คุณจำได้ไหมว่า โรมีโอกับจูเลียต ใช้เมืองอะไรเป็นฉากหลัก

คำตอบคือ เวโรนา อันเป็นเมืองทางเหนือของอิตาลี ใหญ่เป็นอันดับสองของแคว้นเวเนโต อันมีเวนิสเป็นหัวเมืองเอก

กลับมาที่ โรมีโอกับจูเลียต ภาษาอิตาเลียนเรียกเรื่องนี้ว่า Romeo e Giulietta อ่านว่า โรแมโอ เอ จูลีเย็ตต้า แต่เพื่อไม่ให้ดูดัดจริตจนเกินไป ฉันก็จะเรียกหนุ่มสาวสองคนนี้ว่า โรมีโอกับจูเลียต ตามที่ใครๆ เรียกกันก็แล้วกัน

Spoiler Alert!

นอกจากฉากตายตอนจบแล้ว ภาพจำโดยทั่วไปของคนที่มีต่อละครเรื่องนี้ คือฉากพลอดรักหวานฉ่ำระหว่างโรมีโอกับจูเลียตที่ระเบียงบ้านของสาวเจ้า

ผู้คนที่มุ่งมั่นมาเมืองนี้ จึงมาเพื่อดูบ้านจูเลียต และดูระเบียงนั้นแทบทั้งสิ้น

ก่อนจะเลยเถิดไปไหน ขอให้แน่ใจก่อนว่า ทุกท่านรู้จักเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต แล้วจริง ๆ

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

 ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Romeo_and_juliet_brown.jpg/640px-Romeo_and_juliet_brown.jpg

ในเรื่องกล่าวว่า ทั้งสองคนเป็นลูกของตระกูลคู่อริกัน จูเลียตเป็นลูกสาวบ้านคาปูเล็ต ส่วนโรมีโอเป็นผู้บ่าวบ้านมองเตกู

ทั้งสองรักกันปานจะกลืน ในท้ายที่สุดจูเลียตได้ยาแกล้งตายมาจากพ่อหมอ แต่ดันไม่ยอมบอกแฟนตัวเอง รายนี้พอมาเห็นหญิงคนรักนอนตายนิ่ง ก็ฉวยมีดสั้นแทงตัวเองตาย จูเลียตฟื้นขึ้นมาหลังจากยาสิ้นฤทธิ์ เห็นแฟนตัวเองตาย ก็ฉวยมีดมาแทงตัวเองตายตาม อ่านเผินๆ นึกว่าอ้ายขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิยังไงยังงั้น

ปัจจุบัน ผู้คนที่มาเมืองเวโรนาก็จะต้องถามถึงว่าโรมีโอกับจูเลียตมีจริงไหม อยู่ตรงไหน ยังไง ฯลฯ ระเบียงล่ะ ระเบียง!!!

ถึงตรงนี้ นักเรียนวรรณคดีอังกฤษคงยิ้มเย็นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

เพราะในวรรณกรรมเรื่องนี้…

เชกสเปียร์ไม่ได้ใส่คำว่าระเบียง หรือ Balcony ไว้แม้แต่คำเดียว

กรี๊ดดดดดดด

นี่มันเป็นความจริงที่ตบหน้ากันฉาดใหญ่ หยามหน้ากันสุดๆ พอๆ กับที่มีคนมาบอกว่า ไม่มีชะลอมในมือของพจมาน พินิจนันท์ ตอนเดินเข้าบ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ฉันนั้น

ฟื้นขึ้นมาจากการเป็นลมแล้วมาฟังความจริงอันโหดร้ายต่อ

อันที่จริง พจนานุกรมภาษาอังกฤษในสมัยนั้นไม่มีคำนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างแบบที่ว่านั้นก็ไม่มี และไม่มีวันที่จะมีในอังกฤษยุคนั้นด้วย

