ซอยวานิช 1 หรือสำเพ็งเต็มไปด้วยร้านขายของส่งสารพัด ซึ่งซบเซาลงไปด้วยพิษโรคระบาด และการซื้อของออนไลน์ ซึ่งแพร่กระจายไปบ้านแทบทุกหลังยิ่งกว่าไวรัส

ตอนนี้ย่านสำเพ็ง-เยาวราช กำลังเข้าสู่บทใหม่ จากย่านซื้อขายของราคาย่อมเยา เริ่มขยับสู่การเป็นพื้นที่ที่ศิลปวัฒนธรรมอาหารโฉมใหม่

ย่ำเท้าเข้าซอยเล็กแคบ ผ่านร้านขายรองเท้า กระเป๋า และของเล่นนานา คุณจะพบ ‘Restaurant.Potong’ ร้านอาหาร Fine Dining และบาร์หรูเท่เบื้องหลังประตูเหล็กยืด ของ เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม ร่วมกับสามี ต่อ-บุญปิติ สุนทรญาณกิจ 

จากห้างขายยาเก่าแก่ของตระกูล สู่ตึกให้เช่าสำหรับร้านขายรองเท้า วันนี้ทายาทรุ่นที่ 5 กลับมาพลิกโฉมตึกโบราณอายุ 100 กว่าปีให้กลับมาสวยสดงดงาม แถมเยียวยาท้องที่หิวโหยหรือหัวใจใฝ่หาที่จิบความเพลิดเพลินด้วยความอร่อย

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ห้างขายยาแห่งความทรงจำ

ปู่เทียด (ปู่ของปู่) ของเชฟแพมเป็นคนฮกเกี้ยน เดินทางมาจากหมู่เกาะจินเหมินหรือคีมอย ไต้หวัน ราว 160 ปีที่แล้ว เพื่อมาค้าขายที่เมืองไทย และจับพลัดจับผลูมาทำธุรกิจยาจีนยี่ห้อ ‘ปอคุนเอี๊ยะบ๊อ’ โดยใช้สูตรลับจากบ้านเกิด เมื่อก่อร่างสร้างตัวได้จึงสร้างตึก 5 ชั้นครึ่งสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน เป็นร้านขายและผลิตยาจีนชื่อ ‘ห้างขายยาโพทง’ โดยชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย นับเป็นบ้านหลังแรกของตระกูลนี้ในสยาม ตั้งแต่สมัยเยาวราชยังเป็นทุ่งนา นับเป็นตึกที่สูงมากในยุคนั้น 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong

กิจการร้านขายยารุ่งเรืองมาก ย่านสำเพ็ง-เยาวราช ก็พลุกพล่านมากขึ้น จนต้องขยับขยายจนเปิดโรงงานขนาดใหญ่ย่านเทพารักษ์ ซึ่งภายหลังผลิตแต่ยาน้ำสำหรับสตรีเท่านั้น 

เมื่อสมาชิกมากขึ้น ครอบครัวอุทารธรรมรุ่นสามย้ายไปอยู่สุขุมวิท 33 ตึกเดิมของตระกูลใจกลางสำเพ็งจึงถูกปล่อยให้เช่าเป็นร้านขายรองเท้า โดยคุณปู่ของเชฟแพมให้เช่าเฉพาะชั้นหนึ่งและสองเท่านั้น ด้านบนปิดล็อกเก็บของเก่า อาทิ ขวดยา ภาพวาด สมุดบัญชี หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ไว้เต็มไปหมด เมื่อร้านขายรองเท้าเลิกกิจการ เชฟแพมได้มาดูอาคารจึงตัดสินใจเช่าตึกจากคุณปู่ และเปิดร้านอาหารหรูเท่ขึ้นใจกลางไชน่าทาวน์ โดยได้แรงบันดาลใจจากย่านชุมชนของนิวยอร์ก ที่ตัวเธอเองได้ไปเรียนรู้และฝึกฝนวิชาทำอาหาร 

“แพมมีฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากทำร้านอาหารของตัวเองให้ได้มิชลินมานานแล้ว แต่ยังหาจังหวะชีวิตไม่เจอ คุณพ่อคุณแม่เคยชี้ให้ดูตึกนี้ตอนเด็กๆ แต่เราก็ไม่เคยเข้ามา พอได้เข้ามาเห็นก็รู้เลยว่านี่จะเป็นร้านที่เราจะภูมิใจ และทุกอย่างที่เราเรียนรู้มาจะเอามาลงที่นี่” เชฟหญิงผู้ศึกษาอาหารตะวันตกมาอย่างโชกโชนอธิบาย

“การกินอาหารก็เหมือนการเล่าเรื่อง ความทรงจำของที่นี่ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ แต่มีมานานแล้วจริงๆ ตึกนี้มีเสน่ห์มาก อยากให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกเหมือนเข้ามาในพิพิธภัณฑ์นิดๆ ผ่านทั้งตึกและอาหาร”

กว่าจะออกมาเป็น Restaurant.Potong ต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัว เนื่องจากการรีโนเวตตึกเก่ายากกว่าสร้างตึกใหม่ ผ่านการตัดสินใจหลายครั้งร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรว่าอะไรควรเก็บ อะไรต้องทิ้ง และอะไรต้องสร้างขึ้นมาใหม่ในตึกแคบยาวที่มีพื้นที่รวมราว 500 ตารางเมตร โดยหลักๆ เก็บโครงสร้างเดิมที่ยังแข็งแรงมากไว้ทั้งหมด และตกแต่งแนว Juxtaposition เก็บของเก่าไว้เคียงคู่กับของใหม่ให้สอดรับกัน ผนังมีทั้งสีเดิมที่สวยด้วยกาลเวลา และลวดลายใหม่ที่งดงาม 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ตึกเก่าเล่าใหม่

