The Cloud x UOB

ถ้าการดำน้ำคือการพาเราไปเห็นความสวยงามของโลกมหัศจรรย์อีกใบที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำกว้างใหญ่ ผมคงจะขอพาทุกท่านไปพบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ทันทีที่เราลอยกลับขึ้นมาบนผิวน้ำจะเหมือนกับว่าเราได้ย้อนกลับไปสู่ยุคเมื่อ 250 ปีก่อน 

ใครเล่าจะรู้ว่าในตรอกแคบซอกเล็กซอยน้อยที่ชวนให้หลงทางของย่านตลาดน้อยจะเป็นเช่นลิ้นชักของโนบิตะที่นำพาเราย้อนเวลาไปยังคฤหาสน์แบบจีนโบราณอายุกว่า 250 ปี (อายุมากกว่ากรุงเทพฯ อีกนะ) ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างลับๆ ใกล้ซอยดวงตะวัน ใจกลางกรุงเก่าย่านตลาดน้อย ป้ายตัวหนังสือจีนด้านหน้าประตูบ้านเขียนไว้ว่า โซว เฮง ไถ่ แค่ความเก่าแก่ก็น่าตกใจแล้ว แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ นอกจากคฤหาสน์แบบจีนฮกเกี้ยนโบราณแห่งนี้จะเป็นที่พักอาศัยของเจ้าของบ้านคนปัจจุบันแล้ว ยังเป็นทั้งโรงเรียนสอนดำน้ำและร้านกาแฟอีกด้วย

แน่ล่ะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นนิรันดร์ ทุกสิ่งล้วนไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ แล้วอะไรที่ทำให้คฤหาสน์จีนฮกเกี้ยนแบบโบราณนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน จากรุ่นบุกเบิกมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน แต่ยังคงสืบทอดคุณค่าแห่งความเป็น ‘บ้าน’ ได้อย่างไม่เปลี่ยนแปร แม้รูปแบบและการใช้งานจะเปลี่ยนไป 

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

เมื่อก่อนพื้นที่ด้านหน้าของคฤหาสน์คือท่าเรือที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาชื่อท่าเรือโปเส็ง เป็นท่าเรือสำเภาที่ติดต่อค้าขายกับจีน โดยมีสินค้าหลักเป็นรังนกที่รวบรวมจากภาคใต้ รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ อย่างข้าวสาร พระอภัยวานิช (เจ้าสัวจาด) บรรพบุรุษของตระกูลโปษยะจินดาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอากรรังนก สร้างบ้านโซว เฮง ไถ่แห่งนี้ขึ้นเพื่ออยู่อาศัยและดูแลกิจการท่าเรือ

รูปแบบการก่อสร้างดึงเอาลักษณะตามหลักฮวงจุ้ยแบบจีนคือ เป็นเรือนหมู่อาคารแบบ 4 หลังล้อมรอบลานกว้างตรงกลาง (四合院) ตัวโครงสร้างอาคารผสมรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นบ้านใต้ถุนสูงเข้าไปด้วย ทำให้กลายเป็นเหมือนอาคาร 2 ชั้น โครงของอาคารด้านบนสร้างด้วยไม้สักทองแผ่นหนาและกว้างแทบจะทุกส่วน รวมถึงมีงานแกะสลักและการเข้าไม้แบบช่างไม้ฮกเกี้ยนประดับอยู่แทบจะทุกจุดอีกด้วย

เมื่อเรือสำเภาถูกแทนที่ด้วยเรือกลไฟ ความนิยมท่าเรือโปเส็งก็ค่อยๆ ซาลง ก่อนจะเกิดเป็นท่าเรือกลไฟที่อยู่ใกล้กันอย่าง ล้ง 1919 ของพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) รวมไปถึงตระกูลที่มีชื่อเสียงหลายตระกูลในบ้านเราอย่างพิศาลบุตร ตัณฑเศรษฐี ปันยารชุน ศรีวิกรม์ จาติกวณิช ต่างก็เป็นลูกหลานจากบ้านโซว เฮง ไถ่ แห่งนี้นี่เอง

ผมเดินผ่านซุ้มประตูจีนสีแดงที่เต็มไปด้วยปูนปั้นเป็นลายตุ๊กตาลงสีสวยงาม ผ่านสระว่ายน้ำตรงกลาง เพื่อไปพบและพูดคุยกับเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ภู่-ภู่ศักดิ์ โปษยะจินดา ผู้ปรับเปลี่ยนบ้านเก่าแก่หลังนี้ให้กลายเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำซึ่งรายรอบด้วยอาคารจีนเก่าแก่แบบที่น่าจะมีแห่งเดียวในโลก

โซว เฮง ไถ่

บ้านที่ไม่เหมือนคนอื่น

“คุณพ่อผมรักบ้านหลังนี้มาก ก่อนพ่อจะเสียตอนผมอายุ 14 – 15 ปี ท่านฝากฝังเราว่าให้ดูแลบ้านกับน้องด้วย” ภู่เล่าเมื่อผมถามถึงความทรงจำที่มีต่อบ้านหลังนี้ในวัยเยาว์ ก่อนจะเล่าต่อถึงการมีบ้านซึ่งแตกต่างจากบ้านของเพื่อนๆ ที่รู้จักแทบทุกคน

