The Cloud x UOB

ถ้าการดำน้ำคือการพาเราไปเห็นความสวยงามของโลกมหัศจรรย์อีกใบที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำกว้างใหญ่ ผมคงจะขอพาทุกท่านไปพบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ทันทีที่เราลอยกลับขึ้นมาบนผิวน้ำจะเหมือนกับว่าเราได้ย้อนกลับไปสู่ยุคเมื่อ 250 ปีก่อน 

ใครเล่าจะรู้ว่าในตรอกแคบซอกเล็กซอยน้อยที่ชวนให้หลงทางของย่านตลาดน้อยจะเป็นเช่นลิ้นชักของโนบิตะที่นำพาเราย้อนเวลาไปยังคฤหาสน์แบบจีนโบราณอายุกว่า 250 ปี (อายุมากกว่ากรุงเทพฯ อีกนะ) ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างลับๆ ใกล้ซอยดวงตะวัน ใจกลางกรุงเก่าย่านตลาดน้อย ป้ายตัวหนังสือจีนด้านหน้าประตูบ้านเขียนไว้ว่า โซว เฮง ไถ่ แค่ความเก่าแก่ก็น่าตกใจแล้ว แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ นอกจากคฤหาสน์แบบจีนฮกเกี้ยนโบราณแห่งนี้จะเป็นที่พักอาศัยของเจ้าของบ้านคนปัจจุบันแล้ว ยังเป็นทั้งโรงเรียนสอนดำน้ำและร้านกาแฟอีกด้วย

แน่ล่ะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นนิรันดร์ ทุกสิ่งล้วนไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ แล้วอะไรที่ทำให้คฤหาสน์จีนฮกเกี้ยนแบบโบราณนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน จากรุ่นบุกเบิกมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน แต่ยังคงสืบทอดคุณค่าแห่งความเป็น ‘บ้าน’ ได้อย่างไม่เปลี่ยนแปร แม้รูปแบบและการใช้งานจะเปลี่ยนไป 

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

เมื่อก่อนพื้นที่ด้านหน้าของคฤหาสน์คือท่าเรือที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาชื่อท่าเรือโปเส็ง เป็นท่าเรือสำเภาที่ติดต่อค้าขายกับจีน โดยมีสินค้าหลักเป็นรังนกที่รวบรวมจากภาคใต้ รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ อย่างข้าวสาร พระอภัยวานิช (เจ้าสัวจาด) บรรพบุรุษของตระกูลโปษยะจินดาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอากรรังนก สร้างบ้านโซว เฮง ไถ่แห่งนี้ขึ้นเพื่ออยู่อาศัยและดูแลกิจการท่าเรือ

รูปแบบการก่อสร้างดึงเอาลักษณะตามหลักฮวงจุ้ยแบบจีนคือ เป็นเรือนหมู่อาคารแบบ 4 หลังล้อมรอบลานกว้างตรงกลาง (四合院) ตัวโครงสร้างอาคารผสมรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นบ้านใต้ถุนสูงเข้าไปด้วย ทำให้กลายเป็นเหมือนอาคาร 2 ชั้น โครงของอาคารด้านบนสร้างด้วยไม้สักทองแผ่นหนาและกว้างแทบจะทุกส่วน รวมถึงมีงานแกะสลักและการเข้าไม้แบบช่างไม้ฮกเกี้ยนประดับอยู่แทบจะทุกจุดอีกด้วย

เมื่อเรือสำเภาถูกแทนที่ด้วยเรือกลไฟ ความนิยมท่าเรือโปเส็งก็ค่อยๆ ซาลง ก่อนจะเกิดเป็นท่าเรือกลไฟที่อยู่ใกล้กันอย่าง ล้ง 1919 ของพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) รวมไปถึงตระกูลที่มีชื่อเสียงหลายตระกูลในบ้านเราอย่างพิศาลบุตร ตัณฑเศรษฐี ปันยารชุน ศรีวิกรม์ จาติกวณิช ต่างก็เป็นลูกหลานจากบ้านโซว เฮง ไถ่ แห่งนี้นี่เอง

ผมเดินผ่านซุ้มประตูจีนสีแดงที่เต็มไปด้วยปูนปั้นเป็นลายตุ๊กตาลงสีสวยงาม ผ่านสระว่ายน้ำตรงกลาง เพื่อไปพบและพูดคุยกับเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ภู่-ภู่ศักดิ์ โปษยะจินดา ผู้ปรับเปลี่ยนบ้านเก่าแก่หลังนี้ให้กลายเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำซึ่งรายรอบด้วยอาคารจีนเก่าแก่แบบที่น่าจะมีแห่งเดียวในโลก

โซว เฮง ไถ่

บ้านที่ไม่เหมือนคนอื่น

“คุณพ่อผมรักบ้านหลังนี้มาก ก่อนพ่อจะเสียตอนผมอายุ 14 – 15 ปี ท่านฝากฝังเราว่าให้ดูแลบ้านกับน้องด้วย” ภู่เล่าเมื่อผมถามถึงความทรงจำที่มีต่อบ้านหลังนี้ในวัยเยาว์ ก่อนจะเล่าต่อถึงการมีบ้านซึ่งแตกต่างจากบ้านของเพื่อนๆ ที่รู้จักแทบทุกคน

“ตอนเด็กๆ ก่อนพ่อจะเสีย ผมไม่ได้ผูกพันอะไรเป็นพิเศษกับบ้านหลังนี้นะ ก็อยู่ไปตามปกติ ที่รู้สึกไม่เหมือนคนอื่นคงจะเป็นเรื่องในบ้านเรามีคนอยู่กันค่อนข้างเยอะ ครอบครัวผมมีกัน 5 คน คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ 3 คน แล้วก็มีคนงานที่ดูแลแต่ละส่วน แม่บ้าน คนขับรถ 2 คน คนเฝ้าบ้านอีก 2 คน และมีคนเก่าคนแก่ซึ่งเป็นญาติห่างๆ อยู่ตามห้องต่างๆ อีกหลายคน เหมือนแกไม่มีที่อยู่ก็เลยมาอยู่กับเรา

