ยายเคยเล่านิทานให้ฟังว่า “มีเด็กกำพร้าถูกเจ้าเมืองรังแก ไล่ให้ไปปลูกข้าวบนแผ่นหิน เด็กกำพร้าจึงต้องขนดินไปเทบนหินก่อนหยอดเมล็ดข้าวลงไป 7 หลุม พร้อมกับเมล็ดพืชผักอื่นๆ มากมาย เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวมาถึง เด็กกำพร้าจึงมีข้าวเต็มยุ้งฉางและมีพืชผักกินตลอดปี”

ไร่ข้าวบนหินของเด็กกำพร้าในวันนั้น คือไร่หมุนเวียนในวันนี้ กว่าพันปีแล้วที่มีการส่งต่อภูมิปัญญาในการเพาะปลูกบนภูเขาที่ลาดชัน  ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยเท่านั้นที่มีวิถีการเพาะปลูกลักษณะที่คล้ายกันนี้ ในอเมริกาใต้แถบลุ่มน้ำแอมะซอน ในอินเดีย และเพื่อนบ้านอาเซียนของเราก็มีการทำไร่บนภูเขาที่มีชื่อเรียกต่างกันไป

 

ไร่หมุนเวียนที่เป็นมากกว่าไร่

‘ฆึ’ หรือ ‘ไร่หมุนเวียน‘ ในภาษาปกาเกอะญอ ซึ่งไม่ได้ออกเสียงว่า คึ ใครที่มีความรู้ด้านอักษรศาสตร์จะรู้วิธีออกเสียงพวกนี้ ซึ่งเป็นเสียงที่ไม่มีอยู่ในภาษาไทย ไร่หมุนเวียนเป็นวิถีเพาะปลูกที่ไม่ต้องมีระบบชลประทาน เครื่องจักร ปุ๋ย และสารเคมีต่างๆ เมล็ดพันธ์ุที่ใช้ก็เป็นเมล็ดพันธ์ุท้องถิ่นดั้งเดิมที่เก็บไว้ใช้ต่อปีหน้าหลังการเก็บเกี่ยว แรงงานก็อาศัยการช่วยเหลือกันในชุมชน ต้นทุนที่สำคัญที่สุดในการทำไร่หมุนเวียนคือ ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า การรู้จักใช้และดูแลธรรมชาติไปพร้อมๆ กันจึงกลายเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญต่อระบบเพาะปลูกแบบไร่หมุนเวียน ไม่เช่นนั้นมันควรจะหายสาบสูญไปนานแล้ว

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

วงกลมเป็นภาษาของโลก

การเดินทางเป็นวงกลมเป็นภาษาของธรรมชาติ เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ โลกจึงได้รับทั้งความอบอุ่น ความหนาวเย็น และความร้อนอย่างสมดุล หากวันใดโลกหยุดหมุนมันคงถูกความร้อนของพระอาทิตย์แผดเผาจนหมดสิ้น ไร่หมุนเวียนก็เช่นกัน ที่เลือกเดินทางเป็นวงกลม หมุนไปกับจังหวะของฤดูกาล ใช้ และปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัว เมื่อเวลาผ่านไป 7 ปี มันก็นานพอที่ตอไม้ที่เคยอยู่ในไร่จะเติบโตกลับมาเป็นป่าให้ได้พึ่งพาอีกครั้ง วิถีเพาะปลูกแบบไร่หมุนเวียนไม่ได้ทำลายรากเหง้าของต้นไม้ การฟันไร่ที่เหลือตอไม้สูงกว่าหัวเข่าขึ้นไป จะทำให้ตอไม้แตกหน่อออกมาใหม่ ซึ่งเป็น ‘การปลูกป่าแบบไม่ปลูก’ สอดคล้องตามแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ที่เพียงปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง เราไม่ต้องไปรบกวนก็พอ

หลังการเก็บเกี่ยวพื้นที่ตรงนั้นจะเรียกว่า ไร่เหล่า หลังผ่านไป 1 ปี ต้นไม้ก็จะสูงเกิน 2 เมตรหรือมากกว่าแล้วแต่ชนิด และไร่เหล่านี้เองจะเป็นที่หลบภัยของสัตว์เล็กที่ถูกสัตว์ใหญ่ล่า หรือเวลามีพายุใหญ่มา แทนที่ฝูงควายจะหลบอยู่ในป่าใหญ่ ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนไม้ล้มใส่ พวกมันจะวิ่งเข้าไปหลบในไร่เหล่าทันทีตามสัญชาตญาณที่จะทำให้พวกมันปลอดภัย

 

ไร่หมุนเวียนก็มีหัวใจ

ไร่หมุนเวียนเป็นวิถีเพราะปลูกที่มีเจตนาในการผลิตอาหารเพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อการค้า จะมีการแลกเปลี่ยนแรงงานในชุมชน มีการแบ่งปันเมล็ดพันธ์ุและผลผลิตของไร่หมุนเวียน การเดินทางที่หมุนไปกับจังหวะของฤดูกาลอย่างช้าๆ ที่ไม่มีการแข่งขันในวิถีเพาะปลูกนี้ จึงไม่มีการเร่งเร้าให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างรวดเร็ว เป็นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ด้วยเหตุผลนี้เองไร่หมุนเวียนจึงสามารถอยู่รอดมากว่าพันปี ที่มีธรรมชาติ สัตว์ป่า มนุษย์ และภูมิปัญญาเดินทางด้วยกันมาอย่างยาวนาน

