Coincidence แปลว่า บังเอิญ 

แต่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เรามาที่ร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง Co-Incidence เพื่อทำความรู้จักกับน้ำยาล้างจานชื่อน่ารักเหมือนผู้หญิงญี่ปุ่นอย่าง ‘ริงโกะ’ ซึ่งเกิดจากการปลูกปั้นของ เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ นักออกแบบผู้ช่ำชองธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสปา ร้านกาแฟ ร้านอาหารมากมาย และความสำเร็จทางธุรกิจทั้งหมดของเธอก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ทั้งร้านกาแฟอย่าง Bar Storia del Caffè ที่เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราขายแค่ของวินเทจ ไม่ทำกาแฟมาขายด้วย”

ร้านอาหารจีนอย่าง CHU ที่เริ่มจากการเป็นแฟนคลับรสมือบักกุ๊ดเต๋ของคุณลุงคุณป้าแล้วรู้สึกว่า “ทำไมไม่เปลี่ยนห้องแถวตรงนี้ให้เป็นร้านอาหารเสียเลยล่ะ”

ร้าน Calm Spa ที่เกิดจากการชอบไปสปาที่ทะเล แล้วนึกสงสัยว่า “ทำไมไม่มีสปาบรรยากาศแนวนี้ที่กรุงเทพฯ บ้าง” และอีกมากมาย

นอกจากลายเซ็นในสไตล์การตกแต่งร้าน หัวใจที่เหมือนกันในธุรกิจที่ผ่านมาของเปิ้ล คือความคลั่งไคล้และการตั้งคำถามว่า ทำไมยังไม่มีคนทำ

เช่นเดียวกับธุรกิจใหม่ล่าสุดอย่างน้ำยาล้างจาน ซึ่งมาจากกิจกรรมที่เธอชอบทำมากๆ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

ริงโกะ คือน้ำยาล้างจานของคนสายออกแบบที่…

เป็นมิตรกับจาน ฟองน้อยหน่อย แต่ยังขัดคราบไขมันออกได้สะอาด เป็นมิตรกับมือ ไม่เคืองและคัน ด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนและสารสกัดจากอะโลเวรา เป็นมิตรกับจมูก กลิ่นหอมจากธรรมชาติ ด้วยน้ำมันสกัดจากมินต์ เป็นมิตรกับโลก ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

แค่เห็นสรรพคุณก็อยากทำความรู้จักแบรนด์น้องใหม่ของเธอเสียแล้ว 

วันนี้ The Cloud ชวนเปิ้ล ผู้ริเริ่ม และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา Project Coordinator ของแบรนด์ Ringo มาไขข้อสงสัยให้หมดจด ว่าการล้างจานแบบสบายใจและสบายมือเป็นอย่างไร ทำไมจึงอยากทำธุรกิจใหม่เอี่ยมนี้ขึ้นมา

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

From Lifestyle to Living 

ใครหลายคนคงทำหน้าแปลกใจหากเราจะบอกว่า น้ำยาล้างจานเป็นหนึ่งในสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดีขึ้น 

เปิ้ลเล่าว่า เทรนด์ของร้านไลฟ์สไตล์ที่เธอพบเวลาไปต่างประเทศ คือร้านขายของแฟชั่นไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า กระเป๋า อย่างเดียวอีกต่อไป หลายแบรนด์เริ่มนำน้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น มาขาย

“ที่ผ่านมา เราสนใจที่ร้านแฟชั่นหันมาขายสินค้า Home Goods ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตครบวงจรมากขึ้น เราอยากให้คนรู้สึกว่า Living กับ Lifestyle เป็นเรื่องเดียวกัน” เปิ้ลเล่า

แม้แบรนด์ Co-Incidence ของเธอจะขายครีมบำรุงผิวและครีมทามืออยู่แล้ว เปิ้ลกลับมองว่าผลิตภัณฑ์บำรุงและทำความสะอาดแตกต่างกัน จึงตัดสินใจทำน้ำยาล้างจานภายใต้เแบรนด์ใหม่ เธอเริ่มจากการพัฒนาสูตรและส่วนผสม ซึ่งใช้เวลาถึง 6 เดือน นานกว่าครีมบำรุงอื่นๆ ที่เคยทำ

“สินค้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ เช่น โลชั่น หรือสินค้าสปา เน้นความรื่นรมย์เป็นหลัก

จึงไม่ต้องอธิบายเยอะ แต่กับริงโกะ เรามีเรื่องเล่าที่อยากให้คนเข้าใจเยอะเลย ไม่อยากให้คนคิดว่าแบรนด์เด่นแค่เรื่องแพ็กเกจสวยงาม” เปิ้ลเล่าความตั้งใจของเธอ 

เพราะอยากทำให้จริงจัง จึงเป็นที่มาของน้ำยาล้างจานที่อยากบอกทุกคนว่า “เราใช้ชีวิตให้เป็นมิตรขึ้นอีกนิดได้นะ”

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

แม่บ้านริงโกะผู้หมกหมุ่นกับการล้างจานให้สะอาด

ริงโกะเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า แอปเปิ้ล 

มาจากชื่อเจ้าของแบรนด์ ผู้ชอบหายเข้าไปในแผนก Natural Home Goods เวลาเดินห้างสรรพสินค้า

