จะกิน จะซื้อ ในครั้งนี้จะเป็นร้านมีชื่อ เป็นร้านที่อาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และร้านเหล่านี้จะอยู่ไปอีกนาน ถ้าไม่มีเหตุอันใดให้เลิกไปเสียก่อน แต่ร้านที่ว่านี้จะกระจายไปอยู่ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง คงไม่เป็นไร

เอาย่านบางรัก เจริญกรุง เยาวราช สามย่าน ก่อน ที่บางรักนั้น มีร้านขายขนมแบบไทยๆ อยู่ 2 ร้าน อยู่ใกล้กันอีกด้วย มีร้านบุญทรัพย์ หรือ ร้านคุณหลวง อีกร้านชื่อ ส.บุญประกอบพานิช ขนมที่ขายมีตะโก้ อาลัว ข้าวเหนียวตัด ขนมเปียกปูน ขนมไข่หงส์ สังขยาฟักทอง และข้าวเหนียวมะม่วง ฝีมือนั้นแทบไม่ต่างกัน คนซื้อส่วนใหญ่เป็นขาประจำ เคยซื้อร้านไหนก็ซื้อร้านนั้น

จากนั้นก็ไปที่ร้านชื่อ กว้านสิ่วกี่ ถนนเจริญกรุง ตรงตลาดน้อย เลยธนาคารกรุงเทพสาขาตลาดน้อยไปนิดเดียว เป็นร้านอาหารสไตล์กวางตุ้ง หลักๆ มีเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ บะหมี่เกี๊ยว ความพิเศษคือในร้านนั้นเหมือนย้อนยุคร้านอาหารจีนเก่าแก่ ยังมีไฟตกแต่งที่ดัดเป็นเส้นลวดลาย สีเหลือง แดง เขียว มีเคาน์เตอร์ชิดกำแพง โต๊ะเก้าอี้ก็รุ่นเก่า เสาร์อาทิตย์ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มๆ มีอาม่า อาแปะ อาเฮีย ลูกหลาน หรือเป็นคนจีนร่วมวัยนัดกันมา บรรยากาศทั้งความเก่าแก่และเป็นอาหารจีนที่คนจีนนิยมเชื่อถือก็เอาไปเต็มร้อยแล้ว ของกินมีติ่มซำแบบนึ่งกับแบบทอด และอาหารตามรายการเยอะแยะ ที่ต้องไม่พลาดมีเส้นใหญ่ราดหน้าเนื้อและโกยซีหมี่ โกยซีหมี่นั้นที่ไหนๆ ก็มี แต่จะเป็นแบบดั้งเดิมก็ต้องที่นั่น

การตั้งชื่อร้านอาหารในอดีต จากชื่อจีน ไทย ถึงชื่อย่าน บอกฝีมือความอร่อยจนปัจจุบัน

มาที่ถนนเยาวราช จะซื้อกุนเชียงดีๆ ติดบ้าน ต้องร้านมีชื่อ ก้วงฮกกี่ ในซอยแปลงนาม นี่ทำกุนเชียงเป็นรุ่นที่ 2 กำลังจะ 3 แล้ว กลางๆ อาทิตย์ยังนั่งทำกุนเชียงในร้านให้เห็นๆ และอบแห้งด้วยถ่าน มี 3 – 4 อย่างให้เลือก อย่างเนื้อมาก และมันมาก ถ้าชอบกุนเชียงนิ่มๆ ต้องเอาอย่างมันมากหน่อย ยังมีกุนเชียงแบบเส้นใหญ่ ยาว มีมันมาก แบบนี้สำหรับคนขายข้าวหมูแดง เพราะเวลาทอดแขวนในตู้แล้วจะดูน่ากิน จากที่เป็นท่อนใหญ่ ยาว สีมันแวววาว ถ้าร้านข้าวหมูแดงมีกุนเชียงท่อนเล็กๆ สั้น ดูแห้งๆ แขวนในตู้น่าดูที่ไหนกัน กุนเชียงแบบยาวๆ นี้ ร้านข้าวหมูแดงดังๆ จะสั่งที่นี่

การตั้งชื่อร้านอาหารในอดีต จากชื่อจีน ไทย ถึงชื่อย่าน บอกฝีมือความอร่อยจนปัจจุบัน

