซ์เจอร์ข้างในที่สื่อถึงความธรรมชาติ มีความไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เนี้ยบกริบสีชัดเต็มเหมือนคอมพิวเตอร์ เราใส่องค์ประกอบเหล่านี้เข้าไป ทำให้แบรนด์มีความเกี่ยวโยงกับธรรมชาติมากขึ้น”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

เครื่องหมาย ! เป็นทั้งส่วนหนึ่งของโลโก้ และเป็นทั้ง Graphic Element ที่ทีมดีไซน์นำไปออกแบบเป็นอาร์ตเวิร์กต่าง ๆ นำไปทำแพตเทิร์น หรือเตรียมไว้ให้ทางแบรนด์นำไปเล่นต่อ นอกจากนี้ยังออกแบบ ‘สติกเกอร์’ รูปวัว รูปไก่ รวมถึงโควตคำสั้น ๆ ไว้ให้ลูกค้านำไปใช้ เพื่อเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์ด้วย

“ในตลาดอาหาร Plant-based เมืองไทย ส่วนมากจะเป็นสีเขียว ภาพลักษณ์ดูธรรมชาติ ๆ แต่ Positioning ของแบรนด์นี้ เขาบอกเลยว่ามันต้อง Bold

“การที่คุณจะกินอะไรที่ดีต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องดูน่าเบื่อ หรือดูแล้วไม่อร่อย ก็เลยเป็นที่มาที่เราเลือกตัวอักษร เลือกสีแบบนี้มาใช้ รวมถึงการจัดวาง การนำไปใช้ด้วย พี่ว่าแบรนด์นี้ก็โดดเด่นที่สุดในตลาดเมืองไทย ณ ปัจจุบัน แล้วก็ฉีกมาจากที่ Betagro เคยทำด้วย”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

New Era of Muay Thai
การปล่อยหมัดครั้งใหม่

จบจาก 4 งานที่วรทิตย์อยากเล่า เราถามต่อถึงงานของ Farmgroup ที่เป็นที่ฮือฮามากที่สุดงานหนึ่งเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

‘เวทีราชดำเนิน’ 

ที่นี่เป็นสนามมวยมาตรฐานเวทีแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการตั้งแต่ พ.ศ. 2488 จนเมื่อปีนี้ GSV ได้มา Take Over กิจการต่อ ด้วยเป้าหมายจะปั้นที่นี่ให้เป็นสังเวียนมวยไทยอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีการจัดมวยผู้หญิงอย่างที่ไม่เคยมาก่อน และนอกจากมวย ก็ต้อนรับทั้งคอนเสิร์ต ปาร์ตี้ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนอย่าง Wembley Stadium ของอังกฤษ

GSV ติดต่อมาที่ Farmgroup ให้รับหน้าที่พลิกโฉมเวทีคลาสสิกแห่งนี้ไป

เช่นเดียวกับหลายอาคารในถนนราชดำเนิน อาคารของเวทีมวยราชดำเนินเป็นสถาปัตยกรรมยุคอาร์ตเดโค ตามพระราชนิยมของ ร.5 ในสมัยนั้น ซึ่งตัวอักษร ‘เวทีราชดำเนิน’ ที่ปรากฏอยู่หน้าอาคาร ก็เป็นสไตล์อาร์ตเดโคแพ็กคู่มากับสถาปัตยกรรม

“ในฐานะที่เป็น Graphic Designer และคนชอบตัวอักษร พี่ก็รู้สึกว่ามันมีความพิเศษ มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมเหนือสิ่งอื่นใดเลย เพราะฉะนั้นต้องเก็บมันไว้ให้ได้” วรทิตย์หมายถึงอยากจะนำป้ายมาทำเป็นโลโก้ เพราะตัวอักษรนี้ก็เป็นเหมือนภาพเวทีราชดำเนินที่คนจำได้ชัดเจน

“จริง ๆ แล้วมีโลโก้ราชดำเนินอันเก่าอยู่ เป็นรูปคนต่อยมวยแล้วมีตัวอักษรวนรอบเป็นกลม อันนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ไม่เคยโดนหยิบไปสื่อสารอะไรอยู่แล้ว เราก็เลยไม่ได้แตะ คิดซะว่าเป็นเหมือนครุฑ”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

ฟอนต์ของป้ายอาคารมีดีไซน์เป็นวงกลม วรทิตย์บอกว่าอาจมาจากลักษณะรอบเวทีมวยที่เป็นวงกลมเช่นกัน พวกเขาที่ตั้งต้นว่าจะคิดโลโก้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะเวทีราชดำเนินต้องการเป็นอันดับ 1 ของโลก จำเป็นต้องมีความสากลมากยิ่งขึ้น จึงได้แบบมาเป็นตัว R ที่ได้แรงบันดาลใจของ Curve ต่าง ๆ จากส่วนหนึ่งของตัวอักษรภาษาไทยบนป้าย ซึ่งกว่าจะได้ R ที่ลงตัว ก็ผ่านการทำงานร่วมกันหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งทีม Farmgroup ทีม GSV และทีมออกแบบของ RWS

