Coincidence แปลว่า บังเอิญ 

แต่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เรามาที่ร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง Co-Incidence เพื่อทำความรู้จักกับน้ำยาล้างจานชื่อน่ารักเหมือนผู้หญิงญี่ปุ่นอย่าง ‘ริงโกะ’ ซึ่งเกิดจากการปลูกปั้นของ เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ นักออกแบบผู้ช่ำชองธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสปา ร้านกาแฟ ร้านอาหารมากมาย และความสำเร็จทางธุรกิจทั้งหมดของเธอก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ทั้งร้านกาแฟอย่าง Bar Storia del Caffè ที่เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราขายแค่ของวินเทจ ไม่ทำกาแฟมาขายด้วย”

ร้านอาหารจีนอย่าง CHU ที่เริ่มจากการเป็นแฟนคลับรสมือบักกุ๊ดเต๋ของคุณลุงคุณป้าแล้วรู้สึกว่า “ทำไมไม่เปลี่ยนห้องแถวตรงนี้ให้เป็นร้านอาหารเสียเลยล่ะ”

ร้าน Calm Spa ที่เกิดจากการชอบไปสปาที่ทะเล แล้วนึกสงสัยว่า “ทำไมไม่มีสปาบรรยากาศแนวนี้ที่กรุงเทพฯ บ้าง” และอีกมากมาย

นอกจากลายเซ็นในสไตล์การตกแต่งร้าน หัวใจที่เหมือนกันในธุรกิจที่ผ่านมาของเปิ้ล คือความคลั่งไคล้และการตั้งคำถามว่า ทำไมยังไม่มีคนทำ

เช่นเดียวกับธุรกิจใหม่ล่าสุดอย่างน้ำยาล้างจาน ซึ่งมาจากกิจกรรมที่เธอชอบทำมากๆ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

ริงโกะ คือน้ำยาล้างจานของคนสายออกแบบที่…

เป็นมิตรกับจาน ฟองน้อยหน่อย แต่ยังขัดคราบไขมันออกได้สะอาด เป็นมิตรกับมือ ไม่เคืองและคัน ด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนและสารสกัดจากอะโลเวรา เป็นมิตรกับจมูก กลิ่นหอมจากธรรมชาติ ด้วยน้ำมันสกัดจากมินต์ เป็นมิตรกับโลก ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

แค่เห็นสรรพคุณก็อยากทำความรู้จักแบรนด์น้องใหม่ของเธอเสียแล้ว 

วันนี้ The Cloud ชวนเปิ้ล ผู้ริเริ่ม และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา Project Coordinator ของแบรนด์ Ringo มาไขข้อสงสัยให้หมดจด ว่าการล้างจานแบบสบายใจและสบายมือเป็นอย่างไร ทำไมจึงอยากทำธุรกิจใหม่เอี่ยมนี้ขึ้นมา

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

From Lifestyle to Living 

ใครหลายคนคงทำหน้าแปลกใจหากเราจะบอกว่า น้ำยาล้างจานเป็นหนึ่งในสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดีขึ้น 

เปิ้ลเล่าว่า เทรนด์ของร้านไลฟ์สไตล์ที่เธอพบเวลาไปต่างประเทศ คือร้านขายของแฟชั่นไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า กระเป๋า อย่างเดียวอีกต่อไป หลายแบรนด์เริ่มนำน้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น มาขาย

“ที่ผ่านมา เราสนใจที่ร้านแฟชั่นหันมาขายสินค้า Home Goods ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตครบวงจรมากขึ้น เราอยากให้คนรู้สึกว่า Living กับ Lifestyle เป็นเรื่องเดียวกัน” เปิ้ลเล่า

แม้แบรนด์ Co-Incidence ของเธอจะขายครีมบำรุงผิวและครีมทามืออยู่แล้ว เปิ้ลกลับมองว่าผลิตภัณฑ์บำรุงและทำความสะอาดแตกต่างกัน จึงตัดสินใจทำน้ำยาล้างจานภายใต้เแบรนด์ใหม่ เธอเริ่มจากการพัฒนาสูตรและส่วนผสม ซึ่งใช้เวลาถึง 6 เดือน นานกว่าครีมบำรุงอื่นๆ ที่เคยทำ

“สินค้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ เช่น โลชั่น หรือสินค้าสปา เน้นความรื่นรมย์เป็นหลัก

จึงไม่ต้องอธิบายเยอะ แต่กับริงโกะ เรามีเรื่องเล่าที่อยากให้คนเข้าใจเยอะเลย ไม่อยากให้คนคิดว่าแบรนด์เด่นแค่เรื่องแพ็กเกจสวยงาม” เปิ้ลเล่าความตั้งใจของเธอ 

