Coincidence แปลว่า บังเอิญ 

แต่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เรามาที่ร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง Co-Incidence เพื่อทำความรู้จักกับน้ำยาล้างจานชื่อน่ารักเหมือนผู้หญิงญี่ปุ่นอย่าง ‘ริงโกะ’ ซึ่งเกิดจากการปลูกปั้นของ เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ นักออกแบบผู้ช่ำชองธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสปา ร้านกาแฟ ร้านอาหารมากมาย และความสำเร็จทางธุรกิจทั้งหมดของเธอก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ทั้งร้านกาแฟอย่าง Bar Storia del Caffè ที่เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราขายแค่ของวินเทจ ไม่ทำกาแฟมาขายด้วย”

ร้านอาหารจีนอย่าง CHU ที่เริ่มจากการเป็นแฟนคลับรสมือบักกุ๊ดเต๋ของคุณลุงคุณป้าแล้วรู้สึกว่า “ทำไมไม่เปลี่ยนห้องแถวตรงนี้ให้เป็นร้านอาหารเสียเลยล่ะ”

ร้าน Calm Spa ที่เกิดจากการชอบไปสปาที่ทะเล แล้วนึกสงสัยว่า “ทำไมไม่มีสปาบรรยากาศแนวนี้ที่กรุงเทพฯ บ้าง” และอีกมากมาย

นอกจากลายเซ็นในสไตล์การตกแต่งร้าน หัวใจที่เหมือนกันในธุรกิจที่ผ่านมาของเปิ้ล คือความคลั่งไคล้และการตั้งคำถามว่า ทำไมยังไม่มีคนทำ

เช่นเดียวกับธุรกิจใหม่ล่าสุดอย่างน้ำยาล้างจาน ซึ่งมาจากกิจกรรมที่เธอชอบทำมากๆ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

ริงโกะ คือน้ำยาล้างจานของคนสายออกแบบที่…

เป็นมิตรกับจาน ฟองน้อยหน่อย แต่ยังขัดคราบไขมันออกได้สะอาด เป็นมิตรกับมือ ไม่เคืองและคัน ด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนและสารสกัดจากอะโลเวรา เป็นมิตรกับจมูก กลิ่นหอมจากธรรมชาติ ด้วยน้ำมันสกัดจากมินต์ เป็นมิตรกับโลก ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

แค่เห็นสรรพคุณก็อยากทำความรู้จักแบรนด์น้องใหม่ของเธอเสียแล้ว 

วันนี้ The Cloud ชวนเปิ้ล ผู้ริเริ่ม และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา Project Coordinator ของแบรนด์ Ringo มาไขข้อสงสัยให้หมดจด ว่าการล้างจานแบบสบายใจและสบายมือเป็นอย่างไร ทำไมจึงอยากทำธุรกิจใหม่เอี่ยมนี้ขึ้นมา

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

From Lifestyle to Living 

ใครหลายคนคงทำหน้าแปลกใจหากเราจะบอกว่า น้ำยาล้างจานเป็นหนึ่งในสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดีขึ้น 

เปิ้ลเล่าว่า เทรนด์ของร้านไลฟ์สไตล์ที่เธอพบเวลาไปต่างประเทศ คือร้านขายของแฟชั่นไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า กระเป๋า อย่างเดียวอีกต่อไป หลายแบรนด์เริ่มนำน้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น มาขาย

“ที่ผ่านมา เราสนใจที่ร้านแฟชั่นหันมาขายสินค้า Home Goods ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตครบวงจรมากขึ้น เราอยากให้คนรู้สึกว่า Living กับ Lifestyle เป็นเรื่องเดียวกัน” เปิ้ลเล่า

แม้แบรนด์ Co-Incidence ของเธอจะขายครีมบำรุงผิวและครีมทามืออยู่แล้ว เปิ้ลกลับมองว่าผลิตภัณฑ์บำรุงและทำความสะอาดแตกต่างกัน จึงตัดสินใจทำน้ำยาล้างจานภายใต้เแบรนด์ใหม่ เธอเริ่มจากการพัฒนาสูตรและส่วนผสม ซึ่งใช้เวลาถึง 6 เดือน นานกว่าครีมบำรุงอื่นๆ ที่เคยทำ

“สินค้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ เช่น โลชั่น หรือสินค้าสปา เน้นความรื่นรมย์เป็นหลัก

จึงไม่ต้องอธิบายเยอะ แต่กับริงโกะ เรามีเรื่องเล่าที่อยากให้คนเข้าใจเยอะเลย ไม่อยากให้คนคิดว่าแบรนด์เด่นแค่เรื่องแพ็กเกจสวยงาม” เปิ้ลเล่าความตั้งใจของเธอ 

เพราะอยากทำให้จริงจัง จึงเป็นที่มาของน้ำยาล้างจานที่อยากบอกทุกคนว่า “เราใช้ชีวิตให้เป็นมิตรขึ้นอีกนิดได้นะ”

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

แม่บ้านริงโกะผู้หมกหมุ่นกับการล้างจานให้สะอาด

ริงโกะเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า แอปเปิ้ล 

มาจากชื่อเจ้าของแบรนด์ ผู้ชอบหายเข้าไปในแผนก Natural Home Goods เวลาเดินห้างสรรพสินค้า