“เราตีความความเป็นริงโกะจากตัวตนของเรา นึกภาพเราเป็นเหมือนแม่บ้านญี่ปุ่นที่หมกมุ่นอยากล้างจานให้สะอาด” นี่คือคำแนะนำตัวจากเปิ้ล ผู้ปลูกปั้นริงโกะจากตัวตนของตัวเอง โดยมี พลอย และทีมงานอีก 2 คนได้แก่ เบนซ์-ธนวัต ศักดาวิษรักษ์ Design Director และ ฝ้าย-สุภาภรณ์ ตันตระกูล Project Coordinator ร่วมเป็นกำลังสำคัญ 

เปิ้ลเป็นคนชอบล้างจาน แต่พอล้างทีไรก็พบว่าเกิดอาการแพ้น้ำยาล้างจาน คันและมือเป็นขุยทุกที ด้วยความที่ไม่ชอบใส่ถุงมือเวลาล้างจาน ทำให้ต้องไปหาซื้อน้ำยาสูตรอ่อนโยน ไร้สารเคมี จากต่างประเทศมาใช้ เมื่อชอบซื้อของจากเมืองนอกบ่อยๆ จึงเริ่มอยาก

พัฒนาน้ำยาล้างจานสูตรอ่อนโยนให้ตัวเองและทุกคนได้ใช้บ้าง

แม้ชื่อจะบ่งบอกสัญชาติญี่ปุ่น แต่ริงโกะเป็นน้ำยาล้างจานสัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ 

จากประสบการณ์ของเปิ้ล ผู้ริเริ่มแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ไทยมามากมาย เธอเล่าว่า แบรนด์ไทยในนิยามของเธอไม่จำเป็นต้องออกแบบด้วยลวดลายดั้งเดิมที่แสดงออกว่าเป็นไทย แต่เป็นไทยด้วยมุมมองและการตีความของนักออกแบบไทย

เช่นการออกแบบสินค้าของแบรนด์ Co-Incidence ซึ่งล้วนใช้นักออกแบบคนไทยทั้งหมด โดยนำสินค้า OTOP จากจังหวัดต่างๆ มาต่อยอดให้ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานและพัฒนาการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้น 

แม้จะมีการดัดแปลง ตีความใหม่ แต่ก็แสดงรากเหง้าความเป็นไทยออกมาผ่านผลงาน สิ่งสำคัญคือ ความตั้งใจที่อยากทำแบรนด์ออกมาให้ดี สร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เมืองไทยยังไม่มี

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

น้ำยาล้างจานของผู้แพ้ (ง่าย) 

เพื่อเป็นมิตรกับคนที่แพ้ง่าย ริงโกะจึงเน้น ‘ถอด’ ส่วนผสมให้เหลือสารเคมีน้อยที่สุด

ถอด สารเคมีอันตรายอย่างฟอร์มัลดีไฮด์ คลอรีน แอมโมเนีย ฟอสเฟต⠀ 

ถอด สีและกลิ่นสังเคราะห์ ใส่ส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติลงไปแทน

ถอด พาราเบนและ SLS ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย 

ส่วนมากเรามักพบผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น Paraben-Free และ SLS-Free ในเครื่องสำอาง ผู้หญิงที่ผิวแพ้ง่ายจะเข้าใจดีว่าสารเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงคือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับผิวบ่อยๆ อย่างน้ำยาล้างจานก็ใส่สารเหล่านี้ลงไปด้วยเช่นกัน 

ริงโกะเลือกใช้สารลดแรงตึงผิวและขจัดคราบไขมันที่มีความอ่อนโยนและ

ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS อ่อนโยนชนิดที่ว่าเป็นสารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสำหรับทารก  

เป็นน้ำยาล้างจานที่นอกจากจะดูแลจานแล้วยังอ่อนโยนต่อมือเราด้วย 

แถมยังเป็นความอ่อนโยนที่เข้าใจคนล้างว่าคุ้นชินกับการล้างจานแบบไหน   

เปิ้ลบอกว่า ความจริงแล้วน้ำยาล้างจานสูตรที่อ่อนโยนที่สุดคือไม่มีฟองเลย 

แต่เหตุผลที่ริงโกะยังต้องมีฟองบ้าง เพราะคนคุ้นชินกับการล้างแบบมีฟอง เหมือนเวลาคนอาบน้ำก็ชอบให้มีฟอง จึงจะรู้สึกว่าสะอาด  

“เราทำวิจัยเล็กๆ ถามกลุ่มเป้าหมายว่า เลือกซื้อน้ำยาล้างจานจากปัจจัยอะไร ส่วนใหญ่ตอบว่า ฟอง เพราะมีฟองจึงรู้สึกว่าล้างสะอาด ที่เรายอมใส่ส่วนผสมให้เกิดฟองบ้าง เพราะคนส่วนใหญ่ยังติดล้างแบบมีฟองอยู่” พลอยเล่า ก่อนที่เปิ้ลจะเสริมว่า ในอนาคต เมื่อคนรู้จักและเข้าถึงริงโกะมากขึ้น พวกเธอตั้งใจจะทำสูตรที่มีฟองน้อยกว่านี้ให้จงได้ 

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

ล้างจานอย่างไรไม่ให้ค้างคาใจและน้ำใสในลำธาร 

แม้จะมีส่วนผสมที่อ่อนโยนมาก ริงโกะก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นน้ำยาล้างจานออร์แกนิก แต่เป็นน้ำยาล้างจานที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

