ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในระดับโลก

งานของเขาเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้ชมกับสถานที่ท่ามกลางบรรยากาศที่เขาสร้างขึ้น

งานชิ้นที่สร้างชื่อให้เขาอย่างมาก และทำซ้ำหลายรอบเหลือเกินในช่วงเวลา 20 ปี คือ ‘Pad Thai’ ที่เขาทำผัดไทยให้ชมและชิมในแกลเลอรี่ที่นิวยอร์ก – นั่นแหละงานศิลปะของเขา

ในงานเวนิสเบียนนาเล่ เขาก็ทำก๋วยเตี๋ยวเรือในเรือสเตนเลส ล้อกับประวัติศาสตร์เส้นก๋วยเตี๋ยวของที่มาร์โคโปโลรับจากจีนมาพัฒนาเป็นมักกะโรนีและสปาเก็ตตี้

แล้วเขาก็ยังแจกอาหารหลายเมนู เช่น แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น และต้มข่าไก่ ในหลายงาน หลายประเทศ เพื่อเล่าหลายเรื่องราว

44 มุมมองในการทำงานศิลปะและใช้ชีวิตของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่ดังระดับโลก

ศิลปินวัย 61 ปีคนนี้ เกิดที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เพราะคุณพ่อของเขาเป็นนักการทูตที่ไปประจำที่ประเทศอาร์เจนตินา พออายุ 3 ขวบกลับมาอยู่เมืองไทย ตอนอายุ 7 ขวบย้ายตามคุณพ่อไปเอธิโอเปีย กลับมาอยู่ไทย ย้ายไปเรียนและจบปริญญาตรีด้านศิลปะที่แคนาดา ต่อโทด้านศิลปะที่นิวยอร์ก แสดงงานเดี่ยวครั้งแรกตอนอายุ 26 ปีที่แคนาดา 2 ปีต่อมาก็ได้เข้าสู่การแสดงงานในยุโรปและอเมริกา จากนั้นก็ตระเวนแสดงงานทั่วโลก ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์สอนศิลปะในหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แล้วก็ทำงานให้แกลเลอรี่หลายแห่ง

ล่าสุด เขาเดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อร่วมงานแถลงข่าวเทศกาลศิลปะ Thailand Biennale ซึ่งจะจัดที่จังหวัดเชียงรายปลาย พ.ศ. 2566 โดยเขารับหน้าที่เป็นหนึ่งในภัณฑารักษ์ รอบนี้คุณฤกษ์ฤทธิ์อยู่ที่ประเทศไทยแค่ช่วงสั้น ๆ แต่ก็ยินดีแทรกการนัดหมายกับ The Cloud เข้าไปในตารางงานที่แน่นเอี้ยดทุกวัน

44 มุมมองในการทำงานศิลปะและใช้ชีวิตของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่ดังระดับโลก

เรานัดคุยกันใน Ver Gallery ของเขาที่ซอยนราธิวาสราชครินทร์ 22 เป็นการคุยกันในแกลเลอรี่ที่ชวนให้คิดว่า ถ้าการทำผัดไทยในแกลเลอรี่เป็นงานศิลปะ แล้วการนั่งคุยกันเรื่องศิลปะในแกลเลอรี่ล่ะ จะนับว่าเป็นงานศิลปะไหม

* ศิลปินคือบุคคลที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ให้เวลากับสิ่งที่ทำเองทำอยู่อย่างเต็มที่ ทำอะไรก็ได้

* ศิลปินควรเป็นคนที่มีเวลาเยอะ ๆ

* ตอนนี้ผมยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองเป็นศิลปิน

* ศิลปะคือโอกาสที่จะเปิดทุกอย่าง เปิดชีวิต เปิดหัวใจ เปิดสมอง เปิดโลก

* ศิลปะไม่มีการสร้างเส้นแบ่ง ทุกอย่างเป็นศิลปะได้

* แกลเลอรี่คือพื้นที่ที่ศิลปินนำความคิดจากในหัวมาวางไว้ เพื่อให้ตัวเองได้พิจารณา และเปิดให้มีความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนด้วย

* ถ้าแกลเลอรี่อยู่ในบริบทของความคิดทางศิลปะ ก็เป็นแบบหนึ่ง ถ้าเปลี่ยนบริบท ที่ไหนก็เป็นแกลเลอรี่ได้ จะมีมิวเซียมในกระเป๋า มิวเซียมในตู้เย็นก็ได้

44 มุมมองในการทำงานศิลปะและใช้ชีวิตของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่ดังระดับโลก

* คิวเรเตอร์ที่ดีต้องนำมุมมองที่แตกต่างกันมารวมกัน แล้วนำเสนออะไรบางอย่างที่ทำให้คนดูเกิดความคิดเพิ่ม

* วิธีการทำงานของเราคือ ใช้เวลากับพื้นที่หรือบริบทตรงนั้น หรือกับคนที่อยู่รอบ ๆ ที่นั่น แล้วเราก็สร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยประสบการณ์

