โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เพื่อน ๆ ก็ไม่ซุกซน ทุกคนชอบไปโรงเรียน

 …ชอบไป ชอบไปโรงเรียน

เคยร้องเพลงนี้กันไหมคะตอนเด็ก ๆ

ตอนอยู่ประถม อุ้มร้องแล้วร้องอีก มานึกดูตอนนี้ยังแอบคิดว่า เอ๊ะ หรือมันจะเป็นเพลง Propaganda ให้รักการไปโรงเรียน แต่เอาเข้าจริงก็ได้ผลอยู่นะ เพราะตอนนั้นเชื่อว่าเราชอบไปโรงเรียนจริง ๆ

พอถึงยุคลูก ๆ ของตัวเองต้องไปโรงเรียนบ้าง ก็ต้องมาตั้งคำถามว่าจะให้ลูกไปโรงเรียน (แบบ) ไหน เพราะที่อเมริกา เขาเลือกกันตั้งแต่จะซื้อบ้านเลยค่ะ เนื่องจากมันเป็นระบบ Neighborhood School หรือว่าบ้านอยู่แถวไหน ก็ไปโรงเรียนแถวนั้น ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนไปจนจบไฮสกูล เพราะเงินบริหารจัดการมาจากภาษี Property Tax หรือภาษีโรงเรือนที่เรียกเก็บจากคนที่เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งไม่ใช่น้อย ๆ 

อย่างบ้านอุ้ม ใน 1 ปี เสียภาษีโรงเรือนไปประมาณเกือบ 3 แสนบาท (แต่ก็ยังถือว่าน้อยเนอะ เมื่อเทียบกับพ่อแม่คนไทยที่ต้องจ่ายค่าเทอมโรงเรียนอินเตอร์ฯ ปีละหลายแสนบาท บางคนมีลูก 2 คน จ่ายปีละเป็นล้าน นี่ถ้าเมตตากับอนีคาอยู่เมืองไทย ไปโรงเรียนประชาบาลแน่นอน (หัวเราะ) ซึ่งอุ้มว่าก็สมเหตุสมผล เพราะคุณอาศัยอยู่แถวไหน ก็ให้ลูกไปเรียนแถวนั้น อีกอย่างที่ใช้เงิน Property Tax สนับสนุน ก็คือห้องสมุด ซึ่งก็อยู่ในชุมชนอีกนั่นแหละ มันถูกต้องมากเลย

แต่บางคนมีกำลังจ่ายก็ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนเอกชน ซึ่งค่าเล่าเรียนปีละเป็นล้านบาท หรืออยากให้ลูกเรียนโรงเรียนพิเศษ อย่าง Waldorf หรือ Montessori ที่พอร์ตแลนด์ก็มีเยอะมาก เพราะรู้กันอยู่ว่านี่เป็นเมืองนอกกระแส แต่ค่าเล่าเรียนก็ไม่ได้จะมาบุปผาชนนะจ๊ะ ปีละเกือบครึ่งล้านเหมือนกัน

หรือแม้แต่โรงเรียนของ Portland Public School (เรียกสั้น ๆ ว่า PPS) เอง ก็ยังมีแยกย่อยให้เลือกได้ว่าอยากเน้นวิทยาศาสตร์ เน้นศิลปะ หรือเน้นภาษาพิเศษ เช่น สเปน จีน เวียดนาม หรือรัสเซีย พวกนี้ไม่จำเป็นว่าบ้านต้องอยู่ใกล้โรงเรียน เพราะใช้วิธีสมัครแล้วจับฉลากเอา (ที่นี่ไม่มีการสอบเข้าโรงเรียน) แต่ก็เรียนฟรีเหมือนโรงเรียนของรัฐทั่วไป

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์
ภาพ : www.facebook.com/pps.homepage

ที่นี่มีโรงเรียนอยู่แห่งหนึ่งค่ะ ชื่อ Richmond Elementary School เป็นโรงเรียน 2 ภาษา คืออังกฤษกับญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1989 คือเมื่อ 33 ปีที่แล้ว อุ้มได้ยินเรื่องโรงเรียนนี้มาตั้งแต่เมตตาอายุได้แค่ขวบกว่า ๆ เพราะว่าเป็นโรงเรียนของรัฐโรงเรียนเดียวในพอร์ตแลนด์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น อุ้มเองเคยไปเรียนกับเซ็นเซที่ราชดำริประมาณ 30 ชั่วโมง พออ่านออกเขียนได้ พูดได้อยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักค่ะ เพราะถามว่าอยู่อเมริกา ภาษาไหนที่จะมีประโยชน์มากที่สุดนอกจากภาษาอังกฤษ แน่นอนว่าคือภาษาสเปน หรือถ้าในโลกนี้ ภาษาจีนย่อมได้ใช้มากกว่าภาษาญี่ปุ่นแน่นอน

แต่ที่อุ้มสนใจโรงเรียนนี้มากเป็นพิเศษ ก็เพราะได้ยินมาว่าเป็นโรงเรียนที่น่ารักมาก ทุกคนมีส่วนร่วม เด็ก ๆ มีความสุข ผลการเรียนก็ดี (ที่นี่เขาวัดมาตรฐานโรงเรียนด้วยคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษ แล้วเอามาเทียบกันทั้งรัฐ โรงเรียนริชมอนด์อยู่ในเกณฑ์สูงกว่ามาตรฐานมาตลอด) ครอบครัวที่มาเรียนมีหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ได้มีแต่คนขาว แล้วก็อยู่ใกล้บ้านด้วย

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์
ภาพ : www.facebook.com/pps.homepage