จากร้านรองเท้าสีเขียวสดใส เมื่อถอดแผ่นปิดออก ป้ายห้างขายยาโพทง ที่ติดไว้เมื่อ 120 ปีที่แล้วก็ได้อวดโฉมอีกครั้ง เมื่อเดินเข้ามาจากหน้าร้าน จะเห็นโปสเตอร์ร้านยากับเก้าอี้เก่าของร้านด้านหน้า ให้เว้นระยะหลบความวุ่นวายของตรอกเล็กๆ ด้านนอก 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นแรกนี้เพดานสูงโปร่งเคยเป็นหน้าร้านขายยา ทั้งยาสำหรับสตรี ยาสำหรับบุรุษ และยาหม่อง ส่วนด้านหลังมีห้องหลบภัยที่มีกำแพงหนาใหญ่ ปัจจุบันกลายเป็นบาร์คอมบูฉะและที่นั่ง ซึ่งใต้พื้นทำระบบใหม่ทั้งหมดจนเอี่ยมอ่อง ด้านหลังมีลิฟต์เล็กๆ ที่ทำใหม่เพื่อตึกนี้โดยเฉพาะ และห้องน้ำที่ทำใหม่ทั้งหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือตู้เซฟเก่า แม่พิมพ์ตราปอคุนเอี๊ยะบ๊อ และขวดแก้วสำหรับบรรจุยา ซึ่งนำมาใช้ตกแต่งร้านและใส่สบู่ในห้องน้ำกับแอลกอฮอลล์ล้างมือ

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

“ตอนแรกอยากวางครัวไว้ชั้นหนึ่ง แต่พอเปิดฝ้าขึ้นไปเห็นเพดานสวยมาก เราเลยตัดสินใจเก็บไว้แล้วย้ายครัวไปชั้นสาม และอนาคตที่ตรงนี้จะทำอาหาร A la carte รับคน Walk-in ได้ค่ะ” เชฟแพมเอ่ยก่อนพาขึ้นบันไดไม้ไปสู่ชั้นถัดไป 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นสองเป็นห้องรับประทานอาหาร ปัจจุบันตกแต่งด้วยขวดยาเก่า ภาพถ่ายเก่า แต่เดิมเป็นพื้นที่ปรุงยาและเก็บสต็อกยา พนักงานแต่ละคนจะรู้แค่ขั้นตอนของตัวเอง แต่ไม่รู้สูตรทั้งหมด ถ้าสังเกตพื้นจะเห็นช่องไม้ที่เจาะตรงกันแต่ละชั้น ในอดีตเป็นช่องไว้ตะโกนคุยกันและส่งของข้ามชั้น แต่ปัจจุบันปิดไว้แล้ว โดยภาพสเก็ตช์ที่ตกแต่งรอบๆ ร้านและอยู่บนเมนู เป็นฝีมือน้องของคุณปู่ ซึ่งเรียนจบจากอเมริกา

ชั้นสามที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว ในอดีตด้านหน้าเป็นห้องทำงานหรือออฟฟิศของคุณปู่ ซึ่งมีแท่นบูชาเทพเจ้ากวนอู มีระเบียงกว้างขวาง ปัจจุบันฟังก์ชันของห้องนี้เปลี่ยนไปหมด กลายเป็นห้องรับประทานอาหาร ซึ่งปัจจุบันยังเก็บเฟอร์นิเจอร์เดิมไว้อย่างโต๊ะทำงานและแท่นบูชา ซึ่งบนป้ายมีภาพกวนอูที่นับถือ มีอักษรจีนมงคลรอบๆ ว่า 普通大薬房

普通 สื่อถึงชื่อร้านว่า โพทง แปลว่า Simple หรือ Ordinary 大 ต้า แปลว่า ใหญ่ 薬 เย่า แปลว่า ยา 房 ฝาง แปลว่า ห้อง แปลรวมๆ ได้ว่าร้านขายยาโพทง หรือร้านขายยาธรรมดา จึงยืมความหมายเรียบง่ายมาเป็นชื่อร้านตราบจนทุกวันนี้

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เนื่องจากโลโก้ของตึกเป็นรูปเสือโคร่งสองตัวโอบลูกโลก สื่อถึงตัวปู่เทียดและย่าเทียดซึ่งเกิดปีเสือทั้งคู่ ผนังของชั้นสามเพนต์ใหม่เป็นรูปเสือดาวตัวเมีย 8 ตัว สื่อถึงความมงคลและการสืบทอดของทายาทเพศหญิง เพราะถ้าใช้เสือโคร่งจะดูดุดันไปหน่อย เชฟแพมเลยตีความเสือใหม่ในรูปแบบของตัวเอง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ด้านหลังชั้นสามเคยมีห้องนอนเล็กๆ และห้องน้ำ ปัจจุบันปรับเป็นห้องครัว และห้องหมักดองของจำพวกซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู โคจิ มิโสะ เนื้อดรายเอจ และวัตถุดิบอื่นๆ สิ่งสนุกในห้องนี้คือลูกน้ำดับเพลิงของเก่าที่ติดไว้บนกำแพง เป็นของหายากที่พบได้ในบ้านเก่าเท่านั้น

