Maniac

ประเภท Drama, Comedy, Sci-fi

ประเทศ USA

ผู้กำกับ Cary Joji Fukunaga

ผู้เขียนบทโทรทัศน์ Patrick Somerville

นักแสดงนำ Jonah Hill, Emma Stone, Sonoya Mizuno

ความยาว 10 Episodes

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

รีวิว Maniac Netflix

 

อะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งป่วยทางจิต

แล้วอะไรที่จะทำให้เขาคนนั้นหายป่วยได้

นี่เป็นคำถามที่หลายตัวละครใน Maniac และอาจรวมไปถึงตัวซีรีส์เอง น่าจะกำลังพยายามหาคำตอบ

ฉันไม่อาจชี้ชัดได้ว่าควรจะนิยามซีรีส์เรื่องนี้ว่าเป็นประเภทไหน เพราะตัวมันเองมีทั้งความเป็นไซไฟ แต่ก็ย้อนยุค เล่าเรื่องที่เป็นชีวิตคนธรรมดา แต่ก็พูดถึงอะไรที่แฟนตาซีร่วมด้วย เหมือนจะนำเสนอแบบสบายๆ ขำๆ แต่ก็มีประเด็นเชิงจิตวิทยาแซมซ่อนอยู่ข้างใน ความผสมผสานจนยากจะอธิบายและเข้าใจของมัน ทำให้ฉันยิ่งอยากชวนทุกคนมาลองพยายามอธิบายและทำความเข้าใจมันไปด้วยกัน

 

 

ซีรีส์เล่าเรื่องเกี่ยวกับ ‘ยา’ 3 เม็ด ที่จะช่วยรักษาคนทุกคนให้หายจากโรคทางจิตทุกโรคอย่างถาวรตลอดกาล ปัญหาคือ ยาวิเศษนี้ยังคงอยู่ในช่วงทดลอง บริษัทยาจึงต้องเชิญคนเข้ามาเซ็นยินยอมเสี่ยงอันตรายทดลองยานี้ ในห้องทดลองหน้าตาแปลกพิลึก ที่มีปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ดูแลระบบ ในการทดลองครั้งที่ 73 โชคชะตาดึงผู้เข้าร่วมทดลอง 2 คนคือ โอเวน พิลกริม (โจนาห์ ฮิลล์) และแอนนี่ ลินดส์เบิร์ก (เอ็มม่า สโตน) เข้ามาผูกพันกัน ทำให้การทดลองผันผวนพิสดาร

นอกจากการทดลองจะมีผลต่อผู้เข้าร่วมทดลองแล้ว ยังมีผลต่อผู้ดูแลการทดลองด้วย แม้เรื่องราวหลักจะเป็นช่วงเวลาในห้องทดลองของทั้งสองตัวละคร แต่ซีรีส์ก็สนใจชีวิตของตัวละครอื่นๆ เช่นเจ้าของความคิดผลิตยานี้ หญิงสาวผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของการทดลอง และปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการทดลองก็ยังมีบทบาทที่น่าสนใจอีกด้วย

ใช่ เรื่องแปลกๆ ทั้งหมดนี้อัดรวมกันอยู่ในซีรีส์ 10 ตอน มีความยาวตอนละ 30 – 40 นาทีเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแต่ละตอนจะชวนหัวแค่ไหน

 

 

หลายคนมีความเห็นว่า ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนการแอบดูความฝันของคนอื่น แม้เรื่องราวหลักจะอยู่ในห้องทดลองของบริษัทยา แต่หลังจากกินยาแต่ละเม็ดเข้าไป ประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมการทดลองแต่ละคนก็กลายเป็นฉากอันหลากหลายไร้ข้อจำกัด บางทีก็เหมือนจริงจนชวนให้สับสน บางทีก็หลุดโลกจนคิดว่าอ่านนิยายมากไปหรือเปล่า แต่ไม่ว่าเวอร์ชันไหนก็จะมีเค้าโครงความจริงอยู่เสมอ

เวลาเราฝันเรามองเห็นอะไร? เหล่าจิตแพทย์สายจิตวิเคราะห์บอกว่า ความฝันเป็นภาพสะท้อนจิตใต้สำนึกของเราเอง อาจเป็นเรื่องที่กังวลว่าจะเกิด เรื่องที่คาดหวังว่าอยากให้เป็นจริง เรื่องในอดีตที่เป็นแผลฝังใจ หรือเรื่องเครียดที่เพิ่งพบเจอมาเร็วๆ นี้ก็ได้