“ตอนเด็กๆ ก่อนพ่อจะเสีย ผมไม่ได้ผูกพันอะไรเป็นพิเศษกับบ้านหลังนี้นะ ก็อยู่ไปตามปกติ ที่รู้สึกไม่เหมือนคนอื่นคงจะเป็นเรื่องในบ้านเรามีคนอยู่กันค่อนข้างเยอะ ครอบครัวผมมีกัน 5 คน คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ 3 คน แล้วก็มีคนงานที่ดูแลแต่ละส่วน แม่บ้าน คนขับรถ 2 คน คนเฝ้าบ้านอีก 2 คน และมีคนเก่าคนแก่ซึ่งเป็นญาติห่างๆ อยู่ตามห้องต่างๆ อีกหลายคน เหมือนแกไม่มีที่อยู่ก็เลยมาอยู่กับเรา

“ในวัยเด็กก็มีบ้างที่อยากมีบ้านใหม่ๆ ดูทันสมัย มีสนามหญ้าแบบเดียวกับบ้านเพื่อนๆ สิ่งที่จำได้ดีที่สุดของคุณพ่อและบ้านหลังนี้หลักๆ เลยคือ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่คนที่มีความทุกข์ มีปัญหา จะเข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อก็ยินดีให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ พอไปเรียนต่อที่อเมริกา เราก็คิดถึงบ้านหลังนี้ เลยตัดสินใจกลับมาไทยเพราะคิดถึงบ้านหลังนี้มากๆ มันเหมือนเป็นที่พึ่งทางใจของเราเลย”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

โฮมออฟฟิศสมัยก่อนรัตนโกสินทร์

เจ้าของบ้านอธิบายฟังก์ชันการใช้งานของบ้านหลังนี้ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

แต่มันเป็นเหมือนโฮมออฟฟิศตั้งแต่สมัยที่กรุงรัตนโกสินทร์เพิ่งถือกำเนิด

ในความคิดของคนจีนโพ้นทะเลสมัยนั้น การเสียเงินสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียวเป็นเรื่องที่แปลกและสิ้นเปลือง คนจีนยุคนั้นมองว่าบ้านเป็นเครื่องมือหนึ่งในการประกอบธุรกิจ เมื่อก่อนท่าเรือโปเส็งมีลานกว้างๆ เอาไว้ตากของแห้ง ด้านข้างเป็นโกดังเก็บสินค้า อีกข้างเป็นที่พักของคนที่ทำงานในท่าเรือ ตัวบ้านโซว เฮง ไถ่ จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นสำนักงาน ที่เก็บเงิน ที่อยู่อาศัย จะได้ดูแลส่วนต่างๆ ของท่าเรือได้อย่างใกล้ชิด และเอาไว้รับรองลูกค้าหรือแขกเหรื่อได้อีกด้วย

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

จากโฮมออฟฟิศสู่โรงเรียนสอนดำน้ำ

“ก๋วยเตี๋ยวอร่อยอยู่ในซอยลึกก็มีคนตามไปกินเต็มร้าน” ภู่อธิบายให้ผมฟังเมื่อผมถามถึงไอเดียของการปรับเปลี่ยนบ้านพักอาศัยให้มากลายเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ แรกเริ่มเดิมภู่เปิดร้านอาหารแถวหัวหมาก แต่ด้วยความรักในการดำน้ำเลยกลายมาเป็นครูสอนดำน้ำควบคู่ไปด้วย ช่วงแรกๆ เขาไปสมัครเป็นครูสอนดำน้ำตามโรงเรียนสอนดำน้ำต่างๆ ลูกศิษย์ที่เรียนแล้วชื่นชอบในวิธีการสอนก็แนะนำเพื่อนๆให้มาเรียนกับเขาโดยตรง ซึ่งก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกก็ใช้สระของคนอื่นแต่พอจำนวนคนเรียนเริ่มเยอะขึ้นจนคิวของสระว่ายน้ำเริ่มไม่ลงตัวกับเวลาสอนของภู่ เขาจึงอยากหาสระของตัวเอง เขาตัดสินใจขายกิจการร้านอาหารเพื่อหาเงินมาใช้สร้างสระสอนดำน้ำ

“ตอนนั้นคิดว่าแถวสุขุมวิทน่าจะดี ขับรถวนอยู่แถวนั้นหาบ้านที่ให้เช่า เพื่อจะสร้างสระว่ายน้ำ แต่การสร้างสระว่ายน้ำมีราคาสูง ถ้าเราสร้างสระเสร็จแล้วเกิดมีปัญหากับเจ้าของที่ สระมันเคลื่อนย้ายไม่ได้ มีหวังได้ย้ายไปหาที่สร้างสระใหม่อีกบ่อยๆ แน่ ดูวุ่นวาย ตอนนั้นเครียดมากๆ แล้วด้วยอาชีพครูสอนดำน้ำก็จะไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่

“วันนั้นกลับมาบ้านเพราะเรารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เป็นที่พึ่งทางใจของเราเสมอ เวลากังวลหรือเครียดถ้าได้กลับบ้านจะรู้สึกดีขึ้น พอมายืนอยู่หน้าประตูแล้วมองเข้ามาที่ลานกลางบ้าน ซึ่งตอนนั้นเป็นลานกว้างๆ มีต้นชมพู่ใหญ่ อายุเป็นร้อยๆ ปี อยู่หลายต้น แต่ละต้นขนาดประมาณ 1 คนโอบ แทนที่จะเห็นบ้านกับลานตรงกลาง กลายเป็นเห็นบ้านสกปรกเลอะเทอะ ฝุ่น เศษขยะ เศษใบไม้ เต็มบ้านไปหมด ก็เลยถามแม่ว่าทำไมบ้านโทรมจัง แม่ตอบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแล ทำความสะอาด สูงมาก ดูแลไม่ไหว เราได้ยินก็นิ่งไป ตอนนั้นคิดว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลือกจะทำสระว่ายน้ำ บ้านก็จะไม่มีเงินดูแล แต่ถ้าเลือกดูแลบ้าน ก็จะไม่ได้ทำสระเพื่อสอนดำน้ำ ซึ่งเป็นอาชีพที่เราชอบ”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