วันหนึ่งที่โรงเรียนมี Open House เปิดให้ผู้ปกครองได้เข้าไปดูโรงเรียน อุ้มก็จับเมตตาใส่รถเข็นเดินไปเลยค่ะ คนที่มาประมาณ 99.99 เปอร์เซ็นต์คือลูกเขา 5 ขวบ กำลังจะเข้าอนุบาล ส่วนลูกอิฉันเพิ่งจะ 2 ขวบ ถามว่าจะรีบไปทำไม ตอบง่าย ๆ คือแม่มันบ้า! (หัวเราะ) คือกมลสันดานเป็นคนชอบเตรียมตัวน่ะค่ะ ตอนอยากเข้านิเทศฯ จุฬาฯ ก็พาเพื่อนไปเดินตั้งแต่อยู่สายน้ำผึ้ง แล้วไปนั่งตรงบันไดหน้าตึก ประกาศว่าฉันจะมาเรียนที่นี่! ถึงคราวลูกจะเข้าโรงเรียน ก็เลยรีบตั้งเป้าหมายไว้ในใจ แล้วอีก 3 ปีต่อมา ลูกก็ได้มาเรียนที่นี่จริง ๆ

ตอนนี้เมตตากำลังจะจบเกรด 3 ส่วนอนีคากำลังจะจบอนุบาล เท่ากับว่าเรามาโรงเรียนนี้ได้ 4 ปีแล้ว อุ้มบอกได้เลยว่าเป็นโรงเรียนที่ดีและน่ารักสมคำร่ำลือจริง ๆ เพราะเป็นโรงเรียนที่ต้องจับฉลากเข้า แปลว่าคนที่มาสมัคร ก็ต้องมีความพยายามอยากให้ลูกมาเรียนที่นี่ ดังนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ Proactive แบบลูกทำอะไร โรงเรียนมีกิจกรรมอะไร ก็ขอให้บอก เราพร้อมเสมอ ทั้งเรื่องเงินและเรื่องแรง  ถ้าขาดงบประมาณจ้างครูไปคนหนึ่ง ได้! อยากมีเต็นท์ใหญ่ 10 เต็นท์ให้เด็ก ๆ กินข้าวข้างนอกตึกช่วงโควิด ได้! อยากมีวันสำหรับทานข้าวแกงกะหรี่กับยากิโซบะ ได้! มีครูมาฝึกสอน 18 คน อยากได้ Host Family รับครูไปอยู่ด้วย 6 เดือน ได้! เรียกว่าไม้จิ้มฟันยันเรือรบมาก

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

แต่งานที่ใหญ่และสนุกที่สุดของริชมอนด์ เห็นทีจะไม่พ้นงานออกร้านประจำปีช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่เรียกว่า Spring Festival ค่ะ เพราะจะมีทั้งของกิน ของขาย และซุ้มกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองได้มาเล่นกัน บ้านอุ้มมางานนี้ตั้งแต่เมตตายังไม่เข้าเรียนที่นี่ด้วยซ้ำ เพราะชอบไปกินราเม็งกับขนมปลาปิ้งไส้ถั่วแดง (ไทยากิ) ที่ส่วนใหญ่จะมีขายทุกปี

ปีนี้พิเศษมากขึ้นไปอีก เพราะอุ้มมีบูทกับเขาเป็นครั้งแรก! ขายอะไร ขายตุ้มหูไงเธอ! เพราะเขาให้ผู้ปกครองที่มีธุรกิจของตัวเองมาออกบูทช่วยกันหาเงินเข้าโรงเรียน นอกจากเสียค่าบูท 40 เหรียญแล้ว ยังได้ช่วยกันบริจาค 20 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายให้สมาคมผู้ปกครองและครูด้วย

อุ้มตื่นเต้นนอนไม่หลับอยู่หลายคืน เพราะไม่เคยออกร้านขายของกับเขามาก่อน ไม่รู้คนจะซื้อไหม จะจัดร้านยังไง จะไปยืนเด๋อหรือเปล่า นอยด์ไปหมด แต่ก็ซ้อมจัดอยู่ที่บ้าน จำลองสถานการณ์ว่าจะขายของหรือจะเติมของยังไง จ่ายเงินรูดการ์ดทอนเงินโน่นนี่ เต็นท์ก็ไปยืมน้องที่รู้จักมา เพราะว่ายังไม่อยากลงทุนซื้อเอง ก็ต้องเอามาซ้อมกางที่บ้านก่อนอีก สมคิดมากอดอกยืนดูไม่ยอมช่วย เพราะนางบอกว่าวันงานยูต้องไปเซ็ตอัปคนเดียว ก็ต้องซ้อมกางคนเดียวให้ได้ด้วย สามีแห่งชาติมาก

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

วันงานมาถึง อุ้มเอาเต็นท์ไปกางตั้งแต่ยังไม่มีใครมาเลยค่ะ โชคดีที่ซี้กับลุงภารโรง แกเลยเปิดประตูรั้วให้ขับรถเข้าไปข้างใน ไม่ต้องลากถุงเต็นท์ที่หนักมหาประลัยเข้าไปเอง (เห็นไหมการไปแต่เช้ามันดีอย่างนี้) จัดเสร็จเรียบร้อยก็สลัดคราบคนงาน ขับรถกลับบ้านไปแต่งหน้าแต่งตัวสวยออกมาอีกรอบ จัดบูทเสร็จคนก็เริ่มมากันพอดี