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ชั้นสี่เคยเป็นห้องนอนสองห้องและมีเตียงสูบฝิ่น แปลงโฉมใหม่เป็นบาร์ OPIUM และยังมีโซน Private Bar ซึ่งในอนาคตจะเปิดแยกกับร้าน Fine Dining ใครไม่กินข้าวก็มานั่งจิบเครื่องดื่มสังสรรค์ที่บาร์ได้ มีธีม Liquid Surreality ให้แขกได้ชิมและได้ทดลองอะไรใหม่ๆ วัตถุดิบทำเองสนุกๆ หลายอย่าง ทั้งโซดาและโคลา 

ภาพ : Restaurant.Potong
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
ภาพ : Restaurant.Potong

ชั้นห้า ซึ่งเป็นโซนดาดฟ้าเคยเป็นสวนและที่หย่อนใจ ออกกำลังกายของคุณปู่ ปรับเป็นรูฟท็อปบาร์และสวนครัวเล็กๆ โดยยังคงโครงไม้เขียนตัวอักษรว่าจินเหมิน แปลว่าประตูทอง สื่อถึงหมู่เกาะบ้านเกิดของต้นตระกูล โดยพื้นที่นี้แขกที่มารับประทานอาหารที่ร้านก็ขึ้นมาชมวิวได้ ส่วนชั้นหกเล็กๆ ที่มีแค่ครึ่งเดียวเป็นสถานที่ดูดาว กลายเป็นที่เก็บโครงสร้างเครื่องปรับอากาศและส่วนต่อเติมใหม่ให้เรียบร้อยแข็งแรง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

อาหารแห่งกาลเวลา

คอนเซ็ปต์หลัก โพทง คือกาลเวลา ที่อยากให้ลูกค้าสร้างความทรงจำที่นี่ ไม่ว่าจะตึกเก่าปนใหม่ ไปจนถึงมื้ออาหารที่มีกาลเวลาเป็นแม่ครัว โดยวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่นี่ทำเองแทบทั้งหมด 

นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์การใช้ 5 Elements ของเชฟแพม คือความเค็มจากเกลือ ความเปรี้ยว เครื่องเทศ กลิ่นและรสชาติรวมควันจาก Maillard Reaction และเนื้อสัมผัส เช่น ความกรอบ ความนุ่ม ความหนึบ ซึ่งเชฟแพมเชื่อว่าทำให้อาหารซับซ้อนและครบรสมากขึ้น นอกจากนั้นประสบการณ์ของที่นี่ยังเปี่ยมล้นด้วย 5 ผัสสะ ทั้งฟังเรื่องเล่า เห็นความสวยงาม ชิมรสอร่อย ดมกลิ่นหอม และได้หยิบจับส่วนประกอบต่างๆ ในคอร์สอาหารดินเนอร์

“แพมเพิ่งมีลูก เลยได้ศึกษาว่าถ้าอยากให้เด็กเรียนรู้อะไร ต้องให้เขาได้ทดลองประสาทสัมผัสทั้งห้า ถ้าอยากให้เขารู้ว่าแอปเปิ้ลคืออะไร ดูแต่รูปภาพไม่ได้ ต้องเล่าให้ฟัง ให้เห็น จับ ดม และสุดท้ายคือให้กินแอปเปิ้ล เราเอาเรื่องนี้มาผสานกับร้าน” 

อาหารของร้านโพทงเป็น Progressive Thai-Chinese หยิบเอาอาหารไทยจีนของคนจีนโพ้นทะเลมาปรุงและตีความใหม่ ผสานกับความรู้สมัยใหม่ของเชฟแพม ไม่ใช่ทั้งอาหารไทยโบราณ และไม่ใช่อาหารจีนที่มีอยู่ทั่วไปในเมืองจีน เนื่องจากเป็นคอนเซ็ปต์ที่แปลกและสื่อถึงตัวตนของเชฟเชื้อสายไทยจีน อาหารที่นี่มี 20 กว่าคอร์ส ตัวเมนูเป็นจดหมายของเชฟแพมต่อบรรพบุรุษที่ซ่อนชื่อรายการอาหารทั้งหมดไว้ และแต่ละเดือนมื้ออาหารจะมีสลับหมุนเวียนทีละอย่าง

ขอยกตัวอย่างอาหารมาให้ชมสักเล็กน้อย 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เมนูแรกคือ Corn Koji ที่ใช้ทุกส่วนของข้าวโพด ได้แรงบันดาลใจจากซุปข้าวโพดจีนที่ใส่พริกไทยขาวเยอะๆ แปลงเป็นคัสตาร์ดพริกไทยขาว มูสข้าวโพดทำจากโคจิ และเมล็ดทานตะวันกับทรัฟเฟิลวิเนการ์ แผ่นข้าวโพดด้านบนทอดด้วย Brown Butter กินแกล้มกับแผ่นข้าวโพดผสมพริกไทยขาวรูปใบไม้ รมควันเปลือกข้าวโพด ส่วนผมข้าวโพด ทำเป็นชาร้อน ใส่เง็กเต็ก ผิวมะนาว กานพลู และโป๊ยกั้ก หอมชื่นใจ

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ต่อมาคือไก่ดำ พระเอกของร้าน ไม่ใช่แค่ตุ๋น เอามาตากแห้ง แล้วก็ย่าง และเสิร์ฟพร้อมหัวใจไก่ดำ ผงดำๆ คือมันไก่อบสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมข้าวที่อบกับสมุนไพรยาจีน

ของหวานก็สนุกไม่แพ้กัน ไอศกรีมซีอิ๊วดำครอบด้วยน้ำตาลเป่าทรงพริกแห้ง ด้านในมีช็อกโกแลตขาว พริกซินเจียง คาราเมลช็อกโกแลตกับหม่าล่า และเครื่องพะโล้กับช็อกโกแลตนม เสิร์ฟพร้อม Smoke กลิ่นพะโล้ เป็นเมนูที่สื่อถึงถนนทรงวาด