“ในวัยเด็กก็มีบ้างที่อยากมีบ้านใหม่ๆ ดูทันสมัย มีสนามหญ้าแบบเดียวกับบ้านเพื่อนๆ สิ่งที่จำได้ดีที่สุดของคุณพ่อและบ้านหลังนี้หลักๆ เลยคือ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่คนที่มีความทุกข์ มีปัญหา จะเข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อก็ยินดีให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ พอไปเรียนต่อที่อเมริกา เราก็คิดถึงบ้านหลังนี้ เลยตัดสินใจกลับมาไทยเพราะคิดถึงบ้านหลังนี้มากๆ มันเหมือนเป็นที่พึ่งทางใจของเราเลย”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

โฮมออฟฟิศสมัยก่อนรัตนโกสินทร์

เจ้าของบ้านอธิบายฟังก์ชันการใช้งานของบ้านหลังนี้ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

แต่มันเป็นเหมือนโฮมออฟฟิศตั้งแต่สมัยที่กรุงรัตนโกสินทร์เพิ่งถือกำเนิด

ในความคิดของคนจีนโพ้นทะเลสมัยนั้น การเสียเงินสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียวเป็นเรื่องที่แปลกและสิ้นเปลือง คนจีนยุคนั้นมองว่าบ้านเป็นเครื่องมือหนึ่งในการประกอบธุรกิจ เมื่อก่อนท่าเรือโปเส็งมีลานกว้างๆ เอาไว้ตากของแห้ง ด้านข้างเป็นโกดังเก็บสินค้า อีกข้างเป็นที่พักของคนที่ทำงานในท่าเรือ ตัวบ้านโซว เฮง ไถ่ จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นสำนักงาน ที่เก็บเงิน ที่อยู่อาศัย จะได้ดูแลส่วนต่างๆ ของท่าเรือได้อย่างใกล้ชิด และเอาไว้รับรองลูกค้าหรือแขกเหรื่อได้อีกด้วย

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

จากโฮมออฟฟิศสู่โรงเรียนสอนดำน้ำ

“ก๋วยเตี๋ยวอร่อยอยู่ในซอยลึกก็มีคนตามไปกินเต็มร้าน” ภู่อธิบายให้ผมฟังเมื่อผมถามถึงไอเดียของการปรับเปลี่ยนบ้านพักอาศัยให้มากลายเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ แรกเริ่มเดิมภู่เปิดร้านอาหารแถวหัวหมาก แต่ด้วยความรักในการดำน้ำเลยกลายมาเป็นครูสอนดำน้ำควบคู่ไปด้วย ช่วงแรกๆ เขาไปสมัครเป็นครูสอนดำน้ำตามโรงเรียนสอนดำน้ำต่างๆ ลูกศิษย์ที่เรียนแล้วชื่นชอบในวิธีการสอนก็แนะนำเพื่อนๆให้มาเรียนกับเขาโดยตรง ซึ่งก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกก็ใช้สระของคนอื่นแต่พอจำนวนคนเรียนเริ่มเยอะขึ้นจนคิวของสระว่ายน้ำเริ่มไม่ลงตัวกับเวลาสอนของภู่ เขาจึงอยากหาสระของตัวเอง เขาตัดสินใจขายกิจการร้านอาหารเพื่อหาเงินมาใช้สร้างสระสอนดำน้ำ

“ตอนนั้นคิดว่าแถวสุขุมวิทน่าจะดี ขับรถวนอยู่แถวนั้นหาบ้านที่ให้เช่า เพื่อจะสร้างสระว่ายน้ำ แต่การสร้างสระว่ายน้ำมีราคาสูง ถ้าเราสร้างสระเสร็จแล้วเกิดมีปัญหากับเจ้าของที่ สระมันเคลื่อนย้ายไม่ได้ มีหวังได้ย้ายไปหาที่สร้างสระใหม่อีกบ่อยๆ แน่ ดูวุ่นวาย ตอนนั้นเครียดมากๆ แล้วด้วยอาชีพครูสอนดำน้ำก็จะไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่

“วันนั้นกลับมาบ้านเพราะเรารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เป็นที่พึ่งทางใจของเราเสมอ เวลากังวลหรือเครียดถ้าได้กลับบ้านจะรู้สึกดีขึ้น พอมายืนอยู่หน้าประตูแล้วมองเข้ามาที่ลานกลางบ้าน ซึ่งตอนนั้นเป็นลานกว้างๆ มีต้นชมพู่ใหญ่ อายุเป็นร้อยๆ ปี อยู่หลายต้น แต่ละต้นขนาดประมาณ 1 คนโอบ แทนที่จะเห็นบ้านกับลานตรงกลาง กลายเป็นเห็นบ้านสกปรกเลอะเทอะ ฝุ่น เศษขยะ เศษใบไม้ เต็มบ้านไปหมด ก็เลยถามแม่ว่าทำไมบ้านโทรมจัง แม่ตอบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแล ทำความสะอาด สูงมาก ดูแลไม่ไหว เราได้ยินก็นิ่งไป ตอนนั้นคิดว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลือกจะทำสระว่ายน้ำ บ้านก็จะไม่มีเงินดูแล แต่ถ้าเลือกดูแลบ้าน ก็จะไม่ได้ทำสระเพื่อสอนดำน้ำ ซึ่งเป็นอาชีพที่เราชอบ”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

ในห้วงเวลาที่เราถูกกดดันไร้ซึ่งทางเลือกนั้น ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มักจะเกิดขึ้นให้เราเรียกใช้ได้ง่ายกว่าเวลาอื่น นี่คือช่วงเวลานั้นของภู่ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รถไฟฟ้ามหานครหรือ MRT กำลังจะเปิดให้บริการ สถานีหัวลำโพงก็อยู่ใกล้ตลาดน้อยมากๆ จนทำให้เขาตัดสินใจสร้างสระว่ายน้ำเพื่อสอนดำน้ำในบ้านของตัวเอง

“ผมยืนมองตัวบ้านจากด้านประตูหน้าก็มาคิดว่า ทำไมไม่ทำมันที่บ้านไปเลยล่ะ ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยอยู่ในซอยลึกก็มีคนไปกิน เราสอนดำน้ำจนมีลูกค้าติดจากการบอกกันปากต่อปาก ถ้าเราไปอยู่ที่ลึกหน่อยก็น่าจะมีคนเดินมาหาเราบ้างแหละ

