The Cloud x OKMD

Rhythm and Books

ชื่อร้านบอกโดยตัวของมันเอง ว่าแม้ไม่ใช่ร้านหนังสือ แต่หนังสือเป็นส่วนสำคัญ ไม่ใช่แค่เป็นส่วนประกอบ

ความจริงไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของร้านหนังสือ ว่าไปแล้วไม่เคยคิด ว่าตัวเองจะเป็นพ่อค้าประเภทซื้อมาขายไป เพราะประกอบอาชีพเขียนหนังสือขายและถ่ายภาพมาแต่แรก แม้ไม่ใช่งานแรกที่ทำเป็นอาชีพ แต่งานเขียนเป็นงานที่รักและรู้สึกว่าทำได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นจึงสนุกและมีความสุข

การได้ทำงานที่ตัวเองรัก จึงไม่มีเหตุอันใดให้มองหางานที่สองหรืองานอื่น และเมื่อมีอาชีพเขียนหนังสือ ความจำเป็นในการค้นหาข้อมูลเป็นความจำเป็นอันดับต้น ๆ ข้อมูลที่ว่านี้ นอกเหนือจากค้นหาและออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คนด้วยตัวเองแล้ว หนังสือ คือแหล่งข้อมูลชั้นสำคัญ

และมิใช่เป็นข้อมูลหรือวัตถุดิบในการทำงานเท่านั้น เพราะหนังสือเปรียบเสมือนสะพานทอดตัว พาเราจากความไม่รู้สู่ความรู้ เปรียบเสมือนไฟที่ไม่เพียงให้แสงสว่าง หนังสือเหมือนไฟที่เอาไปปรุงอาหารฆ่าความหิวได้ หนังสือเหมือนแสงสว่างที่ไล่ความมืด และควันที่เกิดจากไฟยังช่วยขับไล่แมลงและสัตว์ร้ายที่มาในคืนมืดมิด หนังสือคือกองไฟที่มอบความอบอุ่นในคืนหนาว และบางทีหลายหนในชีวิต หนังสือเป็นเชื้อเพลิงในวันที่หาไฟปรารถนาในตัวเองไม่พบ

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง
Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

ผมไม่ใช่คนเดินเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ ชอบไปร้านขายหนังสือมากกว่า ซื้อมาเป็นสมบัติ เป็นสัมภาระส่วนตัว ต้องการค้นข้อมูลหรืออยากอ่านเมื่อไหร่ก็หยิบหาอ่านได้ทันที ไปซื้อหนังสือตามร้าน ได้คุยกับเจ้าของร้านหรือคนขายหนังสือ หลายครั้งได้หนังสือที่ตัวเองได้รับคำแนะนำมาอ่าน จนกลายเป็นหนังสือถูกใจนับจำนวนไม่ถ้วน ได้พบกับคอหนังสือที่อ่านหนังสือต่างจากตัวเอง แต่ละคนมีความเชื่อความศรัทธาต่างกัน บางคนเป็นนักดนตรีสะสมหนังสือวิธีทำอาหาร หลายคนที่เจอเป็นศิลปินแต่ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน หนังสือเด็ก และมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจ ผู้อ่านหนังสือนิยายวรรณกรรมอย่างบ้าคลั่ง

คราวหนึ่งเมื่อต้องเดินผ่านศุลกากรสนามบินดอนเมือง เจ้าหน้าที่เรียกผมให้หยุดและตรวจค้น เพราะมีกระเป๋าเดินทางและสัมภาระพะรุงพะรัง ครั้นเมื่อเห็นว่าทั้งหมดเป็นหนังสือ จึงผายมือให้เดินผ่าน แล้วพูดขึ้นว่า จะเปิดร้านหนังสือหรือทำร้านหนังสือหรือ ผมยังจำหน้าตาและน้ำเสียงของผู้ชายชุดขาวคนนั้นได้ดี

รอบตัวผมเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย มากกว่าสัมภาระอื่นที่ผมมีหรือเก็บสะสม หนังสือมีคุณสมบัติเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน นั่นคือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมของยุคสมัย

แล้ววันหนึ่งเมื่อสิบปีที่แล้ว ชีวิตก็หักเหให้จำเป็นต้องหาอะไรทำ และต้องย้ายถิ่นที่อยู่จากเหนือลงใต้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของ Rhythm and Books แห่งแรก ที่อำเภอหัวหิน

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

Rhythm and Books หากจัดจำพวกให้ถูก ต้องจัดเป็นร้านขายของมือสอง ของมือสองที่ว่า คือสิ่งของที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสัมภาระ ครั้นเมื่อถึงจุดที่สัมภาระกลายเป็นภาระ ที่ทำได้คือ ต้องปล่อยสัมภาระเหล่านี้ออกไป

ในบรรดาสัมภาระทั้งหมดที่กลายมาเป็นภาระ หนังสือมีจำนวนมากที่สุด ครั้นมานั่งคิดว่า หากต้องเปิดร้านขายหนังสืออย่างเดียว มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนหรือ (เพราะเพื่อนและคนรู้จักเป็นเจ้าของร้านหนังสือหลายคน จึงรับรู้ปัญหา) อย่ากระนั้นเลย บอกตัวเองว่า งั้นมาเปิดร้าน ‘ขายของรักไม่หวง’ ดีกว่า

ของรักที่ว่าคือสัมภาระที่เก็บไว้ยาวนาน 50 ปี อาทิ แผ่นเสียง เทป ซีดี อุปกรณ์เครื่องเสียง ลูกปัด ผ้า รูป งานศิลปะ เครื่องประดับ จนถึงเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้นว่า โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องครัว

