คุณจำได้ไหมว่า โรมีโอกับจูเลียต ใช้เมืองอะไรเป็นฉากหลัก

คำตอบคือ เวโรนา อันเป็นเมืองทางเหนือของอิตาลี ใหญ่เป็นอันดับสองของแคว้นเวเนโต อันมีเวนิสเป็นหัวเมืองเอก

กลับมาที่ โรมีโอกับจูเลียต ภาษาอิตาเลียนเรียกเรื่องนี้ว่า Romeo e Giulietta อ่านว่า โรแมโอ เอ จูลีเย็ตต้า แต่เพื่อไม่ให้ดูดัดจริตจนเกินไป ฉันก็จะเรียกหนุ่มสาวสองคนนี้ว่า โรมีโอกับจูเลียต ตามที่ใครๆ เรียกกันก็แล้วกัน

Spoiler Alert!

นอกจากฉากตายตอนจบแล้ว ภาพจำโดยทั่วไปของคนที่มีต่อละครเรื่องนี้ คือฉากพลอดรักหวานฉ่ำระหว่างโรมีโอกับจูเลียตที่ระเบียงบ้านของสาวเจ้า

ผู้คนที่มุ่งมั่นมาเมืองนี้ จึงมาเพื่อดูบ้านจูเลียต และดูระเบียงนั้นแทบทั้งสิ้น

ก่อนจะเลยเถิดไปไหน ขอให้แน่ใจก่อนว่า ทุกท่านรู้จักเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต แล้วจริง ๆ

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

 ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Romeo_and_juliet_brown.jpg/640px-Romeo_and_juliet_brown.jpg

ในเรื่องกล่าวว่า ทั้งสองคนเป็นลูกของตระกูลคู่อริกัน จูเลียตเป็นลูกสาวบ้านคาปูเล็ต ส่วนโรมีโอเป็นผู้บ่าวบ้านมองเตกู

ทั้งสองรักกันปานจะกลืน ในท้ายที่สุดจูเลียตได้ยาแกล้งตายมาจากพ่อหมอ แต่ดันไม่ยอมบอกแฟนตัวเอง รายนี้พอมาเห็นหญิงคนรักนอนตายนิ่ง ก็ฉวยมีดสั้นแทงตัวเองตาย จูเลียตฟื้นขึ้นมาหลังจากยาสิ้นฤทธิ์ เห็นแฟนตัวเองตาย ก็ฉวยมีดมาแทงตัวเองตายตาม อ่านเผินๆ นึกว่าอ้ายขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิยังไงยังงั้น

ปัจจุบัน ผู้คนที่มาเมืองเวโรนาก็จะต้องถามถึงว่าโรมีโอกับจูเลียตมีจริงไหม อยู่ตรงไหน ยังไง ฯลฯ ระเบียงล่ะ ระเบียง!!!

ถึงตรงนี้ นักเรียนวรรณคดีอังกฤษคงยิ้มเย็นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

เพราะในวรรณกรรมเรื่องนี้…

เชกสเปียร์ไม่ได้ใส่คำว่าระเบียง หรือ Balcony ไว้แม้แต่คำเดียว

กรี๊ดดดดดดด

นี่มันเป็นความจริงที่ตบหน้ากันฉาดใหญ่ หยามหน้ากันสุดๆ พอๆ กับที่มีคนมาบอกว่า ไม่มีชะลอมในมือของพจมาน พินิจนันท์ ตอนเดินเข้าบ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ฉันนั้น

ฟื้นขึ้นมาจากการเป็นลมแล้วมาฟังความจริงอันโหดร้ายต่อ

อันที่จริง พจนานุกรมภาษาอังกฤษในสมัยนั้นไม่มีคำนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างแบบที่ว่านั้นก็ไม่มี และไม่มีวันที่จะมีในอังกฤษยุคนั้นด้วย

เนื่องจากว่าคนอังกฤษนั้นไม่มีเสียละที่จะสร้างอะไรให้ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เพื่อมายืนโชว์ร่างกายให้ชาวบ้านชาวเมืองดู ช่างน่าอัปยศอดสูดูอุจาดเสียนี่กระไร มิพักพูดถึงสภาพอากาศที่มิได้เชิญชวนให้ออกมานอกบ้านแม้แต่น้อย