* เวลาผมเป็นคิวเรเตอร์ ผมต้องการสร้างภาพให้เห็นว่า ประสบการณ์ทางศิลปะไม่ได้อยู่แค่ในห้องสีขาว อยู่ข้างนอกได้ อยู่บนป้ายรถเมล์ก็ได้ เป็นป้าย เป็นธง เป็นน้ำก็ได้

* คนส่วนมากที่ไม่มีประสบการณ์กับงานศิลปะ เมื่อมาเจองานศิลปะจะกลัว ไม่อยากตีความ เพราะกลัวผิด ศิลปินส่วนมากตั้งความคิดไว้กว้าง ๆ ให้คนตีความได้หลายแบบ ไม่ต้องกลัว จะตีความยังไงก็ได้ ด้วยการใช้ประสบการณ์ของตัวเอง

* การแสดงงานคือกระบวนการของการออกความคิดเห็น การแสดงงานมีหลายวิธี เป็นอะไรก็ได้ ไม่ต้องติดผนังหรือวางในห้องก็ได้ เราจะแสดงงานให้เห็นหรือไม่เห็นก็ได้ ถ้าเราเดินผ่านคนบนถนนแล้วยิ้มหรือไม่ยิ้มให้เขา เขาก็จะมีปฏิกริยาบางอย่าง นี่ก็เป็นการแสดงงาน

* เรายอมรับว่ามีการค้าขายงานศิลปะ แต่เราเป็นศิลปินที่ต่อต้านความคิดนี้ เวลาทำงานเราไม่ได้คิดว่าต้องอยู่ในรูปแบบบางอย่างเพื่อให้ค้าขายได้ เหมือนเราทำกับข้าวให้เพื่อนกินหรือทำเพื่อขาย ถ้าจะทำขายมันต้องมีคุณภาพบางอย่าง อุปกรณ์บางอย่าง วิธีการนำเสนอบางอย่าง แต่เราคิดว่าเราทำกับข้าวให้เพื่อนกิน

* คนที่เก็บงานเรา เราหวังว่าเขาจะซื้อความคิดของเรา งานแบบผัดไทย มันไม่ใช่การเก็บแบบปกติ ถ้าพิพิธภัณฑ์ซื้อไป เขาต้องเอาทุกอย่างมาใช้ต่อ เหมือนเราขายครัวคุณก็ต้องใช้ครัว ไม่ใช่วางเฉย ๆ

* ความคิดทางตะวันตกจะทำทุกอย่างให้เป็นมูลค่า เขาเก็บสะสมเพราะมันมีมูลค่าทางข้อมูลหรือทางทรัพย์สิน เก็บเป็นมรดกของเขา เราอธิบายให้เขาฟังว่า คุณเก็บพระพุทธรูปเราไป คุณไม่เข้าใจว่าเราใช้พระพุทธรูปยังไง พระพุทธรูปมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตเรายังไง เราต้องการให้คุณเข้าใจว่า คุณต้องใช้พระพุทธรูปนะ ไม่ใช่เอามาวางในตู้เฉย ๆ แล้วมองเป็นประติมากรรม เรามองเห็นพระพุทธรูปเป็นความคิดทางพุทธที่ช่วยเตือนสติ เราต้องการให้ทางตะวันตกเข้าใจว่า คุณไม่เข้าใจนะว่า กำลังเก็บความคิด หรือเก็บมูลค่าบางอย่าง

* เราทำงานเพื่อให้รู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะเราจะมีเวลาคิดมากขึ้น เปิดพื้นที่ได้คิดพิจารณา ตั้งคำถาม หรือพยายามตอบโจทย์พื้นที่ เราต้องคุยกับตัวเองก่อน ทำความเข้าใจตัวเองก่อน

* ทุกอย่างที่เป็นเราคืองาน ทุกอย่างที่เป็นงานก็คือสิ่งที่เราเป็น มันคือสิ่งเดียวกัน

ความคิดที่มีต่อวงการศิลปะและชีวิตมนุษย์ของ ‘ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช’ ศิลปินร่วมสมัยระดับโลกที่สร้างงานแบบเน้นประสบการณ์

* คนเก็บงานศิลปะที่เราหวัง คือคนที่เข้าใจความคิดของศิลปินโดยการเอางานไปดูแล ไปใช้ แล้วก็อาจจะสืบทอดต่อไป อย่างเช่น เปิดให้คนอื่นมาดู หรือยกให้สถานที่สาธารณะเช่นพิพิธภัณฑ์ เป็นคนที่สะสมความคิดความเข้าใจบางอย่าง

* คนเก็บงานศิลปะบางคนก็สะสมสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ แต่สะสมเพราะอยากเข้าใจมัน อยากใช้เวลากับมัน

* เวลาคนบอกว่าดูงานไม่รู้เรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องการรู้ หรือไม่มีเวลาที่จะให้ความรู้กับมัน

* แต่ที่เขาพูดออกมาได้ว่า ดูไม่รู้เรื่อง คือเขารู้ว่า ไม่รู้เรื่อง แต่มันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเขา เขาก็ไม่ตั้งใจจะรู้ ไม่ได้ผิดอะไรเลย

