ย้อนเวลาไปสักสองสามปีก่อน ใครจะเชื่อว่าอาคารริมน้ำคุ้นตาชาวสี่พระยามากว่า 30 ปีจะถูกพลิกผันให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สุดคูล มีคอนเสิร์ตให้ชมฟรีทุกสัปดาห์ มีตลาดฮิปสเตอร์เก๋ๆ บนดาดฟ้า อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นที่นำร่องการจัดแสดงศิลปะในรูปแบบดิจิทัลสุดล้ำหลากหลายโชว์ จนชื่อของ River City ติดปากคนรักศิลปะไปโดยปริยาย 

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

แถมเดือนสิงหาคมนี้ ยังสร้างหมุดหมายใหม่ของประเทศไทย ด้วยการนำเข้านิทรรศการของศิลปินระดับโลกอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) มาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ด้วย “พวกเราทุกคนตื่นเต้นกันหมด!” คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ River City Bangkok บอกเราว่า การจัดงานครั้งนี้เหมือนกับความฝันที่กลายเป็นจริงของเธอ “ฉันพูดเสมอว่ามันโอเคที่จะฝัน และถ้าเราทำงานหนักพอ ฝันนั้นย่อมเป็นจริง” 

ระหว่างบทสนทนา คุณลินดายิ้มแย้มและส่งพลังบวกให้เราอยู่ตลอด มันทำให้เราเริ่มเข้าใจว่า ทำไมวิสัยทัศน์ของผู้หญิงคนนี้จึงเป็นแรงขับสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของที่แห่งนี้ และสร้างการตื่นตัวให้กับวงการศิลปะวัฒนธรรมของเมืองไทยได้อย่างไม่ธรรมดา 

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

คุณลินดาเป็นชาวไต้หวันโดยกำเนิด เธอย้ายไปอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่อายุ 12 ปี จนจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัย UCLA จากนั้นเธอจึงตัดสินใจย้ายมาที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2532 และก่อนหน้าที่จะมารับตำแหน่งที่ River City เธอทำงานฝ่ายการสื่อสารและการตลาดที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

“ตอบตามตรงว่าในตอนแรกฉันไม่ได้รู้จัก River City ดีเท่าไร” คุณลินดาเล่า “ฉันรักเสียงดนตรีและมีความสุขมากกับการทำงานสามปีกว่าที่มหิดล ซึ่งจะว่าไปงานนั้นก็เป็นโอกาสที่ได้มาอย่างบังเอิญ จนฉันเชื่อเสมอว่ามีกระแสเรียกบางอย่างให้ฉันโปรโมตคุณค่าของศิลปะกับเยาวชน ตอนที่แมวมองจากบริษัทจัดหางานติดต่อฉันมา ฉันคิดว่าถ้าเป็นการทำงานกับพื้นที่ในเชิงพาณิชย์อย่างเดียวฉันคงปฏิเสธ แต่เมื่อผู้บริหารของที่นี่เรียกไปคุยแล้วบอกจุดประสงค์ว่า ต้องการจะเปลี่ยน River City ให้เป็นแหล่งรวมของศิลปวัฒนธรรม ฉันจึงคิดว่า โอเค นี่แหละปณิธานของฉัน ฉันจะลองดูสักตั้ง”

ย้อนไปตอนแรกที่คุณลินด้าได้เข้ามาดูพื้นที่เมื่อ ค.ศ. 2016 ตอนนั้น River City กำลังบูรณะซ่อนแซมกายภาพตัวอาคารยกใหญ่ เธอทราบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ซื้อขายของหมู่นักสะสมของเก่าชั้นเลิศ แต่ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่บางส่วนที่ถูกปล่อยร้าง และมีผู้เช่าร้านที่ผสมปนเปกันไปหมด “มันทำให้ฉันตั้งคำถามว่า ที่นี่คืออะไร ต้องการจะนำเสนออะไรกันแน่ ยิ่งเมื่อเห็นสโลแกนที่ว่า ‘Anchor of arts and antiques’ แต่ฉันเห็นแค่ Antique (ของเก่า) นะ แต่กลับไม่เห็น Art มากเท่าไร ตั้งแต่นั้นมาฉันเลยเริ่มหาวิธีนำเสนอศิลปะในพื้นที่นี้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ศิลปะแบบไหนก็ได้นะ เราต้องการศิลปะร่วมสมัย ศิลปะที่พูดกับคนรุ่นใหม่” 

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ
ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