แล้วระเบียงโผล่มาในละครเรื่องนี้ตอนไหน

เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว

กล่าวคือ หลังจากที่เชกสเปียร์ตายไปไม่นานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ในช่วงปลายศตวรรษก็เป็นยุคเลิกฮิต ไม่มีใครรู้จักเชกสเปียร์ ไม่มีใครรู้จักบทละครเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต

แล้วในช่วงนี้เอง นักเขียนบทละครคนหนึ่ง (แหล่งข่าวแจ้งว่าชื่อ Thomas Otway) ก็แอบก๊อปเอาพล็อตเรื่องนี้ของเชกสเปียร์มาใช้ โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นยุคโรมันโบราณ บทละครเรื่องนี้ชื่อ The History and Fall of Caius Marius ว่ากันว่ากล้าก็อปจนถึงขนาดมีบทพูดที่ว่า “O Marius, Marius! wherefore art thou Marius?” กันเลยทีเดียว

แล้วในเรื่องนี้แหละ ที่ Otway ได้ให้ตัวละครเอกสองคนพลอดรักกันที่ ‘ระเบียง’ อันเป็นสิ่งที่คนอังกฤษคงจะเริ่มรู้จักกันพอสมควรแล้ว (คนอังกฤษสะกดคำนี้ว่า Balcone ตามภาษาอิตาเลียนในช่วงแรก แต่ออกเสียงเป็นแบบของตน)

และมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก็มีผู้นำผลงานของเชกสเปียร์มาปัดฝุ่นอีกครั้ง รวมถึงเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต ด้วย และในเวอร์ชันนี้เขาก็ได้เก็บเอา ‘ระเบียง’ มาใส่ไว้ในฉากละครของเขา เขาผู้นี้ชื่อ David Garrick

ไม่เพียงเท่านั้น โรมีโอขวัญใจมหาชนในสมัยนั้นคือ Spranger Barry ก็ได้ออกจากคณะละครของ Garrick ไปอยู่คณะอื่น ไม่ไปเปล่า แต่ยังเสนอให้คณะละครใหม่ของตนทำฉาก ‘ระเบียง’ อีกด้วย

นัยว่า คนอังกฤษแค่เห็น ‘ระเบียง’ ก็คงครางฮือ มันคงดูอิตาเลี๊ยนอิตาเลียน Exotic สุดๆ ไม่ได้ดูในละครก็อย่าหมายว่าจะได้ดูตามถนนรนแคมต่างๆ ในลั้นดั้นหรือเมืองใดๆ ในประเทศฉ่ำฝนแห่งนี้

เมื่อเป็นฉากที่โดดเด่นมากในเรื่องและตัดออกไม่ได้ ประมาณฉากเก็บมะนาวใน แม่นาคพระโขนง ยังไงยังงั้น เมื่อดังถึงขนาดนี้ ก็มีบ้างที่ผู้คนดั้นด้นเดินทางไปถึงเมืองเวโรนาเพื่อไปดูระเบียงอันลือลั่นอันนั้น… ที่บ้านของจูเลียต

กลับมาที่คำถามว่า… บ้านของจูเลียต อ้าว ตกลงมีจริงหรือ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหรอกหรือ

แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านจูเลียตยังไง แล้วระเบียงล่ะ ทำไมมันถึงเหมาะเหม็งอย่างนี้

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ดูแลงานพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวโรนาคงสำเหนียกแล้วถึงพลังของติ่งละครที่เฝ้าเพียรมาถามว่า บ้านจูเลียตอยู่ตรงไหน อยากเห็นระเบียงอันลือลั่นนั้น ท่านคงคิดว่า เอาซี้…(เสียงสูงปรี๊ด) อยากได้บ้านนักเจ้าก็จะได้บ้าน อยากได้ระเบียงนักเจ้าก็จะได้ระเบียง จะไปยากอันใด

