ยุโรปมืด The Sun Still Shines

ผู้เขียน : พีรพัฒน์ ตัณฑวนิช
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ a book
จำนวน : 360 หน้า
พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2561

ยุโรปมืด

“ปราสาทวอดวาย วิหารมอดไหม้ ไม่มีการเฉลิมฉลอง ไม่มีแม้แต่ความหวัง”

คำกล่าวบนหน้าปกหนังสือของ พีรพัฒน์ ตัณฑวนิช ทำให้เรานึกถึงความสิ้นหวัง มืดมน จนหมดหนทาง

หลายคนคงเคยได้ยินว่าผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ และเราคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น

ยุโรปมืด เมื่อได้ยินทำให้เราคิดถึงช่วงของความมืดหม่นในประวัติศาสตร์ยุโรปยุค Dark Age แต่หากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชาวยุโรปมีเรื่องราวการนองเลือด การต่อสู้เพื่ออิสรภาพเกิดขึ้นหลายครั้ง จนนำพาไปสู่เหตุการณ์ครั้งสำคัญอย่าง ‘สงครามโลก’

ยุโรปมืด The Sun Still Shines หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวสารคดีบันทึกการเดินทางไปสู่สถานที่แห่งความทรงจำที่ พีรพัฒน์ ตัณฑวนิช ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือเสมือนพาเราร่วมเดินทางไปพร้อมๆ กัน

การเดินทางครั้งนี้วางเส้นทางตามรูปแบบการเดินทัพของกองทัพนาซีเยอรมัน เริ่มต้นจากดินแดนที่จุดชนวนของมหาสงคราม แล้วค่อยๆ ออกเดินทางไปตามเส้นทางของความทรงจำที่เขาได้วางแผนไว้

มันอาจไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยวเสียทีเดียว เพราะเรื่องราวภายในนั้นสอดแทรกไปด้วยประวัติศาสตร์ที่จะพาเราไปท่องโลกยุโรปตะวันออกในช่วงเวลาแห่งมหาสงคราม พร้อมกับเยี่ยมเยือนซากปรักหักพัง อนุสรณ์ความมืดดำของใจคนในอดีตที่ผ่านพ้นมา

ยุโรปมืด

ยุโรปมืด

ถ้าคุณจำได้ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคนาซีเรืองอำนาจมีเรื่องราวถูกปิดเป็นความลับมาโดยตลอดในประเทศเยอรมนี ซึ่งพาเราไปรู้จักกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) และเหตุการณ์สำคัญอย่าง ‘Holocaust’ หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว แต่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันเอาชวิทซ์

“ลืมเสียเถิดความเป็นมนุษย์ที่เคยเป็น”

“แม้จะเลือกสรรสมบัติใส่กระเป๋ายากเย็นแค่ไหน ทันทีที่มาถึงค่ายกักกัน สิ่งของที่ติดตัวที่เป็นของล้ำค่าสุดหวงแหนเหล่านี้ก็จะถูกริบไปทั้งหมด รองเท้า เสื้อผ้า แว่นตา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็น อัตลักษณ์ของชีวิตจะถูกกระชากออกไปจากเรา นาซีใช้วิธีดังกล่าวในการในการทำลายความเป็นมนุษย์ของนักโทษ เพื่อให้พวกเขาลืมความเป็นมนุษย์ที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเคยเป็นหมอ อาจารย์ นักบวช นักดนตรี หรือนักธุรกิจ ทุกคนจะถูกบังคับให้ลืมตัวตนใดๆ ที่เคยเป็นมาก่อนหน้าเพื่อมาใช้ชีวิตด้วยกันในสภาพต่ำกว่ามนุษย์ในค่ายแห่งนี้”

ถ้าคิดภาพตามไปกับถ้อยคำบอกเล่าทำให้รู้สึกได้ว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเหลือเกิน แต่ก็น่าตลกร้ายที่เราอาจจะเห็นการแต่งกายล้อเลียนชุดทหารนาซีกันจนชินตา

หากแต่กับคนที่ขึ้นชื่อเป็นชาวเยอรมันแล้ว มันคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกและคงขำไม่ออก

