Gala

Genre: performance art
Country: France
Director: Jérôme Bel

“นักเต้นมืออาชีพเหมือนกันหมดนั่นแหละ พวกเขารูปร่างเหมือนๆ กัน มีวัฒนธรรมเหมือนๆ กัน นี่ล่ะคือสิ่งที่ผิดปกติ”

หลังโรงละครช้าง Jérôme Bel จุดบุหรี่มวนบางเฉียบแล้วอัดควันเข้าปอด ศิลปินชาวฝรั่งเศสสวมเสื้อยืดเก่าๆ คอย้วย และรองเท้าแตะคีบ ดูเผินๆ ใครจะรู้ว่าชายที่ดูธรรมดาเหลือแสนคนนี้คือคนที่นักวิจารณ์ทั่วโลกบอกว่าเป็นอัจฉริยะ

Jérôme Bel

ผู้กำกับและนักออกแบบท่าเต้นคนนี้ทำงานกับคณะนักเต้นมืออาชีพอยู่สิบกว่าปี วันหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าการเคลื่อนไหวเหล่านั้นกลวงเปล่าไร้ความหมายสำหรับเขา เฌโรมลาออกมานั่งอ่านหนังสือปรัชญาและประวัติศาสตร์การเต้นอยู่ 2 ปี และค้นพบคำตอบว่าศิลปะการแสดงที่เขาอยากทำเป็นอย่างไร

มันต้องไม่สมบูรณ์แบบ

“เราพยายามที่จะทำตัวเข้มแข็ง หล่อสวย มีพลัง แต่ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย ถึงใครจะบอกว่างานของผมมีพลัง ทุกครั้งที่จะแสดง ผมก็ยังไม่แน่ใจ ผมว่าสังคมเราเจริญผิดที่ผิดทางนะ เราถูกสอนจากพ่อแม่ จากโรงเรียนมาทั้งชีวิตว่าต้องเต้นให้ดี ต้องไม่ทำพลาด ทั้งที่ชีวิตก็มีแต่ข้อผิดพลาดทั้งนั้น

“เราควรยอมรับความอ่อนแอ เรียนรู้ที่จะยอมรับความล้มเหลว ไม่ต้องอาย ไม่ต้องเศร้า ยอมรับมันสิ บางทีความล้มเหลวก็ชัดเจนกว่าความสำเร็จ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าพลาดตรงไหน แต่เวลาทำอะไรสำเร็จ บางทีเราก็ไม่รู้เลยว่าทำอะไรถูก ดังนั้นเราน่าจะคืนสมดุลให้ความจริง”

เกือบ 3 ปีก่อน เฌโรมออกแบบการแสดงหนึ่งขึ้นมา เป็นการแสดงที่ใช้คน 15 – 20 คนที่แตกต่างหลากหลายมากที่สุด มีทั้งเด็ก คนหนุ่มสาว คนชรา คนพิการ นักเต้นมืออาชีพ คนที่ไม่เคยขึ้นเวทีแสดงมาก่อนเลยในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้า หมอ หรือครู ทุกคนอายุต่างกัน รูปร่างหน้าตาต่างกัน ไม่มีทักษะเคลื่อนไหวที่เหมือนกันเลยสักคน

การแสดงนี้ชื่อว่า Gala

Gala

อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นงานเลี้ยงรวมคนชายขอบที่เราควรเอาใจช่วยด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ ตรงกันข้าม การแสดงที่จับเอาความล้มเหลวผิดพลาดมาโชว์ให้เห็นจะๆ นี้ประสบความสำเร็จมากจนเดินสายเล่นรอบโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย สิ่งที่น่าทึ่งคือทุกเมืองที่ทีมงานเดินทางไป พวกเขาจะตามหานักแสดงท้องถิ่นใหม่ทั้งหมด และใช้เวลาในการซ้อมเพียง 4 วันเท่านั้น แถมโดยปกติ ผู้กำกับยังไม่ได้ไปด้วยอีกต่างหาก!

“ความลับของผมคือทำงานให้น้อย กำกับให้น้อย ทุกอย่างต้องเรียบง่ายมากๆ เพราะนักแสดงไม่ใช่มืออาชีพ พวกเขาจำท่าเต้นทั้งหมดไม่ได้หรอก แค่มีคอนเซปต์ให้จับก็พอ เด็กอายุ 5 ขวบก็เข้าใจได้

“Gala ทุกที่ต่างกัน เพราะแต่ละวัฒนธรรมมีการใช้ร่างกายไม่เหมือนกัน บางที่นักแสดงกล้าแสดงออก บางที่ขี้อาย บางที่ก็ทำงานยาก ดังนั้นมันเลยน่าสนใจ เป็นการแสดงที่นักเต้นมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมมาก”

เฌโรมดับบุหรี่ เหตุผลที่เขานั่งอยู่ในซอยประชาอุทิศ 61 ชานเมืองกรุงเทพฯ แทนที่จะเป็นฟิลาเดลเฟียหรือนิวยอร์ก เพราะเขาชอบกรุงเทพฯ และมาแสดงละคร Pichet Klunchun and me กับพิเชษฐ กลั่นชื่น ที่โรงละครเล็กๆ ของนักรำไทยคนนี้