ในห้วงเวลาที่เราถูกกดดันไร้ซึ่งทางเลือกนั้น ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มักจะเกิดขึ้นให้เราเรียกใช้ได้ง่ายกว่าเวลาอื่น นี่คือช่วงเวลานั้นของภู่ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รถไฟฟ้ามหานครหรือ MRT กำลังจะเปิดให้บริการ สถานีหัวลำโพงก็อยู่ใกล้ตลาดน้อยมากๆ จนทำให้เขาตัดสินใจสร้างสระว่ายน้ำเพื่อสอนดำน้ำในบ้านของตัวเอง

“ผมยืนมองตัวบ้านจากด้านประตูหน้าก็มาคิดว่า ทำไมไม่ทำมันที่บ้านไปเลยล่ะ ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยอยู่ในซอยลึกก็มีคนไปกิน เราสอนดำน้ำจนมีลูกค้าติดจากการบอกกันปากต่อปาก ถ้าเราไปอยู่ที่ลึกหน่อยก็น่าจะมีคนเดินมาหาเราบ้างแหละ

“ที่นี่ก็ถือว่าค่อนข้างอยู่กลางเมือง รถไฟฟ้าก็กำลังจะเปิด น่าจะพอเป็นไปได้ เลยลองเรียกเพื่อนที่เป็นสถาปนิกมาช่วยดู โดยมีโจทย์หลักๆ ว่าต้องการสร้างสระให้ออกมาไม่เป็นงานทันสมัย และต้องไม่อยู่ระนาบเดียวกับพื้นเพื่อกันน้ำท่วม แล้วก็ต้องลึกมากกว่า 3 – 4 เมตรเพื่อให้ดำน้ำได้ ความคิดของเราคือผมจะหักเงินที่ได้จากการใช้สระเรียนดำน้ำบางส่วนมาใช้เป็นทุนซ่อมแซมดูแลบ้าน จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงานดูแลบ้าน เพราะที่นี่คือที่พึ่งทางใจของเรา ถ้าเสื่อมโทรมหรือชำรุดเราก็ซ่อมแซม เพราะเราอยากให้มันคงอยู่ต่อไปได้แบบดีที่สุดเท่าที่เราจะดูแลไหว”

โซว เฮง ไถ่

ปรับบ้านเปลี่ยนฮวงจุ้ย

เคยมีผู้ใหญ่จากหลายสถาบันบอกภู่ว่าฮวงจุ้ยของถนนเยาวราชดูเหมือนมังกร และตำแหน่งของบ้านโซว เฮง ไถ่ คือลูกแก้วมังกร การตัดสินใจปรับเปลี่ยนลานกลางบ้านแบบดั้งเดิมให้เป็นโรงเรียนสอนดำน้ำจึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนฮวงจุ้ยของบ้านทั้งหลัง

“คุณแม่ค้านครับ ไม่ยอมรับความคิดนี้เลย เพราะฮวงจุ้ยของบ้านแบบเดิมคือต้องมีลานโล่งกลางบ้าน และต้นชมพู่ต้นใหญ่ก็มีกิ่งก้านสาขาสร้างร่มเงาให้ความร่มรื่นแก่ทุกคนที่อาศัยในบ้าน พอเราตัดต้นไม้ สร้างสระว่ายน้ำ ก็เปลี่ยนลักษณะของบ้าน

“ตามหลักฮวงจุ้ย บ้านหลังนี้มีหน้าบ้านติดแม่น้ำ หลังบ้านควรโล่ง แต่ด้านหลังมีคนสร้างตึกสูงขึ้นมาฮวงจุ้ยก็ผิดแล้ว ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ผมมองว่าศาสตร์ของฮวงจุ้ยคืออยู่ดีมีสุข ร่ำรวยเงินทอง การทำสระแบบนี้ก็ช่วยให้เรามีเงินมาดูแลบ้าน ซ่อมบ้าน แม้หน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่เพื่อให้ตัวบ้านยังคงอยู่ต่อไปแกเลยยอม”

ภู่เล่าถึงงานบางกอกดีไซน์วีกเมื่อต้นปีว่า ในแต่ละวันมีคนจำนวนหลักพันคนเดินเข้ามาเยี่ยมบ้านโซว เฮง ไถ่นี้ บางคนมานั่งพักผ่อนอยู่นานๆ บางคนก็มาบอกเราว่าชื่นชมตัวบ้านนี้ หลายคนชอบที่ที่นี่มีสระว่ายน้ำ เพราะมันทำให้บรรยากาศดูสบายขึ้น

ฮวงจุ้ยบ้านนี้เปลี่ยนไปก็จริง แต่มันอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่เป็นกันเองมากขึ้นก็ได้

งบเกินประมาณ

เมื่อถึงเวลาเริ่มก่อสร้าง เขาเรียกผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการและตีราคาค่าก่อสร้าง แล้วพบว่าเงินที่เตรียมไว้ไม่พอ

“ตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ 3 ล้าน ผู้รับเหมาตีราคาค่าทำสระออกมาสามล้านห้า คิดว่าจะหายืมหากู้จากคนอื่นๆ พอสระว่ายน้ำเสร็จค่อยทำงานหาเงินมาคืนเขา ถึงเวลาสร้างจริงงบที่ตีไว้ทีแรกก็บานปลายเกินไปอีกเท่าหนึ่ง เนื่องจากค่าแรงคนงานสูงมาก เมื่อก่อนลานกลางบ้านปูด้วยหินแกรนิต (มาจากเมืองจีนสมัยเดียวกับตัวบ้าน ในฐานะหินอับเฉาที่เอาไว้ถ่วงท้องเรือให้หนักพอจะแล่นกลับมายังไทยได้ ในยุคแรกหินอับเฉามาในรูปแบบของแผ่นปูพื้นก่อนจะพัฒนามาเป็นตุ๊กตาแกะสลัก)

