Rewilding 101 เป็นคอลัมน์ที่เราอยากเชิญชวนเพื่อนผู้อ่าน ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ของเรากับโลกธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ผ่านเรื่องราวการฟื้นคืนธรรมชาติ หรือ Rewilding ซึ่งเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงแบบเพื่อนสู่เพื่อน ผสมผสานด้วยข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมไปถึงเทคนิคหรือกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง หรือชวนกันทำในครอบครัวและกับเพื่อน ๆ เพื่อเปิดประตูความสัมพันธ์ของเราออกสู่โลก 

อย่างเช่นการเปิดผัสสะต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อสื่อสารกับโลก เทคนิคการเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้เป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง การสำรวจมิติความสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาติใกล้บ้านอย่างภูเขาหรือแม่น้ำลำคลอง หรือแม้แต่การสื่อสารสัมผัสกับต้นไม้หรือผืนดิน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดูห่างไกล แต่ใกล้กับเรามากขึ้น ทั้งในแง่ของกายภาพและความรู้สึก อยากชวนติดตามและแลกเปลี่ยนพูดคุยกันผ่านคอลัมน์นี้นะครับ

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

เมื่อธรรมชาติเรียกร้อง
Call of the Wild

หลายปีก่อนในงานอบรม Eco Village Design ที่จัดโดย Ecovillage Asia ร่วมกับ อาศรมวงศ์สนิท ผมมีโอกาสฟังเรื่องราวชีวิตของเพื่อนนักนิเวศวิทยาชาวจีนคนหนึ่ง เธอทำงานอนุรักษ์ทุ่งหญ้าสเตปป์ในเขตที่ราบสูงทิเบตฝั่งจีน ซึ่งเป็นพื้นที่นิเวศสำคัญที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตที่นั่นทุ่มเทกับงานที่เธอรัก ช่วงที่เธอหยุดพักงานภาคสนามช่วงฤดูหนาวกลับมาอยู่กับครอบครัวในเมือง มีอยู่วันหนึ่งลูกสาวของเธอรบเร้าให้เธอสั่งซื้อแมลงปอจากห้างสรรพสินค้าเพื่อเป็นของเล่น เพราะลูกเธอเห็นแมลงปอจากหนังหรือสารคดีในทีวี จนอยากได้มาไว้เป็นของเล่นของตัวเอง 

เรื่องนี้ทำให้เธอทั้งตกใจและเสียใจกับตัวเองมาก ๆ มันทำให้เธอตั้งคำถามกับหน้าที่นักนิเวศวิทยาที่เธอรัก ผสมผสานกับบทบาทของคนเป็นแม่ ผู้ต้องเลี้ยงลูกในบริบทสังคมจีนยุคใหม่ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ในยุคนั้นต้องเติบโตในอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม และไม่มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรง 

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

ช่วงฤดูพักร้อนนั้น เธอหาโอกาสพาลูกสาวไปใช้เวลาเรียนรู้ธรรมชาติในสวนสาธารณะของเมืองหางโจว ประเทศจีนในตอนนั้นมีโครงการสร้างสวนสาธารณะใหญ่ ๆ มากมาย เพื่อปรับเมืองให้น่าอยู่ขึ้นพร้อมกับพัฒนาเศรษฐกิจเต็มขั้น ในสวนนั้น เธอสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอก กลุ่มวัยรุ่นเปิดเพลงซ้อมเต้น เด็ก ๆ นั่งดูคลิปการ์ตูนจากมือถือ หรือคู่รักถ่ายรูปแต่งงาน แทบไม่มีกิจกรรมใดเลยที่ผู้คนจะสัมผัสและเรียนรู้กับธรรมชาติโดยตรง ซึ่งต่างจากสมัยที่เธอเป็นเด็ก ๆ

คุณแม่อย่างเธอไม่รู้จะเริ่มทำกิจกรรมอะไรสนุก ๆ กับลูก ๆ หรือเด็ก ๆ ทั้งที่ตัวเธอเองก็เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา เธอสะท้อนว่า สายใยบาง ๆ ระหว่างคนกับธรรมชาติได้ขาดสะบั้นลง ตรงจุดใดจุดหนึ่งของประวัติศาสตร์ เธอเล่าด้วยน้ำตารื้นที่ขอบตา ด้วยเรื่องราวเล็ก ๆ ที่กระทบใจเธอครั้งนี้ หลายปีต่อมาเธอกับเพื่อน ๆ จึงรวมกลุ่มกันก่อตั้ง Sunshine Ecovillage ขึ้นที่หางโจว เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และผสมผสานเรื่องนิเวศวิทยา เกษตรกรรม สุนทรียศาสตร์ ศิลปะ การกินอยู่ ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ชาวจีนยุคใหม่หรือคนที่สนใจ ได้กลับมาเชื่อมโยงและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน
5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