มาที่ตลาดสามย่าน ที่นี่มีขนมกุยช่ายดัง 2 ร้าน อยู่ติดกันอีกต่างหาก มีร้านอาม่า กับ ร้านเจ๊นา ร้านอาม่าดูเหมือนขายดีกว่าเพราะมีคิวยาวหน่อย ความจริงก็เหมือนกัน จะต่างกันหน่อยตรงน้ำจิ้มของร้านเจ๊นาออกเผ็ดกว่า ทั้งสองร้านนี้เป็นญาติกัน หอบหิ้วกันมาจากตลาดสามย่านที่เก่า ตอนอยู่ตลาดสามย่านเก่านั้นร้านเจ๊นาดูขายดีกว่า มีคิวยาวกว่า พอมาขายตลาดสามย่านใหม่ ร้านอาม่าคิวยาวกว่า เป็นอย่างนั้นไป

ไปแถวหัวลำโพงบ้าง มีร้านข้าวแกง ร้านคุณย่า อยู่ในบริเวณวัดไตรมิตรฯ ใกล้กับประตูทางเข้าออกโรงเรียนวัดไตรมิตรวิทยาลัย นี่เป็นรุ่นลูกๆ แล้ว กับข้าวเยอะ ใช้ระบบหมุนเวียนทุกวัน ที่ยืนพื้นมีแกงเขียวหวานเนื้อ ไก่ หมูบดปั้นเป็นก้อนทอด บางวันก็มีหมี่กะทิ มีก๋วยเตี๋ยวแกง เป็นธรรมดาที่ร้านข้าวแกงจะทำใส่ถาดออกมาวางเรียงในตู้ ใครชอบอะไรก็สั่งมานั่งกิน เห็นมีนักรีวิวจากวงในบางคนว่า ไม่ร้อน ไม่อร่อย ร้านนี้เขาขายมานานมาก เป็นร้านที่พึ่งของคนแถวนั้น ถ้าอยากกินข้าวแกงก็มาที่นั่น ขายหมดทุกวัน ถ้าไม่หมดก็เจ๊งไปนานแล้ว

ข้ามไปฝั่งธนฯ ชื่อร้านเจ๊เช็ง ที่ถนนลาดหญ้า เมื่อไปจากวงเวียนใหญ่ พอสะพานลอยคนข้ามถนนที่ 2 ก็ใกล้ถึงแล้ว มีป้ายตั้งว่าร้านเจ๊เช็ง เจ๊เช็งนั้นเคยอยู่ที่จุฬาซอย12 หรือซอยข้างหลังสนามกีฬาแห่งชาติ ตอนนั้นตั้งขายหน้าตึกแถวดูเหมือนอาหารตามสั่ง ขายเฉพาะตอนเย็นถึงค่ำๆ เจ๊เช็งทำอะไรก็อร่อย แม้กระทั่งต้มยำน้ำใส ผัดผักกระเฉด เนื้อปลาเก๋านึ่งซีอิ๊ว ปูผัดผงกะหรี่ ขายดี ลูกค้าเยอะ อยู่ๆ จุฬาฯ จะเอาที่เลยย้ายมาอยู่ที่ลาดหญ้านี่เอง ยิ่งมาอยู่ที่นี่ยิ่งขายดี กับข้าวมีเพิ่มขึ้นเยอะแยะ หลับตาเอานิ้วจิ้มในเมนูโดนอันไหน อันนั้นก็อร่อย

การตั้งชื่อร้านอาหารในอดีต จากชื่อจีน ไทย ถึงชื่อย่าน บอกฝีมือความอร่อยจนปัจจุบัน

ข้ามไปไกลถึงสามโคก ปทุมธานี เลยแยกปทุมธานีที่จะไปสามโคก เลย Global House ไปนิดเดียวเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดนายฮุย ปกตินายฮุยมีฝีมือเรื่องต้มเป็ดพะโล้อยู่แล้ว ตอนไหว้เจ้าตรุษจีนต้องมาสั่งที่นี่ เลยไปถึงสามโคกมีตลาดสดสามโคก ข้างในมีแผงขายขาหมู เป็นลูกชายร้านอาหารเอี้ยเซี้ยฮวด ซึ่งเลิกกิจการไปตอนโควิด-19 ครั้งแรก ถึงจะขายในตลาดยังใช้ชื่อเอี้ยเซี้ยฮวดอยู่ ฝีมือขาหมูนั้นยอดเยี่ยม ให้น้ำต้มพะโล้มาเยอะแยะ แต่ถ้าคนชอบให้เปื่อยมากขึ้นก็มาเคี่ยวเพิ่มหรือยัดใส่หม้อแรงดันเลย