“เราตีความความเป็นริงโกะจากตัวตนของเรา นึกภาพเราเป็นเหมือนแม่บ้านญี่ปุ่นที่หมกมุ่นอยากล้างจานให้สะอาด” นี่คือคำแนะนำตัวจากเปิ้ล ผู้ปลูกปั้นริงโกะจากตัวตนของตัวเอง โดยมี พลอย และทีมงานอีก 2 คนได้แก่ เบนซ์-ธนวัต ศักดาวิษรักษ์ Design Director และ ฝ้าย-สุภาภรณ์ ตันตระกูล Project Coordinator ร่วมเป็นกำลังสำคัญ 

เปิ้ลเป็นคนชอบล้างจาน แต่พอล้างทีไรก็พบว่าเกิดอาการแพ้น้ำยาล้างจาน คันและมือเป็นขุยทุกที ด้วยความที่ไม่ชอบใส่ถุงมือเวลาล้างจาน ทำให้ต้องไปหาซื้อน้ำยาสูตรอ่อนโยน ไร้สารเคมี จากต่างประเทศมาใช้ เมื่อชอบซื้อของจากเมืองนอกบ่อยๆ จึงเริ่มอยาก

พัฒนาน้ำยาล้างจานสูตรอ่อนโยนให้ตัวเองและทุกคนได้ใช้บ้าง

แม้ชื่อจะบ่งบอกสัญชาติญี่ปุ่น แต่ริงโกะเป็นน้ำยาล้างจานสัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ 

จากประสบการณ์ของเปิ้ล ผู้ริเริ่มแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ไทยมามากมาย เธอเล่าว่า แบรนด์ไทยในนิยามของเธอไม่จำเป็นต้องออกแบบด้วยลวดลายดั้งเดิมที่แสดงออกว่าเป็นไทย แต่เป็นไทยด้วยมุมมองและการตีความของนักออกแบบไทย

เช่นการออกแบบสินค้าของแบรนด์ Co-Incidence ซึ่งล้วนใช้นักออกแบบคนไทยทั้งหมด โดยนำสินค้า OTOP จากจังหวัดต่างๆ มาต่อยอดให้ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานและพัฒนาการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้น 

แม้จะมีการดัดแปลง ตีความใหม่ แต่ก็แสดงรากเหง้าความเป็นไทยออกมาผ่านผลงาน สิ่งสำคัญคือ ความตั้งใจที่อยากทำแบรนด์ออกมาให้ดี สร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เมืองไทยยังไม่มี

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

น้ำยาล้างจานของผู้แพ้ (ง่าย) 

เพื่อเป็นมิตรกับคนที่แพ้ง่าย ริงโกะจึงเน้น ‘ถอด’ ส่วนผสมให้เหลือสารเคมีน้อยที่สุด

ถอด สารเคมีอันตรายอย่างฟอร์มัลดีไฮด์ คลอรีน แอมโมเนีย ฟอสเฟต⠀ 

ถอด สีและกลิ่นสังเคราะห์ ใส่ส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติลงไปแทน

ถอด พาราเบนและ SLS ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย 

ส่วนมากเรามักพบผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น Paraben-Free และ SLS-Free ในเครื่องสำอาง ผู้หญิงที่ผิวแพ้ง่ายจะเข้าใจดีว่าสารเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงคือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับผิวบ่อยๆ อย่างน้ำยาล้างจานก็ใส่สารเหล่านี้ลงไปด้วยเช่นกัน 

ริงโกะเลือกใช้สารลดแรงตึงผิวและขจัดคราบไขมันที่มีความอ่อนโยนและ

ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS อ่อนโยนชนิดที่ว่าเป็นสารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสำหรับทารก  

เป็นน้ำยาล้างจานที่นอกจากจะดูแลจานแล้วยังอ่อนโยนต่อมือเราด้วย 

แถมยังเป็นความอ่อนโยนที่เข้าใจคนล้างว่าคุ้นชินกับการล้างจานแบบไหน   

เปิ้ลบอกว่า ความจริงแล้วน้ำยาล้างจานสูตรที่อ่อนโยนที่สุดคือไม่มีฟองเลย 

แต่เหตุผลที่ริงโกะยังต้องมีฟองบ้าง เพราะคนคุ้นชินกับการล้างแบบมีฟอง เหมือนเวลาคนอาบน้ำก็ชอบให้มีฟอง จึงจะรู้สึกว่าสะอาด  

“เราทำวิจัยเล็กๆ ถามกลุ่มเป้าหมายว่า เลือกซื้อน้ำยาล้างจานจากปัจจัยอะไร ส่วนใหญ่ตอบว่า ฟอง เพราะมีฟองจึงรู้สึกว่าล้างสะอาด ที่เรายอมใส่ส่วนผสมให้เกิดฟองบ้าง เพราะคนส่วนใหญ่ยังติดล้างแบบมีฟองอยู่” พลอยเล่า ก่อนที่เปิ้ลจะเสริมว่า ในอนาคต เมื่อคนรู้จักและเข้าถึงริงโกะมากขึ้น พวกเธอตั้งใจจะทำสูตรที่มีฟองน้อยกว่านี้ให้จงได้ 

