สามก๊ก เป็นวรรณกรรมจีนที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่มีการแปลนิยายเรื่องนี้พร้อม ไซ่ฮั่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ในฐานะตำราสำหรับผู้ปกครองและนักการทหาร และเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีโรงพิมพ์และต้องเขียนด้วยมือเท่านั้น มีหลักฐานเป็นสมุดไทยจำนวนมาก ก่อนเกิดการพิมพ์ สามก๊ก ขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์เมื่อ พ.ศ. 2408 

ในขณะเดียวกัน วัดจำนวนหนึ่งก็เอาเรื่องราวเหล่านี้ไปทำงานศิลปกรรมในวัดด้วย แต่ไม่ได้เจอมากมายอะไรนะครับ เท่าที่ผมรู้ มีอยู่ทั้งหมด 5+1 วัดด้วยกัน ซึ่งแต่ละที่ก็มีความน่าสนใจในแบบของตัวเองแทบทั้งนั้น ส่วนใครที่สงสัยว่าทำไมผมไม่บอกว่า 6 วัด เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยครับผม

เรื่องเล่า สามก๊ก เท่าที่พบในวัดไทยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือประติมากรรมแกะสลักหิน ซึ่งน่าจะเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศจีน พบอยู่ 2 แห่ง กับอีกกลุ่มหนึ่งเป็นงานจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งพบทั้งหมด 4 แห่ง ซึ่งงานจิตรกรรมฝาผนังทั้งหมดนี้น่าจะเป็นฝีมือช่างจีนซะเป็นส่วนใหญ่ แต่บางแห่งน่าจะมีช่างไทยร่วมด้วย

มาเริ่มกันด้วย ‘วัดพิชยญาติการาม’ หรือวัดพิชัยญาติ กรุงเทพมหานคร ก่อนเลยครับ ภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ของวัดนี้อยู่บริเวณพาไลพระอุโบสถของวัด ซึ่งน่าจะมีมาพร้อมกับการสร้างพระอุโบสถหลังนี้ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค) เป็นงานแกะสลักหินจำนวน 22 แผ่น ซึ่งดูออกแค่ 15 แผ่นเท่านั้น ส่วนอีก 7 แผ่นบอกเลยว่าแม้บางแผ่นจะพอเหลืออะไรบ้างแต่ก็ดูไม่ออกอยู่ดี 

แม้มีแผ่นหินถึง 22 แผ่น แต่ภาพทั้งหมดนี้ไม่ต่อกันเลย แต่ฉากที่พบมักจะเป็นฉากสำคัญๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น อุบายเมืองว่างของขงเบ้ง หรือ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยรบลิโป้ เป็นต้น

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก
ภาพเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยรบลิโป้

ถัดมาเป็นภาพสลักหินอีกแห่งหนึ่งซึ่งปัจจุบันอยู่ที่สวนขวา เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งนี่แหละครับคือที่มาของ +1 ที่ว่า เพราะปัจจุบันภาพสลักชุดนี้ไม่ได้อยู่ในวัดแล้ว 

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเท้าความถึงเรื่องของภาพสลักหินชุดนี้ก่อนนะครับ ภาพสลัก สามก๊ก ชุดนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสวนขวาภายในพระบรมมหาราชวัง สวนสไตล์จีนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดให้สร้างขึ้น ก่อนที่รัชกาลต่อมาจะโปรดให้รื้อไปถวายไปยังวัดต่างๆ และหนึ่งในวัดเหล่านั้นคือวัดเงินนั่นเอง 

ต่อมาได้มีการย้ายงานสลักหินทั้งหมดไปที่ ‘วัดไผ่เงินโชตนาราม’ กรุงเทพมหานคร ทว่าภาพสลักชุดนี้ไม่ได้รับการดูแลปล่อยให้กระจัดกระจายอยู่ตามลานวัด เมืองโบราณจึงได้ผาติกรรมมายังเมืองโบราณ และอยู่มาจนถึงปัจจุบันเลยครับ

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก
ภาพ : ปริวัตร จันทร

ภาพสลักภายในสวนขวาของเมืองโบราณนี้มีทั้งหมด 30 ภาพ แต่ไม่ได้เล่าเรื่อง สามก๊ก ทั้งหมดนะครับ มีการนำวรรณกรรมจีนเรื่องอื่นด้วย เช่น ห้องสิน ซุยถัง (พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์สุยและถังตอนต้น) ซ้องกั๋ง (108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน) และ ซวยงัก (เรื่องราวของงักฮุย) แต่ในจำนวนนั้น มีเรื่อง สามก๊ก อยู่ถึง 20 ภาพด้วยกัน ซึ่งทั้ง 20 ภาพนี้ก็ไม่ได้เรียงลำดับเนื้อเรื่องเช่นเดียวกับที่วัดพิชยญาติการามครับ แถมยังมีแต่ฉากสำคัญๆ เหมือนกันอีกด้วย หลายฉากก็พบที่วัดพิชัยญาติฯ เหมือนกัน แต่หลายฉากก็พบเฉพาะที่นี่ เช่น เตียนอุยใช้ศพทหารต่างอาวุธรบกับทหารของเตียวสิ้ว หรือเตียวหุยยืนขวางทัพโจโฉบนสะพานเตียงปัน เป็นต้น