การฟื้นคืนธรรมชาติ
Rewilding

ในอดีต เวลาที่เราได้ยินคำว่า Rewilding หรือ การฟื้นคืนธรรมชาติ ภาพในหัวของเรา มักจะเป็นโครงการฟื้นฟูพื้นที่นิเวศที่สำคัญของโลก อย่างการปล่อยสัตว์ป่าสำคัญ ๆ กลับสู่พื้นที่ธรรมชาติที่เป็นบ้านเกิดของมัน หรือการฟื้นฟูพื้นที่อันเปราะบางทางระบบนิเวศ ให้กลับไปอยู่ในสภาวะดั้งเดิมตามธรรมชาติ โครงการทั้งหมดที่ว่ามานี้ ส่วนใหญ่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมสาขาต่าง ๆ เป้าหมายก็เพื่อฟื้นฟูสภาพนิเวศทางกายภายให้สมดุล เพิ่มความหลากหลายและลดการสูญเสียทางชีวภาพ เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และให้เราและโลกยังดำรงชีวิตได้ยั่งยืนกว่านี้

แต่ถ้ามนุษย์อย่างเราก็เป็นส่วนหนึ่ง (ที่อาจจะสำคัญ) ของธรรมชาติ เราจะกลับไปสู่โลกธรรมชาติที่เป็นบ้านเกิดของเราได้อย่างไร หรือจะมีวิธีการอย่างไรในการฟื้นฟูพื้นที่อันเปราะบางภายในของเรา ให้จิตใจเรากลับไปอยู่ในสภาวะดั้งเดิมตามธรรมชาติ”

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในความรู้สึกของผมหลายครั้ง และน่าจะเป็นคำถามสำคัญในยุคสมัยของเรา เพื่อช่วยขยายขอบเขตของการฟื้นคืนธรรมชาติให้กว้างกว่าเดิม ซึ่งผนวกรวมเอามนุษย์อย่างเราบรรจุไว้ในลิสต์สำคัญของกลุ่มที่ต้องการการฟื้นฟูด้วย เพราะแท้จริงแล้ว มนุษย์สมัยใหม่อย่างเรากับสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในกรงหรือสถานีอนุรักษ์สัตว์ป่า อาจมีชีวิตไม่ต่างกันเลย ชีวิตเซื่อง ๆ ที่ยังกินอยู่ดีแต่ขาดพลังชีวิต จิตใจที่หนักอึ้ง รู้สึกติดกับกับความรู้สึกสับสนภายใน ความรู้สึกต้องการหลีกหนีไปที่ไหนสักที่อันเป็นบ้านที่แท้จริง หรือแม้แต่ความรู้สึกอยากเป็นอิสระเสรี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป็นทั้งปัจจัยทางตรงและปัจจัยทางอ้อมที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ เพราะเราทั้งหมดรวมทั้งผม ก็บำบัดอาการเหล่านี้ด้วยวิถีการบริโภคที่รวดเร็วและล้นเกิน ซึ่งบรรเทาอาการได้เร็วแต่ไม่หายขาด

แก้โรค ‘ขาดธรรมชาติ’ ด้วยการ rewilding หรือการฟื้นคืนธรรมชาติ แบบง่ายๆ ที่ทุกคนทำเองได้ที่บ้าน

เราเริ่มได้ยินและเห็นคำว่า ‘โรคขาดธรรมชาติ’ (Nature Deficit Disorder) บ่อยครั้งขึ้นตามสื่อต่าง ๆ และที่สำคัญ เรารู้สึกกับจริง ๆ ว่ามันเกิดขึ้นกับเราในบางครั้ง เราเริ่มเห็นผู้คนทำกิจกรรมทางธรรมชาติที่หลากหลายมากขึ้น ไล่ตั้งแต่แคมปิ้ง อาบป่า ปลูกพืชผักกินเอง ทำอาหารต่าง ๆ ด้วยความประณีตใส่ใจ รักษาเยียวยาตัวเองด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ เลือกใช้ข้าวของที่มาจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการสังเคราะห์ในระบบอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งย้ายไปอยู่ชนบท ทำสวนปลูกป่าทั้งในพื้นที่ขนาดใหญ่ จนไปถึงสวนระเบียงบนคอนโดมิเนียมขนาดจิ๋ว นี่คงเป็นสัญญาณสำคัญในยุคสมัยของเรา ที่การฟื้นคืนธรรมชาติหรือ Rewilding อาจไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป หรือเป็นเทรนด์ที่ฉาบฉวย 

แต่มันกำลังเป็นวิถีชีวิตที่เราทุกคนต่างค่อย ๆ ช่วยกันปะติดปะต่อ และนิยามขึ้นด้วยวิถีของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ๆ หลายคนเริ่มตั้งเข็มทิศนี้ภายในตัวเอง ส่วนหลายคนได้เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตไปแล้ว ผมเชื่อว่าปลายทางของเราทุกคน (แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด) ก็เพื่อเดินทางกลับไปสู่บ้านที่แท้จริง ที่เราเคยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รู้สึกถึงและมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นในฐานะเพื่อนที่หายใจเข้าออก ด้วยอากาศจากโลกใบเดียวกันกับเรา ไม่ใช่ในฐานะผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ผลิตกับผู้บริโภค หรือพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตรงนู้นกับบ้านฉันที่อยู่ตรงนี้

พาตัวเองกลับบ้าน
To rewilding nature or landscape, one important part is to rewild yourself.