ทำไมต้องเริ่มจากคนรุ่นใหม่-เราถามเธอ

“ลูกๆ ของฉันเติบโตในกรุงเทพฯ ฉันคิดเสมอว่าจะพาพวกเขาไปเที่ยวที่ไหนดี และฉันก็ไม่อยากพาพวกเขาไปแค่ห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ด้วยความที่ฉันโตที่ไต้หวันและไปใช้ชีวิตที่อเมริกา ฉันได้มีโอกาสไปแกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ และคอนเสิร์ตบ่อยมาก แต่ที่กรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้เข้าถึงได้ค่อนข้างยาก ฉันจึงมองว่านี่เป็นโอกาสที่จะสร้างพื้นที่สำหรับครอบครัว ที่จะพาลูกหลาน พาคุณย่าคุณยาย มาใช้เวลาด้วยกัน” คุณลินดาขยายความ 

“วัยเด็กถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเวลาที่พวกเขาได้ซึมซับศิลปะ มันจะมีอิทธิพลกับเขาไปตลอด อย่างตัวฉันเอง ตอนเจ็ดขวบพ่อแม่ของฉันซื้อเปียโนหลังใหม่ให้ฉัน ฉันยังจำได้แม่นว่าพวกท่านวางปฏิทินที่มีรูปเด็กสาวกำลังเล่นเปียโนไว้ข้างๆ มัน รูปนั้นยังติดอยู่ในใจฉันมาถึงทุกวันนี้” 

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

เมื่อเริ่มมีเป้าหมายในใจ คุณลินดาก็เริ่มจัดสรรพื้นที่ ขอย้ายผู้เช่าบางส่วนเพื่อให้ได้พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมตามที่เธอตั้งใจ 

“ตอนแรกมีกระแสต่อต้านเยอะมาก เขาบอกว่า River City ไม่จัดนิทรรศการนะ แต่ฉันก็ขอร้องให้เราได้ลอง โดยโชว์แรกที่เราเอาเข้ามานั้นมาจากพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งประเทศไต้หวัน (National Palace Museum) ที่ไทเป จากบ้านเกิดของฉันเอง ซึ่งปกติแล้วมิวเซียมมักจะไม่ทำงานกับองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานระดับชาติ แต่ฉันพาผู้บริหารของที่นี้ไปตื๊ออยู่หลายรอบ จนในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้ยืมงานมาจัดแสดง โดยเราเป็นบริษัทเอกชนบริษัทแรกที่ได้จัดงานนี้” 

งานที่คุณลินดาพูดถึงนั้นคือนิทรรศการมัลติมีเดีย ‘Up the River During Qingming’ เป็นการจัดแสดงภาพวาดและศิลปะวัตถุจากสมัยราชวงศ์ชิงของจีน ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Virtual Reality ที่พาผู้ชมเข้าไปในงานของจิตรกรเพื่อชมทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ร่วงในเมืองจี้หนาน แม่น้ำฮวงโห การฉายภาพยนตร์ว่าด้วยวิวัฒนาการของอักษรจีน หรือภาพไฮไลต์ ‘Up the River During Qingming’ ก็ถูกฉายบนโปรเจกเตอร์ความละเอียดสูง ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของตัวละครผ่านภาพเคลื่อนไหวและการสัมผัสจอแบบมัลติทัช ฯลฯ 

สิ่งนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมคุณลินดาจึงเลือกจะสื่อสารงานศิลปะโบราณผ่านดิจิทัลตั้งแต่งานแรก

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ
ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

“เพราะเราไม่มีเงินพอที่จะเอางานจริงมาน่ะสิ!” เธอหัวเราะเสียงดัง แล้วบอกว่า อันที่จริงงานหลายๆ ชิ้นที่นำมานั้น ของจริงเป็นสมบัติแห่งชาติของไต้หวัน จึงนำออกมาจัดแสดงนอกประเทศไม่ได้ 

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องประกัน การขนส่ง และอื่นๆ อีก แต่ที่สำคัญ ฉันคิดว่างานดิจิทัลดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับมีเดียเหล่านี้อยู่แล้ว มีปฏิสัมพันธ์กับมัน เข้าถึงมันได้ง่ายขึ้น” 

ในทางกลับกัน เรายังมีคำถามอีกว่า การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารรูปแบบนี้ มันกีดกันคนบางกลุ่มออกไปรึเปล่า 

“แน่นอนว่าเราตอบโจทย์ทุกคนในเวลาเดียวกันไม่ได้ แต่สิ่งที่ฉันคิดว่าสำคัญ คือต้องสร้างบทสนทนาไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าบางประเด็นจะอื้อฉาว อาจจะมีคนบางส่วนไม่ชอบ แต่พวกเขาก็พูดถึงมัน ต่อยอดวิเคราะห์วิจารณ์ มันกลับมาช่วยโปรโมตศิลปะนะ” เธอกล่าว