ได้เวลาดูละคร ไฟบนเวทีสว่างขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของนักยิมนาสติก เด็กอนุบาล นักเต้นลีลาศ คนเป็นดาวน์ซินโดรม นักเต้นบัลเลต์ ผู้ใหญ่วัยเกษียณ นักแสดงโขน ผู้หญิงข้ามเพศ คนใช้วีลแชร์ พวกเขาสวมเสื้อผ้าฉูดฉาดทรงเครื่องออกมาเต้นบัลเลต์ เพลงแจ๊ส ไปจนถึงเดินถอยหลังตามเพลงไมเคิล แจ๊คสันGala

หลังช่วงเวลาเปลี่ยนฉากสั้นๆ นักแสดงวิ่งหายไปสลับเสื้อผ้ากันใส่อย่างน่าขบขัน ชายนุ่งเดรสลายดอก อีกคนสวมถุงน่องกากเพชร มีเสื้อจิ๋วห้อยคอ ส่วนเด็กน้อยใส่ชุดยิมนาสติก สาวคนหนึ่งสวมชุดวอร์มโพรกพราก ต่างคนผลัดกันนำคนอื่นๆ เต้นเป็นกลุ่ม มีทั้งตีลังกา กระโดด เดาะบอล ฉีกแข้งฉีกขา จีบมือ จนถึงเลื้อยไปมา

ไม่มีใครเต้นสวยทุกท่า สง่าทุกบทเพลง พวกเขายึกยักทุลักทุเลอยู่บนเวทีจนผู้ชมหัวเราะเอ็นดู ใครจะเถียงได้ว่านั่นไม่ใช่การเต้น จะอ้วน ผอม แก่ หรือเด็ก พวกเขาเต้นอย่างมีความสุข เต้นอย่างมีพลัง เต้นด้วยจิตวิญญาณจนคนดูตบมือโห่ร้องเชียร์ดังลั่น แทบจะลุกขึ้นไปออกลีลาตามจังหวะดนตรี

Gala

Gala

“บางคนไม่ชอบงานนี้เลย บางคนก็บอกว่านี่คืองานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมไม่แคร์หรอก สิ่งที่ผมอยากทำคือแสดงให้เห็นว่าโลกนี้มีความหลากหลายแค่ไหน บางคนในยุโรปคิดว่าทุกคนควรจะเหมือนกันหมด ชอบอะไรเหมือนๆ กัน คิดเหมือนๆ กัน ทุกคนจะมีความสุข แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ผมไม่คิดงั้นนะ ผมมีความสุขเวลาเห็นความแตกต่าง ดังนั้นการแสดงนี้เลยเป็นการเมืองมาก”

คำพูดของผู้กำกับลอยเข้ามาในความคิดฉันเมื่อถึงฉากสุดท้าย การเต้นรุนแรงถึงขั้นเหวี่ยงเสื้อผ้าทิ้งเต็มเวที เราไม่ได้เห็นนักเต้น แต่เห็นมนุษย์ เห็นตัวเองอยู่ใต้แสงไฟ เราต่างเต้นรำอย่างล้มเหลวน่าหัวร่อ แต่มันไม่ได้น่าสมเพชเลยสักนิด ความพยายามที่จะใช้ชีวิตของทุกคนล้วนงดงาม

เช่นเดียวกับผู้ชมทั้งโรงละคร ฉันลุกขึ้นยืนตบมือให้นักเต้นมือสมัครเล่น ผู้เป็นมืออาชีพในการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณ: ศิริวรรณ ปากเมย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของของซีรีส์ Wednesday**

หากจะมีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อมาก ๆ เกี่ยวกับหนัง The Addams Family (1991) ก็คงจะเป็นเรื่องที่แฟรนไชส์นี้ไม่ได้กำกับโดย Tim Burton ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการนำเสนอความตลกร้าย ภายใต้บรรยากาศอันแปลกประหลาดหรือโทนที่ดำมืด แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่ Edward Scissorhands, Beetle Juice, Sweeney Todd, Charlie and the Chocolate Factory และ Alice in Wonderland 

สาเหตุที่ Tim Burton ไม่ได้กำกับหนังในตอนนั้น แม้เขาเป็นหนึ่งในสองผู้ที่ได้รับข้อเสนอให้มากำกับแต่ปฏิเสธไป (อีกคนคือ Terry Gilliam ที่ปฏิเสธเช่นกัน) เพราะชนกับตารางถ่ายทำ Batman Returns อย่างน่าเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้น Tim Burton ก็ยังเคยพยายามเข็นโปรเจกต์สต็อปโมชัน แต่ก็ถูกยกเลิกในภายหลังเช่นกัน ทำให้วันหนึ่งหลังจากมีโปรเจกต์น่าสนใจให้ได้กำกับเรื่อย ๆ เขาก็หมดความสนใจในแฟรนไชส์นี้ไปซะแล้ว