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

พบว่าอะไรรู้ไหมคะ ลืมถุงใส่ตุ้มหูรองกระดาษทิชชูสวยที่จัดเอาไว้ 50 ถุง กับเงินทอนที่แลกไว้เมื่อวันก่อน! อุ้มเลยให้พี่เลี้ยงเด็กที่วานมาช่วยดูเมตตากับอนีคา เดินกลับไปเอาที่บ้าน สักพักใหญ่ พี่เลี้ยงเมสเซจมาบอกว่าไม่มีกุญแจเข้าบ้าน! เวรกรรม! ลูกค้าก็เริ่มมากันแล้ว เลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยว Improvise เอาแล้วกัน พอดีมี Tissue Paper ลายสวย ๆ ที่ตัดเอามาไว้ห่อกิ๊บอยู่ ก็เลยใช้ไปก่อน ส่วนเงินทอน ปรากฏว่าคนที่มาซื้อแรก ๆ จ่ายเงินสดพอดีไม่ต้องทอนหลายคนมาก (ข้อดีของการตั้งราคาง่าย ๆ อย่าง 35 เหรียญ) ก็เลยมีเงินไว้ทอนคนอื่น แล้วส่วนใหญ่ก็จ่ายด้วยเครดิตการ์ดหรือ Venmo (อุ้มพรินต์ QR Code ตั้งไว้ที่บูทเลย) ก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องไม่มีเงินทอน

แล้วที่กังวลว่าจะขายไม่ได้ ปรากฏว่ายอดขายถล่มทลายเลยค่ะ หนึ่งคือเป็นช่วงก่อนวันแม่ของที่นี่ ก็เลยมีคนมาซื้อเป็นของขวัญ สองคือคนรู้จักกันทั้งนั้น แม่ ๆ ด้วยกันนี่แหละค่ะที่มาช่วยกันอุดหนุนใหญ่เลย ซึ้งใจมาก ได้เห็นชัดเจนขึ้นมากเลยว่าใครคือลูกค้าของเรา และแบบไหนที่คนชอบและขายดีกว่าแบบอื่น ๆ

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

อุ้มเองก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการไปออกบูท แน่ ๆ เลยคือเริ่มจากที่ที่เรารู้จักนี่แหละค่ะดีที่สุด ขนของเข้าออกไม่ลำบาก คนซื้อก็เป็นคนที่พฤติกรรมใกล้ ๆ กัน ส่วนวันงานแม้จะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ก็อาจจะมีอะไรหลงลืม เพราะฉะนั้นควรมีลิสต์ไว้ แล้วก่อนออกจากบ้านเช็กให้ดี แต่ถ้าพลาดจริง ๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนซื้อเขาไม่รู้หรอกว่าเราลืมถุง (แต่คราวหน้าอย่าลืมล่ะ)

อ้อ ขายตุ้มหูอย่าใช้เต็นท์สีส้ม (หัวเราะ) ลูกค้าอุ้มต้องเอาตุ้มหูออกไปลองกับแสงธรรมชาตินอกเต็นท์ อิฉันก็ต้องถือกระจกตามออกไปให้เขาส่อง วุ่นวายได้หัวเราะกันอีก จะซื้อหรือจะยืมเต็นท์ใครคราวหน้าควรเช็กว่าสีขาวหรือเปล่าด้วยนะจ๊ะ

ในวันนั้นอุ้มถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สาเหตุหลักอีกอย่างก็คือมีคนมางานเยอะมากด้วยค่ะ งานนี้จัดทุกปี แต่ 2 ปีที่ผ่านมาติดโควิด ก็เลยงดไป ปีนี้กลับมาจัดใหม่ ทุกคนก็เลยตื่นเต้น ขนาดคนที่ไม่ได้อยู่ริชมอนด์หรือศิษย์เก่าก็ยังมากัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เด็ก ๆ มาเต้นตรงกลาง คนมาออกันที่หน้าร้าน นึกว่าอยู่จตุจักรกันเลยทีเดียว

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

เนื่องจากริชมอนด์เป็นโรงเรียนใหญ่ มีลานกว้างหลายลาน เลยแบ่งโซนงานเป็นทั้งของกิน ของขาย และของเล่นได้ชัดเจน อุ้มมัวแต่ขายของ ปีนี้เลยไม่ได้เดินดูงานเท่าไหร่ แต่ช่วงท้าย ๆ สมคิดเลิกงานแวะมาช่วยดูบูท อุ้มเลยวิ่งไปดูตรงโซนกิจกรรมได้ เพราะปีนี้มีบ้านเป่าลมใหญ่ยักษ์ (Bouncy Houses) มาตั้ง 5 จุด! เด็ก ๆ วิ่งเข้าวิ่งออกไปกระโดดดึ๋งดั๋งกันสนุกใหญ่ แต่ละชั้นปีก็มีซุ้มเกมของตัวเองซึ่งน่ารักสร้างสรรค์มาก มีผู้ปกครองอาสาสมัครผลัดเวรกันมาเฝ้าซุ้ม น่ารักจนอยากเอามาเล่าให้ฟังเลยค่ะ

อนุบาล เกมตกหมึก (Tako Tsuri)

อันนี้เป็นชั้นเด็กน้อยของอนีคา เกมก็เลยกุ๊กกิ๊ก ๆ เป็นเบ็ดมีตะขอให้เกี่ยวปลาหมึกในบ่อ ตกได้อันไหนก็พลิกขึ้นมาดู จะมีตัวอักษรอยู่ข้างล่างบอกว่าได้ของขวัญเป็นอะไร อารมณ์เหมือนเกมตามงานวัดในประเทศญี่ปุ่น

ป.1 เกมวิ่งไข่ (Egg Relay Race)

คลาสสิกมาก ไม่ต้องอธิบายก็รู้ว่านี่คือเกมที่ให้ถือไข่ในช้อน แล้ววิ่งแข่งกัน งานไหน ๆ ก็สนุกได้เสียงเชียร์ ยิ่งเป็นเด็กเล็ก ๆ อย่างเด็กอนุบาลนี่ยิ่งน่ารัก คือเดินธรรมดาไม่หกล้มนี่ก็บุญอยู่แล้ว มือตาขาแขนอะไรก็ยังไม่ประสานกัน มาตั้งอกตั้งใจวิ่งไข่นี่ โอ๊ย น่าเอ็นดู

ป.2 แต่งหน้า (Face Painting)