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

งานถัดมาของ River City ก็กลายเป็นกระแสที่คนพูดถึงเป็นวงกว้างจริงๆ นั่นคืองาน ‘From Monet to Kandinsky’ ที่โชว์ภาพวาดจากมาสเตอร์ 16 คน ในประวัติศาสตร์ช่วงเปลี่ยนผ่านปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 กว่า 1,500 ชิ้น ฉายรูปแบบมัลติมีเดีย ควบคู่กับเสียงเพลง โดยใช้โปรเจกเตอร์สูงกว่า 3 เมตร ล้อมรอบผู้ชมแบบ 360 องศา เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบที่เมืองไทยไม่เคยจัดแสดงมาก่อน 

“ต้องเกริ่นก่อนว่าฉันมีความผูกพันอยากทำงานกับเยอรมนี ด้วยความที่ฉันเองเคยนำวงชั้นนำของโลก Berlin Philharmonic Orchestra มาเล่นที่มหิดลแล้วประสบความสำเร็จล้นหลาม เมื่อเห็นว่านิทรรศการ From Monet to Kandinsky จัดแสดงอยู่ที่เบอร์ลิน ฉันจึงคิดในใจว่ามันน่าจะเหมาะกับเมืองไทยมาก เลยประสานไปทางสถาบัน Goethe จนได้ติดต่อกับกลุ่มผู้สร้างนิทรรศการชุดนี้ในที่สุด” 

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

คุณลินดาเล่าว่า เป็นความบังเอิญที่หนึ่งในโปรดิวเซอร์ของโชว์นั้นกำลังมาพักร้อนที่เมืองไทยพอดี เขาเลยได้เข้ามาชมพื้นที่และพูดคุยรายละเอียดกับเธอ 

“เราต้องพยายามมากที่จะให้เขาเชื่อใจ แถมงบในการจัดเราก็มีจำกัด สุดท้ายโชว์นั้นทำลายสถิติด้วยผู้ชมกว่าหกหมื่นคนในช่วงสามเดือน” การประสบความสำเร็จชนิดเหนือความคาดหมายครั้งนั้น สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริหารและตัวเธอเอง ให้เดินหน้าทำงานสานฝันกันต่อ

จากนั้นคุณลินดาจึงเดินหน้าสู่โปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้นไปอีก ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เธอเน้นย้ำมาก คือคอนเนกชัน หรือการมีเครือข่ายและพันธมิตร เธอเล่าให้ฟังว่า เธอได้ไปดูนิทรรศการของเจ้าพ่อวงการป๊อปอาร์ต อย่างแอนดี้ วอร์ฮอล ที่ไต้หวัน ตรงทางออกของโชว์มีรายชื่อและช่องทางติดต่อคนที่จัดงานไว้เรียบร้อย แต่เมื่อเธอส่งอีเมลไป ปรากฏว่าไม่มีใครตอบกลับเลย 

“ตอนนั้นฉันกระวนกระวายมาก จนต้องไปติดต่อกับทาง National Palace museum อีกครั้ง ซึ่งทางนั้นก็ให้ความกรุณาแนะนำฉันกับผู้จัดงานของแอนดี้ เมื่อพวกเขาทราบว่าเราเคยทำงานให้มิวเซียมระดับชาติ เขาถึงจะยินดีคุยกับฉัน เราต้องจ่ายมัดจำราคาสูงลิ่วล่วงหน้าเป็นปีเลยนะ!” 

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ
ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

คุณลินดาบอกว่า การทำงานร่วมกับองค์กรและสถาบันอื่นๆ ถือเป็นหนึ่งในงานหลักของเธอ “นี่ฉันเพิ่งไปทานข้าวกับทางสถานทูตสหรัฐฯ ในตอนแรกพวกเขาจะให้นักวิชาการจาก The Andy Warhol Museum ที่พิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) เพื่อมาจัดอบรมควบคู่ไปกับนิทรรศการ แต่เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เราเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นออนไลน์แทน นอกจากนี้ พวกเขายังจะช่วยทำสื่อการศึกษาอื่นๆ อีกด้วย บอกเลยว่าถ้าเป็นงานด้านการศึกษาละก็ มีหลายๆ หน่วยงานที่ยินดีจะยื่นมือเข้ามาช่วย”

“ทำไม River City ถึงต้องมีพันธกิจด้านการศึกษาด้วย” 

เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ “ใช่ล่ะ ที่ที่นี่เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เราก็ต้องคิดถึงโจทย์ของเราที่ไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน บางครั้งในสังคมเราก็มีหน้าที่ของเรา คุณรู้ไหม ตอนที่เราเปิดแกลเลอรี่ภาพถ่ายของเรา ภาพเซ็ตแรกที่เราเลือกมานำเสนอเป็นนิทรรศการชื่อ ‘Exodus’ ว่าด้วยการอพยพของชาวโรฮีนจา 

“มันไม่ใช่เซ็ตภาพที่ดูง่ายหรือขายดี แต่ฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่ต้องนำเสนอ ฉันโชคดีมากที่มีหัวหน้าที่เข้าใจและอนุญาตให้ฉันทำสิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จเชิงพาณิชย์และพันธกิจที่ใหญ่กว่านั้น” คุณลินดายิ้ม 

“ฉันไม่ได้จะบอกว่าเรามีคุณธรรมสูงส่งหรอกนะ แต่อย่างน้อยเราก็ควรทำสิ่งที่เราทำได้ การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ฉันว่าต้องเราให้ความสำคัญกับศิลปะวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณของคน” 

เราจะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมานี้ River City พยายามที่จะเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนมากขึ้น ด้วยการเริ่มบูรณะพื้นที่โดยรอบ ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เปิดพื้นที่ให้คนเข้ามามีส่วนร่วม มาฟังคอนเสิร์ตฟรี 

“มีหลายคนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง ฉันบอกพวกเขาว่า เราระลึกถึงอดีตได้ แต่เราใช้ชีวิตอยู่ในอดีตไม่ได้ เราต้องไปข้างหน้าต่อ และอนาคตของเราคือคนรุ่นใหม่” 

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ
ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

อย่างไรก็ดี สำหรับงาน ‘Andy Warhol : Pop art’ คุณลินดาบอกว่า เธอไม่ได้มองเป้าที่ผู้ชมรุ่นใหม่อย่างเดียวเท่านั้น แต่เธอผู้คนทุกรุ่นวัย ไปจนถึงคนที่อาจจะไม่รู้จักแอนดี้ วอร์ฮอล มาก่อน ได้ตื่นเต้นกับการพางานออริจินัลของศิลปินระดับโลกกว่าร้อยชิ้นมาจัดแสดง โดยทั้งหมดมาจากคอลเลกชันส่วนตัวของ จันฟรังโก โรซินี (Gianfranco Rosini) นักสะสมผลงานศิลปะชาวอิตาลี แฟนตัวยงของแอนดี้ วอร์ฮอล

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เริ่มจากตัวสถานที่ของเราเอง เราต้องจัดระบบรักษาความปลอดภัยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ต้องลงทุนเพิ่มกับการติดตั้งระบบควบคุมอุณภูมิและความชื้นมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการขนส่งที่มีเจ้า COVID-19 มาสร้างความยุ่งยากขึ้นไปอีก งานนี้ถูกเลื่อนมาแล้วสองครั้ง บอกเลยว่าตลอดไฟลต์ที่งานถูกลำเลียงมาจากมิลานสู่กรุงเทพฯ ฉันแทบนอนไม่หลับ”

เท่าที่พูดคุยกันมา เราอดทึ่งกับความกล้าหาญของคุณลินดาไม่ได้ ทั้งในการตัดสินใจทำโปรเจกต์ใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และความมุ่งมั่นของเธอในการนำศิลปะไปสู่ชีวิตประจำวันของทุกคน เมื่อเราพูดกับเธอเรื่องนี้ เธอยอมรับว่า การเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับหน่วยงานใด ทำให้เธอกล้าที่จะตัดสินใจหลายๆ อย่างนอกกรอบ

“ฉันคิดว่าบางครั้งเราต้อง Fearless ฉันบอกตัวเองตลอดว่า ไม่ต้องกลัว ลองถามดู สิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดก็คือเขาปฏิเสธคุณ” คุณลินดาตอบสบายๆ 

“คนมักบอกว่าฉันมองโลกในแง่ดี แต่ก็นั่นแหละ Life is never guaranteed to be safe. So we just have to make good use of yourself.”