เพราะอยากทำให้จริงจัง จึงเป็นที่มาของน้ำยาล้างจานที่อยากบอกทุกคนว่า “เราใช้ชีวิตให้เป็นมิตรขึ้นอีกนิดได้นะ”

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

แม่บ้านริงโกะผู้หมกหมุ่นกับการล้างจานให้สะอาด

ริงโกะเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า แอปเปิ้ล 

มาจากชื่อเจ้าของแบรนด์ ผู้ชอบหายเข้าไปในแผนก Natural Home Goods เวลาเดินห้างสรรพสินค้า

“เราตีความความเป็นริงโกะจากตัวตนของเรา นึกภาพเราเป็นเหมือนแม่บ้านญี่ปุ่นที่หมกมุ่นอยากล้างจานให้สะอาด” นี่คือคำแนะนำตัวจากเปิ้ล ผู้ปลูกปั้นริงโกะจากตัวตนของตัวเอง โดยมี พลอย และทีมงานอีก 2 คนได้แก่ เบนซ์-ธนวัต ศักดาวิษรักษ์ Design Director และ ฝ้าย-สุภาภรณ์ ตันตระกูล Project Coordinator ร่วมเป็นกำลังสำคัญ 

เปิ้ลเป็นคนชอบล้างจาน แต่พอล้างทีไรก็พบว่าเกิดอาการแพ้น้ำยาล้างจาน คันและมือเป็นขุยทุกที ด้วยความที่ไม่ชอบใส่ถุงมือเวลาล้างจาน ทำให้ต้องไปหาซื้อน้ำยาสูตรอ่อนโยน ไร้สารเคมี จากต่างประเทศมาใช้ เมื่อชอบซื้อของจากเมืองนอกบ่อยๆ จึงเริ่มอยาก

พัฒนาน้ำยาล้างจานสูตรอ่อนโยนให้ตัวเองและทุกคนได้ใช้บ้าง

แม้ชื่อจะบ่งบอกสัญชาติญี่ปุ่น แต่ริงโกะเป็นน้ำยาล้างจานสัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ 

จากประสบการณ์ของเปิ้ล ผู้ริเริ่มแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ไทยมามากมาย เธอเล่าว่า แบรนด์ไทยในนิยามของเธอไม่จำเป็นต้องออกแบบด้วยลวดลายดั้งเดิมที่แสดงออกว่าเป็นไทย แต่เป็นไทยด้วยมุมมองและการตีความของนักออกแบบไทย

เช่นการออกแบบสินค้าของแบรนด์ Co-Incidence ซึ่งล้วนใช้นักออกแบบคนไทยทั้งหมด โดยนำสินค้า OTOP จากจังหวัดต่างๆ มาต่อยอดให้ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานและพัฒนาการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้น 

แม้จะมีการดัดแปลง ตีความใหม่ แต่ก็แสดงรากเหง้าความเป็นไทยออกมาผ่านผลงาน สิ่งสำคัญคือ ความตั้งใจที่อยากทำแบรนด์ออกมาให้ดี สร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เมืองไทยยังไม่มี

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

น้ำยาล้างจานของผู้แพ้ (ง่าย) 

เพื่อเป็นมิตรกับคนที่แพ้ง่าย ริงโกะจึงเน้น ‘ถอด’ ส่วนผสมให้เหลือสารเคมีน้อยที่สุด

ถอด สารเคมีอันตรายอย่างฟอร์มัลดีไฮด์ คลอรีน แอมโมเนีย ฟอสเฟต⠀ 

ถอด สีและกลิ่นสังเคราะห์ ใส่ส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติลงไปแทน

ถอด พาราเบนและ SLS ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย 

ส่วนมากเรามักพบผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น Paraben-Free และ SLS-Free ในเครื่องสำอาง ผู้หญิงที่ผิวแพ้ง่ายจะเข้าใจดีว่าสารเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงคือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับผิวบ่อยๆ อย่างน้ำยาล้างจานก็ใส่สารเหล่านี้ลงไปด้วยเช่นกัน 

ริงโกะเลือกใช้สารลดแรงตึงผิวและขจัดคราบไขมันที่มีความอ่อนโยนและ

ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS อ่อนโยนชนิดที่ว่าเป็นสารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสำหรับทารก  

เป็นน้ำยาล้างจานที่นอกจากจะดูแลจานแล้วยังอ่อนโยนต่อมือเราด้วย 

แถมยังเป็นความอ่อนโยนที่เข้าใจคนล้างว่าคุ้นชินกับการล้างจานแบบไหน   

เปิ้ลบอกว่า ความจริงแล้วน้ำยาล้างจานสูตรที่อ่อนโยนที่สุดคือไม่มีฟองเลย 

แต่เหตุผลที่ริงโกะยังต้องมีฟองบ้าง เพราะคนคุ้นชินกับการล้างแบบมีฟอง เหมือนเวลาคนอาบน้ำก็ชอบให้มีฟอง จึงจะรู้สึกว่าสะอาด  

