หลังจากที่ได้มาใช้ชีวิตหลังเรียนจบในฐานะเด็ก Work and Travel ณ มลรัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา ราว 3 เดือนร่วมกับเหล่าอเมริกันชนในเมืองเล็กๆ ใกล้หุบเขา Animas City บทสนทนาในแต่ละวันของเรามักเกี่ยวกับธรรมชาติและการเดินป่า จนสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะจากมา เชส พ่อครัวร้านอาหารในสกีรีสอร์ตที่เราทำงานอยู่ได้พูดกับเราว่า “คุณชอบเดินป่าไม่ใช่เหรอ ไหนๆ ก็มาโคโลราโดแล้ว แวะไปร็อกกีสิ! คุณจะเจอสัตว์ป่าแปลกๆ และได้อยู่ท่ามกลางก้อนหิน ภูเขา และต้นไม้ขนาดมหึมาเลยล่ะ” ไม่ทันขาดคำเราก็กดจองรถเช่าและหาข้อมูลเพื่อหาทางพาตัวเองไปอุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกีทันที 

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

อุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกีอยู่ในมลรัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีพื้นที่ครอบคลุมหลายเมืองในโคโลราโด เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงอุทยานคือเมืองเอสเตส พาร์ค (Estes Park) และเมืองแกรนด์เลก (Grand Lake) ซึ่งหากเดินทางจากอีกฝั่งไปยังอีกฝั่งของอุทยานนั้น ต้องใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

หากพูดถึงอุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกี (Rocky Mountain National Park) เรามักนึกถึงอุทยานที่เต็มไปด้วยภูเขาลูกโต ทะเลสาบที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียว และสัตว์ป่าที่พบเห็นได้ง่าย แต่จริงๆ แล้วอุทยานแห่งนี้มีความพิเศษมากกว่านั้น นั่นคือบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองอเมริกัน (Native Americans)*

*หมายเหตุ : คนไทยอาจรู้จัก Native Americans หรือ Indigenous Americans ในชื่อ ‘อินเดียนแดง’ อย่างไรก็ดี คำนี้แฝงความหมายเชิงเหยียดชาติพันธุ์และไม่สุภาพ จึงใช้คำว่า ‘ชนพื้นเมืองอเมริกัน’ แทน

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด
เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสแวะไปอุทยานแห่งชาติเมซาเวอร์เด (Mesa Verde National Park) ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมลรัฐโคโลราโดมาเช่นกัน ทำให้ทราบว่ามลรัฐนี้มีหลายชนเผ่าอาศัยอยู่ ภูเขาแต่ละลูกล้วนเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของชนเผ่าเหล่านี้ อย่างบางชนเผ่า เช่น เผ่าพิวโบล (Pueblo) สร้างที่อยู่อาศัยบริเวณหน้าผาของภูเขา โดยบริเวณเทือกเขาร็อกกีมีเผ่ายูทและเผ่าอาราปาโฮอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่

อุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งของสหรัฐอเมริกามีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (Visitor Center) เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่รวบรวมข้อมูลหรือเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุทยาน ทั้งด้านธรรมชาติและประวัติศาสตร์ รวมถึงขายของที่ระลึกต่างๆ แต่ละที่ยังมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานหรือเรนเจอร์ (Ranger) อยู่ หน้าที่ของเรนเจอร์คือคอยดูแลความเรียบร้อยภายในอุทยานและให้ความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยว 

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

ที่เทือกเขาร็อกกีมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 5 แห่งกระจายทั่วอุทยาน แต่เราแวะไปแค่ Beaver Meadows Visitor Center ที่อยู่ใกล้ทางเข้าอุทยานฝั่งเอสเตท พาร์ค และ Alpine Visitor Center ที่อยู่บนภูเขา Fall River ซึ่งการขึ้นไปที่ Alpine Visitor Center นั้น เราต้องขับรถไต่ระดับความสูงขึ้นมาตามถนน Trail Ridge ซึ่งเป็นถนนที่สูงที่สุดในอุทยานและเชื่อมระหว่างเมืองแกรนด์เลคกับเอสเตทพาร์ค 