แต่ที่พูดมาทั้งหมด ย้ำอีกทีว่าที่มีมากสุดคือ หนังสือ

ก็อย่างที่บอกตอนแรก ว่าทำร้านหนังสือไม่ใช่ความตั้งใจ แต่เป็นผลที่เกิดจากการต้องหาอะไรทำ หลังจากชีวิตเกิดการหักเห และเลี้ยงชีวิตได้ไม่เพียงพอด้วยการทำงานที่ตัวเองรักคือเขียนหนังสือ

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง
Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ในการทำร้านหนังสือ หรือเป็นเจ้าของกิจการใด ๆ มาก่อน การเรียนรู้จึงอาศัยพูดคุยสอบถามหาข้อมูลจากคนมีประสบการณ์ และจากประสบการณ์ตัวเองที่พบปะเจอะเจอผู้คนในสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยไปเยี่ยมไปเยือนมา

สิ่งที่ต้องคิดถึงอย่างแรกคือสถานที่ โจทย์ที่ตั้งไว้คือโลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำความเข้าใจโลก ร้านที่อยากทำไม่ได้แข่งกับใครที่ไหน แต่ทำเลไม่ควรเงียบวังเวง ไม่เข้าถึงยาก ไม่ต้องติดถนนใหญ่ ให้อยู่ในชุมชนที่กำลังเติบโตได้ก็ดี และดีกว่าคือเป็นร้านที่เป็นที่พักได้ด้วย

หนังสือที่ขายในร้านระยะแรกมีหลากหลายประเภท ล้วนอยู่บนพื้นฐานความชอบความสนใจส่วนตัวและที่เกี่ยวกับงาน (เขียน) อาจด้วยเพราะเป็นคนเขียนหนังสือ จึงมองเห็นว่า เรื่องราวต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง เช่น ผมสนใจเรื่องอาหาร มีโอกาสเรียนทำอาหาร และทำงานด้านอาหารการครัวมาบ้าง สูตรอาหารหลายรายการที่ลองทำ ได้มาจากเรื่องราวในนวนิยายหรือวรรณกรรม 

เพราะฉะนั้น หนังสือส่วนอาหารการครัวที่ร้าน จึงมีวรรณกรรม นิยาย และภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาหาร รวมอยู่กับหนังสือสารคดีทั้งประวัติศาสตร์ ทฤษฎีว่าด้วยกลิ่นและรสสัมผัส และงานสารคดีที่ต้องอาศัยการค้นคว้าที่คนเขียน เขียนได้สนานสนุกกว่าตำราอาหาร เช่น เรื่องของเกลือ เครื่องเทศ ปลา เครื่องดื่ม เช่น ไวน์ เบียร์ ชา และกาแฟ

การทำร้านหนังสือที่ไม่ได้ขายหนังสือเพียงอย่างเดียว กลับนำพาให้คนที่มาเลือกซื้อแผ่นเสียงได้หนังสือเกี่ยวกับนักดนตรีหรือวงดนตรีที่พวกเขาชอบ กลับไปอ่านประกอบเสียงเพลง และหญิงสาวผู้หลงใหลผ้ามัดหมี่ (Ikat) ดีใจเมื่อได้ครอบครองหนังสือว่าด้วยลายผ้าและการทอผ้ามัดหมี่จากเกาะ Lombok อินโดนีเซีย

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

แม้สถานที่ตั้งร้าน Rhythm and Books อยู่ในเขตย่านนักท่องเที่ยว ทั้งร้านเดิม (หัวหินทั้งสองหน) และปัจจุบันที่ปราณบุรี (เพิ่งเปิดประตูเมื่อหนึ่งพฤษภาคมที่ผ่านไป) แต่จากประสบการณ์ ผู้ที่เข้ามาซื้อหนังสือมาจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงและคนต่างจังหวัดที่ทำงานในพื้นที่ ลูกค้าซื้อหนังสือมีตั้งแต่แพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลหัวหิน เจ้าของกิจการโรงแรม ครู นักเรียน แม่ค้าขายลูกชิ้นในตลาดโต้รุ่ง และเจ้าของร้านนวดแผนไทย ผู้เดินเข้ามาในร้านด้วยอาการสงบเสงี่ยมและเงียบเชียบ ทว่าเมื่อเธอเดินออกจากร้าน เสียงหัวใจของเจ้าของร้านเต้นดังอึกทึกคึกโครม

“ไม่ชอบอย่างเดียวตรงชื่อตัวละครจำยาก แต่ชอบที่อ่านแล้ว เหมือนเขาเอาชีวิตเราหรือคนที่เรารู้จักมาเขียนถึงนะพี่” เธอหมายถึงนวนิยายรัสเซียเล่มหนาเตอะที่ซื้อกลับไป 3 ปกในคราวนั้น จำขึ้นใจประโยคที่เราแลกเปลี่ยนกันครั้งสุดท้ายก่อนร้านปิดตัวไม่กี่สัปดาห์

สำหรับ Rhythm and Books Chapter lll คงไม่ต้องบอกกระมังว่า เจ้าของหนังสือเกิดความรักในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว และกำลังมีความสุขอีกครั้ง ความสุขที่ว่านี้คืออะไร หรือเป็นเช่นไร หรือมีหน้าตาอย่างไรกระนั้นหรือ

เอาเป็นว่าขอเล่าเรื่อง ลูกค้า 2 รายนี้ให้ฟังดีกว่า

สองหนุ่มมัธยมปลายโรงเรียนรักษ์วิทยา ปราณบุรี ขี่มอเตอร์ไซค์จากสี่แยกปราณบุรี (12 กิโลเมตร) ฝ่าฝนพรำมาถึงก่อนร้านปิดไม่กี่นาที