ที่เอาร้านมีชื่อหลายๆ ร้านมาให้ดูนั้น ก็สุดแล้วแต่ว่าจะไปกินหรือไปซื้อ แต่จุดหมายเรื่องหลักคือ จะบอกถึงการเกิดขึ้นและการใช้ชื่อว่ามีความสำคัญอย่างไร บอกอะไรได้บ้าง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเรื่องชื่อร้านนั่นเอง  

ไม่ว่าชื่ออะไรก็บอกยุคสมัย บอกของที่ขาย ประเภทไหน ขายมานานเท่าไหร่ เมื่อยืนยาวมาถึงปัจจุบัน ก็บอกถึงคุณภาพ ความมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

แต่ก่อนจะไปถึงร้านมีชื่อ ดูใกล้ๆ ตัว เป็นคนมีชื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน ในสมัยก่อนใช้ชื่อง่ายๆ ตรงๆ ดูปุ๊บก็รู้ทันที เช่น สมบัติ เกษม สมชาย ทวี นั่นเป็นผู้ชายไทย ละออ สมศรี ประไพ เป็นผู้หญิงไทย ถ้า เส็ง ซุ้น เคี้ยง เค็ง เป็นผู้ชายจีน ผู้หญิงก็มี เช็ง กิมหลี กิมไน้ เตียง ชื่ออย่างนี้นิยมและสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า อากง อาม่า แล้ว สมัยก่อน พระ เจ้า หมอดู ยังไม่ค่อยมายุ่มย่ามในการตั้งชื่อ 

ไล่เรียงประวัติการเรียกชื่อร้านแบบสมัยก่อน บอกลายแทงร้านเจ้าเก่าที่มีทั้งชื่อและรสมือในอดีต

มาเป็นร้านค้าขายบ้าง เอาร้านอาหารก่อน สมัยก่อนร้านอาหารไทยๆ แบบที่มีเมนูให้เลือกจะมีน้อย นับร้านได้ อย่างร้านชื่อ โภชน์สภาคาร (กุ๊กสมเด็จ) ร้าน ส.หญิงไทย ร้านโชติจิตร ทั้ง 3 ร้านนี่อยู่เป็นกลุ่มตรงสี่กั๊กพระยาศรี ยังมีจิตรโภชนา ร้านแรกอยู่ที่เทเวศร์ บางร้านนั้นเลิกขายไปนานแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ภาษาตั้งชื่อร้านอาหารไทย หรืออีกตัวอย่างร้านขนมที่บางรักที่ชื่อ บุญทรัพย์ ส.บุญประกอบพานิช นั่นบอกชัดๆ ว่าเป็นรุ่นเก่า

ถ้าเป็นร้านข้าวแกงธรรมดาๆ จะใหญ่ จะเล็ก ใช้ชื่อเรียกง่ายๆ เอาชื่อคนทำขายนั่นเองมาตั้ง แม่ละเมียดบ้าง ป้าเมี้ยน ป้าเอียด หรือถ้าเป็นผู้ชายอาจจะมีลุงพุด ลุงฉ่ำ ตาแสง การเรียกป้า เรียกลุง ก็เป็นสังคมไทยอย่างหนึ่ง พอเป็นกลุ่มผู้อาวุโสจะใช้สรรพนามนำหน้าชื่อ อะไรทำนองนี้

ไล่เรียงประวัติการเรียกชื่อร้านแบบสมัยก่อน บอกลายแทงร้านเจ้าเก่าที่มีทั้งชื่อและรสมือในอดีต

ที่คุ้นตามากที่สุด มีคำว่าแม่นำหน้า นั่นให้ความหมายหลายอย่าง ยกย่อง ให้เกียรติ หรือแสดงถึงความมีฝีมือ หรือเป็นผู้ถนัดค้าขาย เรื่องค้าขายของกินนั้น ลองดูที่ตลาดหนองมน บางแสน ขายข้าวหลาม ขายปลาเค็ม กุ้งแห้ง ห่อหมก ทอดมันปลา ข้าวแกงกลางตลาด ขนมไทยๆ เป็นแม่ทั้งตลาด ป้าแทบไม่มี ยิ่งยายไม่ต้องหา สองวัยนี้ต้องพักผ่อนอยู่กับบ้านแล้ว