ก่อนจากกัน เราแวะไปชมนิทรรศการแอนดี้ วอร์ฮอล ที่เธอภูมิใจนำเสนอ ในห้องจัดแสดงสีสันฉูดฉาด ด้านหน้าภาพพิมพ์รูปขวดโค้ก เธอบอกเราว่า เหตุผลที่เธอเลือกนำงานของวอร์ฮอลมาจัดแสดงนั้น นอกจากเพื่อความหลากหลายไม่จำเจกับงานนิทรรศการก่อนๆ งานป๊อปอาร์ตยังมีนัยที่สำคัญบางอย่างสำหรับเธอด้วย 

“คุณจำได้ไหมที่วอร์ฮอลพูดเรื่องโค้ก เขาบอกว่า พระราชินีก็เสวยพระสุธารสโคคาโคล่าเดียวกันกับฉันและคุณ เขาถึงเลือกที่จะนำโคลาโคล่ามาทำงานศิลปะ มันไร้ซึ่งชนชั้น และทุกคนเข้าถึงได้ ฉันว่าสิ่งนี้มันยอดเยี่ยมมาก” เธอยิ้มกว้าง 

“ศิลปะมันควรเป็นของที่เข้าถึงได้สำหรับทุกๆ คน”

ฝันที่เป็นจริงของสาวไทเปผู้พลิกห้างร้างขายของเก่า River City Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะของชาวกรุง, คุณลินดา เชง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการ

ANDY WARHOL: POP ART เปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ – 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ที่ RCB Galleria ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ซื้อบัตรได้ที่นี่ หรือที่ RCB Gallery Shop ชั้น 1

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

แจ้งเกิดในโลกใบใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 

“นี่ครับ ห้องเก็บงานของผม” โน้ต-วัจนสินธุ์ จารุวัฒนกิตติ ไม่ได้เปิดประตูให้เราเดินเข้าไปในห้องเก็บสะสมงานศิลปะตามปกติ แต่ระรัวนิ้วเคาะแป้นพิมพ์ป้อนรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว และกดปุ่ม Enter หันหน้าจอมาทางเราเพื่อแสดงภาพแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังสีขาว แขวนผลงานศิลปะหลายชิ้น โดยมีชื่อ Mr.Palette เป็นเจ้าของสถานที่ ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Oncyber 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังนั่งอยู่ (ในเชิงกายภาพ) กับคุณโน้ตที่แกลเลอรี่ Palette Artspace ในอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แม้เป็นแกลเลอรี่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน แต่ Palette Artspace ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยที่ตั้งทำเลทอง และการตกแต่งเรียบง่ายดูเป็นมิตร อีกทั้งโซนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มน่านั่ง 

การทำงานซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่และในโลกเสมือนควบคู่กันไปเช่นนี้ ถือเป็นเทรนด์การทำงานของแกลเลอรี่หลายแห่งในปัจจุบัน ว่าแล้วเราเลยถือโอกาสชวนคุณโน้ตพูดคุยถึงกระบวนการและประสบกาณ์ของเขา ให้เราได้รู้จักกับทิศทางของการซื้อขายศิลปะในโลกดิจิทัลมากขึ้น การขยับขยายจากภาพแขวนบนผนัง ไปสู่การเปิดประมูล NFT บนอินเทอร์เน็ตนั้น จะเป็นโอกาสทองอย่างที่หลายๆ คนฝันหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการฆ่าเวลาในช่วงโควิด-19 กันแน่  

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

สรรพสีสันบน Palette  

คุณโน้ตบอกเราว่า เขาใกล้ชิดศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณพ่อ (อุทัยพันธุ์ จารุวัฒนกิตติ) เป็นนักสะสม Erotic Art หลังจากรับช่วงดูแลธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของทางบ้าน คุณโน้ตคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นศิลปิน ภายหลังเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เขาได้พบเจอหลากหลายศิลปินที่รุ่นใหม่และรุ่นเก่าในวงการ จนได้ต่อยอดมาเปิดแกลเลอรี่ Palette Artspace เมื่อ ค.ศ. 2019 ในที่สุด 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT
เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

“ผมอยากให้พื้นที่ของ Palette Artspace ต่อยอดและสนับสนุนศิลปินคนไทยรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างงาน ได้มีโปรไฟล์ ทำพอร์ตไปสมัครงาน ไปเรียนต่อต่างประเทศ พอได้เห็นความสำเร็จของน้องๆ ผมก็มีความสุขไปด้วย” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตมักสนใจคัดสรรและติดต่อศิลปินรุ่นใหม่ๆ มาแสดงงาน จากนิทรรศการจบการศึกษา รวมไปถึงช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram สลับไปกับหยิบยืมผลงานของศิลปินระดับใหญ่ๆ มาจัดแสดงเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเปิดพื้นที่ได้ไม่นานนัก วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ทำให้คุณโน้ตต้องขบคิดวิธีการไปต่อในฐานะแกลเลอริสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และในขณะที่มาตรการของรัฐทำให้ไม่สามารถเดินดูงานในพื้นที่กายภาพได้ คุณโน้ตก็ได้แรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์อย่างน่าอัศจรรย์