ภูเขาส่วนใหญ่ในร็อกกีสูงเกือบ 12,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล อุทยานแห่งนี้จึงมีลักษณะภูมิอากาศแบบ Alpine Tundra หนาวเย็นในฤดูร้อนและหิมะตกหนักในฤดูหนาว เรายังเห็นป้ายเตือนตามจุดชมวิวหรือทางเดินป่า (Trail) บนยอดเขาเกี่ยวกับการหายใจ เนื่องจากด้านบนมีลมแรงมากจนทำให้หายใจไม่ออกเป็นบางช่วง ป้ายบอกเราว่าหากรู้สึกเวียนหัวหรือไม่สบายตัวให้รีบออกมาจากบริเวณนั้นเพราะอาจหมดสติได้ Alpine Visitor Center นี้ก็อยู่ในความสูงระดับไล่เลี่ยกัน ทำให้บริเวณรอบอาคารเต็มไปด้วยหญ้าเตี้ยๆ เฟิร์น มอส ลิเวอร์เวิร์ต และไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย เพราะภูมิอากาศลักษณะนี้ทำให้ต้นไม้ใหญ่ไม่ค่อยเจริญเติบโต จึงมองเห็นภูเขาทั่วอุทยานได้ไกลสุดลูกหูลูกตา 

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

ระหว่างทางเรายังเจอกวางเอลก์ กา มาร์มอต และไพกา โดยเจ้าไพกา (Pika) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมลักษณะคล้ายหนู แต่มีหูขนาดใหญ่และสั้นกลมกว่า เจ้าตัวนี้ไม่จำศีลในฤดูหนาว แต่ใช้วิธีตุนอาหารด้วยการสะสมหญ้าแห้ง (Haying) ไว้ตามซอกหิน เพื่อจะได้มีอาหารไว้กินในหน้าหนาว

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด
เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

เราเดินผ่าน Ute Trail ซึ่งเป็นเทรลที่ชนเผ่ายูทอินเดียนและชนเผ่าอาราปาโฮใช้ในการสัญจรไปมาเมื่อ 200 กว่าปีก่อน และเดิมทีนั้นก็เป็นเส้นทางที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาล่ากวางเอลก์และแกะบิ๊กฮอร์นอีกด้วย เทรลนี้ยาวประมาณ 5.6 ไมล์ เป็นทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยก้อนหินเล็กใหญ่ ยูทเทรลอยู่ริมถนน Trail Ridge จึงมีป้ายอธิบาย ณ จุดเริ่มต้นเทรลด้วยว่า ชื่อถนน Trail Ridge มาจากการอนุมานถึงรอยเท้าที่ชนเผ่าเหล่านี้ได้ทิ้งเอาไว้ตามสันเขานี่ล่ะ

ช่วงหน้าร้อนถือว่าเป็นช่วงขาขึ้นของอุทยาน เพราะในฤดูหนาวหิมะตกหนักจนทำให้รถสัญจรไม่ได้ พอหิมะละลายและเปิดถนนในต้นเดือนมิถุนายนแล้ว ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในอุทยาน ปริมาณรถก็มากขึ้นตามจนทำให้ที่จอดรถเต็มอยู่บ่อยครั้ง หรือมีรถติดยาวกลางภูเขาได้ 

อุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกียังมีทะเลสาบซ่อนอยู่ตามภูเขาในอุทยานอีกด้วย บริเวณที่เป็นที่นิยมของเหล่านักเดินป่าคือบริเวณ Bear Lake Trail และ Glacier Gorge ซึ่งแถวนั้นมีทะเลสาบมากกว่า 8 แห่ง รวมถึงสระน้ำเล็กๆ และมีน้ำตกประปราย เราเลือกเดินจาก Bear Lake ไป Glacier Gorge เนื่องจากต้นทางจะมีพื้นที่จอดรถที่กว้างกว่า อย่างไรก็ตามเราก็ยังต้องไปจับจองที่จอดรถตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้าเลยล่ะ เพราะที่จอดรถตรงนี้มักจะเต็มก่อนเสมอ 

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด
เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

เส้นทางที่เราเดินนั้นมีระยะทางรวมเกือบ 20 กิโลเมตร โดย Bear Lake เป็นเส้นทางที่เดินง่าย เรียกได้ว่าจอดรถแล้วเดินไม่กี่ก้าวก็เจอทะเลสาบนี้เลย เราเดินไปเรื่อยๆ ผ่าน Nymph Lake, Dream Lake และ Emerald Lake ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของหิมะบนภูเขาลูกเดียวกัน ตามที่เล่าไปว่าอุทยานนี้มีหลายลักษณะภูมิอากาศ แถวนี้จะอยู่ในลักษณะภูมิอากาศแบบ Subalpine ทำให้เราเจอดอกไม้ป่า กวางเอลก์ และชิปมังก์ระหว่างทาง รวมถึงน้ำตกจากยอดเขาที่ไหลมารวมเป็นทะเลสาบเหล่านี้ด้วย 