ทั้งสองเอ่ยปากขอโทษขอโพยที่มาใกล้ร้านปิด “ผมตื่นกันสาย (เขามาวันอาทิตย์) ครูที่โรงเรียนแนะนำมาครับ ว่ามีร้านหนังสือเปิดแถวเขากะโหลก ครูเปิดเน็ตให้ดู ผมดีใจมากครับ เพราะแถวนี้ไม่มีร้านหนังสือเลย” หยุดพูด แล้วส่งสายตามองไปรอบ ๆ ร้านแล้วเอ่ย “แถวนี้ไม่มีร้านอะไรแบบนี้อะครับ ดีใจมาก ๆ” เพื่อนชายที่มาด้วยพยักหน้ายืนยัน

จากนั้นเราคุยกันเรื่องหนังสือ เขาและเพื่อนพูดถึงหนังสือเล่มที่ตัวเองชอบ ที่เคยอ่าน ที่เขาประทับใจ เมื่อถามว่าเรื่องในหนังสือที่พวกเขาอ่านเป็นอย่างไร เขาและเพื่อน แปลกใจที่เจ้าของร้านหนังสือไม่เคยอ่าน ทั้งสองจึงเล่าเนื้อหาในหนังสือ ด้วยน้ำเสียงและท่าทีกระตือรือร้น และพูดถึงเล่มต่อมาและต่อมา… บางเล่มผมรู้จัก เคยได้ยินชื่อ และบางเล่มไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อ

เวลาถูกขโมยโดยบทสนทนาของเรา 3 คน เขาและเพื่อนไม่ได้ซื้อหนังสือกลับไปสักเล่ม แต่ยืนยันว่า จะกลับมาอีกแน่นอน

วันนั้น ฝนตกมา 2 วันแล้ว ยังไม่มีท่าจะหยุด เมฆเทาหนาหนักอึ้ง อากาศชื้น พรุ่งนี้ได้เวลาแยกต้นไม้ลงกระถางใหม่สักที

Rhythm and Books ร้านขายหนังสือและของมือสองที่ปราณบุรีของ ‘ภาณุ มณีวัฒนกุล’ นักเขียนบันทึกการเดินทางรุ่นใหญ่

หนังสือแนะนำ

เมื่อพูดถึงหนังสือที่ดีหรือน่าสนใจ ผมไม่คิดถึงคนเขียนหรือหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะการอ่านหนังสือของผมเปลี่ยนไป ตามอายุ ตามสถานการณ์ และความสนใจในแต่ละช่วง

1 หน้าไม่สวมหน้ากากของศรีลังกา

นักเขียน : ภาณุ มณีวัฒนกุล

สำนักพิมพ์ : เนชั่นบุ๊คส์

ราคา : 175 บาท

หนังสือภาษาไทยที่เขียนถึงศรีลังกามีน้อยมาก ทั้งที่ความจริง ไทยและศรีลังกามีความคล้ายคลึงอยู่ไม่น้อยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ศาสนา สภาพภูมิอากาศภูมิประเทศ และภาษา

หนังสือเล่มนี้เขียนจากมีโอกาสไปศรีลังกา 2 หน หนแรก 4 สัปดาห์ และหนที่สองเกือบ 2 สัปดาห์ หนแรกไปเองและหนที่สองไปในฐานะแขกได้รับเชิญ จึงมองเห็นศรีลังจาก 2 มุม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่คู่มือเที่ยว เป็นการเล่าเรื่องชีวิต อาหารการกิน ผลหมากรากไม้ และผู้คน มีรูปประกอบขาวดำประปราย

หน้าไม่สวมหน้ากากของศรีลังกา นักเขียน : ภาณุ มณีวัฒนกุล

2 ความปรุโปร่ง (Transparency)

นักเขียน : โคลิน โรว์ และ โรเบิร์ต สลัทสกี้

นักแปล : อาชัญญ์ บุญญานันต์

สำนักพิมพ์ : ลายเส้น พับบลิชชิ่ง

ราคา : 270 บาท

อ่านยาก เข้าใจไม่ง่าย แม้จะบอกเกริ่นว่าเป็นหนังสือที่เขียนสำหรับนักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมอ่าน แต่ด้วยที่มีความเชื่อมโยงของการมองด้วยสายตาสถาปนิกต่อภาพ หรืองานศิลปะของบรรดาศิลปินตะวันตกหลากหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น รูปทรง เพื่อใช้อธิบายถึงความปรุโปร่ง (ที่ไม่ใช่ความว่างเปล่า) ในงานออกแบบอาคารและที่อยู่อาศัย นี่คือจุดที่ทำให้ผมในฐานะคนที่ชอบถ่ายภาพปะติดปะต่อหรือเชื่อมโยงมาถึงภาพที่ตัวเองมองและวิธีการมองภาพด้วย เหมาะสำหรับคนชอบงานศิลปะ ในฐานะคนทำงานด้านศิลปะและคนเสพศิลปะ

ความปรุโปร่ง (Transparency) นักเขียน : โคลิน โรว์ และ โรเบิร์ต สลัทสกี้

3 นัยนามแห่งอิสลาม (พิมพ์ซ้ำและปรับปรุงใหม่จาก จินตนาการอิสลามเชิงสังคมวิทยา)