หลังจากดูซีรีส์เรื่องนี้ ฉันก็ตีความต่อไปเองว่า ความฝันเป็นเหมือนพื้นที่ให้อดีตกับอนาคตมาผสมกัน เช่นสิ่งที่โอเวนและแอนนี่เคยเผชิญ มาผสมกับสิ่งที่พวกเขาอยากเผชิญ กลายเป็นซีนแปลกๆ ที่เรานั่งดูกันด้วยความงงงวย และนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้สร้างเลือกใช้สไตล์ Retro-futurism เป็นฉากหลักของเรื่อง นั่นคือโลกที่เหมือนอยู่ทั้งในอดีตและในอนาคตพร้อมกัน จอคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ที่ยังเป็นกล่องเหมือนช่วงยุค 80 – 90 แต่มีปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดจนรู้สึกและฟังบทกวีได้ หรือโลกเสมือนหน้าตาสุดล้ำที่เก็บอยู่ใน Floppy Disk ทรงสี่เหลี่ยม แถมเครื่องแต่งกายและทรงผมของแต่ละคนก็ยิ่งทำให้เดาไม่ถูกว่าเรื่องเกิดขึ้นในปีไหนกันแน่

ทุกอย่างเบลอ น่าสับสน จนเหมือนความฝัน

 

 

นอกจากความยิ่งใหญ่ของโปรดักชันที่ชวนให้ฉันอยากกราบทีมเบื้องหลังแต่ละคนเรียงตัวแล้ว ฉันอยากขอพูดถึงคนที่ใครๆ ก็ต้องพูดถึงเสียหน่อย เพราะสำหรับฉันแล้ว พวกเขาเป็นส่วนสำคัญในการจะสร้างฝันบ้าๆ นี้ให้เป็นจริงขึ้นมาอย่างมาก นั่นคือนักแสดงนำทั้งสาม

ตอนที่ซีรีส์ประกาศตัวออกมา หลายคนน่าจะตื่นเต้นกับความผอมของโจนาห์ ฮิลล์ ที่เปลี่ยนลุคของเขาจนแทบจำไม่ได้ แต่สำหรับฉัน นี่คือโจนาห์ ฮิลล์ คนเดิมที่มักจริงจังจนน่าขำ ทำให้เราดูไม่ออกว่าเมื่อไรจริงเมื่อไรหลอก ยิ่งเมื่อคู่กับเอ็มม่า สโตน นักแสดงที่มีส่วนผสมของความเปรี้ยว เกรี้ยวกราด และตลก จึงขับเน้นความรู้สึกผสมปนเประหว่างความจริงและความลวง ให้ชัดเจนขึ้นไปอีก

ส่วนอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือโซโนยะ มิสึโนะ นักแสดงสาวมากความสามารถผู้เกิดในญี่ปุ่นแต่เติบโตที่อังกฤษ คุณอาจเคยบังเอิญเห็นเธออยู่ในหนังหลายเรื่อง เช่น Crazy Rich Asians และ La La Land รวมถึงบทที่โดดเด่นอย่างลับๆ ใน Ex Machina แม้เธอจะเป็นตัวละครที่ไม่ได้พูดเลย แต่กลับน่าจดจำอย่างประหลาด เมื่อมาถึงเรื่องนี้ที่มีบทโดดเด่นและล้ำลึก เธอก็ดันซ่อนใบหน้าอยู่หลังผมบ๊อบและแว่นหน้าเตอะเสียอีก จึงได้แต่หวังว่าเธอจะได้เล่นบทใหญ่จนเป็นที่จดจำสักวัน

 

 

ปกติแล้ว เวลาเจอหนังหรือซีรีส์ที่เข้าใจยาก ฉันมักกลับไปดูประวัติผู้กำกับเพื่อลองหาจุดร่วมของสิ่งที่เขาชอบสื่อสาร แต่กลายเป็นว่าชื่อของ Cary Joji Fujinaka ทำให้ฉันสับสนมากขึ้นไปเสียอีก ผลงานก่อนหน้านี้ของเขามีตั้งแต่ Sin Nombre (2009) หนังระทึกขวัญเม็กซิกัน Jane Eyre (2011) หนังย้อนยุคจากวรรณกรรมคลาสสิกของอังกฤษ True Detective (2014) ซีรีส์สืบสวนคาวบอยอเมริกัน และ Beasts of No Nation (2015) หนังสะท้อนความจริงอันโหดร้ายเรื่องสงครามกลางเมืองในแอฟริกา