เนื่องจากว่าคนอังกฤษนั้นไม่มีเสียละที่จะสร้างอะไรให้ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เพื่อมายืนโชว์ร่างกายให้ชาวบ้านชาวเมืองดู ช่างน่าอัปยศอดสูดูอุจาดเสียนี่กระไร มิพักพูดถึงสภาพอากาศที่มิได้เชิญชวนให้ออกมานอกบ้านแม้แต่น้อย

แล้วระเบียงโผล่มาในละครเรื่องนี้ตอนไหน

เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว

กล่าวคือ หลังจากที่เชกสเปียร์ตายไปไม่นานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ในช่วงปลายศตวรรษก็เป็นยุคเลิกฮิต ไม่มีใครรู้จักเชกสเปียร์ ไม่มีใครรู้จักบทละครเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต

แล้วในช่วงนี้เอง นักเขียนบทละครคนหนึ่ง (แหล่งข่าวแจ้งว่าชื่อ Thomas Otway) ก็แอบก๊อปเอาพล็อตเรื่องนี้ของเชกสเปียร์มาใช้ โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นยุคโรมันโบราณ บทละครเรื่องนี้ชื่อ The History and Fall of Caius Marius ว่ากันว่ากล้าก็อปจนถึงขนาดมีบทพูดที่ว่า “O Marius, Marius! wherefore art thou Marius?” กันเลยทีเดียว

แล้วในเรื่องนี้แหละ ที่ Otway ได้ให้ตัวละครเอกสองคนพลอดรักกันที่ ‘ระเบียง’ อันเป็นสิ่งที่คนอังกฤษคงจะเริ่มรู้จักกันพอสมควรแล้ว (คนอังกฤษสะกดคำนี้ว่า Balcone ตามภาษาอิตาเลียนในช่วงแรก แต่ออกเสียงเป็นแบบของตน)

และมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก็มีผู้นำผลงานของเชกสเปียร์มาปัดฝุ่นอีกครั้ง รวมถึงเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต ด้วย และในเวอร์ชันนี้เขาก็ได้เก็บเอา ‘ระเบียง’ มาใส่ไว้ในฉากละครของเขา เขาผู้นี้ชื่อ David Garrick

ไม่เพียงเท่านั้น โรมีโอขวัญใจมหาชนในสมัยนั้นคือ Spranger Barry ก็ได้ออกจากคณะละครของ Garrick ไปอยู่คณะอื่น ไม่ไปเปล่า แต่ยังเสนอให้คณะละครใหม่ของตนทำฉาก ‘ระเบียง’ อีกด้วย

นัยว่า คนอังกฤษแค่เห็น ‘ระเบียง’ ก็คงครางฮือ มันคงดูอิตาเลี๊ยนอิตาเลียน Exotic สุดๆ ไม่ได้ดูในละครก็อย่าหมายว่าจะได้ดูตามถนนรนแคมต่างๆ ในลั้นดั้นหรือเมืองใดๆ ในประเทศฉ่ำฝนแห่งนี้

เมื่อเป็นฉากที่โดดเด่นมากในเรื่องและตัดออกไม่ได้ ประมาณฉากเก็บมะนาวใน แม่นาคพระโขนง ยังไงยังงั้น เมื่อดังถึงขนาดนี้ ก็มีบ้างที่ผู้คนดั้นด้นเดินทางไปถึงเมืองเวโรนาเพื่อไปดูระเบียงอันลือลั่นอันนั้น… ที่บ้านของจูเลียต

กลับมาที่คำถามว่า… บ้านของจูเลียต อ้าว ตกลงมีจริงหรือ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหรอกหรือ

แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านจูเลียตยังไง แล้วระเบียงล่ะ ทำไมมันถึงเหมาะเหม็งอย่างนี้

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ดูแลงานพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวโรนาคงสำเหนียกแล้วถึงพลังของติ่งละครที่เฝ้าเพียรมาถามว่า บ้านจูเลียตอยู่ตรงไหน อยากเห็นระเบียงอันลือลั่นนั้น ท่านคงคิดว่า เอาซี้…(เสียงสูงปรี๊ด) อยากได้บ้านนักเจ้าก็จะได้บ้าน อยากได้ระเบียงนักเจ้าก็จะได้ระเบียง จะไปยากอันใด