แก้โรค ‘ขาดธรรมชาติ’ ด้วยการ rewilding หรือการฟื้นคืนธรรมชาติ แบบง่ายๆ ที่ทุกคนทำเองได้ที่บ้าน

นี่เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ในการฟื้นคืนธรรมชาติที่อยากชวนเพื่อน ๆ ทดลองทำดู เพราะเริ่มได้ง่าย ๆ ที่ตัวเราเอง และเป็นพื้นฐานสำคัญอันทรงพลังในการฟื้นคืนธรรมชาติ แนะนำว่าครั้งแรก ๆ อาจจะลองทำกับตัวเองก่อน หากรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายเป็นธรรมชาติแล้ว อาจชวนสมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานลองมาทำด้วยกัน

ลองหาพื้นที่ธรรมชาติใกล้ ๆ บ้านหรือที่ทำงาน อย่างในสวนสาธารณะที่ไม่พลุกพล่าน หรืออาจจะเป็นพื้นที่ป่าใกล้บ้าน เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ลำธารที่เราคุ้นเคย โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการจัดการอื่น เช่น ความปลอดภัย อาหารการกิน ลองใช้เวลาในสถานที่นั้นอย่างน้อย 1 ชม. โดยค่อย ๆ หาจังหวะที่ลื่นไหลของตัวเองตามขั้นตอนนี้

1. วางใจให้คุ้นเคย

ก่อนเริ่มต้น ลองสังเกตและทำความคุ้นเคยกับสถานที่นั้น หาพื้นที่ที่สงบ ที่เมื่อถ้าเราหลับตาลง เราจะยังรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย เมื่อได้จุดยืนที่รู้สึกสบายและเป็นตัวของตัวเอง ลองขยับแขน ขา และคอ เพื่อผ่อนคลายร่างกาย ยืนหันหน้าไปทางทิศที่เรารู้สึกว่าอยากเดินไป

หากเป็นไปได้ ลองใช้ความรู้สึกรับรู้ว่าทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก อยู่ตรงไหนของร่างกายเรา ค่อย ๆ วางความคิดและความกังวลใจลง สูดลมหายใจให้ลึกและยาวกว่าปกติสัก 3 ลมหายใจ ยืนด้วยท่าที่รู้สึกมั่นคง รับรู้บรรยากาศทั้งหมดรอบ ๆ ตัว

2. เปิดการรับรู้สัมผัส

หากรู้สึกสบาย ให้ลองหลับตาลง รับรู้ถึงฝ่าเท้าและน้ำหนักทั้งหมดของเราที่ถ่ายลงผืนดิน ค่อย ๆ จัดระเบียบร่างกาย กระดูกสันหลัง และคอ ให้ตั้งตรง ทิ้งน้ำหนักแขนลงข้างตัว ปล่อยมือสบาย ๆ

ลองรับรู้เสียงที่เกิดขึ้นรอบตัว เริ่มจากเสียงที่ใกล้ที่สุด และค่อย ๆ ขยายสัญญาณการรับรู้เสียงนั้นออกไปให้กว้างและไกลที่สุด รับรู้ถึงลมที่พัดมาสัมผัสร่างกายของเรา มันพัดมาจากทางทิศไหน รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกาย อาจจะเป็นความรู้สึกอุ่นที่ปลายมือทั้งสอง เสียงเต้นของหัวใจ กระบังลมที่เคลื่อนที่ขึ้นลง รับรู้กลิ่นที่เกิด กลิ่นหอมชื้นของดิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นป่าในฤดูนั้น

จากนั้นค่อย ๆ ลืมตา มองทัศนียภาพทั้งหมดด้วยสองตาของเรา ค่อย ๆ ผสานการรับรู้จากผัสสะทั้งหมดให้คงอยู่กับตัวเรา

3. ออกเดิน

หากสบายใจที่จะทำ ก่อนออกเดิน ลองรู้สึกขอบคุณสถานที่และสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติแห่งนั้น ที่เรารู้สึกอยากขอบคุณจริง ๆ รวมทั้งขอบคุณตัวเองที่ให้โอกาสตัวเองได้พักและผ่อนคลายโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข ลองส่งความรู้สึกนั้นให้ขยายออกไป