งงไหมล่ะ ว่าจู่ๆ กลายมาเป็นซีรีส์หลุดโลกแบบนี้ได้อย่างไร

ถึงแม้จะไม่เคยทำหนังประเภทนี้มาก่อน แต่ก็เห็นได้ชัดเจนตลอดเรื่องว่าผู้สร้างรู้จักประวัติศาสตร์หนังไซไฟเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลายฉากที่ชวนให้เรานึกถึงหนังดังในอดีต เช่น อพาร์ตเมนต์ของโอเวนที่คล้ายกับของแซมใน Brazil (1985) ห้องนั่งเล่นกลางที่หน้าตาเหมือนถอดแบบมาจาก Alien (1979) และฉากสำคัญของเรื่อง ที่ถ้าคุณเคยดู 2001: Space Odyssey (1968) ก็จะต้องนึกถึงแน่นอน

 

 

ในอีกแง่หนึ่ง ประวัติการทำหนังหลากประเภท ก็อาจมีส่วนทำให้ซีรส์เรื่องนี้ออกมาสำเร็จได้ด้วย โดยเฉพาะฉากความฝันระหว่างใช้ยา ที่ภาพจำลองในยุคต่างๆ มีอารมณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป หากไม่ใช่เพราะประสบการณ์ของเขา ก็คงไม่อาจทำซีรีส์ที่หลากหลายขนาดนี้ได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนในด้านประเด็นที่เรื่องราวต้องการสื่อสาร แม้จะบอกว่านำแนวคิดมาจากซีรีส์ชื่อเดียวกันของนอร์เวย์ ว่าด้วยชายผู้จินตนาการว่าตัวเองเป็นฮีโร่ในสถานการณ์ต่างๆ จากสนามฟุตบอลถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ฉันกลับมองว่าแนวคิดที่ผู้สร้างมอบให้ Maniac เวอร์ชันนี้เป็นอะไรที่ออกจะแปลกใหม่พอสมควร เพราะความป่วยนี้ไม่ใช่ปัญหาของคนคนเดียวแล้ว กลับยึดโยงไปเกี่ยวกับผู้อื่นอีกมากมาย   

ตลอดเรื่อง จะเห็นว่าความสัมพันธ์เป็นส่วนสำคัญมาก ไม่ว่าจะระหว่างพ่อแม่ลูก พี่น้อง หรือระหว่างคนแปลกหน้าก็ตาม แถมยังมีความสัมพันธ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีด้วย เช่น Ad Buddy ที่ยอมให้คนมานั่งโฆษณาขายตรงข้างๆ เพื่อแลกกับการให้เขาจ่ายเงินค่าต่างๆ นานาให้ Daddy’s Home บริการไปเป็นพ่อปลอมให้แม่หม้ายลูกติด หรือ Friend Proxy บริการเพื่อนสมมติ ให้คนแปลกหน้ามาทำตัวเป็นเพื่อนของคุณ ยิ่งกว่านั้นคือมีเทคโนโลยีสำหรับตัดขาดความสัมพันธ์ แบบ a-void ที่พ่อของแอนนี่ใช้ด้วย

ความสัมพันธ์ และการขาดสัมพันธ์เหล่านี้ กลับกลายเป็นส่วนสำคัญที่สร้างและสลายความป่วยในจิตใจคน เมื่อมาถึงตอนจบ จึงไม่สำคัญแล้วว่าโอเวนและแอนนี่ถูกรักษาจนหายหรือไม่ แต่ความสัมพันธ์ที่พวกเขาได้สำรวจและพบเจอต่างหากที่จะช่วยให้พวกเขาดำเนินชีวิตต่อไปได้

วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอาการป่วย อาจจะเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ได้

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

**บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วน และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เพศ และการฆาตกรรม

อะไรที่น่ากลัวกว่ากันระหว่างปีศาจกับสิ่งแวดล้อมมีส่วนหล่อหลอมและอนุญาตให้ปีศาจเป็นปีศาจได้ตามใจชอบ

Dahmer คือมินิซีรีส์ 10 เอพิโซดที่สร้างมาจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องนามว่า Jeffrey Dahmer ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญอเมริกันชนในช่วงปี 1978 – 1991 และเป็นที่พูดถึงจนมาถึงทุกวันนี้ โดยนอกจากวางยาสลบเหยื่อและฆาตกรรมรวม 17 ศพแล้ว สิ่งที่ทำให้ Dahmer เป็นฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือนคือสิ่งที่เขาทำกับศพ ตั้งแต่หั่น ทำลายด้วยสารเคมี สะสม ประกอบกิจกรรมทางเพศ เจาะกะโหลก พยายามทดลองเปลี่ยนเหยื่อให้เป็นซอมบี้ ไปจนถึงนำเนื้อของเหยื่อเหล่านั้นมาปรุงสุกและนั่งกินอย่างไม่รู้สึกรู้สา 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