นักเขียน : สุชาติ เศรษฐมาลินี 

สำนักพิมพ์ : ปาตานีฟอรั่ม

ราคา : 200 บาท

จงอ่าน เป็นคำเริ่มต้นของคัมภีร์อัลกุรอาน

อิสลามเป็นศาสนาที่คนพูดถึงมากที่สุด แต่เป็นไปได้ว่ามีคนรู้จักศาสนานี้น้อยที่สุด ความเชื่อที่มีอยู่แค่มุสลิมไม่กินหมู มีเมียได้ 4 คน ผู้ชายต้องขลิบปลายอวัยวะเพศ ผู้หญิงต้องแต่งตัวมิดชิดเสมือนหนึ่งเป็นแค่สิ่งของ มุสลิมเป็นพวกหัวรุนแรง ความจริงมีมิติอื่นที่น่าสนใจและควรใคร่ครวญถึงศาสนาที่เปรียบไปก็คล้ายคนแปลกหน้านี้

บทสำรวจคำสอนอิสลามว่าด้วย สันติภาพ ความรุนแรง ครอบครัว และสตรี เล่มนี้ เป็นผลงานวิจัยของนักมานุษยวิทยาที่เขียนออกมาแบบมีกลิ่นอายงานวิชาการน้อยที่สุดชิ้นหนึ่ง เป็นการรวบรวมบทความ และงานภาคสนาม ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเอง จึงเหมาะสมในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจอิสลามในหลายมิติ

นัยนามแห่งอิสลาม (พิมพ์ซ้ำและปรับปรุงใหม่จาก จินตนาการอิสลามเชิงสังคมวิทยา) นักเขียน : สุชาติ เศรษฐมาลินี 

4 ไก่ใส่พลัม (Poulet Aux Prunes)

นักเขียน : Marjane Satrapi

นักแปล : ณัฐพัดชา

สำนักพิมพ์ : กำมะหยี่

ราคา : 120 บาท

ผลงาน มาร์จอเน่ ซาทราฟิ นักวาดการ์ตูนสตรีชาวอิหร่าน เรื่องของบุรุษนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วง 7 วันสุดท้ายของชีวิตของนัสเซอร์ อาลี ข่าน นักดนตรีผู้เยียวยาความเศร้าจากบาดแผลในจิตใจไม่ได้ เมื่อทาร์ เครื่องดนตรีอันเป็นที่รักพังเสียหาย และหาเครื่องดนตรีใดมาทดแทนไม่ได้ ที่สุดเขาเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง 

ไก่ใส่พลัม มีทั้งอารมณ์ขัน ประปรายไปด้วยความคลุมเครือและแฟนตาซี เป็นผลงานน่าทึ่งของนักวาดการ์ตูนสตรีชาวอิหร่าน ผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นี่คือหนังสือขายดีเล่มหนึ่งในร้าน Rhythm and Books ร้านแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว ปัจจุบันก็ยังมีคนถามถึง

ไก่ใส่พลัม (Poulet Aux Prunes) นักเขียน : Marjane Satrapi

ร้าน Rhythm and Books Chapter lll 

ที่ตั้ง : 433 หมู่ 4 ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 23492062

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันพฤหัสบดี-จันทร์ เวลา 08.00 – 17.30 น.

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer & Photographer

Avatar

ภาณุ มณีวัฒนกุล

เป็นคนกรุงเทพฯ ปี 2519 เริ่มเป็นนักข่าว ทั้งรายสัปดาห์ รายวัน พ.ศ. 2524 เริ่มทำงานอิสระ รับจ้างเขียนหนังสือ ถ่ายภาพ ระหว่างนั้นเปลี่ยนไปทำงานอื่นบ้างตามแต่โอกาส แต่ไม่ทิ้งงานเขียน มีงานรวมเล่มบ้าง ปัจจุบัน เป็นเจ้าของร้าน Rhythm and Books chapter lll ที่ปากน้ำปราณ ปราณบุรี

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

1

ผมไม่มีวันลืมความรู้สึกในวันนั้นได้เลย

วันนั้น คือครั้งแรกที่ผมมีโอกาสเดินทางไปลอนดอน และโดยไม่รู้ตัว, ผมเตร็ดเตร่ไปในเมืองจนถึงย่านชาริงครอสส์ (Charing Cross) ย่านดังที่เต็มไปด้วยร้านหนังสือ

ผมเปิดประตูร้านหนังสือร้านหนึ่งเข้าไป จำไม่ได้เสียแล้วว่าคือร้านอะไร แต่ที่จำได้ติดใจ ก็คือร้านนั้นมีห้องหนังสือที่ชั้นใต้ดิน

บันไดไม้เก่าคร่ำเสียงดังออดแอดนั้นพาผมลงไปในหมู่มวลหนังสือนับพันนับหมื่นเล่ม กับซอกมุมตรงนั้นตรงนี้ที่คล้ายพาเราเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์ของอลิซ ที่ซึ่งทำให้ผมลืมไปเลยว่านาฬิกาคืออะไร เวลาคืออะไร และผมมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ไม่มีอะไรสลักสำคัญอีกต่อไป – เมื่อเราอยู่ในร้านหนังสือที่มีแต่ความละลานตาของสรรพสิ่งที่เราไม่เคยรู้และจะไม่มีวันเผยให้เรารู้ หากเราไม่ได้คลี่หน้ากระดาษเหล่านั้นออกมาดู

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : coupleofwandererscouk.wordpress.com


และเป็นวันนั้นนั่นเอง ที่ร้านหนังสือแห่งนั้นได้เผยแสดงให้ผมรู้ ว่าชีวิตของผมมีร้านหนังสือเป็นส่วนสำคัญมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ผมไม่เคยตระหนักเท่านั้นเอง ว่าร้านหนังสือไม่ใช่แค่ร้านที่ทำหน้าที่ ‘ขาย’ หนังสือให้เราเดินเข้ามา หยิบหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินออกไป

ร้านหนังสือไม่เหมือนธุรกิจค้าขายอื่น ๆ ทั่วไป เพราะมันมีน้ำเนื้อมากกว่านั้น มีจิตวิญญาณของผู้ซื้อและผู้ขาย มีการบิดผันเปลี่ยนแปรในตัวตนของผู้คนที่ชอบเข้าร้านหนังสืออยู่เสมอ และเมื่อเดินอยู่ในท่ามกลางหนังสือแปลกหน้านับพันหมื่นเล่ม เราจะหยั่งรู้ขึ้นมาทันที ว่าโลกมีผู้คนที่อยาก ‘เล่าเรื่อง’ และ ‘เล่าความรู้’ ของพวกเขาให้เราฟังอยู่เสมอ

หลังใช้เวลาเต็มอิ่มอยู่ในร้านหนังสือนาน ๆ ค่อย ๆ เลือก ค่อย ๆ พลิกหน้ากระดาษสำรวจตัวตนของหนังสือ สุดท้ายเราจะพบว่า ‘ตัวตน’ ของเราขณะเดินเข้าไปในร้านหนังสือ มักไม่ใช่ตัวตนเดิมเมื่อเราเดินออกมาจากร้านหนังสืออีกต่อไป

ไม่ใช่เลย

2

ผมมาเริ่มงานกับ OKMD หรือสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ได้ราวหนึ่งปีแล้ว กับตำแหน่งที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษง่าย ๆ ว่า Chief Creative Director

ในตอนแรก ผมไม่รู้แน่ชัดนักหรอกว่าตำแหน่งนี้มีหน้าที่อะไร ผมรู้แต่เพียงว่า โลกนี้มีความรู้ให้เราได้เรียนรู้มากมายเหลือคณานับ และชีวิตของเราก็แสนสั้นจนเกินกว่าจะเรียนรู้เรื่องที่เราสนใจได้หมดสิ้น และด้วยตำแหน่งหน้าที่นี้ สิ่งที่ผมพอจะทำได้ – ก็คือการนำพาความรู้ไปสู่ผู้คน

ไม่ใช่ในฐานะผู้รู้ด้วยตัวของผมเอง เพราะคงหยิ่งผยองเกินไปที่จะเอ่ยอ้างว่าตัวเองรู้อะไรแม้เพียงกระผีก แต่แม้นไม่รู้ในความรู้ ทว่าเราก็อาจพอรู้ได้ – ว่าความรู้อยู่ที่ไหน

แน่นอน ความรู้นั้นอยู่ทุกหนแห่ง ความรู้อยู่ในอากาศ – กับการโบกปีกเชื่องช้าของนกอัลบาทรอสผู้เข้าใจหลักอากาศพลศาสตร์มากกว่าใคร, ความรู้อยู่ในดิน – กับโครงข่ายของเห็ดราที่ถักทอประสานร่างกันขึ้นมาจนแข็งแกร่งเป็นอาณานิคมเห็ด, ความรู้อยู่ในลายผ้า – กับร่องรอยจิตสำนึกร่วมของชนเผ่าแต่โบราณที่ถักทอออกมาเป็นเส้นสายลี้ลับเปี่ยมไปด้วยรหัสนัย, ความรู้อยู่ในข้าวเหนียวนุ่ม ๆ – กับการไหลของแร่ธาตุจากภูเขาลงสู่ท้องนา จนเกิดเป็นแหล่งผลิตข้าวเหนียวที่ดีที่สุดในภูมิภาค, ความรู้อยู่ในปราสาทหิน – กับเรื่องราวทางธรณีวิทยา การยกตัวและยุบตัวของแผ่นดิน กับการเกิดแหล่งหินตัดเพื่อให้ผู้คนนำมาทำเป็นปราสาท ความรู้อยู่ทุกหนแห่ง

ความรู้เกิดขึ้นได้ในการสังเกตอันละเอียดละเมียดละไม เช่นที่กาลิเลโอสังเกตเห็นดวงจันทร์อันลับหายไปของดาวพฤหัส จนสามารถอธิบายการโคจรของเทหวัตถุ เช่นที่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ สังเกตเห็นอาการป่วยไข้ที่น้อยกว่าของหญิงสาวเลี้ยงวัวจนกลายเป็นที่มาของวัคซีน และเช่นที่ไอน์สไตน์สังเกตเห็นเกสรดอกไม้แล่นลิ่วคว้างไปบนผิวหน้าของผืนน้ำอย่างไร้รูปแบบ จนเกิดคำอธิบายถึงบราวเนียนมูฟเมนต์

แต่การสังเกตเหล่านี้ใช้เวลามากมายนัก และมนุษย์เราแต่ละคนก็ไม่อาจใช้เพียงสมอง ดวงตา และผัสสะของตัวเองเพียงลำพังเพื่อสังเกตและความความเข้าใจทุกสรรพสิ่งได้

เราทำได้เพียงลงลึกไปในพื้นที่ที่เราสนใจมากที่สุด แล้วจดจารจารึกมันเอาไว้ในรูปของความทรงจำ และสำหรับบางคนก็อยู่ในตัวอักษร ในรูปของหนังสือที่สามารถถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้คนอื่น ๆ ได้ด้วย