ว่าพลาง ท่านก็ไปแปลงโฉมโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลคัปแปลโล (ตราประจำตระกูลรูปหมวกก็ยังหราอยู่ตรงทางเข้าจนถึงวันนี้) ให้เป็นบ้านของจูเลียต ก็ทำไมจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ด้วย ก็เพราะว่าคำว่า ‘Cappello’ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘หมวก’ คำว่า คาปูเล็ต นั้น ถ้าเป็นอิตาเลียนก็ต้องประมาณ คัปปูเล็ตตี้–คัปเปลเล็ตตี้ อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งก็จะแปลว่า หมวกใบเล็ก อะไรนะ บ้านนี้มัน Cappello นี่ ไม่ใช่ Capuleti เสียหน่อย เอาเหอะน่า หมวกใหญ่หมวกเล็กมันก็หมวกเหมือนๆ กันนั่นล่ะ จะมาหาความจริงอะไรกันตรงนี้ ทีเชกสเปียร์สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นคุ้งเป็นแควไม่เห็นมีใครไปไล่เบี้ยเล่า

เมื่อได้บ้านมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือไม่มีระเบียง อ้าว ทำไงล่ะทีนี้ จะมาอ้างว่าในเรื่องของเชกสเปียร์ไม่มีระเบียงมาก่อนก็อาจจะผิดหูติ่งละคร ผู้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ นอกจากไปให้ถึงฝั่งฝันกับระเบียงอันลือลั่นของจูเลียต แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของท่านภัณฑารักษ์เลย อยากได้ระเบียงเหรอ จริงๆ ท่านก็คิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่ากันว่าทีมงานก็ได้พยายามสร้างทัศนียภาพตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง โรมีโอกับจูเลียต เวอร์ชันปี 1936 ให้ใกล้เคียงมากที่สุดด้วย

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ภาพ : http://emanuellevy.com/wp-content/uploads/2013/03/romeo_and_juliet_poster.jpg

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาท่านก็พลันไปสะดุดที่งานหินอ่อนแกะสลักชิ้นหนึ่งที่วางเขละอยู่ตรงลานบ้านที่ท่านคิดจะทำพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นหินอ่อนที่มีคนพบตอนที่เทศบาลเมืองขุดริมฝั่งแม่น้ำอาดีเจ (Adige) ที่ไหลอยู่กลางเมืองเพื่อเตรียมสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

เมื่อเห็นว่าเข้าท่า ท่านก็สั่งให้ยกขึ้นไปตั้งให้เป็นระเบียงของจูเลียตเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้ว่าหินสลักนั้น…เป็นโลงหินโบราณก็ตาม

ปัจจุบัน บ้านจูเลียตเปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกับมีรูปปั้นสำริดของนางยืนนมวาวอยู่ด้านล่างเยื้องระเบียงซึ่งผู้คนพร้อมใจกันเชื่อว่า เธอได้ออกมาพร่ำเพ้อที่นี่ อันนมที่วาวของเธอนั้นไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ของรักแท้ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มาจากมวลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ก็พร้อมใจกันอีกเช่นกันที่จะเชื่อว่า หากได้ลูบนมเธอแล้วจะโชคดี

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ข้อมูลอ้างอิง

www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/10/romeo-and-juliets-balcony-scene-doesnt-exist/381969/ 

www.venetoinside.com/it/aneddoti-e-curiosita/post/il-balcone-di-giulietta-a-verona/

www.ulisseilnavigatore.it/turismo/casa-giulietta-verona.html 

www.shakespeareinitaly.it/verona.html 

Writer & Photographer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เป็นที่รู้กันในหมู่คนดูภาพยนตร์ว่า อิตาลีทำภาพยนตร์ออกมาได้อย่างวิเศษประเทศหนึ่ง หลักฐานสนับสนุนอย่างง่าย ๆ ก็คือ ในเวทีออสการ์นั้น สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะนับอย่างไร อิตาลีก็ได้รับรางวัลนี้สูงสุด นั่นคือ 11 ตัว 