“เราให้คนยกหินไปเรียงใหม่ตรงหน้าเรือนด้านใน ด้วยความที่มันอยู่มาตั้งแต่สมัยที่สร้างบ้าน ผมเลยบอกช่างว่าห้ามตัดหินให้เล็กลงนะ พอจะย้ายไปปูด้านในซึ่งความกว้างยาวไม่เท่าเดิม ช่างก็ต้องพยายามวางหินทีละก้อนให้ต่อกันพอดี เหมือนเล่นเกมเลย ด้วยน้ำหนักหินแกรนิตที่หนักมาก เคลื่อนย้ายก็ลำบาก กว่าจะเรียงหินปูพื้น แค่ 2 แถวแรกก็ใช้เวลาปูกว่า 3 วัน 3 คืน กระเบื้องเก่าที่เคยปูที่ลานกลางบ้านก็ให้ช่างสกัดออกด้วยมือทีละแผ่นๆ เผื่อเก็บเอาไว้ปูที่อื่น เราใช้ค่าแรงในการก่อสร้างสูงมากๆ จนทำให้เกินงบที่วางไว้ในตอนแรก แต่ก็คุ้มค่าที่ทำไปนะ”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

นอกเหนือจากเรื่องของการเคลื่อนย้ายหินปูพื้นจำนวนมากแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกอย่างก็คือการที่ขุดสระลึกลงไปเกือบๆ 3 เมตรด้วยมือ เพราะซอยทางเข้าบ้านและประตูหน้าบ้านเล็กมากจนรถขุดหรือเครื่องจักรอื่นๆ เข้ามาไม่ได้ จึงต้องก่อขอบสระว่ายน้ำให้สูงขึ้นมาอีก 1.2 เมตร เพราะภู่ต้องการให้สระลึก 4 เมตร ถ้าขุดลึกลงไปอย่างเดียวอาจส่งผลกระทบกับโครงสร้างของบ้านได้ นอกจากนี้พี่ภู่ยังใช้เสาเข็มจำนวนมากเทียบเท่ากับการสร้างตึก 4 ชั้นเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวสระ เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านหลังนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างสระว่ายน้ำแน่ๆ

เปิดบ้านเปิดใจ

ระหว่างที่ผมกำลังพูดคุยกับเจ้าของบ้าน มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติพากันเดินผ่านประตูเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้อยู่ไม่ขาด มีทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล็กๆ พอเข้ามาก็ซื้อน้ำและแยกย้ายกันไปนั่งตามมุมต่างๆ ของบ้านราวกับเป็นร้านกาแฟสวยเก๋ที่เป็นที่นิยมกันในยุคนี้ จึงคล้ายกับบ้านนี้กลายมาเป็นร้านกาแฟในอีกสถานะหนึ่ง ควบคู่ไปกับโรงเรียนสอนดำน้ำและที่อยู่อาศัยด้วย ผมเลยถามถึงแนวคิดในการเปิดบ้านให้คนทั่วไปได้เข้าชม

“หลังจากโรงเรียนสอนดำน้ำแล้ว (พ.ศ. 2547) การท่องเที่ยวชุมชนเริ่มได้รับความนิยม โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าอย่างตลาดน้อยและเยาวราช ทางสถาบันอาศรมศิลป์มาถามเราว่าเป็นไปได้มั้ยที่จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะตัวบ้านเป็นอาคารเก่าซึ่งหาดูได้ยากมากๆ คนที่มาก็มีทั้งมาดูบ้านเก่า และมาขอดูว่าจะจัดการบ้านเก่าเพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวชุมชนยังไง ทางผมก็ยินดีแค่ต้องคิดถึงความเป็นส่วนตัวของผมด้วย เพราะนี่เป็นทั้งบ้านและที่ทำงานของผม ก็เลยคุยกันว่าให้นัดมาก่อน ผมจะได้ทำความสะอาดและเตรียมตัวต้อนรับ

“แต่บางทีคนที่เคยมาดูเขากลับมาดูใหม่แบบไม่ได้นัดล่วงหน้าเพราะชอบบ้านเรามากจริงๆ ด้วยพื้นที่บ้านขนาด 1 ไร่เราทำความสะอาดไม่ได้ทุกวัน เลยมีคนมาบอกเราว่าบ้านขาดการดูแล ผมก็กังวล เพราะถ้าอยากให้บ้านดูสะอาดสะอ้านอยู่ตลอดต้องจ้างคนมาดูแลความสะอาด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

“การตั้งกล่องบริจาคหรือขายตั๋วเข้าชมบ้านดูเหมือนบังคับให้เขาจ่ายเงิน อาจทำให้คนที่มารู้สึกไม่ค่อยดีกับบ้านเรา ด้วยความที่ผมเน้นทำธุรกิจให้ทุกคนรู้สึกดี ทั้งตัวผมและคนที่มา เวลาผมสอนดำน้ำก็สอนเต็มที่ ถ้าคนมาเรียนแล้วดำน้ำไม่คล่องหรือไม่รู้สึกปลอดภัย ก็มาลงเรียนต่อได้ฟรีเลย ไม่คิดว่านักเรียนไม่เก่ง แต่คิดว่าเพราะเราสอนไม่ดี