เริ่มเดินไปบนทางที่รู้สึกว่าน่าสนใจหรือดึงดูดเรา โดยยังคงรักษาผัสสะการรับรู้ทั้งหมดไว้กับตัวเอง หากรู้สึกว่ามีความคิดวอกแวกเกิดขึ้น เพียงแต่กลับมาที่การเดินโดยไม่ต้องคิดและตัดสินตัวเอง

4. หยุดพักและสังเกต

หากมีสิ่งใดระหว่างเส้นทางเดินที่เราสนใจ ดึงดูดเรา ก็เพียงลองหยุด สังเกตมัน อาจจะลองสัมผัสให้รู้สึกถึงน้ำหนัก พื้นผิว ความร้อนเย็น สีสัน รูปทรง หรือลักษณะเฉพาะบางอย่างที่เราสนใจ

หรือหากเจอที่เหมาะ ๆ น่านั่งพัก หรืออยากหยุดสังเกตสิ่งต่าง ๆ ก็เพียงหยุดพักและนั่งลงเงียบ ๆ โดยยังคงรักษาความเปิดกว้างของสัมผัสการรับรู้เอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ เราอาจจะถ่ายภาพสิ่งที่สังเกตเห็นได้ โดยไม่ทำลายความรู้สึกสงบที่เรามีระหว่างการเดิน

5. บันทึกและแลกเปลี่ยน

เมื่อออกเดินถึงจุดที่รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว นั่งพักและบันทึกความรู้สึก ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อาจจะเป็นภาพวาดหรือถ้อยคำบางอย่างที่ผุดขึ้นมาจากความรู้สึกหรือสิ่งที่สังเกต

หากไปกับสมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนเป็นกลุ่ม อาจจะหาพื้นที่ล้อมวงแลกเปลี่ยนสิ่งที่รู้สึกและค้นพบ โดยไม่ต้องพยายามหรือกังวลกับความสมบูรณ์แบบของเรื่องเล่าที่จะแบ่งปัน เพียงแต่แบ่งปันความรู้สึกแท้จริงที่เกิดขึ้นให้ได้รับรู้

เชื่อว่า 5 ขั้นตอนง่าย ๆ นี้ จะเป็นเหมือนประตูลับที่ใช้เปิดเข้าออกสลับไปมา ระหว่างโลกที่สภาวะดั้งเดิมในธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ เป็น กับโลกในปัจจุบันที่เราถูกท้าทายจากความรู้สึกไม่มั่นคงรอบด้าน เพื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ประตูนี้จะเชื่อมโลกสองใบให้เป็นหนึ่งเดียว หากทุกสรรพสิ่งในระบบนิเวศต่างก็พึ่งพิงการมีอยู่ของกันและกัน เพื่อรักษาสภาวะสมดุลทางนิเวศในการดำรงอยู่ สายใยบาง ๆ ที่เราค่อย ๆ ผูกเชื่อมความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่ กับธรรมชาติแวดล้อมรอบตัว ต้นไม้ ดอกหญ้า สัตว์ป่า นกและแมลงนานา หรือแม้แต่กับเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ สายใยเส้นบาง ๆ นี้จะกลายเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และช่วยโอบอุ้มความเปราะบางของระบบนิเวศและความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งต่าง ๆ ให้ดีงามและลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

สำหรับใครบางคน ฤดูฝนอาจเป็นฤดูกาลที่ไม่ค่อยสะดวกสบาย รถติด น้ำขัง เสื้อผ้าอับชื้นไม่หอมแดด แต่สำหรับผู้คนและชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพิงและดื่มกินน้ำจากสายฝน ฤดูฝนคือฤดูกาลของชีวิต ผืนดินและป่าตื่นจากหลับ กลิ่นหอมดินจากฝนแรกให้สัญญาณชีวิตกับกบเขียดในทุ่ง ปลามุดโคลนเพื่อว่ายหาน้ำใหม่ เห็ดหน่อโผล่พ้นดินที่หอมชื้นจากความตายของใบไม้ที่ถมทับในฤดูร้อน ผู้คนต่างมุ่งหน้าสู่ป่า นา หนอง ไม่ใช่เพื่อแค่หาอาหาร แต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและฤดูกาลหนึ่งของชีวิต 

ชีวิตที่ความมีชีวิตหนึ่ง ๆ เชื่อมโยงกับชีวิตอื่น ๆ นับร้อยพัน ผ่านโยงใยของข้าวปลาอาหาร ความรื่นเริงสามัญของชีวิต และความเชื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย เพื่อเปลี่ยนความรู้สำคัญภายในให้กลายเป็นความคิดเชิงเหตุผลที่เรียบแบน

ฤดูฝนปีนี้ ผมอยากพาผู้อ่านเดินเลาะทุ่งนา ป่าหอ กระโดดข้ามลำเหมือง ขึ้นไปยังป่าขุนห้วย แวะพูดคุยกับผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้ให้รู้สึกถึงสายใยที่มองไม่เห็น ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่คนแม่ทาใช้ถักทอชุมชนตนเองเข้ากับผืนดินผืนป่า ป่าต้นธารที่น้ำหนึ่งหยดจากขุนห้วยแม่ทาจะกลายเป็นทะเลและมหาสมุทรที่ปลายน้ำ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับแม่น้ำสายอื่น ๆ