ที่บอกว่า “ไม่ว่าจะนับอย่างไร” เป็นเพราะว่า ก่อนหน้าที่จะมีรางวัลในสาขานี้เป็นการถาวร ได้มีการมอบรางวัลพิเศษให้แก่ภาพยนตร์ชาติอื่น ๆ มาก่อนแล้ว นัยว่า ดีจนคณะกรรมการทนไม่ได้ และประเทศแรกที่ได้รับรางวัลนี้ก็คือ อิตาลี นั่นเอง และจากนั้นไม่นานก็ได้รับอีกครั้ง รวมเป็น 2 เมื่อรวมกับ 11 ตัวที่กล่าวไป ก็เป็น 13 ตัว แต่ในบางครั้งก็มีผู้นับว่า 11+3 เนื่องจากหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้เป็นหนังที่ทำร่วมกับฝรั่งเศส แต่ไม่ว่าจะนับอย่างไรก็ตาม อิตาลีก็ถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุดนั่นเอง

สำหรับมือใหม่หัดดูหนังอิตาเลียน ลองเริ่มจากหนังอิตาเลียนที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์ก่อนเป็นไร เพราะอาจจะหาดูได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ได้เรียงรายชื่อมาให้ข้างล่างนี้แล้ว และเกริ่นเรื่องอย่างสั้นมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพราะไม่อยากสปอยล์เลยจริง ๆ 

La strada

ปีที่ออกฉาย 1954

ผู้กำกับ Federico Fellini

ออสการ์ครั้งที่ 29 (ปี 1957)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/La_Strada

เรื่องราวของเจลโซมีนา (Gelsomina) เด็กสาวที่ถูกครอบครัวขายให้ไปเป็นผู้ช่วยของซัมปาเนาะ (Zampanò) ซึ่งเป็นนักแสดงปาหี่ร่อนเร่ ซัมปาเนาะทั้งใช้งานและทำร้ายจิตใจเธอต่าง ๆ นานา จนในที่สุด และมารู้ใจตัวเองว่ารักเธอ ก็เมื่อสายเสียแล้ว

Cabiria’s Nights (Le notti di Cabiria)

ปีที่ออกฉาย 1957 

ผู้กำกับ Federico Fellini 

ออสการ์ครั้งที่ 30 (ปี 1958)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.postermania.it

คาบีเรีย เป็นชื่อของหญิงโสเภณีคนหนึ่ง เธอถูกคนรักชิงทรัพย์และผลักเธอตกแม่น้ำ แต่เธอรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ จากนั้นชีวิตของเธอก็ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งได้พบกับชายที่เธอคิดจะแต่งงานด้วย 

เมื่อนึกถึงหนังเรื่องนี้ หลายคนจะนึกถึงภาพคาบีเรียเดินยิ้มอยู่กลางถนนที่ครึกครื้น มีน้ำตาสีดำหนึ่งหยดในช่วงท้ายของเรื่อง

นักแสดงนำฝ่ายหญิงของเรื่อง คือคนเดียวกันกับเรื่อง La strada เธอคือ จูลิเย็ตตา มาซีนา (Giulietta Masina) ภรรยาของเฟลลีนี่นั่นเอง

ปีที่ออกฉาย 1963

ผู้กำกับ Federico Fellini

ออสการ์ครั้งที่ 36 (ปี 1964)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
 ภาพ : distribuzione.ilcinemaritrovato.it/8-mezzo

เป็นเรื่องของผู้กำกับที่ประสบปัญหา ‘สมองตัน’ ทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ไม่ได้ ชื่อเรื่องมาจากจำนวนหนังที่เฟลลีนีทำมาก่อนนั่นเอง ส่วนที่เป็นครึ่งนั้น คือเรื่องที่กำกับร่วมกับผู้อื่น

บรรยากาศของหนังเป็นแนวฝัน ๆ ฟุ้ง ๆ และเหนือจริง

เรื่องนี้ได้อีก 1 รางวัลคือ รางวัลการออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม (ภาพยนตร์ขาว-ดำ)

Yesterday, Today and Tomorrow (Ieri, oggi, domani)