“เลยได้ข้อสรุปว่าเราขายเครื่องดื่มให้คนที่มาชมบ้าน ยอมรับว่าขายในราคาแพงกว่าร้านข้างถนน เพื่อเอาเงินเอามาจ่ายคนที่คอยดูแลความสะอาด และให้บ้านยังคงอยู่ต่อไปได้ ทุกคนก็เข้าใจ มีคนมาอุดหนุนอยู่ตลอด ถ้าอยากเข้าห้องน้ำเราก็ยินดีเปิดให้ใช้บริการ”

โซว เฮง ไถ่
โซว เฮง ไถ่

เงินรายได้จากการขายเครื่องดื่มไม่ได้มากมายเป็นกอบเป็นกำ และการเปิดบ้านเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเจอมิจฉาชีพ แล้วอะไรทำให้เจ้าของบ้านเก่าแห่งนี้ยังคงยินดีเปิดบ้านให้คนทั่วไปมาชม

“ผมอยากสื่อสารว่าในเมืองไทยมีคนจีนที่อพยพมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแบบเสื่อผืนหมอนใบ เราโชคดีมากเลยนะครับ ถ้าอากงอาม่าเราลงเรือผิดลำไปนี่ยุ่งเลยนะ ในบางประเทศคนจีนก็อยู่ในสถานะพลเมืองชั้นสองแบบกลายๆ แต่ไทยหรือสยามซึ่งมีกษัตริย์ปกครอง อ้าแขนต้อนรับคนจีนเป็นอย่างดี ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกันหมด อยากค้าขายก็ทำได้ ตั้งตัวกันได้หลายคน เป็นเศรษฐีระดับโลกก็มากมาย พอมาอยู่ก็ได้สัญชาติไทยโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าไทยเชื้อชาติอะไร คนไทยก็คือคนไทย เราก็ควรรักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ที่ให้เราเข้ามาทำมาหากินในประเทศ

“ผมอยากเปิดบ้านเพื่อให้ความรู้ผู้คนและพูดเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ด้วยอาชีพผมที่เจอคนจำนวนมาก ทำให้ผมไม่ได้มองทุกคนเป็นคนร้าย ซึ่งคนส่วนมากก็เป็นแบบนั้น มีคนส่วนน้อยที่เข้ามาแล้วไม่ให้เกียรติสถานที่ พอเราเตือนเขาก็ไม่ทำอีก ผมเลยโอเคกับการเปิดบ้านไว้แบบนี้นะ” ภู่อธิบายในสิ่งที่ผมสงสัยไว้ตั้งแต่ตอนแรก

โซว เฮง ไถ่

มองย้อน

แดดร่มลมตกอากาศข้างนอกเริ่มเย็นลง สายลมเย็นๆ พัดโชยเข้ามาภายในบ้านโซว เฮง ไถ่ เป็นช่วงๆ นักท่องเที่ยวยังคงเดินเข้าเดินออกอยู่เป็นระยะ ผมถามเขาว่าการรีโนเวตบ้านหลังนี้ให้อะไรกับเขาบ้าง

“เหมือนเป็นสวรรค์เลยครับ” เจ้าของบ้านตอบสั้นๆ พร้อมเสียงหัวเราะที่ชวนให้ผมหัวเราะไปด้วย

“ก่อนหน้านี้ผมเปิดร้านอาหารแถวหัวหมาก วันๆ หนึ่งผมเสียเวลาประมาณสามสี่ชั่วโมงไปกับการเดินทางจากบ้านไปหัวหมาก เหนื่อย บางทีก็ไม่อยากไป พอมาสอนดำน้ำก็แบบเดิมคือเจอลูกศิษย์มาเรียนดำน้ำแถวสุขุมวิท ก็ขับรถไปสอน สอนเสร็จก็ขับรถกลับ เราไม่สามารถกำหนดให้คนมาเรียนตอนรถไม่ติดได้

“พอมาสอนที่บ้านของเราเองก็เหมือนเป็นสวรรค์เลย คนที่มาเรียนดำน้ำก็ชอบบรรยากาศกันทุกคน เหมือนเขาได้มาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ถ้ามีลูกศิษย์มาเรียนก็สอน ถ้าไม่มีคนมาเรียนผมก็เลี้ยงปลา เลี้ยงหมา (อีกอาชีพของเขาคือเพาะพันธุ์สุนัขบีเกิ้ลส่งประกวด-ติดอันดับ 1 ใน 5 ของสหรัฐอเมริกาด้วย) มีคนเข้าบ้านมาเราก็คุยกับเขา บ้านซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจของเราก็ยังคงอยู่ดี มีคนดูแล มีเงินซ่อมแซมจุดที่เสียหาย แล้วได้เวลาจากบนท้องถนนคืนมาปีๆ หนึ่งก็คงหลายพันชั่วโมง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การรีโนเวตคุ้มค่าคือเรื่องของทำเล เราไม่สามารถหาที่แบบนี้ได้อีกแล้วในยุคนี้ เราอยู่ใจกลางเมือง เดิน 10 นาทีก็ถึงรถไฟฟ้าเข้าสู่เมืองได้แล้ว แต่เป็นใจกลางเมืองที่ย้อนกลับไปอยู่ในยุคเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน”

โซว เฮง ไถ่

ส่งไม้

“ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษของผมสร้างบ้านนี้ขึ้นมาด้วยวัสดุที่ดีที่สุดในยุคนั้น ทั้งเสา ทั้งคาน บ้านถูกออกแบบและก่อสร้างมาให้คงอยู่อย่างถาวรจริงๆ แต่ทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่คงทนถาวรตลอดไปหรอก ผมพยายามจะให้มันอยู่ต่อไปนานเท่าที่จะเป็นไปได้นะ เพราะนี่คือบ้านเรา

