Rewilding 101 เป็นคอลัมน์ที่เราอยากเชิญชวนเพื่อนผู้อ่าน ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ของเรากับโลกธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ผ่านเรื่องราวการฟื้นคืนธรรมชาติ หรือ Rewilding ซึ่งเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงแบบเพื่อนสู่เพื่อน ผสมผสานด้วยข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมไปถึงเทคนิคหรือกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง หรือชวนกันทำในครอบครัวและกับเพื่อน ๆ เพื่อเปิดประตูความสัมพันธ์ของเราออกสู่โลก 

อย่างเช่นการเปิดผัสสะต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อสื่อสารกับโลก เทคนิคการเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้เป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง การสำรวจมิติความสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาติใกล้บ้านอย่างภูเขาหรือแม่น้ำลำคลอง หรือแม้แต่การสื่อสารสัมผัสกับต้นไม้หรือผืนดิน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดูห่างไกล แต่ใกล้กับเรามากขึ้น ทั้งในแง่ของกายภาพและความรู้สึก อยากชวนติดตามและแลกเปลี่ยนพูดคุยกันผ่านคอลัมน์นี้นะครับ

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

เมื่อธรรมชาติเรียกร้อง
Call of the Wild

หลายปีก่อนในงานอบรม Eco Village Design ที่จัดโดย Ecovillage Asia ร่วมกับ อาศรมวงศ์สนิท ผมมีโอกาสฟังเรื่องราวชีวิตของเพื่อนนักนิเวศวิทยาชาวจีนคนหนึ่ง เธอทำงานอนุรักษ์ทุ่งหญ้าสเตปป์ในเขตที่ราบสูงทิเบตฝั่งจีน ซึ่งเป็นพื้นที่นิเวศสำคัญที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตที่นั่นทุ่มเทกับงานที่เธอรัก ช่วงที่เธอหยุดพักงานภาคสนามช่วงฤดูหนาวกลับมาอยู่กับครอบครัวในเมือง มีอยู่วันหนึ่งลูกสาวของเธอรบเร้าให้เธอสั่งซื้อแมลงปอจากห้างสรรพสินค้าเพื่อเป็นของเล่น เพราะลูกเธอเห็นแมลงปอจากหนังหรือสารคดีในทีวี จนอยากได้มาไว้เป็นของเล่นของตัวเอง 

เรื่องนี้ทำให้เธอทั้งตกใจและเสียใจกับตัวเองมาก ๆ มันทำให้เธอตั้งคำถามกับหน้าที่นักนิเวศวิทยาที่เธอรัก ผสมผสานกับบทบาทของคนเป็นแม่ ผู้ต้องเลี้ยงลูกในบริบทสังคมจีนยุคใหม่ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ในยุคนั้นต้องเติบโตในอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม และไม่มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรง 

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

ช่วงฤดูพักร้อนนั้น เธอหาโอกาสพาลูกสาวไปใช้เวลาเรียนรู้ธรรมชาติในสวนสาธารณะของเมืองหางโจว ประเทศจีนในตอนนั้นมีโครงการสร้างสวนสาธารณะใหญ่ ๆ มากมาย เพื่อปรับเมืองให้น่าอยู่ขึ้นพร้อมกับพัฒนาเศรษฐกิจเต็มขั้น ในสวนนั้น เธอสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอก กลุ่มวัยรุ่นเปิดเพลงซ้อมเต้น เด็ก ๆ นั่งดูคลิปการ์ตูนจากมือถือ หรือคู่รักถ่ายรูปแต่งงาน แทบไม่มีกิจกรรมใดเลยที่ผู้คนจะสัมผัสและเรียนรู้กับธรรมชาติโดยตรง ซึ่งต่างจากสมัยที่เธอเป็นเด็ก ๆ

คุณแม่อย่างเธอไม่รู้จะเริ่มทำกิจกรรมอะไรสนุก ๆ กับลูก ๆ หรือเด็ก ๆ ทั้งที่ตัวเธอเองก็เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา เธอสะท้อนว่า สายใยบาง ๆ ระหว่างคนกับธรรมชาติได้ขาดสะบั้นลง ตรงจุดใดจุดหนึ่งของประวัติศาสตร์ เธอเล่าด้วยน้ำตารื้นที่ขอบตา ด้วยเรื่องราวเล็ก ๆ ที่กระทบใจเธอครั้งนี้ หลายปีต่อมาเธอกับเพื่อน ๆ จึงรวมกลุ่มกันก่อตั้ง Sunshine Ecovillage ขึ้นที่หางโจว เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และผสมผสานเรื่องนิเวศวิทยา เกษตรกรรม สุนทรียศาสตร์ ศิลปะ การกินอยู่ ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ชาวจีนยุคใหม่หรือคนที่สนใจ ได้กลับมาเชื่อมโยงและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน
5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