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ฤดูกาลของผี

สำหรับผู้คนภาคเหนือ เดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา (ถ้านับแบบสากลน่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ต้นฤดูฝน) เป็นเดือนที่เรามีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับผีในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิทัศน์ เมือง หมู่บ้าน จนถึงผีบรรพบุรุษในครอบครัวของเรา

อย่างผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ที่มีหอผีอยู่ที่แจ่งศรีภูมิ ผีที่ดูแลดงดอยและนำพาความเป็นอยู่ที่ดีมาให้ เจ้าปู่กำแพงดินซึ่งเป็นผีที่ชาวชุมชนริมคลองแม่ข่ากลางเมืองเชียงใหม่นับถือ รวมทั้งผีปู่ย่าที่ดูแลคนในสายตระกูล และผีขุนน้ำของคนแม่ทาที่เรากำลังจะพูดถึง

พิธีกรรมเลี้ยงผีเพื่อบูชาเซ่นไหว้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ หากหลับตาย้อนกลับไปยังอดีต ก่อนที่ถิ่นฐานบ้านเมืองของเราจะพัฒนาและมาไกลขนาดนี้ ต้องนับว่าผีและจิตวิญญาณในธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลกำกับความคิด จิตใจ และความสัมพันธ์ของเราในการดูแลและจัดการสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งในเชิงกายภาพและมิติทางสังคม ภูมิทัศน์ในชนบทที่เราเห็นล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของผู้คนและผี

หากลองหลับตาอีกครั้ง เพื่อเร่งเวลานับจากนี้ไปสู่อนาคตอีกสิบปี ร้อยปี สภาพธรรมชาติ แผ่นดินและนาผืนกระจกที่สะท้อนน้ำฟ้าให้เป็นน้ำในดิน รวมถึงที่อยู่อาศัยของเราจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ผีจะยังมีบทบาทอยู่ไหมในการสร้างสมดุลระหว่างผืนดิน ฤดูกาลในธรรมชาติและความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ปีนี้ก็เช่นกันกับปีก่อน ๆ ที่คนตำบลแม่ทาทั้ง 7 หมู่บ้าน ต่างก็เลี้ยงผีขุนน้ำในป่าขุนห้วยที่แต่ละหมู่บ้านใช้ร่วมกัน สำหรับบ้านป่านอต ที่กินน้ำร่วมกันจากห้วยปงกา ปีนี้อาจจะแตกต่างไปจากปีก่อน ๆ ที่สมาชิกส่วนใหญ่ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการจัดงานเป็นคนรุ่นใหม่ หมูดำอ้วนพีถูกอุ้มใส่ในรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเพื่อเป็นของเซ่นไหว้ พี่น้องหลายคนอยู่ในชุดทะมัดทะแมง ตัดหญ้า เตรียมสถานที่ ซ่อมศาลเก่าที่ใช้เมื่อปีก่อนให้มีสภาพแข็งแรงขึ้น

พ่อเฒ่า 2 – 3 คนช่วยกันเตรียมขันไหว้บอกเจ้าที่อย่างสงบ รอพระสงฆ์ในหมู่บ้านมาสวดเป็นประธานให้ ลุง ๆ ผู้มีประสบการณ์ช่วยกันล้มหมูดำตัวนั้นข้างอ่างเก็บน้ำ ในขณะที่พี่ผู้หญิงช่วยกันตั้งหม้อก่อไฟ ทำความสะอาดเครื่องในและเนื้อหมูดำตัวนั้น ให้เป็นแกงอ่อมและลาบเพื่อไหว้บูชาผีขุนน้ำ โดยมีสายตาของเด็ก ๆ ร่วมรับรู้ในพิธีกรรม เพื่อรอวันข้างหน้าที่เขาจะมีหน้าที่มากกว่าวันนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ป่าต้นน้ำที่นี่สมบูรณ์ขึ้นทุกปีตั้งแต่หมดยุคสัมปทานไม้สัก น้ำเต็มอ่างเก็บน้ำจนไหลล้นลงทางน้ำล้น แล้วไหลไปตามลำเหมือง แบ่งเข้าแปลงนาที่อยู่ล่างป่าขุนน้ำผ่านลำเหมืองและฝาย นาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดในหุบที่เราเห็น ล้วนเชื่อมโยงกับป่าต้นน้ำที่ใดสักแห่ง