“ความรุ่งโรจน์และล่มสลายของเขตแดนและลัทธิความเชื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมาสู่ผู้อ่านในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการความทรงจำในอดีตของพวกเขา เพื่อที่จะถ่ายทอดบทเรียนที่ผิดพลาดของคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นต่อไป ในขณะที่ประเทศของเราเหมือนจะจัดการความทรงจำทำนองนี้ด้วยการบังคับให้ลืมเสียมากกว่า”

“อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ”

ยุโรปมืด

ยุโรปมืด

“ในขณะที่ประเทศเยอรมนีกำลังพยายามจัดการกับขับเน้นประวัติศาสตร์และความทรงจำด้วยการบันทึกและส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้  เรื่องราวการผิดพลาดของบรรพบุรุษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังหารชาวยิวของนาซี การปลุกระดมเรื่องเลือดอารยันอันบริสุทธิ์ของฮิตเลอร์ ล้วนเป็นเรื่องที่ถูกบรรจุลงในบทเรียนชาวเยอรมันตั้งแต่เด็ก ค่ายกักกันเป็นสถานที่ทัศนศึกษาที่เด็กเยอรมันทุกคนต้องเคยไป ทั้งหมดนี้ ทำโดยจุดหมายสำคัญคือป้องกันไม่ให้วงล้อของประวัติศาสตร์หมุนย้อนกลับมายังหนทางเดิม”

แต่กลับกันเขาย้อนกลับมามองประเทศไทยของเรา ถ้าพูดถึงความผิดพลาดของคนรุ่นเก่าก่อน มีหลายเรื่องราวที่ถูกเก็บเอาไว้แทบไม่ได้ให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ จนคล้ายกับถูกบังคับให้ลืมมันไปเสียด้วยซ้ำ

แม้จะเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่จะดูโหดร้ายไปเสียหน่อย แต่ภายในหนังสือก็เต็มไปด้วยภาพถ่ายที่สวยงามสลับกับเล่าเรื่องราว ทำให้ได้กลิ่นเคล้าคลุ้งของบรรยากาศสถานที่ไปเยือน

การนำเสนอเรื่องของเขาถือว่าทรงพลังต่อผู้อ่านมาก เพราะได้พาเราเข้าไปสู่ห้วงของความมืดมนที่เคยเกิดขึ้นกับยุโรปตะวันออก พร้อมกับฉายภาพความโหดร้ายที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ แสดงให้เห็นภาพของมิติทับซ้อนระหว่างปัจจุบันและอดีตสลับกันไป

ทั้งยังฉายให้เห็นภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ความรุนแรง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้บอกเล่าถึงสภาพปัจจุบันและความทรงจำที่เป็นบาดแผลของพื้นที่เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

หากให้นิยามหนังสือเล่มนี้ มันอาจจะไม่ได้ว่าด้วยเรื่องของความสิ้นหวังเพียงอย่างเดียว
แต่หนังสือยังช่วยให้เราก้าวไปสู่มุมมองที่พบกับแสงสว่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ ของยุโรปตะวันออกอีกด้วย

แม้เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาจะไม่ได้เรียงลำดับตามช่วงเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนหน้าของประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวต่างๆ นั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญที่มักจะคอยถูกผลิตซ้ำย้ำเตือนใจอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอย

สำหรับเราบอกได้เลยว่า ยุโรปมืด ไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยวธรรมดาอย่างแน่นอน

ยุโรปมืด

Writer

นิภาภรณ์ เรืองฤทธิ์

อดีตนักศึกษามานุษยวิทยา สนใจในเรื่องราวของผู้คน สังคม วัฒนธรรม หลงรักการออกเดินทางสู่ธรรมชาติ หลงใหลในเสียงเพลง และการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษร

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าสตรีมมิ่งแต่ละเจ้ามาแข่งขันหรือชนกันให้รู้แล้วรู้รอด กำไรมีแต่จะตกมาถึงคนดู ทำให้ “นี่มันเป็นปีที่ดีอะไรเช่นนี้ (What a lovely year)” คงเป็นวลีเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะครับที่เราจะใช้บรรยายปี 2022 หากต้องการนิยามถึงการแข่งขันกันของอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสตรีมมิ่ง เพราะเป็นปีที่ทุกค่ายต่างงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาสู้บนเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร คนเดียวที่จะยอมก็คือเราที่ยอมควักเงินจ่ายมันทุกเจ้า

