Coincidence แปลว่า บังเอิญ 

แต่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เรามาที่ร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง Co-Incidence เพื่อทำความรู้จักกับน้ำยาล้างจานชื่อน่ารักเหมือนผู้หญิงญี่ปุ่นอย่าง ‘ริงโกะ’ ซึ่งเกิดจากการปลูกปั้นของ เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ นักออกแบบผู้ช่ำชองธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสปา ร้านกาแฟ ร้านอาหารมากมาย และความสำเร็จทางธุรกิจทั้งหมดของเธอก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ทั้งร้านกาแฟอย่าง Bar Storia del Caffè ที่เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราขายแค่ของวินเทจ ไม่ทำกาแฟมาขายด้วย”

ร้านอาหารจีนอย่าง CHU ที่เริ่มจากการเป็นแฟนคลับรสมือบักกุ๊ดเต๋ของคุณลุงคุณป้าแล้วรู้สึกว่า “ทำไมไม่เปลี่ยนห้องแถวตรงนี้ให้เป็นร้านอาหารเสียเลยล่ะ”

ร้าน Calm Spa ที่เกิดจากการชอบไปสปาที่ทะเล แล้วนึกสงสัยว่า “ทำไมไม่มีสปาบรรยากาศแนวนี้ที่กรุงเทพฯ บ้าง” และอีกมากมาย

นอกจากลายเซ็นในสไตล์การตกแต่งร้าน หัวใจที่เหมือนกันในธุรกิจที่ผ่านมาของเปิ้ล คือความคลั่งไคล้และการตั้งคำถามว่า ทำไมยังไม่มีคนทำ

เช่นเดียวกับธุรกิจใหม่ล่าสุดอย่างน้ำยาล้างจาน ซึ่งมาจากกิจกรรมที่เธอชอบทำมากๆ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

ริงโกะ คือน้ำยาล้างจานของคนสายออกแบบที่…

เป็นมิตรกับจาน ฟองน้อยหน่อย แต่ยังขัดคราบไขมันออกได้สะอาด เป็นมิตรกับมือ ไม่เคืองและคัน ด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนและสารสกัดจากอะโลเวรา เป็นมิตรกับจมูก กลิ่นหอมจากธรรมชาติ ด้วยน้ำมันสกัดจากมินต์ เป็นมิตรกับโลก ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

แค่เห็นสรรพคุณก็อยากทำความรู้จักแบรนด์น้องใหม่ของเธอเสียแล้ว 

วันนี้ The Cloud ชวนเปิ้ล ผู้ริเริ่ม และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา Project Coordinator ของแบรนด์ Ringo มาไขข้อสงสัยให้หมดจด ว่าการล้างจานแบบสบายใจและสบายมือเป็นอย่างไร ทำไมจึงอยากทำธุรกิจใหม่เอี่ยมนี้ขึ้นมา

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

From Lifestyle to Living 

ใครหลายคนคงทำหน้าแปลกใจหากเราจะบอกว่า น้ำยาล้างจานเป็นหนึ่งในสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดีขึ้น 

เปิ้ลเล่าว่า เทรนด์ของร้านไลฟ์สไตล์ที่เธอพบเวลาไปต่างประเทศ คือร้านขายของแฟชั่นไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า กระเป๋า อย่างเดียวอีกต่อไป หลายแบรนด์เริ่มนำน้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น มาขาย

“ที่ผ่านมา เราสนใจที่ร้านแฟชั่นหันมาขายสินค้า Home Goods ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตครบวงจรมากขึ้น เราอยากให้คนรู้สึกว่า Living กับ Lifestyle เป็นเรื่องเดียวกัน” เปิ้ลเล่า

แม้แบรนด์ Co-Incidence ของเธอจะขายครีมบำรุงผิวและครีมทามืออยู่แล้ว เปิ้ลกลับมองว่าผลิตภัณฑ์บำรุงและทำความสะอาดแตกต่างกัน จึงตัดสินใจทำน้ำยาล้างจานภายใต้เแบรนด์ใหม่ เธอเริ่มจากการพัฒนาสูตรและส่วนผสม ซึ่งใช้เวลาถึง 6 เดือน นานกว่าครีมบำรุงอื่นๆ ที่เคยทำ