คดีของ Dahmer และตัวเขาได้รับการขนานนามว่า เป็นคดี ‘Milwaukee Cannibal’ หรือ ‘มนุษย์กินคนแห่งมิลวอกี้’ และสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ Netflix ที่อยากแนะนำให้ดู ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่แค่การนำฆาตกรมาฉายวนซ้ำ หรือทำหน้าที่พาคนดูไปใกล้ชิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญราวกับย้อนเวลาเกาะติด แต่มันคือการตั้งคำถามแนวจิตวิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนคนหนึ่งทำอะไรป่าเถื่อนโหดร้ายและเลือดเย็นเช่นนี้ อะไรคือสาเหตุที่เขาลงมือทำเรื่อย ๆ และตอนทำสิ่งนั้นกับหลังทำ Dahmer มีท่าทีอย่างไร โดยเล่าตั้งแต่ตัวบุคคลหรือตัวฆาตกรรายนี้ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นปีศาจ ระบบสังคมที่ไม่เท่าเทียม และกระบวนการ (อ) ยุติธรรมที่เอื้อให้เป็น 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

หากนึกภาพไม่ออก Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story เปรียบได้กับมุมกลับของซีรีส์เจ้าเดียวกันที่ชื่อ Mindhunter ซีรีส์เรื่องนั้นสร้างมาจากเรื่องจริงเช่นกัน ว่าด้วยการก่อตั้งหน่วย FBI และการพยายามเก็บข้อมูล ศึกษา และทำความเข้าใจฆาตกรต่อเนื่องหลายราย หรือกล่าวได้ว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เพื่อนิยามคนที่ฆ่าคนอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ในขณะที่ Mindhunter อยู่ภายใต้ธีมที่ตัวละครพยายามทำความเข้าใจความหมายนี้จากการพูดคุยกับฆาตกรชื่อดัง และสืบสวนคดีโดยดำเนินเรื่องผ่านตัวละครเจ้าหน้าที่ 2 คน ซีรีส์ Dahmer เป็นการบอกเล่าเรื่องราวเดียวกันในมุมกลับผ่านสายตาของ Jeffrey Dahmer ตั้งแต่เล็กจนโต และชวนตั้งคำถามว่า สุดท้าย “อะไรทำให้เด็กชายคนหนึ่งโตมาชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้” 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ก่อนจะพูดถึงความน่าดู แง่มุมน่าสนใจ และเนื้อหา ต้องบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นดรีมทีมโปรเจกต์เลยทีเดียวครับ เมื่อได้ยินว่าผู้สร้างที่ติดตามผลงานแบบไม่เคยพลาดอย่าง Ryan Murphy จาก American Horror Story (กับ Stories แบบเติม s), American Crime Story, Scream Queens และ Pose จะมาจับมือกับนักแสดงคู่บุญที่ผมเองก็เป็นแฟนคลับผลงานการแสดงเช่นกันอย่าง Evan Peters ความอยากดูย่างก้าวเข้าไปขาหนึ่งแล้ว แต่เหตุผลอีกครึ่งที่ทำให้ก้าวเข้าไปยืนเต็มตัวในเขตที่ติดป้ายว่า ‘เขตคนรอชม’ ตั้งแต่ซีรีส์ยังไม่มา คือเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ทำให้เต็มไปด้วยความสงสัยว่าชายที่ชื่อ Evan Peters จะถ่ายทอดการแสดงในบท Jeffrey Dahmer ออกมาได้น่าทึ่งขนาดไหน และมันจะเป็นอย่างไรเมื่อบอกเล่าในมือของผู้สร้างที่ขึ้นชื่อว่าฝีมือการปรุงรสจัดจ้านอย่าง Ryan Murphy 

สำหรับ Ryan Murphy ที่แจ้งเกิดด้วยซีรีส์มิวสิคัลใส ๆ อย่าง Glee ก่อนที่จะเปลี่ยนสายมาเป็นสยองขวัญยำรวมมิตรปั่นประสาทด้วยซีรีส์ American Horror Story แม้จะมีดราม่าซีเรียสและเต็มไปด้วยความครีเอทีฟชวนอึ้งเสมอ แต่ก็ยังทีเล่นทีจริงด้วยความกวนโอ๊ย และแทรกไปด้วยความขำขันในหลาย ๆ ส่วน ต่อมาเขาได้ยกระดับด้วยการสำรวจทางเลือกและทำสิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่ American Crime Story ที่หยิบเอาคดีสุดโด่งดังของ O.J. Simpson กับคดีฆาตกร Gianni Versace มาบอกเล่าแบบซีเรียสชนิดที่ชวนคิ้วขมวดฉีกแนวเดิม ๆ และในเวลาต่อมาก็ได้ทำซีรีส์ชีวประวัติตัวละครนางพยาบาล Ratched พร้อม ๆ กับซีรีส์ชีวประวัติ Halston และเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้งในซีรีส Feud ตอนนี้ Ryan Murphy จึงพร้อมแล้วครับที่จะทำซีรีส์ชีวประวัติดราม่าจริงจัง เรียกได้ว่าถ้าที่ผ่านมาจัดจ้าน Dahmer คงจะเป็นความเข้มข้น