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ภูมิปัญญาของไฟ

ก่อนการเผาไร่จะมีการเตรียมคทาเพลิง ที่ประกอบไปด้วย ไม้สน ไม้ฟืน เกลือ พริก ดอก ยาสูบ ขี้ช้างแห้ง มัดรวมกัน เป็นการเชื้อเชิญให้ไฟได้สื่อสารกับเหล่าสัตว์และพืชพรรณในวาระการเริ่มต้นเพาะปลูก เพื่อขอให้เกิดความปกติสุขและหนุนเสริมพลังชีวิตระหว่างกันของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ และที่ขาดไม่ได้ในการเผาไร่ คือ ทำแนวกันไฟรอบๆ ไร่หมุนเวียนเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟในไร่ลามเข้าไปในป่า และการเผาไร่นั้นต้องจุดไฟจากด้านบนของไร่ให้ไฟเดินทางลงสู่ด้านล่างเพื่อความปลอดภัย ถ้าจุดไฟจากข้างล่างขึ้นไป มีโอกาสที่ไฟจะถูกลมพัดเข้าไปในเขตป่าชุมชน ซึ่งยากต่อการการจัดการ หลังจากไฟดับสนิท จะมีการตรวจตราอีกครั้งให้แน่ใจว่าพื้นที่ป่าจะปลอดภัยจากไฟ การเผาไร่จึงไม่ใช่การเผาป่า แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของวิถีเพาะปลูกแบบไร่หมุนเวียน

ไร่หมุนเวียนนั้นไม่ต้องพึ่งพาระบบชลประทาน การอาศัยน้ำฝนก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พืชพรรณต่างๆ เติบโตอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ธาตุอาหารในดินก็มีมากพอที่จะหล่อเลี้ยงไร่หมุนเวียนตลอดฤดู โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยแม้แต่หยิบมือ ส่วนหญ้าที่โตพร้อมกับพืชผักชาวบ้านจะลงแรงช่วยกันเอาออกประมาณ 3 – 4 ครั้ง เพื่อให้ต้นข้าวและพืชผักอื่นๆ ได้เติบโตจนแข็งแรง ไร่หมุนเวียนไม่ได้มองว่าหญ้าเป็นศัตรูพืช จึงไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พืชผักในไร่หมุนเวียนจึงสะอาดและปลอดภัยมาก หญ้าหรือไม้พุ่มที่บดบังแสงจะถูกควบคุมอยู่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังการเก็บเกี่ยว หญ้าและพุ่มไม้เล็ก รวมถึงตอไม้ก็จะแตกกอออกใบเพื่อจะกลับไปเป็นป่าในวันต่อไป เมื่อครบ 7 ปี มันก็พร้อมที่จะมอบความเมตตาให้มนุษย์ได้กลับมาเพาะปลูกอีกครั้ง

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

หมุนเวียนในความรุ่มรวย

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยอาจารย์อานันท์และคณะพบว่าความหลากหลายของพืชพรรณในไร่หมุนเวียนมีสูงถึง 207 สายพันธ์ุ ซึ่งอยู่ในธรรมชาติและโดยการปลูก นอกจากข้าวที่เป็นพืชหลักในไร่หมุนเวียน เรายังมีพืชกินใบและต้นอย่างผักกาด ผักขี้อ้น ผักชี ต้นหอม สะระแหน่ ยอดกระเจี๊ยบ ยอดมันสำปะหลัง ยอดบวบ ผักแป้น มะเขือเครือ ยอดฟักทอง ตะไคร้ อ้อย ข้าวฟ่าง พืชผักกินผลและดอก เช่น พริก มะเขือเครือ บวบเหลี่ยม บวบกลม ฟักเขียว ฟักทอง แตงลาย แตงเปรี้ยว มะระ มะแว้ง ถั่วฝักยาว ข้าวโพด งา ลูกอ่อนฝ้าย ดอกกะเพราแดง
พืชผักกินหัวและเหง้า เช่น  เผือก มันสำปะหลัง มันมือเสือ หน่อไผ่ ขมิ้น ขิง ดอกไม้ประดับในไร่อย่างดาวเรือง ดอกหงอนไก่