แต่ทันทีที่ Alfred Gough กับ Miles Millar ผู้สร้างซีรีส์ Smallville รับหน้าที่พัฒนาและสร้างซีรีส์ภาคแยกของ Addams Family บอกเล่าเรื่องราวของ Wednesday ลูกสาวคนโตของบ้าน คนที่ทั้งคู่มองว่าขาดไม่ได้คือชายชื่อ Tim Burton จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ควรจะอยู่ในภาพถ่ายครอบครัว Addams มาตั้งนานแล้ว และบัดนี้เขาได้มาเติมเต็ม ‘ความ Tim Burton’ เข้าไปด้วยการกำกับ 4 อีพีแรกและร่วมงานในฐานะโปรดิวเซอร์หลัก ผสมกับการตีความใหม่ให้ร่วมสมัยของทั้งผู้สร้างและนักแสดงนำมากฝีมืออย่าง Jenna Ortega จนออกมาเป็นซีรีส์ที่ขึ้นอันดับ 1 Netflix ในหลายประเทศทั่วโลก

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของ Addams Family

The Addams Family มีมาแล้วหลากหลายเวอร์ชัน (รวมเวอร์ชันนี้ด้วย) ทั้งหมดเริ่มมาจากผลงานการ์ตูน 1 ช่องของ Charles Addams ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The New Yorker ตั้งแต่ปี 1938 โน่นเลย 

ที่ผ่านมาได้มีการดัดแปลง Addams Family ในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งฉบับคนแสดง หนัง ทีวีซีรีส์ การ์ตูน แอนิเมชัน 3 มิติ คอมิก วิดีโอเกม ละครเวที หนังสือ และทีวีโชว์ลงสตรีมมิ่งในฉบับล่าสุด ทำให้ถึงตอนนี้ Addams Family มีอายุได้ 84 ปีแล้ว 

การ์ตูนต้นฉบับเป็นการ์ตูนตลกร้ายเสียดสีที่เล่าผ่านครอบครัวซึ่งได้นามสกุลมาจากผู้แต่ง ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวคนรวยแต่ทำตัวประหลาดแห่งต้นศตวรษที่ 20 อันประกอบไปด้วย Gomez คนพ่อ, Morticia คนแม่, Wednesday ลูกสาวคนโต, Pugsley น้องชาย กับปลาหมึก Aristotle, ลุง Fester, Lurch คนรับใช้, คุณย่า Grandmama  และมือ (ใช่แล้วครับ มือที่ทุกคนหลงรักนั่นแหละ) ที่ชื่อ Thing แม้ครอบครัวนี้จะดูน่ากลัว ไม่น่าคบ และพัวพันหมกมุ่นอยู่กับเรื่องศพและความตาย แต่ก็จิตใจดีและไม่มีพิษมีภัย รวย แต่ไม่ทุนนิยม และไม่เอาเปรียบใคร

พูดถึง Addams Family เวอร์ชันเด่น ๆ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญนอกจากการ์ตูนก็มีปี 1964 การสร้างฉบับทีวีซีรีส์เลือกนำเสนอความชั่วร้ายและแปลกประหลาดแบบซอฟต์ลง เน้นไปที่ความคอเมดี้และสนุกสนานเป็นหลักครับ โทนเลยดูสว่างกว่าการ์ตูนต้นฉบับพอสมควร จากนั้นข้ามไปเป็นฉบับปี 90 ที่ประกอบไปด้วยหนัง 2 ภาคคือ The Addams Family ปี 1991 และ Addam Family Values ในปี 1993 เป็นหนังที่หลายคนโดยเฉพาะคน Gen Y ผูกพันในฐานะหนังโปรดวัยเด็ก และยังเป็นหนังที่มีบทบาทสำคัญในการต่ออายุให้ Addams Family มีชีวิตมาถึงหูตาของคนรุ่นใหม่ 2 เวอร์ชันนี้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดของแฟรนไชส์ Addams Family เลยก็ว่าได้ครับ

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

สู่ Wednesday และการตีความใหม่

มาถึง Wednesday ฉบับนี้เป็นการตีความใหม่ที่เปลี่ยนแปลง 2 อย่างใหญ่ ๆ ด้วยกัน อย่างแรกคือโทนทั้งหมด อย่างที่สองคือเชื้อชาติตัวละคร Wednesday Addams ให้เป็นละติน เพื่อสอดรับกับเนื้อเรื่องและโลกแห่งความเป็นจริงเช่นเดียวกัน