ด้วยวัฏจักรของน้ำตามธรรมชาติ น้ำในแม่น้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ กลั่นตัวเป็นเมฆ แล้วหยดลงมาเป็นเม็ดฝน น้ำจากธรรมชาติเป็นหยดน้ำที่ใสบริสุทธิ์ แต่ธารน้ำที่ใสสะอาดเหล่านั้นต้องมาแปดเปื้อน เมื่อมนุษย์นำน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งซักผ้าและล้างจาน

ในแต่ละวันเสื้อผ้าและจานของเราสะอาดเอี่ยม แต่น้ำในแม่น้ำลำคลองกลับกลายเป็นน้ำเสียเจือมลพิษ ผิดกับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในบ้านเรา  

ริงโกะจึงปฏิเสธที่จะใส่ฟอสเฟต ซึ่งนิยมใส่ในผลิตภัณฑ์ซักผ้าและทำความสะอาด 

เพราะหากมีฟอสเฟตในน้ำเยอะ จะทำให้น้ำเสีย ทำลายระบบนิเวศในน้ำ

แต่เลือกใช้ส่วนผสมที่มีความสามารถในการย่อยสลายตามธรรมชาติสูงแทน 

“การย่อยสลายตามธรรมชาติ หรือ Biodegradable หมายถึง ความสามารถในการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำ ดิน อากาศ ให้กลายเป็นคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ทำให้ไม่มีสารตกค้างในสิ่งแวดล้อม” พลอยอธิบาย

หากไม่อยากล้างจานแล้วมีเรื่องค้างคาใจกับธารน้ำ การใช้น้ำยาล้างจานอย่างริงโกะ ที่เมื่อล้างจานเสร็จก็นำน้ำที่ใช้แล้วไปรดต้นไม้ต่อได้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ธรรมชาติสบายใจ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

สะอาด-สว่าง-สงบ

ไม่ใช่แค่อยากสร้างโลกรื่นรมย์ที่ต้นไม้ร่มรื่นและน้ำใสสะอาดเท่านั้น แต่ริงโกะยังอยากสร้างความสุนทรีย์ในการล้างจาน ด้วยสัมผัสฟองนุ่มๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้คนล้างรู้สึกสบายใจอีกด้วย เปิ้ลรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่มักมีกลิ่นฉุนเกินไป เวลาใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อไหน คนก็บอกได้เลยว่าเป็นกลิ่นของยี่ห้ออะไร 

เพราะอยากให้ชีวิตเบาขึ้น ไม่มีน้ำหอมและกลิ่นสังเคราะห์ จึงออกมาเป็นน้ำยาล้างจานที่มีกลิ่นอโรม่าจากสารสกัดธรรมชาติ หากภาพจำของคนส่วนใหญ่คือแม่บ้านที่ล้างจานด้วยน้ำยาล้างจานกลิ่นมะนาว แม่บ้านแบบริงโกะก็คงเป็นแม่บ้านส่วนน้อย แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเลือกล้างจานด้วยน้ำยากลิ่นมินต์

“คนไทยมักมีภาพจำว่าน้ำยาล้างจานต้องเป็นกลิ่นมะนาว เวลาไปกินโต๊ะจีนจะมีมะนาวใส่กะละมัง คนก็จำว่ามะนาวทำให้ไม่มัน แต่จริงๆ แล้วมะนาวไม่เกี่ยวกับความสะอาดของจาน แต่เกี่ยวข้องกับกลิ่น

“เราสนใจกลิ่นธรรมชาติ เวลาล้างแล้วได้กลิ่นอโรม่าสบายๆ ล้างแล้วมีความสุข” เปิ้ลเล่าถึงที่มาของมินต์ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวที่ริงโกะมีตอนนี้ 

ภายใต้ขวดมินิมอลสีขาวที่เรียบๆ แต่ดูดี เหมาะจะวางไว้หลายๆ มุมของบ้าน คาเฟ่ หรือ ออฟฟิศ หากสังเกตให้ดีจะพบว่ารูปถ่ายจานที่แปะอยู่บนแต่ละขวดไม่เหมือนกัน แม้มีกลิ่นให้เลือกเพียงกลิ่นเดียว

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

“เราแค่ไม่อยากให้คนเบื่อ เบื่อขวดก็แค่ลองเปลี่ยนรูป” เปิ้ลหัวเราะ เธอบอกว่าตั้งใจออกแบบขวดให้เป็นสีขาว ไม่ใช่แค่เหตุผลทำให้แตกต่างจากแบรนด์ที่มีในตลาด แต่เป็นสัญญะให้รู้ว่าเป็นน้ำยาล้างจานสายคลีน

นอกจากรูปภาพและขวดที่ตั้งใจออกแบบมาอย่างดีแล้ว เร็วๆ นี้พวกเธอกำลังจะมีโปรเจกต์ที่ชวนคนมาสนุกกับการล้างจานผ่านงานภาพถ่ายแนวอาร์ต ที่ถ่ายรูปการล้างจานตามที่ต่างๆ อีกด้วย