“ที่นี่ก็ถือว่าค่อนข้างอยู่กลางเมือง รถไฟฟ้าก็กำลังจะเปิด น่าจะพอเป็นไปได้ เลยลองเรียกเพื่อนที่เป็นสถาปนิกมาช่วยดู โดยมีโจทย์หลักๆ ว่าต้องการสร้างสระให้ออกมาไม่เป็นงานทันสมัย และต้องไม่อยู่ระนาบเดียวกับพื้นเพื่อกันน้ำท่วม แล้วก็ต้องลึกมากกว่า 3 – 4 เมตรเพื่อให้ดำน้ำได้ ความคิดของเราคือผมจะหักเงินที่ได้จากการใช้สระเรียนดำน้ำบางส่วนมาใช้เป็นทุนซ่อมแซมดูแลบ้าน จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงานดูแลบ้าน เพราะที่นี่คือที่พึ่งทางใจของเรา ถ้าเสื่อมโทรมหรือชำรุดเราก็ซ่อมแซม เพราะเราอยากให้มันคงอยู่ต่อไปได้แบบดีที่สุดเท่าที่เราจะดูแลไหว”

โซว เฮง ไถ่

ปรับบ้านเปลี่ยนฮวงจุ้ย

เคยมีผู้ใหญ่จากหลายสถาบันบอกภู่ว่าฮวงจุ้ยของถนนเยาวราชดูเหมือนมังกร และตำแหน่งของบ้านโซว เฮง ไถ่ คือลูกแก้วมังกร การตัดสินใจปรับเปลี่ยนลานกลางบ้านแบบดั้งเดิมให้เป็นโรงเรียนสอนดำน้ำจึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนฮวงจุ้ยของบ้านทั้งหลัง

“คุณแม่ค้านครับ ไม่ยอมรับความคิดนี้เลย เพราะฮวงจุ้ยของบ้านแบบเดิมคือต้องมีลานโล่งกลางบ้าน และต้นชมพู่ต้นใหญ่ก็มีกิ่งก้านสาขาสร้างร่มเงาให้ความร่มรื่นแก่ทุกคนที่อาศัยในบ้าน พอเราตัดต้นไม้ สร้างสระว่ายน้ำ ก็เปลี่ยนลักษณะของบ้าน

“ตามหลักฮวงจุ้ย บ้านหลังนี้มีหน้าบ้านติดแม่น้ำ หลังบ้านควรโล่ง แต่ด้านหลังมีคนสร้างตึกสูงขึ้นมาฮวงจุ้ยก็ผิดแล้ว ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ผมมองว่าศาสตร์ของฮวงจุ้ยคืออยู่ดีมีสุข ร่ำรวยเงินทอง การทำสระแบบนี้ก็ช่วยให้เรามีเงินมาดูแลบ้าน ซ่อมบ้าน แม้หน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่เพื่อให้ตัวบ้านยังคงอยู่ต่อไปแกเลยยอม”

ภู่เล่าถึงงานบางกอกดีไซน์วีกเมื่อต้นปีว่า ในแต่ละวันมีคนจำนวนหลักพันคนเดินเข้ามาเยี่ยมบ้านโซว เฮง ไถ่นี้ บางคนมานั่งพักผ่อนอยู่นานๆ บางคนก็มาบอกเราว่าชื่นชมตัวบ้านนี้ หลายคนชอบที่ที่นี่มีสระว่ายน้ำ เพราะมันทำให้บรรยากาศดูสบายขึ้น

ฮวงจุ้ยบ้านนี้เปลี่ยนไปก็จริง แต่มันอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่เป็นกันเองมากขึ้นก็ได้

งบเกินประมาณ

เมื่อถึงเวลาเริ่มก่อสร้าง เขาเรียกผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการและตีราคาค่าก่อสร้าง แล้วพบว่าเงินที่เตรียมไว้ไม่พอ

“ตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ 3 ล้าน ผู้รับเหมาตีราคาค่าทำสระออกมาสามล้านห้า คิดว่าจะหายืมหากู้จากคนอื่นๆ พอสระว่ายน้ำเสร็จค่อยทำงานหาเงินมาคืนเขา ถึงเวลาสร้างจริงงบที่ตีไว้ทีแรกก็บานปลายเกินไปอีกเท่าหนึ่ง เนื่องจากค่าแรงคนงานสูงมาก เมื่อก่อนลานกลางบ้านปูด้วยหินแกรนิต (มาจากเมืองจีนสมัยเดียวกับตัวบ้าน ในฐานะหินอับเฉาที่เอาไว้ถ่วงท้องเรือให้หนักพอจะแล่นกลับมายังไทยได้ ในยุคแรกหินอับเฉามาในรูปแบบของแผ่นปูพื้นก่อนจะพัฒนามาเป็นตุ๊กตาแกะสลัก)

“เราให้คนยกหินไปเรียงใหม่ตรงหน้าเรือนด้านใน ด้วยความที่มันอยู่มาตั้งแต่สมัยที่สร้างบ้าน ผมเลยบอกช่างว่าห้ามตัดหินให้เล็กลงนะ พอจะย้ายไปปูด้านในซึ่งความกว้างยาวไม่เท่าเดิม ช่างก็ต้องพยายามวางหินทีละก้อนให้ต่อกันพอดี เหมือนเล่นเกมเลย ด้วยน้ำหนักหินแกรนิตที่หนักมาก เคลื่อนย้ายก็ลำบาก กว่าจะเรียงหินปูพื้น แค่ 2 แถวแรกก็ใช้เวลาปูกว่า 3 วัน 3 คืน กระเบื้องเก่าที่เคยปูที่ลานกลางบ้านก็ให้ช่างสกัดออกด้วยมือทีละแผ่นๆ เผื่อเก็บเอาไว้ปูที่อื่น เราใช้ค่าแรงในการก่อสร้างสูงมากๆ จนทำให้เกินงบที่วางไว้ในตอนแรก แต่ก็คุ้มค่าที่ทำไปนะ”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