นอกจากนี้ Farmgroup ยังคิดกราฟิกชื่อเต็มของ ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษ เขียนว่า ‘Rajadamnern Stadium’ มาใช้ร่วมกับ Lettermark ตัว R ด้วย

ส่วนเวอร์ชันภาษาไทยดั้งเดิมก็มีการปรับปรุงเช่นกัน

“พี่เชื่อว่าตอนเขาดีไซน์เป็นป้ายมันมีข้อจำกัด เรื่องว่าวรรณยุกต์ข้างบนมันลอยไม่ได้ เพราะมันจะต้องมีเหล็กดามอยู่ เดี๋ยวจะไม่สวย เขาเลยทำให้ติดกัน” วรทิตย์กล่าว “แต่พอตอนนี้มันเป็น Digital Version พี่เลยปรับให้มีองศา มีตำแหน่งของวรรณยุกต์ที่ถูกต้อง แล้วก็ปรับขนาดตัวอักษร รวมถึงปรับปรุงโดยใช้เทคนิคเนิร์ด ๆ ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Typography ให้เขา”

ในแง่การเลือกใช้สี พวกเขาเลือกสีน้ำเงินเข้ม สีฟ้าอ่อน และสีทองมาใช้ โดยที่สีน้ำเงินเข้มเป็นสีของโลโก้สนามมวยเก่าที่อยากเก็บไว้ สีฟ้าอ่อนเป็นสีเสื้อของกรรมการในสนามมวยราชเทวี ซึ่งแต่ละสนามก็จะใส่กันคนละสี ส่วนสีทองเป็นสีที่มีความสง่างามและเป็นโทนสีที่พัฒนามาจากสีของตัวอาคารเดิม

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง
คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

“พี่ว่าเวลาจะเป็นตัวบอกเองว่ามันประสบความสำเร็จรึเปล่า” วรทิตย์ให้ความเห็น หลังจากที่เวทีราชดำเนินปล่อยโลโก้ใหม่ออกมา ก็มีเสียงพูดถึงจากประชาชนหลายทาง ด้วยความคาดหวังว่าวงการมวยจะมีอะไรเปลี่ยนไป “ถ้าถามว่าโลโก้มีส่วนกับความสำเร็จมั้ย จะพูดว่ามีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าประสบความสำเร็จแล้วมี Identity ที่ดี มันยิ่งต่อยอด กลายเป็น Asset อย่างหนึ่งที่แบรนด์มีติดตัว ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาลได้ในอนาคต”

เขาบอกว่า อย่างที่เห็นง่ายที่สุดเมื่อเปลี่ยนโลโก้ คือความกระชุ่มกระชวยของคนในองค์กรเอง Brand Identity ใหม่ ๆ นำมาซึ่งพลังงานที่ดีในการขับเคลื่อนต่อไป

“ถ้าคนในองค์กรภูมิใจที่จะ Represent Brand นี้ คนนอกเขาจะรับรู้ได้จากอะไรหลาย ๆ อย่าง”

Good Enough
ดี (พอแล้วหรือยัง)

วันเวลาผ่านไป มีโลโก้ที่รู้สึกเสียดายไหมนะ ว่าควรดีไซน์แบบนั้นแบบนี้มากกว่า 

“โห เสมอ! เรียกว่าเป็นคำสาปของดีไซเนอร์” วรทิตย์ตอบคำถามของเราทันควันโดยไม่เสียสักวินาทีหยุดคิด “เวลามันเดินไปเรื่อย ๆ ความคิดความอ่านก็เดินหน้าไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเอางานเมื่อ 5 ปีที่แล้วมาให้คิดตอนนี้ ก็อาจจะไม่ได้ออกมาเหมือนตอนนั้น ทุกอย่างมัน Specific ณ ช่วงเวลานั้น โจทย์ตอนนั้น ธุรกิจตอนนั้น สิ่งแวดล้อมตอนนั้น”

“โลโก้ Farmgroup เองก็ซื่อบื้อที่สุดแล้ว เป็นรูปโรงนา ซึ่งเป็นโรงนาแบบฝรั่งด้วย” เขาพูดอะไรที่เราคิดไม่ถึงว่าจะได้ยิน

“ตอนแรกพี่ตั้งใจจะไม่มีโลโก้ เพราะเรารู้สึกว่าเราจะไม่มีวันแฮปปี้กับโลโก้และอยากจะแก้มันตลอดแน่ ๆ เลย แต่คนก็เรียกร้อง Company Stamp จนเราต้องมี”