อันนี้ไม่ได้เรียกว่าเป็นเกม เพราะคุณแม่คนหนึ่งซึ่งแต่งหน้าเด็กเก่งมากราวกับมืออาชีพ อาสามาวาดหน้าให้เป็นรูปต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่ฮิตมากตามงานวันเกิดหรืองานอีเวนต์ คุณแม่คงแทบไม่ได้หยุดมือเลย เพราะอุ้มเห็นเด็กกี่คน ๆ วิ่งผ่านหน้าบูทก็ไปเพนต์หน้ากันมาทั้งนั้น แม่ 2 สาวเมตตากับอนีคานี่จะเหลือเหรอคะ ไปเพนต์มาแต่หัววัน แต่งเสร็จแล้ววิ่งกันคึกจนเหงื่อละลาย ตอนจะกลับบ้านก็แทบไม่เหลือแล้ว

ป.3 เกมโยนถุงถั่วใส่ดารุมะ (Daruma Bean Bag Toss)

เกมนี้เป็นชั้นของเมตตา เกมเลยยากขึ้นมาหน่อย เป็นรูปตุ๊กตาดารุมะอ้าปาก แล้วให้เด็ก ๆ โยนถุงผ้าที่มีถั่วอยู่ข้างในใส่ให้เข้าปากดารุมะ คล้าย ๆ กับเกม Cornhole แต่เป็นเวอร์ชันเด็กญี่ปุ่น

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

ป.4 เกมแคะขี้มูก (Nose Picker)

อุ้มชอบเกมนี้มาก ฮาที่สุด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเกมแคะขี้มูก คนเล่นก็เลยต้องล้วงมือเข้าไปในรูจมูกอันใหญ่เบ้อเริ่มที่เขาทำไว้ ด้านหนึ่งเป็น Slime ซึ่งเหนอะหนะเหมือนขี้มูกจริง ๆ กับอีกด้านหนึ่งเป็นของเล่นอันเล็ก ๆ ล้วงได้อะไรก็เอาอันนั้นกลับบ้าน ลูก ๆ อุ้มวิ่งถือกระปุก Slime เอามาโยนไว้ที่โต๊ะแม่ เพราะไปแคะขี้มูก เอ๊ย เล่นเกมได้มา ทีแรกอุ้มไม่รู้ นึกว่าขนมกำลังจะเปิดชิม ดีนะ เมตตามาบอกทันว่านี่มันขี้มูกนะมัมมี่ ไม่งั้นโดนเพื่อนล้อแน่ว่าแคะขี้มูกแล้วเอาเข้าปาก (อิ้ว ตอนเด็ก ๆ เคยมีเพื่อนแบบนี้ใช่ปะล่ะ)

    ป.5 เกมห้องน้ำ (Toilet Toss)

    อันนี้ก็แอบฮา คิดมาได้ไงเนี่ย คือเป็นโถส้วมปลอมอันใหญ่ ๆ แล้วให้คนเอาม้วนทิชชูโยนให้ลงโถ ถ้าลงก็ได้รางวัล

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

จะเห็นได้ว่าความฮาและความบ้าบอของเกมเพิ่มไปตามระดับชั้น แต่ไม่ว่าเด็กเล็กหรือเด็กโต ต่างก็เล่นกันได้หมด อ้อ ลืมเล่าอีกเรื่องเกี่ยวกับของกินค่ะ นอกจากจะมีอาหารญี่ปุ่น สายไหม ป็อปคอร์นให้กินกันเป็นที่สนุกสนานแล้ว ยังมีบูทนึง อยู่ใกล้ ๆ บูทอุ้ม ชื่อ Umi Organics เป็นเส้นบะหมี่ราเม็งออร์แกนิกที่ตอนนี้ดังมากในพอร์ตแลนด์ บ้านอุ้มชอบมากซื้อมากินบ่อย ๆ 

เจ้าของเคยเป็นเด็กริชมอนด์เมื่อหลาย 10 ปีที่แล้วค่ะ เขาไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นด้วยนะคะ แต่เรียนโรงเรียน Japanese Immersion จนจบไฮสกูล (เมตตากับอนีคาก็คงเป็นแบบเดียวกัน) แล้วพอจบมหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มคิดจะทำธุรกิจทำเส้นราเม็งแบบที่อร่อยเหมือนต้นตำรับ และใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เริ่มขายที่ Farmer’s Market ก่อน จนตอนนี้มีขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตดี ๆ ทั่วพอร์ตแลนด์ เรียกว่าประสบความสำเร็จมากเลย เห็นว่ากำลังจะขยายกำลังการผลิต ถือเป็นความภูมิใจของริชมอนด์เลยก็ว่าได้ งานนี้เจ้าตัวมาออกบูทเองเลยด้วย น่ารักจริง ๆ

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา
ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

    ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำการมีลูกอยู่โรงเรียนญี่ปุ่นในอเมริกา การออกร้าน และงานโรงเรียนที่คึกคักสนุกสนานมาก จบงานสมาคมผู้ปกครองก็ได้เงินบริจาคเอาไปทำโครงการอื่น ๆ ต่อ แบรนด์ตุ้มหูของอุ้มก็ได้เงินทุนมาหมุนเวียนก้อนใหญ่ เรียกว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย ถามใครที่เรียนจบจากริชมอนด์ ก็มีความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับงาน Spring Festival กันแทบทั้งนั้น โรงเรียนไทยเราคงมีงานแบบนี้เหมือนกัน หรือโรงเรียนไหนยังไม่มี คุณผู้ปกครองรวมตัวกันเลยค่ะ รับรองว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ จะได้มาร้องเพลงโรงเรียนของเราน่าอยู่ด้วยกันนะคะ