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวทรงวาดข้างหลังนี้ก็เป็นถนนเครื่องเทศของแห้ง ซึ่งเราซื้อวัตถุดิบแถวนี้หมด แต่พวกอาหารทะเล เราทำงานกับชาวประมงเล็กๆ จากระนอง เพชรบุรี ภูเก็ต พังงา แล้วแต่ว่าวันนี้เราได้อะไรมา ส่วนผักและดอกไม้ออร์แกนิก เราได้วัตถุดิบจากเชียงราย เชียงใหม่ และเพชรบูรณ์ ยกเว้นซอสที่ทำเองแทบทุกอย่างเลยค่ะ”

Restaurant.Potong ตั้งใจจะเปิดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ระยะล็อกดาวน์ทำให้เพิ่งเริ่มเปิดได้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น โดยปัจจุบันเปิดรับลูกค้าเพียง 20 คนต่อวัน ดินเนอร์มีทั้งหมด 20 กว่าคอร์ส ซึ่งต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น และควรจองอย่างน้อย 1 เดือนล่วงหน้า ราคาคอร์สปัจจุบันตกอยู่ที่ 4,500++ บาท 

คอร์สหนึ่งใช้เวลาราว 3 – 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 4 โมงครึ่ง ยาวไปจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งลูกค้าสามารถนั่งฟังเรื่องราว พูดคุย และดื่มด่ำกับกาลเวลาและแต่ละมุมในร้านได้อย่างเต็มที่ 

“ตอนนี้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นคนไทย ซึ่งเขาจะคุยกันว่าอาหารเราเชื่อมโยงได้ เข้าใจได้ พาพ่อแม่อาม่าอากงมากินได้ จานสุดท้ายที่เป็นเมนคอร์สคือ Back to Basic มีโต๊ะกลมเสิร์ฟเป็ดย่าง เนื้อ กินกับข้าวสวยตรอก ไม่ใช่แค่เล็กๆ ตลอดแล้วกินเสร็จแล้วไม่อิ่ม ต้องไปทานข้าวต้มต่อ” เชฟแพมรับประกันความเข้าถึงง่ายของอาหารสไตล์ไทยจีนในเยาวราช

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวนี้ก็เป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ตึกแถวนี้มีเสน่ห์มาก คุณสมชัย (สมชัย กวางทองพาณิชย์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเยาวราช) ก็มาเยี่ยม บอกว่าดีมากเลยที่เราเก็บที่นี่ไว้ และดีที่เยาวราชมีที่แบบนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยก็พาลูกศิษย์มาดูตึก เพราะสถาปัตยกรรมแบบนี้ไม่เหมือนตึกอื่นๆ รอบๆ เลย ตรงทรงวาดมีแกลเลอรี่ มีร้านเอฟวี เราก็พยายามเกาะกลุ่มกัน ช่วยกัน อยากให้มีร้านเกิดมาแถวนี้เยอะๆ” 

ทายาทรุ่นที่ 5 ของร้านขายยาโพทงเอ่ยตบท้ายด้วยรอยยิ้ม คลื่นลูกหลังที่เข้ามาในไชน่าทาวน์ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ปลุกย่านนี้ให้สนุกมีชีวิตชีวา

Restaurant.Potong

วันทำการ : ปิดวันอังคาร-พุธ 

เว็บไซต์ : www.restaurantpotong.com/

Facebook : Restaurant.Potong

โทรศัพท์ : 08 2979 3950 (จองโต๊ะล่วงหน้าเท่านั้น) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

20 พฤศจิกายน 2564
1,143

หากพูดถึงการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าบอคเซียเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะกีฬาความหวังเหรียญทองของประเทศ ชื่อของกีฬาบอคเซียมักมาพร้อมภาพความสำเร็จที่มีเหรียญรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ภาพที่เราเห็นเป็นเพียงส่วนเดียวจากความพยายามเบื้องหลังทั้งหมด

คอลัมน์ Share Location ในครั้งนี้ จึงอยากชวนผู้อ่านร่วมเดินทางสำรวจเส้นทางที่ผ่านมาของกีฬาบอคเซีย และเป้าหมายในระดับต่อไปของพวกเขา ผ่านการเยี่ยมชมสนามฝึกซ้อมแห่งใหม่ ที่ถูกวางไว้เป็นส่วนหนึ่งใน Road Map สู่ความสำเร็จ

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

Boccia

กีฬาบอคเซียมีจุดเริ่มต้นจากกีฬาในสมัยกรีกโบราณ มีระบบการเล่นคล้ายเปตอง โดยแข่งขันผ่านการโยนลูกบอลให้เข้าใกล้กับบอลที่เป็นเป้าหมายให้ได้มากที่สุด ด้วยลักษณะการเล่นที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมานี้ ทำให้บอคเซียได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นกีฬาที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสมองใช้เป็นกิจกรรมผ่อนคลาย ฝึกฝนร่างกาย สมาธิ และได้มีส่วนร่วมกับโลกของการกีฬาในที่สุด โดยนิยมเล่นอย่างแพร่หลายในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ก่อนจะถูกบรรจุในการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1984 

“เราเริ่มเล่นหลังเขาสามสิบปี”

คุณอนุสรณ์ พิมงา เลขาธิการสมาคมกีฬาคนพิการทางสมองแห่งประเทศไทย เกริ่นถึงก้าวแรกของกีฬาบอคเซียในประเทศไทย ที่เริ่มเล่นหลังจากเจ้าตำรับ