“แต่พูดกันตรงๆ ผมไม่ได้ต้องการให้ลูกผมมาดูแลบ้านหลังนี้หรอก เพราะมันเหมือนยกหินก้อนใหญ่ไว้บนบ่าคนรุ่นถัดไป แค่ค่าดูแลและค่าน้ำค่าไฟของที่นี่เดือนๆ หนึ่งก็แพงมาก แล้วเวลาที่บ้านมีปัญหาต้องซ่อมแต่ละครั้งก็ราคาสูงมาก พื้นไม้ที่ผุจะไปหาไม้ที่กว้างเท่าเดิมมาเปลี่ยน แม้บางครั้งมีเงินก็อาจจะหาซื้อมาเปลี่ยนไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วลูกชายผมต้องทำงานหาเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะรับผิดชอบดูแลบ้านหลังนี้ได้ ผมเลยตั้งใจว่าจะไม่ปลูกฝังว่าพ่อรักบ้านหลังนี้ ต่อไปลูกต้องดูแลมันนะ จะไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่ๆ เราคงบอกเขาให้รู้ถึงความเป็นมาของบ้าน ประวัติของครอบครัวเรา บรรพบุรุษของเรา เพื่อให้ลูกหลานรุ่นถัดๆ ไปรู้คุณค่าของสถานที่แห่งนี้ แต่ว่าในอนาคตถ้าเขาเลือกที่จะทำอย่างอื่นก็ไปทำได้เลย”

ในสายตาคนนอก แม้ว่าฟังก์ชันของบ้านโซว เฮง ไถ่ จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและความต้องการของเจ้าของแต่ละรุ่น แต่ตลอดเวลา 250 ปีที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงคุณค่าและความหมายแห่งความเป็น ‘บ้าน’ ที่เป็นที่พึ่งทางใจของคนในครอบครัวทุกรุ่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง 

เคียงข้างทุกเจเนอเรชัน

#ธนาคารยูโอบี #เคียงข้างทุกเจเนอเรชัน

#UOB #RightByEveryGeneration

โซว เฮง ไถ่
 
บ้านโซวเฮงไถ่ โรงเรียนสอนดำน้ำ
ก่อสร้างตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ปีที่รีโนเวตเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ  |   2004
ที่อยู่ | 282 ซอย ดวงตะวัน ถนน เจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์   กทม.
โทร | 02 639 6262
Facebook | โซว เฮง ไถ่ So Heng Tai  
เวลาที่เปิดให้เข้าชม
วันธรรมดา 09.00 – 18.00 น.
วันศุกร์และเสาร์ 09.00 – 21.00 น.
วันอาทิตย์ 09.00 – 18.00 น.
ปิดทุกวันจันทร์

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากใครเคยได้นั่งรถผ่านตรงข้ามโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง คงจะสังเกตบ้างว่ามีตึกลายแผนที่โบราณสีขาว-น้ำเงินตระหง่านอยู่

“ลงทุนขนาดนี้ ใครจะชอบตึกลื้อเหรอ” อากงเพื่อนบ้านพูด ไม่รู้ว่ากำลังปรามาสหรือถามด้วยความสงสัยจากใจจริงกันแน่

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

แม้ดูจะแปลกตาชาวบ้านแถวนั้นบ้าง แต่ ‘The Kheha’ (เดอะ เคหา) ที่พักนักท่องเที่ยวและร้านอาหารที่อดีตเป็นธนาคารนี้ ก็สร้างมาจากแพสชันในศิลปะของผู้เป็นเจ้าของร้าน อ้อย-อินทิรา ทัพวงศ์ และการร่วมมือออกแบบ ร่วมใจเพนต์ผนังทั้งภายนอก-ภายในของแก๊งเพื่อนคณะมัณฑนศิลป์วัย (กำลังจะ) เกษียณ

เราเห็นกระบวนการก่อร่างของตึกนี้มาแต่ไหนแต่ไร ด้วยพ่อก็เป็นหนึ่งในแก๊งศิลปินที่ว่า

“วันนี้ไปไหน”

“ไปร้าน” พ่อตอบประโยคที่เราคุ้นเคยมาร่วมปี ถึงจะเหนื่อย แต่แน่นอนว่าทุกคนสนุกกับการไปเพนต์ผนังกับเพื่อน

ไม่ง่ายเลยที่ตึกธนาคารยุค 80 จะปรับฟังก์ชันภายใต้ข้อกำหนดยิบย่อยได้อย่างดี ไม่ง่ายเลยที่จะนำศิลปะหลายสไตล์ของคนร่วมสิบมารวมกันให้ลงตัวได้ และไม่ง่ายอีกเช่นกันที่จะเริ่มเปิดทำการภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ควรค่าที่อย่างยิ่งที่จะนำเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้มาเล่า

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

ออกเรือสำเภา

อินทิรา เจ้าของ The Kheha เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ทำงานอยู่ที่แบรนด์เสื้อผ้าแถวหน้าของเมืองไทยมานาน 40 ปี เธอเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันที่ตนเองเรียนจบมาด้วย

อินทิรามีพื้นเพเป็นคนบางลำพู ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์-โฮสเทลมากมายให้เห็นจนชินตา ด้วยความเป็นนักเรียนศิลปะ เธอคิดเงียบ ๆ ว่า ถ้านักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้สัมผัสการถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานศิลปะก็คงดี ประจวบเหมาะกับที่ทำเสื้อผ้ามาถึงจุดอิ่มตัว เธอก็คิดอยากทำอะไรที่อยู่ถาวร จับต้องได้ สร้างสรรค์ และแสดงถึงความคิดของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ความคิดจะทำที่พักนักท่องเที่ยวจึงแล่นเข้ามาในหัว