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.londonxlondon.com

เมื่ออยู่ในห้องหนังสือใต้ดินของร้านหนังสือในย่านชาริงครอสส์แห่งนั้น ผมจึงเพิ่งตระหนัก – หนังสือไม่ได้เป็นเพียงก้อนกระดาษเปื้อนหมึกที่ถูกเย็บไว้เป็นเล่ม หนังสือยังไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงหรือการฆ่าเวลาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไร ตั้งแต่ตำราเรียนจนถึงหนังสือโป๊ พวกมันล้วนคือมวลของ ‘สรรพความรู้’ ทั้งปวงที่มนุษย์ชาติสร้างขึ้นจนบวมเบ่งอยู่บนผนังและชั้นหนังสือ รอคอยการ ‘ระเบิด’ ออกมาเป็นจักรวาลใหม่ เหมือนการระเบิดของซูเปอร์โนวาในอวกาศที่จะสาดธาตุต่าง ๆ ออกไปไกลโพ้น เพียงแต่การระเบิดของความรู้ในหนังสือ คือการระเบิดใหญ่ในจักรวาลแห่งสมองของเรา เพื่อสาดธาตุแห่งความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ออกไป แล้วถ่างกว้างเส้นขอบฟ้าทางปัญญาของเราให้ใหญ่ขึ้น เพื่อโอบรับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน – ก็เท่านั้นเอง

หนังสือและการอ่านจึงสำคัญ

และที่สำคัญไม่แพ้กัน – ก็คือร้านหนังสือ

3

ผมคิดว่า – ร้านหนังสือมีหน้าที่สำคัญอยู่อย่างน้อยที่สุดก็ 3 เรื่อง

เรื่องแรก : คือการทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยธุรกิจ’ (Business Unit) เพื่อให้เจ้าของหรือผู้เปิดร้านสร้างรายได้และกำไรจากการขายหนังสือ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีต้นทุน การบริหารจัดการ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การสร้างกิจกรรมดึงคนเข้าร้านหนังสือ การออกแบบตกแต่งร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า การเจรจาต่อรองกับคู่ค้าทางธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่สำนักพิมพ์ สายส่ง ซัพพลายเออร์ด้านอื่น ๆ ไปจนถึงร้านหนังสือด้วยกันเอง ดังนั้น ร้านหนังสือจึงต้องการ ‘แบบจำลองธุรกิจ’ (Business Model) ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเหมือนหรือต่างจากแบบจำลองธุรกิจที่มีอยู่หรือไม่ รวมไปถึงการจัดการด้านการเงินและการบัญชี รวมถึงการประมาณการ (Projection) ในด้านการเงินที่แม่นยำพอสมควรด้วย

แน่นอน – เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรื่องที่สอง : ร้านหนังสือมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเป็น ‘สถานที่รวมตัว’ (Gathering Place) ของผู้คนที่มีอะไรบางอย่างคลับคล้ายกัน

สถานที่รวมตัวเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะเจ้าของร้านหนังสือทำหน้าที่ ‘คัดกรอง’ (Curate) หนังสือเฉพาะบางรูปแบบมาขายในร้านเท่านั้น บางร้านขายเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับอาหาร บางร้านช่ำชองเรื่องหนังสือกวีนิพนธ์ บางแห่งเป็นหนังสือเชิงความรู้ อีกบางร้านก็เก่งกาจเรื่องหนังสือเก่า หนังสือนิยาย หนังสือเกี่ยวกับการเดินทาง

นานมาแล้ว เมื่อไปซานตามอนิกาในลอสแอนเจลิส ผมได้พบกับร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อ Midnight Special ที่เลือกขายเฉพาะหนังสือวิชาการที่แปลกประหลาดแต่ดึงดูดใจอย่างเหลือเชื่อ เช่นหนังสือชื่อ History of Shit หรือ ‘ประวัติศาสตร์ขี้’ (ที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับขี้ในแบบที่คุณคิดเลย) ของนักจิตวิเคราะห์และนักปรัชญาฝรั่งเศสอย่างโดมินิก ลาพอร์เต หรือ The Right to be Lazy (สิทธิที่จะขี้เกียจ) ของพอล ลาฟาร์ก เป็นต้น

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.bursahaga.com

เป็นร้านหนังสือทำนองนี้นี่แหละ ที่จะ ‘เลือก’ คนเข้าร้านที่มีลักษณะเฉพาะ และสนใจประเด็นเฉพาะบางอย่าง จนทำให้ร้านหนังสือที่เคยเป็นเพียง ‘ที่แวะ’ (หรือ Third Place) กลายมาเป็นสถานที่รวมตัวของคนที่มีความสนใจเฉพาะร่วมกัน (หรือเรียกว่า Fourth Place) ขึ้นมา

คนอ่านเลือกร้านหนังสือ – และร้านหนังสือก็เลือกคนอ่าน, ดูเหมือนนั่นจะเป็นหน้าที่อย่างที่สองของร้านหนังสือ

คือเพื่อให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนแบบเดียวกัน

เรื่องที่สาม : ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ร้านหนังสือแทบทุกร้านได้ทำหน้าที่เป็น ‘แหล่งเรียนรู้’ ให้กับผู้คนมายาวนาน นับตั้งแต่เกิดการคัดลอกหนังสือเพื่อถ่ายทอดความรู้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อนับพันปีก่อน หนังสือคือสิ่งล้ำค่าราคาแพง เพราะสิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นก็คือ ‘ความรู้’ ทำให้เกิดการเก็บรวบรวมความรู้เหล่านี้อย่างทะเยอทะยาน เช่นในห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองอเล็กซานเดรีย จนถึงการซื้อขายหนังสือที่คัดลอกด้วยลายมือเหล่านี้ในราคาแพง แต่เมื่อเกิดการสร้างแท่นพิมพ์ของกูเตนเบิร์ก หนังสือก็กลายเป็นสินค้าสำหรับมวลชน ร้านหนังสือหรือสถานที่ ‘ขายหนังสือ’ จึงแทบจะมีความหมายเดียวกับการเป็นสถานที่ ‘ขายความรู้’ มาตลอด