ว่าพลาง ท่านก็ไปแปลงโฉมโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลคัปแปลโล (ตราประจำตระกูลรูปหมวกก็ยังหราอยู่ตรงทางเข้าจนถึงวันนี้) ให้เป็นบ้านของจูเลียต ก็ทำไมจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ด้วย ก็เพราะว่าคำว่า ‘Cappello’ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘หมวก’ คำว่า คาปูเล็ต นั้น ถ้าเป็นอิตาเลียนก็ต้องประมาณ คัปปูเล็ตตี้–คัปเปลเล็ตตี้ อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งก็จะแปลว่า หมวกใบเล็ก อะไรนะ บ้านนี้มัน Cappello นี่ ไม่ใช่ Capuleti เสียหน่อย เอาเหอะน่า หมวกใหญ่หมวกเล็กมันก็หมวกเหมือนๆ กันนั่นล่ะ จะมาหาความจริงอะไรกันตรงนี้ ทีเชกสเปียร์สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นคุ้งเป็นแควไม่เห็นมีใครไปไล่เบี้ยเล่า

เมื่อได้บ้านมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือไม่มีระเบียง อ้าว ทำไงล่ะทีนี้ จะมาอ้างว่าในเรื่องของเชกสเปียร์ไม่มีระเบียงมาก่อนก็อาจจะผิดหูติ่งละคร ผู้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ นอกจากไปให้ถึงฝั่งฝันกับระเบียงอันลือลั่นของจูเลียต แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของท่านภัณฑารักษ์เลย อยากได้ระเบียงเหรอ จริงๆ ท่านก็คิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่ากันว่าทีมงานก็ได้พยายามสร้างทัศนียภาพตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง โรมีโอกับจูเลียต เวอร์ชันปี 1936 ให้ใกล้เคียงมากที่สุดด้วย

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ภาพ : http://emanuellevy.com/wp-content/uploads/2013/03/romeo_and_juliet_poster.jpg

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาท่านก็พลันไปสะดุดที่งานหินอ่อนแกะสลักชิ้นหนึ่งที่วางเขละอยู่ตรงลานบ้านที่ท่านคิดจะทำพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นหินอ่อนที่มีคนพบตอนที่เทศบาลเมืองขุดริมฝั่งแม่น้ำอาดีเจ (Adige) ที่ไหลอยู่กลางเมืองเพื่อเตรียมสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

เมื่อเห็นว่าเข้าท่า ท่านก็สั่งให้ยกขึ้นไปตั้งให้เป็นระเบียงของจูเลียตเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้ว่าหินสลักนั้น…เป็นโลงหินโบราณก็ตาม

ปัจจุบัน บ้านจูเลียตเปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกับมีรูปปั้นสำริดของนางยืนนมวาวอยู่ด้านล่างเยื้องระเบียงซึ่งผู้คนพร้อมใจกันเชื่อว่า เธอได้ออกมาพร่ำเพ้อที่นี่ อันนมที่วาวของเธอนั้นไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ของรักแท้ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มาจากมวลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ก็พร้อมใจกันอีกเช่นกันที่จะเชื่อว่า หากได้ลูบนมเธอแล้วจะโชคดี

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ข้อมูลอ้างอิง

www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/10/romeo-and-juliets-balcony-scene-doesnt-exist/381969/ 

www.venetoinside.com/it/aneddoti-e-curiosita/post/il-balcone-di-giulietta-a-verona/

www.ulisseilnavigatore.it/turismo/casa-giulietta-verona.html 

www.shakespeareinitaly.it/verona.html 

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้ชาวอิตาเลียนโดยเฉพาะชาวโบโลญญาคงยังไม่หุบยิ้ม เพราะสิ่งก่อสร้างอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเพิ่งได้รับการบันทึกจากยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่ง สิ่งนั้นก็คือสิ่งที่คนโบโลญญาเรียกว่า ‘I portici’ (อิ ป้อรฺติฉิ) 