นอกเหนือจากเรื่องของการเคลื่อนย้ายหินปูพื้นจำนวนมากแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกอย่างก็คือการที่ขุดสระลึกลงไปเกือบๆ 3 เมตรด้วยมือ เพราะซอยทางเข้าบ้านและประตูหน้าบ้านเล็กมากจนรถขุดหรือเครื่องจักรอื่นๆ เข้ามาไม่ได้ จึงต้องก่อขอบสระว่ายน้ำให้สูงขึ้นมาอีก 1.2 เมตร เพราะภู่ต้องการให้สระลึก 4 เมตร ถ้าขุดลึกลงไปอย่างเดียวอาจส่งผลกระทบกับโครงสร้างของบ้านได้ นอกจากนี้พี่ภู่ยังใช้เสาเข็มจำนวนมากเทียบเท่ากับการสร้างตึก 4 ชั้นเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวสระ เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านหลังนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างสระว่ายน้ำแน่ๆ

เปิดบ้านเปิดใจ

ระหว่างที่ผมกำลังพูดคุยกับเจ้าของบ้าน มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติพากันเดินผ่านประตูเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้อยู่ไม่ขาด มีทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล็กๆ พอเข้ามาก็ซื้อน้ำและแยกย้ายกันไปนั่งตามมุมต่างๆ ของบ้านราวกับเป็นร้านกาแฟสวยเก๋ที่เป็นที่นิยมกันในยุคนี้ จึงคล้ายกับบ้านนี้กลายมาเป็นร้านกาแฟในอีกสถานะหนึ่ง ควบคู่ไปกับโรงเรียนสอนดำน้ำและที่อยู่อาศัยด้วย ผมเลยถามถึงแนวคิดในการเปิดบ้านให้คนทั่วไปได้เข้าชม

“หลังจากโรงเรียนสอนดำน้ำแล้ว (พ.ศ. 2547) การท่องเที่ยวชุมชนเริ่มได้รับความนิยม โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าอย่างตลาดน้อยและเยาวราช ทางสถาบันอาศรมศิลป์มาถามเราว่าเป็นไปได้มั้ยที่จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะตัวบ้านเป็นอาคารเก่าซึ่งหาดูได้ยากมากๆ คนที่มาก็มีทั้งมาดูบ้านเก่า และมาขอดูว่าจะจัดการบ้านเก่าเพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวชุมชนยังไง ทางผมก็ยินดีแค่ต้องคิดถึงความเป็นส่วนตัวของผมด้วย เพราะนี่เป็นทั้งบ้านและที่ทำงานของผม ก็เลยคุยกันว่าให้นัดมาก่อน ผมจะได้ทำความสะอาดและเตรียมตัวต้อนรับ

“แต่บางทีคนที่เคยมาดูเขากลับมาดูใหม่แบบไม่ได้นัดล่วงหน้าเพราะชอบบ้านเรามากจริงๆ ด้วยพื้นที่บ้านขนาด 1 ไร่เราทำความสะอาดไม่ได้ทุกวัน เลยมีคนมาบอกเราว่าบ้านขาดการดูแล ผมก็กังวล เพราะถ้าอยากให้บ้านดูสะอาดสะอ้านอยู่ตลอดต้องจ้างคนมาดูแลความสะอาด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

“การตั้งกล่องบริจาคหรือขายตั๋วเข้าชมบ้านดูเหมือนบังคับให้เขาจ่ายเงิน อาจทำให้คนที่มารู้สึกไม่ค่อยดีกับบ้านเรา ด้วยความที่ผมเน้นทำธุรกิจให้ทุกคนรู้สึกดี ทั้งตัวผมและคนที่มา เวลาผมสอนดำน้ำก็สอนเต็มที่ ถ้าคนมาเรียนแล้วดำน้ำไม่คล่องหรือไม่รู้สึกปลอดภัย ก็มาลงเรียนต่อได้ฟรีเลย ไม่คิดว่านักเรียนไม่เก่ง แต่คิดว่าเพราะเราสอนไม่ดี

“เลยได้ข้อสรุปว่าเราขายเครื่องดื่มให้คนที่มาชมบ้าน ยอมรับว่าขายในราคาแพงกว่าร้านข้างถนน เพื่อเอาเงินเอามาจ่ายคนที่คอยดูแลความสะอาด และให้บ้านยังคงอยู่ต่อไปได้ ทุกคนก็เข้าใจ มีคนมาอุดหนุนอยู่ตลอด ถ้าอยากเข้าห้องน้ำเราก็ยินดีเปิดให้ใช้บริการ”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

เงินรายได้จากการขายเครื่องดื่มไม่ได้มากมายเป็นกอบเป็นกำ และการเปิดบ้านเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเจอมิจฉาชีพ แล้วอะไรทำให้เจ้าของบ้านเก่าแห่งนี้ยังคงยินดีเปิดบ้านให้คนทั่วไปมาชม

“ผมอยากสื่อสารว่าในเมืองไทยมีคนจีนที่อพยพมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแบบเสื่อผืนหมอนใบ เราโชคดีมากเลยนะครับ ถ้าอากงอาม่าเราลงเรือผิดลำไปนี่ยุ่งเลยนะ ในบางประเทศคนจีนก็อยู่ในสถานะพลเมืองชั้นสองแบบกลายๆ แต่ไทยหรือสยามซึ่งมีกษัตริย์ปกครอง อ้าแขนต้อนรับคนจีนเป็นอย่างดี ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกันหมด อยากค้าขายก็ทำได้ ตั้งตัวกันได้หลายคน เป็นเศรษฐีระดับโลกก็มากมาย พอมาอยู่ก็ได้สัญชาติไทยโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าไทยเชื้อชาติอะไร คนไทยก็คือคนไทย เราก็ควรรักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ที่ให้เราเข้ามาทำมาหากินในประเทศ

“ผมอยากเปิดบ้านเพื่อให้ความรู้ผู้คนและพูดเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ด้วยอาชีพผมที่เจอคนจำนวนมาก ทำให้ผมไม่ได้มองทุกคนเป็นคนร้าย ซึ่งคนส่วนมากก็เป็นแบบนั้น มีคนส่วนน้อยที่เข้ามาแล้วไม่ให้เกียรติสถานที่ พอเราเตือนเขาก็ไม่ทำอีก ผมเลยโอเคกับการเปิดบ้านไว้แบบนี้นะ” ภู่อธิบายในสิ่งที่ผมสงสัยไว้ตั้งแต่ตอนแรก