การสร้างแกลเลอรี่ในโลกเสมือนจริง

“ครั้งแรกที่ผมเข้าไปเห็นคลิปใน YouTube ผมมั่นใจมากว่าผมต้องมี ผมเชื่อว่ามาถูกทาง” 

คุณโน้ตเล่าถึงวิดีโอคลิปหนึ่งที่อธิบายถึงการสร้างแกลเลอรี่ที่สามารถเอา ‘ตัวเรา’ เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง และในอนาคต ผู้ใช้จะสื่อสาร คุยกันได้เหมือนที่เราแชตกันในเกม อาจมีการเลือกใส่เสื้อผ้า การซื้อไอเท็ม หรือมีบัตรผ่านเข้าสถานที่แต่ละแห่งในรูปแบบต่างๆ ลองจินตนาการว่า ถึงจะมีโควิด แต่เราก็มางานเปิดนิทรรศการศิลปะแบบสบายๆ ในมือถือกระป๋องเบียร์ เดินดูงานศิลปะอยู่ที่บ้าน กดลิงก์เพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์ของศิลปิน อ่าน Wall-Text แม้แต่จะซื้อหรือประมูลงานศิลปะก็ยังทำได้ และสำหรับเขา นั่นคือการทำลายกำแพงของโลกศิลปะในรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง 

“เราอาจยังไม่รู้เส้นทางของมันมากนัก แต่นับว่าเราเป็นคนแรกๆ ในไทยที่กล้าเดินเข้าไปในโลกใบนั้น” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตเล่าต่อว่าต้องขอบคุณแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง Clubhouse ที่กลายเป็นแหล่งความรู้นอกกระแสจากทั่วทุกมุมโลกสำหรับเขา โดยวันหนึ่งตัวเขาเองได้มีโอกาสอยู่ร่วมในห้องแชตที่กำลังพูดถึงข่าวดังในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการกระชากหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะให้เปลี่ยนบทใหม่ อย่างการเผางานที่จับต้องได้และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ NFT (Non-fungible Token) โดยผู้ครอบครองผลงาน Morons (2006) ของ Banksy ได้จุดไฟเผาผลงาน และอัดคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงใน YouTube จุดประสงค์เพื่อให้งานออริจินัลที่จับต้องได้หายไป และนำผลงานชิ้นนี้ไปแขวนไว้ในเว็บไซต์ Opensea ในรูปแบบ NFT อีกด้วย

และนั่นคือครั้งแรกที่คุณโน้ตได้ยินคำว่า NFT

ศิลปะในฐานะทรัพย์สินดิจิทัล

เราขอให้คุณโน้ตอธิบายตลาดการวางขายงาน NFT ด้วยการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งคุณโน้ตอธิบายอย่างกว้างๆ ให้เห็นภาพว่า “เว็บไซต์ตลาดขายงานศิลปะ NFT ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ปูเสื่อขายได้คือ Opensea ต่อมาตลาดที่เรียกว่าเป็นห้างประจำจังหวัด คือต้องได้รับเชิญ (Invite) ศิลปินคือ Foundation และตลาดขายงานไฮเอนด์ที่ต้องได้รับเลือกจากภัณฑารักษ์ คือ SuperRare” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตอธิบายว่าจุดเปลี่ยนของวงการนั้นมาจาก Blockchain ที่ทำให้งานดิจิทัลอาร์ตมีมูลค่า เพราะการซื้อขายต้นฉบับนั้นจะถูกส่งต่อโดยตรวจสอบที่มาที่ไป และยืนยันกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ เรียกว่ามีความโปร่งใสและไม่สามาถทำสำเนาได้ ประกอบกับ Tokenization คือกระบวนการสร้างตัวแทนของทรัพย์สินต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยสร้าง Token เป็นตัวแทนของสิทธิหรือทรัพย์สิน อย่างงานศิลปะ Digital Artwork ก็แปลงเป็นโทเคนได้ 

NFT แปลตรงตัวว่าเป็นโทเคนในรูปแบบที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนแทนด้วยสิ่งอื่นได้ (Non-fungible Token) เหล่าแพลตฟอร์มตลาดการขายงานศิลปะอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น Opensea, Foundation และ SuperRare จะทำการ Tokenize งานศิลปะดิจิทัลบนระบบ Ethereum Blockchain โดยผู้ครอบครองโทเคน จะได้รับใบรับรองความเป็นเจ้าของในชิ้นงานนั้นๆ 