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

ล้างจานอย่างไรไม่ให้ค้างคาใจและน้ำใสในลำธาร 

แม้จะมีส่วนผสมที่อ่อนโยนมาก ริงโกะก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นน้ำยาล้างจานออร์แกนิก แต่เป็นน้ำยาล้างจานที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

ด้วยวัฏจักรของน้ำตามธรรมชาติ น้ำในแม่น้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ กลั่นตัวเป็นเมฆ แล้วหยดลงมาเป็นเม็ดฝน น้ำจากธรรมชาติเป็นหยดน้ำที่ใสบริสุทธิ์ แต่ธารน้ำที่ใสสะอาดเหล่านั้นต้องมาแปดเปื้อน เมื่อมนุษย์นำน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งซักผ้าและล้างจาน

ในแต่ละวันเสื้อผ้าและจานของเราสะอาดเอี่ยม แต่น้ำในแม่น้ำลำคลองกลับกลายเป็นน้ำเสียเจือมลพิษ ผิดกับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในบ้านเรา  

ริงโกะจึงปฏิเสธที่จะใส่ฟอสเฟต ซึ่งนิยมใส่ในผลิตภัณฑ์ซักผ้าและทำความสะอาด 

เพราะหากมีฟอสเฟตในน้ำเยอะ จะทำให้น้ำเสีย ทำลายระบบนิเวศในน้ำ

แต่เลือกใช้ส่วนผสมที่มีความสามารถในการย่อยสลายตามธรรมชาติสูงแทน 

“การย่อยสลายตามธรรมชาติ หรือ Biodegradable หมายถึง ความสามารถในการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำ ดิน อากาศ ให้กลายเป็นคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ทำให้ไม่มีสารตกค้างในสิ่งแวดล้อม” พลอยอธิบาย

หากไม่อยากล้างจานแล้วมีเรื่องค้างคาใจกับธารน้ำ การใช้น้ำยาล้างจานอย่างริงโกะ ที่เมื่อล้างจานเสร็จก็นำน้ำที่ใช้แล้วไปรดต้นไม้ต่อได้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ธรรมชาติสบายใจ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

สะอาด-สว่าง-สงบ

ไม่ใช่แค่อยากสร้างโลกรื่นรมย์ที่ต้นไม้ร่มรื่นและน้ำใสสะอาดเท่านั้น แต่ริงโกะยังอยากสร้างความสุนทรีย์ในการล้างจาน ด้วยสัมผัสฟองนุ่มๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้คนล้างรู้สึกสบายใจอีกด้วย เปิ้ลรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่มักมีกลิ่นฉุนเกินไป เวลาใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อไหน คนก็บอกได้เลยว่าเป็นกลิ่นของยี่ห้ออะไร 

เพราะอยากให้ชีวิตเบาขึ้น ไม่มีน้ำหอมและกลิ่นสังเคราะห์ จึงออกมาเป็นน้ำยาล้างจานที่มีกลิ่นอโรม่าจากสารสกัดธรรมชาติ หากภาพจำของคนส่วนใหญ่คือแม่บ้านที่ล้างจานด้วยน้ำยาล้างจานกลิ่นมะนาว แม่บ้านแบบริงโกะก็คงเป็นแม่บ้านส่วนน้อย แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเลือกล้างจานด้วยน้ำยากลิ่นมินต์

“คนไทยมักมีภาพจำว่าน้ำยาล้างจานต้องเป็นกลิ่นมะนาว เวลาไปกินโต๊ะจีนจะมีมะนาวใส่กะละมัง คนก็จำว่ามะนาวทำให้ไม่มัน แต่จริงๆ แล้วมะนาวไม่เกี่ยวกับความสะอาดของจาน แต่เกี่ยวข้องกับกลิ่น

“เราสนใจกลิ่นธรรมชาติ เวลาล้างแล้วได้กลิ่นอโรม่าสบายๆ ล้างแล้วมีความสุข” เปิ้ลเล่าถึงที่มาของมินต์ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวที่ริงโกะมีตอนนี้ 

ภายใต้ขวดมินิมอลสีขาวที่เรียบๆ แต่ดูดี เหมาะจะวางไว้หลายๆ มุมของบ้าน คาเฟ่ หรือ ออฟฟิศ หากสังเกตให้ดีจะพบว่ารูปถ่ายจานที่แปะอยู่บนแต่ละขวดไม่เหมือนกัน แม้มีกลิ่นให้เลือกเพียงกลิ่นเดียว

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

“เราแค่ไม่อยากให้คนเบื่อ เบื่อขวดก็แค่ลองเปลี่ยนรูป” เปิ้ลหัวเราะ เธอบอกว่าตั้งใจออกแบบขวดให้เป็นสีขาว ไม่ใช่แค่เหตุผลทำให้แตกต่างจากแบรนด์ที่มีในตลาด แต่เป็นสัญญะให้รู้ว่าเป็นน้ำยาล้างจานสายคลีน

นอกจากรูปภาพและขวดที่ตั้งใจออกแบบมาอย่างดีแล้ว เร็วๆ นี้พวกเธอกำลังจะมีโปรเจกต์ที่ชวนคนมาสนุกกับการล้างจานผ่านงานภาพถ่ายแนวอาร์ต ที่ถ่ายรูปการล้างจานตามที่ต่างๆ อีกด้วย