“สินค้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ เช่น โลชั่น หรือสินค้าสปา เน้นความรื่นรมย์เป็นหลัก

จึงไม่ต้องอธิบายเยอะ แต่กับริงโกะ เรามีเรื่องเล่าที่อยากให้คนเข้าใจเยอะเลย ไม่อยากให้คนคิดว่าแบรนด์เด่นแค่เรื่องแพ็กเกจสวยงาม” เปิ้ลเล่าความตั้งใจของเธอ 

เพราะอยากทำให้จริงจัง จึงเป็นที่มาของน้ำยาล้างจานที่อยากบอกทุกคนว่า “เราใช้ชีวิตให้เป็นมิตรขึ้นอีกนิดได้นะ”

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

แม่บ้านริงโกะผู้หมกหมุ่นกับการล้างจานให้สะอาด

ริงโกะเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า แอปเปิ้ล 

มาจากชื่อเจ้าของแบรนด์ ผู้ชอบหายเข้าไปในแผนก Natural Home Goods เวลาเดินห้างสรรพสินค้า

“เราตีความความเป็นริงโกะจากตัวตนของเรา นึกภาพเราเป็นเหมือนแม่บ้านญี่ปุ่นที่หมกมุ่นอยากล้างจานให้สะอาด” นี่คือคำแนะนำตัวจากเปิ้ล ผู้ปลูกปั้นริงโกะจากตัวตนของตัวเอง โดยมี พลอย และทีมงานอีก 2 คนได้แก่ เบนซ์-ธนวัต ศักดาวิษรักษ์ Design Director และ ฝ้าย-สุภาภรณ์ ตันตระกูล Project Coordinator ร่วมเป็นกำลังสำคัญ 

เปิ้ลเป็นคนชอบล้างจาน แต่พอล้างทีไรก็พบว่าเกิดอาการแพ้น้ำยาล้างจาน คันและมือเป็นขุยทุกที ด้วยความที่ไม่ชอบใส่ถุงมือเวลาล้างจาน ทำให้ต้องไปหาซื้อน้ำยาสูตรอ่อนโยน ไร้สารเคมี จากต่างประเทศมาใช้ เมื่อชอบซื้อของจากเมืองนอกบ่อยๆ จึงเริ่มอยาก

พัฒนาน้ำยาล้างจานสูตรอ่อนโยนให้ตัวเองและทุกคนได้ใช้บ้าง

แม้ชื่อจะบ่งบอกสัญชาติญี่ปุ่น แต่ริงโกะเป็นน้ำยาล้างจานสัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ 

จากประสบการณ์ของเปิ้ล ผู้ริเริ่มแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ไทยมามากมาย เธอเล่าว่า แบรนด์ไทยในนิยามของเธอไม่จำเป็นต้องออกแบบด้วยลวดลายดั้งเดิมที่แสดงออกว่าเป็นไทย แต่เป็นไทยด้วยมุมมองและการตีความของนักออกแบบไทย

เช่นการออกแบบสินค้าของแบรนด์ Co-Incidence ซึ่งล้วนใช้นักออกแบบคนไทยทั้งหมด โดยนำสินค้า OTOP จากจังหวัดต่างๆ มาต่อยอดให้ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานและพัฒนาการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้น 

แม้จะมีการดัดแปลง ตีความใหม่ แต่ก็แสดงรากเหง้าความเป็นไทยออกมาผ่านผลงาน สิ่งสำคัญคือ ความตั้งใจที่อยากทำแบรนด์ออกมาให้ดี สร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เมืองไทยยังไม่มี

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

น้ำยาล้างจานของผู้แพ้ (ง่าย) 

เพื่อเป็นมิตรกับคนที่แพ้ง่าย ริงโกะจึงเน้น ‘ถอด’ ส่วนผสมให้เหลือสารเคมีน้อยที่สุด