โซว เฮง ไถ่

มองย้อน

แดดร่มลมตกอากาศข้างนอกเริ่มเย็นลง สายลมเย็นๆ พัดโชยเข้ามาภายในบ้านโซว เฮง ไถ่ เป็นช่วงๆ นักท่องเที่ยวยังคงเดินเข้าเดินออกอยู่เป็นระยะ ผมถามเขาว่าการรีโนเวตบ้านหลังนี้ให้อะไรกับเขาบ้าง

“เหมือนเป็นสวรรค์เลยครับ” เจ้าของบ้านตอบสั้นๆ พร้อมเสียงหัวเราะที่ชวนให้ผมหัวเราะไปด้วย

“ก่อนหน้านี้ผมเปิดร้านอาหารแถวหัวหมาก วันๆ หนึ่งผมเสียเวลาประมาณสามสี่ชั่วโมงไปกับการเดินทางจากบ้านไปหัวหมาก เหนื่อย บางทีก็ไม่อยากไป พอมาสอนดำน้ำก็แบบเดิมคือเจอลูกศิษย์มาเรียนดำน้ำแถวสุขุมวิท ก็ขับรถไปสอน สอนเสร็จก็ขับรถกลับ เราไม่สามารถกำหนดให้คนมาเรียนตอนรถไม่ติดได้

“พอมาสอนที่บ้านของเราเองก็เหมือนเป็นสวรรค์เลย คนที่มาเรียนดำน้ำก็ชอบบรรยากาศกันทุกคน เหมือนเขาได้มาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ถ้ามีลูกศิษย์มาเรียนก็สอน ถ้าไม่มีคนมาเรียนผมก็เลี้ยงปลา เลี้ยงหมา (อีกอาชีพของเขาคือเพาะพันธุ์สุนัขบีเกิ้ลส่งประกวด-ติดอันดับ 1 ใน 5 ของสหรัฐอเมริกาด้วย) มีคนเข้าบ้านมาเราก็คุยกับเขา บ้านซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจของเราก็ยังคงอยู่ดี มีคนดูแล มีเงินซ่อมแซมจุดที่เสียหาย แล้วได้เวลาจากบนท้องถนนคืนมาปีๆ หนึ่งก็คงหลายพันชั่วโมง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การรีโนเวตคุ้มค่าคือเรื่องของทำเล เราไม่สามารถหาที่แบบนี้ได้อีกแล้วในยุคนี้ เราอยู่ใจกลางเมือง เดิน 10 นาทีก็ถึงรถไฟฟ้าเข้าสู่เมืองได้แล้ว แต่เป็นใจกลางเมืองที่ย้อนกลับไปอยู่ในยุคเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน”

โซว เฮง ไถ่

ส่งไม้

“ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษของผมสร้างบ้านนี้ขึ้นมาด้วยวัสดุที่ดีที่สุดในยุคนั้น ทั้งเสา ทั้งคาน บ้านถูกออกแบบและก่อสร้างมาให้คงอยู่อย่างถาวรจริงๆ แต่ทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่คงทนถาวรตลอดไปหรอก ผมพยายามจะให้มันอยู่ต่อไปนานเท่าที่จะเป็นไปได้นะ เพราะนี่คือบ้านเรา

“แต่พูดกันตรงๆ ผมไม่ได้ต้องการให้ลูกผมมาดูแลบ้านหลังนี้หรอก เพราะมันเหมือนยกหินก้อนใหญ่ไว้บนบ่าคนรุ่นถัดไป แค่ค่าดูแลและค่าน้ำค่าไฟของที่นี่เดือนๆ หนึ่งก็แพงมาก แล้วเวลาที่บ้านมีปัญหาต้องซ่อมแต่ละครั้งก็ราคาสูงมาก พื้นไม้ที่ผุจะไปหาไม้ที่กว้างเท่าเดิมมาเปลี่ยน แม้บางครั้งมีเงินก็อาจจะหาซื้อมาเปลี่ยนไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วลูกชายผมต้องทำงานหาเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะรับผิดชอบดูแลบ้านหลังนี้ได้ ผมเลยตั้งใจว่าจะไม่ปลูกฝังว่าพ่อรักบ้านหลังนี้ ต่อไปลูกต้องดูแลมันนะ จะไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่ๆ เราคงบอกเขาให้รู้ถึงความเป็นมาของบ้าน ประวัติของครอบครัวเรา บรรพบุรุษของเรา เพื่อให้ลูกหลานรุ่นถัดๆ ไปรู้คุณค่าของสถานที่แห่งนี้ แต่ว่าในอนาคตถ้าเขาเลือกที่จะทำอย่างอื่นก็ไปทำได้เลย”

ในสายตาคนนอก แม้ว่าฟังก์ชันของบ้านโซว เฮง ไถ่ จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและความต้องการของเจ้าของแต่ละรุ่น แต่ตลอดเวลา 250 ปีที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงคุณค่าและความหมายแห่งความเป็น ‘บ้าน’ ที่เป็นที่พึ่งทางใจของคนในครอบครัวทุกรุ่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง 

เคียงข้างทุกเจเนอเรชัน

#ธนาคารยูโอบี #เคียงข้างทุกเจเนอเรชัน

#UOB #RightByEveryGeneration

โซว เฮง ไถ่
 
บ้านโซวเฮงไถ่ โรงเรียนสอนดำน้ำ
ก่อสร้างตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ปีที่รีโนเวตเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ  |   2004
ที่อยู่ | 282 ซอย ดวงตะวัน ถนน เจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์   กทม.
โทร | 02 639 6262
Facebook | โซว เฮง ไถ่ So Heng Tai  
เวลาที่เปิดให้เข้าชม
วันธรรมดา 09.00 – 18.00 น.
วันศุกร์และเสาร์ 09.00 – 21.00 น.
วันอาทิตย์ 09.00 – 18.00 น.
ปิดทุกวันจันทร์