ทั้งหมดก็เพื่อทำให้คนรู้จักและเข้าใจริงโกะมากขึ้น    

น่าแปลก ที่ริงโกะเป็นแบรนด์ที่อยากมีคู่แข่ง 

แม้น้ำยาล้างจานรักษ์โลกจะมีกลิ่นและสรรพคุณไม่ต่างกัน

แต่พวกเธอก็พบว่ามีช่องว่างของตลาดที่ยังไม่มีคนทำ “เราไม่ได้คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคหรือความเข้าใจของคนรุ่นก่อน แต่อยากสร้างตัวเลือกให้คนใช้ แล้วแต่ความถนัดและการใช้ชีวิตของแต่ละคนว่าชอบแบบไหน” เปิ้ลเล่า

ด้วยราคาที่สูงกว่าน้ำยาล้างจานที่มีตามท้องตลาดอยู่มาก ตลาดน้ำยาล้างจานทางเลือกจึงยังค่อนข้างเล็ก น้อยคนจะรู้ว่าน้ำยาล้างจานที่ดีต่อโลกและต่อตัวเองก็มีเหมือนกัน ความท้าทายของริงโกะจึงเป็นการแนะนำตัวให้คนรู้จักและเชื่อใจให้ได้ และลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของริงโกะคือคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงคนที่แพ้สารเคมีในน้ำยาล้างจาน

หากริงโกะเป็นแม่บ้านคนหนึ่ง ก็คงไม่ได้เป็นแม่บ้านที่อยากล้ม ‘รุ่นพี่’ ที่อยู่คู่ครัวของใครหลายคนมานาน แต่เป็น ‘แม่บ้านทางเลือกใหม่’ สำหรับคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตที่เป็นมิตรขึ้น  

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

หยดเล็กๆ ที่อยากช่วยโลก

สิ่งที่ริงโกะทำคือ สร้างโอกาสจากตลาดใหม่ โดยแก้ปัญหาเล็กๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน 

โอกาสในการได้ใช้สินค้าที่เป็นมิตรขึ้น  

โอกาสในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ทำให้เรื่องห่วงใยสิ่งแวดล้อมอยู่ใกล้เรามากขึ้น แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างการล้างจาน

ในอนาคต ทั้งเปิ้ลและพลอยคิดอยากต่อยอดริงโกะให้เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน มีสินค้าตอบโจทย์การรักษาความสะอาดอย่างน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาเอนกประสงค์ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาถูพื้น เปลี่ยนของใช้ในบ้านที่จำเจให้เป็นมิตรที่ครบชุดมากขึ้น รวมทั้งทำมุมเล็กๆ ในร้าน Co-Incidence ให้คนมาเติมน้ำยาได้ 

แม้น้ำยาล้างจานไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้ามีคนคิดเหมือนกันหลายคน จากน้ำยาล้างจานขวดเล็กๆ ที่แต่ละบ้านใช้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของพลังน้อยนิดแต่มหาศาลที่ทำให้บ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันน่าอยู่ขึ้นได้ เพราะเมื่อน้ำของแต่ละบ้านไหลมารวมกันเป็นธารน้ำสายใหญ่ ที่จะกลายเป็นน้ำใสสะอาดหรือน้ำเสียปริมาณมากก็ได้

“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสนใจสิ่งเล็กๆ…สิ่งที่เราทำไม่ได้ช่วยเปลี่ยนโลกในทันที แต่ค่อยๆ ขยับไป” เปิ้ลทิ้งท้าย

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

Lesson Learnt

เมื่อทำธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง และสินค้าจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ จะทำให้โปรโมตง่ายขึ้น คนที่มาสปาได้เห็นสินค้าของ Co-Incidence คนที่มาร้าน Co-Incidence ได้เห็นน้ำยาล้างจานที่วางอยู่ อาจไม่ต้องลองใช้ในครั้งแรกที่พบเห็น แต่ได้รู้จักผ่านตาไปเรื่อยๆ เหนือสิ่งอื่นใดธุรกิจแต่ละแบบมีความยากง่ายต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดของทุกธุรกิจคือขายให้ถูกคนและถูกที่ ริงโกะจะไม่ดื้อเรื่องกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องรู้ว่าใครที่น่าจะซื้อและใครที่ไม่สนใจ

Where to Buy

1. Online Order at

Facebook : Ringo.homegoods

Instagram : @ringo.homegoods

2. Co-incidence House (Sukhumvit 49)

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เมื่อปลายปีก่อน มีผู้อ่านชื่อ ‘พี่ลูกศร’ ส่งข้อความถึง The Cloud เล่าเรื่องคลินิกกายภาพบำบัดแห่งหนึ่งให้ฟัง

พี่ศรบอกว่า ตัวเองมีปัญหาเอ็นขาอักเสบ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการผ่าตัดเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตัดสินใจไปรักษาที่ ‘กันยาคลินิกกายภาพบำบัด’ เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา จึงได้รู้แนวคิดในการทำธุรกิจของที่นี่

แนวคิดแบบที่นักธุรกิจก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นนักกายภาพบำบัดเท่านั้น