เพราะในปีนี้เรามีทั้ง Stranger Things ซีซั่น 4, 1899 (จากผู้สร้าง Dark), The Midnight Club (จากผู้สร้าง The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass) และ The Sandman มหากาพย์ดาร์กแฟนตาซีของ Netflix, ฝั่ง Disney+ มีซีรีส์จักรวาล Star Wars ที่น่าจับตาอย่าง Andor และการกลับมาของตัวละครในตำนานใน Obi-Wan Kenobi กับซีรีส์ Marvel หลายเรื่อง ฝั่ง Apple TV+ ก็ปล่อยของไม่หยุดไม่หย่อน และฝั่งยักษ์ใหญ่ประจำวงการอย่าง HBO มีทั้ง Westworld ซีซั่น 4, Euphoria ซีซั่น 2 กับซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดในปีนี้อย่าง House of the Dragon ภาค Prequel ตระกูลมังกรของ Game of Thrones ที่กระแสตอบรับและคำวิจารณ์ดีถล่มทลาย

และหลังจากที่มี The Boys ซีซั่น 3 เป็นตัวชูโรงเรียกเสียงฮือฮาไปได้ตลอดการออนแอร์ Prime Video อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ส่งผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่ใหม่อย่าง ‘The Lord of the Rings: The Rings of Power’ เข้าสู่สังวียน ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นน่าจับตามองที่สุดในปี รวมถึงโค้ชของผู้เล่นคนนี้ (ผู้สร้างซีรีส์) ก็ได้รับแรงกดดันมากที่สุดในเวทีนี้เช่นกัน เพราะจะต้องสร้างซีรีส์จากจักรวาลแฟรนไชส์ที่มีคนหลงรักมากที่สุดในโลก

บทความนี้จะเป็นการกางข้อมูลให้กับทุกคนที่สนใจชมซีรีส์ถึงที่มาที่ไป แนวคิดผู้กำกับ ความแตกต่าง และทุกสิ่งที่ควรทราบก่อนการรับชมครับ ทั้งสำหรับแฟนนิยาย J. R. R. Tolkien และผู้ที่สนใจซีรีส์​ The Rings of Power

The Rings of Power ซีรีส์ทุนสร้างสูงที่สุดในโลก 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ปี 2017 มีการประมูลสุดดุเดือดระดับภูเขาไฟเกิดขึ้น นั่นก็คือการประมูลลิขสิทธิ์สร้างซีรีส์จากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit ของ Warner Bros. มีตัวเก็งที่ใส่สูทนั่งทำหน้าเข้ม และสปอตไลต์ฉายแสงบ่อยที่สุดคือ Prime Video, Netflix และ HBO โดยเป็นการเริ่มต้นที่ 200 ล้านดอลลาร์ฯ และด้วยความที่ Jeff Bezos หนึ่งในชายที่รวยที่สุดในโลก และเคยอยู่อันดับหนึ่งเป็นเจ้าของ Amazon Prime Video เรื่องเลยจบลงที่ 250 ล้านดอลลาร์ฯ และใช่ครับ นี่แค่ค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น

ซีรีส์ The Ring of Power ใช้ทุนสร้างราว ๆ 500 ล้านดอลลาร์ฯ (จะให้ถูกคือ 465 ล้านดอลลาร์ฯ บวกค่าโปรโมตทำการตลาด) ต่อแค่ 1 ซีซั่นเท่านั้นครับ นั่นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้คือซีรีส์ที่ดูก็รู้ว่าผู้ออกทุนกระเป๋าหนักที่สุดในโลก 