สำหรับ Addams Family ฉบับ Wednesday ผู้สร้างไม่อยากให้มองเป็นภาครีบูตหรือรีเมก แต่เป็นฉบับที่สานต่อเรื่องราวและต่อยอดเนื้อหาแบบกลาย ๆ ด้วยการปรับโฟกัสไปที่คนลูกสาวแทน ซึ่งฉบับนี้มีความพิลึกพิลั่นแบบทิมเบอร์ตันทุกหนแห่งก็จริงอยู่ แต่ดูเหมือนการตีโจทย์ของ 2 ผู้สร้างทำให้ร่วมสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการตีโจทย์แตกและเข้ากับสไตล์ Netflix พอสมควร ด้วยการใส่องค์ประกอบยุคปัจจุบันลงไปในไดอะล็อกหรือตัวบท ความไฮสคูลเจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ เนื้อเรื่องที่มีทั้งมิตรภาพและความโรแมนซ์แบบรักสามเส้า ทำให้สดใสมากขึ้น สนุกสนานมากขึ้น ขณะที่ตลกร้ายไม่น้อยไปกว่าเดิม

แต่สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการเปลี่ยนแนวจากคอเมดี้ครอบครัวเป็นแนว ‘Supernatural (เหนือธรรมชาติ)’ แบบเต็มตัว หลังจากที่ฉบับภาพยนตร์มีให้เห็น Uncle Fester ช็อตไฟฟ้าได้ และมีตัวละครหลุดโลกอย่างเจ้ามือ Thing ฉบับซีรีส์เลือกที่จะเดินหน้าเต็มพิกัดด้านความแฟนตาซีแบบเต็มพิกัด ให้ตัวละคร Wednesday มีพลังจิต และยังเต็มไปด้วยทั้งมนุษย์หมาป่า มนุษย์ไร้หน้า แวมไพร์ กอร์กอน ไซเรน พลังจิต และอีกมากมาย ทั้งหมดนี้เกิดมาจากไอเดียของผู้สร้างที่ต้องการเปลี่ยนแนวจากที่เคยมี และต่อยอดความคิดตั้งต้นที่ว่า “จะเป็นอย่างไรหากแยก Wednesday ออกจากครอบครัวเดิม ให้ย้ายไปเจอครอบครัวใหม่ โดยที่ทั้งหมดยังมีความ Addams Family อยู่”

ซึ่งแน่นอนครับว่าพอ Addams Family = ความประหลาด ก็เลยเลือกถ่ายทำที่โรมาเนียและถ่างขยายความประหลาดนั้นให้ครอบโลกของ Wednesday ซะเลย ด้วยการทำให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยคนประหลาดและพลังเหนือธรรมชาติ (ที่เป็นตัวแทนความเซอร์เรียลของครอบครัวนี้) คนดูที่ทั้งเคยดูมาก่อนและไม่เคยดูจึงเห็นพ้องต้องกันได้ว่า “นี่แหละ Addams Family” ซึ่งมันคือความชัดเจนและกล้าที่จะฟันธงและออกมาเวิร์ก เช่นเดียวกับเรื่องความเป็นละตินที่กำลังจะพูดถึงต่อ ๆ ไปในบทความนี้

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

Coming of Age และการสืบสวนสอบสวน

อีกสิ่งที่ชวนสังเกตคือ Wednesday มี ‘ความ Harry Potter’ ครอบอยู่ทุกหนทุกแห่งเลยครับ ดูเหมือนผู้สร้างจับเอาองค์ประกอบสนุก ๆ ของโลกพ่อมดน้อย กับตัวละครมีเสน่ห์ ดูแล้วอยากติดตามตัวละครไปตลอดรอดฝั่ง มาปรับใช้กับซีรีส์วัยรุ่นเรื่องนี้อย่างได้ผล 

ไม่ว่าจะเป็นตัวละครเอกที่เพิ่งเข้าโรงเรียนมาใหม่ Nevermore Academy โรงเรียนสำหรับฝึกสอนผู้ใช้พลังสำหรับคน Outcast (ที่ให้บรรยากาศ Hogwarts หน่อย ๆ), การแบ่งเป็นบ้านต่าง ๆ และการแข่งขันกีฬา, ห้องลับและความเหนือธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจเสมอเมื่อได้ดู ผสมเข้ากันกับแนวลึกลับปริศนา นำทางให้ตัวละครเอกใช้ทักษะนักสืบค้นหาความจริง ไปสู่การค้นพบคำตอบเกี่ยวกับโรงเรียน ครอบครัว มิตรภาพ คดีค้างคา และปีศาจ กับทางออกที่เชื่อมโยงกับคำปรามาสว่า เธอคือคนไม่ดีที่จะมาทำลายโรงเรียนนี้

สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการใช้บอกเล่าแก่นในความเป็น Coming of Age เพราะซีรีส์ Wednesday ไม่ได้ต้องการขายความเหนียมอายของเด็กหญิง Misfits (คนที่แปลกแยกและเข้ากับผู้อื่นไม่ได้) ที่มีความ Introvert ไม่มั่นใจในตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนเธอไปเป็น Extrovert หรือคนที่ยอมรับตัวเองและสดใสร่าเริงอะไรแบบนั้น 