ส่วนสกุลเงินดิจิทัลที่นำมาซื้อผลงาน NFT นั้น จะถูกกำหนดโดยตลาดแต่ละแห่งด้วย (ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ Ethereum)    

“ในเชิง Business เอาจริงๆ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องการเก็บสะสม ผมว่าใช่สำหรับยุคนี้” เขาเล่าถึงเส้นทางการขยับขยายสู่วงการศิลปะออนไลน์ด้วยความตื่นเต้น เริ่มจากทดลองเปิดงานนิทรรศการ 8 Bits จัดแสดงผลงานของนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน โดยใช้แพลตฟอร์ม Cryptovoxels และอีกทั้งนิทรรศการ Love Distancing จัดแสดงผลงานของศิลปินนักเคลื่อนไหว วสันต์ สิทธิเขตต์ โดยการติดตั้งจอ LED ฉายภาพงานศิลปะจากในแกลเลอรี่ หันออกด้านนอกตัวอาคาร หวังให้ผู้ที่เดินขึ้นลงบันได BTS สถานีทองหล่อ มองเห็น แม้ว่าในช่วงเวลานั้น แกลเลอรี่จะเปิดให้เข้าชมตามปกติไม่ได้ แต่เมื่อเดินลงมาด้านล่าง ข้างหน้า Palette Artspace ก็จะพบกับ QR Code ที่ยกสมาร์ทโฟนกดเข้าไปชมนิทรรศการเต็มรูปแบบได้ทางออนไลน์ 

 “พอเราทำนิทรรศการออนไลน์ งานศิลปะถูกส่งตรงไปถึงสายตาคนทั่วโลก มีคนสนใจ มีสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ พอเป็นข่าว ก็ยิ่งได้รับยอดเข้าชมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นคนทั้งโลกที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้” คุณโน้ตเล่าให้ฟังถึงผลตอบรับของนิทรรศการล่าสุด คือ 2D Afterlife โดย แพน-จินห์นิภา นิวาศะบุตร นำเสนอภาพสีน้ำมันของตัวละครสมมติที่เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 50 ภาพ ผ่านแนวคิดปฏิสัมพันธ์กึ่งมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ โดยผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อตัวละครสมมติเหล่านี้ได้ ด้วยการวางดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ บนหิ้งหน้ารูปเคารพ และไว้อาลัยแก่การจากไปของผู้วายชนม์ ที่แท้จริงแล้วไม่เคยมีชีวิตอยู่

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน
การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

 นิทรรศการนี้จัดขึ้นในพื้นที่ของแกลเลอรี่ขนานไปกับนิทรรศการออนไลน์ มียอดการเข้าชมทางออนไลน์มากกว่า 8,000 ครั้ง ไต่ระดับขึ้นมาเป็นนิทรรศการที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในสัปดาห์แรกที่เปิดงาน ตัวเลขนี้ทำให้คุณโน้ตมองเห็นว่า Palette Artspace ยังคงเป็นเวทีสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในโลกออฟไลน์และในโลกออนไลน์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล-The Sandbox 

งานเหล่านั้นคือจุดเริ่มของ Virtual Exhibition ที่คุณโน้ตสนใจ แต่ไม่นานนักเขาเรียนรู้ว่าแพลตฟอร์ม Artsteps.com มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนห้องจัดแสดง ต้องรื้อลบผลงานเก่าออกหากต้องการจะจัดแสดงงานครั้งใหม่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การแสดงผลงานศิลปะของคุณโน้ต เขาไม่ต้องการจะลบนิทรรศการใดๆ ออกจากโลกเสมือนจริงแม้แต่งานเดียว 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“หลังจากที่เริ่มทำนิทรรศการออนไลน์บน Artsteps ผมเริ่มขยับไปซื้อที่ดินใน The Sandbox ผมอยากมีพื้นที่ของตัวเอง พอมาศึกษาดีๆ หลังจากที่ซื้อไปแล้วก็เพิ่งค้นเจอว่า กว่าเว็บไซต์จะเปิดใช้งานได้เต็มร้อยคือปีหน้า (ค.ศ. 2022) ผมเลยได้โอกาสซื้อที่ดินตอนราคายังไม่สูงมาก ล่าสุดได้ยินมาว่าราคาขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเลยกลายเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไปในตัว ซึ่งพอถึงวันที่ใช้พื้นที่ได้จริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่า จะได้ทำแบบที่ฝันไว้รึเปล่า” 