Jeff Bezos เองก็เป็นหนึ่งในแฟนของ The Lord of the Rings รวมถึงลูกชายของเขาที่พูดกับพ่อตรง ๆ ว่า “พ่อ อย่าทำมันพังนะครับ ผมไหว้ล่ะ” เขาเลยอัดฉีดให้กับซีรีส์เต็มที่ เพื่อขยับขยายและทำให้ Prime Video เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเรื่องที่มั่นใจได้ว่าคนทั่วโลกให้ความสนใจ และทุนสร้างนี้ถูกนำไปใช้เนรมิตให้ภาพและฉากต่าง ๆ ออกมาอลังการงานสร้างที่สุด ตั้งแต่ฉากที่โชว์นาน ไปจนถึงฉากกับช็อตที่โผล่มาสั้น ๆ ซึ่งทำเอาคนดูคิดในใจว่า ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้มั้ง แต่ก็ยังทำภาพรวมออกมาได้ราวกับภาพยนตร์มากที่สุด และถ้าจะให้เทียบ The Rings of Power ค่อนข้างมีภาพคล้ายกับ The Hobbit ครับ โดยที่เมกอัพทำระดับเดียวกับ The Lord of the Rings

นอกจากพร็อพ คอสตูม การเนรมิตฉากต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่โชว์ออฟว่า The Rings of Power เล่นใหญ่เกินคำว่าซีรีส์คือซีจีที่จัดเต็มถึงขั้นใช้ 20 สตูดิโอในการทำ ศิลปินกว่า 1,500 คน และมีช็อตที่ใช้ซีจีเกือบหมื่นช็อตเลยทีเดียว และอะไรพวกนี้คือผลลัพธ์จากทุนสร้างมหาศาล 

ที่มาในการดัดแปลงและทีมผู้สร้าง 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

คำถามที่ขับเคลื่อนซีรีส์เรื่องนี้คือ “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสรรสร้างเรื่องราวที่ Tolkien ไม่เคยเขียน และทำเป็นซีรีส์ระดับมหึมาอลังการงานสร้าง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ ยุคนี้ ช่วงเวลานี้เท่านั้น”

ซีรีส์อำนวยการสร้างโดย John D. Payne กับ Patrick McKay กำกับโดย J.A. Bayona จากภาพยนตร์ The Impossible (2012) และ A Monster Calls (2016) ทั้งผู้สร้างและผู้กำกับต่างได้รับแรงกดดันจากการที่ต้องมากุมบังเหียนซีรีส์ที่มีฐานแฟนเยอะที่สุดในโลกครับ โดยผู้สร้าง John D. Payne ตั้งใจทำออกมาให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี มีกลิ่นอายความผจญภัยสนุก ๆ ที่บางครั้งก็มีอะไรให้กลัว ให้รู้สึกถึงความดาร์ก ความซับซ้อน และความคมคายในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ยังประกาศแน่วแน่ว่าจะทำให้มันเล่นใหญ่ และเล่นเล็กอย่างเล่นใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน เช่น จากปกติที่เราได้เห็นออร์คในสงครามเป็นร้อยเป็นพัน ผู้สร้างกลับนำมาคิดอีกมุมว่า จะเป็นอย่างไรหากเราต้องสู้กับออร์คเพียงตัวเดียวในสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่ไม่ต่างจากในสงคราม

ประเด็นไม่เคารพต้นฉบับ

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

The Rings of Power มีประเด็นไม่เคารพต้นฉบับตั้งแต่ปล่อยภาพนิ่งกับตัวอย่างออกมา เกี่ยวข้องตั้งแต่ชุด ฉาก หน้าตาตัวละคร ทรงผม และสีผิว จนเกิดการตั้งคำถามมากมาย (ไหนจะเรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit อย่าง Peter Jackson ถูกชวนให้มาเกี่ยวข้อง แต่พอถามถึงบทก่อนค่อยว่ากัน แล้วสตูดิโอบอกว่าจะส่งบทให้ Peter อ่าน จากนั้น Peter ก็ไม่ได้รับการติดต่อหรือมีส่วนด้วยเลยนับตั้งแต่วันนั้นอีก) สาเหตุเรื่องนี้ค่อนข้างเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องลิขสิทธิ์และแนวคิดในการสร้าง ที่ต้องการสำรวจและนำอะไรใหม่ ๆ มาสู่จักรวาล Tolkien ในแบบฉบับของตัวเองครับ 