เจ้าของคลินิกคือ รศ.กันยา ปาละวิวัธน์ อดีตอาจารย์กายภาพบำบัดอายุ 70 ปีที่ต้องการให้สุขภาพดีเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้

กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี

อาจารย์กันยาสร้างคลินิกกายภาพบำบัดแห่งนี้เมื่อ 40 ปีก่อน มีค่ารักษาเริ่มต้นแค่ 200 บาท ผ่านมาหลายปีราคาก็เพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะกลัวคนไข้จะรักษาไม่ไหว

การรักษาของที่นี่เป็นแบบ Patient-centric มีระบบเทรนนักกายภาพบำบัดที่เข้มงวดทั้งความเชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดและความช่ำชองเรื่องจิตใจของผู้คน โดยตั้งใจให้การรักษาไม่จบแค่ในห้องตรวจ เพราะสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาการทางกายหายขาดคือ คนไข้ต้องกลับไปดูแลชีวิตตัวเองให้ได้

คลินิกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปากโดยลูกค้า ความสำเร็จของธุรกิจนี้จึงไม่ใช่การมาใช้บริการซ้ำ แต่หวังว่าเขาจะหายดีและไม่ต้องเจอกันเพราะโรคอีก

“พี่ลูกศรเป็นแฟน The Cloud มาตลอด เลยอยากลองเสนอหัวข้อสัมภาษณ์นี้ เพราะอยากให้เจตนารมณ์ดี ๆ ของผู้ก่อตั้งที่มีต่อคนไข้ได้สืบต่อ”

พี่ลูกศรพิมพ์ข้อความทิ้งท้ายไว้

ในฐานะคนหนึ่งที่มีปัญหา Office Syndrome ผู้ผ่านการรักษามาแล้วหลายแขนง ทั้งไทย จีน ฝรั่ง และยอมแพ้รับชะตากรรมอาการปวดเรื้อรังมาหลายครั้ง (จนวาดฝันว่าอยากเปิดร้านนวดของตัวเอง หรือมีเครื่องอัลตร้าซาวด์ไว้ที่บ้าน) เรากดเบอร์โทรศัพท์ของ กภ.นันท์ อุดมเฉลิมภัทร หรือที่คนไข้เรียกกันจนติดปากว่า หมอนัน ผู้บริหารในเครือบริษัท กันยาคลินิกกายภาพบำบัด ที่พี่ลูกศรให้มาเพื่อนัดคุยกันในบ่ายวันหนึ่ง 

01

ย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน ศาสตร์ทางกายภาพบำบัดยังไม่ได้รับความนิยมในเมืองไทย เมื่อพูดถึง ‘การกายภาพ’ หลายคนมักคิดว่าเป็นวิธีการรักษาหลังประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ หรือเมื่อร่างกายเป็นอัมพฤตหรืออัมพาต

อาจารย์กันยาจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับวิชาชีพของตัวเองว่า จริง ๆ แล้วจะสามารถช่วยคนมากกว่านั้นได้หรือไม่
กันยาคลินิกสาขาแรกเป็นห้องแถวเล็ก ๆ บริเวณสามแยกไฟฉาย และเปิดเฉพาะช่วงนอกเวลางานประจำ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกายภาพบำบัดให้คนทั่วไป จนมีคนไข้ขาประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

เป็นตอนนั้นเองที่อาจารย์กันยาได้คำตอบว่า กายภาพบำบัดช่วยคนไข้ให้อาการดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาใด ๆ และยังสามารถดูแลตัวเองต่อได้

เวลาผ่านไปมีลูกศิษย์ลูกหาเข้ามาร่วมงานด้วย พร้อมนักลงทุนที่ยื่นข้อเสนอทางธุรกิจในการขยายกิจการหลายรูปแบบ

แต่อาจารย์กันยาปฏิเสธ เพราะมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างไป ท่านตั้งมั่นว่าทีมบริหารทั้งหมดต้องเป็นแพทย์ ไม่ใช่นักธุรกิจ เพราะไม่อยากให้แนวทางที่ตั้งใจเดินแต่แรกหล่นหาย

ประกอบกับที่อาจารย์อยากให้คนทำงานมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเริ่มขยายสาขาและชวนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน จาก 1 เป็น 2  จาก 2 เป็น 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สิรินธร เหม่งจ๋าย อุดมสุข พญาไท และประชาชื่น พร้อม ‘ซีเนียร์กันยา’ ให้บริการกายภาพบำบัดที่บ้านสำหรับคนที่ไม่สามารถเดินทางมาที่คลินิก

กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี
กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี

02

เรานัดคุณนันที่คลินิกประชาชื่น สาขาใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดได้หมาด ๆ

พนักงานต้อนรับหน้าตายิ้มแย้ม สถานที่สะอาดสะอ้านเป็นสัดเป็นส่วน นักกายภาพบำบัดใจดีที่ค่อย ๆ อธิบายอาการอย่างใจเย็น รายการการรักษาที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยระดับแรกเริ่มอย่างกระดูกกล้ามเนื้อ กลุ่มนักกีฬา ผู้ป่วยระบบประสาท จนถึงกระดูกสันหลังคด

ถ้าคิดว่านั่นทำให้กันยาคลินิกแตกต่างแล้ว คุณคิดผิด

สิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในใจคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาอย่างพี่ลูกศร ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ในห้องตรวจ แต่รวมไปถึงเมื่อเขากลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิต และผลลัพธ์ที่ได้หลังจากนั้น