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ลูกชายเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันจากกระบี่ กับลูกสาวเจ้าของตลาดที่โคราช เป็นแฟนกันตอนเรียนธรรมศาสตร์ มาเรียนโท MBA ด้วยกันที่พอร์ตแลนด์ เรียนจบ ซื้อกิจการพริกแกงและน้ำจิ้มจากคุณลุงคุณป้าคนไทยที่นี่ ชื่อ Thai & True มาบริหารต่อ สินค้ามีขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสุขภาพเจ้าใหญ่ ๆ แทบทุกแห่งในพอร์ตแลนด์ ตอนนี้กำลังขยายเพิ่มไปซีแอตเทิลและเมืองรอบ ๆ อีกด้วย

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

ฟังดูราบรื่นรุ่งเรืองดีใช่ไหมคะ

คดข้าวใส่ชาม ตักแกงราด แล้วนั่งล้อมวงกันเลยค่ะ เรื่องที่น้องสองคนนี้เจอมามันจัดจ้านแสบสันกว่าพริกแกงที่เห็นหลายเท่า ฟังแล้วเราบอกว่าเอา Heat Level ระดับ 5 เม็ดไปเลยดีกว่าค่ะน้อง

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
พริกแกง Thai & True รุ่นเก่า

ก่อนอื่นต้องเล่าว่า อุ้มเป็นลูกค้า Thai & True ตั้งแต่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพราะเป็นมังสวิรัติ แล้วจะหาพริกแกงสำเร็จรูปที่ไม่มีกะปิน้ำปลานี่มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ จะให้นั่งลงโขลกพริกแกงคั้นกะทิเหมือนสมัยทำกับคุณย่าตอนเด็ก ๆ อันนี้ก็จะได้กินพรุ่งนี้บ่าย ๆ หรือไม่ก็ต้นปีหน้านั่นล่ะจ้า ใครมันจะมีเวลา ทุกวันนี้แค่ลูกไม่อดตายก็บุญโข พอไปเจอพริกแกงยี่ห้อนี้เข้าที่ร้านสหกรณ์ขายของอินทรีย์และอาหารเพื่อสุขภาพใกล้ ๆ บ้าน ก็เลยติดใจใช้มาตั้งแต่นั้น เพราะนอกจากสีสวย สดใหม่ ทำแกงแล้วอร่อย ไม่เผ็ดเกินไป ลูก ๆ กับเพื่อนฝรั่งกินได้สบาย ๆ แล้ว ยังเป็นของคนไทยที่นี่ด้วย ยิ่งอยากสนับสนุนใหญ่เลย

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
พริกแกง Thai & True รุ่นใหม่

จนวันหนึ่งเมื่อ 3 – 4 ปีก่อน เขาก็เปลี่ยนฉลากเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ดูสะอาดสะอ้านทันสมัยน่าซื้อขึ้นไปอีก แล้วก็เริ่มมียี่ห้อคล้าย ๆ กันทำออกมา แต่อุ้มไม่เคยคิดจะซื้อ เพราะรู้สึกว่าสีไม่สวยเท่า ใช้ยี่ห้อนี้ดีอยู่แล้วจะเปลี่ยนทำไมจริงไหมช้อย ทีนี้วันหนึ่งกำลังขับรถใกล้จะถึงบ้านอยู่แล้วค่ะ อยู่ดี ๆ ก็เห็นบ้านหลังหนึ่งที่เคยเป็นร้านอาหารไทยมาก่อน มีป้ายติดว่า Thai & True อ้าว อยู่แถวนี้เอง นัดไปคุยดีกว่า

ก็เลยได้มาเล่าเรื่องเผ็ดระดับพริก 5 เม็ดให้ฟังกันนี่ล่ะค่ะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อ 40 ปีก่อน คุณลุงพล กับ คุณป้าซูซี่ เกษม เปิดร้านอาหารไทยชื่อ Thai Villa ที่เมือง Lake Oswego ห่างจากพอร์ตแลนด์ไปราวครึ่งชั่วโมง สมัยนั้นร้านอาหารไทยยังไม่ค่อยมี ร้าน Thai Villa ก็เลยดังมากถึงมากที่สุด ลงหนังสือพิมพ์โน่นนี่นั่นมากมาย

แต่ที่ไหนมีความดัง ที่นั่นย่อมมีคู่แข่งตามมา ในที่นี้เรียกว่าร้านอาหารไทยร้านอื่น ๆ ยอดขายร้าน Thai Villa อยู่ ๆ มาก็ชักจะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าแต่ก่อน คุณป้าเลยมีความคิดว่าจะทำพริกแกงขาย โดยใช้ประสบการณ์จากลูกค้าที่มาในร้านนั่นแหละเป็นตัวตั้ง แล้วเอาไปขายที่ Farmer’s Market ตั้งชื่อสินค้าใหม่นี้ว่า Thai & True

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
คุณลุงคุณป้าออกร้านที่ Farmer’s Market

อุ้มต้องบอกก่อนนะคะว่า ฝรั่งเขากินอาหารไทย ไม่เหมือนคนไทยกินอาหารไทย อย่างแกงกะทิเนี่ย คนไทยเราก็ตักเนื้อ ตักผัก ราดข้าว แล้วราดน้ำแกงนิดหน่อยใช่ไหมคะ แต่มาร้านอาหารไทยที่นี่ อุ้มนี่แว่นแทบหลุดตอนเห็นฝรั่งนั่งซดน้ำแกงเขียวหวานแกงแดงกันหมดชาม! กินเหมือนกินซุปนั่นแหละว่าง่าย ๆ เพราะฉะนั้น จะมาข้น มาเผ็ด แตกมันอะไรเหมือนเมืองไทยก็ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่นี่ พริกแกงของคุณป้าเลยพัฒนามาตามนั้น คือให้รสอ่อนลง กินง่ายขึ้น