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก
เตียนอุยใช้ศพทหารต่างอาวุธรบกับทหารของเตียวสิ้ว
ภาพ : ปริวัตร จันทร

ทีนี้ลองมาดูจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 4 วัดที่เหลือกันบ้างครับ เริ่มด้วย ‘วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม‘ กรุงเทพมหานคร กันก่อน ภาพจิตรกรรมนี้อยู่ในเก๋งจีนในสวนมิสสกวันข้างพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เก๋งจีนหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2374 เมื่อครั้งที่มีการบูรณะวัดแห่งนี้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยภาพ สามก๊ก ในเก๋งจีนนี้วาดโดยช่างจีนแน่นอนเพราะในโคลงดั้นปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ ได้บรรยายไว้ว่า

“เครือจีนจ้างเจ๊กแต้ม ติดรจิต อุไรฤๅ

ผนังวาดสามก๊กรบิล บ่ายย้าย

เรื่องจีนรูปจีนพิศ แผกแยก เยี่ยงพ่อ

แปลกฝรั่งห่อนคล้ายเยื้อง อย่างปาง”

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก

ไม่ใช่เพียงแค่นี้ ยังมีหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่าภาพนี้เป็นฝีมือช่างจีนจริงๆ คือในจิตรกรรมฝาผนังที่นี่มีการเขียนภาษาจีนเป็นชื่อตัวละครเอาไว้อย่างถูกต้องอีกด้วย แต่ว่าน่าเสียดาย ภาพจิตรกรรมชุดนี้อยู่ในสภาพชำรุดมาก ลบเลือนไปจนเหลือให้ดูเป็นหย่อมๆ เท่านั้น ที่ผนังฝั่งทิศเหนือและทิศตะวันออกเป็นฉากเกี่ยวข้องกับศึกผาแดง หรือเซ็กเพ็ก ศึกครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายวุยของโจโฉ และพันธมิตรซุนเล่าของซุนกวนกับเล่าปี่ และเป็นจุดเริ่มต้นจริงๆ ของยุคสามก๊ก (รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านในหนังสือหรือดูหนัง Red Cliff ทั้งสองภาคได้ครับผม) 

ฉากที่พบจะมองเห็นได้ ได้แก่ ฉากที่จิวยี่ทำอุบายโดยการสั่งโบยอุยกาย แม่ทัพเฒ่าของฝ่ายง่อก๊กเพื่อให้เข้าไปเป็นไส้ศึกในทัพของโจโฉ และฉากขงเบ้งทำพิธีเรียกลม

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก
ขงเบ้งทำพิธีเรียกลม

ภาพชุดต่อมาอยู่ที่พระอุโบสถของ ‘วัดนางนอง’ กรุงเทพมหานคร ครับผม วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นเดียวกันกับวัดโพธิ์ ภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ที่วัดแห่งนี้ไม่ใช่จิตรกรรมฝาผนังธรรมดาๆ แต่เป็นงานกำมะลอ ซึ่งเป็นเทคนิคการเขียนสีลงบนรักทำให้มีสีที่หลากหลายมากกว่าลายรดน้ำ มีแค่สองสีคือสีดำกับสีทอง 

ภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ที่วัดนี้มีมากถึง 48 ภาพ เป็นภาพในกรอบสี่เหลี่ยมบนผนัง 12 ผนังผนังละ 4 ช่อง เรียงจากบนลงล่าง และที่สำคัญ ภาพทั้ง 48 ภาพเรียงต่อกัน โดยเริ่มจากฉากที่เล่าปี่หนีไปพึ่งเล่าเปียวที่ผนังที่มุมฝั่งขวาด้านหลังพระประธาน เวียนไปทางด้านหน้าไปจบที่มุมฝั่งซ้ายด้านหลังพระประธาน ซึ่งเป็นฉากที่จูล่งตามจับโจโฉ หลังจากที่โจโฉพ่ายศึกที่ผาแดง ซึ่งมีฉากสำคัญๆ หลายฉากในระหว่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นจูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า ขงเบ้งยืมลูกเกาทัณฑ์โจโฉ หรืออุยกายเผาทัพโจโฉ เป็นต้น 

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก
ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก
ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก

จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ อยากให้ลองสังเกตว่าเหตุการณ์จากเรื่อง สามก๊ก ที่ถูกเลือกมาใช้ที่วัดนี้ เป็นชุดเหตุการณ์ที่เน้นตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมาให้โดดเด่น นั่นก็คือเล่าปี่ ผู้นำแห่งจ๊กก๊กนั่นเอง 

