ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้น่าจะเป็นช่วงเวลาทองของเหล่าโกดังเก่าในบ้านเรา เพราะมีการหยิบเอาโกดังเก่าในย่านกลางเมืองมาบูรณะและปรับเปลี่ยนการใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ กันเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่ปรับโกดังให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ออฟฟิศให้เช่า ร้านค้า ร้านอาหาร และอีกมากมายหลายรูปแบบ

สิ่งที่น่าสนใจก็เห็นจะเป็นมูลค่าของโกดัง ที่จากเดิมนั้นแทบจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้มีราคาอะไรเพราะตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมย่านชานเมืองทั้งสิ้น แต่พอเวลาผ่านไป เมืองเกิดการขยายตัว ท่าเรือก็ถูกโยกย้ายออกไปไกลเมืองมากขึ้น ส่วนโกดังเก่าเหล่านั้นก็โดนเมืองล้อมเอาไว้ และสุดท้ายราคาที่ดินในเมืองก็ทำให้ตัวมันเองมีมูลค่าสูงขึ้นมาแทน

ด้วยขนาดของพื้นที่ที่ใหญ่พอเหมาะ โครงสร้างที่เป็นอาคารชั้นเดียว ไม่ซับซ้อน รื้อถอนได้ง่าย ที่ผ่านมา เหล่านักลงทุนเลยซื้อโกดังเพื่อรื้อถอนแล้วก่อสร้างอาคารใหม่ๆ กันเยอะมาก แต่ก็มีเจ้าของโกดังหลายแห่งที่ยังคงเห็นคุณค่าของตัวอาคารโกดังและตัดสินใจไม่รื้อทิ้งไป แต่เลือกจะซ่อมแซมมันใหม่จนทำให้เหล่าโกดังกลายมาเป็นแลนด์มาร์กของเมืองตามที่ว่าไปข้างต้น

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามายืนอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ด้านถนนพระราม 4 เหล่าโกดังเก็บสินค้าเก่าวางตัวเรียงรายขนานกับถนนเส้นเล็กที่พาเราเข้ามา หลังจากเดินลัดเลาะเข้ามาด้านในเราจึงได้เห็นโกดังเก่าที่ยังคงสภาพโครงสร้างแบบดั้งเดิม ตัดกับผนังที่ถูกทาสีขาวสะอาดตาพร้อมโลโก้ F ขนาดใหญ่ ผสมกับกรอบกระจกใสด้านหน้าโกดังที่ช่วยให้อดีตที่เก็บสินค้านี้ดูสว่างและปลอดโปร่งขึ้นมา

ทำให้เรามั่นใจว่ามาไม่ผิดที่แล้ว ชื่อของโกดังแห่งนี้คือ ‘Factoria’ โครงการรีโนเวตโกดังเก่าให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเหล่าดีไซเนอร์ ที่เพิ่งเปิดทำการไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง

Factoria

เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปยังด้านในโกดังก็จะเจอโต๊ะเก้าอี้เรียงรายกันมากมาย พร้อมกับร้านอาหารเล็กๆ และร้านกาแฟริมผนังอีกด้านราวกับเป็นโรงอาหาร แต่จริงๆ แล้วโกดัง Factoria นั้นเป็นพื้นที่ของเหล่านักสร้างสรรค์หลากหลายแขนง ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทและร้านค้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน

ไม่ว่าจะเป็น ออฟฟิศของ hypothesis, สตูดิโอศิลปะของ Pomme Chan, ร้านอาหารคอมฟอร์ตฟู้ดที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปอย่าง Flavour Factor , คาเฟ่ Factoria Drinkbar, ห้องทดลองทำงานออกแบบด้วยเครื่องจักรผลิตชิ้นงานทันสมัยอย่าง F LAB  สุดท้ายก็คือพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นเหมือนที่นั่งทำงานและนัดเจอกันได้สำหรับทุกคน ใครจะไปคาดคิดได้ว่าโกดังหลังเดียวมันจะเป็นอะไรได้มากขนาดนี้กัน

และนี่คือเรื่องราวของ Factoria โกดังที่จะเป็นเหมือนศูนย์กลางของคนทำงานสร้างสรรค์ จากผลงานการออกแบบของสถาปนิกโครงการและผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง ‘Hypothesis’

Factoria

Factoria

โรงงานผลิตความเป็นไปได้ของทุกความฝัน

ผมถาม กอล์ฟ-เจษฎา เตลัมพุสุทธิ์ และ บิว-มนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา จาก Hypothesis ถึงที่มาของโครงการ Factoria ว่ามีที่มาได้อย่างไร