ทีนี้พอคุณป้าไปเปิดบูทขาย ก็มีนายหน้าเจ้าหนึ่งเป็นคนผิวสี มาขอติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย เพราะกระทาชายนายนั้นกำลังเริ่มธุรกิจรวบรวมสินค้าสุขภาพที่เป็น Vegan/Vegetarian แล้วส่งขายตามร้านต่าง ๆ ในพอร์ตแลนด์ คุณป้าถนัดทางผลิต แต่ไม่อยากไปวุ่นวายติดต่อร้านค้า ก็เลยตกลงกันว่าให้นายคนนี้ (ต่อไปขอเรียกว่า ค.) เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือเมื่อราว ๆ 20 ปีก่อน

นัยว่า ค. จะเป็นนักธุรกิจที่ไม่เลว (ในตอนแรก) กิจการของ ค. ก็เลยเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นตัวแทนสินค้าวีแกนเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งในพอร์ตแลนด์ คุณป้าไว้เนื้อเชื่อใจ ถึงขนาดให้มาดูการผลิตที่ในครัว เพราะเห็นว่าเติบโตมาด้วยกัน จนวันหนึ่งที่คุณลุงคุณป้าอายุ 70 กว่า คิดว่าอยากจะเกษียณ ค. ก็เลยอยากจะขอซื้อกิจการ

คุณป้าไม่ยอมขาย เพราะอยากให้น้ำพริกไทยอยู่ในมือคนไทย แต่ก็ยังไม่รู้จะหาคนไทยที่ไหนมาทำต่อ เพราะลูก ๆ ทั้งสองคนของคุณลุงคุณป้ามีงานการมั่นคงอยู่กับบริษัท Amazon ที่ซีแอตเทิล บอกมาชัดเจนว่าไม่ทำต่อแน่ ๆ

แล้วปี 2018 คุณป้าก็มาเจอเด็กไทยสองคนตอนไปงานบุญที่วัด เห็นว่าเพิ่งเรียนจบ MBA กำลังจะกลับไทย เพราะวีซ่านักเรียนใกล้หมดแล้ว แต่ยังไม่รู้จะกลับไปทำอะไรที่เมืองไทย คุณป้าเลยถามว่าอยากมาทำ Thai & True นี่มั้ยล่ะ ลุงกับป้ากำลังจะรามือแล้ว เดี๋ยวสอนทุกอย่างให้

เด็กไทยสองคนนั้นก็เลยทิ้งตั๋วเครื่องบินที่ซื้อไว้เตรียมจะบินกลับเมืองไทย ขอวีซ่านักลงทุน แล้วก็ซื้อกิจการจากคุณป้าเอามาทำต่อเสียเลย เด็กไทยที่ว่าก็คือ แชมป์-รังสรรค์ ไฝขาว กับ ภัค-ภคพร ปุณณะนิธิ เจ้าของใหม่ของ Thai & True ที่เราไปคุยด้วยนี่ไง

ถึงจะเคยมีประสบการณ์ทำงานที่เมืองไทยมาบ้าง แต่แชมป์กับภัคถือว่าเป็นหน้าใหม่ในวงการอาหารที่นี่ ค. คงได้ทีเห็นจังหวะเปลี่ยนมือเจ้าของ แผนการชั่วร้ายที่เตรียมไว้ก็ได้ฤกษ์ลงมือ

จากที่ ค. เคยสั่งสินค้าทั้ง 11 ตัวไปขาย อยู่ดี ๆ ก็หยุดสั่งสินค้าขายดีอันดับ 1 – 5 ซะงั้น โดยอ้างว่าลูกค้าไม่ค่อยชอบแล้ว ไม่มียอดสั่งมา แต่ว่ายังคงสั่งรายการที่ 6 – 11 มานิดหน่อย รายได้แชมป์กับภัคหวังไว้อยู่ดี ๆ ก็หายวูบไปเลย 70 เปอร์เซ็นต์ กิจการที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ ที่ลุงกับป้าบอกว่าเป็นน้ำซึมบ่อทราย ขายได้เรื่อย ๆ ไม่นานก็คืนทุน กลับกลายเป็นบ่อลาวา ขาดทุนติดตัวแดงยาวอยู่เกือบ 2 ปี

ความจริงมาปรากฏก็ตอนที่แชมป์เอะใจ แอบไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เคยมีของ Thai & True วางขาย แล้วทำตัวเป็นลูกค้าถามว่าไม่มียี่ห้อนี้เหรอ พนักงานบอกมี้ พาเดินไปดูที่ชั้น แล้วหยิบของอีกยี่ห้อหนึ่งมาให้ดู บอกว่านี่ไง เขาเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนฉลาก แต่ยังเจ้าของเดียวกันนะ

เข่าแทบทรุด… แชมป์บอกแค่นี้

คือ ค. ไปฮั้วกับคนไทยอีกเจ้าหนึ่งในพอร์ตแลนด์ ซึ่งมีร้านอาหารมังสวิรัติ แล้วทำสินค้าออกมาเลียนแบบ ใช้ขวดขนาดเดียวกัน ฝาสีทองเหมือนกันเป๊ะ ตั้งชื่อให้คล้าย ๆ กัน ทำฉลากซะคล้ายมาก แล้วข้างหลังยังมีชื่อผู้จัดจำหน่ายคนเดิม ก็เลยยังไปอ้างได้ว่าเจ้าของเดียวกัน คือไอ้ที่มาหลอกว่าสินค้าขายดี 5 อย่างที่คนไม่สั่งน่ะ เพราะมัน (เขียนไปนี่ก็ของขึ้น) ไปแอบทำมาขายเองเพื่อจะได้ส่วนแบ่งมากกว่า