ไม่หมดแค่นี้ ยังมีสมุนไพรที่สามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วย เช่น สาบเสือที่ใช้รักษาแผลสด ใบหนาด เปล้าใหญ่ ใช้รักษาแผลที่ฟกช้ำ มะขามป้อมบรรเทาอาการปวดฟัน และพืชที่เป็นสมุนไพรพื้นบ้านอีกหลายชนิด เมื่อมีสัตว์ป่าเข้ามากินพืชผล เป็นสัตว์เล็กพวกนกหนู ชาวบ้านก็จะทำกับดักและนำสัตว์ที่ดักได้ไปทำอาหาร ไร่หมุนเวียนจึงมีอาหารครบ 5 หมู่เปรียบเสมือนคลังของความมั่นคงทางอาหาร ในเวลาเดียวกันก็ช่วยรักษาเมล็ดพันธ์ุพื้นบ้านให้มีใช้ในวันข้างหน้า รวมถึงรักษาสมดุลของระบบนิเวศต่อไป

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ที่มาและที่ไป

มากกว่า 30 ปีที่ไร่หมุนเวียนถูกมองว่าเป็นสาเหตุของการทำลายป่าบ้าง ถูกเรียกว่าไร่เลื่อนลอยบ้าง ถูกมองว่าเป็นความล้าหลังบ้าง และบ่อยครั้งชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดีมานักต่อนัก บางคนถึงกับโดนอุ้มหายสาบสูญ นโยบายทวงคืนผืนป่าในปัจจุบันก็ยังกดดันให้ชาวบ้านต้องออกจากชุมชนหรือเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเลย

60 กว่าปีที่แล้ว ปฏิวัติเขียวถือกำเนิดเกิดขึ้นโดยต่อยอดความรู้จากสงคราม การผลิตสารเคมีเพื่อใช้ในการเกษตร ผลิตอาหารป้อนให้กับโลก มีเป้าหมายที่เน้นปริมาณและความเร็วของกลไกให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่ง แต่ถึงกระนั้น ความอดอยากยังคงมีอยู่เช่นเดิม อีกทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ยังดูรุนแรงและซับซ้อนกว่าเก่า การปฏิวัติครั้งนั้นจึงไม่อาจเป็นทางรอดที่ยั่งยืน ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยเองก็มีสถิติการนำเข้าสารเคมีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ปุ๋ย ยา สารพิษ ที่ใช้ในการเกษตรมีขายกันทั่วไป ตั้งแต่ในเมืองจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ แล้วสารพิษพวกนั้นจะไปตกค้างตรงไหนถ้าไม่ใช่ในดิน ในพืชผักที่เราซื้อกิน และในร่างกายของเรา

ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าไร่หมุนเวียน ชุมชนย่อมไปสู่ทางที่ดีกว่าแน่นอน แต่นับวันปัญหาความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มมากขึ้นทุกที การปลูกพืชเชิงเดี่ยว นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารเคมี หนี้สิน การเสื่อมโทรมของดิน และระบบนิเวศที่ถูกรบกวน และถ้าวันหนึ่งเกิดวิกฤตน้ำมันขึ้น ไร่หมุนเวียนนี่เองจะเป็นทางรอดของชุมชนในเขตป่า

ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ในชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียน อย่างเช่นบ้านกลางที่ลำปาง หินลาดในที่เชียงราย กำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมดุล ในชุมชนไม่มีกองทุนกู้ยืมที่คอยปั่นหัวชาวบ้าน คนรุ่นใหม่รู้จักปรับตัว พวกเขาเฝ้าสังเกตความเป็นไปของโลกอย่างไม่ตื่นตระหนก น้องๆ หลายคนตัดสินใจกลับมาอยู่ในชุมชนด้วยความมั่นใจในทักษะ ภูมิปัญญา ที่ตัวเองมี ต้นทุนในชุมชน และที่ลึกลงไปคือ พวกเขาค้นพบความสุขแล้ว ซึ่งอยู่ในแผ่นดินที่เขาเกิดนั่นเอง

โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ชุมชนเล็กๆ กำลังเรียนรู้ที่จะปรับตัวไปพร้อมกับทิศทางของโลกอย่างช้าๆ โชคยังดีที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นมากมายที่บรรพบุรุษฝากไว้ยังได้รับการต่อลมหายใจ ความโชคดีอีกอย่างคือ ภูมิประเทศของไทยเหมาะกับการเพาะปลูกมาก ความหวังที่จะมีชีวิตรอดจึงยังมีอยู่มากเมื่อเทียบบางมุมของโลก

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ ผมอยากบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อผมจนกว่าพวกเราจะได้พาตัวเองไปพูดคุยกับไร่หมุนเวียน ไปกินแตงไร่ กินข้าวโพดปิ้ง ผักสดๆ มื้อกลางวันในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติกับชาวบ้าน ฟังนิทานเรื่องเด็กกำพร้า ฟังเสียงธรรมชาติ การได้นั่งลงขอบคุณแผ่นดินที่เลี้ยงดูเรามาในไร่หมุนเวียนด้วยกันคงเป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่น่าจดจำทีเดียว เพราะกำลังใจของพวกเราที่หอบเข้าไปในป่าอาจจะมีความสุขเล็กๆ ให้หิ้วกลับบ้านได้เช่นกัน

ต่าบลึ๊โดะมะ / ขอบคุณมากครับ

ปกาเกอะญอ

ภาพ : สาวิตรี พูลสุขโข, ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์, บุญศรี ฉลักกนก

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load