ถอด สารเคมีอันตรายอย่างฟอร์มัลดีไฮด์ คลอรีน แอมโมเนีย ฟอสเฟต⠀ 

ถอด สีและกลิ่นสังเคราะห์ ใส่ส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติลงไปแทน

ถอด พาราเบนและ SLS ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย 

ส่วนมากเรามักพบผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น Paraben-Free และ SLS-Free ในเครื่องสำอาง ผู้หญิงที่ผิวแพ้ง่ายจะเข้าใจดีว่าสารเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงคือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับผิวบ่อยๆ อย่างน้ำยาล้างจานก็ใส่สารเหล่านี้ลงไปด้วยเช่นกัน 

ริงโกะเลือกใช้สารลดแรงตึงผิวและขจัดคราบไขมันที่มีความอ่อนโยนและ

ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS อ่อนโยนชนิดที่ว่าเป็นสารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสำหรับทารก  

เป็นน้ำยาล้างจานที่นอกจากจะดูแลจานแล้วยังอ่อนโยนต่อมือเราด้วย 

แถมยังเป็นความอ่อนโยนที่เข้าใจคนล้างว่าคุ้นชินกับการล้างจานแบบไหน   

เปิ้ลบอกว่า ความจริงแล้วน้ำยาล้างจานสูตรที่อ่อนโยนที่สุดคือไม่มีฟองเลย 

แต่เหตุผลที่ริงโกะยังต้องมีฟองบ้าง เพราะคนคุ้นชินกับการล้างแบบมีฟอง เหมือนเวลาคนอาบน้ำก็ชอบให้มีฟอง จึงจะรู้สึกว่าสะอาด  

“เราทำวิจัยเล็กๆ ถามกลุ่มเป้าหมายว่า เลือกซื้อน้ำยาล้างจานจากปัจจัยอะไร ส่วนใหญ่ตอบว่า ฟอง เพราะมีฟองจึงรู้สึกว่าล้างสะอาด ที่เรายอมใส่ส่วนผสมให้เกิดฟองบ้าง เพราะคนส่วนใหญ่ยังติดล้างแบบมีฟองอยู่” พลอยเล่า ก่อนที่เปิ้ลจะเสริมว่า ในอนาคต เมื่อคนรู้จักและเข้าถึงริงโกะมากขึ้น พวกเธอตั้งใจจะทำสูตรที่มีฟองน้อยกว่านี้ให้จงได้ 

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

ล้างจานอย่างไรไม่ให้ค้างคาใจและน้ำใสในลำธาร 

แม้จะมีส่วนผสมที่อ่อนโยนมาก ริงโกะก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นน้ำยาล้างจานออร์แกนิก แต่เป็นน้ำยาล้างจานที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

ด้วยวัฏจักรของน้ำตามธรรมชาติ น้ำในแม่น้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ กลั่นตัวเป็นเมฆ แล้วหยดลงมาเป็นเม็ดฝน น้ำจากธรรมชาติเป็นหยดน้ำที่ใสบริสุทธิ์ แต่ธารน้ำที่ใสสะอาดเหล่านั้นต้องมาแปดเปื้อน เมื่อมนุษย์นำน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งซักผ้าและล้างจาน

ในแต่ละวันเสื้อผ้าและจานของเราสะอาดเอี่ยม แต่น้ำในแม่น้ำลำคลองกลับกลายเป็นน้ำเสียเจือมลพิษ ผิดกับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในบ้านเรา  

ริงโกะจึงปฏิเสธที่จะใส่ฟอสเฟต ซึ่งนิยมใส่ในผลิตภัณฑ์ซักผ้าและทำความสะอาด 

เพราะหากมีฟอสเฟตในน้ำเยอะ จะทำให้น้ำเสีย ทำลายระบบนิเวศในน้ำ

แต่เลือกใช้ส่วนผสมที่มีความสามารถในการย่อยสลายตามธรรมชาติสูงแทน 

“การย่อยสลายตามธรรมชาติ หรือ Biodegradable หมายถึง ความสามารถในการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำ ดิน อากาศ ให้กลายเป็นคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ทำให้ไม่มีสารตกค้างในสิ่งแวดล้อม” พลอยอธิบาย