“แต่คุณเชื่อมั้ยว่าหลังจากที่เราล้มเหลวมาสองสามครั้ง ความล้มเหลวมันจุดประกายให้เรามุ่งมั่นที่จะเอาชนะเขา ในกีฬาที่ไม่ปะทะ ไม่ต้องต่อสู้เรื่องสภาพร่างกาย มีแต่ความพิการที่สู้กันให้ได้ในคลาสนั้นๆ”

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

และวันเวลาก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ความสำเร็จไม่เคยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับใจซึ่งไม่ย่อท้อต่อข้อจำกัด ด้วยรางวัลเจ้าเหรียญทองประเภททีม 3 สมัยซ้อน และเหรียญทองประเภทบุคคลอีกหลายรายการในการแข่งระดับ World Class

แต่สิ่งที่ยากกว่าการประสบความสำเร็จ คือการยืนระยะรักษาความสำเร็จนั้น

“เราจะไม่ยอมให้ขาดรอยต่อของเจนเนอเรชัน เพราะฉะนั้น เราต้องหาเงินมาเพื่อสร้างเจนเนอเรชันต่อไปให้ได้”

ถึงจะได้รางวัลระดับโลกมาครองในหลายประเภทการแข่งขัน แต่สมาคมกีฬาคนพิการทางสมองก็ยังไม่หยุดพัฒนาปัจจัยต่างๆ เพื่อผลักดันทีมกีฬาบอคเซียไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เวลา และการหานักกีฬา แต่ความพยายามกับความมุ่งมั่นก็ทำให้เกิดสนามฝึกซ้อม Boccia Training Center ได้ภายในต้น พ.ศ. 2564 ผ่านความร่วมมือของผู้คนในหลายภาคส่วนจากกระบวนการ CSR และได้รับการสนันสนุนจากบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

การสร้างสนามฝึกซ้อม Boccia Training Center ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างอาคาร แต่เป็นการสร้างประวัติศาสตร์

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย
ภาพ : ©Yamastudio

Special Spatial Requirements

“อาจจะเป็นกีฬาเดียวมั้งที่ผมเล่นได้ เพราะกีฬานี้เกณฑ์ความพิการค่อนข้างเฉพาะ เลยหานักกีฬายาก ไม่เหมือน Wheelchair Racing หรือว่ายน้ำ ที่พิการจากอุบัติเหตุก็เล่นได้”

รวุฒิ แสงอำภา และ วัชรพล วงษา สองนักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทยที่ใช้เวลากว่าสิบปี ฟันฝ่าอุปสรรคกว่าจะมาถึงวันนี้ ที่เป็นเจ้าของเหรียญทองระดับ World Class และล่าสุดกับเหรียญทองประเภททีม BC1-2 และเหรียญเงินประเภทบุคคลจากพาราลิมปิกส์เกมส์ 2020 ณ กรุงโตเกียว ทั้งคู่เล่าให้เราฟังถึงเกณฑ์การคัดเลือกนักกีฬาบอคเซีย ซึ่งจำแนกจากลักษณะความพิการทางสมอง การควบคุมความเคลื่อนไหวของร่างกาย และประเภทของการช่วยเหลือ แบ่งเป็น 4 คลาส ตั้งแต่ BC1 ถึง BC4 

BC1 สำหรับผู้เล่นที่โยนบอลได้เอง อาศัยผู้ช่วยในการปรับตำแหน่งเก้าอี้หรือคลึงบอลเท่านั้น

BC2 สำหรับผู้เล่นที่โยนบอลได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยผู้ช่วย 

BC3 ผู้เล่นที่เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก ต้องอาศัยอุปกรณ์รางปล่อยบอลพร้อมผู้ช่วย 

BC4 ผู้เล่นที่เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก แต่ยังปล่อยบอลเองได้ ไม่ต้องอาศัยผู้ช่วยในการแข่งขัน 

ซึ่งจากการแบ่งคลาสเบื้องต้นนี้ ทำให้เราเห็นภาพข้อจำกัดในการแข่งขันกีฬาบอคเซียชัดเจนมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เสน่ห์ของกีฬาบอคเซียในทรรศนะของวรวุฒิกลับตรงกันข้าม

“ผมว่ามันคือการที่เล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย เล่นได้ทั้งครอบครัว เป็นกีฬาในร่มด้วยสำหรับบางคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายข้างนอก มันช่วยฝึกสมาธิ ความแม่นยำได้”

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

นอกจากรายละเอียดของกีฬาที่เป็นความรู้ใหม่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของสนามฝึกซ้อม Boccia Training Center คือการออกแบบอาคารเพื่อรองรับความต้องการพิเศษ เราจึงถือโอกาสพูดคุยกับผู้ใช้งานจริงอย่างนักกีฬาทั้งสองท่าน ถึงมุมมองเกี่ยวกับอาคารต่างๆ ที่พวกเขาเคยใช้งานมาก่อนหน้านี้ โดยเริ่มจากอาคารฝึกซ้อม

“ของที่สุพรรณบุรี รวมหลายกีฬา เป็นของราชการ ทำเป็นโถงใหญ่ แต่ที่นี่เป็นดีไซน์ของเราเลย บางทีคนข้างนอกยังมายืนถ่ายรูป มันสวยดีนะ โมเดิร์นไปเลย ถ้าไม่ดูป้ายไม่รู้หรอกว่าเป็นศูนย์ฝึกกีฬา