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

สำหรับคนชอบสถาปัตยกรรม รักบรรยากาศวินเทจ ชอบเดินเล่นชมเมืองสวยๆ หรือรสนิยมตรงกับทุกข้อที่กล่าวมา ย่านเมืองเก่าภูเก็ตคงเป็นจุดหมายที่น่าไปเยี่ยม อาคาร 2 ชั้นสไตล์เพอรานากันที่เรียงรายตามถนนสายเก่าคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมที่ปีนังหรือมะละกา ตึกแถวของเมืองท่าติดทะเลผสมวัฒนธรรมจีนเข้ากับกลิ่นอายฝรั่ง ดีเทลเล็กๆ อย่างขอบโค้งของหน้าต่าง ลายฉลุบนกำแพง หรือระเบียงกว้างบนชั้นสอง ล้วนยืนหยัดทนแดด ฝน ลมทะเล และกาลเวลา มาอย่างสง่างาม

ฉันเดินดูตึกเก่าที่ภูเก็ตทั้งวันได้โดยไม่เบื่อ และชอบนอนพักในย่านเมืองเก่ามากกว่าโรงแรมใหม่ ไม่ใช่แค่เพราะความสวยน่ามอง แต่เพราะยุคสมัยของตึกแบบนี้จบลงไปแล้ว อดีตที่อาศัยอยู่ในอิฐปูนทำให้บ้านเรือนที่นี่มีความจริง มีความทรงจำ และมีความหมายพิเศษสำหรับแขกผู้มาเยือน

ชิโน-โปรตุกีส

ตึกสีชมพูพาสเทลแบบหนัง Wes Anderson ในซอยรมณีย์ ถนนถลาง เป็นหนึ่งในอาคารที่ฉันประทับใจมากที่สุด มันสวยเก๋ตามสมัย ขณะเดียวกันก็รักษาความดีงามของยุคเก่าไว้ครบถ้วน ชั้นล่างของตึกเป็นร้านไอศกรีม Torry’s Ice Cream ที่อร่อยเป็นบ้าเป็นหลัง ส่วนชั้นบนเป็นที่พักเล็กๆ ชื่อ 2rooms Boutique House โดยสองสามีภรรยา ทัช-ธรัช กับ ชมพู่-วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ สถาปนิกจาก Dhamarchitects ตัดสินใจลงทุนรีโนเวตอาคารเก่าเป็นโรงแรมที่สะท้อนตัวตนของพวกเขามากที่สุด

บ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อน (ร้อนพอจะเป็นข้ออ้างให้ซื้อไอศครีมกินหลายลูกโดยไม่รู้สึกผิด) ฉันได้โอกาสเข้าไปเมียงมองห้องพักแสนสวย และพูดคุยกับทัชเรื่องการตบแต่งอาคารเพอรานากันนี้ใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างภายนอกจนถึงไอเดียเบื้องหลังทุกซอกทุกมุม

ชิโน-โปรตุกีส

บ้านตัวอย่าง

Dhamarchitects เป็นบริษัทสถาปนิกที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโรงแรมในภาคใต้ ทัชชอบธรรมชาติ ส่วนชมพู่ชอบศิลปะ ทั้งคู่ผสานจุดเด่นของตนเองเข้ากับบริบทสิ่งแวดล้อมใกล้ทะเล ยิ่งรับงานออกแบบโรงแรมในภูเก็ตและพังงามากเข้า พวกเขาก็เริ่มมองเห็นจุดผิดปกติบางอย่างในการสร้างและรีโนเวตโรงแรมในปัจจุบัน

“เราทำโรงแรมบ่อยจนเป็นของถนัด และเจอว่าโปรแกรมที่เจ้าของโรงแรมให้มามักมีความผิดพลาด เวลาทำโรงแรม เจ้าของต้องไปกู้ต้องแบงก์มา เขาเชื่อว่าต้องทำห้องเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินเยอะพอไปผ่อนแบงก์ ทีนี้พอในเมืองมีห้องเต็มไปหมด ก็ต้องแข่งฟันราคากันเละ ทั้งที่เพดานราคาก็ไม่สูงอยู่แล้วเพราะไม่เห็นวิวทะเล เราเลยคิดว่าเมืองเก่าควรมีห้องจำกัด หมดแล้วหมดเลย คุณต้องต่อคิวกันมานอน ยิ่งมีห้องน้อย ห้องก็จะเต็มเร็วขึ้น ราคาย่านนี้ก็สูงขึ้น”

สถาปนิกหนุ่มเล่าว่าเคสที่เขามักเจอคือลูกค้าถูกใจตึกเก่าเลยตั้งใจซื้อมาทำโรงแรม แต่พอคำนวณตัวเลขธุรกิจแล้วก็ต้องทุบตึกโบราณทิ้ง เพราะค่ารีโนเวตแพงกว่าสร้างใหม่ สุดท้ายเรื่องมักลงเอยที่การสร้างที่พักราคาย่อมเยาแห่งใหม่ขึ้นเสมอ

“สมมติคุณมีตึกแถว 1 คูหา 2 ชั้น ชั้นล่างต้องเป็นที่รับแขก มันจะแบ่งได้สักกี่ห้องเชียว แบ่งเป็นห้องข้างหน้ากับห้องข้างหลังดีสุด ตรงกลางมีทางเดินกับห้องเล็กๆ เบ็ดเสร็จแล้วคุณอยากได้เงินเท่าไหร่ บางทีเราก็ถามเขาไปกวนๆ นะ พี่กล้าทำห้องเดียวใหญ่ๆ แล้วขายราคาเท่า 3 ห้องมั้ย ยิ่งห้องเยอะ ต้นทุนก็อีกเรื่องนึงนะ ทั้งค่าเตียง ค่าอุปกรณ์ปูที่นอน เขามักจะไม่เชื่อ ถามกลับเสมอว่าทำได้จริงเหรอ เราเลยอยากทำ mock-up ขึ้นมาให้ดู จำลองธุรกิจให้เขาดูด้วยว่ามันเป็นไปได้”

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

“จริงๆ ไอเดียของเราคือ 1 room คอนเซปต์แรกคือ 1 ชั้นมี 1 ห้อง แต่เผอิญเราได้ 2 ห้องเลยทำเป็น 2 rooms เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาพักทุกวัน เดือนนึงมี 10 – 20 วันก็เพียงพอแล้ว เราพยายามบอกเรื่องนี้กับลูกค้าทุกคนที่เข้ามา พาเขามาดูตัวอย่างที่นี่ ล่าสุดลูกค้าที่อยากได้ห้องเยอะก็เปลี่ยนใจแล้ว เอาห้องน้อยๆ ก็ได้ พอเห็นภาพก็นึกออกว่ามันน่าอยู่ เห็นความเป็นไปได้หลายทางในการทำที่พัก”