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

เดินมาจนถึง Lake Haiyaha ทะเลสาบแห่งนี้ต้องเดินอ้อมภูเขาครึ่งลูก ถือเป็นครึ่งทางของระยะทางทั้งหมดที่เราจะเดินวันนี้ เพื่อนชาวอเมริกันของเราเล่าให้ฟังว่า Haiyaha เป็นคำศัพท์ของคนพื้นเมืองอเมริกัน แปลว่าก้อนหิน พอไปถึง เราถึงได้เข้าใจว่าทำไมถึงตั้งชื่อทะเลสาบแบบนี้ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยก้อนหินก้อนใหญ่ยักษ์ ครั้นจะเดินเข้าไปใกล้ๆ ทะเลสาบนั้น ก็ต้องปีนก้อนหินและกะระยะกระโดดข้ามก้อนหินกันเอาเอง เรายังต้องคอยระวังว่าก้อนหินที่เหยียบอยู่มั่นคงแข็งแรงดีพอหรือไม่ เพราะหลายก้อนที่เราเหยียบนั้นก็โคลงเคลงใช้ได้เลยทีเดียว 

เราเดินต่อมาที่ The Loch และปีนน้ำตก Timberline ขึ้นมา เป้าหมายของเราวันนี้คือ Sky Pond ซึ่งเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงสุดเมื่อเทียบกับทะเลสาบที่เดินผ่านมา น้ำตกนี้ชันเกือบ 90 องศา แต่ก็มีก้อนหินพอให้เกาะขึ้นไปได้อย่างทุลักทุเล ด้านบนเราเจอ Lake of Glass เป็นทะเลสาบเล็กๆ เหมือนสระน้ำหลังบ้าน เข้าใจว่าเกิดจากกองหิมะที่กำลังละลายอยู่ข้างๆ ซึ่งสูงกว่าเราเกือบสองเท่า ข้างบนนี้เรามองเห็น The Loch และภูเขาบริเวณใกล้เคียงได้อย่างชัดเจน 

เดินป่าในอุทยาน เทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

ส่วน Sky Pond มีแท่งหินแหลมๆ เรียงตัวกันเป็นแถบบนยอดเขา เรียกว่า The Sharkstooth ดูแล้วมีรูปทรงคล้ายฟันปลาฉลาม ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มนักเดินป่าที่นั่งกระจุกกันตามก้อนหินข้างทะเลสาบ บนยอดเขานี้มีอากาศแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตลอด 1 ชั่วโมงที่เรานั่งเล่นอยู่แถว Sky Pond นั้น เจอทั้งพายุลูกเห็บ แดดร้อนจัด และฝนตกหนัก สลับกันไป 

การมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกีครั้งนี้ ตอนแรกเราคิดเพียงแค่ว่าเป็นเรื่องท้าทายที่จะได้เดินป่าเกือบ 20 กิโลฯ เพื่อไปดูทะเลสาบหลายๆ แห่งบนภูเขา และได้สัมผัสกับลักษณะภูมิอากาศแบบที่เคยเห็นจากในหนังสือเรียน แต่สิ่งที่เราเจอมากกว่านั้นคือภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าบางชนิดที่อาจถึงขั้นสูญพันธุ์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อพวกเราโดยตรง นอกจากนี้การได้เห็นร่องรอยการใช้ชีวิตของเหล่าชนเผ่าโบราณในอดีตกาล ทำให้เรารู้สึกทึ่งไปกับวิถีชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ การดิ้นรน และการปรับตัวของมนุษย์อีกด้วย ใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกีสามารถเข้าเว็บไซต์หลักของอุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกี นอกจากนี้ เรายังดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน AllTrails ไว้ เพื่อค้นหาเส้นทางเดินป่าใหม่ๆ หรือแม้แต่ออกแบบเส้นทางเดินป่าของตัวเอง โดยแอปฯ นี้ช่วยคำนวณเวลาเดินและเวลาพักเหนื่อยได้ตามความเป็นจริง และเป็น GPS ให้เราได้ด้วย ทำให้การเดินป่าของเราสนุกขึ้นอีกหลายเท่าเลยล่ะ!