ฉากแรกที่เลือกมาคือเล่าปี่ไปพึ่งเล่าเปียวที่เกงจิ๋ว ฉากนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยของเล่าปี่เพราะนับจากนี้ บทบาทของเล่าปี่จะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วไปจบที่ชัยชนะเหนือโจโฉในศึกผาแดง ซึ่งเป็นการประกาศแสนยานุภาพของเล่าปี่จากที่เป็นแค่เจ้าเมืองเล็กๆ เป็นตัวละครที่พเนจรไปเรื่อย ไปพึ่งคนโน้นทีคนนี้ที ทั้งอ้วนเสี้ยว เล่าเปียว แต่ตอนนี้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัวแล้ว 

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะอุโบสถของวัดนางนองหลังนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของพระจักรพรรดิราช ไม่ว่าจะเป็นพระประธานที่เป็นพระทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิ จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องชมพูบดี ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างพระทรงเครื่อง ลายรดน้ำรูปเครื่องราชูปโภคและรัตนะทั้ง 7 ของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งเล่าปี่ถือเป็นตัวแทนของจักรพรรดิในสไตล์จีนด้วยเช่นกัน

ถัดมาคือพระอุโบสถ ‘วัดประเสริฐสุทธาวาส‘ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอีกวัดที่บูรณะขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นเดียวกับวัดโพธ์และวัดนางนอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เรื่อง สามก๊ก น่าจะได้รับความนิยมอย่างมากในรัชกาลนี้จริงๆ โดยคนที่สร้างวัดนี้คือพระประเสริฐพานิช ขุนนางชาวจีนแซ่เจิ้งในสมัยรัชกาลที่ 3 

จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง สามก๊ก ของวัดนี้มีทั้งความพิเศษและความโดดเด่น เพราะเป็นแห่งเดียวที่เขียนด้วยหมึกจีนบนผนังสีขาว ไม่มีสีสันอื่นใดนอกจากนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ปริมาณเรื่องราว สามก๊ก ที่ถูกเขียนขึ้นที่นี่ยังมากกว่าทุกวัดในประเทศไทยอีกด้วย ที่ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะจำนวนฉากจากเรื่อง สามก๊ก ที่เขียนอยู่ในพระอุโบสถหลังนี้มีมากถึง 364 ภาพ โดยแบ่งภาพออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆฝั่งละ 6 – 7 แถว ดังนั้น ภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ที่วัดประเสริญสุทธาวาสแห่งนี้จึงถือว่ามีความสมบูรณ์และละเอียดมากที่สุดในประเทศไทยเลยครับ

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก

แต่แม้จะมีจำนวนช่องมากถึง 364 ภาพ ก็ยังไม่สามารถบรรจุเรื่องราวทั้งหมดในเรื่อง สามก๊ก เอาไว้ได้หมด เริ่มต้นเรื่องที่ผนังด้านซ้ายมือพระประธานแถวล่างสุด เป็นฉากที่เล่าปี่อ่านใบประกาศรับสมัครทหารเพื่อไปปราบโจรโพกผ้าเหลือง แล้วไปจบที่ฉากที่ขงเบ้งมอบตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วแก่กวนอู และยกทัพไปช่วยเล่าปี่ตีเมืองเสฉวนแทนที่บังทองที่ผนังฝั่งขวามือพระประธานแถวบนสุด ซึ่งถือว่ายังไม่ใกล้เคียงกับตอนจบของเรื่อง สามก๊ก จริงๆ ของเรื่องนี้เลยครับ ซึ่งจะเป็นตอนที่พระเจ้าสุมาเอี๋ยน หลานของสุมาอี้รวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งและตั้งราชวงศ์จิ้นขึ้นมา แต่ก็ถือว่าเล่าเรื่อง สามก๊ก เอาไว้ละเอียดมากๆ แล้ว

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก

ที่สำคัญกว่านั้น ช่างที่วาดจิตรกรรมชุดนี้น่าจะเป็นช่างชาวจีนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่มีหลักฐานจารึกหรือโคลงกลอนอะไรมายืนยันแบบวัดโพธิ์หรอกนะครับ แต่ด้วยเทคนิคที่ใช้หมึกจีนในการวาดและการที่ภาพในแต่ละช่องมีการกำกับด้วยตัวอักษรภาษาจีนทุกช่อง ซึ่งมีทั้งคำอธิบายฉาก ชื่อตัวละคร และชื่อเมือง ทำให้เราตีความเรื่องราวในแต่ละช่องได้ไม่ยาก แต่! ความยากก็ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ เพราถ้าเราไม่ได้มีศักยภาพในการอ่านภาษาจีน (เช่นผมเป็นต้น) ก็เป็นการยากที่จะเข้าใจ แถมทั้ง 364 ภาพถูกบรรจุอยู่ภายในอาคารหลังไม่ใหญ่ ขนาดช่องจึงเล็กมากๆ เล็กชนิดต้องใช้กล้องส่องทางไกลหรือเลนส์ซูมในการดูภาพแต่ละภาพกันเลยทีเดียว 