สถาปนิกหนุ่มสาวใส่ความเชื่อของตัวเองเต็มที่ลงในการออกแบบโรงแรมเล็กๆ เมื่อไม่มีโจทย์ลูกค้ามากำหนด สิ่งเดียวที่เป็นตัวตั้งในสมการออกแบบคือข้อจำกัดของอาคารเก่าเท่านั้น

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

เชื่ออย่างไหน ทำอย่างนั้น

อาคาร 2 คูหานี้เคยเป็นสำนักพิมพ์ผลิตแผ่นพับภาษาอังกฤษชื่อ Art and Culture ที่รวมรวมเรื่องงานศิลปะในภูเก็ตมานานนับ 10 ปี เมื่อเจ้าของที่เป็นชาวต่างชาติตัดสินใจย้ายออกจากตึก Dhamarchitects เข้ามาเซ้งตึกต่อกับบริษัทตันติโกวิทย์ และเปลี่ยนสำนักงานติดแอร์ทั้งหลังให้กลายเป็นอาคารโปร่งกึ่ง outdoor ตามสไตล์บ้านแบบบาบ๋าย่าหยาอีกครั้ง

เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านที่เป็นร้านไอศครีม กลางบ้านสีเหลืองคือคอร์ตกว้าง หลังคาเปิดออกเห็นท้องฟ้า มีบ่อรับน้ำฝนตรงกลาง ด้านหลังมีบันไดขึ้นไปชั้นสองที่แยกออกเป็นห้องพัก 2 ปีก

ชิโน-โปรตุกีส

“การอยู่บนเกาะภูเก็ตทำให้วัสดุที่ใช้แพงขึ้นเพราะมีค่าขนส่ง แต่สิ่งที่ได้มาฟรีคือแดด ลม ฝน ที่นี่แดดจัด ลมแรง ฝนมาทีก็หนักเลย ของพวกนี้มันทำให้ฤดูกาลมันชัด เราไม่สามารถไม่คิดถึงมันได้ อีกอย่างคือตึกเก่าจะมีแพตเทิร์นของมัน เห็นบ่อน้ำก็รู้ว่าเคยเป็นคอร์ต พอเปิดโรงแรมก็ต้องเอาพวกนี้มาเล่น ฝนตกก็ให้เห็นไปเลยว่าตก มีที่ให้ลมระบายได้ แล้วสถาปัตยกรรมที่โอเคมันต้องเล่นกับแสงเงา เราต้องคิดว่าอาคารเราสวยที่สุดตอนกี่โมง อย่างที่นี่ตอนเช้าๆ จะสวยดี สบายหน่อยเพราะไม่ร้อน เน้นให้อยู่สบายแบบกว้างๆ โล่งๆ คือเราจะป้องกันแดดฝน 100% เลยก็ได้ ใครก็ทำได้ ปิดให้หมดเลย แต่เราอยากให้เข้า ให้โดนสักหน่อย เปียกบ้างก็ไม่เป็นไร”

“เราโตมาแบบฝนตกแล้วคว้าสบู่วิ่งออกไป แล้วพี่ชายคว้าแชมพูตามหลัง บางทีฝนหยุด ฟองยังไม่หมดก็มี แต่เดี๋ยวนี้คนกลัวฟ้ากลัวฝนกันหมด นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ตากฝนแบบเบิกบานใจ เลยอยากออกแบบให้ความรู้สึกเก่าๆ มันกลับมา”

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

ผลของการออกแบบโดยใช้สัญชาติญาณและอ่านร่องรอยสถานที่ ทำให้อาคารหลังนี้กลับไปมีหน้าตาคล้ายคลึงกับสมัยก่อนโดยบังเอิญ ระหว่างที่ค้นข้อมูลเรื่องบ้านเก่า สถาปนิกหนุ่มได้เจอคนเก่าแก่ที่เฉลยให้เขาฟังว่าอาคารหลังนี้เคยเป็นร้านกาแฟมา 70 ปี มีเจ้าของกิจการคนเดียวไม่เคยเปลี่ยนมือ

“ตึกนี้ถือเป็นตึกที่ประหลาด ถ้าเป็นห้องแถวเขามักจะซอยเป็นห้องๆ แต่ตึกนี้ออกแบบมาตั้งแต่แรกให้มี 2 คูหา บ้านอยู่ข้างบน ข้างล่างเป็นร้าน เขาบอกว่าสมัยก่อนมันก็หน้าตาแบบนี้แหละ แค่บันไดเป็นบันไดทึบขึ้นข้างเดียว เราก็เชื่อว่ามันควรจะเป็นแบบนี้”

ชิโน-โปรตุกีส

ลงมือเปลี่ยนแปลง

ก่อน Dhamarchitects เข้ามาปรับปรุงพื้นที่ ชั้นบนของตึกเป็นห้องทำงานเจ้าของสำนักพิมพ์ ส่วนชั้นล่างเป็นที่ทำงานพนักงาน ปัญหาเดิมของตึกทึบเดินแอร์ทั้งระบบคือความมืดและความร้อนอับ บันไดพาดคร่อมปิดบ่อน้ำ สถาปนิกหนุ่มสาวจัดการรื้อพื้นชั้น 2 บันได และหลังคาบางส่วนออก แล้วทำบันไดใหม่เป็นแบบ outdoor ให้พื้นที่เปิดโล่งและบ่อน้ำได้กลับมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง

กำแพงด้านหลังบ้านเจาะรูเป็นวงกลมขนาดใหญ่ 2 วงซ้อนกันเพื่อให้ผนังมีความพรุน ไม่ทึบตัน ทัชอธิบายว่าเขาไม่สามารถรื้อกำแพงได้ตามชอบใจเพราะตึกเก่าใช้ผนังรับน้ำหนัก เลยต้องเลือกเจาะแค่บางส่วนให้แดดส่องและลมระบาย