“เราทำวิจัยเล็กๆ ถามกลุ่มเป้าหมายว่า เลือกซื้อน้ำยาล้างจานจากปัจจัยอะไร ส่วนใหญ่ตอบว่า ฟอง เพราะมีฟองจึงรู้สึกว่าล้างสะอาด ที่เรายอมใส่ส่วนผสมให้เกิดฟองบ้าง เพราะคนส่วนใหญ่ยังติดล้างแบบมีฟองอยู่” พลอยเล่า ก่อนที่เปิ้ลจะเสริมว่า ในอนาคต เมื่อคนรู้จักและเข้าถึงริงโกะมากขึ้น พวกเธอตั้งใจจะทำสูตรที่มีฟองน้อยกว่านี้ให้จงได้ 

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

ล้างจานอย่างไรไม่ให้ค้างคาใจและน้ำใสในลำธาร 

แม้จะมีส่วนผสมที่อ่อนโยนมาก ริงโกะก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นน้ำยาล้างจานออร์แกนิก แต่เป็นน้ำยาล้างจานที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

ด้วยวัฏจักรของน้ำตามธรรมชาติ น้ำในแม่น้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ กลั่นตัวเป็นเมฆ แล้วหยดลงมาเป็นเม็ดฝน น้ำจากธรรมชาติเป็นหยดน้ำที่ใสบริสุทธิ์ แต่ธารน้ำที่ใสสะอาดเหล่านั้นต้องมาแปดเปื้อน เมื่อมนุษย์นำน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งซักผ้าและล้างจาน

ในแต่ละวันเสื้อผ้าและจานของเราสะอาดเอี่ยม แต่น้ำในแม่น้ำลำคลองกลับกลายเป็นน้ำเสียเจือมลพิษ ผิดกับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในบ้านเรา  

ริงโกะจึงปฏิเสธที่จะใส่ฟอสเฟต ซึ่งนิยมใส่ในผลิตภัณฑ์ซักผ้าและทำความสะอาด 

เพราะหากมีฟอสเฟตในน้ำเยอะ จะทำให้น้ำเสีย ทำลายระบบนิเวศในน้ำ

แต่เลือกใช้ส่วนผสมที่มีความสามารถในการย่อยสลายตามธรรมชาติสูงแทน 

“การย่อยสลายตามธรรมชาติ หรือ Biodegradable หมายถึง ความสามารถในการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำ ดิน อากาศ ให้กลายเป็นคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ทำให้ไม่มีสารตกค้างในสิ่งแวดล้อม” พลอยอธิบาย

หากไม่อยากล้างจานแล้วมีเรื่องค้างคาใจกับธารน้ำ การใช้น้ำยาล้างจานอย่างริงโกะ ที่เมื่อล้างจานเสร็จก็นำน้ำที่ใช้แล้วไปรดต้นไม้ต่อได้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ธรรมชาติสบายใจ

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

สะอาด-สว่าง-สงบ

ไม่ใช่แค่อยากสร้างโลกรื่นรมย์ที่ต้นไม้ร่มรื่นและน้ำใสสะอาดเท่านั้น แต่ริงโกะยังอยากสร้างความสุนทรีย์ในการล้างจาน ด้วยสัมผัสฟองนุ่มๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้คนล้างรู้สึกสบายใจอีกด้วย เปิ้ลรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่มักมีกลิ่นฉุนเกินไป เวลาใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อไหน คนก็บอกได้เลยว่าเป็นกลิ่นของยี่ห้ออะไร 

เพราะอยากให้ชีวิตเบาขึ้น ไม่มีน้ำหอมและกลิ่นสังเคราะห์ จึงออกมาเป็นน้ำยาล้างจานที่มีกลิ่นอโรม่าจากสารสกัดธรรมชาติ หากภาพจำของคนส่วนใหญ่คือแม่บ้านที่ล้างจานด้วยน้ำยาล้างจานกลิ่นมะนาว แม่บ้านแบบริงโกะก็คงเป็นแม่บ้านส่วนน้อย แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเลือกล้างจานด้วยน้ำยากลิ่นมินต์

“คนไทยมักมีภาพจำว่าน้ำยาล้างจานต้องเป็นกลิ่นมะนาว เวลาไปกินโต๊ะจีนจะมีมะนาวใส่กะละมัง คนก็จำว่ามะนาวทำให้ไม่มัน แต่จริงๆ แล้วมะนาวไม่เกี่ยวกับความสะอาดของจาน แต่เกี่ยวข้องกับกลิ่น