โคตตตตตตตรเลว

ทีนี้แชมป์กับภัคทำไงล่ะ ก็ต้องติดต่อไปหาร้านค้าแต่ละเจ้าเพื่อเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง บางร้านก็บอกว่าเห็นใจนะ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะเขายังต้องสั่งสินค้าตัวอื่น ๆ จาก ค. จะไปตัดสัมพันธ์ก็ไม่ได้ เพราะนี่เขาเจ้าใหญ่ แต่บางร้าน อย่าง New Seasons ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขายอาหารออร์แกนิกและเน้นสินค้าโลคอล มีสาขาเกือบ 20 แห่งทั่วพอร์ตแลนด์ (บ้านอุ้มเป็นลูกค้าประจำ) ก็รับเรื่องแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน เลยยอมให้เอาของก็อปลง แต่ทางแชมป์กับภัคก็ต้องเอาของ Thai & True ไปเติมชั้นให้เต็มด้วยทุกสาขา ภัคบอกเจ็บมาขนาดนี้แล้ว ยอมเอาของไปเติมให้ฟรี ๆ เพื่อได้ลูกค้าใหญ่กลับมาก็จำเป็นต้องทำ

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
Thai & True บนชั้นที่ New Seasons

ผ่านไป 3 ปี ตอนนี้ได้ลูกค้าเดิมกลับมาราว ๆ 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออย่าง WholeFoods ก็ยังขายของก็อป (นี่แอบ Hint นะ จะได้ไปดูกันเองว่ายี่ห้ออะไร) แล้วมีลูกค้ารายหนึ่งค่ะ กว่าจะได้กลับคืนมานี่โอ๊ยยยยย ใครจะไปรู้…. อย่างมาก ร้านนั้นชื่อ PCC Community Markets มีหลายสาขาอยู่ที่ซีแอตเทิลค่ะ อารมณ์เหมือน New Seasons ที่พอร์ตแลนด์ แต่กำลังซื้อคนที่โน่นสูงกว่า เลยถือว่าเป็นลูกค้าและตลาดที่สำคัญ

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

ก่อนหน้านี้ PCC เคยขายของ Thai & True แล้วอยู่ ๆ ก็เลิกสั่งไป ติดต่อฝ่ายจัดซื้อก็ไม่ได้ อีเมลอะไรก็ไม่มี พยายามจะเข้าไปให้ชิม พยายามเข้าทางตัวแทนย่อยอะไรก็เงียบหายอยู่เป็นปี ๆ จนเข้าปีที่ 3 เขาถึงได้ติดต่อกลับมา บอกว่าที่ไม่กล้าสั่ง Thai & True กลับไปขาย เพราะในส่วนผสมของยู มีคำคำหนึ่งที่เป็นคำด่าคนผิวสีที่รุนแรงขั้นสุดในประเทศแอฟริกาใต้ แรงพอ ๆ กับ N-Word เลยแหละ

คำนั้นคือ Kaffir ที่อยู่ในคำว่า Kaffir Lime ที่แปลว่ามะกรูดค่ะ

ใครมันจะไปรู้!!! (แต่พอรู้แล้ว ไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ต ก็เลยได้เห็นว่าตอนนี้กำลังเป็นกระแสแรงมาก ๆ ในอเมริกาเลยค่ะ ถึงขั้นจะให้เลิกเรียกมะกรูดว่า Kaffir Lime กันทีเดียว)

ทีนี้เขาเลยบอกว่า ถ้ายูเปลี่ยนคำนี้คำเดียวในฉลาก เราจะสั่งกลับไปขาย ภัคกับแชมป์เพิ่งสั่งฉลากมาใหม่ จ่ายเงินไปหมื่นกว่าเหรียญ ก็ต้องกัดฟันโละทิ้ง แล้วเปลี่ยนไปใช้ Makrut Lime แทนคำว่า Kaffir Lime ในฉลากทั้งหมด เวรกรรม!

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

พูดถึงเรื่องฉลาก ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า การที่มีเหตุการณ์ ค. ทำของก็อปมาขายนี่เอง ที่ทำให้ภัคกับแชมป์ตัดสินใจ Rebranding สินค้าใหม่หมด ตั้งแต่โลโก้ ฉลากสินค้า และเว็บไซต์ คือไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลยยกเว้นสูตรและรสชาติ ภัคบอกว่าทีแรกคิดอยากจะให้คนไทยออกแบบอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องให้ฝรั่งทำ เพราะเข้าใจลูกค้าที่นี่มากกว่า แต่ปัญหาก็คือ “จะเปลี่ยนยังไงให้ไม่เหมือนเดิม แต่ลูกค้ายังจำได้ว่าเป็นเจ้าเดิม” สรุปว่ายังคงสีเดิมทั้งหมดเอาไว้ เปลี่ยนแค่ฟอนต์และ Graphic Elements ต่าง ๆ ซึ่งอุ้มว่าเปลี่ยนใหม่แล้วดูดีกว่าเดิมเยอะเลย

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

ภัคบอกว่าโชคดีที่ตัวเองชอบทำงานหน้าบ้าน อย่างไปออกงาน พบเจอลูกค้า ทำเว็บไซต์ สื่อสารการตลาดทั้งหมด ในขณะที่แชมป์ถนัดงานหลังบ้าน อย่างการผลิต ติดฉลาก ทำบัญชี และทำเรื่องขอใบอนุญาตต่าง ๆ

เราถามว่าทำของกินที่อเมริกา ขออนุญาตยากไหม

“โอยยยยยยยยยยยยยย” แชมป์กับภัคร้องเสียงดังพร้อมกันแทนคำตอบ

“มีเวลาคุยกันสัก 2 วันมั้ยล่ะครับ” แชมป์ตอบเพิ่มพลางหัวเราะ

เมืองไทยเรามี อย. ใช่ไหมคะ ที่นี่ก็มี FDA (U.S Food and Drug Administration) อย่างที่เราเคยได้ยิน และมีหน่วยย่อยลงมาในระดับรัฐ คือ ODA (Oregon Department of Agriculture) ที่คนทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารในออรีกอนจะต้องไปสอบและขอใบอนุญาต แล้วเวลาจะออกผลิตภัณฑ์หรือเปลี่ยนฉลากใหม่ ก็ต้องกรอกข้อมูลส่วนผสมทุกตัว แล้วระบุด้วยว่าอุณหภูมิเท่าไหร่ ค่า pH เท่าไหร่ กระบวนการผลิตคืออะไร ใช้บรรจุภัณฑ์แบบไหน คือละเอียดมากถึงมากที่สุด แต่ถ้าผ่าน 3 อาทิตย์ก็ได้ใบอนุญาต ไม่มีวิ่งเต้นจ่ายเงินใต้โต๊ะเหมือนบางประเทศ