“อาคารฝึกซ้อมหลังใหม่นี้สะดวกกว่าตึกทั่วไป มีทั้งทางลาด ลิฟต์ เพราะตึกทั่วไปไม่ค่อยมีทางลาด หรือถ้ามีก็ชัน เหมือนทำแค่ว่ามีทางลาดเฉยๆ ไม่ได้ทำเพื่อเอามาใช้จริง

“อย่าว่าแต่พวกตึกเลย อย่างรถไฟฟ้า ถึงผมไม่ค่อยได้ใช้ แต่เวลานั่งรถผ่านเราก็มองหาว่าทางลาดอยู่ตรงไหน ลิฟต์อยู่ตรงไหน ซึ่งถึงแม้จะมีแต่บางทีมันก็มีป้าย มีเสาไฟมาบัง อีกตัวอย่างคือราวกั้นไม่ให้มอเตอร์ไซค์ผ่านบนฟุตปาธ รถเข็นก็ผ่านไม่ได้เหมือนกัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาคิดยังไง

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

“อยากให้ออกแบบโดยนึกถึงวีลแชร์บ้าง อาจจะไม่ต้องทั้งหมด แค่สิ่งจำเป็น เช่น ห้องน้ำ ทางลาด ลิฟต์ เป็นปัจจัยหลักสามอย่างที่ผ่านมาผมเจอแล้วรู้สึกว่ามันลำบาก ทางลาดไม่จำเป็นต้องใหญ่ขนาดในตึกนี้ เอาแค่ขึ้นพวกด้านหน้าสำนักงานได้ก็พอ ไม่อย่างงั้นผมก็ต้องเข้าแต่ห้างอย่างเดียว”

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

จากคำบอกเล่าของวรวุฒิ เราพออนุมานได้ว่าอาคารทำหน้าที่ได้ดีในแง่การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ มากกว่าภาพโรงยิมฝึกซ้อมที่ทุกคนคุ้นตา แต่ส่วนที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือรายละเอียดการใช้งาน ที่หากเราใส่ใจอีกเพียงนิด ก็จะทำให้งานออกแบบเป็นได้มากกว่าคำว่างานออกแบบ แต่เป็นการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของ ‘ทุกคน’

ซึ่งกลายเป็นอีกโจทย์ที่ถูกส่งต่อไปทางผู้ออกแบบด้วย

Perfectly Imperfect

“อาคารนี้เป็นโครงการ CSR ที่เกิดจากความร่วมมือและร่วมใจจากหลายๆ ฝ่ายมาช่วยกัน เราจึงเลือกการออกแบบที่มุ่งเน้นถึงการใช้งาน และการใช้ต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อตอบสนองการใช้งานจริง และเกิดประโยชน์ให้มากที่สุด”

ข้อจำกัดคือจุดเริ่มต้นของ เมธ-เมธพร วิสิฐพงศ์พันธ์ Senior Architect และ พีร์-สุวิจักขณ์ ยตินันท์สกุล สถาปนิกจากบริษัท pbm ผู้ออกแบบ Boccia Training Center

เริ่มจากข้อจำกัดด้านเวลาที่ได้รับบรีฟในช่วง พ.ศ. 2563 และมีกำหนดจะต้องก่อสร้างแล้วเสร็จต้น พ.ศ. 2564 โชคดีที่ทีมเจ้าของพื้นที่มอบบรีฟมาให้อย่างครบถ้วน ทีม pbm จึงขยับไปทำงานในข้อจำกัดถัดไป อย่างเรื่องการวางผังอาคารในที่ดินที่มีขนาดจำกัด เพื่อให้ได้ประโยชน์ใช้สอยสูงสุด

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

“เราเอาความต้องการเบื้องต้นมาตบเป็นแนวความคิดเพิ่มเติมในการออกแบบ โดยแนวคิดที่เราเอามาผสมผสาน คือการเคลื่อนไหวที่เกิดจากความมั่นคงและความเรียบง่าย 

“ความมั่นคงแรกคือเส้นสายของเส้นตั้ง เส้นนอนของตัวอาคาร และแนวอาคารที่มีความทอดยาว ซึ่งนำไปสู่การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในด้วย

“ส่วนถัดมาความเรียบง่าย เกิดจากการกำหนดตัววัสดุ และรูปร่างรูปทรงเรขาคณิตมาช่วยในการออกแบบ เอามาจัดเรียงเป็นแพตเทิร์น Facade เราตีความโดยได้แรงบันดาลใจมาจากล้อของล้อวีลแชร์ เพื่อให้อาคารนี้เป็นเสมือนล้อ ที่ขับเคลื่อนนักกีฬาให้ประสบความสำเร็จ” พีร์เล่าถึงคอนเซ็ปต์เบื้องต้นที่ใช้เป็นแนวทางสำหรับการออกแบบ Boccia Training Center 

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
ภาพ : ©Yamastudio

พื้นที่ใช้งานภายในอาคารแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่สนามฝึกซ้อมมาตรฐานของกีฬาบอคเซีย 4 สนาม ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่สำนักงานของทีม เป็นชั้นลอยที่มีมุมมองเชื่อมกับพื้นที่สนามฝึกซ้อมชั้น 1 ส่วนชั้น 3 เป็นห้องพักนักกีฬาและโค้ช โดยทั้งสามชั้นถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านบันได ลิฟต์ และทางลาดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

ในอาคารทั่วไป ทางลาดในอัตราส่วนความสูง 1 เมตรต่อความยาว 12 เมตร อาจถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย แต่ทางลาด 3 ชั้นภายในอาคารแห่งนี้ สร้างเอาไว้เพื่อทลายข้อจำกัด 