หากไม่อยากล้างจานแล้วมีเรื่องค้างคาใจกับธารน้ำ การใช้น้ำยาล้างจานอย่างริงโกะ ที่เมื่อล้างจานเสร็จก็นำน้ำที่ใช้แล้วไปรดต้นไม้ต่อได้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ธรรมชาติสบายใจ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

สะอาด-สว่าง-สงบ

ไม่ใช่แค่อยากสร้างโลกรื่นรมย์ที่ต้นไม้ร่มรื่นและน้ำใสสะอาดเท่านั้น แต่ริงโกะยังอยากสร้างความสุนทรีย์ในการล้างจาน ด้วยสัมผัสฟองนุ่มๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้คนล้างรู้สึกสบายใจอีกด้วย เปิ้ลรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่มักมีกลิ่นฉุนเกินไป เวลาใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อไหน คนก็บอกได้เลยว่าเป็นกลิ่นของยี่ห้ออะไร 

เพราะอยากให้ชีวิตเบาขึ้น ไม่มีน้ำหอมและกลิ่นสังเคราะห์ จึงออกมาเป็นน้ำยาล้างจานที่มีกลิ่นอโรม่าจากสารสกัดธรรมชาติ หากภาพจำของคนส่วนใหญ่คือแม่บ้านที่ล้างจานด้วยน้ำยาล้างจานกลิ่นมะนาว แม่บ้านแบบริงโกะก็คงเป็นแม่บ้านส่วนน้อย แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเลือกล้างจานด้วยน้ำยากลิ่นมินต์

“คนไทยมักมีภาพจำว่าน้ำยาล้างจานต้องเป็นกลิ่นมะนาว เวลาไปกินโต๊ะจีนจะมีมะนาวใส่กะละมัง คนก็จำว่ามะนาวทำให้ไม่มัน แต่จริงๆ แล้วมะนาวไม่เกี่ยวกับความสะอาดของจาน แต่เกี่ยวข้องกับกลิ่น

“เราสนใจกลิ่นธรรมชาติ เวลาล้างแล้วได้กลิ่นอโรม่าสบายๆ ล้างแล้วมีความสุข” เปิ้ลเล่าถึงที่มาของมินต์ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวที่ริงโกะมีตอนนี้ 

ภายใต้ขวดมินิมอลสีขาวที่เรียบๆ แต่ดูดี เหมาะจะวางไว้หลายๆ มุมของบ้าน คาเฟ่ หรือ ออฟฟิศ หากสังเกตให้ดีจะพบว่ารูปถ่ายจานที่แปะอยู่บนแต่ละขวดไม่เหมือนกัน แม้มีกลิ่นให้เลือกเพียงกลิ่นเดียว

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

“เราแค่ไม่อยากให้คนเบื่อ เบื่อขวดก็แค่ลองเปลี่ยนรูป” เปิ้ลหัวเราะ เธอบอกว่าตั้งใจออกแบบขวดให้เป็นสีขาว ไม่ใช่แค่เหตุผลทำให้แตกต่างจากแบรนด์ที่มีในตลาด แต่เป็นสัญญะให้รู้ว่าเป็นน้ำยาล้างจานสายคลีน

นอกจากรูปภาพและขวดที่ตั้งใจออกแบบมาอย่างดีแล้ว เร็วๆ นี้พวกเธอกำลังจะมีโปรเจกต์ที่ชวนคนมาสนุกกับการล้างจานผ่านงานภาพถ่ายแนวอาร์ต ที่ถ่ายรูปการล้างจานตามที่ต่างๆ อีกด้วย