และ Dahmer คือผลงานล่าสุดของเขากับ Evan Peters ที่เติบโตมาด้วยกันและแสดงแต่บทสุดโต่งตั้งแต่ American Horror Story ซีซั่นแรกจนถึงซีซั่น 8 โดยเฉพาะซีซั่น 7 หรือ Cult ที่ Evan รับบทเป็นตัวละคร 7 ตัว ตั้งแต่เจ้าลัทธิ Kai Anderson จนถึง Andy Warhol, Marshall Applewhite, David Koresh, Jim Jones และ Charles Manson กับพระเยซู จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่เขาจะเป็นตัวเลือกนัมเบอร์วันและโอนลี่วันของ Ryan Murphy ในการมารับบทหนึ่งในฆาตกรที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ซีรีส์ถ่ายทอดให้ได้เห็นแง่มุมของฆาตกรคนนี้ผ่านการเจาะใจอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ แต่แทนที่จะเล่าตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่แบบเรียงลำดับเวลา (Chronological Order) Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story กลับเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์แบบตัดสลับไปสลับมาจนคนดูเกิดอาการ Lost in time (line) ตั้งแต่น้อยจนถึงมาก ราวกับกำลังดู Westworld ซีซั่น 2 ซึ่งพออ้างอิงซีรีส์เรื่องนั้น ก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าผู้สร้างจะตั้งใจหรือไม่ การเล่าเรื่องแบบนี้ก็สะท้อนธีมเกี่ยวกับซีรีส์ฆาตกรที่มีตัวตนจริงได้เหมือนกันครับ นั่นคือเรื่องราวในชีวิตที่ทุกขณะมีส่วนหล่อหลอมและประกอบสร้างต่อชีวิตปัจจุบันของ Jeffrey Dahmer และเช่นเดียวกัน เขาไม่ได้เพียงแค่ก่อความสยดสยองในอดีตแล้วเรื่องจบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแผลและเรื่องเล่าที่ยังคงหลอกหลอนมาถึงปัจจุบัน ในฐานะส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์อเมริกาจนถึงปัจจุบันและต่อจากนี้

นอกจากการเล่าแบบตัดสลับอดีตปัจจุบันจะทำหน้าที่เพิ่มความน่าติดตามด้วยที่มาที่ไปก่อนจะลงเอยในฉากนั้นแล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ของการเล่าด้วยวิธีนี้ คือการเผยให้เห็นมุมมองอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งพ่อแม่ของ Jeffrey Dahmer เพื่อนบ้าน/ป้าข้างห้องที่ชื่อ Glenda Cleveland ที่ประสบพบเจอกับสิ่งที่ Jeffrey ทำอย่างใกล้ชิด ซีรีส์แสดงให้เห็นว่า เหยื่อของเขาไม่ใช่แค่คนที่ผ่านมาแล้วต้องจากไปโดยเงื้อมมือของฆาตกรกินเนื้อคนรายนี้ แต่พวกเขาเป็นคน มีความรู้สึก มีเพื่อน มีภาระ มีความฝัน และมีครอบครัวหรือคนที่รอให้พวกเขาเหล่านั้นรับสาย กลับมาบ้านมากินข้าว หรือนอนเตียงเดียวกัน รวมไปถึงครอบครัวของเหยื่อและท่าทีหลังจากสูญเสียคนที่รักไปเพราะชายคนนี้