มันคืออะไร ดูเผินๆ มันก็คือระเบียงทางเดินใต้ตัวอาคารนั่นเอง ในภาษาสถาปัตยกรรมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี มีคนใช้คำว่า ‘มุขเสาเรียง’ ซึ่งเพราะดีเหมือนกัน แต่ยังไม่คุ้นปากเลย ตอนนี้ขอใช้คำว่าระเบียงทางเดินไปก่อนก็แล้วกัน 

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : bologna.repubblica.it

ฉันได้ยินกิตติศัพท์หรือรู้จักมุขเสาเรียงหรือระเบียงทางเดินนี้มาตั้งแต่ก่อนไปอิตาลี ครั้งนั้น เมื่อรู้ว่าจะได้ไปโบโลญญา อาจารย์ก็ให้โบรชัวร์แหล่งท่องเที่ยวของเมืองมาดูไปพลางๆ ในนั้นย่อมมีภาพระเบียงทางเดินที่ว่านี่ ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าตื่นเต้น จนกระทั่งภายหลังจึงได้รู้ว่า ระเบียงทางเดินเช่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของโบโลญญา ไม่มีที่ไหนในโลกที่เยอะและยาวกว่าที่นี่แล้ว 

เมืองโบโลญญาส่งระเบียงทางเดินนี้ไปให้ยูเนสโกพิจารณา และได้รับการบรรจุไว้ในกลุ่ม ‘เข้าชิง’ มาตั้งแต่ ค.ศ. 2006 แล้วคนโบโลญญาก็ลุ้นจิกเบาะมาตลอดว่าจะได้รับการพิจารณาหรือเปล่า จนในที่สุดวันที่ 28 กรกฎาคมปีนี้ (ค.ศ. 2021) คนโบโลญญาก็ได้เฮกันเสียที

ที่มาของระเบียงทางเดิน

ถ้ากลับไปอ่านด้านบนอีกครั้ง จะเห็นว่าเขียนไว้ว่า ‘ดูเผินๆ’ ซึ่งในรูป ต่อให้จ้องนานๆ ก็ยังคงเป็นทางเดินอยู่ดี จริงๆ แล้วมันไม่ได้ตั้งใจสร้างให้เป็นทางเดินหรอก

ตามประวัติย้อนไปได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 อันเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญของเมืองโบโลญญา คือการที่เมืองมีมหาวิทยาลัยแห่งแรกของทวีปยุโรปขึ้นมา ประชากรก็เพิ่มมากขึ้น มีผู้คนเดินทางมาศึกษามากมาย เมื่อมีคนมามาก พ่อค้าแม่ขายก็ตามกันมาเป็นกระพรวน เมื่อมีผู้คนมากขึ้น ทำยังไงดี ที่ก็มีอยู่แค่นั้น ทางการจึงอนุญาตให้บรรดาบ้านเรือนต่างๆ สร้างชั้นบนงอกเงื้อมออกไปได้ โดยยังคงให้ด้านล่างเป็นที่สัญจรไปมาของผู้คนได้อยู่ดี แต่ค้ำยันให้ดีนะ เสาไม้ไง เอามาค้ำหน่อยเป็นไร

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.tripadvisor.it

ดั่งนี้แล้ว บ้านช่องต่างๆ จึงมีชั้นบนงอกยื่นออกมา ด้วยหวังผลเพียงแค่ให้มีที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ผลพลอยได้ก็คือ ด้านล่างก็เป็นทางเดินที่มีหลังคากั้น ฝนร่วง ฟ้าร้อง หิมะโรยก็หาได้กลัวไม่ นับว่าเด็ดโดยแท้