มาเป็นการค้าขายแบบจีนบ้าง สมัยก่อนไม่ว่าขายอาหาร ขายของกิน หรืออะไรก็แล้วแต่ จะตั้งชื่อร้านโดยเอาคำที่ดีๆ มีความหมายมาตั้ง คำที่ดีๆ อย่างเช่น ไช้ ฮวด เฮง กิม กี่ และนิยมใช้ 2 คำ หรือ 3 คำ อย่างร้านก้วงฮกกี่ ขายกุนเชียง อย่างร้านง่วนสูน พริกไทยตรามือ นี่แบบแต้จิ๋ว หรือร้านกว้านสิ่วกี่ นี่เป็นกวางตุ้ง หรือร้าน มุ่ยอา ขายขนมจีนไหหลำ นั่นเป็นคำไหหลำ

ไล่เรียงประวัติการเรียกชื่อร้านแบบสมัยก่อน บอกลายแทงร้านเจ้าเก่าที่มีทั้งชื่อและรสมือในอดีต
ไล่เรียงประวัติการเรียกชื่อร้านแบบสมัยก่อน บอกลายแทงร้านเจ้าเก่าที่มีทั้งชื่อและรสมือในอดีต

ถ้าขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งคนขายส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ก็นิยมเอาซื้อตัวเองมาเป็นชื่อร้าน ถึงชื่อจริงๆ จะชื่อ ฮั้งเม้ง แต่ตัดออกเหลือ เม้ง คำเดียว เพื่อให้เรียกง่าย จำง่าย แน่นอนกว่า อย่างก๋วยเตี๋ยวเป็ดนายฮุย ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย ก๋วยเตี๋ยวตำลึงนายเอก 

ถ้าผู้หญิงขายของ ขายอาหาร ก็เหมือนผู้หญิงไทยที่ชอบคำว่าแม่นำหน้า แต่คนจีนนิยมคำว่าเจ๊ เจ๊อย่างเดียว อาม่า ซ้อ ซิ้ม หมวย อย่ามายุ่ง ฉะนั้น จึงมีเจ๊ทั้งเมือง เจ๊เช็ง เจ๊ง้อ เจ๊นา เจ๊เนี้ยว และที่ดังในตอนนี้ เป็นเจ๊ไฝ มิชลิน 1 ดาว ที่จริงเจ๊ไฝเองมีชื่อติดตัวอยู่แล้ว เผอิญมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มเทิ่ม ใครๆ เลยเรียกเจ๊ไฝกันติดปาก นี่โชคดีที่เจ๊มีไฝเม็ดเดียว ถ้ามี 3 เม็ด ไม่รู้จะเรียกอย่างไร 

ยังมีร้านมีชื่ออีกที่เอาสถานที่มาตั้ง อยู่ตรงไหนก็เรียกตามนั้น อย่างลูกชิ้นเนื้อน้ำใสศรีย่าน เย็นตาโฟคอนแวนต์ ผัดไทยประตูผี ข้าวมันไก่ประตูน้ำ ก๋วยเตี๋ยววัดดงมูลเหล็ก สำหรับก๋วยเตี๋ยววัดดงมูลเหล็กนี่เริ่มต้นดั้งเดิมอยู่ในซอยวัดดงมูลเหล็ก หรือซอยอิสรานุภาพ 39 ขึ้นชื่อเรื่องน้ำก๋วยเตี๋ยวข้นๆ พริกน้ำส้มใช้พริกขี้หนูบด เผ็ดหูดับตับไหม้ เดี๋ยวนี้มีไปทั่ว เชียงใหม่ก็มี เขาใหญ่ก็มี บ้านโป่งก็มี บางร้านขึ้นป้ายก๋วยเตี๋ยววัดดงมูลเหล็กเจ้าเก่า แต่ไม่รู้ว่าวัดดงมูลเหล็กอยู่ที่ไหน