แม้การเล่าเรื่องจะหน่วงช้าค่อยเป็นค่อยไปไปบ้าง และอาจทำให้รู้สึกว่าใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรู้สึกว่าเครื่องติด แต่ดูเหมือนจุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ใช่การจบค้างให้อยากดูต่อ แต่เป็นการพาไปติดตามหวาดผวาเพื่อเข้าใจในเหตุผลมากกว่าติดตามเพื่อมองหาปลายทาง (ในเมื่อเรารู้ว่าเขาจะลงเอยด้วยการเป็น Dahmer คนที่ติดคุกและลงเอยด้วยการสังหารโหด 17 ศพ) เน้นการเก็บข้อมูล ปะติดปะต่อ ทำความเข้าใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนพอจิ๊กซอว์มาประกอบครบ ก็จะพบว่าเราทั้งเข้าใจ Jeffrey Dahmer ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตรงกันข้ามว่า เราไม่มีทางเข้าใจเขาได้เลยเช่นเดียวกัน เหมือนที่ FBI หรือวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาทำได้เพียงศึกษา ค้นคว้า สัมภาษณ์ และหาข้อสรุปเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง จนค้นพบว่าข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดคือ เราไม่อาจเข้าใจคนพวกนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือระบุได้อย่างชัดเจนว่าคนไหนจะโตมาเป็น Serial Killer หรือไม่ หรือเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็น Serial Killer

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่ค้นพบจากการดูซีรีส์เรื่องนี้คือประโยคสรุปสั้น ๆ ว่า “ปีศาจทุกตนล้วนเคยเป็นเด็ก” และเช่นเดียวกับ Jeffrey Dahmer ครับ เขาเองก็เคยเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสามาก่อน Jeffrey เป็นเด็กที่ดูจะพยายามทำความเข้าใจกับความหมายและวิธีการอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างราบรื่น เพียงแต่ความราบรื่นและการได้มาซึ่งความพึงพอใจที่ทำให้เขามีชีวิตต่อไป อยู่บนน้ำตาและหยดเลือดของผู้อื่น

คำว่า ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตั้งหน่วย FBI เพื่อนิยามการฆาตกรรมผู้อื่นที่เกิดขึ้นจากคนคนเดียว สาเหตุอาจเกิดได้จากทั้งการแสดงหาความพึงพอใจและความตื่นเต้น การระบายโทสะ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ และการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องพวกนี้จะมีจุดร่วมกันบางอย่าง อาจเป็นเรื่องของเพศ อายุ รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง อวัยวะบน/ในร่างกาย นิสัยใจคอ ไปจนถึงสีผิวและชาติพันธุ์ 

แม้สาเหตุของการเป็นฆาตกรต่อเนื่องจะไม่แน่ชัด แต่ข้อสรุปเท่าที่มีกับที่พบเห็นบ่อยคือ คนเหล่านี้มักมีอาการผิดปกติทางจิต ซึ่งหากไม่ใช่ความผิดปกติของสมอง ก็เกิดจากความทรงจำที่เลวร้ายและกระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นขาดความอบอุ่น เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน โตมากับการเห็นความรุนแรง ถูกทำร้ายร่างกาย และปมอื่น ๆ ที่ทั้งขาดทั้งเกิน นำไปสู่ความอยากได้อยากมีในครอบครอง ความต้องการรู้สึกบางอย่าง และความกลัวถูกปฏิเสธ แต่ก็มีบางเคสที่พบว่าฆาตกรต่อเนื่องเริ่มต้นหลังจากได้ลิ้มรสของการกระทำบางอย่างที่เกินขอบเขตที่พึงจะทำจนนำไปสู่การเสพติด และคนบางคนก็แค่เกิดมาเป็นปีศาจฆาตกรแต่กำเนิด (Natural Born Pure Evil)

ในกรณีของ Jeffrey Dahmer สิ่งที่ประกอบสร้างให้เขาเป็นเขามีองค์ประกอบหลายอย่างตามสาเหตุที่ได้กล่าวไป ในซีรีส์เรื่องนี้ เราจะได้เห็นทั้งวัยเด็กที่เขาโตมากับพ่อแม่ที่ทะเลาะกัน การขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่สนใจเท่าที่ควร การถูกแม่ทิ้งในช่วงเวลาที่กำลังสับสน การได้ทดลองผ่าซากสัตว์กับพ่อจนรู้สึกติดใจ และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดพ่อ จนวันหนึ่งใครจะรู้ว่ามันนำไปสู่การทดลองกับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ 

และมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มักจะได้ยินขึ้นมาเสมอ คือ “จะไปแล้วหรอ?” “อยู่ต่อได้มั้ย?” “ทำไมทุกคนชอบทิ้งฉัน?” นั่นก็เพราะเขาขาดความอบอุ่นและต้องการคนอยู่ข้าง ๆ เสมอ แต่สิ่งที่เขาทำคือไม่ได้หาคนรัก แต่กลับเกินเลยจนเป็นการพรากชีวิตพวกเขา แล้วเก็บประดูกไว้เพื่อให้รู้สึกว่าคนคนนั้นยังอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไปไหน บ้างก็ทดลองให้คนเป็นซอมบี้เพื่อที่จะอยู่กับตัวเองไปตลอด และหลายครั้งเขาก็กินเหยื่อเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าคนคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาแล้ว 