ตรงกันข้าม ผู้สร้างเลือกที่จะให้ Wednesday เป็น Misfits ในหมู่ Misfits ตั้งแต่นิสัยใจคอ รสนิยม จนถึงการใส่ชุด All Black และให้เธอเป็นตัวของตัวเอง เคารพตัวเอง และสุดโต่งทุก ๆ ด้านตั้งแต่แรก และยังคงสุดโต่งยันจบซีซั่นเลยครับ สิ่งที่แตกต่างออกไปคือตัวละครเรียนรู้อะไร ซึ่งคำตอบนี้มีอยู่ในตอนจบซีซั่นและระหว่างทางแล้ว

พอผนวกกับความเป็นซีรีส์วัยรุ่นเล่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอก-เพื่อน ๆ และตัวเอก-ครอบครัว ที่คนแม่เป็นอดีตศิษย์เก่าที่สวยและโดดเด่นที่สุดในโรงเรียนด้วยแล้ว ทำให้ Wednesday เป็นซีรีส์ Coming of Age ที่นอกจากจะน่าจดจำและประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคนี้ก็ว่าได้ 

เรื่องนี้ดูได้ทุกเพศทุกวัย เพราะทุกคนต่างมีจุดที่ต้องข้ามผ่าน มีจุดยืนของตัวเองที่ต้องค้นหาจากการลองผิดลองถูก ลองเป็น ลองเจ็บ และเราจะเติบโตทางความสัมพันธ์ไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักเพื่อนและไม่ผ่านอะไรมาด้วยกันมากพอ หรือยังไม่รู้จักครอบครัวดีพอ ซีรีส์เรื่องนี้เลยนำเสนอในรูปแบบจิ๊กซอว์ที่พอเติมเต็มแล้วจะเป็นภาพของ Wednesday Addams ที่เติบโตขึ้นทางจิตวิญญาณแล้ว เป็นมนุษย์เต็มตัวที่ไม่ได้อยู่ในเงาของแม่อีกต่อไป

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

ความสำคัญของการเป็นละติน

อีกการตีความที่สำคัญคือการเปลี่ยนให้ตัวละคร Wednesday Addams เป็นตัวละครละตินที่รับบทโดย Jenna Ortega นักแสดงน่าจับตามองที่มีเชื้อสายทั้งอเมริกัน เม็กซิกัน และเปอร์โตริโก แต่จะว่าไปแล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ซะทีเดียวครับ เพราะที่จริง Addams Family เป็นตระกูลที่มีความละตินอยู่แล้ว แต่เพิ่งมาภาพชัดที่สุดคือในฉบับนี้

ตั้งแต่แรก Addams Family ถูกวาดภาพไว้ให้เป็นตระกูลชาวอเมริกัน โดยที่ตั้งชื่อตัวละครให้สยองเข้าไว้ เช่น Fester ที่แปลว่าแผลเปื่อยเน่าเป็นหนอง Morticia ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่า Mortician (สัปเหร่อ) หรือ Wednesday ที่อาจดูธรรมดา แต่ก็ตั้งมาจากกล่อมเด็กที่พูดถึงนิสัยเด็กที่เกิดในทุกวันที่มีท่อนร้องว่า “Wednesday’s child is full of woe (เด็กที่เกิดวันพุธนั้นทุกข์เหลือใจ)” ในขณะที่คนพ่อนั้น ในการ์ตูนต้นฉบับไม่ได้มีชื่อ จึงมีการเลือกชื่อระหว่าง ‘Repelli’ และ ‘Gomez’ ซึ่ง John Astin นักแสดงผู้รับบทพ่อในขณะนั้น ได้เลือกชื่อ Gomez แม้ว่าเขาจะเป็นอเมริกันก็ตาม เพื่อให้มีความหลากหลายเกิดขึ้น ทำให้ตัวละคร Gomez และ Grandmama เป็นตัวละครที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นละตินอเมริกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ครอบครัว Addams เป็นครอบครัวละตินอเมริกันไปด้วย 

ซีรีส์ Wednesday จึงไม่ได้ตีความใหม่หรือเปลี่ยนแปลงอะไรไปซะทีเดียวครับ อันที่จริงต้องใช้คำว่าซีรีส์นำเสนอภาพให้ตรงกับรากของตัวละครมากกว่า ด้วยการแคสต์ให้เด็ก ๆ ลูกของสองสามีภรรยาผู้รักกับปานจะกลืนกิน มีความเป็นละตินอย่างชัดเจน 

ความสำคัญของความเป็นละตินในซีรีส์ Wednesday คือการสะท้อนถึงความแบ่งแยกของเด็ก ๆ โรงเรียน Nevermore Academy กับชาวเมือง Jericho และย้อนกลับไปนานกว่านั้นในยุคอาณานิคม คือการแบ่งแยกขั้นรุนแรงที่นำโดย Joseph Crackstone ในการล่าแม่มดและปลูกฝังความแค้นไม่จบไม่สิ้นจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน ตรงนี้สะท้อนได้ถึงโลกความจริงที่ผู้คนแบ่งแยกกัน เหยียดผิว สองมาตรฐาน และชาวละตินอเมริกันอย่างชาวเม็กซิโกเคยพบเจอปัญหาและยังคงมีปัญหาอยู่ในการใช้ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะคนต่างด้าว เราจึงเห็นองค์ประกอบหลายอย่างในเรื่องนี้นำเสนอความละตินอย่างแข็งแรง ในจังหวะที่บังเอิญมาไล่เลี่ยกับตัวละคร Namor ใน Black Panther: Wakanda Forever พอดิบพอดี 