ละเอียดลออในสิ่งที่ทำ

การรักษาหนึ่งครั้งใช้เวลาเฉลี่ย 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะหนึ่งสิ่งสำคัญของกระบวนการรักษาคือ การพูดคุย คนไข้จะอยู่กับนักกายภาพบำบัดแค่ 1 – 2 ชั่วโมง ที่เหลือต้องกลับไปอยู่กับตัวเองและดูแลตัวเองให้ได้

“เราต้องให้เวลากับเขา คุยกับเขาให้เข้าใจก่อนว่า หนึ่ง เป้าหมายของเขาที่มาหาเราคืออะไร และสอง เราสามารถทำให้ถึงตามเป้าที่เขาหวังไว้ได้ไหม อย่างไร เมื่อเป้าหมายตรงกันแล้วก็พากันเดินไปให้ถึง”

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ที่นี่รักษาแบบองค์รวม โดยไม่ได้มองคนไข้เป็นส่วน ๆ หากคนไข้มาเพราะอาการปวดคอ ก็จะไม่ดูแค่คอ บ่า ไหล่ หรือมีอาการปวดหลัง ก็จะไม่ดูแค่หลัง

“อย่าลืมว่าคนไข้ 1 คนก็คือมนุษย์ 1 คนนะครับ เวลาจะรักษามนุษย์ 1 คน เราต้องตรวจทั้งร่างกายว่าปัญหาจริง ๆ เกิดจากอะไร”

เราถึงกับคิดเรื่องการนวดแผนไทยครั้งล่าสุดของตัวเอง ที่อยากแก้อาการปวดสะบักจากการนั่งทำงานนาน รู้ทั้งรู้ว่าอาการไม่ได้เกิดจากสะบัก ก็ยังไม่วายเลือกโปรแกรม ‘คอ บ่า ไหล่’ แถมขอเน้นสะบักเป็นพิเศษ

“ยกตัวอย่างว่า สมมติคนไข้เจ็บเท้าซ้าย เขาจะไม่ลงน้ำหนักเท้าข้างซ้ายแน่นอน แต่จะลงข้างขวา พอเป็นแบบนี้ไปสักพัก ก็จะติดพฤติกรรมลงน้ำหนักเท้าข้างขวา แม้เท้าซ้ายจะไม่เจ็บแล้ว เขาอาจจะมาหาด้วยอาการปวดเข่าขวานี่แหละ ถ้ารักษาเป็นส่วน ๆ เราก็ดูแค่เข่าขวา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ต้นเหตุมันมาจากข้อเท้าซ้ายที่เคยเจ็บจนทำให้ข้างขวาทำงานหนัก ถ้าเราดูแค่จุดจุดเดียว เป็นตรงไหนกดตรงนั้น อัลตร้าซาวด์ช่วย เขาอาจจะไม่ได้กลับไปฝึกให้ลงน้ำหนักขาซ้ายอย่างถูกต้องอีกเลย อาการปวดลงขาขวาก็ไม่มีทางหายเจ็บ

“บางคนตึงบ่าเพราะหายใจไม่เป็น ไปใช้กล้ามเนื้อบ่าแทน เราก็ต้องแก้ที่วิธีการหายใจ การตรวจรักษาคนไข้แบบนี้จึงมีแนวโน้มทำให้คนไข้หายขาดในระยะยาวมากกว่า”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

เป็นโค้ชที่เข้าใจนักกีฬา (= ธุรกิจที่เห็นใจลูกค้า)

ต่อเนื่องจากการใช้เวลากับคนไข้ให้คุ้มค่า นักกายภาพบำบัดที่กันยาคลินิกมองตัวเองเป็นโค้ช คอยสอนและให้กำลังใจคนไข้ในการทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองต่อ โดยยึดธรรมชาติพฤติกรรมเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญคือเอาใจใส่กับความสุขของแต่ละคน

“แต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงเขาจะมีอาการปวดเหมือนกันก็ตาม เรารู้อยู่แล้วว่าอาการแบบนี้ ทำท่าไหนถึงมีประโยชน์

“การรักษาช่วงแรก ๆ เป็นการเรียนรู้ลักษณะนิสัย เราจะลองให้การบ้านเขาไปสัก 2 ท่า ดูว่าขยันทำไหม ถ้าเขาไม่ชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอาจจะไม่ค่อยทำ ซึ่งเราตรวจได้จากความแข็งแรงของร่างกาย ครั้งต่อไปก็ให้การบ้านน้อยหน่อย ไม่ต้องไปบังคับ เพราะเดี๋ยวสุดท้ายจะไม่ทำเลย แต่เกิดเขาชอบมาก ขยันมาก เราก็ให้การบ้านเพิ่ม”

คุณนันเล่าว่า การกายภาพบำบัดในเมืองไทยแตกต่างจากต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกาแทบไม่มีการใช้เครื่องมือ แต่เน้นการออกกำลังกายเป็นหลัก หน้าที่ของนักกายภาพบำบัดคือพยายามเข้าใจธรรมชาติและการใช้ชีวิตของคนไข้ เพื่อออกแบบการรักษาที่นอกจากตอบโจทย์แล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะสำเร็จลุล่วง ที่สำคัญต้องทำให้คนไข้เห็นผลลัพธ์ เขาจะได้มีแรงใจที่จะพยายามทำต่อ ไม่ได้มองมันแค่เป็นการบ้านที่ทำให้แล้ว ๆ ไป