Thai & True เป็นผู้ผลิตอาหารบรรจุขวดหรือกระป๋อง ต้องมีใบอนุญาตในฐานะ Food Processing Establishment แชมป์กับภัคต้องไปอบรมเป็นเวลา 2 วัน แล้วก็ต้องอบรมแยกย่อยในหมวด Acidified Food คือการยืดอายุอาหารบนชั้นวางด้วยกรด (อย่างเช่นน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู) และใช้ความร้อนในการบรรจุ (Hot Sealing) แปลว่าพริกแกงและน้ำจิ้มทั้งหมดของ Thai & True ต้องสุก และมีค่า pH ต่ำกว่า 4 ทุกขวด

ถามว่าทำไมใช้กรดในการถนอมอาหาร ตอบสั้น ๆ ก็คือ จะได้ไม่ต้องใช้เกลือไงคะ นึกถึงพริกแกงไทยที่ใช้ส่วนผสมสด ๆ บดรวมกันใส่กระป๋องก็ได้ค่ะ แบบนั้นต้องใส่เกลือเยอะมาก (แชมป์บอกเรียกว่า ‘ถม’ เลยดีกว่า) เพื่อให้เกลือไปดูดน้ำในอาหาร แล้วส่งผลให้อยู่บนชั้นในได้นานขึ้น บางยี่ห้ออยู่ได้นานถึง 2 – 3 ปีก็มี ทาง FDA มีกฎอีกแบบหนึ่งของการถนอมอาหารแบบนี้ เรียกว่า Water Activity ฟังแล้วเราก็เลยเข้าใจว่า ทำไมพริกแกงจากไทยหลาย ๆ ยี่ห้อตามร้าน Asian Supermarket ที่นี่ถึงได้เค็มม้ากกก แล้วพออายุบนชั้นนาน ก็เลยมีความไม่สดใหม่ ทำแกงแล้วสีออกคล้ำ ๆ

กลับมาที่ Thai & True พอเลือกจะใช้กระบวนการผลิตและขออนุญาตมาแบบนี้ วิธีการปรุงก็เลยพลิกตำรา ต่างจากการทำแกงแบบคนไทยไปโดยสิ้นเชิง คือเราถูกสอนกันมาว่าจะทำแกงกะทิ ต้องเอาหัวกะทิลงผัดให้แตกมัน เสร็จแล้วเอาเครื่องแกงลงไปผัดให้สุกหอม จากนั้นค่อยใส่เนื้อและผักกับหางกะทิ แล้วเคี่ยวไปยาว ๆ ใช่ไหมคะ

Thai & True พริกแกงมังสวิรัติแบรนด์ดังแห่งพอร์ตแลนด์ฝีมือหนุ่มสาวไทย กว่าจะสำเร็จต้องเจอปัญหาที่แซ่บระดับพริกหมดสวน

แต่พอพริกแกงสุกมาแล้วแบบนี้ แค่ตั้งกะทิให้เดือด เอาพริกแกงลงไปละลาย ใส่โปรตีนกับผัก ต้มจนสุก ปรุงนิดหน่อยก็กินได้เลย เหมาะกับชีวิตลูกค้าหลักที่เป็นคนทำงาน เวลาไม่เยอะ แต่อยากทำอาหารไทยให้ได้รสชาติใกล้เคียงที่สุด ภัคบอกว่าเวลาบอกลูกค้าฝรั่งว่าทำง่ายแค่นี้เอง ทุกคนแปลกใจหมดเลย เพราะคนที่นี่ชอบอาหารไทยมาก ๆ เลยนะคะ แต่คิดว่ารสชาติซับซ้อนขนาดนี้ ต้องทำยากแน่ ๆ

Thai & True พริกแกงมังสวิรัติแบรนด์ดังแห่งพอร์ตแลนด์ฝีมือหนุ่มสาวไทย กว่าจะสำเร็จต้องเจอปัญหาที่แซ่บระดับพริกหมดสวน

แต่ดูแกงหม้อนี้สิคะ อุ้มใช้พริกแกงของ Thai & True ทำอยู่ประมาณ 15 นาทีก็กินได้ ผัดผักกับเจียวไข่อีกสักนิด ทุกคนในบ้านแฮปปี้ นี่ขนาดทำงานมาทั้งวัน ถึงขนาดต้องประกาศที่โต๊ะอาหารว่า “My grandma would be proud of me! คุณย่าต้องภูมิใจในตัวหนู!”

ก็ต้องขอบคุณที่มีคนไทยทำพริกแกงไทยสดใหม่คุณภาพดีให้เราได้ใช้ ทำออกมารสชาติและหน้าตาดีเลี้ยงแขกได้

Thai & True พริกแกงมังสวิรัติแบรนด์ดังแห่งพอร์ตแลนด์ฝีมือหนุ่มสาวไทย กว่าจะสำเร็จต้องเจอปัญหาที่แซ่บระดับพริกหมดสวน
อุ้มกับคุณย่า

แต่อย่าไปบอกคุณย่าล่ะว่าพริกแกงไม่ได้โขลกเอง (อิ ๆ)

Thai & True

Website : www.thaiandtrue.com

Facebook : www.facebook.com/thaiandtrue

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load