ขงเบ้งทำพิธีเรียกลม

มาถึงวัดสุดท้ายกันแล้วนะครับ นั่นก็คือ ‘วัดบวรนิเวศวิหาร‘ กรุงเทพมหานคร ที่ผมต้องเอาวัดนี้มาปิดท้ายก็เพราะว่าภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ที่วัดแห่งนี้มีความผสมผสานและรูปแบบแปลกตากว่าที่อื่น ในขณะที่วัดอื่นออกมาแบบจีนจ๋า ภาพ สามก๊ก ที่วัดบวรนิเวศวิหารอยู่ภายในวิหารเก๋งข้างพระวิหารพระศาสดา กลับแสดงการผสมผสานกับตะวันตก แถมจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง สามก๊ก ที่นี่ยังมีลูกเล่นการเขียนชื่อตัวละครสำคัญๆ ในฉากนั้นๆ ลงไปในธง ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทย ย้ำอีกครั้ง ภาษาไทย แต่เขียนรูปทรงคล้ายๆ กับภาษาจีน ซึ่งทำให้การดูจิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก ที่วัดนี้ง่ายมากขึ้นสำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐาน แถมใต้ฉากแต่ละฉากยังมีคำอธิบายภาษาไทยกำกับไว้อีกต่างหาก ดังนั้น เมื่อเทียบกับภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ วัดนี้ดูได้ง่ายที่สุด

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก

จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง สามก๊ก ที่วัดแห่งนี้เขียนตามแบบจิตรกรรมไทยทั่วไป คือเที่ยวต่อเนื่องกันไปคล้ายๆ ที่วัดโพธิ์ แต่ฉากที่เลือกมากลับมีความคล้ายกับวัดนางนอง คือเริ่มจากที่ชีซีแนะนำให้เล่าปี่ไปหาขงเบ้ง ก่อนจะเดินทางไปยังเมืองฮูโต๋ซึ่งโจโฉอาศัยอยู่ และไปจบที่ฉากกวนอูแทนคุณโจโฉ โดยการปล่อยให้โจโฉหนีไปหลังจากแพ้ศึกที่ผาแดง ซึ่งถือเป็นฉากสุดท้ายของศึกผาแดงนั่นเอง 

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก
กวนอูปล่อยโจโฉหลังจากแพ้ศึกที่ผาแดง

อีกจุดหนึ่งที่ผมชอบภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ที่วัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ คือภาพตัวตลกที่มักแทรกอยู่ในฉากต่างๆ ตัวละครตัวนี้สังเกตได้ไม่ยากครับ เพราะมีหัวโตผิดสัดส่วนอย่างมาก เป็นตัวโจ๊กที่เดี๋ยวก็ถืออาวุธ เดี๋ยวก็ถือธง เป็นอีกหนึ่งความสนุกสำหรับใครที่มาชมจิตรกรรมฝาผนังในวิหารเก๋งแห่งนี้ครับ

ลายแทง 5+1 วัดไทย ที่ตกแต่งด้วยศิลปะจีนลายสามก๊ก

จริงๆ ไม่ใช่แค่ สามก๊ก นะครับ วรรณกรรมจีนเรื่องอื่นๆ ทั้งที่ผมพูดถึงไปแล้ว อย่าง ห้องสิน หรือ ซ้องกั๋ง รวมไปถึงเรื่องอื่นที่ยังไม่ได้พูดถึงอย่าง ไซอิ๋ว ก็พบได้ตามวัดวาอารามเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเทียบความนิยมแล้วถือว่าน้อยกว่า สามก๊กอยู่พอสมควร ไว้ถ้ามีโอกาสจะนำมาเล่าให้ฟังนะครับ ใครที่กำลังจะไปชมหรืออยากไปชมภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก ที่ผมนำเสนอไปนั้น ก็ไปชมได้เลยนะครับ 