ทั้งหมดก็เพื่อทำให้คนรู้จักและเข้าใจริงโกะมากขึ้น    

น่าแปลก ที่ริงโกะเป็นแบรนด์ที่อยากมีคู่แข่ง 

แม้น้ำยาล้างจานรักษ์โลกจะมีกลิ่นและสรรพคุณไม่ต่างกัน

แต่พวกเธอก็พบว่ามีช่องว่างของตลาดที่ยังไม่มีคนทำ “เราไม่ได้คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคหรือความเข้าใจของคนรุ่นก่อน แต่อยากสร้างตัวเลือกให้คนใช้ แล้วแต่ความถนัดและการใช้ชีวิตของแต่ละคนว่าชอบแบบไหน” เปิ้ลเล่า

ด้วยราคาที่สูงกว่าน้ำยาล้างจานที่มีตามท้องตลาดอยู่มาก ตลาดน้ำยาล้างจานทางเลือกจึงยังค่อนข้างเล็ก น้อยคนจะรู้ว่าน้ำยาล้างจานที่ดีต่อโลกและต่อตัวเองก็มีเหมือนกัน ความท้าทายของริงโกะจึงเป็นการแนะนำตัวให้คนรู้จักและเชื่อใจให้ได้ และลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของริงโกะคือคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงคนที่แพ้สารเคมีในน้ำยาล้างจาน

หากริงโกะเป็นแม่บ้านคนหนึ่ง ก็คงไม่ได้เป็นแม่บ้านที่อยากล้ม ‘รุ่นพี่’ ที่อยู่คู่ครัวของใครหลายคนมานาน แต่เป็น ‘แม่บ้านทางเลือกใหม่’ สำหรับคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตที่เป็นมิตรขึ้น  

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

หยดเล็กๆ ที่อยากช่วยโลก

สิ่งที่ริงโกะทำคือ สร้างโอกาสจากตลาดใหม่ โดยแก้ปัญหาเล็กๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน 

โอกาสในการได้ใช้สินค้าที่เป็นมิตรขึ้น  

โอกาสในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ทำให้เรื่องห่วงใยสิ่งแวดล้อมอยู่ใกล้เรามากขึ้น แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างการล้างจาน

ในอนาคต ทั้งเปิ้ลและพลอยคิดอยากต่อยอดริงโกะให้เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน มีสินค้าตอบโจทย์การรักษาความสะอาดอย่างน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาเอนกประสงค์ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาถูพื้น เปลี่ยนของใช้ในบ้านที่จำเจให้เป็นมิตรที่ครบชุดมากขึ้น รวมทั้งทำมุมเล็กๆ ในร้าน Co-Incidence ให้คนมาเติมน้ำยาได้ 

แม้น้ำยาล้างจานไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้ามีคนคิดเหมือนกันหลายคน จากน้ำยาล้างจานขวดเล็กๆ ที่แต่ละบ้านใช้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของพลังน้อยนิดแต่มหาศาลที่ทำให้บ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันน่าอยู่ขึ้นได้ เพราะเมื่อน้ำของแต่ละบ้านไหลมารวมกันเป็นธารน้ำสายใหญ่ ที่จะกลายเป็นน้ำใสสะอาดหรือน้ำเสียปริมาณมากก็ได้

“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสนใจสิ่งเล็กๆ…สิ่งที่เราทำไม่ได้ช่วยเปลี่ยนโลกในทันที แต่ค่อยๆ ขยับไป” เปิ้ลทิ้งท้าย

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

Lesson Learnt

เมื่อทำธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง และสินค้าจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ จะทำให้โปรโมตง่ายขึ้น คนที่มาสปาได้เห็นสินค้าของ Co-Incidence คนที่มาร้าน Co-Incidence ได้เห็นน้ำยาล้างจานที่วางอยู่ อาจไม่ต้องลองใช้ในครั้งแรกที่พบเห็น แต่ได้รู้จักผ่านตาไปเรื่อยๆ เหนือสิ่งอื่นใดธุรกิจแต่ละแบบมีความยากง่ายต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดของทุกธุรกิจคือขายให้ถูกคนและถูกที่ ริงโกะจะไม่ดื้อเรื่องกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องรู้ว่าใครที่น่าจะซื้อและใครที่ไม่สนใจ

Where to Buy

1. Online Order at

Facebook : Ringo.homegoods

Instagram : @ringo.homegoods

2. Co-incidence House (Sukhumvit 49)

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

จากช่างภาพและเจ้าของโปรดักชันเฮาส์ผู้มีพื้นฐานมาจากฝั่งงานโฆษณา ต้องมาดำเนินธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ชื่อดังอย่างแบรนด์ Saiyart Collection ดุสิต เสมาเงิน ต้องเรียนรู้และค้นหาแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะกับชีวิตของผู้คนอย่างไรบ้าง

งานทุกชิ้นของ Saiyart Collection ไม่ใช่การนำไม้เก่ามารีไซเคิลเท่านั้น แต่ใส่ศิลปะลงไป มีเรื่องราว มีคอนเซปต์ ของงานแต่ละชิ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้งานของ Saiyart Collection มีจุดเด่นแตกต่างจากงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อื่นๆ

“ทำไมคนเราต้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม้ดีๆ สักชิ้น” เราถาม