“ที่เจาะผนังเป็นรูปนี้เพราะ 1 รูมก็คือ 1 เซลล์ มันเป็น 2 เซลล์ผสานกัน และเป็นโลโก้ของ 2 rooms ด้วย มองแล้วมันเหมือนตัวดับเบิ้ลโอของคำว่า room”

ชิโน-โปรตุกีส

เราเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นสองที่แบ่งเป็นปีกซ้ายขวา แต่ก่อนพื้นที่นี้ล้อมด้วยกระจกใสและมีบานเลื่อน สองสามีภรรยาไม่รื้อกระจกออกเพราะใช้กันเสียงได้ แต่ใช้วิธีปูไม้ล้อมกระจกอีก 1 ชั้นเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้ห้องพัก ห้องนอนทั้งสองห้องขนาดไม่สมมาตรเพราะตัวตึกเอียงเล็กน้อย แต่ออกแบบให้คล้ายคลึงเหมือนห้องแฝด ด้านหน้าห้องนอนจะมีห้องน้ำบานเฟี้ยมกึ่ง outdoor ด้านหน้า ส่วนห้องนอนสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มดูภูมิฐาน ให้ความรู้สึกอบอุ่นน่าอยู่เหมือนบ้าน

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

ตกแต่งภายใน

นอกจากเตียง ตู้เสื้อผ้า โซฟานั่งเล่น ห้องนอนของ 2rooms Boutique House ยังมีโต๊ะให้เขียนหนังสือและทานข้าว เพราะเจ้าของตั้งใจออกแบบให้แขกที่มาพักนั่งนอนเล่นได้ทั้งวันในห้องแบบ open plan และแทนที่จะซื้อภาพสีน้ำหรือสีน้ำมันมาตกแต่งห้อง พวกเขาก็ติดภาพสเกตช์โรงแรมต่างๆ ที่เคยออกแบบหรือรีโนเวตแทน

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

“ตัวตึกภายนอกมันช่วยเราได้เยอะ ข้างนอกเราไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะมันต่อเนื่องกันทั้งซอยอยู่แล้ว แต่ข้างในเราต้องทำให้มันมีลูกเล่น ทำให้เป็นแบบจีนยุคแรกๆ ไม่ออกสไตล์โคโลเนียล และเครื่องเรือนจะผสมความเป็นจีนกับอย่างอื่นนิดหน่อย เอาเครื่องเรือนมือสองมาผสมปนๆ กัน อย่างโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ใส่ทีวีก็เอามาทำเป็นมินิบาร์ แต่ไม่มีทีวี เพราะเราเป็นคนไม่ดูทีวี และเชื่อว่าคนสมัยนี้ก็ไม่ค่อยดูทีวี เขาดูไอแพ็ดดูมือถือกัน เราว่าถ้าติดไปอย่างงั้นๆ อย่าติดเลยดีกว่า แต่ถ้าเป็นโรงแรมของลูกค้า เขาก็จะอยากให้มีสักหน่อย (หัวเราะ)”

ชาว Dhamarchitects อยากให้แขกอยู่กับตัวเอง อยู่กับความเรียบง่าย และใช้ชีวิตช้าลง พื้นที่หน้าเตียงจึงมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงพร้อมแผ่นเสียงพร้อมสรรพแทนที่โทรทัศน์

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

“เรา 40 แล้ว เราเบื่อที่เราลืมเพลงที่เราฟัง ลืมว่าตั้งค่ากล้องไว้ว่าอะไร เพราะของที่สะดวกมันคิดแทนเราหมด เลยเลือกของที่ดึงสติกลับมาหมดเลย กลับมาใช้อะไรช้าๆ แอนะล็อก ของสมัยที่เรายังเด็กกว่านี้ คิดมากกว่านี้ เวลาฟังเพลงก็ไม่ฟังเพลย์ลิสต์ที่ไหลไปเรื่อยๆ อย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียง 5 เพลงก็ต้องลุกขึ้นไปเปลี่ยนแผ่นแล้ว แต่เราก็มีของที่เรารู้สึกว่าสำคัญนะ ไม่ได้ตั้งใจให้แขกต้องลำบาก เตรียมปลั๊กแบบนานาชาติ จานชามเผื่อซื้อของมากินในห้อง คือคิดเผื่อคนพักเลย ไม่ได้คิดว่าทำโรงแรมแล้วต้องทำแค่นั้นแค่นี้พอ”

พื้นที่รื่นรมย์

การพักผ่อนที่ 2rooms Boutique House ไม่มี welcome drink แต่จะมี welcome scoop จากร้านไอศครีมด้านหน้าให้กินวันละลูก ทัชเล่าให้ฟังว่าเขาตัดสินใจให้ร้าน Torry เช่าพื้นที่หน้าตึกทันทีที่ได้ชิมไอศครีม ปัจจุบันซอยรมณีย์จึงเป็นจุดแวะเยี่ยมที่มีชีวิตชีวา ผู้คนเดินเข้าออกเพื่อพักผ่อนหย่อนใจตลอดทั้งวัน

“ซอยรมณีย์ ชื่อนี้บอกแล้วว่ามันเกี่ยวกับธุรกิจโคมเขียวโคมแดงต่างๆ คนจะลงทุนบางคนเขาก็รู้สึกว่าที่มันไม่มงคล แต่เส้นนี้เป็นเส้นเดียวที่ตึกทุกหลังยังสมบูรณ์ใกล้เคียงแบบเดิมอยู่ เราน่าจะลองเปลี่ยนค่านิยมลบๆ จากรมณีย์แบบนั้นให้กลายเป็นรมณีย์อีกแบบนึง เป็นที่พักที่ดี และทำให้ย่านนี้ดีขึ้นได้”

สถาปนิกหนุ่มตบท้าย ฉันกวาดตามองถนนสายเล็กๆ เบื้องหน้าที่ดูอบอุ่นน่ารักแล้วเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาพูด รมณีย์ในปัจจุบันกำลังมอบความรื่นรมย์แจ่มใสให้กับทุกคนที่ผ่านมาเยือน

ชิโน-โปรตุกีส

2 rooms Boutique House

สถาปนิก: ธรัช ศิวภักดิ์วัจนเลิศ, วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ
16 ซอยรมณีย์ ถนนถลาง ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต
FB | 2rooms Boutique House
076 354 335

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load