แต่ก็มีที่อยู่ข้างในเรียกต่างกัน อยู่ข้างนอกเรียกเหมือนกัน ลองดูซาลาเปาทับหลีที่รู้จักไปทั่ว ทับหลีนั้นเป็นชื่อหมู่บ้าน อยู่ตรงเส้นทางผ่านที่จะไประนอง ที่บ้านทับหลี ทั้งสองฝั่งถนนมีร้านซาลาเปาเพียบ สารพัดชื่อ ใครชอบร้านดั้งเดิม ร้านใหม่ๆ ชื่ออะไร ก็เลือกตามชอบ 

แต่เมื่อเจ้าโน้น เจ้านี้ ออกนอกบ้านทับหลี ไปต่างถิ่นหรือมากรุงเทพฯ เรียกตัวเองซาลาเปาทับหลีเฉยๆ ไม่มีชื่อเฉพาะของร้าน ก็ดีเหมือนกันที่ทุกร้านต้องรักษามาตรฐานของทับหลี ดังต้องดังด้วยกัน

ยังมีอีกแห่งเป็นโรตีสายไหมอยุธยา ชุมนุมอยู่ในอยุธยา มีสารพัดชื่อ พอออกมาขายริมถนน ระหว่างทางอยุธยา ใช้ชื่อโรตีสายไหมสั้นๆ อย่าว่าแต่ชื่อ ร่ม ผ้าขึง กันแดด ยังใช้สีส้ม สีเดียวกันหมด  ทั้งหมดนี้คือร้านมีชื่อ ชื่อนั้นสำคัญไฉน บอกอะไรได้บ้าง ตามตัวอย่างนี้ คงบอกได้ชัดเจนแล้ว

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

พอออกพรรษาแล้วก็ถึงเทศกาลทอดกฐิน ชาวพุทธจะรู้ว่าสำคัญอย่างไร จะต้องทำอะไร ผมเองเป็นชาวพุทธที่ไม่ได้เรื่อง เรื่องที่ควรรู้กลับไม่รู้ ที่ไหนทอดกฐินก็ไปกินกฐินอย่างเดียว กินตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ก็เก็บเอามาเล่า

เอาตั้งแต่เด็กที่ยังไม่ประสีประสา ผู้ใหญ่หอบหิ้วไปงานทอดกฐินทางน้ำ สนุกตื่นเต้นเพราะได้นั่งเรือใหญ่ๆ ไปไกลๆ ถึงวัดริมน้ำที่ทอดกฐิน ซึ่งเป็นปกติของวัดภาคกลาง คนจัดจะเช่าเรือโดยสารเหมาลำขนาดใหญ่ที่ปกติวิ่งขึ้นล่องกรุงเทพฯ อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี จุคนได้เป็นร้อย ตอนจะลงเรือก็ตื่นเต้น จากที่เรือประดับไฟสว่างไสวทั่วลำ ทั้งสีเหลือง แดง เขียว ดูเหมือนกำลังนั่งศาลเจ้าลอยน้ำ เรือออกจากท่าเรือที่ท่าเตียน วิ่งไปทั้งคืน กว่าจะไปถึงวัดเช้า จำไม่ได้ว่าวัดไหน แต่รู้ว่าอยู่ในเขตอยุธยา 

พอขึ้นศาลาท่าน้ำวัด เห็นคนเยอะแยะ และครึกครื้นด้วยเสียงวงปี่พาทย์ดนตรีไทย มีของกินเพียบ ขนมไทยเยอะแยะ กล้วย ส้ม อ้อย มะพร้าวอ่อน มีเป็นกุรุส ข้าวปลาอาหารใส่กระทง ใช้ใบตาลตัดแทนช้อน แล้วกินกันไม่อั้น

พวกผู้ใหญ่ขึ้นบนศาลาการเปรียญไปทำพิธีทอดกฐิน เราเป็นเด็กก็เดินเล่นรอบๆ วัด ไปเจอผู้ใหญ่นั่งล้อมวงกินอะไรอยู่ก็แถไปดู ก็ได้เรื่อง เพราะวงผู้ใหญ่นั้นกำลังเล่นกระแช่กับเหล้าอุอยู่ เขาเห็นเป็นเด็กกรุงเทพฯ เลยแกล้งให้กินเหล้าอุที่อยู่ในไห ต้องใช้หลอดไม้ซางดูด ตอนกินก็อร่อยดี หวานๆ แต่พอลุกยืนเท่านั้น เป๋ซ้ายเป๋ขวา ทอดกฐินครั้งนั้นจำได้ว่าได้นั่งเรือโดยสาร ได้เที่ยวงานวัด และจำเหล้าอุได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต

น้ำพริก ขนมจีนแกงไก่ ขนมไทย ผลไม้ และสารพัดของกิน จากครัวสามัคคีงานกฐินในความทรงจำ
น้ำพริก ขนมจีนแกงไก่ ขนมไทย ผลไม้ และสารพัดของกิน จากครัวสามัคคีงานกฐินในความทรงจำ

พอโตเป็นหนุ่ม ไปงานทอดกฐินอยู่บ้าง ส่วนใหญ่มีคนบอกบุญแล้วชวนให้ไปร่วมงาน สนุกตอนแห่ผ้าพระกฐินรอบพระอุโบสถ มันสุดเหวี่ยงจากเสียงแตรวง คนที่จัดพิธีทอดผ้าพระกฐินก็ว่ากันไป แต่ผมมาสนใจเอาที่โรงครัว ซึ่งเหล่าแม่บ้านอาสาสมัครช่วยกันทำอาหารกันเป็นทีมเวิร์ก ทำเสร็จจัดใส่สำรับ เราเป็นแขกก็จัดให้นั่งกิน ที่นั่งกินเป็นโต๊ะและม้ายาวอยู่ใต้ถุนศาลาการเปรียญนั่นเอง สำหรับอาหารคาวหวาน ผลไม้มีครบ เรื่องอร่อยนั้นแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเหล่าแม่บ้านแต่ละคนฝีมือเฉียบขาด แล้วยังอิ่มบุญปากที่กินของวัด นี่เป็นการกินกฐินแบบหนึ่ง

เคยรู้จัก ผู้ใหญ่ทองหยิบ แก้วนิลกุล ผู้ใหญ่บ้านผู้หญิงที่บ้านหัวหาด อัมพวา สมุทรสงคราม ผู้ใหญ่ทองหยิบเป็นผู้ใหญ่ผู้หญิงแรกๆ ของเมืองไทย ชาวบ้านนับถือมาก เรื่องการดูแลท้องถิ่นได้ใจชาวบ้าน บุคลิกคล่องแคล่ว พูดจาฉะฉาน อัชฌาสัยเป็นเลิศ เป็นนักอนุรักษ์นิยมและหัวก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ผู้ใหญ่จึงได้รางวัลแหนบทองคำฐานะผู้นำชุมชนยอดเยี่ยม แต่ที่เด็ดดวงที่สุดที่ผมรู้จัก เป็นแม่ครัวมีฝีมือหาใครเทียบยาก

ผมได้สูตรน้ำพริกกะปิ น้ำพริกมะขามสด ปลาทูสดย่างกาบมะพร้าวกับน้ำปลาพริกแบบมอญ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย จากผู้ใหญ่ทองหยิบนี่แหละ ผู้ใหญ่เป็นผู้บุกเบิกโฮมเสตย์ในแถบคลองอัมพวา ที่พ่วงสอนทำอาหารไทยให้อีกด้วย 

ญี่ปุ่น ฝรั่งหลายชาติ ชอบมาพักมาบ้านผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จับเดินเข้าสวนเก็บผลหมากรากไม้ในสวนเอามาทำกิน เรื่องภาษาไม่มีปัญหา พูดกันรู้เรื่องจนได้ ความฉลาดและจี้เส้นของผู้ใหญ่ชอบตั้งชื่อใหม่ให้แขก คนนั้นชื่อแตงกวา ลิ้นจี่ ส้มโอ กล้วย มะม่วง เพราะว่าชื่อติดตัวคนพวกนั้นเรียกยาก ตั้งใหม่จำง่ายว่าใครเป็นใคร

น้ำพริก ขนมจีนแกงไก่ ขนมไทย ผลไม้ และสารพัดของกิน จากครัวสามัคคีงานกฐินในความทรงจำ
เล่าเรื่องบรรยากาศและของกินประจำงานกฐิน ความอิ่มบุญและอิ่มท้องในงานบุญสมัยก่อน