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

“เราเห็นแบบไทยจ๋าไปแล้ว หรือไม่ก็ตะวันตก เป็นโรงแรมหรูหราไปเลย เราก็อยากหาอะไรที่มันมีความสวยงามของศิลปะไทยและตะวันตกมารวมกันอย่างสวยงาม” เจ้าของร้านในลุคเสื้อคอเต่าคิดฝัน “อยากให้เป็นที่รวมคนที่ชอบงานศิลปะ ชอบท่องเที่ยว เป็นที่ของคนรุ่นใหม่ที่ทั้งโมเดิร์นและชอบความเป็นไทย”

‘เพนต์ตึกเป็นแผนที่’ เป็นไอเดียเริ่มต้นของโปรเจกต์ สำหรับเธอ แผนที่สื่อถึงการเดินทางของนักเดินทางทั่วทุกมุมโลก เธออยากให้ตึกของเธอมีลายแผนที่เดินเรือสมัยโบราณวาดไว้ ส่วนภายในตึกก็เป็นภาพวาดตามธีมตะวันออกพบตะวันตกโดยแก๊งเพื่อนคณะมัณฑนศิลป์

หลังจากที่วนหาตึกเหมาะ ๆ ในถิ่นกำเนิดอย่างบางลำพูอยู่หลายรอบแล้วไม่พบจนเกือบถอดใจ เธอก็มาพบกับตึกที่ต้องตาอย่างจังเข้าที่ย่านบำรุงเมือง

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

“โอ้ว้าว! ตึกเก่า ทรงสวยว่ะ!” อินทิราอุทาน แล้วภาพแผนที่โลกในหัวก็ถูกทาบลงบนตึกนั้นโดยอัตโนมัติ “มันทั้งอยู่สามแยก ทั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล ที่จอดรถไม่มี แต่เราไม่ได้คิดเรื่องฮวงจุ้ยหรืออุปสรรคอะไรเลย เราคิดแค่ว่าถ้าวาดต้องเจ๋งแน่”

ก่อนหน้านั้นเธอได้เกริ่นถึงโปรเจกต์ตามใจตัวเองนี้กับรุ่นพี่คนหนึ่งไว้ว่า หากมีโอกาสได้ทำเข้าจริง ๆ ก็อยากให้รุ่นพี่คนนี้เป็นคนลงมือแปลงโฉมตึกให้ โชคดีที่เมื่อได้เห็นตึกที่อินทิราเล็งไว้ เขาก็ตอบรับทำสมใจ รุ่นพี่คนนั้นคือ สมชาย จงแสง ดีไซเนอร์จาก Deca Atelier และศิลปินศิลปาธร สาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์คนแรกของประเทศ

“เราก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่มัณฑนศิลป์ แล้วอ้อยเขาก็ทำดีไซน์ ทำแฟชั่น เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องแพสชันศิลปะมันไม่ต้องคุยแล้วล่ะ เขามีของเขาอยู่แล้ว” สมชายบอกถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับงานนี้ “แล้วอ้อยเขาก็มาแบบง่ายๆ เราไม่เกร็งกับตัวเขา”

เมื่อได้ฤกษ์เริ่มคิดงาน อินทิราก็เริ่มคิดถึงภาพวาดภายในที่เธออยากให้เพื่อน ๆ มาช่วยวาด

“เราไม่คิดถึงคนอื่นเลย เรานึกถึงไอ้เพื่อนที่เราสนิท จะได้ขอร้องให้มาช่วยกันง่ายขึ้น” เธอหัวเราะลั่น “แต่ละคนมีศักยภาพในแนวของตัวเอง คนนี้เก่งด้านเพนต์เนี้ยบมาก อีกคนเพนต์แบบเป็น Abstract อีกคนเพนต์ลายไทย มันก็มีหลากหลาย เลยมาปรึกษาพี่สมชายว่า พี่ ถ้ามันเป็นหลายแนวจะอยู่รวมกันได้มั้ย”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

‘Less is a bore’

แฟชั่นดีไซเนอร์อารมณ์ดีอย่างอินทิราไม่ชอบความมินิมอล เธอเป็นคนชอบเอาอะไรเยอะ ๆ มาอยู่ด้วยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งงานยาก ๆ ตรงนี้จะตกเป็นหน้าที่ของสมชายในการจัดวางทุกอย่างเข้าด้วยกัน

“ปกติเราต้องคิดเองทั้งหมด แต่อันนี้เราเอาสิ่งที่เขามีแพสชันมาทำ มีเพื่อนของเขามาร่วมกันวาดรูป คิดในแง่ของการทำงานมันก็สนุกเนอะ” แม้จะยาก แต่สมชายก็ดูจะเอ็นจอยไม่แพ้กัน

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

แปลงตึกธนาคารเป็นที่พำนัก

ดั้งเดิมทีเดียวที่ตั้งของตึกนี้เคยเป็นตึกแถว 3 ห้อง จากนั้นก็ทุบสร้างใหม่เป็นตึกนี้ที่อายุราว 40 ปี ซึ่งเคยใช้เป็นบริษัทเงินทุน และเปลี่ยนมาเป็นธนาคารธนชาตตามลำดับ

สมชายเล่าว่าถนนสวนมะลินี้เป็นย่านธุรกิจใหม่ โดยทั่วไป รอบ ๆ จะเป็นตึกแถวขายเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน เป็นบริษัทของคนจีน ตึกนี้จึงดูแปลกและสมัยใหม่เมื่อเทียบกับตึกอื่น ๆ ในละแวก