คุณโน้ตหัวเราะเบาๆ ใต้หน้ากากอย่างอารมณ์ดี แสดงถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ไม่หวังผลกำไรปุบปับ เขาบอกเราว่าในโลกออนไลน์นี้ทุกคนล้วนเป็นมือใหม่ ความเป็นไปได้นั้นยังอีกมาก และเราทุกคนคงต้องศึกษาลองผิดลองถูกกันไปอีกสักพัก

เรื่องที่ต้องรู้และความโปร่งใสในตลาดค้างานศิลปะ

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมของ Palette Artspace สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

เมื่อถามว่าเขามีอะไรจะบอกผู้สนใจเข้าวงการซื้อขายศิลปะออนไลน์บ้าง คุณโน้ตได้ให้คำแนะนำเรามากมาย อาทิ การซื้อขาย NFT นั้นมีทั้งการขายแบบเสนอราคาและการขายแบบประมูล ซึ่งการเสนอราคา ศิลปินสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความพอใจ แถมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะถูกบันทึกเอาไว้ ทำให้ผู้ที่สนใจงานศิลปะชิ้นนั้นและต้องการซื้อ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของราคางาน ซึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกศิลปะแห่งความเป็นจริง ที่การตั้งราคาซื้อขายชิ้นงานนั้นเป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อนตามกลไกของวงการตลาดศิลปะ ดีลเลอร์และภัณฑารักษ์ ยากที่คนภายนอกจะรู้

ทว่าในตลาดออนไลน์ เงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของงานศิลปะแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดโดยตัวศิลปินเอง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าอาจไม่เปิดเผย หากผู้ซื้อยังไม่กดชำระเงิน การซื้องานศิลปะ NFT จึงคล้ายกับการเสี่ยงดวง อาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ปรากฏให้เห็นภายหลังการซื้อ เช่น ผู้ซื้ออาจได้รับผลงานชิ้นจริงไปด้วยหลังจากซื้อชิ้นงาน NFT 

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องทราบคือค่าแก๊ส (Gas Fee) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บไปพร้อมๆ กับการซื้อขายผลงานศิลปะ คล้ายกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ คุณโน้ตยกตัวอย่างว่า “งานศิลปะในรูปแบบ NFT บางชิ้น มีค่า Gas Fee สูงกว่าสองเท่าของราคางาน” ดังนั้น นอกเหนือจากรสนิยมในการสะสมงานแล้ว การซื้องานศิลปะ NFT จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าใครคือศิลปิน และเขามีทิศทางในการสร้างงานอย่างไร งานของเขาลอกใครมาหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่ตามมาคือ ‘ห้องเก็บงาน’ พื้นที่ในโลกเสมือนจริงที่เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจเข้ามาชมคอลเลกชันส่วนตัว หรือผลงานศิลปะ NFT ที่เราซื้อมาจากในตลาดดังกล่าว เราอาจสร้างเป็นช็อปเพื่อขายงานต่อ หรือจัดแสดงให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาเที่ยวชม หรือสุดแล้วแต่ที่เราจะออกแบบ ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ณ ขณะปัจจุบัน

The New Chapter of Digital Art 

ก่อนจากกัน เราถามคุณโน้ตถึงแนวคิดในอนาคตของวงการศิลปะ 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“การกระจายอำนาจจากจุดศูนย์กลาง (Decentralize) กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของยุคสมัย ทุกคนเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เช่นเดียวกับที่ทุกคนเป็นศิลปินได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง”  คุณโน้ตตอบ “ในแง่หนึ่ง ข้อดีของ NFT คือการที่คนในโลกศิลปะได้ติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้มากขึ้น ได้เข้าใจมุมมองและจุดที่ต้องการการสนับสนุนและเชื่อมต่อสู่โลกภายนอก ที่สำคัญ งานศิลปะในรูปแบบ NFT เหมือนเป็นบัตรเชิญที่ชวนให้โลกทั้งใบหันมามองเห็นฝีมือของศิลปินไทยมากขึ้น และตามหารากของศิลปะไทยมากขึ้นกว่าเดิม” 

ใครสนใจชมนิทรรศการล่าสุดของ Palette Artspace แวะไปได้ที่พื้นที่ทางกายภาพ ติดทางออก 3 BTS ทองหล่อ เปิดตั้งแต่ 11.00 – 18.00 น. (นัดล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ : 06 1417 4000 ) หรือเข้าชมในโลกเสมือนที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม www.palettebkk.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load