จะไปชมความสวยงามของงานศิลปะโบราณเฉยๆ ก็ได้ หรือจะเตรียมตัวล่วงหน้าด้วยการอ่านหนังสือ ดูซีรีส์หรือดูหนังเรื่อง สามก๊ก เป็นพื้นฐานไปสักนิดหน่อยก่อนไปชม ก็ได้อรรถรสดีไม่เลวเหมือนกันนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ใครที่อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกไม่จุใจ ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้เลยครับ สามก๊ก : ศิลปกรรมจีนวัดไทยในบางกอก ของ ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ มีข้อมูลเจาะลึกพร้อมรายละเอียดมากพอสมควร ลองไปหาอ่านกันดูนะครับ
  2. ผมเคยเขียนถึงเรื่องราวของวัดประเสริฐสุทธาวาสแบบละเอียดกว่านี้เอาไว้ใน The Cloud แล้วครับ ใครสนใจไปอ่านเพิ่มเติมได้ หรือถ้าใครอยากอ่านแบบละเอียดขึ้นไปอีก ผมขอแนะนำหนังสือของตัวเองแล้วกันครับชื่อ ศิลปกรรมวัดราษฎร์ในย่านกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีวัดอื่นๆ อีกหลายวัด ทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงและในพื้นที่อื่นครับ
  3. นอกจากในวัดแล้ว ยังมีเรื่องราวของ สามก๊ก ในศาลเจ้าจีนหลายแห่งด้วยครับ มีทั้งงานสลักหินและภาพวัด แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำเลยนะครับ ผมขอแนะนำศาลเจ้าเกียนอันเกง ใกล้ๆ กับวัดกัลยาณมิตรครับ ที่นี่เขียนเล่าเรื่อง สามก๊ก ด้วยเทคนิคจีนแบ่งช่องสี่เหลี่ยมแบบเดียวกับวัดประเสริฐสุทธาวาส แต่แทนที่จะใช้หมึกจีนอย่างเดียว ที่นี่ใช้สีผสมเข้าไปด้วยครับ สวยงามมากทีเดียว
  4. นอกจากงานศิลปกรรมทั้งหมดที่พาไปชมวันนี้แล้ว ยังมีภาพเล่าเรื่อง สามก๊ก อยู่อีกประเภทหนึ่ง นั่นก็คือ ภาพในกรอบกระจก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสินค้านำเข้าจากเมืองจีนเช่นเดียวกับภาพสลักหิน พบได้บ้างตามวัดวาอาราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ภาพชุดนี้ตีความได้ยากกว่าเพราะมีหลายเรื่อง ทั้งภาพจากวรรณกรรมจีนหรือภาพวิว จึงต้องใช้ความชำนาญมากกว่า ผมเลยไม่ได้นำมาให้ชมในบทความนี้ครับผม

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

“Welcome to Wat Phumin of Nan ค่ะ”

ประโยคดังจากโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อโอโม่ ที่ถึงแม้จะยาวเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่กลับติดหูใครหลายคน และเป็นจุดเริ่มต้นให้ใครหลายคนเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อตามหาวัดในโฆษณาเป็นแน่ แต่เอาจริง ๆ ก่อนหน้าที่โฆษณานี้จะออกมา วัดแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักมาก่อนจากหนึ่งในภาพจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดทั้งในจังหวัดน่านและอาจจะรวมในระดับประเทศด้วย ผมกำลังพูดถึง ‘วัดภูมินทร์’ จังหวัดน่านครับ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

จากวัดพรหมินทร์ถึงวัดภูมินทร์

เมื่อแรกสร้าง วัดแห่งนี้มีชื่อว่า ‘วัดพรหมินทร์’ ในราชวงษปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่านเล่าเอาไว้ว่า เกิดสงครามระหว่างเมืองน่านกับพม่า ซึ่งสุดท้ายน่านเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และทำให้ เจ้าบ่อน้ำ พระอนุชาของ เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ เจ้าผู้ครองนครถูกสังหารและพระศพถูกนำไปทิ้งในบ่อน้ำที่วัดเมื่อ พ.ศ. 2146 แสดงว่าวัดต้องมีอายุเก่ากว่านี้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นปีไหนและใครเป็นผู้สร้างยังไม่แน่ชัด

ต่อมา วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนคร ในครั้งนั้นมีการก่อสร้างวิหารจัตุรมุขหลังปัจจุบันขึ้นใน พ.ศ. 2410 – 2418 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเลื่องชื่อของวัด

วิหารและอุโบสถรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า 4 พระองค์

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเดินทางมาถึง คือพระวิหารจัตุรมุขที่มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน แต่อีกจุดเด่นคือนาคขนาดใหญ่ที่พาดไปตามแนวบันไดในแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ คล้ายกับกำลังแบกวิหารหลังนี้เอาไว้บนหลัง โดยส่วนหัวของนาคอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนหางอยู่ทางทิศใต้ พิเศษไปมากกว่านั้นคือ วิหารจัตุรมุขหลังนี้มีสถานะเป็นทั้งอุโบสถและวิหารในตัวแบบ 2 In 1 สังเกตได้จากการมีใบเสมาปักอยู่เหนือพื้นดินมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เหตุที่ยังเรียกอาคารหลังนี้ว่าวิหาร อาจเป็นเพราะในวัฒนธรรมล้านนาให้ความสำคัญกับวิหารมากกว่าอุโบสถนั่นเอง

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับพระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งมีถึง 4 องค์ด้วยกัน แต่ละองค์หันหน้าออกไปทางประตูในแต่ละทิศ พระปฤษฎางค์ (หลัง) ของทุกพระองค์ชนกัน โดยมีแกนกลางของอาคารที่มีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่บนยอด ซึ่งขนบของการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันแบบนี้ถือเป็นของแปลกที่พบได้น้อยในประเทศไทย แต่กลับพบได้มากพอสมควรในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นงานในรุ่นโบราณสมัยพุกามอย่างอานันทเจดีย์ หรืองานในสมัยหลังลงมาอย่างไจก์ปุ่นที่เมืองพะโคก็มีเหมือนกัน แสดงว่าวิหารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เมืองน่านตกอยู่ใต้การปกครองของพม่านั่นเอง