“ผมเชื่อว่าบางอย่างคนเราก็ต้องการเปลี่ยนแปลงตลอด และก็มีบางอย่างที่คุณอยากให้อยู่คงทนคลาสสิกเป็นมรดกต่อไป และโต๊ะไม้ของไสยาสน์ก็ไม่ได้อยู่ทนแค่ยุคคุณ แต่จะอยู่คู่ไปถึงลูกหลาน ที่แปลกคือลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ด้วยตัวงานเราไม่ใช่ของที่จะใช้ไป 3 – 4 ปีแล้วสึกหรอ เขาซื้อเพราะเขาต้องการเสพงานศิลปะ บางคนยังพูดติดตลกว่าอยากสร้างบ้านใหม่เพื่อซื้องานของไสยาสน์เพิ่ม”

ถ้าใครที่รักงานไม้และเข้ามาดูกระบวนการทำงานทั้งหมด จะเห็นว่าแต่ละชิ้นไม่ธรรมดา มันเต็มไปด้วยความใส่ใจ การใช้เวลาและฝีมือ ที่มาที่ไปของวัสดุและเรื่องราวที่อยู่ในนั้น

Saiyart Collection, ดุสิต เสมาเงิน

เหตุผลที่เราไม่คุยกับดุสิตในคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะเราพบว่าแก่นแท้ของการตั้งใจรักษาคุณค่าของแบรนด์ Saiyart Collection นี้ไปไกลกว่าการรับสืบทอดกิจการ ในวันที่ไม่มีเสาหลักเขาดึงศักยภาพทีมงานและความเชื่อความศรัทธาให้แบรนด์นี้ไม่ได้ฟื้นคืนชีวิตแค่ไม้เก่า แต่คืนชีวิตและเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งไว้อย่างครบถ้วน ทำให้เรามองเฟอร์นิเจอร์ไม้โต๊ะใหญ่เบื้องหน้าเรานี้ต่างไปจากเดิม

“ผมรู้ตัวว่าไม่เก่งมากเรื่องธุรกิจ แต่ผมก็รู้ตัวอีกเหมือนกันว่าถ้ารักจะเป็นศิลปินหรือทำงานศิลปะก็ต้องทำให้อยู่รอด สิ่งที่ทำได้คือพยายามตามให้ทันโลก ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้มันหมุนเร็วมาก ผมคงไม่สามารถก้าวนำหน้ามันได้ แต่อย่างน้อยก็ขอก้าวไปกับมัน ไม่หยุดหรือฝืนกับกระแส เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและหากทำได้ให้อธิบายเรื่องราวให้คนเข้าใจ ให้คนรู้ว่าเราสามารถทำอะไรกับไม้ได้บ้างจากเครื่องมือและและทักษะพื้นฐาน

“ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้มองว่าตัวเองจะชอบงานไม้ ตอนที่ผมแต่งคอนโดตัวเองผมก็ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ดูทันสมัย จนกระทั้งวันหนึ่งผมพบว่างานโมเดิร์นมันไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว มันอยู่กับเราแค่ปี สองปี เราก็เบื่อก็ต้องเปลี่ยน แต่โต๊ะบางตัวของคุณพ่อที่อยู่บ้าน มันตั้งอยู่ตรงนี้ที่เดิมมา 7 – 8 ปีแล้ว มันไม่โดดเด่นจากเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในบ้าน แต่ขณะเดียวกันผมไม่เคยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหรือแปลกแยกเลย”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

The Beginning

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Saiyart Collection มาจากอาจารย์ไสยาสน์ เสมาเงิน ศิลปินศิลปาธรกิตติคุณ สาขาออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ประจำปี 2551 ผู้เชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ผสมผสานการออกแบบและแนวคิดที่ร่วมสมัย จนทำให้ Saiyart Collection เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้สัญชาติไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เริ่มจากอาจารย์ไสยาสน์ทำงานเป็นพนักงานธนาคารในส่วนงานสำรวจสถานที่เพื่อก่อสร้างธนาคารสาขา แล้วย้ายไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานของบริษัทรับติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จากอิตาลีที่ประเทศซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน จึงได้เรียนรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์สำหรับการทำงานในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ใช่งานไม้ แต่ก็เป็นงานถอดประกอบเหล็กและอะลูมิเนียม

ก่อนจะกลับมาทำร้านรับซื้อของเก่ามาซ่อมชื่อร้านร้อยแปดพันเก้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักร มีที่มาจากการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และพื้นที่ชนบท ทำให้อาจารย์ไสยาสน์พบเจอล้อเกวียน รางข้าวหมู อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทำจากไม้ ถูกทิ้งอยู่ตามใต้ถุนบ้าน ด้วยความเสียดายคุณภาพและรูปทรงของไม้เก่าจึงตัดสินใจซื้อไม้เก่าเหล่านี้กลับมาที่ร้าน แล้วลองสร้างงานขึ้นมา เป็นการสร้างงานครั้งแรกของไสยาสน์ด้วยวิธีการประกอบล้อเกวียนเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ศาลาบ้าน เรียกว่างาน Folk Art หรือแนวคันทรี่ ความสำเร็จของงานชิ้นนั้นวัดได้จากการมีงานลักษณะนี้วางขายอยู่ในทุกที่ แต่เป็นงานที่นำแนวคิดนี้ไปเลียนแบบ