หรือในบางเคส คนไข้ชอบเดินออกกำลัง นักกายภาพบำบัดที่นี่จะไม่สั่งห้ามกิจกรรมเขาทันที เพราะรู้ว่ามีผลต่อความสุขในชีวิต บางคนกระทบไปถึงสภาพจิตใจ จึงจะประเมินอาการก่อน ช่วงแรกอาจจะยังทำไม่ได้ พอเวลาผ่านไป ค่อย ๆ ปล่อยให้ทำทีละน้อย

เลือกคนที่ ‘ใช่’ มาเป็นตัวแทนธุรกิจ

สิ่งที่ทำให้คลินิกดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนจนถึงวันนี้คือ บุคลากร ที่นี่คัดเลือกคนเข้าทำงานอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของนักกายภาพบำบัดและเจ้าหน้าที่ เฟ้นหาจนเจอคนที่ ‘ใช่’ หรือที่คุณนันเรียกว่า ‘คนกันยา’

“เวลาคัดเลือกจะลองจินตนาการว่า ถ้าเราเป็นคนไข้แล้วมาเจอนักกายภาพบำบัดหรือเจ้าหน้าที่คนนี้ เราจะอยากคุยกับเขาไหม แล้วจะรู้เลยว่าคนไหน ‘ใช่’”

ภาพย้อนกลับไปเมื่อ 20 นาทีก่อนที่เราเปิดประตูคลินิกเข้ามา พนักงานด้านหน้าต้อนรับและให้ข้อมูลอย่างอบอุ่น ถ่ายทอดความตั้งใจของอาจารย์กันยาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

“เราสัมภาษณ์กันจริงจัง และไม่ได้คัดด้วยเกรด แต่ดูว่าสื่อสารกันรู้เรื่องไหม ทำงานจริงได้ไหม อย่างตำแหน่งพนักงานต้อนรับ เราดูที่ความใจเย็น เขาต้องอารมณ์ดีและใจเย็น เพราะคนไข้มีหลายรูปแบบ ส่วนพนักงานอื่น ๆ เช่น แม่บ้าน ก็อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการพูดคุย แต่ดูความซื่อสัตย์และความละเอียด เช่น ถ้ามีน้ำหกตรงนั้น เขาพร้อมจะไปดูแลไหม

ที่กันยาคลินิก นักกายภาพบำบัดต้องเข้ารับการอบรมนานถึง 3 เดือนก่อนจะเริ่มรักษาคนไข้จริง

“มีทั้งชั่วโมงเลกเชอร์และชั่วโมงปฏิบัติ เพื่อทบทวนเนื้อหาสำคัญจากมหาวิทยาลัย สิ่งที่เขาต้องตอบหรือนำไปประยุกต์ใช้ต่อให้ได้ นักกายภาพบางคนยังไม่มีประสบการณ์ในการเจอคนไข้ ทุกคนจะมี CI หรือ Clinical Instructor เป็นนักกายภาพรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยง อบรมเสร็จต้องสอบให้ผ่าน”

ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ไม่มีนักกายภาพบำบัดพาร์ตไทม์ จะมีก็เป็นนักกายภาพบำบัดที่เคยผ่านอบรมกับเราแล้วมีเงื่อนไขบางอย่างจึงไม่สามารถทำเต็มเวลาได้ คุณนันบอกว่า บุคลากรคือตัวแทนในการดูแลคนไข้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างคนที่เข้มแข็งและมีเป้าหมายเดียวกันคือรักษาคนไข้ให้หาย

ซื่อสัตย์ต่อคนไข้

เมื่อฝ่ายบริหารทั้งหมดเป็นนักกายภาพบำบัด ยอดกำไรจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจนี้ ความสำเร็จที่แท้จริงคือ คนไข้ต้องหายจากอาการ หรือดีขึ้นเท่าที่จะดีขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละคน

‘อย่าตั้งราคาแพง’ นักกายภาพบำบัดผู้ก่อตั้งเน้นย้ำเรื่องนี้เสมอ

เดิมทีค่ารักษาเริ่มต้นแค่ 200 บาท เพราะกายภาพบำบัดไม่ใช่การรักษาแบบครั้งเดียวหาย แต่ต้องการความต่อเนื่อง

“ถ้าเขาต้องมาหลายครั้ง เราต้องทำให้ราคาไม่แพง อาจารย์กันยามองว่า เราไม่ได้ทำการตลาด จึงไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูง ๆ เพื่อแบกรับต้นทุน ”

ตลอด 40 ปี คลินิกนี้ขึ้นค่าใช้จ่ายในการรักษานับครั้งได้ ครั้งล่าสุดคือช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะรับคนไข้ได้น้อยลงตามนโนบายรักษาระยะห่าง พร้อมรักษาพนักงานทุกคนเอาไว้โดยไม่ปลดออกหรือลดเงินเดือน