ผมไปงานทอดกฐินวัดใกล้บ้านผู้ใหญ่ สนุกมาก ถามว่าทำไมกับข้าวเลี้ยงแขกมีแต่ขนมจีนน้ำยา กับขนมจีนแกงไก่เท่านั้น ผู้ใหญ่บอกว่าง่าย สะดวก และอิ่ม ดั้งเดิมตั้งแต่โบราณทำกันมาอย่างนั้น สมัยก่อนชาวบ้านมาช่วยกันตั้งโรงทำขนมจีน ตั้งแต่หมักข้าวเจ้า โม่เป็นแป้ง ปั้นก้อนแป้ง นวด และเอามาโรยในน้ำร้อนเป็นเส้นขนมจีน ส่วนน้ำยานั้น ปลากับมะพร้าวทำกะทินั้นอัมพวามีเหลือเฟือ พอมาสมัยนี้ขนมจีนก็ซื้อเอา ทำแกงเขียวหวานไก่เพิ่ม นี่ทำให้รู้ว่าขนมจีนน้ำยา เป็นอาหารของสังคมประเพณีใช้ได้ทุกงาน รวมทั้งงานทอดกฐิน

มาเป็นทอดกฐินแบบเหนือบ้าง สมัยก่อนผมขึ้นดอยอินทนนท์เป็นนิจ แล้วลงไปอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งดั้งเดิมอำเภอนี้เหมือนเป็นเมืองลับแลของเชียงใหม่ จะเข้า-ออก ต้องไปทางออบหลวง ชายขอบระหว่างอำเภอจอมทอง เชียงใหม่ กับแม่ฮ่องสอน พอมีถนนบนดอยอินทนนท์ก็ตัดลงไปอีกเส้นหนึ่ง สะดวกขึ้น แต่ค่อนข้างชันและคดเคี้ยว จำแม่นว่าพอโค้งสุดท้ายจะเห็นแม่แจ่มแบบพาโนรามาเต็มตา ตื่นตาตื่นใจกับความงามบริสุทธิ์เหมือนรักแรกพบ แล้วไม่ใช่เป็นแต่ผมคนเดียว เผ่าทอง ทองเจือ เพื่อนเก่าแก่ผมก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน จะหนักกว่าด้วยซ้ำไป ไปหลายๆ ครั้งสุดท้ายก็ซื้อบ้านเก่า ที่เคยเป็นคุ้มหมอเมืองเก่า ที่ปล่อยรกร้างอยู่นาน สวยตามแบบบ้านเรือนล้านนาแท้ๆ แต่เฮี้ยนน่าดู

แม่แจ่มมีวัดป่าแดดเก่าแก่ที่มาก อุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาโบราณย่อเก็จสามชั้น อาจารย์สน สีมาตรัง ผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนังล้านนา ยกย่องวัดป่าแดดเป็น 1 ใน 12 วัดที่จิตรกรรมฝาผนังยอดเยี่ยมของล้านนา แต่สมัยก่อนทรุดโทรมไปเยอะ เผ่าทองมีจิตกุศลไปทำโครงการบูรณะซ่อมแซมวัดป่าแดดจนเรียบร้อย 

เสร็จงานวัดป่าแดดแล้ว หาเรื่องมาทำงานจุลกฐินที่วัดยางหลวง เมื่อ พ.ศ. 2548 บอกบุญกับเหล่าไฮโซกระเป๋าหนักให้ไปทอดกฐิน งานเท่มาก จับเหล่าไฮโซพักตามบ้านชาวบ้าน ให้กินง่ายอยู่ง่าย ตอนค่ำมีมื้อสุดซึ้งกับกับบรรยากาศล้านนาหรือกาดมั่ว นั่งกินกับเสื่อ ข้าวปลา อาหารเป็นพื้นถิ่นตัวจริง เป็นกาดมั่วที่ไม่ดัดจริต ง่ายๆ ชาวบ้านมานั่งจัดสำรับให้กิน ยังมีสะล้อ ซอ ซึง ฟังเสนาะหู แถมมีชาวบ้านเอาผ้าทอมือ ผ้าผวยห่มนอน ผ้าคลุมไหล่กันหนาว ผ้าซิ่นตีนจก มาวางขายยั่วกิเลส อะไรๆ ลงตัวไปหมด โดยเฉพาะตอนนั้นแม่แจ่มเหมือนเปิดแอร์ทั้งอำเภอ