ทั้งหมดก็เพื่อทำให้คนรู้จักและเข้าใจริงโกะมากขึ้น    

น่าแปลก ที่ริงโกะเป็นแบรนด์ที่อยากมีคู่แข่ง 

แม้น้ำยาล้างจานรักษ์โลกจะมีกลิ่นและสรรพคุณไม่ต่างกัน

แต่พวกเธอก็พบว่ามีช่องว่างของตลาดที่ยังไม่มีคนทำ “เราไม่ได้คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคหรือความเข้าใจของคนรุ่นก่อน แต่อยากสร้างตัวเลือกให้คนใช้ แล้วแต่ความถนัดและการใช้ชีวิตของแต่ละคนว่าชอบแบบไหน” เปิ้ลเล่า

ด้วยราคาที่สูงกว่าน้ำยาล้างจานที่มีตามท้องตลาดอยู่มาก ตลาดน้ำยาล้างจานทางเลือกจึงยังค่อนข้างเล็ก น้อยคนจะรู้ว่าน้ำยาล้างจานที่ดีต่อโลกและต่อตัวเองก็มีเหมือนกัน ความท้าทายของริงโกะจึงเป็นการแนะนำตัวให้คนรู้จักและเชื่อใจให้ได้ และลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของริงโกะคือคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงคนที่แพ้สารเคมีในน้ำยาล้างจาน

หากริงโกะเป็นแม่บ้านคนหนึ่ง ก็คงไม่ได้เป็นแม่บ้านที่อยากล้ม ‘รุ่นพี่’ ที่อยู่คู่ครัวของใครหลายคนมานาน แต่เป็น ‘แม่บ้านทางเลือกใหม่’ สำหรับคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตที่เป็นมิตรขึ้น  

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

หยดเล็กๆ ที่อยากช่วยโลก

สิ่งที่ริงโกะทำคือ สร้างโอกาสจากตลาดใหม่ โดยแก้ปัญหาเล็กๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน 

โอกาสในการได้ใช้สินค้าที่เป็นมิตรขึ้น  

โอกาสในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ทำให้เรื่องห่วงใยสิ่งแวดล้อมอยู่ใกล้เรามากขึ้น แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างการล้างจาน

ในอนาคต ทั้งเปิ้ลและพลอยคิดอยากต่อยอดริงโกะให้เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน มีสินค้าตอบโจทย์การรักษาความสะอาดอย่างน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาเอนกประสงค์ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาถูพื้น เปลี่ยนของใช้ในบ้านที่จำเจให้เป็นมิตรที่ครบชุดมากขึ้น รวมทั้งทำมุมเล็กๆ ในร้าน Co-Incidence ให้คนมาเติมน้ำยาได้ 

แม้น้ำยาล้างจานไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้ามีคนคิดเหมือนกันหลายคน จากน้ำยาล้างจานขวดเล็กๆ ที่แต่ละบ้านใช้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของพลังน้อยนิดแต่มหาศาลที่ทำให้บ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันน่าอยู่ขึ้นได้ เพราะเมื่อน้ำของแต่ละบ้านไหลมารวมกันเป็นธารน้ำสายใหญ่ ที่จะกลายเป็นน้ำใสสะอาดหรือน้ำเสียปริมาณมากก็ได้

“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสนใจสิ่งเล็กๆ…สิ่งที่เราทำไม่ได้ช่วยเปลี่ยนโลกในทันที แต่ค่อยๆ ขยับไป” เปิ้ลทิ้งท้าย

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

Lesson Learnt

เมื่อทำธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง และสินค้าจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ จะทำให้โปรโมตง่ายขึ้น คนที่มาสปาได้เห็นสินค้าของ Co-Incidence คนที่มาร้าน Co-Incidence ได้เห็นน้ำยาล้างจานที่วางอยู่ อาจไม่ต้องลองใช้ในครั้งแรกที่พบเห็น แต่ได้รู้จักผ่านตาไปเรื่อยๆ เหนือสิ่งอื่นใดธุรกิจแต่ละแบบมีความยากง่ายต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดของทุกธุรกิจคือขายให้ถูกคนและถูกที่ ริงโกะจะไม่ดื้อเรื่องกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องรู้ว่าใครที่น่าจะซื้อและใครที่ไม่สนใจ