“ที่นี่เริ่มต้นมาด้วยการเป็น Dream Sharing” ทั้งสองคนเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น

“คือเพื่อนของเราหลายๆ คนนั้นมีความฝันกันอยู่ บ้างก็อยากเปิดร้านอาหาร เพื่อนอีกคนที่เป็นศิลปินทำงานก็อยากได้พื้นที่สตูดิโอทำงาน อีกคนก็อยากเปิดร้านกาแฟและร้านขนม เราเองก็อยากขยายออฟฟิศให้มีพื้นที่ทดลองทำงานให้มากขึ้นด้วย ซึ่งตอนที่มาเจอโกดังแห่งนี้ก็เลยคิดถึงการมาแชร์พื้นที่ร่วมกัน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่การแชร์พื้นที่กันเฉยๆ แต่เป็นการแชร์ความฝันร่วมกันด้วย จึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา”

Factoria

ผมถามสถาปนิกทั้งสองคนด้วยความสงสัยว่าทำไมในช่วงหลังๆ เราถึงเห็นการนำโกดังเก่ามารีโนเวตกันเยอะขึ้น

“เราไม่ได้มองหาว่าต้องเป็นโกดังอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ แต่ว่าประเภทของอาคารที่มีพื้นที่ด้านในกว้าง เพดานสูง แล้วยังไม่มีเสามาคั่นอยู่ตรงกลางเนี่ยมันก็มีอยู่แค่ไม่กี่ชนิด ซึ่งที่เห็นเยอะที่สุดก็คือโกดังสินค้า แล้วด้วยความโล่ง กว้าง สูง ไม่มีเสาตรงกลางนี่แหละทำให้เราสามารถจัดการแบ่งพื้นที่ภายในให้เป็นแบบไหนก็ได้ เรียกว่ามันตอบโจทย์ด้านการออกแบบได้หลากหลายครับ” คุณกอล์ฟอธิบาย

แต่โกดังแห่งนี้ที่ทางกลุ่มเจอ จริงๆ แล้วมีพื้นที่ที่ใหญ่เกินความต้องการของทุกคน ทางสถาปนิกเลยเลือกจะวางโปรแกรมการใช้งานพื้นที่ของทุกๆ ความฝันก่อน แล้วจึงเล็งเห็นการทำพื้นที่ส่วนกลางของทุกคนขึ้นมา ซึ่งมันคือพื้นที่ด้านในตรงที่มีโต๊ะเก้าอี้เยอะๆ นี่แหละ พื้นที่ตรงนี้เปิดให้ทั้งลูกค้าของออฟฟิศด้านในและคนทั่วไปมานั่งทำงานหรือประชุมกัน โดยจะสั่งข้าว กาแฟ หรือขนม มากินได้โดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

“เพราะแต่ละร้านก็ใช้พื้นท่ีในเวลาที่แตกต่างกันครับ ร้านอาหารก็มีลูกค้ามาใช้ช่วงกลางวันกับเย็น แต่ออฟฟิศเราประชุมในช่วงตอนบ่ายหรือเช้าที่ไม่ใช่เวลาอาหาร หรืองานอีเวนต์ก็สามารถมาจัดได้ในช่วงวันหยุด เราก็เลยสามารถสลับการใช้พื้นที่กันไปมาได้ เหมือนเช่าร่วมกัน แชร์ร่วมกัน และใช้ร่วมกัน ซึ่งก็สะท้อนออกมาถึงชื่อโครงการด้วย” Hypothesis เล่าให้ฟังถึงคอนเซปต์หลักๆ ของการใช้พื้นที่

Factoria

“แล้วชื่อของโครงการมันมีความหมายว่าอะไร” ผมสงสัยถึงที่มาของชื่อด้านหน้าอาคาร

“มันคือคำว่า Factory ผสมกับ Factorial ครับ เพราะที่นี่เคยเป็นโกดังเก็บชิ้นส่วนรถยนต์มาก่อน ก็เลยนึกถึงคำว่า Factory ส่วนอีกคำหนึ่งคือ Factorial หรือคำว่าความน่าจะเป็นในวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งความน่าจะเป็นของตัวเลขอย่าง 0 ยังมีค่าเท่ากับ 1 เลย คือแค่เราคิดอย่างเดียวเนี่ยมันก็มีความน่าจะเป็นเท่ากับ 1 โอกาสแล้วนะ