“ในตอนแรก เราตั้งใจเลยที่จะออกแบบอาคารนี้ ให้มีจุดเด่นด้าน Universal Design เพราะเป็นอาคารสำหรับนักกีฬาผู้พิการ เราไม่ต้องการส่วนที่ซัพพอร์ตนักกีฬาเหล่านี้ ให้เป็นเพียงส่วนเสริมเพิ่มเติมอีกต่อไป

“เราจึงชูจุดเด่นด้วยการนำทางลาดมาไว้ในอาคาร และวางไว้ในตำแหน่งที่โดดเด่น ออกแบบสัดส่วนให้สง่างาม มีความลาดที่สะดวก และใช้งานได้แบบมีความสุข

“ทางลาดนี้ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์สะท้อนตัวตนของพื้นที่ที่ออกแบบมาพิเศษ ให้ทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และภูมิใจที่ได้ก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของอาคารนี้”

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

เมธเล่าให้ฟังถึงการตัดสินใจจัดพื้นที่ฝั่งซ้ายของโถงทางเข้า ให้เป็นที่ตั้งของทางลาดขนาดใหญ่เชื่อมต่อพื้นที่ชั้น 1 ไปจนถึงชั้น 3 ทำให้พื้นที่ภายในอาคารมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากอาคารอื่นๆ อย่างชัดเจน

ในการใช้งานทั่วไป ทางลาดนี้ถูกวางไว้ให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับการสัญจรของนักกีฬาที่ใช้รถเข็นไฟฟ้า ซึ่งใช้งานได้สะดวกกว่าลิฟต์ที่ต้องอาศัยการกลับตัวในพื้นที่แคบ ส่วนในเรื่องจิตใจ ทีมสถาปนิกตั้งใจให้ทางลาดที่ทอดยาวนี้เป็นเหมือนพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างกิจกรรม เพื่อให้นักกีฬาได้มีช่วงเวลาที่ทอดยาวมากขึ้นสำหรับปรับตัว เตรียมความพร้อมระหว่างการพักผ่อนและการฝึกซ้อม

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

We had made it in detail.

ถ้ามองจากภายนอก Facade อันโดดเด่นเกิดจากการประกอบกันของวัสดุอะลูมิเนียมที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาค โดยพวกเขาหยิบเรขาคณิตมาผสานในการออกแบบ เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมด้านไม่เท่า ช่วยแบ่งแนวรอยต่อแผ่นอะลูมิเนียมที่หุ้มอาคารให้อยู่ในขนาดเหมาะสม และลดทอนสัดส่วนอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เพื่อให้แต่ละด้านของอาคารมีความน่าสนใจในแบบของตัวเอง ช่วยสร้างมิติแสงเงาให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก เปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลาของวัน เป็นความสวยงามที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์แบบ เหมือนกับกีฬาบอคเซียที่ประสบความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นที่ไม่สมบูรณ์แบบ

“ในรายละเอียดวัสดุ แผ่นอะลูมิเนียมเจาะรูช่วยเรื่องการระบายอากาศของอาคาร เอาลมเย็นเข้ามา เอาลมร้อนออกจากอาคารได้ และจากที่เราเดินกันเมื่อกี้ ก็จะเห็นแสงที่ทอดเข้ามาในทางเดินอาคาร ช่วยสร้างมุมมองที่ดีให้กับผู้ใช้งานด้านใน และช่วยบังงานระบบ คอมเพรสเซอร์แอร์ สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับช่องกระจกที่เป็นห้องพักด้วย”

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
ภาพ : ©Yamastudio

จากการเดินสำรวจตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 3 เราพบว่าถึงแม้ผู้มาเยือนจะไม่รู้มาก่อนว่าเป็นอาคารที่ออกแบบมาเพื่อรองรับนักกีฬาคนพิการ แต่เชื่อว่าทุกคนรับรู้ได้ผ่านรายละเอียดในการออกแบบ

ย่างก้าวแรกที่เข้ามาในอาคาร โดยเฉพาะเมื่อเดินอยู่ในโถงทางเดิน เราอาจรู้สึกตัวเล็กลงบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เพราะเราเข้าอุโมงค์ลดขนาดหรือเล่นแร่แปรธาตุแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะการออกแบบให้ขนาดทางเดินกว้างมากพอที่วีลแชร์จะวิ่งสวนกันได้สบาย และมีการจัดแสงสว่างอย่างเพียงพอ เพื่อให้ทุกคนใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย 

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

ห้องน้ำทุกชั้นมีราวจับพยุงติดตั้งครบครันทุกสุขภัณฑ์ พร้อมที่นั่งอาบน้ำ อีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ นอกจากนั้นยังเผื่อพื้นที่กลับตัวรัศมี 1.50 เมตรบริเวณกลางห้อง ทำให้หมุนวีลแชร์ในห้องน้ำได้สะดวก ไม่ต้องขยับเดินหน้าถอยหลังหลายครั้งเพื่อกลับตัวในการเข้าออกห้องน้ำ ส่วนการเปลี่ยนระดับและจบรอยต่อของวัสดุต่างๆ ระหว่างพื้นที่ ก็ทำอย่างเรียบร้อย ทำให้การสัญจรไม่ว่าจะ