สิ่งเหล่านี้ดูจะบ่งชี้ว่า Jeffrey Dahmer ขาด 2 สิ่ง คือ 1) ชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์พร้อม และ 2) ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ

เลยมาถึงประเด็นที่พาดหัวไว้บรรทัดแรก และเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ซีรีส์เรื่องนี้เน้นย้ำ นั่นก็คือ “อะไรชั่วร้ายกว่ากัน ระหว่างปีศาจและสังคมที่เอื้อให้ปีศาจมีตัวตนอยู่ได้” 

เหยื่อที่ Jeffrey Dahmer เลือกมักเป็นเกย์และคนผิวดำ สาเหตุที่เลือกเกย์เพราะรสนิยมทางเพศของเขาที่มีแรงดึงดูดกับเพศเดียวกัน และทั้งหมดเกิดมาจากความพิศวาสกับแรงปรารถนา ไม่ก็คำหลอกลวงว่าจะถ่ายแบบด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะลงเอยด้วยการฆาตกรรม ส่วนสาเหตุที่เหลือคนผิวดำ นั่นก็เพราะว่าเขาทำได้ เพราะช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่คนผิวดำเป็นพลเมืองชั้นสอง และการเป็นเกย์ยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคมเหมือนทุกวันนี้ เรื่องเพศวิถีกับสีผิวจึงนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งเอื้อให้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่เขาทำอยู่ได้และต่อเนื่อง 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วจึงทำให้เห็นความจริงอันน่าสยดสยองในยุคสมัยนั้นคือ “การเป็นเกย์และคนผิวดำในยุคนั้นว่าไม่ปลอดภัย และต้องต่อสู้กับทั้งสายตา คำดูถูก และได้รับโอกาสในชีวิตที่น้อยกว่าและยากกว่า จากบรรทัดฐานและสังคม ยังไม่พอ พวกเขายังรู้สึกปลอดภัยในชีวิตน้อยลงเพราะ Jeffrey Dahmer อีก”

การได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ เราจะสังเกตเห็นได้ชัดว่า แม้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งนี้ และหวังจะทำมันไปเรื่อย ๆ ก็จริง แต่เป็นเรื่อง Ironic ไม่น้อยครับที่เขาทำตัวเหมือนไม่แคร์ว่าตัวเองจะโดนจับขนาดนั้น การโกหกและปกปิดหลักฐานก็ข้าง ๆ คู ๆ ไม่หนักแน่นและไม่เคยเนียน ทำบางอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ฉลาด ไม่มีแผนซับซ้อน และคล้ายกับว่าลึก ๆ เขาก็ต้องการที่จะหยุดสิ่งนี้ หรือต้องการให้ใครสักคนมาหยุดเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีคนดำโทรไปแจ้งตำรวจผิวขาว ผ่านไปเป็นเดือนตำรวจก็ยังไม่สนใจ ไม่ยอมมาดู หรือมาดูตอนที่สายไปแล้ว หรือหากมีหลักฐาน พาไปดู ก็ยังเอาผิดไม่ได้ เพียงเพราะคนก่อเหตุผิวขาวและคนแจ้งเป็นคนผิวดำ และมีเคสหนึ่งที่แย่ที่สุด คือเหยื่อหนีออกไปได้ แล้วตำรวจก็พาเหยื่อกลับมาส่งถึงที่ 

จึงกล่าวได้ว่า Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่ชั่วร้าย และตัวระบบสังคมอเมริกันที่เชิดชูคนผิวขาว กับเคยมีประวัติมองและปฏิบัติกับคนผิวดำในฐานะทาส อาจไม่ได้เห็นดีเห็นงาม แต่ปล่อยเลยตามเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่สนใจ จนหลายชีวิตต้องถูกสังเวย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ Jeffrey เลือกอาศัยที่ Oxford Apartment ในย่านที่คนดำอาศัยอยู่ เพราะมันเป็นสถานที่ที่เอื้ออำนวย และเขาเกิดในเซิร์ฟเวอร์อเมริกาในช่วงเวลาที่เอื้อต่อการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ในประเทศที่ Jeffrey Dahmer ทำเรื่องนี้ได้โดยกินข้าวในร้านอาหาร ทักทายเพื่อนบ้าน เต้นในผับบาร์ และเดินถนนอย่างปกติท่ามกลางพวกเรา แบบที่ไม่มีใครแยกออกเลยว่าชายคนนี้กำลังทำเรื่องชั่วร้ายเกินจินตนาการ ซึ่งนำไปสู่อีกข้อสรุปที่ต่อเนื่องกันว่า หากสังคมมีระบบที่แข็งแรง ยุติธรรม และมีคุณภาพ เรื่องพวกนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ จนถึงไม่เกิดเลยครับ