“เพราะเรามองว่าที่นี่มันเป็นพื้นที่ที่จะเป็นอะไรก็ได้เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดความฝันของทุกคนในนี้ ประกอบกับทั้งสองคำนี้มันมีคำว่า Fact หรือความจริงซ่อนอยู่ในนั้นด้วย เราเลยเลือกใช้ชื่อนี้มาทำเป็นโลโก้ กราฟิก แบรนดิ้ง ของทั้งโครงการครับ” Hypothesis อธิบายถึงความหมายของชื่อที่ฟังแล้วอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

ทางสถาปนิกโครงการยังเล่าอีกว่า ตอนที่เจอพื้นที่นี้มีคนสนใจตัวโกดังนี้อยู่เยอะมาก มีทั้งที่อยากปรับเปลี่ยนให้กลายมาร้านขายอาหารสัตว์ ร้านอาหาร ร้านขายของ ไปจนถึงโรงแรมด้วยซ้ำ แต่หลังจากเสนอโครงการไปก็กลายเป็นว่าทาง Factoria ได้รับเลือกให้ใช้พื้นที่โกดังนี้ แล้วทำไมทาง Factoria ถึงได้รับเลือกให้ใช้พื้นที่นี้ล่ะ

Factoria

“เราไม่ได้มองแค่ตัวโกดังนี้อย่างเดียว แต่มองไปถึงภาพรวมของบริเวณนี้ที่ต่อไปในอนาคตจะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางด้านงานสร้างสรรค์ เพราะแถวนี้มีออฟฟิศของบรรดาเหล่าดีไซเนอร์อยู่หลายแห่ง ซึ่งเป็นระดับรุ่นใหญ่ในวงการด้วย ทั้งสถาปนิก นักออกแบบหลายแขนง จึงทำให้บริเวณนี้นั้นเป็น Design Community จริงๆ เราก็เลยมองให้โครงการ Factoria นี้เป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลางให้กับบริเวณนี้ที่เหล่าคนทำงานสร้างสรรค์จะมากินข้าว ทำงาน พักผ่อน และในอนาคตก็อาจจะเชิญนักออกแบบดังๆ มาจัดงานสัมมนากันที่นี่เลย ไม่ต้องเดินทางไปที่อื่น” สถาปนิกโครงการเล่าถึงความเป็นไปได้ในอนาคตของพื้นที่ย่านนั้น

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

จากการที่ผมเคยเห็นการทำงานของบริษัท Hypothesis มาแล้ว ทุกครั้ง พวกเขาเลือกที่จะตั้งสมมติฐานกับงานที่ตัวเองกำลังลงมือทำอยู่เสมอ และทดลองหาคำตอบด้วยการออกแบบ ผมเลยอยากรู้ว่าสำหรับโครงการนี้แล้วสมมติฐานของงานนี้คืออะไร

“นี่คือสมมติฐานที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยทำงานมาเลย ตอนแรกสุดเราก็มาตั้งสมมติฐานว่าที่ Factoria นี้จะเป็นอะไรได้บ้าง ซึ่งพอมาคิดต่อว่าแล้วมันจะเป็นไปได้มั้ยถ้า ‘มันจะเป็นได้ทุกอย่างในสิ่งที่ทุกคนคิดล่ะ’ เหมือนกับเป็นสมมติฐานซ้อนไปอีกที ซึ่งในด้านการออกแบบแล้ว นี่เป็นการออกแบบที่แทบไม่ได้ออกแบบอะไรเลยครับ (หัวเราะ)” ทั้งสองคนเล่าให้ฟังถึงไอเดียในการออกแบบ

“โดยส่วนตัวแล้วเราเป็นคนชอบของเก่า ชอบเรื่องราวของมัน อย่างคราบและรอยต่างๆในร้านอาหารมันไม่ใช่เรื่องความสกปรกอย่างเดียว แต่มันมีจิตวิญญาณอยู่ในนั้น เราก็เลยมักจะรีโนเวตอาคารเก่าโดยให้มันยังคงความเป็นอาคารเดิมอยู่แต่ก็รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ได้ ถ้าเจออะไรที่มันเสียหายเราก็แค่ปรับปรุงเข้าเฝือกอันที่เสียหายไป แต่ที่เหลือก็ให้มันอยู่แบบเดิม