“เราตัดสินใจขึ้นราคาเล็กน้อย แต่กว่าจะตกลงกันได้ประชุมกันเยอะมาก เพื่อให้ทีมบริหารทุกคนเห็นพ้องต้องกัน พอตกลงกันได้แล้วก็ไปคุยกับพนักงาน หลายคนเขาอยู่หน้างาน ก็ไม่อยากให้คนไข้จ่ายเยอะ แต่เราจำเป็นต้องทำจริง ๆ”

นอกจากนี้ กันยาคลินิกก็ไม่มีระบบขายเป็นคอร์ส

“เราเคยคุยเหมือนกันว่าทำไมไม่ขายเป็นคอร์ส แบบ 10 ครั้งในราคาถูกลง อาจารย์กันยาให้เหตุผลว่า หลาย ๆ ครั้งคนไข้ไม่จำเป็นต้องรักษามากขนาดนั้น ถ้าเขาเข้ามาพร้อมอาการหนึ่ง รักษาออกไปแล้วไม่ดีขึ้น เขาอาจจะต้องไปรักษาด้วยวิธีการอื่น บางคนเป็นนิด ๆ หน่อย ๆ ทำครั้งสองครั้งก็ดีขึ้นแล้ว การซื้อคอร์สเลยเหมือนเราเอาเงินเขามา ทั้ง ๆ ที่เขาจะไม่ได้ใช้ หรือไม่จำเป็นต้องใช้”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้
40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

03

ธุรกิจนี้ไม่ได้ทำการตลาดมากมาย

กลยุทธ์ทางธุรกิจหลักที่มีคือ ความตั้งใจในการรักษาที่น่าประทับใจจนลูกค้าบอกต่อ (Word of Mouth)
การรักษาจนลูกไข้หายขาดก็ไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะน้อยลงทุกวัน เพราะ 1 คนที่หายดี อาจไปแนะนำเพื่อนและครอบครัวอีก 5

วันนี้ สาขาสิรินธรมีคนไข้ใหม่ต่อเดือนราว ๆ 200 คน สาขาเหม่งจ๋าย 150 คน อุดมสุข 100 คน พญาไท 60 คน และสาขาใหม่ที่ประชาชื่นประมาณ 80 คน

หลักสำคัญของกายภาพบำบัดคือการทำให้คนได้ใช้ชีวิต ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง วิ่ง อย่างปกติสุข เท่าที่เงื่อนไขร่างกายของเขาจะทำได้

ในฐานะนักกายภาพบำบัด กันยาคลินิกได้คืนชีวิตให้คนมากมาย

ในฐานะธุรกิจ ได้เป็นแบบอย่างให้บุคลากรและกิจการทางการแพทย์มากมาย พร้อมมีเป้าหมายอยากสร้างคนทำงานด้านกายภาพบำบัดผ่าน Kanya Academy ที่ตั้งขึ้นเพื่ออบรมนักกายภาพบำบัดทั่วประเทศ โดยไม่กังวลว่าจะเกิดคู่แข่งทางธุรกิจขึ้นในอนาคต

คุณนัน ผู้ทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์กันยามาตลอดกว่าสิบปี บอกว่าการเป็นนักกายภาพบำบัดที่ต้องทำธุรกิจเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต ความจริงใจอยากช่วยเหลือผู้คนในบางครั้งก็เดินสวนกับความสำเร็จทางธุรกิจ แต่สิ่งที่กันยาคลินิกเชื่อไม่เคยเปลี่ยนตลอด 40 ปีนี้ คือการยกคนไข้เป็นที่ตั้ง แล้วทุกอย่างจะคืนกลับมาเอง

ธุรกิจจะเป็นที่รักของคนได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เลือกทำ

ที่เราได้นั่งคุยกับคุณนันตอนนี้ก็จากคำบอกต่อของพี่ลูกศร ที่เราขอนามบัตรคลินิกกลับมาเพื่อนัดคิวรักษาก็เพราะสิ่งที่คุณนันเล่า หรืออย่างที่อาจารย์กันยาสอนนักกายภาพทุกคนที่นี่เสมอ

“คุณอย่าไปหวังอะไรจากคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ไม่ต้องสนใจสิ่งเหล่านั้น แค่ทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดก็พอ”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

Lessons Learned

  • ยึดมั่นในหัวใจของธุรกิจและจิตใจของลูกค้า ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด แล้วผลลัพธ์หรือความสำเร็จจะเกิดขึ้นจริงจากสิ่งที่ทำโดยไม่ต้องเรียกร้อง
  • เลือกคนทำงานและลงทุนกับบุคลากร โดยคิดเสมอว่าเขาจะมาเป็นตัวแทนเรา เป็นตัวแทนธุรกิจ เป็นคนที่จะส่งต่อเรื่องราวทั้งหมดไปยังลูกค้า
  • การตลาดที่มีค่าโดยไม่ต้องเสียเงินคือ การตลาดแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าสัมผัสได้ถึงความตั้งใจดีของธุรกิจ
  • ทำธุรกิจแบบเอาใจเขาใส่ใจเรา คิดเผื่อใจคนอื่นมาก ๆ ทั้งพนักงานและลูกค้า เพื่อออกแบบสินค้าหรือบริการที่เข้าใจเขาเหล่านั้นมากที่สุด

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load