จุลกฐินเป็นประเพณีโบราณ มีขบวนการขั้นตอนการทำผ้าไตรจีวรสำหรับพระ เริ่มตั้งแต่เก็บดอกฝ้ายมาหีบ ปั่นเป็นเส้นด้าย ทอเป็นผืน ตัดเย็บ ย้อมสี รีดจนเป็นจีวร จะต้องเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่าเสร็จหมาดๆ ก็ถวายเป็นผ้าพระกฐินได้เลย ที่สำคัญที่สุดการเก็บดอกฝ้าย มาหีบปั่นเป็นเส้นด้ายนั้น ต้องเป็นเด็กสาวพรหมจรรย์ แม่แจ่มเหมาะกับทำจุลกฐินเพราะเป็นเมืองปลูกฝ้าย สำหรับทอผ้าอยู่แล้ว 

ที่เผ่าทองทำจุลกฐินครั้งนั้น อยากให้ชาวเมืองกรุงให้เห็นจุลกฐิน ซึ่งที่อื่นๆ หายไปเกือบหมดแล้ว

เล่าเรื่องบรรยากาศและของกินประจำงานกฐิน ความอิ่มบุญและอิ่มท้องในงานบุญสมัยก่อน

ตอนทอดกฐินนั้นอลังการ แต่เป็นธรรมชาติสุดๆ ชาวบ้านตั้งแต่แม่อุ้ยถึงเด็กสาวเล็กๆ นุ่งผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มทุกคน ผ้าซิ่นตีนจกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองไทยมีที่หาดเสี้ยว ศรีสัชนาลัย บ้านน้ำอ่าง อุตรดิตถ์ และแม่แจ่มเชียงใหม่ ถ้าอยากเห็นผ้าซิ่นตีนจกหาดเสี้ยวกับบ้านน้ำอ่าง ต้องไปงัดจากตู้ที่ร้านขายผ้า แต่สำหรับแม่แจ่มนั้นพอมีงานบุญทีไรจะใส่กันทั้งเมือง เห็นผ้าซิ่นสวยๆ ละลานตา นี่เป็นประเพณีที่งดงามหมดจด ใครเห็นก็ต้องหลงเสน่ห์เมืองแม่แจ่ม

การทอดกฐินปรับตัวมาเรื่อยๆ ตามสภาพสังคม บางทีก็งงๆ อยู่เหมือนกันว่าวัดเยอะแยะไปหมด บางวัดห่างกันแค่ 100 – 200 เมตร แล้วญาติโยมอุปัฏฐากวัดจะทอดกฐินวัดไหน เดี๋ยวนี้ถึงมีการหลีกทางกัน วัดนั้นทอดวันเสาร์ วัดนี้ทอดวันอาทิตย์ อีกอย่างเพื่อความสะดวกต่อคนทำงาน พนักงานต่างๆ ที่หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย

วัดเองก็ต้องมีศรัทธาวัดที่จะมาเป็นเจ้าภาพในการทอดกฐิน คนนั้นต้องไประดมปัจจัยมาทำบุญ ให้ได้เงินเข้าวัดมากๆ ยิ่งดี นอกจากศรัทธาหาเงินแล้วต้องมีศรัทธาเอาอาหาร เครื่องดื่ม ขนม มาตั้งซุ้มให้คนมาร่วมงานกินกัน จะมีอยู่ 2 อย่าง มีทั้งร้านค้าขายอาหารอยู่แล้ว เอาของที่ขายมาร่วมทำบุญ อีกอย่างมีคนไปเหมาร้านอาหารที่ดังๆ มีฝีมือมาออกร้าน วัดไหนใหญ่โต ศรัทธาวัดเยอะ อาหารการกินก็สมบรูณ์ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง กวยจั๊บ กระเพาะปลา ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ส่วนใหญ่เน้นสะดวกทำมาเรียบร้อยแล้วมาตั้งเลย ประเภทมาทำหน้างานจานต่อจานจะยุ่งยาก ไม่ค่อยนิยม

ชาวบ้านรวมทั้งผมเองด้วยชอบ ไปทำบุญถวายปัจจัยให้วัดแล้วถือโอกาสกินกฐิน วันเสาร์ไปกินวัดนั้น วันอาทิตย์ไปกินวัดนั้น ร้านไหนถูกปากขึ้นทะเบียนไว้ ตามไปกินที่ร้านที่เขาขายอยู่ หรือบ้านไหนทำอะไรอร่อยก็ถามสูตรมา แต่การกินกฐินปีนี้อาจจะทำไม่ได้ เพราะคนเยอะเสี่ยงกับโควิด-19 ต้องยกยอดไปปีหน้า

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load