สำหรับคนที่มีอายุมากหน่อย หลายคนน่าจะจดจำร้านหนังสือเล็ก ๆ ประจำจังหวัดหรือแถบถิ่นที่ตนเองเกิดได้ ร้านหนังสือเล่มนี้มักมีขายตั้งแต่ตำราเรียน นิตยสาร หนังสือเล่ม หนังสือการ์ตูน และมีแม้กระทั่งร้านให้เช่าหนังสือสำหรับคนที่ยังไม่อยากควักเงินซื้อ

เป็นร้านหนังสือเหล่านี้นี่เอง ที่ได้ ‘สร้างตัวตน’ ให้กับคนมากมายมาจนถึงปัจจุบัน

4

ผมเคยไป ‘เมืองหนังสือ’ ซึ่งก็คือเมืองเฮย์ริมฝั่งแม่น้ำวาย (Hay-on-Wye) ในสหราชอาณาจักร เมืองแห่งนั้นคือเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองหลวง’ ของหนังสือมือสอง ในเมืองแทบไม่มีกิจการอื่นใดเลย ยกเว้นแต่ร้านหนังสือมือสอง แม้กระทั่งปราสาทใจกลางเมืองที่เคยเป็นของขุนนางระดับสูง ก็ถูกปรับแปลงจนกลายเป็นร้านหนังสือ มีหนังสืออยู่ในนั้นนับหมื่นเล่ม และทุก ๆ ปี เมื่อมีเทศกาลหนังสือหรือ Book Fair ก็มีผู้คนเดินทางมาที่เมืองนี้นับหมื่นคน

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.cntraveler.com

ผมเคยไปย่านจิมโบโช (Jimbocho) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองหนังสือ’ หรือ Book Town ใจกลางมหานครโตเกียว แน่นอน หนังสือของจิมโบโชไม่ใช่หนังสือที่ผมจะอ่านออก เพราะแทบทั้งหมดเป็นหนังสือภาษาญี่ปุ่น ย่านนี้คล้ายเมืองเฮย์ย่อส่วน เพราะเต็มไปด้วยร้านหนังสือเรียงรายอยู่บนถนน มีทั้งร้านที่ขายหนังสือเก่าและใหม่ ที่มีเสน่ห์มากก็คือการขายกระดาษแบบโบราณของญี่ปุ่น รวมไปถึงแผนที่เก่า และมีแม้กระทั่งร้านขายบอร์ดเกมที่ซุกซ่อนอยู่บนชั้นสองของร้านหนังสือ

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : pop-japan.com

ผมเคยทึ่งนักหนากับร้านชื่อ The Book Thing ในเมืองบัลติมอร์ของอเมริกาที่เพื่อนพาไปเยือน ร้านนี้ไม่ใช่ร้าน ‘ขาย’ หนังสือ แต่มันเป็นโกดังที่มีหนังสือนับหมื่น ๆ เล่ม จัดเรียงเป็นหมวดหมู่เรียบร้อยเป็นระเบียบ มีทั้งหนังสือบันเทิงไปจนถึงหนังสือวิชาการ ใครเดินเข้ามาใน Book Thing แล้วจะหยิบหนังสือกลับบ้านกี่เล่มก็ได้โดยไม่ต้องควักเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว และเมื่ออ่านจบแล้ว หากอยากเก็บไว้ก็เก็บ แต่หากอยากทิ้ง พวกเขาก็จะนำหนังสือมา ‘ดัมพ์’ หรือทิ้งเอาไว้ที่ Book Thing อีกหน เพื่อให้อาสาสมัครได้จัดขึ้นชั้น รอคอยผู้กระหายในความรู้คนใหม่มาหยิบหนังสือเหล่านั้นจากชั้นไปอ่าน เมืองบัลติมอร์จึงมีกลไกการ ‘หมุนเวียน’ ของหนังสือไม่รู้จบ จนอาจเรียกได้ว่าเป็น Circular Design of Books ก็น่าจะได้

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.baltimoresun.com

พวกเขาช่างรุ่มรวยวัฒนธรรมการอ่านและวัฒนธรรมร้านหนังสือนัก – ผมนึกริษยาเมืองเหล่านี้ทุกครั้งที่ได้เห็น

หากเราเชื่อเหมือนกันว่า ร้านหนังสือก็คือ ‘รูปธรรม’ ของความรู้ คือความรู้ที่กลายร่างมาปรากฏให้เราเห็นในรูปของหนังสือมากมายรายเรียงอยู่บนผนัง ในรูปของเจ้าของร้านหนังสือที่ใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นหนังสือทุกเมื่อเชื่อวัน ในรูปของผู้คนที่มีลักษณะนิสัยและความชอบคล้ายกันที่มาเยือนร้านหนังสือแบบเดียวกัน,

เราก็น่าจะเชื่อเช่นเดียวกันว่า – เราเริ่มสร้าง ‘ความรักในความรู้’ ขึ้นได้จากความรักในร้านหนังสือ

5

สิ่งที่ผลักดันให้ร้านหนังสือคึกคัก นอกจากตัวหนังสือเองแล้ว บ่อยครั้งกิจกรรมในร้านหนังสือก็เป็นเรื่องจำเป็น

ร้าน Book Soup ในลอสแองเจลิส มีกิจกรรมอ่านหนังสือหรือ Book Reading (ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการอ่านบทกวี) ทุกสัปดาห์ นั่นผลักดันให้ร้านแห่งนี้มีชีวิตชีวา

ร้านหนังสือ Barnes and Noble ในนิวยอร์ก โดยเฉพาะสาขา Tribeca มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์ คนดังระดับโลกอย่างจูลี แอนดรูว์ หรืออีกหลายคน ต่างเคยมาเปิดตัวหรือจัดทอล์กเกี่ยวกับหนังสือที่นี่