สำหรับคนที่นี่ การได้มาอยู่ร่วมกันและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ มีความสัมพันธ์หลากมิติที่ซ้อนกันอยู่ในช่วงเวลานี้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของคนจากรุ่นหนึ่งถ่ายทอดไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง การได้มาเห็นพื้นที่ต้นธารของชีวิตร่วมกัน รักษาแนวกันไฟด้วยกัน คุยกันสัพเพเหระแบบไม่ต้องมีวาระ แต่มีเรื่องสำคัญของทุกคนอยู่ในนั้น อย่างเรื่องการแบ่งน้ำเข้านาของแต่ละพื้นที่หรือลำดับก่อนหลัง หรือการได้ล้อมวงกินข้าวด้วยกันในวันอันศักดิ์สิทธิ์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

มองจากสายตาคนนอกอย่างเรา ช่วยทำให้คำพูดของอ้ายสมพรที่เราเจอที่ป่าหอ บอกกับเราว่า 

“เฮากิ๋นน้ำห้วยเดียวกัน ก่อเป๋นคนบ้านเดี๋ยวกั๋น มีอะหยังก็ต้องอู้จ๋ากัน จ่วยกั๋น” (เราดื่มกินน้ำจากลำห้วยเส้นเดียวกัน เราจึงถือว่าเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีอะไรก็พูดคุยกัน ช่วยเหลือกัน) 

นั่นชัดเจนในความรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่เป็นจิตวิญญาณในธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้เราเพียงหวาดกลัว แต่ช่วยสร้างสำนึกบางอย่างที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนที่ใหญ่กว่าตัวเรา และชิ้นส่วนเล็ก ๆ นั้นจะมีความหมายร่วม เมื่อถูกนำมาประกอบกันด้วยความสัมพันธ์และสำนึกร่วมลักษณะนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผีที่มีในคนและคนที่เป็นส่วนหนึ่งของผี

พ่อหลวงเจ๋ง (ศิลป์ชัย นามจันทร์) ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มรุ่นใหม่ เล่าให้เราฟังว่านอกจากการเลี้ยงผีขุนน้ำแล้ว ปีนี้ชาวบ้านบ้านป่านอต ยังเอากล้าไผ่ไปปลูกไว้ตรงแนวชายป่าระหว่างป่าชุมชนกับป่าอนุรักษ์ของตำบลอีกด้วย เพราะไผ่เป็นทั้งอาหารและแนวกันไฟที่ดี การที่คนในชุมชนได้ไปเห็นต้นสักอายุหลายปีที่ช่วยกันปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อน และกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของป่าใหญ่เพื่อรักษาขุนห้วยที่ทุกบ้านดื่มกินร่วมกัน สิ่งนี้อาจจะเป็นการทำบุญที่ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่เป็นการกระทำร่วมกันที่เห็นผลชาตินี้ เหมือนอย่างน้ำที่ไหลเข้าระบบประปาภูเขาของหมู่บ้านวันนี้ ก็เพราะคนรุ่นพ่อของเขารักษาป่าขุนห้วยมาตั้งแต่ปิดสัมปทานป่า

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผมชอบตอนหนึ่งที่พ่อหลวงแลกเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผีกับคนนอกอย่างเรา

“สำหรับผม ผมเชื่อว่ามีผีจริง ๆ อย่างการเลี้ยงผี เราอาจจะอธิบายว่ามันเป็นกุศโลบายในการสร้างการจัดการดูแลป่า เหมืองฝาย หรืออะไรก็ตาม ตามอย่างนักวิชาการอธิบาย แต่ถ้าถามคนที่นี่ คนรุ่นพ่อผม แม่ผม มันมีจริง ๆ นะ และตอนนี้ผมเชื่ออย่างนั้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องการความรู้จากรุ่นพ่อเรา ปู่ย่าตายายเรา เราจะรู้ได้เอง”

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ เดวิด อับราม (David Abram) ในหนังสือ The Spell of the Sensuous: Perception and Language in a More-Than-Human World ที่บอกว่าเราต่างมีสัมผัสในระดับจิตวิญญาณที่ใช้สื่อสารกับสิ่งต่าง ๆ ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ หรือโลกทางวิญญาณที่ไม่ปรากฏ แต่วัฒนธรรมใหม่ที่เราใช้ภาษาเขียนในการสื่อสาร และสารที่ผลิตจากการเขียนและเรียบเรียงผ่านภาษา ทำให้การสื่อสารจากการสัมผัสโดยตรงบิดเบือนไป

คำพูดของพ่อหลวงเจ๋ง ยังคล้ายเรื่องเล่าของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ (Robert Wolff) ในหนังสือเรื่อง Original Wisdom : Stories of An Ancient Way of Knowing มาก ๆ เพราะประสบการณ์ของพ่อหลวงเจ๋งไม่ต่างอะไรเลยจากชาวพื้นเมืองรุ่นใหม่ทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการส่งผ่านความรู้ภายใน Inner Wisdom จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ได้เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นข้อมูล และเชื่อว่าข้อมูลนั้นคือความรู้ที่ผลิตซ้ำและส่งต่อได้ผ่านการอ่านและเขียน อย่างความรู้เรื่องการหายาสมุนไพรในป่า การหาทิศผ่านดวงดาวและกระแสลมของชาวโพลินีเซียนเวลาออกทะเล