ชะรอยทางการคงคิดเห็นเป็นประการเดียวกัน ใน ค.ศ. 1288 จึงออกกฎหมายกำหนดเป็นเรื่องเป็นราวว่า ต่อไปนี้ใครจะสร้างบ้านเรือน ต้องมีลักษณะอย่างนี้นะ คือข้างล่างต้องมีทางเดินได้ โดยทางเดินนั้นถือเป็นที่สาธารณะ

เมื่อบ้านทุกหลังมีมุขออกมาอย่างนี้เรียงๆ กันไปแล้ว มันจึงกลายสภาพเป็นทางเดินต่อเนื่องกันเป็นธรรมดา กฎหมายดังกล่าวในตอนหลังจึงกำหนดกฎเกณฑ์ในการสร้างส่วนหน้าของอาคารนี้ให้สูงไม่ต่ำกว่า 7 บาทโบโลญญา (บาทที่แปลว่าเท้านี่แหละ) หรือราว 2.66 เมตร แล้วก็ปรับอีกทีใน ค.ศ. 1352 ให้เป็น 10 บาทโบโลญญา หรือราว 3.6 เมตร เพื่อให้คนขี่ม้าผ่านได้ด้วย และใน ค.ศ. 1568 ก็กำหนดให้เสาค้ำยันนั้นเป็นอิฐหรือหินเท่านั้น ไม่ให้ใช้ไม้แล้ว

ด้วยเหตุดังนี้แล โบโลญญาจึงเต็มไปด้วยระเบียงทางเดิน ซึ่งเฉพาะในเมืองก็ยาวรวมๆ กันได้กว่า 38 กิโลเมตร หากรวมนอกกำแพงเมืองด้วยก็จะยาวถึง 53 กิโลเมตรเลยทีเดียว

ต่อมาเป็นรายการ ‘ที่สุด’ ของมุขเสาเรียงเหล่านี้

ยาวที่สุดในโบโลญญา หรือในอิตาลี หรือในโลก คือทางเดินขึ้นโบสถ์ซันลูกา อันมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Santuario della Madonna di San Luca ตั้งอยู่บนยอดเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ใครเคยนั่งรถไฟไปหรือจะผ่านโบโลญญาจะต้องได้เห็นโบสถ์นี้แต่ไกล อารมณ์เหมือนผ่านนครปฐมแล้วเห็นยอดองค์พระ หรือผ่านสุพรรณฯ แล้วเห็นหอบรรหาร ถ้าจุดหมายปลายทางของใครคือโบโลญญา เตรียมลุกขึ้นหยิบกระเป๋าแล้วไปรอที่ประตูได้เลย 

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.harpersbazaar.com 

ทางเดินดังกล่าวยาวเกือบ 4 กิโลเมตรหรือจะให้เป๊ะๆ คือ 3.976 กิโลเมตร ครั้งหนึ่งฉันเคยพาเพื่อนเดินขึ้นไป นับเป็นการกระทำที่บ้าระห่ำมาก ราวกับจะจาริกแสวงบุญก็มิปาน พอจวนจะถึงน้ำตาก็แทบเล็ด ไม่ใช่ปลื้มปีติอะไรทั้งสิ้น เขาปิดโบสถ์พอดี

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.weekendpremium.it

สำหรับระเบียงทางเดินที่สูงที่สุดอยู่ที่ถนน (Via) Altabella บริเวณหน้าสำนักอัครมุขมณฑลแห่งโบโลญญา (Palazzo dell’Arcidiocesi di Bologna) สูงเกือบถึง 10 เมตร จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ยากจะเดา แต่เมื่อเราอยู่ตรงนั้นจะรู้สึกตัวเล็กขึ้นมาทันที

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
ภาพ : facciamoungiroincentro.blogspot.com

ระเบียงทางเดินที่กว้างที่สุดอยู่ที่โบสถ์ Basilica di Santa Maria dei Servi อยู่ในใจกลางเมืองมากๆ นอกจากจะเป็นระเบียงที่กว้างที่สุดแล้ว ยังมีลักษณะไม่เหมือนใครคือเป็นทางเดินรูปสี่เหลี่ยมอีกด้วย