ปีที่ออกฉาย 1963

ผู้กำกับ Vittorio De Sica

ออสการ์ครั้งที่ 37 (ปี 1965)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
aforismi.meglio.it/film/ieri-oggi-domani

หนังแบ่งออกเป็น 3 เรื่องย่อย เขียนบทโดยนักเขียนใหญ่ของอิตาลี 3 คน คือ เด ฟิลิปโป้ (Eduardo De Filippo), โมราเวีย (Alberto Moravia) และ ซาวัตตีนี (Cesare Zavattini) ทั้ง 3 เรื่องเป็นเรื่องของชีวิตคู่สามีภรรยาใน 3 เมืองต่างกัน คือ นโปลี มิลาน และ โรม โดยใช้นักแสดงคู่เดิม คู่เดียวกัน คือ โซเฟีย ลอเรน (Sophia Loren) และ มาร์แชลโล มัสโตรยันนี (Marcello Mastroianni)

Investigation of a Citizen Above Suspicion (Indagine su un cittadino al di sopra di ogni sospetto)

ปีที่ออกฉาย 1970

ผู้กำกับ Elio Petri

ออสการ์ครั้งที่ 43 (ปี 1971)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.mymovies.it

ภาพยนตร์ชื่อยาวเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อในประเภทบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย (แต่ไม่ได้รับ) เป็นเรื่องของนายตำรวจใหญ่ที่ฆ่าชู้รักของตัวเอง และกลมกลืนอยู่ในทีมสอบสวนการฆาตกรรมครั้งนี้ โดยมั่นใจว่า จะไม่มีใครสงสัยตน หรืออาจจะสงสัย แต่ไม่กล้าจับกุม

The Garden of the FInzi-Continis (Il giardino dei Finzi-Contini)

ปีที่ออกฉาย 1970

ผู้กำกับ Vittorio De Sica

ออสการ์ครั้งที่ 44 (ปี 1972)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.postermania.it

ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ตัวที่ 4 ของเดซีกาเรื่องนี้ นำมาจากนวนิยายของ โจร์โจ บัซซานี (Giorgio Bassani) 

เนื้อเรื่องพูดถึงชีวิตอันสงบสุขของครอบครัวฟินซี-คอนตีนี ชาวยิวผู้มีอันจะกินที่มีบ้านหลังงามอยู่ที่เมืองแฟร์รารา เมื่อเกิดมีกฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติของฟาชิสม์และสงครามโลก เหตุการณ์เศร้าต่าง ๆ ก็ประดังประเดเข้ามาสู่ชีวิตแสนสุขของครอบครัวนี้และผู้คนที่เกี่ยวข้อง

Amarcord

ปีที่ออกฉาย 1973

ผู้กำกับ Federico Fellini

ออสการ์ครั้งที่ 47 (ปี 1975)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.inkroci.it

หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ตัวที่ 4 และตัวสุดท้ายของเฟลลีนี เป็นการเดินทางไปในกาลเวลาที่ฝันฟุ้งของเฟลลีนี ไปสู่วัยเด็กของตนในยุคทศวรรษที่ 30 ที่บ้านเกิดแถบเมืองรีมีนี (Rimini) 

ฟังดูเหมือนจะเป็นอัตชีวประวัติ แต่เฟลลีนีย่อมมีดีกว่าจะเล่าเรื่องของตนไปดื้อ ๆ ตัวละครที่โดดเด่นอันเป็นที่จดจำมีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นช่างทำผมสุดเซ็กซี่ หรือหญิงขายบุหรี่ทรงโต และภาพนกยูงรำแพนหางกลางหิมะ ยังคงติดตาตรึงใจคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แม้ว่าจะสงสัยว่า ต้องตีความหรือเปล่า หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อมาร์คอร์ด เป็นภาษาถิ่น แปลว่า “ฉันจำได้” แต่ผู้ร่วมเขียนบทได้บอกไว้ว่า มันยังเป็นคำเพี้ยนเสียงจากคำว่า Amaro Cora อันเป็นคำที่เรามักได้ยินที่ร้านขายเครื่องดื่ม เมื่อมีคนสั่งเหล้าบิตเทอร์ชื่อ โครา อีกด้วย