“เราสนใจกลิ่นธรรมชาติ เวลาล้างแล้วได้กลิ่นอโรม่าสบายๆ ล้างแล้วมีความสุข” เปิ้ลเล่าถึงที่มาของมินต์ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวที่ริงโกะมีตอนนี้ 

ภายใต้ขวดมินิมอลสีขาวที่เรียบๆ แต่ดูดี เหมาะจะวางไว้หลายๆ มุมของบ้าน คาเฟ่ หรือ ออฟฟิศ หากสังเกตให้ดีจะพบว่ารูปถ่ายจานที่แปะอยู่บนแต่ละขวดไม่เหมือนกัน แม้มีกลิ่นให้เลือกเพียงกลิ่นเดียว

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

“เราแค่ไม่อยากให้คนเบื่อ เบื่อขวดก็แค่ลองเปลี่ยนรูป” เปิ้ลหัวเราะ เธอบอกว่าตั้งใจออกแบบขวดให้เป็นสีขาว ไม่ใช่แค่เหตุผลทำให้แตกต่างจากแบรนด์ที่มีในตลาด แต่เป็นสัญญะให้รู้ว่าเป็นน้ำยาล้างจานสายคลีน

นอกจากรูปภาพและขวดที่ตั้งใจออกแบบมาอย่างดีแล้ว เร็วๆ นี้พวกเธอกำลังจะมีโปรเจกต์ที่ชวนคนมาสนุกกับการล้างจานผ่านงานภาพถ่ายแนวอาร์ต ที่ถ่ายรูปการล้างจานตามที่ต่างๆ อีกด้วย

ทั้งหมดก็เพื่อทำให้คนรู้จักและเข้าใจริงโกะมากขึ้น    

น่าแปลก ที่ริงโกะเป็นแบรนด์ที่อยากมีคู่แข่ง 

แม้น้ำยาล้างจานรักษ์โลกจะมีกลิ่นและสรรพคุณไม่ต่างกัน

แต่พวกเธอก็พบว่ามีช่องว่างของตลาดที่ยังไม่มีคนทำ “เราไม่ได้คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคหรือความเข้าใจของคนรุ่นก่อน แต่อยากสร้างตัวเลือกให้คนใช้ แล้วแต่ความถนัดและการใช้ชีวิตของแต่ละคนว่าชอบแบบไหน” เปิ้ลเล่า

ด้วยราคาที่สูงกว่าน้ำยาล้างจานที่มีตามท้องตลาดอยู่มาก ตลาดน้ำยาล้างจานทางเลือกจึงยังค่อนข้างเล็ก น้อยคนจะรู้ว่าน้ำยาล้างจานที่ดีต่อโลกและต่อตัวเองก็มีเหมือนกัน ความท้าทายของริงโกะจึงเป็นการแนะนำตัวให้คนรู้จักและเชื่อใจให้ได้ และลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของริงโกะคือคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงคนที่แพ้สารเคมีในน้ำยาล้างจาน

หากริงโกะเป็นแม่บ้านคนหนึ่ง ก็คงไม่ได้เป็นแม่บ้านที่อยากล้ม ‘รุ่นพี่’ ที่อยู่คู่ครัวของใครหลายคนมานาน แต่เป็น ‘แม่บ้านทางเลือกใหม่’ สำหรับคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตที่เป็นมิตรขึ้น  

เปิ้ล-ถนอมขวัญ ชุติธนวงศ์ และ พลอย-พิมพลอย ตั้งจิตต์วัฒนา

หยดเล็กๆ ที่อยากช่วยโลก

สิ่งที่ริงโกะทำคือ สร้างโอกาสจากตลาดใหม่ โดยแก้ปัญหาเล็กๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน 

โอกาสในการได้ใช้สินค้าที่เป็นมิตรขึ้น  

โอกาสในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ทำให้เรื่องห่วงใยสิ่งแวดล้อมอยู่ใกล้เรามากขึ้น แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างการล้างจาน

ในอนาคต ทั้งเปิ้ลและพลอยคิดอยากต่อยอดริงโกะให้เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน มีสินค้าตอบโจทย์การรักษาความสะอาดอย่างน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาเอนกประสงค์ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาถูพื้น เปลี่ยนของใช้ในบ้านที่จำเจให้เป็นมิตรที่ครบชุดมากขึ้น รวมทั้งทำมุมเล็กๆ ในร้าน Co-Incidence ให้คนมาเติมน้ำยาได้ 