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
Santa Maria dei Servi
ภาพ : facciamoungiroincentro.blogspot.com

ส่วนทางเดินที่แคบที่สุดนั้นอยู่ที่ Via Senzanome (แปลว่า ถนนไม่มีชื่อ สมัยก่อนตอนเดินผ่านยังแอบขำว่า ถ้าบ้านอยู่ถนนนี้แล้วบอกใคร เขาจะหาว่ากวนหรือเปล่า) แคบแค่ 95 ซม. ใช่ ไม่ถึงเมตรด้วยซ้ำ ชื่อเล่นของทางเดินช่วงนี้เรียกว่า ระเบียงเฉี่ยวถัน ฟังดูเป็นหนังจีนมากๆ แต่จริงๆ พยายามแปลไม่ให้อุจาด เพราะด้วยความแคบนี้ จึงทำให้คนที่เดินสวนกันต้องเสียดสีกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอ๊ะ หรือหลีกเลี่ยงได้แต่ไม่เลี่ยง เพราะในสมัยโบราณย่านนี้เต็มไปด้วยสำนักโคมเขียวนั่นเอง

หากมองหาทางเดินสวยๆ เชิญที่ถนนฟารีนี (Via Farini) มีภาพวาดเฟรสโก้บนเพดาน ทำเอานักท่องเที่ยวเดินคอตั้งบ่ามาแล้วไม่น้อย

แต่ถ้าอยากดูของเก่าก็ต้องไปที่ถนน Strada Maggiore ตรงที่เรียกว่า Casa Isolani อันมีระเบียงเสาค้ำที่ทำด้วยไม้อันเป็น 1 ใน 8 แห่งของโบโลญญาที่หลงเหลืออยู่ ระเบียงนี้มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
Casa Isolani
ภาพ : odm.sviluppoaptservizi.com

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ของเก่าให้เห็นในโบโลญญา บรรดาอาคารใหม่ๆ ของเมืองก็มีทางเดินแบบนี้ทั้งนั้น แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นที่ย่านนอกเมืองออกไปทางทิศตะวันตก ทางเดินนี้มีชื่อเล่นว่า ‘ระเบียงรถไฟ’ (portico del treno) ที่มันยาวถึง 600 เมตรและดูเหมือนรถไฟกำลังเลี้ยวโค้ง

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
ระเบียงรถไฟ
ภาพ : bologna.repubblica.it

ส่วนระเบียงทางเดินที่คนโบโลญญารักที่สุด น่าจะเป็นระเบียงที่เรียกว่า ‘อิล ปาวัลโยเน’ (Il Pavaglione) ซึ่งเลาะถนน Archiginnasio ข้างโบสถ์ San Petronio อันเป็นโบสถ์ประจำเมือง ระเบียงนี้มีประวัติศาสตร์การค้าขายมานับตั้งแต่สมัยโบราณ จนวันนี้ ระเบียงทางเดินแห่งนี้ก็ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่คนโบโลญญานิยมมาเดินกัน เพื่อชมร้านสวยๆ และเพื่อพบปะกัน นอกจากนี้แล้ว บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของอาคารที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นที่ทำการของมหาวิทยาลัยโบโลญญาอีกด้วย ตอนนี้ก็ยังเปิดให้เข้าชมอยู่

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
มุมหนึ่งของระเบียง Il Pavaglione
ภาพ : www.farmaciediturno.org

ข้อมูลอ้างอิง

comune.bologna.it/portici/

emiliaromagnaturismo.it/it/arte-cultura/citta-darte/bologna-portici

facciamoungiroincentro.blogspot.com/2018/02/i-portici.html

initalia.virgilio.it/ecco-come-sono-nati-i-portici-a-bologna-15136

whc.unesco.org/en/list/1650/ 

www.bolognawelcome.com/it/blog/i-portici-di-bologna

www.ilrestodelcarlino.it/bologna/cronaca/portici-storia-curiosita-1.6638170

youtu.be/WHmFL0DCUjo 

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load