นั่นก็เพราะ Prime Video ได้ลิขสิทธิ์แค่ The Fellowship of the Ring, The Two Towers, The Return of the King และ The Hobbit ซึ่งเป็นเรื่องราวในยุคที่ 3 แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือดัดแปลงจากที่มาสำคัญอย่าง The Silmarillion, Unfinished Tales, The History of Middle-earth และหนังสือเล่มอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะ Akallabêth ซึ่งเป็นที่มาที่ขาดไม่ได้ของ Sauron และอาณาจักร Númenor ด้วยข้อจำกัดตรงที่ต้องวาดภาพเองจากเรื่องราวต้นฉบับที่เป็น Sequel และห่างไกลหลายพันปี บวกกับวิชั่นของผู้สร้างที่อยากเติมอะไรใหม่ ๆ เข้าไป หลายอย่างก็เลยเป็นการตีความและคิดเรื่องราวขึ้นมาเอง โดยทำให้บรรยากาศกับกลิ่นอายใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับมากที่สุด แต่ก็จงใจทำให้แตกต่างเพื่อเลี่ยงข้อเปรียบเทียบและคอนเนกชันที่ดูชัดเกินไปจนตีกรอบซีรีส์เกินความจำเป็น และนั่นส่งผลให้ซีรีส์ถูกมองว่าตีความใหม่โดยออกแนวบิดเบือน จนถึงการถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘แฟนฟิกชัน’

เรื่องผิดถูกอาจพูดยากกว่าถูกใจไม่ถูกใจ หรือเคารพไม่เคารพ แต่ถ้าถามความเห็นจากผู้ประพันธ์อย่าง J.R.R. Tolkien เขาเคยกล่าวไว้ในปี 1951 ว่า 

“ความตั้งใจของผมคือการเขียนวาดเรื่องราวเป็นวงกลมวงใหญ่ที่ยังสเก็ตช์และสร้างผังไม่เสร็จดี วงกลมที่เมื่อนำไปก่อร่างสร้างต่อจะเป็นภาพรวมที่ยอดเยี่ยม ตื่นตาตื่นใจ ถึงกระนั้นก็ทิ้งที่เหลือไว้ให้กับมือและความคิดของผู้อื่น ในการที่จะวาดภาพระบายสี ใส่เพลงประกอบ และแต่งเติมเรื่องราว สถานการณ์ และตัวละครให้กับมัน”

บอกเล่าเรื่องราวในยุคสอง

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

เรื่องราวใน Middle-earth หรือมัชฌิมโลกของ J.R.R. Tolkien กว้างใหญ่ไพศาลและกินระยะเวลายาวนานถึง 9,000 ปี แบ่งเป็น 4 ยุค คือยุคแรกคือยุคแห่งการสร้างโลกที่มีวายร้ายหลักคือ Melkor หรือ Morgoth ในสมัยที่ Sauron ยังเป็นลูกกระจ๊อก ยุคสองคือยุคที่ Sauron ขึ้นสู่อำนาจและเรืองอำนาจ กับยุคที่แหวนถูกสร้างขึ้น ยุคสามคือยุคของเหตุการณ์ในฉบับภาพยนตร์ และยุคที่สี่คือ Age of Men ช่วงเวลาสงบสุขหลังจากสงครามแหวนจบลง

และ The Rings of Power ดัดแปลงจากยุคที่สอง กินระยะเวลานานถึง 3,441 ปี และเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในยุคสามของภาพยนตร์ราว ๆ 4,900 ปีเลยทีเดียวครับ The Ring of Power คือการนำเอาเนื้อหาใน 5 นาทีแรกของ The Followship of the Rings (The Lord ภาคแรก) ที่กล่าวถึงแหวน 20 วง ที่ 3 วงครอบครองโดยเอลฟ์ 7 วงครอบครองโดยคนแคระ 9 วงครอบครองโดยมนุษย์ และ 1 วงที่มีอำนาจเหนือแหวนทั้งหมด (One Ring to Rule Them All) มาขยายเป็น 5 ซีซั่น นี่จึงเป็นเรื่องราวที่จะมีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ เป็นตัวละครหลัก รวมไปถึงเล่าจุดกำเนิดของแหวนเอกธำมรงค์และยุคที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงจุดการล่มสลายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Númenor 