Where to Buy

1. Online Order at

Facebook : Ringo.homegoods

Instagram : @ringo.homegoods

2. Co-incidence House (Sukhumvit 49)

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกในขณะนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากการที่ทุกคนตระหนักถึงพันธกิจสำคัญเรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพร้อมเพรียงกันทุกเชื้อชาติ ทุกเขตเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมยานยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องถือเป็นสินค้าส่งออกหลักของบ้านเรามาหลายทศวรรษ จนเกิดผู้ประกอบการ ช่างชำนาญการ และผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวงการนี้จำนวนมาก

‘อรุณ พลัส’ (ARUN PLUS) ธุรกิจใหม่แห่งอนาคตโดยกลุ่ม ปตท. เดินหน้าลุยธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ รองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการผลิต จำหน่าย ระบบกักเก็บพลังงาน แพลตฟอร์มเช่ายานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและการประหยัดพลังงาน และร่วมเป็นหนึ่งในการผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต’ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและยานต์ยนต์ไฟฟ้าครบวงจร รวมทั้งจับมือพันธมิตรในการสร้างประสบการณ์การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าด้วย 

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

เราได้คุยกับ คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ที่งานแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างกลุ่ม ปตท. และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิด ‘The Future of eMobility Lifestyle’ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ผู้นำด้านศูนย์การค้าจับมือกับผู้นำด้านพลังงาน ขยายเครือข่ายให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานต์ยนต์ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้า เพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อและสะดวกสบาย

อรุณ พลัส มุ่งสู่บริการยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

กลุ่ม ปตท. วางแผนสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ให้ประเทศไทย ตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2065 โดยหมุดหมายแรกคือการตั้ง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ขึ้น เพื่อรองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า เป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันได้ร่วมลงทุนกับ Foxconn Technology Group บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากไต้หวัน ก่อตั้ง บริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (HORIZON PLUS) เพื่อผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ชูจุดเด่นโครงช่วงล่างที่ยืดหยุ่น ปรับแต่งเข้ากับรถได้หลายประเภท ซึ่งถือเป็นการสร้างข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันที่น่าสนใจ

“ส่วนมากคนจะกังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟ กลัวว่าขับอีวีไปข้างนอกแล้วจะไม่มีที่ชาร์จ หรือไฟหมดกลางทาง ปัจจุบันเราตอบโจทย์เรื่องนี้ไปได้เยอะแล้ว ทางกลุ่ม ปตท. ตั้งใจทำทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอีวีตั้งแต่การผลิตรถ แบตเตอรี่ เครื่องชาร์จ สถานีชาร์จ รวมถึงแพลตฟอร์มให้เช่ารถไฟฟ้า ต้องทำครบวงจรเพราะนี่เป็นช่วงเริ่มต้น เพื่อกระตุ้นให้การใช้งานอีวีเกิดขึ้นในวงกว้าง” คุณโทรณกล่าว

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

นอกจากนี้ อรุณ พลัส ยังมีโซลูชันที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแบรนด์ เริ่มที่ ออน-ไอออน (on-ion) สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เน้นขยายธุรกิจเข้าไปในพื้นที่ศักยภาพ ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร เป็นต้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคแห่งอนาคต 

โดยผู้ใช้อีวีซึ่งใช้บริการชาร์จไฟที่สถานีของ ออน-ไอออน จะมั่นใจได้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด นอกจากนี้ผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด จะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย และ ออน-ไอออน ยังมีบริการติดตั้งเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าตามที่พักอาศัยอีกด้วย 

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

อีกบริษัทอย่าง สวอพ แอนด์ โก (Swap and Go) เป็นแพลตฟอร์มให้บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มไรเดอร์ในธุรกิจจัดส่งอาหารและสินค้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันภายใน 3 นาที ตามจุดให้บริการครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน

เนื่องจากการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย การเปิดประสบการณ์ให้ผู้ขับขี่ได้ทดลองใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม อีวีมี (EVme) จึงช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ได้มาก โดยให้บริการเช่าใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบของการสมัครสมาชิก (Subscription) มีรถหลากหลายแบรนด์ให้เลือก ผู้ใช้งานเพียงเลือกรถ กดจอง ก็รอรับรถยนต์ไฟฟ้าไปใช้งานได้ที่บ้าน