ในบันทึกที่ว่าด้วยการเข้าถึงความรู้ภายในของชาว Sng’oi ชนเผ่าพื้นเมืองในป่าของเมเลย์ ของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ ทำให้เราเห็นว่า โลกทัศน์ของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่นั้น ทำให้เราสูญเสียความรู้สำคัญในการสื่อสารกับโลกไปมากแค่ไหน และทางเดียวที่จะกลับไปฟื้นคืนความรู้เหล่านั้นขึ้นมาได้ใหม่ คือการไปร่วมมีประสบการณ์จริง ๆ กับสิ่งนั้น โดยไม่แยกตัวตนของเรากับสิ่งที่เราร่วมเรียนรู้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทุ่งนา – ป่า – ฝน จิตวิญญาณที่ปรากฏรูป

หลังฝนตกห่าใหญ่ติดกันหลายวันหลังพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ชาวบ้านไถนาเตรียมเอาน้ำเข้านาของตัวเอง นาแปลงที่ได้น้ำก่อนเริ่มหว่านกล้าข้าวขึ้นเป็นแปลงเขียว มีหุ่นไล่กาแกว่งแขนไหวไปมาตามสายลม บางแปลงเริ่มดำนาแล้ว ด้วยแรงกำลังของผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนเอาแรงช่วยกัน บางแปลงเลือกที่จะหว่านหรือใช้เครื่องพ่นเมล็ดข้าวเพื่อประหยัดแรงงานในการดำนา เพราะขาดแรงงานจากคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของปัจจุบัน สภาพของคันนาและความประณีตบรรจงของนาหลายแปลงที่นี่บอกอะไรได้มากมาย นาที่ยังมีปู มีปลา มีกบเขียดตัวเล็ก ๆ ทำให้เราเห็นถึงความวิริยะและกำลังกายของผู้เป็นเจ้าของนาผืนนั้น ต่างจากคันนาที่มีรอยไหม้จากการใช้ยาฆ่าหญ้า ทำให้นาไร้เสียงเขียด ทำให้ปูนานอนตายหงายกระดอง เพราะขาดแรงงานในการดูแลหญ้าในนาข้าว

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

นาของครอบครัว พรานต๋อง (สาคร สุทธนิล) พรานหนุ่มของแม่ทาที่ทำนาริมห้วยแม่ปงกา น่าจะเป็นตัวอย่างของนาในอุดมคติ นาอินทรีย์ที่มีวิถีใกล้เคียงกับสมัยบุพกาล แม้จะใช้เครื่องมือสมัยใหญ่อย่างเครื่องตัดหญ้าและรถไถนาขนาดเล็กมาทุ่นแรง แต่สายสัมพันธ์ระหว่างป่า นา ห้วย และชีวิตของผู้ลงแรงดูแลที่ดินผืนนี้ ล้วนสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

นาที่ดื่มกินน้ำและธาตุอาหารจากป่าขุนน้ำ น้ำที่ไหลผ่านเหมืองฝายที่ผู้คนกินน้ำจากห้วยเดียวกันช่วยกันดูแล ลำเหมืองดินแข็งแรงและสะอาดใส บอกถึงได้ความใส่ใจของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่รักษาโครงสร้างนี้ไว้ โครงสร้างทางสังคมที่มีจิตวิญญาณช่วยโอบอุ้มผู้คนในการดูแลเหมืองฝาย โครงสร้างทางภูมิทัศน์ที่ออกแบบสลักเสลาด้วยน้ำและจอบไถ

เราเห็นแมงอีนิ่วหรือตัวอ่อนของแมลงปอในนาข้าวและลูกอ๊อด กำลังจะกลายมาเป็นอาหารเที่ยงซึ่งครอบครัวกินร่วมกันในห้างนา เราเห็นและรู้สึกถึงการเฉลิมฉลองที่เรียบง่ายของชีวิตในฤดูฝน แรงกายที่ได้จากข้าวปลาอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการกลับไปดูแลภูมิทัศน์ด้วยโลกทัศน์ ของเรื่องเล่าและตำนาน บนระบบโครงสร้างสังคมที่ยังคงงดงาม แต่ทว่าท้าทายจากแรงผลักของระบบเศรษฐกิจใหม่

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

ดอกเอื้องหมายนายังคงบานอยู่ข้างลำห้วย มองจากตรงนี้ไปยังดอยรอบหุบแม่ทานี้ ดอกตะแบกป่าบานสะพรั่งขึ้นแซมช่อดอกสักตรงเชิงเขา นับจากนี้อีก 3 – 4 เดือน ที่แห่งนี้ยังน่าจะมีฝน วัวที่ถูกต้อนขึ้นไปอยู่ในห้วยลึก จะกลับลงมาอีกครั้งหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อจะทำหน้าที่ของมันอีกรอบ และถ่ายทอดประสบการณ์ที่มันเรียนรู้ผ่านฤดูกาลให้กับลูกของมัน ไม่ต่างจากผู้คนที่นี่