ออฟฟิศที่ออกแบบโลโก้เยอะมาก แต่ตัวเองไม่มีโลโก้ มันก็แปลกเหมือนกันนะ – เราออกความเห็น

“แปลกเหรอ 

“จริง ๆ แล้วมันก็เหมาะสมแล้วรึเปล่า ความเป็นกลางอาจจะดีที่สุดแล้ว เราอาจจะควรเป็นกลาง เป็น Blank Canvas” วรทิตย์อารมณ์ดี “ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดหนึ่งเนอะ เถียงไปก็ไม่มีวันจบเลยเรื่องนี้ (หัวเราะ)”

เราลองถามเขากว้าง ๆ ว่า สิ่งสำคัญของการออกแบบโลโก้คืออะไร ต้องจำง่าย เรียบง่าย สื่อสารได้ดีรึเปล่า แต่เขาก็บอกว่าคำตอบไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ระยะมานี้วรทิตย์เริ่มสนใจโลโก้กระทรวงที่มีรายละเอียดเยอะ ๆ จากที่เคยคิดว่าเชย ตอนนี้เขารู้สึกว่างานเหล่านี้สวยงาม มีประวัติศาสตร์ เหตุผล และความหมายในตัวเอง

“วันนี้คิดแบบนี้ พรุ่งนี้อาจจะกลับมาไม่ชอบเหมือนเดิมก็ได้ ความคิดความอ่านคนเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ”

‘Good Design’ เป็นคำวรทิตย์ชอบใช้ แต่ก็เป็นคำที่กว้างมากในขณะเดียวกัน เมื่อก่อนมันอาจจะแปลว่าสวยงามและเวิร์กเท่านั้น แต่ตอนนี้ก็อาจจะต้องเพิ่มความยั่งยืนเข้ามาด้วย และหากจะถามว่า Good Design ต้องลงตัวไหม ก็อาจจะไม่เสมอไปเช่นกัน บางงานผู้ออกแบบอาจต้องการให้มันกบฏ หากทำให้เรารู้สึกถูกรบกวนได้ นั่นก็อาจเป็นอีกหนึ่ง Good Design

“เวลาเราทำงานกันในทีม เราก็จะใช้ Gut Feeling คุยกันว่ามัน Good Enough แล้วหรือยัง บางงานถ้าไม่ได้สวยมาก แต่มี Quality อย่างอื่น มันก็อาจจะทำให้อันนั้นเป็น Good Design ได้โดยไม่จำเป็นต้องสวย”

ทุกวันนี้วรทิตย์เดินทางมาถึงจุดสบายใจของอาชีพ เขาไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าชีวิตที่สมดุล และรายได้ที่พอให้ครอบครัวดำรงชีวิต แต่เมื่อถามว่ายังมีโปรเจกต์อะไรที่อยากทำอยู่ไหม เขาก็มีคำตอบในใจ (นั่นไง) และตอบว่าอยากทำโปรเจกต์ที่ต้องคิดหลายอย่าง อย่างงานโอลิมปิกหรืองานสายการบิน (เป็นเพราะตอนนี้ลูกชายชอบเครื่องบินมาก) 

วรทิตย์บอกว่างานเหล่านี้เป็นงานระบบใหญ่ มีผลกระทบกว้างมาก ๆ และอาจจะเป็นเชื้อเพลิงให้มีการพัฒนาหลาย ๆ อย่างด้านการออกแบบของประเทศเรา หลัง ๆ มานี้เขาสนใจงานที่พัฒนาอะไร ๆ ให้กับคนหมู่มากมากกว่าพวก Luxury Brand 

อยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ในวงการดีไซน์บ้าง – เราถามส่งท้าย

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

“เด็กรุ่นใหม่เก่ง ๆ ทั้งนั้นเลย ทุกวันนี้พี่ก็ต้องอัปเดตตัวเองให้คุยกับเด็กรุ่นใหม่รู้เรื่อง” ดีไซเนอร์ใหญ่ตอบอย่างถ่อมตัว “สิ่งที่อยากฝากไว้ คือพี่ไม่อยากให้ทุกคนทำงานจนมันเขมือบชีวิตเรา อยากให้เรามีวินัยกับตัวเอง ดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ดี

“คนในอาชีพอย่างนี้ เวลามันไม่เคยพอ คิดเพิ่ม ทำเพิ่ม งานก็ยิ่งดีขึ้น ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าการหยุดก็คือการดีไซน์ที่ดีอย่างหนึ่งนะ”

เราตั้งใจฟัง หวังว่าจะนำมาปรับใช้กับชีวิตนอนน้อยของตัวเองบ้าง “สุดท้ายแล้ว It’s just a job นะ การหาเลี้ยงชีพไม่ใช่ทุกอย่าง ทุกคนต้องมีชีวิตของตัวเอง”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load