ในความตึงเครียดจากการเลียนแบบครั้งนั้น อาจารย์ไสยาสน์แปลงเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนางาน จนกลายเป็นแบรนด์ Saiyart Collection ที่บอกเล่าตัวตนในแนวทางที่ร่วมสมัยมากขึ้นและเข้ากันดีกับวัสดุที่ยังมีเรื่องราวอย่างไม้ อย่างงานโต๊ะที่เป็นลายเซ็นของ Saiyart Collection ทำมาจากไม้จากเรือเอี้ยมจุ๊นเก่าที่เคยเป็นพาหนะลำเลียงขนส่งสำคัญก่อนถูกทิ้งร้างเพราะกาลเวลา นอกจากความแข็งแรงและความสวยงามของไม้สัก ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต่ง ยังเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานและเรื่องราวของชีวิตที่ผูกพันกับเรือ เช่นรูที่เกิดจากแผ่นไม้เจาะเชื่อมกับกระดูกงู จนเกิดเป็นลวดลายเฉพาะ

Saiyart Collection ,ไสยาสน์ เสมาเงิน

เดิมลูกค้าจะชินกับการเห็นโต๊ะที่เป็นไม้เรียบๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าทำไมงานของไสยาสน์มีตำหนิ แต่เมื่อบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปลูกค้าก็เข้าใจและเห็นคุณค่าสิ่งนี้

“มีเรื่องตลกคือบางครั้งที่โต๊ะออกมาเรียบร้อยสวยงามมากไป ลูกค้าบอกกับเราว่า ‘ขอโทษนะครับอาจารย์ ช่วยเจาะให้มันเป็นรูปและอุดรูให้มีลายหน่อยได้ไหมครับ’ กลายเป็นแบบนั้นเลย”

ดุสิตเล่าว่า สมัยก่อนวงการเฟอร์นิเจอร์ไม้จะนิยมทายูนิเทนให้เกิดความเงา ซึ่งสำหรับ Saiyart Collection เชื่อเรื่อง finishing หรือพื้นผิวสัมผัสในงานที่เสร็จแล้วก็ต้องให้ความรู้สึกว่านี่คือไม้ มีความนุ่มและพื้นผิวที่แสดงธรรมชาติที่สุด

ตลอดเวลาเราได้ยินดุสิตพูดถึงความเป็นไสยาสน์อยู่เสมอ แล้วความเป็นไสยาสน์เป็นอย่างไร เราถาม

Life is Calling

“ความเป็นไสยาสน์ของ Saiyart Collection ลำดับแรกคือการต่อชีวิตไม้

“เราเชื่อว่าชีวิตของไม้อยู่คู่กับชีวิตของผู้คน เริ่มตั้งแต่เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน ให้ร่มเงาเมื่อยามมีชีวิต เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ ที่พักและยานพาหนะ โต๊ะตัวนี้อาจจะเคยเป็นเรือที่วิ่งมาแล้วกว่า 30 ปี เราอาจไม่รู้ว่าเรือลำนี้ผ่านการบรรทุกและลำเลียงสิ่งใดมาบ้าง แต่อย่างน้อยมีคนที่อยู่อาศัยกับเรือลำนี้มาช่วงชีวิตหนึ่งก่อนจะกลายเป็นโต๊ะตัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราว”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Saiyart Artist Carpenter

ความเป็นไสยาสน์ลำดับที่สองคือ ความประณีตที่สืบทอดภูมิปัญญาช่างไม้ไทยผสมกับการพัฒนางานในแบบของไสยาสน์เอง

“ไม่ใช่แค่ตัวคุณพ่อ แต่เป็นสิ่งที่เราอยากให้ช่างไม้ทุกคนก้าวข้ามจากช่างไม้มาเป็นศิลปินสร้างสรรค์ เพราะภูมิปัญญาของช่างไม้ไทยมีมากกว่าการทำแค่วงกบประตู”

ด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ขององจารย์ไสยาสน์ผสมผสานเข้ากับเทคนิคและภูมิปัญญาของช่างไม้โบราณทำให้ Saiyart Collection แตกต่างจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เช่น การเข้าไม้หรือการเชื่อมต่อชิ้นไม้อย่างพอดีและแน่นหนา การเพาะไม้หรือการต่อขนาดความกว้างของไม้ให้ได้ขนาดที่ต้องการ แต่ปัจจุบันอาจจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักของไม้เราจริงใช้วิธีเจาะขันเพื่ออัดไม้เข้าหากัน

“สำหรับผมแล้วไม้เป็นสิ่งมีชีวิต คำว่ามีชีวิตหมายถึงมีการยืดหดขยายตัวอยู่ตลอดตามอุณหภูมิรอบตัว และข้อดีของไม้เก่าคือไม้ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วขณะที่ไม้ใหม่ๆ จะมียางอยู่ในตัว มีความชื้น”

All You Need is Art

ลำดับที่สามคือ การสร้างศิลปะรับใช้สังคม

“คุณพ่อเป็นคนที่มีทั้งภูมิปัญญาเดิมและลองผิดลองถูก นอกจากเรื่องการต่อชีวิตไม้ คุณพ่อเป็นคนชอบงานศิลปะมาก เวลาเดินทางท่านจะชอบดูงานประติมากรรมต่างประเทศมาก และยังรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่เห็นงานศิลปะมากมายในที่ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ท่านเชื่อเสมอคือ ศิลปะควรจะอยู่คู่กับคน เพราะนอกจากจะจรรโลงใจยังสะท้อนสังคมได้อีกรูปแบบหนึ่ง”