Factoria

Factoria Factoria

“เริ่มแรกเราสำรวจสภาพของโกดังนี้ก่อนครับว่ามีอะไรใช้ได้หรือใช้ไม่ได้บ้าง ส่วนที่ใช้ได้ก็คือโครงสร้างที่ยังคงแข็งแรงอยู่ ด้วยสภาพของอาคารที่ดีมากอยู่แล้ว เราก็พยายามเก็บรักษาสภาพเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างโครงสร้างหลังคาที่ดีมากอยู่แล้วก็เก็บไว้แบบเดิม พื้นอาคารซึ่งแข็งแรงดีมากเพราะต้องรับน้ำหนักของอย่างรถยนต์ก็ทำให้เราสามารถต่อเติมส่วนของชั้นสองให้เป็นโซนออฟฟิศไปได้เลย ส่วนพื้นที่กลางนั้นเราแทบไม่ได้ออกแบบสถาปัตยกรรมอะไรเป็นพิเศษเลย แค่วางโปรแกรมการใช้งานของแต่ละร้านให้อยู่ชิดขอบและเปิดพื้นที่ตรงกลางไว้

“ส่วนสิ่งที่ใช้ไม่ได้ก็คือระบบน้ำและระบบไฟฟ้า แต่ก่อนห้องน้ำมันถูกใช้งานเป็นที่เก็บของ ก็เลยไม่ได้มีระบบสุขาภิบาลที่ดีอะไรเลย พอเรามาก็ทำระบบสุขาภิบาลเพิ่มเข้าไปใหม่ทั้งหมด และเนื่องจากทุกๆ คนที่มาร่วมกันแชร์พื้นที่ต้องการใช้ไฟฟ้ากันเยอะ เราเลยต้องเดินสายไฟใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มันรองรับทุกกิจกรรมที่อาจจะเกิดขึ้น รวมไปจนถึงตัวเฟอร์นิเจอร์ด้านในทั้งตัวโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ กระถางต้นไม้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้มันสามารถปรับเปลี่ยน เคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวก เพื่อให้พื้นที่ตรงกลางนั้นสามารถสร้างความเป็นไปได้ในทุกๆ อย่าง” สถาปนิกโครงการอธิบายถึงการออกแบบที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่กลับคิดเผื่อในทุกๆ จุดไว้แล้วอย่างน่าสนใจ

เพราะรายละเอียดต่างๆ ที่ผมเห็นภายในอย่างชั้นวางของที่สามารถปรับระดับตัวชั้นได้ จึงทำให้มันเป็นได้ทั้งโต๊ะอาหาร เคาน์เตอร์บาร์ หรือโต๊ะเวิร์กช็อปขนาดเล็กก็ได้ หรือนำเอาชั้นวางของมาเรียงต่อเข้าด้วยกันใหม่เพื่อใช้เป็นแบ็กดรอป หรือมาวางล้อมกันเพื่อกั้นให้กลายเป็นพื้นที่ปิดใช้จัดงานอย่างฉายหนังด้านในได้ หรือจะหยิบชั้นและโต๊ะมาผสมกันเพื่อใช้จัดแสดงงานภาพถ่ายก็ได้

Factoria Factoria

ตัวโต๊ะเองก็สามารถมาจัดวางต่อกันได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งสายไฟในโครงการนั้นก็สามารถม้วนเก็บ และย้ายจุดมาใช้งานในบริเวณไหนก็ได้ รวมไปจนถึงช่องแสงด้านบนหลังคาที่ดึงเอาแสงแดดให้เข้ามาในโกดัง ทำให้สามารถเอาต้นไม้มาปลูกด้านในได้ ซึ่งก็ทำให้เกิดบรรยากาศที่แตกต่างจากที่อื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

และจากการสอบถามทีมงานของที่นี่ทำให้รู้ว่าแม้จะเพิ่งเปิดมาในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็มีคนมาใช้พื้นที่ส่วนกลางนี้จัดกิจกรรมมาแล้วมากมาย ทั้งจัดเลี้ยงรุ่น ถ่ายหนัง หรือแสดงงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา จากกิจกรรมที่หลากหลายและแตกต่างกันมาก ก็คงไม่เกินไปถ้าจะพูดว่ามันสามารถรองรับได้ทุกความต้องการของคนที่มาใช้พื้นที่ได้ทั้งหมดเลยจริงๆ