แม้น้ำยาล้างจานไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้ามีคนคิดเหมือนกันหลายคน จากน้ำยาล้างจานขวดเล็กๆ ที่แต่ละบ้านใช้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของพลังน้อยนิดแต่มหาศาลที่ทำให้บ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันน่าอยู่ขึ้นได้ เพราะเมื่อน้ำของแต่ละบ้านไหลมารวมกันเป็นธารน้ำสายใหญ่ ที่จะกลายเป็นน้ำใสสะอาดหรือน้ำเสียปริมาณมากก็ได้

“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสนใจสิ่งเล็กๆ…สิ่งที่เราทำไม่ได้ช่วยเปลี่ยนโลกในทันที แต่ค่อยๆ ขยับไป” เปิ้ลทิ้งท้าย

Ringo แบรนด์น้ำยาล้างจานของนักออกแบบ เจ้าของร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ผู้หมกหมุ่นกับการล้างจาน

Lesson Learnt

เมื่อทำธุรกิจไลฟ์สไตล์หลายอย่าง และสินค้าจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ จะทำให้โปรโมตง่ายขึ้น คนที่มาสปาได้เห็นสินค้าของ Co-Incidence คนที่มาร้าน Co-Incidence ได้เห็นน้ำยาล้างจานที่วางอยู่ อาจไม่ต้องลองใช้ในครั้งแรกที่พบเห็น แต่ได้รู้จักผ่านตาไปเรื่อยๆ เหนือสิ่งอื่นใดธุรกิจแต่ละแบบมีความยากง่ายต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดของทุกธุรกิจคือขายให้ถูกคนและถูกที่ ริงโกะจะไม่ดื้อเรื่องกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องรู้ว่าใครที่น่าจะซื้อและใครที่ไม่สนใจ

Where to Buy

1. Online Order at

Facebook : Ringo.homegoods

Instagram : @ringo.homegoods

2. Co-incidence House (Sukhumvit 49)

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Maddy Hopper’ คือแบรนด์รองเท้าอายุครึ่งปี ก่อตั้งโดยบัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาญ สิทธิญาวณิชย์ และ ป๊อบ-ภาคิน โรจนเวคิน สองเพื่อนซี้ตั้งแต่ชั้นประถม จากคอนเซปต์และคำถามว่า แบรนด์รองเท้ารักษ์โลกเป็นไปได้จริงหรือ 

แม้ไม่ได้เรียนจบทางด้านการออกแบบ หรือเชี่ยวชาญเรื่องงานดีไซน์เกี่ยวกับรองเท้ามาก่อน พวกเขาตั้งต้นด้วยภาพของธุรกิจในอุดมคติที่อยากจะเป็น ก่อนเดินทางเพื่อสืบเสาะลัดเลาะหาวัตถุดิบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าจากขวดพลาสติก หรือพื้นรองเท้าจากเศษยางเหลือใช้ในการผลิตเตียงยางพารา จนกลายมาเป็นรองเท้ารุ่นแรกของแบรนด์อย่าง Polly ที่ตอบโจทย์ทั้งคนชอบรองเท้าและคนใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

หยิบความตั้งใจในอดีตมาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง

“เราทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ ป.1 ชอบคุยกันเรื่องธุรกิจตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย มีโปรเจกต์ในหัวเต็มไปหมดแต่ไม่เคยเริ่มทำจริงจังสักที”

หลังจากเรียนจบสาขาการเงินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งชาญและป๊อปต่างแยกย้ายไปทำงานในสายที่ตัวเองถนัด จนถึงจังหวะหนึ่งที่ทั้งคู่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เห็นตรงกันว่ายังไม่มีรองเท้าในแบบที่พวกเขาชอบในตลาด และทั้งคู่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เลยตั้งคำถามว่าจะทำรองเท้าที่ไม่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติได้หรือไม่ 

“เราเริ่มจากการคุยกันว่าอยากทำธุรกิจแบบไหน เราอยากเป็นแบรนด์แบบไหน เราอยากทำให้มันถูกต้อง อยากให้คนมาเห็นว่าแบบนี้ก็ทำได้นะ เรารับผิดชอบทั้งลูกค้า ทั้ง Supplier และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เราทำให้ทุกคนแฮปปี้และดีกับโลก”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การทำ Maddy Hopper จึงไม่ใช่การสร้างรายได้ให้ธุรกิจขึ้นมาอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ลูกค้า ช่างเย็บรองเท้า โรงงานที่ขึ้นรูปรองเท้าและคู่ค้าอื่นๆ ต้องพัฒนา ทดลองทำสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน รวมไปถึงการแบ่งปันเทคนิคและร่วมกันต่อยอดไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่าง 