เช่น องค์ประกอบที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวเม็กซิกันและละตินอย่างเพลงพื้นบ้าน La Llorona ที่ตัวละครเปิดฟัง หรือสร้อยออบซิเดียนที่ Morticia ให้กับ Wednesday เป็นเครื่องประดับซึ่งชาว Aztec และเมโสอเมริกัน บรรพบุรุษของชาวละตินใช้เข้าถึงภาพนิมิตและเชื่อมโยงจิตวิญญาณตั้งแต่โบราณนานมา รวมไปถึงต้นตระกูลที่เป็นแม่มดละตินอย่าง Goody Addams ด้วยเช่นเดียวกัน

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

Jenna Ortega ว่าที่ราชินีหนังสยองขวัญคนใหม่

พาร์ตนี้ของบทความ ถึงคราอุทิศให้ Jenna Ortega นักแสดงมากความสามารถวัย 20 ปีที่ตอนนี้ยอดคนตาม IG ปาเข้าไป 14 ล้านแล้ว Jenna คลุกคลีอยู่กับวงการหนังสยองขวัญมาได้พักใหญ่ ๆ เธอโด่งดังมาจาก 2 เรื่องคือ Jane  the Virgin ของ CW ด้วยการรับบทเป็น Jane วัยเด็ก กับบทบาท Harley Diaz ใน Stuck in the Middle ที่บทบาทหลังทำให้เธอ Stuck จริง ๆ จากการถูกประทับตรากลาย ๆ ว่าเป็น ‘เด็กดิสนีย์’ และรับเอาภาพลักษณ์นั้นมาหลอมรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เธอรู้สึกต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยเส้นทางที่ไม่สด ๆ ใส ๆ อีกต่อไป และถ้าเลือกได้ก็เลี่ยงแสดงซีรีส์

จากนั้น Jenna ก็เดินทางสายดาร์ก ด้วยการแสดงในซีรีส์ You, หนังเกี่ยวกับการกราดยิงของ HBO ที่ชื่อ The Fallout, แสดงหนัง X (อันนี้ชื่อหนังนะครับ) ที่เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นหนีฆาตกรป้าแก่สุดโหด และแสดงหนังที่คนแสดงได้ตำแหน่ง Scream Queen อย่าง Scream จนตอนนี้ไม่ผิดนักถ้าจะเรียกว่า Jenna เป็นรุ่นน้องที่น่าจับตามองของ Elizabeth Moss และ Anya Taylor-Joy 

Jenna Ortega เคยพูดถึงการรับบทในหนังสยองขวัญไว้ว่า “สิ่งที่ฉันชอบในตระกูลหนังสยองขวัญคือการที่มันทำให้โรงหนังยังมีชีวิตอยู่ หนังตระกูลนี้กระตุ้นอะดรีนาลีน เป็นเหมือนโรลเลอร์โคสเตอร์ และผู้คนได้มีช่วงเวลาที่ดีในโรงหนัง หนังสยองขวัญมีทุกตระกูลอยู่ในนั้น และการถ่ายทำหนังพวกนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง”

แต่ถึงเธอจะพยายามเลี่ยงไม่กลับไปแสดงซีรีส์อีก และลังเลอยู่นานว่าจะออดิชั่นดีมั้ย สิ่งที่ Jenna Orgeta สนใจคือตัวละคร Wednesday ในฉบับละติน และสิ่งที่เธอจะทำให้ตัวละครนี้ได้ ทั้งการแสดง การตีความในแบบของตัวเอง ไหนจะโอกาสที่เธอจะได้แสดงภายใต้การกำกับและโปรดิวซ์ของตำนานอย่าง Tim Burton นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เธอตัดสินใจลุยและได้รับคัดเลือกจน Christina Ricci นักแสดงผู้รับบทนี้มาก่อนในฉบับปี 90 (ที่หลายคนมองว่าเพอร์เฟกต์แล้ว และมารับบทเป็นอาจารย์ในเรื่องด้วย) เอ่ยปากชมว่านี่คืออีกเวอร์ชันของ Wednesday ที่ยอดเยี่ยมมาก และ Tim Burton ถึงกับพูดว่า “นึกภาพ Wednesday ที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้วจริง ๆ”

“มันสำคัญกับฉันมาก ๆ ที่จะทำอะไรที่แตกต่าง แม้ว่าเธอจะเคยถูกถ่ายทอดบนจออย่างไร้ที่ติมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ในทางเทคนิคแล้ว Wednesday เป็นตัวละครละตินที่ไม่เคยถูกนำเสนอตรงตามความจริงมาโดยตลอด ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส Represent ชุมชนของฉัน ฉันก็ต้องการให้ผู้คนได้เห็น” Jenna กล่าว 