เดิมทีอาจารย์ไสยาสน์อยากทำงานศิลปะล้วนๆ เลย แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นศิลปินก็ต้องอยู่รอดให้ได้และต้องทำให้เข้าถึงคนให้ได้ หากคนเราเสพศิลปะด้วยการมองและคิดเองเพียงอย่างเดียวซึ่งคนจะเข้าถึงยาก วิธีการทำให้งานศิลปะเข้าถึงคนของอาจารย์ไสยาสน์ก็คือการทำงานศิลปะให้มีฟังก์ชัน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีศิลปะผสมผสานเข้าไป แทนที่จะเป็นประติมากรรมเฉยๆ ก็สามารถใช้งานได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นฐานการออกแบบ

“สิ่งหนึ่งที่นักออกแบบมักจะลืมคือเรื่องพื้นฐานของการใช้งานที่ควรจะเป็น ความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ มุมองศาพนักพิง เป็นตัวเลขพื้นฐานที่นักออกแบบรุ่นใหม่มักจะมองข้ามโดยมุ่งสนใจแต่หน้าตาและความสวยงาม”

รวมไปถึงงานประติมากกรรมขนาดเล็กอย่าง table top ที่มีที่มาจากความที่ประติมากรรมทั่วไปมีขนาดใหญ่มาก ลูกค้าที่จะเข้าถึงได้จำกัดอยู่เพียงบ้านหรือองค์กรขนาดใหญ่ อาจารย์ไสยาสน์จึงเริ่มทำงานชิ้นขนาดเล็กลงมา

“คุณพ่อเก่งเรื่องจัดวางองค์ประกอบมาก วิธีการคือขึ้นกับวัตถุดิบที่มี บ้างเป็นลูกเปตอง เครื่องมือช่าง ท่านจะเอาสิ่งเหล่านั้นมาสเกตช์ในหัวก่อนทำขึ้นมา จัดแสดงและจำหน่ายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปัจจุบันทีมงานยอมรับว่าจะยังไม่ผลงานทำใหม่ๆ ขึ้นมาจนกว่าจะไปให้ถึงแก่นแท้ของความเป็นไสยาสน์ เสมาเงิน”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Bound to Be

ความไสยาสน์ลำดับที่สี่คือ ความผูกพันระหว่างผลงานและศิลปินช่างไม้ผู้สร้าง

ช่วงที่อาจารย์ไสยาสน์เสียชีวิต ดุสิตบอกเราว่าเขาไม่มั่นใจเลยว่าพวกเขาทีมงานทุกคนจะก้าวต่อไปได้ไหม

“พวกเราไม่ต้องการได้รับคำชมเพียงแค่งานดีงานสวย แต่แค่บอกว่า ‘นี่แหละ งานไสยาสน์’ และเราก็ได้รับคำนั้นมาจริงๆ จึงมั่นใจว่าความเป็นไสยาสน์ที่คุณพ่อหล่อหลอมพวกเรานั้นอยู่ในตัวทีมงานทุกคนจริงๆ เราเรียกคอนเซปต์ของงานช่วงหลังที่พวกเราก้าวข้ามความเสียใจนี้ว่า ผลิใบ แสดงถึงเรากำลังจะเดินต่อ เช่นเดียวกับในอนาคตที่เราต้องคิดต่อไปว่าเราจะไปในทิศทางไหน”

งานของ Saiyart Collection มีสองรูปแบบ หนึ่งคือ งานที่มาจากความต้องการของลูกค้า และสองคือ งานที่ช่างจะทำกันอยู่ตลอดเมื่อมีเวลา โดยดุสิตเป็นคนคิดคอนเซปต์รวมและคิดภาพคร่าวๆ ก่อนตกผลึกร่วมกันกับช่างโด่งผู้ทำงานใกล้ชิดอาจารย์ไสยาสน์และเข้าใจความเป็นไสยาสน์ไม่น้อยกว่าใคร โดยร่างบนกระดาษจะเปิดโอกาสให้ช่างที่รับผิดชอบมีส่วนร่วมในการคิด และพัฒนาแบบอยู่เรื่อยๆ ในกระบวนการผลิตจนออกมาเป็นงานที่สมบูรณ์

ดุสิตยังบอกอีกว่า เหตุผลที่ทำให้งานแต่ละชิ้นของ Saiyart Collection มีเอกลักษณ์และมีคุณค่าในตัวเองเป็นเพราะงานเหล่านี้ไม่ใช่งานอุตสาหกรรม ช่างทุกคนของไสยาสน์ฯ (ยกเว้นช่างสี) จะได้รับการมอบหมายงานเป็นชิ้นงานไม่ใช่งานเป็นชิ้นส่วน เช่น คนนี้ทำเก้าอี้แตงโม ก็ต้องทำทั้งตัว ไม่ใช่คนนั้นทำส่วนขา คนนั้นทำประกอบ เพราะฉะนั้นช่างทุกคนจะใส่ใจและใส่ตัวตนลงไปในงานตัวเอง ทุกคนรู้สึกว่างานนี้เป็นงานของฉัน งานที่ออกมาจึงมีความผูกพันกับตัวผู้สร้าง โดย Saiyart Collection จะออกแสดงงานปีละหนึ่งครั้งที่งานสถาปนิก เหล่าทีมช่างก็จะคอยถามว่าเก้าอี้ตัวนี้ของผมเป็นยังไงบ้าง มีคนสนใจไหม ซื้อไปหรือยัง