ส่วนแนวความคิดในการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์นี้ มาจากแนวคิดเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า 4 พระองค์ในกัลป์ปัจจุบันที่ตรัสรู้และปรินิพพานไปแล้ว ประกอบด้วย พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ และองค์ล่าสุด พระพุทธเจ้าโคตมะหรือพระพุทธเจ้าศากยมุนี นั่นเอง

(แอบกระซิบนิดหนึ่งว่า ในพระนครศรีอยุธยาเองก็มีนะครับ ที่วัดวรเชษฐ์เทพบำรุงหรือวัดวรเชษฐ์นอกเมือง ผมเคยเขียนเรื่องนี้มาแล้วลองย้อนกลับไปอ่านกันดูได้นะครับ)

คัทธณะกุมารชาดกหนึ่งเดียวในสยาม

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

แน่นอนว่า ไฮไลต์สำคัญของวัดภูมินทร์อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเต็มพื้นที่โดยรอบอาคารทุกด้าน เชื่อกันว่าวาดโดย หนานบัวผัน จิตรกรชาวไทลื้อผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ซึ่งมีลักษณะภาพคล้ายคลึงกับวัดภูมินทร์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโทนสีที่ใช้ หรือแม้แต่ฉากบางฉากที่ราวกับคัดลอกมาจากที่เดียวกันเป๊ะ ๆ หรือตัวอักษรที่ปรากฏก็ยังคล้ายกัน จนดูยังไงก็เป็นช่างคนเดียวกันเขียนแน่ ๆ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

ไม่เพียงแต่ผู้เขียนเท่านั้น เนื้อหาที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเนื้อหาเกือบทั้งหมดเขียนชาดกเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘คัทธณะกุมารชาดก’ ชาดกท้องถิ่นของล้านนาที่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะชาดกเรื่องนี้เขียนอยู่เพียงแค่วัดเดียว นั่นคือวัดภูมินทร์ ไม่มีที่วัดอื่นเลย กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่าง

คัทธณะกุมารชาดก เป็นเรื่องราวของ คัทธณะ ลูกชายของหญิงหม้าย ส่วนพ่อเป็นพระอินทร์แต่ไม่ได้เลี้ยงดู เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่ม คัทธณะจึงออกเดินทางตามหาพ่อ ระหว่างการเดินทางเกิดเหตุการณ์มากมาย ทั้งช่วยเหลือผู้คน สั่งสอนศีลธรรม ปราบยักษ์และสัตว์ร้าย จนคัทธณะได้เจอพ่อในที่สุด ในตอนท้ายยังมีเหตุการณ์ที่ลูก ๆ ของคัทธณะได้แสดงความสามารถเพื่อไปช่วยพ่อรวมถึงสู้กันเอง สุดท้ายพระอินทร์ก็ได้สถาปนาคัทธณะเป็นพระยาจันทจักรพรรดิราช ปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรมจนสิ้นอายุขัย

หากดูเนื้อเรื่องแล้ว จะเห็นว่าชาดกเรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างจากชาดกท้องถิ่นหลายเรื่องที่มักมีความแฟนตาซี ผจญภัย ใช้ของวิเศษ ทำดีช่วยเหลือผู้คน แล้วทำไม คัทธณะกุมารชาดก ถึงถูกเลือกมาเขียนที่วัดภูมินทร์แห่งนี้ล่ะ

การจะถอดรหัสเรื่องนี้ได้เราต้องย้อนกลับไปดูว่าจิตรกรรมนี้เขียนขึ้นเมื่อไหร่ พบว่าวาดขึ้นในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ซึ่งถ้าเจ้าเมืองน่านพระองค์นี้เป็นผู้คัดสรรเรื่องนี้มาวาดจริง การเลือกชาดกเรื่องนี้อาจสะท้อนเรื่องราวของพระองค์เองก็เป็นได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นลูกกำพร้าเช่นเดียวกับคัทธณะ และแม้จะโตมาโดยไม่มีพ่อ แต่ก็ยังทำความดี ขจัดทุกข์ บำรุงสุข ไม่ต่างจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เลย และยังสะท้อนความเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมได้อีกด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

นอกจากนี้ สถานการณ์ในชาดกเรื่องนี้ยังสัมพันธ์กับเหตุการณ์ของเมืองน่าน เพราะในเวลานั้นมีสถานะเป็นประเทศราชของสยาม และกำลังเผชิญหน้ากับการรุกรานของฝรั่งเศสที่เข้ามายึดครองเมืองที่อารักขาของน่านโดยที่สยามไม่อาจช่วยอะไรได้ เมืองน่านจึงเป็นเสมือน ‘ลูกกำพร้า’ ที่ถูกทิ้ง ไม่มีพ่อดูแล เจ้าเมืองน่านจึงอาจเลือกเรื่องนี้เพื่อระบายความคับแค้นใจนี้ด้วยก็เป็นได้