บ้านที่ใหญ่และสว่างเกินไป

วันที่พวกเราเดินขึ้นเขาเข้าไปในห้วยแม่แทนบนอ่างเก็บน้ำแม่บอนด้วยกัน เพื่อหวังจะไปดูตาน้ำเล็ก ๆ ที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เลี้ยงคนครึ่งตำบล ในวันฝนตกป่ายิ่งลึกนั้นยิ่งมืด รากไม้หงิกงอและหินผาในหุบห้วยดูราวภูตพรายที่มีชีวิต

การได้เดินเข้าไปในป่าฤดูฝน ทำให้เราเห็นและรู้สึกถึงอีกด้านหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ ธรรมชาติที่มีผี ธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกลดทอนดัดแปลงให้มนุษย์พอใจในความงดงามและน่ารัก การได้เดินออกมาจากที่สว่าง ชัดเจน เข้าไปสู่ความมืดของราวป่าในช่วงเวลาสั้น แม้จะเทียบไม่ได้กับคนท้องถิ่นที่เข้าป่าไปเพื่อเลี้ยงชีพหาอยู่หากิน ก็ช่วยทำให้เรารู้สึกถึงเค้าร่างของปัญญาอีกด้านหนึ่งที่เมืองของเราได้สูญเสียมันไปแล้ว

อาจเป็นเพราะเราอยู่ในที่ที่สว่างเกินไป ชีวิตของเราจึงปราศจากความมืดและเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมั่นใจในตัวเองเกินไป ว่าปัญญาที่เรามีควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ ผ่านการคิดและการจัดการสมัยใหม่ เราแทบไม่รู้สึกสงสัยเลยว่าน้ำที่ใช้ดื่มกินนั้นมาจากไหน เราดื่มกินแม่น้ำร่วมกันกับใครบ้าง เพราะทุก ๆ วันน้ำก็ยังไหล ไฟก็ยังคงสว่าง และถ้ามีสักวันที่มันจะไม่ไหล ก็เป็นหน้าที่ของใครสักคนที่ไม่เกี่ยวกับเราที่มีหน้าที่ต้องดูแล

เราไม่จำเป็นต้องคุยกับใคร เพราะในเมืองที่เราอยู่ สิ่งต่าง ๆ แบ่งขาดออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยสิทธิ หน้าที่ และกฎหมาย ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สินสาธารณะร่วมที่เราต้องช่วยกันดูแล แบ่งปันกันใช้ ชีวิตเราจึงเงียบสงบ แต่ทว่าอาจจะเรียบแบน เพราะไร้ซึ่งความสัมพันธ์ใด ๆ กับสิ่งที่มีชีวิตและไร้ชีวิต

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ เกษตรกรหนุ่มสมาชิกกลุ่ม Maetha Organic เล่าให้ฟังระหว่างที่เดินลัดนาไปยังป่าหอ หย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่งนา ที่มีศาลสถิตจิตวิญญาณของเจ้าอาจยาบอน ผีผู้ดูแลขุนห้วยแม่บอนร่วมกับหอผีอื่น ๆ ว่า

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

“เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าครอบครัวหนึ่งจะทำนาของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงกับใคร เพราะน้ำที่ไหลเข้านานั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด และเราต้องช่วยกันพูดคุยวางแผนการจัดการแบ่งสรรปันน้ำ รวมทั้งแรงงานที่จะช่วยกัน”

ในโลกธรรมชาติที่สำนึกเรื่องการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกันนั้นสำคัญต่อการมีอยู่ของความเป็นทั้งหมด โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในยุคสมัยของเรา คือเราจะสร้างเรื่องเล่าใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรมได้อย่างไร วัฒนธรรมที่จะถักทอปัจเจกที่แตกสลายให้กลายเป็นข่ายโครงของระบบนิเวศใหม่ มีแบบแผนสอดคล้องกับโลกธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนแนบสนิทมากกว่าเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากใครสนใจเข้าไปเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมอินทรีย์และการจัดการป่าโดยชุมชนของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อได้ที่เพจ Maetha Organic หรือ คุณอั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ 08 7191 5595

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographers

เจษฎา เปี้ยทา

ช่างภาพหนุ่มอารมณ์ดีชาวเชียงใหม่ พูดไม่ค่อยเก่ง รักเสียงดนตรีเเละการท่องเที่ยว แถมยังหลงรักโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นที่สุด

โสภิดา จิตรจำนอง

นกอพยพจากชายฝั่งทะเลใต้ ผู้ปักหลักเป็นอินทีเรียอยู่เชียงใหม่ หลงใหลงานทำมือ รักการเดินป่า และมีสมุนเป็นแมวไทย 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load