การฟื้นคืนธรรมชาติ
Rewilding

ในอดีต เวลาที่เราได้ยินคำว่า Rewilding หรือ การฟื้นคืนธรรมชาติ ภาพในหัวของเรา มักจะเป็นโครงการฟื้นฟูพื้นที่นิเวศที่สำคัญของโลก อย่างการปล่อยสัตว์ป่าสำคัญ ๆ กลับสู่พื้นที่ธรรมชาติที่เป็นบ้านเกิดของมัน หรือการฟื้นฟูพื้นที่อันเปราะบางทางระบบนิเวศ ให้กลับไปอยู่ในสภาวะดั้งเดิมตามธรรมชาติ โครงการทั้งหมดที่ว่ามานี้ ส่วนใหญ่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมสาขาต่าง ๆ เป้าหมายก็เพื่อฟื้นฟูสภาพนิเวศทางกายภายให้สมดุล เพิ่มความหลากหลายและลดการสูญเสียทางชีวภาพ เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และให้เราและโลกยังดำรงชีวิตได้ยั่งยืนกว่านี้

แต่ถ้ามนุษย์อย่างเราก็เป็นส่วนหนึ่ง (ที่อาจจะสำคัญ) ของธรรมชาติ เราจะกลับไปสู่โลกธรรมชาติที่เป็นบ้านเกิดของเราได้อย่างไร หรือจะมีวิธีการอย่างไรในการฟื้นฟูพื้นที่อันเปราะบางภายในของเรา ให้จิตใจเรากลับไปอยู่ในสภาวะดั้งเดิมตามธรรมชาติ”

5 วิธี rewilding พาเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบทำเองได้ที่บ้าน

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในความรู้สึกของผมหลายครั้ง และน่าจะเป็นคำถามสำคัญในยุคสมัยของเรา เพื่อช่วยขยายขอบเขตของการฟื้นคืนธรรมชาติให้กว้างกว่าเดิม ซึ่งผนวกรวมเอามนุษย์อย่างเราบรรจุไว้ในลิสต์สำคัญของกลุ่มที่ต้องการการฟื้นฟูด้วย เพราะแท้จริงแล้ว มนุษย์สมัยใหม่อย่างเรากับสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในกรงหรือสถานีอนุรักษ์สัตว์ป่า อาจมีชีวิตไม่ต่างกันเลย ชีวิตเซื่อง ๆ ที่ยังกินอยู่ดีแต่ขาดพลังชีวิต จิตใจที่หนักอึ้ง รู้สึกติดกับกับความรู้สึกสับสนภายใน ความรู้สึกต้องการหลีกหนีไปที่ไหนสักที่อันเป็นบ้านที่แท้จริง หรือแม้แต่ความรู้สึกอยากเป็นอิสระเสรี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป็นทั้งปัจจัยทางตรงและปัจจัยทางอ้อมที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ เพราะเราทั้งหมดรวมทั้งผม ก็บำบัดอาการเหล่านี้ด้วยวิถีการบริโภคที่รวดเร็วและล้นเกิน ซึ่งบรรเทาอาการได้เร็วแต่ไม่หายขาด

แก้โรค ‘ขาดธรรมชาติ’ ด้วยการ rewilding หรือการฟื้นคืนธรรมชาติ แบบง่ายๆ ที่ทุกคนทำเองได้ที่บ้าน

เราเริ่มได้ยินและเห็นคำว่า ‘โรคขาดธรรมชาติ’ (Nature Deficit Disorder) บ่อยครั้งขึ้นตามสื่อต่าง ๆ และที่สำคัญ เรารู้สึกกับจริง ๆ ว่ามันเกิดขึ้นกับเราในบางครั้ง เราเริ่มเห็นผู้คนทำกิจกรรมทางธรรมชาติที่หลากหลายมากขึ้น ไล่ตั้งแต่แคมปิ้ง อาบป่า ปลูกพืชผักกินเอง ทำอาหารต่าง ๆ ด้วยความประณีตใส่ใจ รักษาเยียวยาตัวเองด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ เลือกใช้ข้าวของที่มาจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการสังเคราะห์ในระบบอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งย้ายไปอยู่ชนบท ทำสวนปลูกป่าทั้งในพื้นที่ขนาดใหญ่ จนไปถึงสวนระเบียงบนคอนโดมิเนียมขนาดจิ๋ว นี่คงเป็นสัญญาณสำคัญในยุคสมัยของเรา ที่การฟื้นคืนธรรมชาติหรือ Rewilding อาจไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป หรือเป็นเทรนด์ที่ฉาบฉวย 