ทั้งสองคนใช้เวลากว่า 1 ปีในการก่อร่างธุรกิจ ทุ่มทั้งเวลาและแรงกายแรงใจในการทดลอง ทดสอบ เก็บข้อมูล และพัฒนาสินค้าต้นแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ทำขึ้นมานั้นตรงตามที่พวกเขาอยากให้เป็นจริง ๆ อาศัยการที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาเป็นสนามทดลองแบบไร้ขีดจำกัด 

“เราถือว่าเราไม่ได้มีความรู้มาก่อน เพราะฉะนั้น เราจะมี Fresh Mind ว่าการที่คนอื่นทำแบบนี้มา เราต้องทำตาม เราเลยเริ่มจากความใหม่หมดเลย เราตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็เปลี่ยนไปตามที่เราต้องการ”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

ผลิตให้ทุกคนได้ใช้

ที่มาของคอนเซปต์รักษ์โลกมาจากความใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมของทั้งชาญและป๊อบ 

ป๊อบในวัยเด็กคลุกคลีอยู่กับการเดินป่า ดำน้ำ ขับ Off Road 

ส่วนชาญซึบซับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมจากสภาพแวดล้อมรอบตัวที่แย่ลงทุกวัน 

เมื่อเอาความสนใจของทั้งคู่มารวมกัน จึงเกิดคอนเซปต์รองเท้ารักษ์โลกที่ไม่ได้มุ่งขายแค่เฉพาะกับคนรักษ์โลกกลุ่มเดียว 

“เราอยากให้ซื้อเพราะสินค้าตอบโจทย์เรื่องรองเท้าด้วย ถ้าซื้อไปเพราะอยากสนับสนุนแบรนด์รักษ์โลก แต่ไม่ได้ใส่รองเท้าก็ไม่เกิดผลอะไรอยู่ดี เราอยากให้ซื้อไปแล้วได้ใช้จริงๆ โจทย์ของเราคือ For People, For the Planet คนที่สนใจและมีอุดมคติแบบเรานั่นแหละคือทาร์เก็ตของเรา”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การเสาะหาวัตถุดิบไกลตัว

เมื่อมีคอนเซปต์ มีที่มา และความตั้งใจชัดเจน วิธีการจึงค่อยๆ ตามมาเรื่อยๆ การขาดความรู้เฉพาะทางเป็นเรื่องยากในการเริ่มต้น ขณะเดียวกันความไม่รู้ก็เป็นเหมือนแรงพลังมหาศาลที่ทำให้กล้าตั้งคำถามกับดีไซน์เดิมๆ ตั้งแต่รองเท้าแต่ละข้างมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ตัวรองเท้า เชือก พื้นรองเท้า วิธีการตัดเย็บ ช่างทำรองเท้า โรงงานที่รับผลิต 

ทั้งคู่ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างฝีมือและวัสดุหายากที่สุด

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

“คนตัดเย็บมีอยู่น้อย งานเนี้ยบในแบบที่เราต้องการ MOQ (Minimum Order Quantity) ไม่เยอะมาก เราอยากได้แบบ Sustainable ด้วย อยากได้แบบแฮนด์เมดด้วย เราจะไม่ใช้โรงงานเพราะมี Carbon Footprint เยอะ จากที่มีตัวเลือกน้อยอยู่แล้วก็น้อยลงไปอีก

“วัสดุก็หายากไม่แพ้กัน ผ้าที่ทำมาจากพลาสติกไม่ได้ซื้อได้ทั่วไป เราก็ค่อยๆ ไขทีละส่วน พอถึงส่วนที่เป็นแผ่นรองในระดับโรงงานเขาจะใช้โฟมหรือตัวพื้นรองเท้า Insole ข้างล่าง ที่ทำมาจากเศษเตียงยางพารา ในอุตสาหกรรมรองเท้าก็ไม่มีใครใช้กัน ฟองน้ำหรือพลาสติกไม่รักษ์โลก แต่ถ้าเป็นฝั่งที่รักษ์โลกก็เป็นคอร์กที่แข็งมากใส่ไม่ไหว มันเลยเหลือแค่ยางพาราที่พอจะไปได้ เราก็ไปหาโรงงานทำฟูกที่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำรองเท้าเลย ไปคุยกับเขาว่า ถ้าผมจะเอายางมาทำแบบนี้ได้ไหม เขาก็งงอยู่นะ ก็ต้องลองซื้อของเขามาลองเหยียบกันดู”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทุกส่วนของรองเท้าตั้งแต่กล่องจนถึงพื้นข้างใน

การดีไซน์เน้นความเรียบง่ายรองของเท้า ซ่อนดีเทลเล็กๆ น้อยๆ สื่อถึงความใส่ใจทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย 