เดินเท้าหรือรถวีลแชร์ก็ใช้งานได้อย่างไม่มีสะดุด

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

ห้องพักออกแบบมาสำหรับนักกีฬาและผู้ดูแล ที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ลดภาระในการเดินทางระหว่างบ้านและสถานที่ฝึกซ้อม ซึ่งในส่วนนี้ยังคิดฟังก์ชันละเอียดไปจนถึงราวตากผ้า ที่มักเป็นปัญหาการอยู่อาศัยในหอพัก แต่สำหรับที่นี่ นักกีฬาใช้งานได้ต่อเนื่อง เพราะโซนเปียกถูกออกแบบโดยรวมห้องอาบน้ำ ส่วนซักล้าง และราวตากผ้าไว้ด้วยกัน โดยอยู่ในสองฝั่งอาคารที่แสงแดดส่องเข้ามาได้ทั่วถึง

การระบายอากาศถูกออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากลมธรรมชาติมากที่สุด ทำให้เข้าใช้งานได้ทุกฤดูกาล ลดการพึ่งพาการใช้งานเครื่องปรับอากาศ ด้วยชุดหน้าต่างที่ติดตั้งมุ้งลวดภายในตัว ทำให้แข็งแรง ใช้งานสะดวก และดูเรียบร้อยสบายตา เป็นอีกวัสดุที่ได้รับมาจากการสนับสนุนผ่านระบบ CSR

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

โถงทางลาดเป็นส่วนที่เปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้ว ในพื้นที่กึ่งเปิดกึ่งปิดจะมีข้อจำกัดเรื่องการกันฝน แต่เมื่อเทียบกับการใช้งานทั้งปี การรับลมระบายอากาศได้เป็นประโยชน์มากกว่า ทีมนักออกแบบจึงวางแนวรางระบายน้ำไว้รอบๆ เพื่อรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบที่จะเกิดขึ้น 

“ภาพรวมเราอยากให้อาคารนี้เป็นสถานที่ที่บ่มเพาะนักกีฬา ให้ออกไปสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิ โดยมีสถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร เมื่อคนทั่วไปมองผ่านมา หรือมีโอกาสเข้ามาใช้งาน ก็จะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ไปด้วย”

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

The winner is not just a hero.

การได้มีโอกาสมาเยี่ยมชม พูดคุยกับนักกีฬา ทีมเจ้าหน้าที่และผู้ออกแบบครั้งนี้ เราพบว่าเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ขอบเขตของนิยามคำว่าดีไซน์ที่ดีถูกขยายออกไปจากเดิม เพราะ Boccia Training Center บอกเราผ่านเรื่องราวที่มาและดีเทลต่างๆ ภายในอาคาร ว่าสำหรับงานดีไซน์ที่ดี มากกว่าความสวยงาม คือการออกแบบอย่างใส่ใจและไม่ทิ้งใครเอาไว้ข้างหลัง 

ที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงอาคารสำหรับฝึกซ้อม หรือเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับนักกีฬาบอคเซียเท่านั้น แต่จะเป็นพื้นที่สร้างโอกาสสำหรับทุกคน ขณะเดียวกันก็พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการกีฬาผู้พิการ 

“หลายคนคิดว่าเราจะเป็นโรงซ้อม เป็นยิมธรรมดา แต่มันไม่ใช่ เราสร้างเพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกแรกในเอเชียสำหรับกีฬาบ็อกเซีย เพื่อสร้างความสำเร็จระดับพาราลิมปิกและระดับโลก ตึกนี้เราใส่ใจรายละเอียดมาก ถกเถียงกันเรื่องความลาดชัน วัสดุทุกอย่าง 

“ตอนนี้เรามีที่อยู่อาศัยแล้ว มีข้าวมีน้ำที่ทางบุญรอดส่งมาให้ มีอาหารที่ซีพีซัพพอร์ตบางครั้ง มีเม็ดเงินจากรัฐที่เป็นค่าตอบแทน ส่วนนักกีฬา ก็ปรับให้เขาไปอยู่กับภาคเอกชน แต่ขอตัวมาตลอดทั้งปี ซึ่งกลายเป็นว่านักกีฬาที่เป็นทีมชาติทุกคนมีรายได้หมด มันเลยทำให้เขารู้สึกไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนเมื่อก่อน เขามีงานดูแล ไม่ใช่ว่าวันนี้คุณเสร็จแล้วคุณเลิกเลย อีกสองปีมีซีเกมส์ค่อยไปเอาเขามาซ้อมใหม่ นักกีฬาเรา เลิกเล่นแล้วปรับตัวไปเป็นโค้ชหรืออาจารย์ตามโรงเรียนต่างๆ ไปสร้างแรงจูงใจ

“สิ่งเหล่านี้เรามองมันเป็นมากกว่ากีฬา เพราะการกีฬา ทำเพื่อ Goal ที่จะเป็น The Winner แต่ในไบเบิ้ลของโอลิมปิกส์ เขาเขียนไว้ว่า The winner is not just a hero. แต่ฮีโร่คือทุกคนที่เข้าร่วมโอลิมปิกส์ คือคุณต้องนับถือทุกคนที่ได้ไปแข่ง” คุณอนุสรณ์เล่าถึงก้าวต่อไปของทีมกีฬาบอคเซีย ก่อนปิดท้ายด้วยความภาคภูมิใจต่ออาคารแห่งนี้

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

โครงการนี้สำเร็จได้ไม่ใช่แค่เพียงเพราะงานที่เห็นเป็นรูปธรรม แต่เป็นเพราะแรงขับเคลื่อนจากผู้คนมากมายหลายภาคส่วน ที่มีฝันเดียวกันคือการสร้างอาคาร Boccia Training Center เพื่อพากีฬาบอคเซียไปสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในระดับโลก

“เพราะทุกคนที่มาช่วยกันสร้างตึกนี้มีค่าเป็นหนึ่ง แต่พอมารวมกันมันเกิดมูลค่าที่มากกว่า” 

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load