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

“อีวีมี เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้คนมีความรู้และสร้างประสบการณ์การใช้อีวีมากขึ้น เราปล่อยเช่ารถให้ผู้ที่สนใจอยากลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปและกลุ่ม B2B เราอยากให้ได้ทดลองใช้งานกัน โดยในแอปพลิเคชัน อีวีมี จะมีข้อมูลสถานีชาร์จไฟจากทุกค่าย ทุกแบรนด์ บริการอยู่ด้วย ผมว่าคุ้มครับ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของอีวีค่อนข้างถูก ต้นทุนการวิ่ง 1 กิโลเมตรประมาณ 50 สตางค์ถึง 1 บาทเท่านั้นเอง” 

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

“ผมใช้อีวีมาปีกว่าแล้ว ส่วนตัวก็ชอบ ประหยัด ไม่ต้องไปเติมน้ำมัน เพราะว่าเรามีเครื่องชาร์จที่บ้าน เหมือนมีปั๊มน้ำมันที่บ้านเราเอง 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ของคนใช้งานอีวีชอบเติมไฟที่บ้าน ถ้าขับแค่ในกรุงเทพฯ ชาร์จ 1 ครั้ง ขับได้เป็นอาทิตย์ อย่างรุ่นที่ผมใช้อยู่ ขับได้ระยะทางสูงสุด 400 กิโลเมตร เสียงเงียบมาก ไม่มีไอเสียออกมา เป็นเสน่ห์ของการใช้อีวีและทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นจริง ๆ ครับ” 

อีกธุรกิจอย่าง นูออโว พลัส (NUOVO PLUS) บริษัทร่วมลงทุนระหว่าง อรุณ พลัส และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพลังงาน เพื่อลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ รองรับทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นี่เป็นตัวอย่างความตั้งใจที่ตอกย้ำความพร้อมด้านวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจที่จะร่วมกันผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยต่อไป

เชื่อมต่อไม่สะดุดกับบริการชาร์จไฟในทุกจังหวะชีวิต

สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของ อรุณ พลัส ภายใต้แบรนด์ ออน-ไอออน เริ่มขยายตลาดทั้งลูกค้าองค์กรและบุคคล ด้วยเครื่อง AC Charger ที่รองรับการใช้งานรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ควบคุมการใช้งานได้สะดวกผ่าน on-ion Mobile Application ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ใช้งานง่าย สะดวก ปลอดภัย ไม่ยุ่งยาก

เราจะพบบริการของ ออน-ไอออน ได้ที่อาคารจอดรถ EnCo ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EECi) ณ วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง รวมทั้งคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา เดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ เดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ เพลินนารี่ มอลล์ วัชรพล และสัมมากรเพลส รามคำแหง และในพื้นที่เซ็นทรัล 37 สาขา กว่า 18 จังหวัดทั่วประเทศ

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

นับเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตาของ อรุณ พลัส ด้วยการร่วมมือกับผู้นำกลุ่มศูนย์การค้าชั้นนำของไทยอย่างเซ็นทรัลพัฒนา ในการขยายจุดบริการเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในเซ็นทรัล 37 สาขา กว่า 18 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประสบการณ์การชาร์จไฟนอกบ้านของลูกค้าง่าย สะดวก และไร้กังวล เป็นไปตามความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทยมีจำนวนสถานีและหัวชาร์จให้ได้มากที่สุด ก้าวสู่การบริการที่ครบวงจร ภายใต้การร่วมลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 400 ช่องจอดในสิ้น พ.ศ. 2565 นี้