Factoria

สถานที่ในฝันของนักศึกษา

ส่วนด้านในสุดของโกดังถ้ามองผ่านๆ ก็เป็นเหมือนโรงงานขนาดย่อม เพราะภายในห้องกระจกนั้นมีเครื่องจักรขนาดใหญ่หน้าตาแสนจะไม่คุ้นเคยวางตั้งอยู่ พื้นที่ส่วนนี้ คือ F Lab หรือพื้นที่ทดลองด้านการออกแบบของ Hypothesis นั่นเอง ด้านในนั้นประกอบไปด้วยเครื่องจักรต่างๆ อย่างเครื่อง CNC Router, เครื่อง Laser Cut ที่สามารถใช้ตัดโมเดลงานสถาปัตยกรรม และเครื่อง Fiber Laser ที่สามารถสลักลวดลายลงบนวัสดุต่างๆ ซึ่งน่าสนใจตรงที่เหล่าเครื่องจักรพวกนี้ได้เปิดกว้างให้ทั้งบรรดามืออาชีพและนักศึกษาสามารถมาใช้งานได้ด้วย

“เครื่องจักรพวกนี้ก็เป็นเครื่องจักรที่ Hypothesis ใช้ทำงานออกแบบอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้ใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็อาจจะมีคนต้องการใช้งานมันอยู่อย่างนักศึกษาที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ เราก็รู้สึกว่ามันเสียโอกาสไปเลยเกิดเป็นไอเดียที่คิดจะแบ่งปันเครื่องจักรพวกนี้ให้กับคนอื่นมาใช้งานได้ด้วย เรานึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ที่ต้องรีบทำงานส่ง แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ขาดแคลนเครื่องมือเหล่านี้ เราก็เลยตั้งใจว่าอยากจะช่วยแชร์ของที่เรามีคืนกลับไปให้น้องๆ นักศึกษา ซึ่งถ้านักศึกษาได้มาใช้เครื่องมือใหม่ๆ พวกนี้ มันจะช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ในทุกแขนงของการออกแบบได้ทั้งหมดเลย

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือบรรดาพี่ๆ นักออกแบบรุ่นใหญ่ที่แวะมากินข้าวที่นี่ ก็อาจจะได้เห็นชิ้นงานของน้องๆ แล้วอาจจะให้คำปรึกษาได้ ซึ่งมันก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ที่มาทำงานที่นี่ได้มากเลย ที่นี่น่าจะเป็นจุดนัดพบตรงกลางระหว่างความรู้จากสถาบันการศึกษา และความรู้จากการทำงานจริงในบริษัท ให้มาอยู่ร่วมกันได้ เพื่อที่วันหน้าน้องๆ นักศึกษาเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาวงการการออกแบบ” ทั้งสองคนอธิบายถึงสนามเด็กเล่นแห่งใหม่ด้านการออกแบบที่ฟังแล้วอิจฉานักศึกษายุคนี้จริงๆ

Factoria

Factoria

จากโกดังสู่ชุมชนคนสร้างสรรค์

ทีมสถาปนิกเล่าแผนในอนาคตอันใกล้ให้ผมฟังว่า จะพยายามทำให้ Factoria เป็นสถานที่ที่สนุกและใหม่อยู่ตลอด อย่างร้านอาหารและร้านกาแฟก็มีการหมุนเวียนเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆตามฤดูกาล อาจจะมีเปิดคอร์สสอนออกแบบสั้นๆ เปิดเวิร์กช็อปสอนทำขนมอาหาร รวมไปจนถึงมีการจัดงานอีเวนต์สนุกๆอย่างตลาดนัดของมือสองในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ให้เยอะขึ้น ไปจนถึงจะทำการเชิญดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกมาพูดคุยกันที่นี่ด้วย เพื่อที่จะช่วยทำให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางของคนทำงานสร้างสรรค์ในอนาคตต่อไป

ผมนึกไปถึงที่กอล์ฟและบิวเล่าให้ฟังถึงโกดังแห่งนี้ว่ามีคอนเซปต์เริ่มต้นด้วยการเป็นที่แบ่งปันความฝันของกลุ่มเพื่อน จากโกดังเก่าที่เอาไว้เก็บสินค้า ถูกแต่งเติมและดัดแปลงด้วยความคิดสร้างสรรค์จนกลายมาเป็นที่รวมตัวกันของเหล่ากิจการในฝัน ก่อนจะแบ่งปันความฝันนั้นในรูปแบบของ F Lab ไปให้กับบรรดานักศึกษาด้านออกแบบ และสุดท้ายก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณนั้นให้กลายเป็นศูนย์กลางของคนทำงานสร้างสรรค์ นี่จึงเป็นการรีโนเวตที่น่าตื่นเต้นจนเก็บไปฝันถึงจริงๆ

Factoria

Factoria

สถาปนิกโครงการ : Hypothesis
โครงการ warehouse26 108/1 ซอยอารี ถนนสุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
โทร: 063 596 5390
Facebook: Factoriabkk

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load