แต่มันกำลังเป็นวิถีชีวิตที่เราทุกคนต่างค่อย ๆ ช่วยกันปะติดปะต่อ และนิยามขึ้นด้วยวิถีของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ๆ หลายคนเริ่มตั้งเข็มทิศนี้ภายในตัวเอง ส่วนหลายคนได้เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตไปแล้ว ผมเชื่อว่าปลายทางของเราทุกคน (แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด) ก็เพื่อเดินทางกลับไปสู่บ้านที่แท้จริง ที่เราเคยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รู้สึกถึงและมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นในฐานะเพื่อนที่หายใจเข้าออก ด้วยอากาศจากโลกใบเดียวกันกับเรา ไม่ใช่ในฐานะผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ผลิตกับผู้บริโภค หรือพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตรงนู้นกับบ้านฉันที่อยู่ตรงนี้

พาตัวเองกลับบ้าน
To rewilding nature or landscape, one important part is to rewild yourself.

แก้โรค ‘ขาดธรรมชาติ’ ด้วยการ rewilding หรือการฟื้นคืนธรรมชาติ แบบง่ายๆ ที่ทุกคนทำเองได้ที่บ้าน

นี่เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ในการฟื้นคืนธรรมชาติที่อยากชวนเพื่อน ๆ ทดลองทำดู เพราะเริ่มได้ง่าย ๆ ที่ตัวเราเอง และเป็นพื้นฐานสำคัญอันทรงพลังในการฟื้นคืนธรรมชาติ แนะนำว่าครั้งแรก ๆ อาจจะลองทำกับตัวเองก่อน หากรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายเป็นธรรมชาติแล้ว อาจชวนสมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานลองมาทำด้วยกัน

ลองหาพื้นที่ธรรมชาติใกล้ ๆ บ้านหรือที่ทำงาน อย่างในสวนสาธารณะที่ไม่พลุกพล่าน หรืออาจจะเป็นพื้นที่ป่าใกล้บ้าน เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ลำธารที่เราคุ้นเคย โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการจัดการอื่น เช่น ความปลอดภัย อาหารการกิน ลองใช้เวลาในสถานที่นั้นอย่างน้อย 1 ชม. โดยค่อย ๆ หาจังหวะที่ลื่นไหลของตัวเองตามขั้นตอนนี้

1. วางใจให้คุ้นเคย

ก่อนเริ่มต้น ลองสังเกตและทำความคุ้นเคยกับสถานที่นั้น หาพื้นที่ที่สงบ ที่เมื่อถ้าเราหลับตาลง เราจะยังรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย เมื่อได้จุดยืนที่รู้สึกสบายและเป็นตัวของตัวเอง ลองขยับแขน ขา และคอ เพื่อผ่อนคลายร่างกาย ยืนหันหน้าไปทางทิศที่เรารู้สึกว่าอยากเดินไป

หากเป็นไปได้ ลองใช้ความรู้สึกรับรู้ว่าทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก อยู่ตรงไหนของร่างกายเรา ค่อย ๆ วางความคิดและความกังวลใจลง สูดลมหายใจให้ลึกและยาวกว่าปกติสัก 3 ลมหายใจ ยืนด้วยท่าที่รู้สึกมั่นคง รับรู้บรรยากาศทั้งหมดรอบ ๆ ตัว

2. เปิดการรับรู้สัมผัส

หากรู้สึกสบาย ให้ลองหลับตาลง รับรู้ถึงฝ่าเท้าและน้ำหนักทั้งหมดของเราที่ถ่ายลงผืนดิน ค่อย ๆ จัดระเบียบร่างกาย กระดูกสันหลัง และคอ ให้ตั้งตรง ทิ้งน้ำหนักแขนลงข้างตัว ปล่อยมือสบาย ๆ