“เราได้เจรจากับทางเซ็นทรัลพัฒนามาสักพักแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ และต้องขอบคุณทางเซ็นทรัลพัฒนาที่ไว้วางใจบริการ ออน-ไอออน ของ อรุณ พลัส โดยทางเราพร้อมสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีของยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาจะเตรียมสถานที่ที่มีศักยภาพเอาไว้ให้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้สังคมผู้ใช้อีวีเกิดขึ้น ต่อไปเมื่อคนขับไปห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัดหรือใช้บริการโรงแรมก็ชาร์จไฟได้อย่างสบายใจ จุดบริการแรกในห้างสรรพสินค้าของเซ็นทรัลพัฒนาคือศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เริ่มให้บริการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 นี้ และจะทยอยเปิดให้บริการครบทั้ง 37 สาขาช่วงต้น พ.ศ. 2566” 

ถือเป็นบริการที่ไร้รอยต่อ ไร้กังวล โดยความร่วมมือของภาคธุรกิจที่ตั้งใจขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง

คุยกับผู้บริหาร ARUN PLUS ถึงอนาคตของระบบใช้รถ EV ทั่วเมืองไทย และการวางแผนพลังงานสะอาดครบวงจร

พัฒนาต่อเนื่อง เพื่อก้าวต่อไปของธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณโทรณเล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่า อรุณ พลัส อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เพื่อต่อยอดโอกาสที่จะขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าไปยังธุรกิจอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด สร้างระบบนิเวศที่ดีของผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง ออน-ไอออน มีแผนที่จะเปิดให้บริการแบบชาร์จเร็วหรือ DC Charger ในปีหน้า เพื่อต่อยอดจากการชาร์จปกติหรือ AC Charger ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สอดรับกับแผนการขยายธุรกิจ และรองรับความต้องการของลูกค้าที่จะเข้มข้นมากขึ้นนับจากนี้

“สำหรับเครื่องชาร์จไฟ เราจะเน้นที่ความง่าย สะดวกสบายในการใช้งาน ต้องไม่ยุ่งยาก ปลอดภัย เน้นเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เราพยายามเอาเครื่องมือทางการตลาดเข้ามาเสริมให้คนใช้งานรู้สึกสนุกไปด้วย เรื่องที่ดีคือตอนนี้เราสนับสนุนให้คนไทยใช้พลังงานสะอาดด้วยการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งส่วนมากเป็นพลังงานจากแสงแดดที่ประเทศเรามีศักยภาพมาก ลูกค้าที่มาชาร์จไฟที่ ออน-ไอออน ทุกสถานีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด โดยจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากเรา และยังช่วยโลกอีกแรงครับ”

ผู้บริหารของ อรุณ พลัส มองว่าตลาดยานยนตไฟฟ้าของประเทศไทยยังมีขนาดเล็กและเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับตลาดขนาดใหญ่และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในวงกว้างอย่างประเทศแถบยุโรป ซึ่งถือว่ามีโอกาสอีกมากที่จะเติบโตต่อไป ซึ่งเรามีข้อได้เปรียบเรื่องการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนมาหลายทศวรรษ การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบพัฒนาการของธุรกิจนี้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนด้วยกัน ถือว่าประเทศไทยก้าวมาได้ไกลกว่าเพื่อนบ้านพอสมควรแล้ว

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

Lesson Learned 

  • กลุ่ม ปตท. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเรื่องการขยายตัวของพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จึงเลือกจับมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากสิ่งที่ตนเองถนัด เพื่อสร้างสินค้าและบริการในราคาที่จับต้องได้สำหรับคนไทย
  • การใช้พลังงานสะอาดของ ออน-ไอออน เป็นจุดขายที่น่าสนใจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับ อรุณ พลัส และกลุ่ม ปตท. ช่วยทำให้คนเข้าใจและเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมต่อไป
  • การจับมือกันกับกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มศูนย์การค้าของประเทศ จะยิ่งส่งเสริมการรับรู้ของแบรนด์ อรุณ พลัส และ ออน-ไอออน รวมทั้งตอกย้ำความจริงใจของเซ็นทรัลพัฒนาในการสนับสนุนลูกค้าเรื่องพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์ทางบวกให้กับผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าได้ดี

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load