เดินป่าในอุทยานเทือกเขาร็อกกี แกะรอยเส้นทางชนเผ่าพื้นเมืองโบราณและสัตว์ป่าในโคโลราโด

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สรรพสิริ สรรพศีลบุตร

นักเดินทางฝึกหัดที่ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ และโลกใบใหญ่เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีที่ไม่สามารถบรรจุในตำราได้ เชื่อในการเอาชนะลิมิตของตัวเอง ปัจจุบันเป็นนิสิตปี 3 บัญชี จุฬาฯ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

13 สิงหาคม 2565
254

1
วันที่ฉันตื่น

(Awake to the Truth)

ฉัน ณ ขณะนี้ ได้รับ ‘โอกาสให้ตื่น’ ขึ้นมาเห็นความงดงามของโลกใบนี้อีกครั้ง หลังการผ่าตัดใหญ่      

ฉัน ณ ขณะนี้ ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันธรรมดาที่แสนวิเศษว่า ควรใช้เวลา (ที่ไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อใด) ให้คุ้มค่ากับคนที่รักเรา อาทิ ครอบครัว พี่พี่พี่ เพื่อนเพื่อนเพื่อน อันเป็นที่รักและเคารพยิ่ง

ฉัน ณ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพักฟื้นทางกาย โดยมีช่วงวันเวลาดี ๆ ของการท่องเที่ยวในวันวาน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำศัพท์ว่า Halcyon Days เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีพลัง (เมื่อใจสบาย กายก็สบายตามใจไปด้วย) 

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบันทึกความจำ วันดี ๆ ที่เปอร์โตริโก…

2
เกริ่นนำ : เปอร์โตริโก ดินแดนสหรัฐอเมริกา 

   (The Overture to Puerto Rico : A Territory of the United States)

ช่วง 4th of July (วันชาติอเมริกา) ตัวฉันซึ่งยังอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้น พยายามดิ้นร้นหาข้อมูลอย่างหนัก เพื่อหาสถานที่ไปผจญภัยช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสถานการณ์ที่การระบาดของโควิดยังระบาดหนัก ประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนที่ฉันปรารถนาไปเยือนให้ได้สักครั้ง ยังคงปิดพรมแดนอย่างแน่นสนิท ดังนั้น โจทย์หลักของฉันคือต้องเข้า-ออกได้โดยไม่ต้องกักตัวและไม่ต้องตรวจโควิด อันดับต่อมา ต้องเป็นดินแดนที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

ด้วยเหตุฉะนั้น เปอร์โตริโก ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

เนื่องด้วยเปอร์โตริโก มีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ (A Territory of The United States) ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกันอย่างฉันจึงเดินทางได้ปกติ เสมือนเดินทางข้ามรัฐในประเทศสหรัฐฯ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อ ค.ศ. 1898 สเปนและสหรัฐฯ ได้ลงนามในสนธิสัญญา (Treaty of Paris) เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน 

โดยส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าว ระบุว่าสเปนยกเปอร์โตริโกให้อยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ  การปกครองของเปอร์โตริโก มีประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประมุขแห่งรัฐ และมีผู้ว่าการซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดูแลด้านการต่างประเทศ เช่น การค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านศุลการกร เป็นต้น ส่วนเปอร์โตริโกมีอำนาจหน้าที่ดูแลด้านกิจการภายใน ซึ่งการที่เปอร์โตริโก เป็นดินแดนของสหรัฐฯ ทำให้การท่องเที่ยวง่ายขึ้น เนื่องจากใช้สกุลเงินดอลลาร์ มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ค่ายเดียวกับบนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จึงไม่ต้องแลกเงินหรือเปลี่ยนซิมการ์ดให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ
แผนที่เปอร์โตริโก
ภาพ :  www.worldatlas.com

เปอร์โตริโกตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลแคริบเบียน ห่างจากเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา (Miami, Florida) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็จะมาถึงซานฮวน (San Juan) เมืองหลวงของเปอร์โตริโก

3
เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

(The Oldest City and The Oldest Fort in USA)

ซานฮวนนับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยใน ค.ศ. 2022 มีอายุ 501 ปี และเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) ซึ่งหมายถึงดินแดนอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘โลกใหม่’ (New World) 

ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน เป็นผู้ค้นพบเกาะแห่งนี้และตั้งชื่อว่า San Juan Bautista ต่อมา ค.ศ. 1521 Juan Ponce de Leon นักสำรวจชาวสเปน ได้ออกสำรวจแถบทะเลแคริบเบียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทอง แร่เงิน เป็นต้น จึงก่อตั้งเมืองซานฮวนขึ้นและเป็นผู้ว่าการคนแรก 

นับแต่นั้นมาเมืองซานฮวนจึงมีสถานะเป็นเมืองหลวงของเปอร์โตริโก มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่าของสเปน เหล่าบรรดาเรือขนส่งสิ่งของมีค่าและทรัพยากรที่มีค่าจากดินแดนต่าง ๆ ใช้เป็นจุดพักระหว่างสเปนกับเกาะ Hispaniola นอกจากนั้น ในศตวรรษที่ 16 เมืองซานฮวนยังถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของสเปน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางของนักสำรวจเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ ๆ ในส่วนของซีกโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้เองเมืองซานฮวนจึงได้รับความสนใจจากโจรสลัดและประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป การโจมตีเพื่อต้องการแย่งชิงทรัพยากรและยึดครองเกาะจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง          

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าซานฮวน (Old San Juan) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 มีการสร้างป้อมปราการและกำแพงเมืองเพื่อป้องกันเปอร์โตริโกจากการรุกรานดังกล่าว โดยในครั้งนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปชมกับความอลังการของป้อมปราการ Castillo San Felipe del Morro หรือคนท้องถิ่นมักเรียกว่า del Morro ซึ่งแปลว่า ‘แหลมที่ยื่นไปสู่ทะเล’ ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1539 และได้รับการขนานนามว่า เป็นป้อมปราการที่ ‘แข็งแกร่งที่สุดในซีกโลกตะวันตก’ ณ ขณะนั้น เนื่องจากถูกรุกรานและโจมตีหลายครั้ง

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ. 1595 ที่กองทัพเรืออังกฤษพยายามโจมตี แต่ถูกโต้ตอบกลับด้วยปืนใหญ่จากป้อมปราการแห่งนี้จนต้องล่าถอยไป หรือเมื่อ ค.ศ. 1625 ที่เนเธอร์แลนด์พยายามยึดเมืองซานฮวนด้วยการเผาทำลายเมือง แต่ก็ทำอะไรป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า ป้อมปราการแห่งนี้เคยถูกยึดครองได้เพียงครั้งเดียวในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

ฉันยังจำความรู้สึกตอนเดินเข้าสู่ป้อมปราการแห่งนี้ได้ว่า เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังเทพนิยายยุคโบราณที่มีทหารใส่ชุดเกาะกำลังขี่ม้าเข้าประตูเมือง เนื่องจากทางเข้าเพื่อเดินเข้าไปภายในต้องเดินผ่านสะพานหินซึ่งพาดข้ามผ่านคูเมือง (ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นสนามหญ้า) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไปโดยง่าย ส่วนด้านนอกมีกำแพงหนากว่า 5 เมตร ล้อมรอบตัวป้อมปราการ

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

เมื่อเดินเข้าไปสู่ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีทางลาดที่เดินเชื่อมถึงกันได้ โดยเแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น ค่ายทหาร ส่วนป้องกันที่มีการติดตั้งปืนใหญ่ ห้องครัว คุกใต้ดิน เป็นต้น เมื่อเดินเข้าไปในส่วนที่ติดตั้งปืนใหญ่ ซึ่งหันปากกระบอกออกไปทางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ จึงทำให้นึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของสเปน (A Strategic Location) สมัยล่าอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 – 19 จวบจนถึงยุคเปลี่ยนผ่านมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ยังคงถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2                  

ตั้งแต่ ค.ศ. 1983 องค์กรยูเนสโกประกาศให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นมรดกโลก ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของยุคล่าอาณานิคมของอาณาจักรสเปน อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ 

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว นอกจากจะมาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตอนที่ฉันไปอากาศกำลังดี หลายครอบครัวพาลูกมาเล่นว่าวที่สนามหญ้าบริเวณด้านหน้าของป้อมปราการ แรงลมทะเลที่ปะทะประกอบกับความสวยงามของท้องทะเลแคริบเบียนที่ไล่ระดับตั้งแต่สีฟ้าอ่อนจนถึงสีน้ำเงินเข้ม ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อยู่ ๆ เพลง Lucky ของนักร้อง เจสัน มารซ ก็ดังก้องเข้ามาในหัว 