ลองรับรู้เสียงที่เกิดขึ้นรอบตัว เริ่มจากเสียงที่ใกล้ที่สุด และค่อย ๆ ขยายสัญญาณการรับรู้เสียงนั้นออกไปให้กว้างและไกลที่สุด รับรู้ถึงลมที่พัดมาสัมผัสร่างกายของเรา มันพัดมาจากทางทิศไหน รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกาย อาจจะเป็นความรู้สึกอุ่นที่ปลายมือทั้งสอง เสียงเต้นของหัวใจ กระบังลมที่เคลื่อนที่ขึ้นลง รับรู้กลิ่นที่เกิด กลิ่นหอมชื้นของดิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นป่าในฤดูนั้น

จากนั้นค่อย ๆ ลืมตา มองทัศนียภาพทั้งหมดด้วยสองตาของเรา ค่อย ๆ ผสานการรับรู้จากผัสสะทั้งหมดให้คงอยู่กับตัวเรา

3. ออกเดิน

หากสบายใจที่จะทำ ก่อนออกเดิน ลองรู้สึกขอบคุณสถานที่และสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติแห่งนั้น ที่เรารู้สึกอยากขอบคุณจริง ๆ รวมทั้งขอบคุณตัวเองที่ให้โอกาสตัวเองได้พักและผ่อนคลายโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข ลองส่งความรู้สึกนั้นให้ขยายออกไป

เริ่มเดินไปบนทางที่รู้สึกว่าน่าสนใจหรือดึงดูดเรา โดยยังคงรักษาผัสสะการรับรู้ทั้งหมดไว้กับตัวเอง หากรู้สึกว่ามีความคิดวอกแวกเกิดขึ้น เพียงแต่กลับมาที่การเดินโดยไม่ต้องคิดและตัดสินตัวเอง

4. หยุดพักและสังเกต

หากมีสิ่งใดระหว่างเส้นทางเดินที่เราสนใจ ดึงดูดเรา ก็เพียงลองหยุด สังเกตมัน อาจจะลองสัมผัสให้รู้สึกถึงน้ำหนัก พื้นผิว ความร้อนเย็น สีสัน รูปทรง หรือลักษณะเฉพาะบางอย่างที่เราสนใจ

หรือหากเจอที่เหมาะ ๆ น่านั่งพัก หรืออยากหยุดสังเกตสิ่งต่าง ๆ ก็เพียงหยุดพักและนั่งลงเงียบ ๆ โดยยังคงรักษาความเปิดกว้างของสัมผัสการรับรู้เอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ เราอาจจะถ่ายภาพสิ่งที่สังเกตเห็นได้ โดยไม่ทำลายความรู้สึกสงบที่เรามีระหว่างการเดิน

5. บันทึกและแลกเปลี่ยน

เมื่อออกเดินถึงจุดที่รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว นั่งพักและบันทึกความรู้สึก ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อาจจะเป็นภาพวาดหรือถ้อยคำบางอย่างที่ผุดขึ้นมาจากความรู้สึกหรือสิ่งที่สังเกต

หากไปกับสมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนเป็นกลุ่ม อาจจะหาพื้นที่ล้อมวงแลกเปลี่ยนสิ่งที่รู้สึกและค้นพบ โดยไม่ต้องพยายามหรือกังวลกับความสมบูรณ์แบบของเรื่องเล่าที่จะแบ่งปัน เพียงแต่แบ่งปันความรู้สึกแท้จริงที่เกิดขึ้นให้ได้รับรู้

เชื่อว่า 5 ขั้นตอนง่าย ๆ นี้ จะเป็นเหมือนประตูลับที่ใช้เปิดเข้าออกสลับไปมา ระหว่างโลกที่สภาวะดั้งเดิมในธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ เป็น กับโลกในปัจจุบันที่เราถูกท้าทายจากความรู้สึกไม่มั่นคงรอบด้าน เพื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ประตูนี้จะเชื่อมโลกสองใบให้เป็นหนึ่งเดียว หากทุกสรรพสิ่งในระบบนิเวศต่างก็พึ่งพิงการมีอยู่ของกันและกัน เพื่อรักษาสภาวะสมดุลทางนิเวศในการดำรงอยู่ สายใยบาง ๆ ที่เราค่อย ๆ ผูกเชื่อมความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่ กับธรรมชาติแวดล้อมรอบตัว ต้นไม้ ดอกหญ้า สัตว์ป่า นกและแมลงนานา หรือแม้แต่กับเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ สายใยเส้นบาง ๆ นี้จะกลายเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และช่วยโอบอุ้มความเปราะบางของระบบนิเวศและความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งต่าง ๆ ให้ดีงามและลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load