มาดูกันว่า รองเท้า Madder Hopper หนึ่งคู่ที่ส่งถึงมือลูกค้า มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

แพ็กเกจจิ้ง

  • ซองไปรษณีย์พลาสติกพิมพ์ชื่อแบรนด์ Maddy Hopper ที่ห่อหุ้มของข้างใน แม้จะดูคล้ายถุงพลาสติก แต่จริงๆ แล้วทำมาจากมันสำปะหลังและข้าวโพด ย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน ใช้กรรมวิธีการซีลถุงแทนการติดเทปพลาสติก 
  • เปิดออกมาเจอถุงกระดาษทำหน้าที่ปกป้องรองเท้าจากสิ่งสกปรก ทำมาจากกระดาษเคลือบ กันน้ำและย่อยสลายได้ นำไปใช้ซ้ำ ใส่ของ ใช้เป็นถุงช้อปปิ้งหรือนำไปปลูกต้นไม้ ปิดถุงด้วยกระดาษและรัดด้วยหนังยาง ซึ่งแน่นอนว่าเอาไปใช้ต่อได้เช่นกัน
  • ถัดเข้ามาคือกล่องใส่รองเท้า เปลี่ยนจากกล่องเต็มใบเป็นกล่องครึ่งใบดีไซน์แปลกตา ใช้กระดาษน้อยลงแต่ยังคงปกป้องรองเท้าให้ไม่เสียรูป นำไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะห้อยที่ข้างผนังไว้ใส่ของใช้กระจุกกระจิก หรือห้อยกระถางต้นไม้ไซส์เล็กน่ารัก
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

รองเท้า

  • รองเท้าและเชือกผูกรองเท้าทำด้วยผ้าจากขวดพลาสติก rPET หรือ Recycled Polyethylene Terephthalate 
  • พื้นรองเท้าหรือ Insole ทำมาจากเศษยางพาราเหลือใช้จากอุตสาหกรรมทำที่นอนยางพารา นำมาอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นรองเท้าที่หนานุ่ม ใส่สบายไม่เมื่อยเท้า
  • ใช้วิธีการเย็บด้วยมือแทนการอบกาว เพื่อลด Carbon Footprint ที่เกิดจากการอบ ดีไซน์ภายนอกมองเห็นรอยเย็บที่ประณีต แตกต่างจากรองเท้าทั่วไป
  • รองเท้าทุกคู่มาพร้อมแผ่นกันกัดซิลิโคน สำหรับช่วงแรกที่ผู้ใช้ยังไม่คุ้นชินกับรองเท้า เหตุที่ทีมเลือกซิลิโคน เนื่องจากซิลิโคนทำมาจากธาตุซิลิคอน แหล่งที่มาของซิลิคอนคือทราย เป็นมิตรกับเท้าและเป็นมิตรกับโลก
  • ดีเทลเล็กๆ ที่ออกแบบขึ้นให้สื่อถึงแบรนด์คือ ตัวอักษร m และ h ที่ปักอยู่ด้านหลังของรองเท้า ทำให้รองเท้ายังคงมีเอกลักษณ์ แต่ยังคงคอนเซปต์เรียบง่าย ใส่ได้ทุกโอกาส

นอกจากนี้ เรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ใส่รองเท้าส่งจากโรงงานมาให้แบรนด์ก็ผ่านกระบวนการคิดอย่างดี จากที่เคยใช้ถุงพลาสติกใส่รองเท้าแยกเป็นคู่ๆ พอล็อตใหม่ก็ใส่ถุงใหม่ส่งมาอีก 

Maddy Hopper ตัดสินใจทำกล่องกระดาษขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งรองเท้าจากโรงงานโดยเฉพาะ ส่งมาครั้งนี้เสร็จแล้ว แบรนด์จะส่งกล่องกลับไปสำหรับล็อตหน้า ใช้ซ้ำอย่างนี้เพื่อลดถุงพลาสติกได้อีกจำนวนมาก

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

เรื่องที่ (เกือบจะ) เหนือความคาดหมาย

ไอเดียของ Maddy Hopper เกิดขึ้นก่อน COVID-19 แต่เริ่มขายในช่วงวิกฤต แม้จะไม่ใช่เวลาที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจสักเท่าไหร่ แต่พวกเขาถือคติ ‘เริ่มก่อน รู้ก่อน’ 

แม้จะเรียนจบทางด้านธุรกิจมาโดยตรง แต่ทั้งชาญและป๊อบกลับให้นิยามตัวของพวกเขาเองว่าเป็น ‘คนฟุ้งๆ’ ไม่ได้ทำตามตำราร้อยเปอร์เซ็นต์ อาศัยความรู้ที่ได้จากการเรียนมาช่วยในการเริ่มแผนธุรกิจไปจนถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ในทางทฤษฎี สิ่งที่พวกเขาทำแทบจะเป็นขั้วตรงข้ามกับเนื้อหาในตำราชั้นเรียนธุรกิจ แต่พวกเขารู้ว่าคุณค่าของแบรนด์นี้อยู่ที่อะไร