คัทธณะกุมารชาดก ที่วัดภูมินทร์แห่งนี้เริ่มที่ผนังด้านทิศเหนือ (ฝั่งที่มีหัวพญานาคเป็นบันได) ซึ่งน่าจะเป็นประตูทางเข้าหลัก เป็นภาพหญิงหม้าย แม่ของคัทธณะกำลังทอผ้า แล้ววนไปทางขวาเรื่อย ๆ แล้วไปถึงฝั่งตะวันตกที่ภาพการสถาปนาคัทธณะขึ้นเป็นกษัตริย์ ก่อนจะไปต่อด้วยภาพ เนมิราชชาดก ตอนพระเนมิราชเสด็จไปชมนรกและขึ้นสวรรค์ และฉากพุทธประวัติตอนปรินิพพานด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

อนึ่ง ถ้าใครอ่านอักษรธรรมล้านนาได้ จะดูจิตรกรรมฝาผนังที่วัดนี้สนุกมาก เพราะหลายฉากมีคำบรรยายภาพกำกับเอาไว้ด้วย

กระซิบรักบันลือโลก หมอชีวก และเจ้าเมืองน่าน

หนึ่งในภาพที่โด่งดังที่สุดของวัดภูมินทร์ หนีไม่พ้นภาพที่ขนาบประตูด้านทิศตะวันตก นั่นคือ ‘กระซิบรักบันลือโลก’ แต่จริง ๆ แล้วถ้าดูจากคำบรรยายภาพที่เขียนเอาไว้ ภาพนี้น่าจะมีชื่อว่า ‘ปู่ม่านญ่าม่าน’ มากกว่า ดูจากชื่อภาพนี้น่าจะเป็นภาพชายหญิงชาวพม่า เพราะคำว่า ‘ม่าน’ นั้นหมายถึง ‘พม่า’ โดยฝ่ายชายขมวดผมไว้กลางกระหม่อม มีผ้าพันขมวดผม นุ่งซิ่นลุนตยา และสักยันต์สีแดงตามลำตัว คล้ายการแต่งกายของชาวเงี้ยวหรือไทใหญ่ ส่วนฝ่ายหญิงไว้มวยสูงกว่าปกติตามแบบคนไทยวน สวมเสื้อแขนยาวสีดำแบบไทลื้อเมืองน่าน ทับผ้ารั้งอกสีแดง และนุ่งลุนตยาปล่อยชายยาวแบบพม่า พร้อมกับสวมแหวน กำไล และสอดแผ่นทองม้วนไว้ที่ติ่งหูแบบชนชั้นสูง

เราจะเห็นการผสมผสานการแต่งกายจากหลายเชื้อชาติ ซึ่งอาจเป็นภาพชาวพม่าจริง ๆ ก็ได้ แต่เป็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในเมืองน่าน ดังนั้น จึงมีการผสมผสานเครื่องแต่งกายและทรงผมแบบคนพื้นเมืองเข้ามาด้วย

นอกเหนือจากภาพกระซิบรักฯ แล้ว ยังมีอีกหลายภาพน่าสนใจที่อยากแนะนำ เริ่มจากภาพชายหญิงที่อยู่ขนาบประตูด้านทิศใต้ก่อนเลย 2 ภาพนี้ถึงจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องจิตรกรรมใด ๆ แต่กลับแสดงให้เห็นการแต่งกายของผู้คนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี โดยฝ่ายหญิงนั่งเก้าอี้สูบบุหรี่ขี้โย มวยผมแบบไทลื้อ รัดด้วยเครื่องประดับทองคำและมีปิ่นทองเสียบผม คล้องสไบสีเขียวโดยไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าซิ่นแบบไทลื้อ ไม่สวมรองเท้า ในมือยังคีบบุหรี่ขี้โย ส่วนฝ่ายชายไว้ผมทรงมหาดไทย กำลังยืนเท้าเอวสูบบุหรี่ขี้โยเหมือนฝ่ายหญิง มีดอกไม้ประดิษฐ์สอดติ่งหู สวมเสื้อแขนยาวขอจีน มีผ้าคล้องสีแดง นุ่งผ้าลุนตยาทับรอยสักสีดำ พกมีดสั้นเอาไว้ด้วย และเช่นเดียวกัน ฝ่ายชายก็ไม่สวมรองเท้า

ใช่ว่าภาพคนขนาดใหญ่เหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเสมอไป ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องก็มีเหมือนกัน อย่างภาพ ‘สีไวย’ หรือ ‘นางสีเวย’ ลูกสาวเศรษฐีเมืองจำปานคร ซึ่งได้ครองคู่กับคันธณะ ก็วาดเป็นภาพใหญ่เช่นกัน แสดงภาพหญิงสาวที่แต่งกายคล้ายกับภาพสาวไทลื้อ แต่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นกำลังมัดผมและเพิ่มดอกไม้ทัดผมด้วย หรือภาพ ‘กุมาลเป๊ก’ หรือ ‘หมอชีวกโกมารภัจจ์’ ซึ่งถวายการรักษาพระพุทธเจ้า ก็ปรากฏบนฝาผนังในฉากปรินิพพานเช่นกัน แต่หมอชีวกฯ ที่วัดภูมินทร์ หนานบัวผันกลับวาดคล้ายกับหมอมิชชันนารีชาวตะวันตก ดูได้จากการสวมหมวกสีดำและเสื้อคลุมแขนยาวสีแดง ซึ่งหมอมิชชันนารีเหล่านี้เดินทางเข้ามารักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ พร้อมกับเผยแผ่คริสต์ศาสนาในดินแดนล้านนาในช่วงเวลานั้น