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่อยากกล่าวชมคือซีรีส์ Dahmer เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างถ่ายทอดรายละเอียดผ่านการกำกับ การแคสต์ เซ็ตฉาก การแต่งหน้า ทำผม บทพูด และการแสดงออกมาได้น่าเชื่อถือ ชัดเจน และตรงกับความจริง ด้วยการรีเสิร์ชที่แน่นพอและนำเสนอเรื่องราวที่ผ่านการลำดับความคิดมาอย่างดี เพื่อให้เกิดอิมแพคต่ออารมณ์และการรับรู้ 

และแม้ซีรีส์ Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story จะมาทีหลังภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีที่รวมกันได้ 10 – 20 เรื่องที่มีมาก่อนหน้า แต่การที่เรื่องนี้ทำออกมาได้เหมือนที่ผมเพิ่งบรรยายไปก็เป็นดาบสองคม และเกิดเป็นเสียงที่แตกในหมู่ผู้ชมเช่นกัน เพราะฝั่งครอบครัวเหยื่อมองว่าเรื่องนี้เป็นการฉายภาพความรุนแรงและโศกนาฏกรรมซ้ำ อีกทั้งตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น ในขณะที่อีกฝั่งมองว่าซีรีส์ถ่ายทอดมันได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวและสิ่งที่หล่อหลอม Jeffrey Dahmer ได้ดีที่สุดในฐานะ Case Study ที่ไม่ได้เป็นสารคดี รวมถึงมองว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่การย้ำเตือน แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นครอบครัวและเด็ก และยังเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อแสดงความอาลัยจากผู้จากไปด้วยเงื้อมมือฆาตกรรายนี้ได้อีกด้วย

เรื่องสุดท้ายที่อยากพูดถึงและกล่าวชม คือการแสดงของ Evan Peters ที่ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยครับ เขาดูจะเตรียมตัวในการรับบทนี้มาอย่างดี และถ่ายทอดการแสดงด้วยสีหน้า แววตา น้ำเสียงได้เหมือนอย่างน่ารังเกียจ น่าโกรธแค้น แต่ก็เข้าใจได้ว่าถูกสร้างมาจากอะไร และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Jeffrey Dahmer ลงเอยด้วยการเสียชีวิตในคุก หลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 15 – 16 รอบเป็นเวลา 957 ปี (โดยประมาณ) เช่นกัน ดูจบแล้วเชื่อครับว่า งานประกาศรางวัลใดที่มีซีรีส์เรื่องนี้เข้าชิง จะต้องมี Even ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญ ไม่ก็เป็นผู้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายในเวทีนั้นซะเอง

“ผมดูและฟังคลิปสัมภาษณ์ของ Jeffrey Dahmer จากนั้นก็ไล่อ่านข่าวกับชีวประวัติของเขา และผมยังค้นพบคลิปเสียงที่นักจิตวิทยาสัมภาษณ์เขา หรือนักสืบถามเค้นเพื่อสืบสวนด้วยครับ ชายคนนี้พูดจาอย่างจริงใจไม่ปิดบัง และเป็นปกติ เรียบเฉยมากๆ นั่นทำให้ผมอ้าปากค้างเลยครับถึงการมีอยู่ของชายคนนี้และสิ่งที่เขาทำลงไป มันจึงสำคัญที่การแสดงของผมจะต้องเคารพต่อเหยื่อ ครอบครัวเหยื่อ และผมจะต้องบอกเล่าเรื่องราวนี้ออกมาให้สมจริงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้” Evan Peters พูดถึงการเตรียมตัวมารับบทนี้ 

Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story คือซีรีส์เจาะในฆาตกรที่ไม่อยากให้พลาด มีให้ชมแล้วครับวันนี้ 10 อีพี ทาง Netflix 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ข้อมูลอ้างอิง 

stylecaster.com/how-jeffrey-dahmer-caught/?fbclid=IwAR1oNh6Dx8PTWdkqOad0k4Xp4JKh-lGdKGatX4FuMVV_C-kTQR9AGjAnplc

www.psychologytoday.com/us/blog/wicked-deeds/201909/understanding-what-drives-serial-killers

www.indiewire.com/2022/09/jeffrey-dahmer-victims-families-slam-netflix-series-1234766373/

www.nme.com/news/tv/evan-peters-watched-this-jeffrey-dahmer-interview-before-playing-him-3317931

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load