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.facebook.com/BNTribeca

ร้านหนังสือนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์ ก็เคยมีกิจกรรม ‘มุมกาแฟ’ ทุกวันศุกร์ ต่อเนื่องกันยาวนานถึงกว่าสิบปี โดยเชิญผู้คนมากมาย ทั้งนักเขียน นักอ่าน และศิลปินหลากสาขามาร่วมพูดคุยกันถึงความรักในหนังสือ – ซึ่งก็คือความรักในความรู้

แต่อย่างที่เราเห็นกัน สภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยีการสื่อสาร และโรคระบาดในปัจจุบัน ทำให้การเข้าร้านหนังสือกลายเป็นเรื่องงดเว้นของคนมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะสภาวะจำเป็น หากสภาวะนี้ผ่านพ้นไป ก็มีโอกาสไม่น้อยที่การสนับสนุนกิจกรรมในร้านหนังสือจะสร้างความคึกคักให้กับร้านหนังสืออีกครั้ง

หลายคนตั้งคำถามว่า ในเมื่อเรามีร้านออนไลน์แล้ว ทำไมยังต้องมาซื้อหนังสือในร้านหนังสือกันอีก

สำหรับผม คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ – ก็เพราะหนังสือไม่เหมือนสินค้าอื่น ๆ นั่นเอง เราอาจพอรู้ว่าเราชอบสบู่กลิ่นไหน เราจึงสามารถสั่งสบู่กลิ่นนั้นออนไลน์ได้ เช่นเดียวกับสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ตั้งแต่น้ำยาซักผ้าไปจนถึงเชิงเทียนและแม้แต่ขนมต่างๆ แน่นอน ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องการหนังสือเล่มไหน แบบไหน เราสามารถ ‘เสิร์ชหา’ และซื้อหนังสือนั้น ๆ จากร้านค้าออนไลน์ได้

แต่กับ ‘หนังสือแปลกหน้า’ ที่เราไม่เคยรู้ว่าดำรงอยู่ในโลกนี้เล่า – หากเราไม่รู้จักมัน, ก็แล้วเราจะสั่งออนไลน์ได้อย่างไร

ร้านหนังสือทำหน้าที่ตรงนี้ ตรงที่เป็นเสมือนโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงเราเข้ากับสิ่งที่เราไม่รู้จัก การเดินเข้าไปในร้านหนังสืออาจเหมือนการออกเดตกับบุคคลนิรนาม เราจะได้ไล้มือไปบนสันปก มองดูหน้าปกของหนังสือที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ทดลองอ่านมัน หยิบมันไว้ในมือ ชั่งน้ำหนักมัน เกลียดชังบางข้อความของมัน โทษฐานที่กระตุกให้เราคิดและเจ็บปวด

หรือไม่ก็หลงรักมันหัวปักหัวปำในแบบที่ไม่เคยตกหลุมรักใครแบบนี้มาก่อน

ร้านหนังสือมีหน้าที่สำคัญ คือทำให้เรา ‘รัก’ ในหนังสือ ซึ่งก็คือความรักในความรู้ โดยที่เราอาจไม่ทันตั้งตัว เหมือนการได้พบคู่รักที่เราไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง

แม้มีโลกออนไลน์แล้ว ร้านหนังสือจึงยังสำคัญอยู่เสมอ มีสถิติบอกว่า แนวโน้มร้านหนังสือโดยรวมในสหรัฐอเมริกากำลังเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่เข้าทศวรรษ 2020 เป็นต้นมา

นั่นก็เพราะร้านหนังสือนั้นรื่นรมย์ และความรื่นรมย์คือจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้ให้เรา

ใฝ่รู้ – ในแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเสียด้วย

6

โดยดำริของ ดร.อธิปัตย์ บำรุง ผู้อำนวยการ OKMD ร่วมกับสื่อที่หลงรักในร้านหนังสือหัวปักหัวปำอย่าง The Cloud, PUBAT หรือสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากให้ร้านหนังสือพลัดพรากไปจากสังคมอย่างกลุ่ม MEAT จึงได้ก่อเกิดเป็นโครงการร้านหนังสือในฐานะแหล่งเรียนรู้ขึ้นมา

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อนำความคึกคักกลับสู่ร้านหนังสืออีกครั้ง โดยเฉพาะกับร้านหนังสืออิสระที่อาจมีข้อจำกัดในหลายด้าน เราอยากชวนเหล่าร้านหนังสือมาทลายข้อจำกัดเหล่านี้ร่วมกัน เพื่อทำให้วัฒนธรรมการอ่านกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้แปลกแยกหรือสูงส่งไปกว่าวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันอื่น ๆ ของเรา ด้วยการร่วมกันคิด มองดูปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมกันสร้างวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายที่ยั่งยืน ทั้งสำหรับผู้อ่าน และสำหรับเจ้าของร้านหนังสือที่ต้องเป็นทั้งนักธุรกิจและผู้จับมือกับชุมชนรอบข้างเพื่อพากันไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

ติดตามโครงการนี้ได้ทางเว็บไซต์และเพจของ The Cloud, PUBAT, MEAT และ OKMD ตลอดปี 2565 นี้ #OKMD #Bookstore #Learningspace

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

โตมร ศุขปรีชา

นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และนักอะไรอีกหลายอย่าง ปัจจุบันมารับตำแหน่ง Chief Creative Director ของ OKMD ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการสร้าง การจัดการ และการสื่อสารองค์ความรู้ในสังคมไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load