* ถ้าอยากดูงานศิลปะรู้เรื่องเร็วขึ้น ก็ใส่ใจกับข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ตั้งคำถามเยอะๆ

* เราอยากให้คนดูพยายามเข้าใจด้วยตัวเองก่อนจะไปแสวงหาคำตอบจากคนอื่น

* เทศกาลศิลปะคือผลประโยชน์ แล้วแต่ว่าผลประโยชน์นั้นคืออะไร ผลประโยชน์ของศิลปินคือมีโอกาสได้ทำงานกับกลุ่มชนที่กว้างกว่าปกติ ผลประโยชน์กับผู้ชมคือได้ดู ได้คิด ได้สนทนา

* ผมชอบดูประกวดสุนัข ดูว่าทำไมถึงถึงรางวัลตัวนี้แทนที่จะเป็นตัวนั้น มันก็เหมือนการตัดสินงานศิลปะ ถ้าคุณแยกแยะความแตกต่างระหว่างสุนัขตัวนี้กับตัวนั้นได้ก็อาจจะให้รางวัลได้ เราบอกว่าภาพหรือวัตถุบางอย่างมีความเท่าเทียมกัน แต่มันไม่เคยเท่าเทียมกันเลย สุนัข 2 ตัวไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ของมันก็ไม่เหมือนกัน

* การสร้างรางวัล การประกวด ส่วนหนึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจในระดับหนึ่ง แล้วก็เป็นการสร้างมูลค่าในระดับหนึ่ง

* ผมไม่มีรางวัลที่อยากได้ เพราะไม่ได้มีเป้าหมายว่าอยากได้รางวัล

* ถ้าผมต้องให้รางวัล ผมจะให้กับคนที่ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด แต่มีความคิดมากที่สุด

* ประสบการณ์คือทุกอย่างที่เราเผชิญทุกเวลา ทั้งตอนมีสตินึกขึ้นได้ หรือตอนนึกขึ้นได้ว่าไม่มีสติ

* ถ้าเราใช้ประสบการณ์ที่เรามีเพื่อเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจว่าคนอื่นมีประสบการณ์ต่างจากเรา ความต่างนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องยอมรับ ต้องอยู่กับมัน ต้องเข้าใจว่ามีความต่าง และต้องให้พื้นที่กับความต่าง

* ในงานของเรา เราไม่ได้มองอาหาร แต่เรามองการอยู่กับอาหาร การใช้เวลากับอาหาร หรือการใช้เวลาด้วยกันกับอาหาร

* มนุษย์กับการใช้เวลากับอาหารเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจ

* โลกคือชีวิตหนึ่ง เราคือปรสิตของโลก เราต้องเข้าใจว่าเราจะใช้โลกยังไงให้เราอยู่รอด โดยที่เราไม่ทำลายมากเกินไป

ความคิดที่มีต่อวงการศิลปะและชีวิตมนุษย์ของ ‘ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช’ ศิลปินร่วมสมัยระดับโลกที่สร้างงานแบบเน้นประสบการณ์

* เราเป็นเพื่อนกับทุกคนได้หมด ถ้าคุยด้วยก็เป็นเพื่อนเราแล้ว

* เพื่อนทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะเราเข้าใจว่า เขาไม่เหมือนเรา แล้วเราก็จะยอมรับความต่างของมนุษย์

* ความรักคือการให้เวลา เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่ไม่มีเวลา

* ความรักของหนุ่มสาวเป็นเรื่องซับซ้อนที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องเคมี ไม่ใช่แค่ความคิดอย่างเดียว

* รักแท้มีจริง เราต้องเชื่อความรู้สึก เชื่อว่าเราจะยอมให้เวลากับความรู้สึกนั้น

* ความตายคืออีกขั้นของสิ่งที่เราไม่รู้ เป็นประสบการณ์ที่เรายังไม่มี

* เราเกิดมาเพื่อทำให้คนอื่นมีโอกาสได้เห็นความต่างของตัวเอง

* เวลาคือช่วงระหว่างการเกิดกับการตาย เราต้องใช้มันให้มากที่สุด ให้ช้าที่สุด และให้เร็วที่สุด

* ผมใช้เวลากับความคิดตัวเองมากที่สุด เพื่อให้เข้าใจความต่างจากสิ่งรอบตัว เข้าใจเพียงพอที่จะยอมรับว่าทุกคนคือเพื่อน ยอมรับว่าเรารักทุกคนได้

* คนที่ยังรักคนอื่นไม่ได้ ติดตรงความกลัว กลัวความผิด กลัวความถูก กลัวในสิ่งที่ไม่รู้ เพราะเราไม่สามารถรู้ทุกอย่างได้

* ผมไม่กลัวอะไร แต่ตอนนี้กลัวว่าจะตอบผิด (หัวเราะ)

ความคิดที่มีต่อวงการศิลปะและชีวิตมนุษย์ของ ‘ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช’ ศิลปินร่วมสมัยระดับโลกที่สร้างงานแบบเน้นประสบการณ์

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load