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

เบื้องหลังและเกร็ดที่น่าสนใจ

พูดถึงเกร็ดน่าสนใจแล้วคงต้องเริ่มที่ Opening Credits ซีรีส์ Wednesday เลือกไม่ใช้เพลงธีมของ The Addams Family แต่เลือกสร้างสรรค์เพลงใหม่ไปเลย ด้วยแนวคิดที่ว่านี่คือเรื่องราวของ Wednesday และเธอควรมี theme song เป็นของตัวเอง 

Tim Burton จึงได้ร่วมมือกับ Danny Elfman ผู้ประพันธ์เพลง/ดนตรีประกอบร่วมกับเขามาตั้งแต่ผลงานสำคัญเรื่องก่อน ๆ ในการเนรมิต Opening Credits ที่เต็มไปด้วยความโกธิก Easter Egg และกลิ่นอายที่คุ้นเคยแต่ก็สดใหม่ไปในตัว โดย Easter Egg หนึ่งที่น่าสนใจคือพอไม่มีเพลงประกอบเดิมแล้ว เสียงดีดนิ้ว 2 ครั้งเลยไปอยู่ในเนื้อเรื่องแทน ในฐานะโค้ดลับในการเข้าสู่ห้องแห่งสมาคมลับ Nightshade Society

ซึ่งไม่เพียงแค่องค์ประกอบพวกนี้ นักแสดงเอง Tim Burton ก็เป็นคนเลือกด้วยตัวเองเกือบจะทั้งหมดอีกด้วย 

ต่อมาเป็นเรื่องของ Tim Burton ที่เคยปลงกับโปรเจกต์นี้ไปแล้ว แต่สาเหตุที่เขาตัดสินใจกลับมากำกับและโปรดิวซ์ก็เพราะตัวละคร Wednesday กับบทซีรีส์เรื่องนี้เลยครับ โดยให้เหตุผลไว้ว่า 

“ตอนที่ผมอ่านบท เหมือนมันพูดกับผมว่า ผมรู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนและพ่อแม่เมื่อตอนวัยเด็กในฐานะคนคนหนึ่ง Addams Family จึงเหมือนรายการเรียลริตี้ในแง่หนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือน Wednesday เสมอมา เธอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนของพวกนอกคอกและถูกคนพวกนั้นปฏิเสธอีกที ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกมาตลอดชีวิต ต่อโรงเรียน ต่อพ่อแม่ ต่อคนอื่น ๆ นี่คือโปรเจกต์ที่ตอบสนองต่อตัวผมที่เหมือน Carrie (ตัวละครในนิยาย Steven King) สาวโชกเลือดที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงานพรอม Wednesday กับผมจึงมีมุมมองโลกที่เหมือนกัน และแน่นอน ผมทั้งอ่านและทั้งดูซีรีส์ The Addams Family

โดย Tim Burton ถือว่ามีบทบาทนอกจากกำกับซีรีส์เยอะเลยครับ ในส่วนของโปรดิวเซอร์ เขาเป็นคนออกแบบสัตว์ประหลาด Hyde เอง ด้วยการวาดบนกระดาษไม่กี่แผ่น หลังจากที่ผู้สร้างปวดหัวกับการเลือก 50 – 60 แบบแล้วยังไม่โดนใจสักที นอกจากนี้ยังมีส่วนในการคอยจัดท่าทาง การยืน การนั่ง และการแสดงออกของตัวละคร Wednesday อีกด้วย โดยเฉพาะหนึ่งในเอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นตัวละครได้ดีอย่างการไม่กะพริบตานี่ก็เกิดจากการให้ Jenna ลองหน้ากล้อง พอพบว่าเวิร์ก เขาก็บอกเธอว่าไม่กะพริบตาหรือกะพริบตาให้น้อยที่สุดตลอดทั้งเรื่องเช่นกัน ซึ่งทั้งผู้สร้าง นักแสดง ทีมงาน ต่างก็แฮปปี้กับการทำงานกับผู้กำกับรุ่นเก๋าคนนี้ 

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

ในการมารับบท Wednesday ในซีรีส์เรื่องนี้ น่าประหลาดใจที่ Jenna ไม่ได้คุยปรึกษาหารือกับ Christina Ricci เลยครับ Jenna ยกย่องฉบับของ Christina ก็เลยพยายามตีความตัวละครออกมาในแบบของตัวเอง และการตีความของเธอนอกจากใส่ความเป็นตัวเอง (ที่เป็นสายดาร์ก นิยามตัวเองว่าคนพิลึก ชอบดูหนังสยองขวัญโหด ๆ สนุกกับการผ่าซากสัตว์ตายแล้ว และเพื่อน ๆ กับคนรอบตัวเธอชอบบอกว่าเธอเหมือน Wednesday Addams อยู่แล้ว) ไปแล้ว ยังได้มีนักร้องสาว Billie Eilish เป็นต้นแบบอีกด้วย 