“Do you hear me, I’m talking to you. Across the water across the deep blue ocean. Under the open sky, oh my, baby I’m trying…” 

และฉันก็ค่อย ๆ หย่อนตัวหามุมสงบบนสนามหญ้าให้ตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้แค่ ‘มานั่งหายใจและได้ปล่อยความคิด’ ณ ที่แห่งนี้ ก็มีความรู้สึกดีมากมาย

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ
สนามหญ้าหน้า del Morro
ภาพ : www.discoverpeurtorico.com

หลังจากเดินออกจาก del Morro ฉันนึกได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเช้านี้ตอนเดินไปหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ได้เจอคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งที่เคยอยู่เปอร์โตริโกมาตั้งแต่เด็กก่อนอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ แนะนำว่าถ้าตั้งใจจะไป del Morro อยู่แล้ว ให้ลองเดินเลียบตามกำแพงเมืองเก่ามาเรื่อย ๆ เป็นบริเวณที่เรียกว่า La Perla ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่า หาไม่ยาก จะเห็นป้ายเลย 

ฉันลองเดินตามคำบอกจากป้อมปราการ ประมาณ 20 นาที (ตามอัตราเดินเป็นเต่าทะเลของฉัน) ก็มาถึง เปิดมือถือหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สถานที่แห่งนี้เป็นโรงฆ่าสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยของทาสและคนฐานะค่อนข้างลำบากที่อพยพมาจากต่างเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้กำลังปรับภาพลักษณ์ โดยมีการทาด้วยสีสันที่สวยงาม และปรับปรุงสนามบาสให้มีสีสันสดใส

อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาฉันอย่างมากในบริเวณเขตเมืองเก่าซานฮวน คือ สีสันอันหลากหลายของตึกช่างเข้ากับสภาพอากาศเขตร้อนยิ่งนัก สีของแต่ละตึกเหมือนภาพวาดที่จิตรกรตั้งใจบรรจงแต่งแต้ม ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีฟ้าน้ำทะเล สีเขียวแอปเปิล สีส้มปลาแซลมอน สีเหลือง สีม่วง ความหลากสีสันของตึกเกิดจากการริเริ่มโครงการของรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามจะทาสีไหนได้นั้นต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

4
กล้วยกล้ายและน้ำผลไม้ปั่น

(Traditional Foods: Plantain and Pina Colada)

สำหรับฉัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกการเดินทาง คือ การลิ้มลองอาหารท้องถิ่น เพราะนั่นคือการเรียนรู้วัฒนธรรม พออยู่ที่นี่ได้สักสองสามวันฉันเริ่มจับทางได้อย่างหนึ่งว่า Mofongo ถ้าเทียบกับบ้านเรา คือ ข้าวผัดกะเพราะนี่เอง เพราะหารับประทานได้ทั่วทุกมุมของเมือง และทุกร้านต้องมีเมนูนี้

อ่านถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า Mofongo คืออะไร รสชาติเป็นอย่างไร 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

ต้องขออธิบายก่อนว่า ด้วยความที่เปอร์โตริโกตั้งอยู่ในเขตร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากลมทะเล (Tropical Marine) ฉะนั้นพืชผลที่ปลูกจึงคล้ายกับทางบ้านเรา ผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันเยอะ คือ กล้วยกล้าย (Plantain) หน้าตาเหมือนกล้วยและอยู่ในตระกูลเดียวกัน ซึ่ง Mofongo คือ การนำกล้วยกล้ายดิบไปทอด เมื่อทอดแล้วนำมาบดและตำ ผสมกับกระเทียม กากหมู เนย และน้ำมัน เวลาเสิร์ฟก็จะนำไปใส่ลงในถ้วย แล้วโปะใส่จานอีกทีหนึ่ง หน้าตาก็เป็นสีเหลืองรูปทรงตามภาชนะของถ้วย ซึ่งเทียบได้ว่าคนเปอร์โตริกันทาน Mofongo เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ส่วนคนไทยทานข้าวสวยหรือข้าวเหนียว แล้วแต่จะเลือกเลยว่า จะทาน Mofongo คู่กับเนื้อสัตว์ประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นปลา ปลาหมึก เนื้อ หรือหมูก็ได้ แต่สำหรับฉัน มาทะเลทั้งที ก็ต้องขอทานกับปลาทอดแถบแคริบเบียนสักหน่อย 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