Saiyart Collection
Saiyart Collection

We Just Want the World Dance, Forget About the Price Tag

ดุสิตเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ลูกค้าต้องยอมรับคือราคาที่สูง ส่วนหนึ่งเพราะไม้จริงที่ทั้งทำงานยากจำเป็นต้องใช้เวลากว่าปกติ แต่ถึงแม้ราคาสูงแต่มั่นใจได้เลยว่างานของ Saiyart Collection ไม่ใช้งานราคาแพง

ราคาแพงคือราคาของสิ่งที่ลูกค้าได้รับไม่คุ้มค่ากับที่ต้องจ่าย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนหรือวัสดุที่จำกัดการทำงาน ดุสิตมองเป็นความท้าทายและโจทย์ที่ต้องแก้ไขต่อไป

“วัสดุนับวันจะหายากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ปฏิเสธว่ามีบ้างที่เราจำเป็นต้องใช้ไม้ใหม่ในการทำงาน แต่ยังคงพยายามใช้ไม้เก่าให้มากที่สุด จากที่เคยหาไม้เก่าขนาดยาวมากก็ต้องคิดหาวิธีต่อไม้ หรือขึ้นโครงสร้างไม้ก่อนด้วยไม้ใหม่ผสมกับการแปะไม้เก่าซึ่งใช้เวลามากกว่าเดิมหลายเท่า เราเรียกงานลักษณะนี้ว่า new bound เล่นคำกับคำว่า new born เกิดใหม่ กับ bond ให้ความหมายเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ประสานกัน

“เรื่องบุคลากรก็เป็นเรื่องสำคัญมากนะ คนไทยไม่อยากทำงานใช้แรงเราจึงมักจะเห็นแรงงานต่างด้าวทำงานเหล่านี้ แต่สำหรับที่นี่เราไม่มีแรงงานต่างด้าวเพราะที่นี่ไม่ใช่งานใช้แรง แต่เป็นงานใช้ทักษะ”

ดุสิตเล่าเพิ่มเติมว่า มีกราฟิกดีไซเนอร์จากนิวยอร์กมาขอฝึกงานไม้กับ Saiyart Collection หลายเดือนแล้ว ออกแบบสร้างทำโต๊ะขึ้นมาหนึ่งตัว นอกจากเขาเรียนรู้จาก Saiyart Collection ดุสิตและทีมช่างเองก็ได้เรียนรู้จากนักศึกษาฝึกงานด้วย ทั้งยังรู้สึกดีที่ยังมีคนรุ่นใหม่สนใจงานไม้อยู่

ถ้าไม้ไม่เป็นงานศิลปะกับเฟอร์นิเจอร์ มีวิธีคืนชีวิตให้ไม้อย่างไรได้อีกบ้าง

“ใช้งานให้คุ้มค่า ทุกวันนี้คนเราใช้ทรัพยากรต่างๆ ฟุ่มเฟือยเกินไป เราไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมัน จริงๆ มันสะท้อนถึงตั้งแต่การเริ่มต้นตัดสินใจซื้อหรือเลือกเสพสิ่งใดเข้ามาในชีวิตแล้ว ในยุคนี้ที่มีข้อมูลให้เลือกมากมาย คนก็ต้องการอะไรที่สะดวกได้มาง่าย ย่อยมาแล้ว ในทางตรงกันข้ามคือของเหล่านี้ก็หมดคุณค่าเร็วเช่นกัน เมื่อหมดคุณค่ามันก็อยู่กับเราได้ไม่นาน ใช้มันไม่คุ้มค่าทำให้มันเป็นขยะ

“ไม่ใช่แค่สิ่งของหรอก แม้กระทั้งความคิดกับทุกเรื่องรอบตัวในยุคนี้เลย หากเป็นของที่คนทำตั้งใจทำมากๆ สิ่งนั้นก็จะมีคุณค่าในตัวเองจนเป็นที่ต้องการ”

เราทิ้งท้ายคำถามสุดท้ายกับดุสิตถึงการนำพาแบรนด์ Saiyart Collection นี้ว่าจะไปถึงจุดไหน

“สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ของผมตอนนี้คือจะต้องไม่ทำให้เสียชื่อไสยาสน์ รักษาคุณภาพ การออกแบบ พัฒนาแบรนด์และสินค้าต้องไม่อยู่กับที่ ที่สำคัญ เราอยากเป็นแหล่งความรู้ ส่งเสริมอาชีพช่างไม้ ใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นเรื่องงานไม้ เรายินดีต้อนรับเสมอ เพราะผมอยากให้มันไม่จบอยู่ในยุคของผม”

Saiyart Collection
ภาพ:  Saiyart Collection

Save

Save

Save

Rules

  1. ทำในสิ่งที่ชอบ
  2. จริงจังและทำสิ่งนั้นให้ดีมากพอจนทำให้คนอื่นชอบในสิ่งที่คุณทำ
  3. ก้าวให้ทันโลก อย่ายึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ หรือความสำเร็จเก่าๆ
Facebook | Saiyart Collection

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load