นอกจากนี้ที่สิ่งที่ Jenna ต้องเรียนรู้ใหม่ในการรับบทนี้คือเรียนฟันดาบ เข้าคลาสเล่นเชลโล่อาทิตย์ละ 2 วัน เรียนยิงธนู และเรียนภาษาเยอรมันครับ

ผู้สร้างที่เคยทำ Smallville มาก่อนเปรียบเทียบว่า Wednesday มีความคล้ายคลึงกับ Clark Kent ในซีรีส์เรื่องนั้นพอสมควร ถึงแม้ว่าซีรีส์ Wednesday มีความสนุกตลกกว่า แต่ทั้งสองเรื่องเป็นการค้นหาอารมณ์และตัวตนภายในใจตัวเอง จึงทำการตั้งคำถามว่ามิดิตัวละครและความซับซ้อนของตัวละครไร้อารมณ์และโนสนโนแคร์แบบ Wednesday จะถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร

Jenna แย้งผู้กำกับเรื่องรักสามเส้าว่า เธอไม่อินความสัมพันธ์ตัวละครแบบนี้เท่าไหร่นัก และไม่เชื่อว่า Wednesday จะเป็นตัวละครที่บ้าผู้ชาย (แต่พอได้อ่านบทถึงได้อ๋อ) 

เรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คืนท่าเต้นในตำนานที่เกิดขึ้น ณ งานพรอม ท่าเต้นนี้ไม่มีนักออกแบบ ฉะนั้น ใช่แล้วครับ Jenna Ortega เป็นคนคิดเอง ออกแบบเอง โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Siouxsie Sioux, Rich Man’s Frug ของ Bob Fosse’s, Lisa Loring, Lene Lovich, Denis Lavant, และฟุตเทจท่าเต้นสไตล์โกธิกในคลับปี 80 เช่นกัน 

ส่วน Nevermore Academy ในเรื่องจะอยู่ที่ New England ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สถานที่ถ่ายทำของจริงอยู่ที่ปราสาท Cantacuzino ในประเทศโรมาเนียที่มีอายุ 111 ปีแล้ว เพราะโลเคชันที่นั่นมีมนต์ขลัง โดยที่เมือง Jericho ในเรื่องที่เราเห็นส่วนใหญ่สร้างมาจากพื้นที่โล่ง ๆ เปล่า ๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่มือผู้ทำตัวสารพัดประโยชน์อย่าง Thing นั้นไม่ใช่ซีจีทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วเป็นมือจริงที่มีนักมายากลชื่อ Victor Dorobantu เป็นคนเล่นเองโดยใส่ชุดสีฟ้า และเดินตามคลานตาม Jenna ไปทุกที่

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

Wednesday ซีซั่น 2 และซีซั่นต่อ ๆ ไป

ผู้สร้างเผยว่าที่เราได้ดูกันไปเป็นเพียงการแตะพื้นผิวเท่านั้นครับ ยังมีอะไรให้สำรวจอีกมาก ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว เนื้อเรื่องของตัวละครอื่นอย่างลุง Fester และตัวละที่ยังไม่ปรากฏทั้งที่เคยปรากฏตัวในฉบับอื่นมาแล้ว หรือตัวละครใหม่ที่สร้างมาเฉพาะกิจ ไหนจะเส้นทางที่ Wednesday จะเป็นตัวของเธอเองนอกครอบครัวอีกด้วย

“ในตอนที่เราพัฒนาซีรีส์เรื่องนี้ เราเล็งไว้ว่าจะสร้างหลายซีซั่นครับ ในทางอุดมคติน่ะนะ ไม่ใช่ความคาดหวัง แต่เป็นความคาดหมายด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า Wednesday จะประสบความสำเร็จ เราเลยวางเลย์เอาต์เรื่องราวไว้ 3 – 4 ซีซั่นไว้แล้ว จากนั้นก็รอดูครับว่าตัวละครพวกนั้นได้ทำอะไรไปบ้าง และมีพัฒนาการให้ต่อยอดอย่างไร”

แม้ยังไม่ได้มีการประกาศสร้างซีซั่น 2 โดยทันทีหรือล่วงหน้าเหมือนบางเรื่อง แต่จากกระแสการพูดถึงและการขึ้นอันดับ 1 ทั่วโลก น่าจะการันตีได้แล้วว่าคนรักน้องวันพุธ และการกลับมาในแบบร่วมสมัยของ The Addams Family ฉบับนี้แค่ไหน และนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ดูซีซั่น 2 กับซีซั่นต่อ ๆ ไปก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วยครับ

Wednesday ซีซั่น 1 มีทั้งหมด 8 อีพี ดูได้แล้ววันนี้ที่ Netflix 

ที่มา 

https://www.empireonline.com

https://www.nytimes.com

https://www.cbr.com

https://www.hola.com

https://variety.com

https://www.yahoo.com

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load