(Nuovo) Cinema Paradiso

ปีที่ออกฉาย 1988

ผู้กำกับ Giuseppe Tornatore

ออสการ์ครั้งที่ 62 (ปี 1990)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
 ภาพ : it.wikipedia.org

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความงุนงงให้แก่ฉันเมื่อครั้งยังเด็ก เนื่องจากชื่อภาษาอิตาเลียนมีคำว่า Nuovo (ใหม่) แต่ในภาษาอังกฤษไม่มี ตอนแรกนึกว่ามีการตัดต่อแบบ 2 เวอร์ชัน นั่ง ๆ ดูก็หาไม่เจอ อ้าว เรื่องเดียวกันนี่เอง

หลังจากห่างหายการเดินขึ้นเวทีไปรับรางวัลมานาน โตร์นาโตเรก็พาอิตาลีกลับไปรับรางวัลอีกครั้ง หนังเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตผู้กำกับหนังคนดังคนหนึ่งที่หลงใหลในภาพยนตร์และขลุกอยู่ในโรงหนังมาตั้งแต่เด็ก ๆ หนังแสดงให้ภาพอันน่าประทับใจของคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลแห่งหนึ่งที่โรงหนังเป็นเหมือนความบันเทิงอย่างเดียวในชีวิตของพวกเขา ดนตรีประกอบอันไพเราะ ภาพการฉายหนังออกมานอกโรงและภาพตอนจบของเรื่อง ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน

Mediterraneo

ปีที่ออกฉาย 1991

ผู้กำกับ Gabriele Salvatores

ออสการ์ครั้งที่ 64 (ปี 1992)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
 ภาพ : www.amazon.it

สงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอิตาเลียนกลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปยึดเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในทะเลอีเจียส ประเทศกรีซ แต่กลับถูกทิ้งลืมไว้ที่เกาะนั้น ติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ จนในที่สุดก็ได้กลับอิตาลีโดยที่พวกเขาก็ไม่ค่อยเต็มใจนัก เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ได้นัดเจอกันที่เกาะนั้นอีกครั้ง

Life is beautiful (La vita è bella)

ปีที่ออกฉาย 1997

ผู้กำกับ Roberto Benigni

ออสการ์ครั้งที่ 71 (ปี 1999)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
ภาพ : www.mposter.com

ว่าด้วยเรื่องของพ่อที่หลอกลูกว่า ชีวิตของพวกเขาในค่ายกักกันชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเพียงแค่เกมสนุก หนังเล่าเรื่องสงครามด้วยความตลกและเสียดสี คนดูหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อม ๆ กันในหลายฉากหลายตอนของเรื่อง

หนังเรื่องนี้มิได้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมภาษาต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (Nicola Piovani) ส่วนเบนิญญี (Roberto Benigni) เอง ซึ่งเป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำ ก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำฝ่ายชายด้วย

The Great Beauty (La grande bellezza)

ปีที่ออกฉาย 2013

ผู้กำกับ Paolo Sorrentino

ออสการ์ครั้งที่ 86 (ปี 2014)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
ภาพ : www.mymovies.it

15 ปีผ่านไป ซอร์เรนตีโนก็พาอิตาลีไปกอดตุ๊กตาชื่อเดิมอีกครั้ง

เนื้อเรื่องว่าด้วยภาวะคิดงานไม่ออกของศิลปินอีกครั้ง คราวนี้เป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ ที่ไม่มีงานเขียนออกสู่สาธารณะมาหลายปีแล้ว เขาจึงออกเดินทางเพื่อค้นหาความงามที่แท้จริงยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาก็มิได้ไปไหนไกล หากแต่เดินทางซอกซอนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงโรมนั่นเอง

ลองตาม ๆ ดูกันนะ สารภาพว่าบางเรื่องก็ยังไม่ได้ดู ใครรู้แหล่งที่จะหาดูได้ รบกวนใส่ไว้ในคอมเมนต์ จะตรงนี้หรือที่เพจ ‘ครูก้า’ ก็ได้จ้ะ

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load