“ถ้าคิดต้นทุนของสินค้าและแพ็กเกจจิ้งมันแพงกว่าปกติประมาณสามถึงสี่เท่า แต่มันคือ Core Value ของเรา เราถึงยอมจ่าย ผิดกับที่เราเรียนมาซึ่งต้อง Maximize Profits และ Minimize Cost แต่ไม่เป็นไร เพราะเรายังมีอีกแกนหนึ่งที่สนใจ” 

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Listening is the Key

การฟังและใช้เหตุผล คือคำตอบของทั้งคู่เมื่อเราถามว่าคิดอย่างไรกับคำกล่าว ‘ห้ามทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท’ 

ชาญตอบว่า “สมมติว่าอันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการ ผมก็ต้องหาข้อเสียของมันด้วย ไม่ใช่ต้องการแบบนี้แล้วหาแต่ข้อดี อีกคนก็จะหาแค่ข้อเสีย ผมต้องหาข้อเสีย เขาก็ต้องหาข้อดี แล้วมาแลกเปลี่ยน เลยกลายเป็นการช่วยกันคิดมากกว่า” 

การเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ประถม 1 จนถึงจบปี 4 ช่วยให้ทั้งคู่รู้ทั้งนิสัยใจคอและสไตล์การทำงานของกันและกัน 

“ผมและชาญไม่ได้ทำงานแบบนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก เราเคยทำ TED Talks ด้วยกัน ทำละครคณะด้วยกัน อยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด ไม่ได้มีใครสั่งงานใคร จากประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าเราทำงานกับคนนี้ได้” ป๊อบเสริม

ทั้งคู่เลือกดูแลทุกกระบวนการของธุรกิจด้วยตัวเอง เพื่อให้รู้และเข้าใจทุกกระบวนการอย่างแท้จริง ตั้งแต่การทำโปรโตไทป์รองเท้าไปจนถึงรับตำแหน่งไรเดอร์ส่งของให้กับลูกค้าเองด้วย 

“หนึ่งอย่างที่เราเชื่อเหมือนกันคือ เจ้าของแบรนด์ควรรู้ทุก Process เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรพัฒนายังไงต่อ ถ้าในอนาคตมีคนในทีมเข้ามาเพิ่ม เราจะบอกเขาได้ว่า ทำอันนี้เสร็จแล้วต่อด้วยอันนี้ เราต้องกระโดดลงไปในน้ำก่อน แล้วค่อยให้คนอื่นกระโดดตาม”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทิศทางและภาพฝัน

3 สิ่งที่ชาญและป๊อบปักธงไว้สำหรับแบรนด์ Maddy Hopper คือ หนึ่ง ทำให้แบรนด์ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยการการพัฒนาโปรดักต์เก่า เพิ่มโปรดักต์ไลน์ใหม่ และพาแบรนด์ไปสู่ระดับสากล 

สอง คือ การพัฒนาความยั่งยืนให้เป็นเรื่องจับต้องได้ เห็นผลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งในเรื่อง Sustainability และ Zero Waste และสาม คือ การพัฒนาคน 

เรื่องราวของพวกเขาก็เหมือนกับที่มาของชื่อแบรนด์

Mad คือความบ้าคลั่ง ความโกรธ ที่เห็นอยู่รอบๆ ตัว ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะ การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ

Hop คือ การกระโดด

Maddy Hopper จึงเป็นการสะท้อนชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกันๆ ให้คนใส่รองเท้าของพวกเขาแล้วออกไปผจญภัย ท้าทายกับเรื่องวุ่นๆ หรือ ‘Hop around doing mad things’ นั่นเอง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Lessons Learned

  • เทคนิคการทำงานหรือทำธุรกิจกับเพื่อน คือการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ลดอีโก้ที่คิดว่าตัวเองต้องถูกกว่าอีกฝ่ายเสมอไป ดึงจุดแข็งของแต่ละคนมาพัฒนาให้เป็นจุดแข็งของธุรกิจ
  • ดีแล้วและยังดีได้อีก พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นได้โดยไม่ทิ้ง Core Value ที่เป็นหัวใจสำคัญ 
  • Test and Learn เรียนรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนา อย่ากลัวที่จะลองในสิ่งที่ไม่รู้ เพราะคำตอบที่ได้มาอาจทำให้เห็นมิติของความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load