แน่นอนว่าเครื่องดื่มเย็นจับใจดับกระหายที่ขาดไม่ได้ในสภาพอากาศร้อนริมทะเล คือ น้ำผลไม้ปั่น หรือ Pina Colada ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และกลายเป็นเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเขตร้อน โดยเฉพาะแถบริมทะเลนั้น มีจุดกำเนิดมาจากเปอร์โตริโก อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันทุกวันนี้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นคนแรก ระหว่าง Ramon Monchito Marrero บาร์เทนเดอร์ โรงแรม Calibre Hilton หรือร้านอาหาร Barrachina ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซานฮวน 

ซึ่งจากทริปนี้ฉันได้มีโอกาสลองที่ร้าน Barrachina ตรงหน้าร้านมีป้ายหินอ่อนติดไว้ว่า ‘ที่แห่งนี้เป็นคนคิดค้น Pina Colada เมื่อปี 1963 โดย Ramon Portas Mingot’ ไม่ว่าใครจะคิดค้นก็ตาม ฉันได้ค้นพบว่าตัวเองว่าหลงใหลความลงตัว และความสดชื่นของเครื่องดื่มชนิดนี้ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำตัวของฉันไปโดยปริยายหลังจบการเดินทาง

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

เหตุที่ฉันเรียก Pina Colada ว่าน้ำผลไม้ปั่น เนื่องจากส่วนประกอบหลัก คือ น้ำสับปะรด น้ำนมมะพร้าว และน้ำมะพร้าว  ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เขตร้อนแล้วนำไปปั่น เหมือนกับน้ำปั่นเกล็ดหิมะ (Slushie) และพอเรียกว่าน้ำผลไม้ปั่นแล้วดูตัวเองว่าไม่ใช่พวกขี้เมาแต่อย่างใด และเหมาะแก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงสตรีมีครรภ์ เพราะพนักงานที่นี่จะถามก่อนเสมอว่า จะใส่หรือไม่ใส่เหล้า ถ้าใส่เหล้า เหล้าที่ใส่จะเป็นเหล้ารัม  ส่วนวิธีเสิร์ฟก็แล้วแต่ร้านว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร เช่น บางร้านมาในรูปสับปะรด มีชิ้นเนื้อสับปะรดอยู่ด้วย หรือบางร้านก็มาในแก้ว บีบวิปครีมและมีลูกเชอร์รีสีแดงอยู่บนสุด 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

5
บทส่งท้าย

(Epilogue)

การออกเดินทางของคนสมัยก่อน อาทิ นักสำรวจชาวสเปน มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรในการดำรงชีวิต ต่างกับสมัยปัจจุบัน เช่น ฉันเป็นต้น การเดินทางแสวงหาดินแดงใหม่ ๆ เป็นไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิต เพื่อตกผลึกความคิด เพื่อดำรงอยู่กับความเป็นตัวเอง  

เกือบจะครบ 1 ปีพอดีที่ฉันได้ไปเยือนเปอร์โตริโก ช่วงพักฟื้นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้ตอบสนองสิ่งหนึ่งที่อยากทำมานาน คือ การเขียนเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทาง แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ถอยห่างจากความฝันออกมาไกลเรื่อย ๆ

ณ ขณะนี้ ตัวฉันกำลังฟูมฟักตัวเองเต็มที่ เพื่อจะได้ลุกขึ้นมาเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง 

แหล่งที่มา :

www.nps.gov

thaiembdc.org/th

loc.gov/rr/hispanic/1898/treaty.html

www.discoverpuertorico.com

welcome.topuertorico.org

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เมธิรา ผาตินุวัติ

สาวอักษรฯ จุฬาฯ รุ่น 70 ฝันใฝ่ต้องการจะเป็นนักเขียนมากที่สุด แต่โชคชะตาพลิกผันและถูกกำหนดมาแล้วเสมอ ให้มาเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ทำได้แค่เพียงบริหารโชคชะตาให้ดีที่สุด มีพ่อเพ้งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต รักการท่องเที่ยว ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เคารพความต่างของมนุษย์เสพย์ติดการเสาะแสวงหาร้านอาหาร ชอบฟังเพลง ชอบศาสตร์ การผสมเครื่องดื่ม (Cocktail Mixology)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load