แต่ภาพที่ส่วนตัวคิดว่าพิเศษที่สุดภาพหนึ่งที่วัดภูมินทร์ กลับเป็นภาพบุคคลที่อยู่ที่ผนังด้านทิศตะวันตก เป็นภาพชายคนหนึ่งยืนไว้ผมทรงหลักแจวแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 – 4 มีดอกไม้เสียบที่ติ่งหู สวมเสื้อหลายชั้น โดยชั้นนอกสุดเป็นสีแดง มือซ้ายกำมีดสั้นไว้แน่น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้

แต่อย่าคิดว่าภาพนี้เป็นภาพเหมือนบุคคลนะครับ เพราะถ้าดูจากช่วงเวลาที่วาดจิตรกรรมฝาผนัง อายุของท่านน่าจะเข้าหลัก 60 ไปแล้ว ในขณะที่ภาพนี้ยังดูหนุ่มแน่น จึงอาจเป็นการเขียนภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชในความทรงจำของหนานบัวผันเมื่อครั้งยังหนุ่มอยู่แทน เพื่อระลึกถึงเจ้าเมืองน่านผู้เป็นองค์อุปถัมภ์วัด

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

นอกจากภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ที่นี่ยังมีภาพซึ่งน่าจะเป็นเจ้าเมืองน่านอีกพระองค์หนึ่งอยู่ด้วย โดยอยู่ร่วมผนังเดียวกันกับภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเลยครับ แต่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นภาพชายสูงวัย จมูกมีสันโด่ง รูปปากบาง หน้าผากกว้าง นั่งชันเข่า ไว้หนวดเครารุงรัง กำลังนั่งตำหมาก นุ่งผ้าขาวโดยไม่สวมเสื้อ และสวมลูกประคำ ซึ่งลักษณะใบหน้าเช่นนี้ไปละม้ายคล้ายกับภาพถ่ายของ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ที่ในเวลานั้นมีสถานะเป็นว่าที่เจ้าผู้ครองนคร อีกหนึ่งเจ้านายพระองค์สำคัญในเวลานั้น

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

ยิ่งกว่ากระซิบรัก คือความพิเศษที่ซ่อนอยู่

วัดภูมินทร์ออฟน่านแห่งนี้จึงไม่ได้มีแต่ภาพกระซิบรักเมืองน่านเท่านั้น ยังมีภาพที่น่าสนใจซ่อนเอาไว้อีกมากมายบนฝาผนัง กำลังรอให้เราไปค้นหา เพ่งมอง และสอดส่อง ใครจะรู้ วันหนึ่งเราอาจเป็นคนถอดรหัสอื่นที่ซ่อนอยู่ที่วัดภูมินทร์ก็ได้ เพราะที่ผมเล่าให้ฟังเป็นแค่ความสนุกสนานเสี้ยวเดียวบนฝาผนังเท่านั้น ที่เหลือผมจะให้ผู้อ่านไปลองตามหาดูแทนครับ ขืนเล่าหมดมันจะไม่สนุก

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดภูมินทร์เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเวียงน่าน ล้อมรอบด้วยวัดสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธาตุช้างค้ำ วัดหัวข่วง วัดมิ่งเมือง รวมถึงคุ้มเจ้าหลวงเมืองน่าน ที่ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน รวมถึงกลางคืนยังเป็นที่ตั้งของกาดข่วงเมืองน่านด้วย
  2. สำหรับใครที่สนใจเรื่องวัดภูมินทร์แบบเจาะลึกเฉพาะวัดนี้ ขอแนะนำหนังสือ ถอดรหัสวัดภูมินทร์ ของ สมเจตน์ วิมลเกษม เลยครับ แต่ถ้าใครสนใจจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ก็ต้องเป็นหนังสือชื่อ จิตรกรรมฝาผนังเมืองน่าน ของ วินัย ปราบริปู เล่มนี้มีทั้งจิตรกรรมโบราณและจิตรกรรมร่วมสมัย หรือถ้าอยากรู้เรื่องจิตรกรรมล้านนา ต้องนี่เลย จิตรกรรมล้านนา พุทธประวัติ ทศชาติชาดก ชาดกนอกนิบาต ของ ชาญคณิต อาวรณ์ สนใจเล่มไหนลองไปตามหาตามอ่านกันได้ครับ
  3. แต่ถ้าใครอยากได้ลายแทงจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ถ้าเป็นจิตรกรรมฝาผนังรุ่นเก่าอาจมีไม่เยอะแต่ยังพอเหลืออยู่บ้าง เช่น วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผ่า หรือวัดหนองแดง อำเภอเชียงกลาง ส่วนจิตรกรรมสมัยใหม่ ไปดูที่วัดมิ่งเมืองในตัวเมืองน่านได้เลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load