จอมมาร Sauron

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

จอมมาร Sauron ในซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากพ่ายแพ้ ถูกโค่นจนต้องหลบซ่อนตัวและรอดเร้นมาจนถึงยุคที่สอง ก็ได้อาศัยความเป็นนักเวทย์และจอมแปลงร่าง หลบอยู่ในกายหยาบนาม Annatar เพื่อสอนและหลอกลวงเอลฟ์ชื่อ Celebrimbor ในการสร้างแหวน 19 วงขึ้นมา และ Sauron เองได้แอบสร้างแหวนเอกธำมรงค์เพื่อใช้ควบคุมผู้สวมแหวนทุกวง และสร้างกองทัพออร์คกับโทรลเพื่อมาต่อกรกับมนุษย์และเอลฟ์ จึงกล่าวได้ว่าแม้เราจะไม่ได้เห็นต้นกำเนิดของ Sauron แต่ในแง่หนึ่งนี่ก็คือต้นกำเนิดของ Sauron ที่พ่วงกับเรื่องราวของแหวนด้วยครับ

รู้จักตัวละครหลักและตัวละครหน้าคุ้น

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ว่าด้วยตัวละครเก่าก่อน นอกจาก Sauron ตัวละครหน้าคุ้นของเรื่องนี้คือเอลฟ์ทั้งสามอย่างท่านหญิง Galadriel รับบทโดย Morfydd Clark กับ Elrond รับบทโดย Robert Aramayo (Ned Stark วัยหนุ่มในซีรีส์ Game of Thrones) ที่ในต้นฉบับเป็นลูกเขยและแม่ยาย แต่เรื่องนี้เป็นเพื่อน และราชาเอลฟ์ Gil-galad ที่แน่นอนว่าเปลี่ยนนักแสดง รวมถึงตัวละคร Isildur ผู้ตัดนิ้ว Sauron ที่เป็นบรรพบุรุษของ Aragorn ตัวละครหลักในไตรภาค The Lord of the Rings อีกด้วยครับ 

และยังมีตัวละใหม่เผ่าเอลฟ์/ตัวละครเอลฟ์ที่ไม่เคยเห็น ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญอย่าง Celebrimbor กับเอลฟ์ทหารที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Arondir (เอลฟ์ผมเกรียนผิวสีที่เด่น ๆ ในตัวอย่าง) ด้วยเช่นกัน

ทางด้านเผ่า Hobbit ที่ปกติขาดไม่ได้ เนื่องจากตามตำนานไม่เคยมีบทบาทสำคัญอะไรก่อนยุคที่ 3 เราจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา แต่จะเป็นเรื่องราวเผ่าบรรพบุรุษอย่าง Harfoot แทนครับ และซีรีส์ใช้ตัวละคร Elanor ‘Nori’ Brandyfoot กับ Poppy Proudfellow ที่คล้าย Frodo และ Sam มาขับเคลื่อนเรื่องราว

Durin IV เป็นตัวละครสำคัญฝั่งคนแคระ กับภรรยา องค์หญิง Disa

ส่วนเผ่ามนุษย์มี Bronwyn กับ Theo ลูกชายที่ค้นพบดาย ดูจะเกี่ยวข้องบางอย่างกับ Sauron และอำนาจมืด Halbrand ผู้ช่วยชีวิต Galadriel และตัวละครปริศนาที่ดูจะเป็นอีกหนึ่งใจกลางของเรื่องราวนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า The Stranger 

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

มีกี่อีพี กี่ซีซั่น และรับชมได้ทางไหน

ซีรีส์ The Rings of Power ได้รับการอนุมัติซีซั่นแรกและซีซั่นสองล่วงหน้าแล้วครับ และถูกวางโครงเรื่องล่วงหน้าไว้แล้ว 5 ซีซั่นด้วยกัน สำหรับซีซั่น 1 ของซีรีส์เรื่องนี้จะมี 8 อีพี 2 อีพีแรกรับชมได้แล้ววันนี้ทาง Prime Video และอีพีต่อ ๆ ไป จะมาทุกวันศุกร์ เวลา 11.00 น.

ข้อมูลอ้างอิง 

www.vanityfair.com/hollywood/2022/02/amazon-the-rings-of-power-series-first-look

www.vulture.com/article/lord-of-the-rings-the-rings-of-power-plot-explained.html

collider.com/how-rings-of-power-ties-into-lord-of-the-rings/

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load