“Space เนี่ย มันต้องมี Spirit นะ” สมชายเริ่มเล่าถึงความยากของงานชิ้นนี้ เมื่อสิ่งที่อินทิราอยากได้ไม่ใช่แค่ดีไซน์เท่านั้น แต่เธอต้องการงานศิลปะด้วย “ถ้าเราได้ตึกเก่าย่านรัตนโกสินทร์มา มันจะมี Volumn ของ Space ที่เหมาะ แค่เราใส่อะไรไปนิด ๆ Spirit มันก็จะได้เลย แต่เมื่อเป็นตึกสมัยใหม่ยุค 80 ความรู้สึกก็จะเป็นอีกแบบ”

อย่างที่เคยเห็นกัน ตึกธนาคารที่เก่าหน่อยจะมีความแกรนด์ เมื่อเดินเข้าประตูไปจะพบกับโถงฝ้าสูงแบบ Double Height ซึ่งความแกรนด์นี้ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสียทุกครั้งไป สำหรับสมชาย ที่พักควรมีความ Cozy แต่โถงใหญ่ที่นี่ทำให้ตึกนี้ดูคล้ายโชว์รูม โดยการลดทอนความโอ่อ่านี้ก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน

“ปกติผมจะใช้สถาปัตยกรรมซ้อนเข้าไปอีกทีหนึ่ง แต่อันนี้มันทำไม่ได้ด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง วิธีแก้ก็คือ Tone Down มันลงมา เช่น สีเข้มขึ้น ฝ้าลดลง ให้ความรู้สึกมันกระชับขึ้นครับ แล้วก็ทำ Space ที่ใหญ่ให้ Borderless (ไร้ขอบเขต) ซอยแพตเทิร์นกระเบื้องบนพื้นและผนัง อย่าให้เห็นรูปทรงของ Space ชัดเจน”

“อย่างผนังห้องนี้นะครับ จริง ๆ ห้องมันอยู่แค่นี้ แต่เราก็ดึงผนังสีดำนี่ออกไปอีก เพื่อลดความใหญ่ของ Space ข้างล่างลง” สมชายชี้ผนังห้องชั้นลอยที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ให้ดู “แล้วก็ได้เรื่องความเป็นส่วนตัวของห้องนี้ด้วย พอดึงผนังออกไป คนนั่งกินข้าวข้างล่างก็มองไม่เห็นห้องนี้”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

จริงอย่างที่ผู้ออกแบบตั้งใจ พอดึงผนังออกไป เราก็รู้สึกว่าห้องเงียบสงบและเป็นส่วนตัวพอจะใช้เป็นห้องประชุมได้เลย

นอกจากนั้นยังมีความยากอีก 3 อย่าง 

ยากแรกคือความเป็นสามเหลี่ยมของตึก ทำให้ลำบากในการซอยห้องพักเป็นรูปทรงที่ตอบโจทย์

ยากที่สองคือความแบนของตึกสำนักงาน ทำให้ห้องออกมายังไม่ลงตัวเท่าที่คิด Volumn ของ Space ยังไม่ค่อยไปด้วยกันกับงานเพนต์ของเพื่อน ๆ ตามที่ตั้งใจไว้

ยากที่สามคือเรื่องข้อกำหนดของการทำห้องพักให้เช่าชั่วคราว ซึ่งมีเรื่องทางหนีไฟที่ต้องอยู่ด้านหน้า และเรื่องการห้ามยื่นอะไรออกมานอกถนนตามราชกิจจานุเบกษา จึงต้องย้ายคอมเพรสเซอร์แอร์มาไว้ด้านหน้า และทำฟาซาดตึกเพื่อลดความเป็นโชว์รูมไม่ได้

แม้ด้านดีไซน์จะยังไม่เต็มร้อย ถึงอย่างนั้นอินทิราและสมชายก็พอใจในแง่ของการเป็นที่พักที่มีจำนวนเตียงเพียงพอ มีห้องหลายแบบให้เลือกสรร ทั้งห้องนอนรวมกันมีเตียงสองชั้น สำหรับชาวแบ็กแพ็กที่อยากหาที่นอนง่าย ๆ และห้องเดี่ยวที่มีห้องน้ำในตัว สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

“งานดีไซน์ที่ต้องตอบโจทย์ก็คงเป็นหมดนั่นแหละ ต้องปรับให้ได้ตามปัจจัยแวดล้อม” แฟชั่นดีไซเนอร์ให้ความเห็น “อย่างเวลาเราออกแบบเสื้อผ้า เราอยากให้มีตรงนี้ ๆ หน่อย มันก็ไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่าติดอันนี้ไปแล้วราคาแพง ติดอันนี้ลูกค้าอาจจะไม่เก็ต มีอยู่แล้ว เพราะเราไม่ใช่ Pure Art มันต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร
The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

จับแพะชนแกะ จับเยอะชนแยะ

เจ้าของโปรเจกต์ตั้ง ‘ความเป็นไทยที่ไม่ใช่ไทยจ๋า มีความเป็นไทยผสมกับตะวันตก’ เป็นโจทย์ให้กับเพื่อน ๆ และรุ่นน้องมัณฑนศิลป์อีก 3 คนที่มาช่วยงาน โดยมีพ่อของเรา ตั้ง-ณัฐพงษ์ เรืองเวส ผู้เป็น Interior Designer เป็นที่ปรึกษาเรื่องหาตัวเพื่อนที่มีสไตล์เหมาะ ๆ มาวาด เรื่องเลือกรูปวาดให้ตรงธีม และเป็นผู้ร่วมวาดเองด้วยอีก 1 คน

“ประเทศไทยนี่มองได้หลายมุมนะ แต่ส่วนตัวเรามองความเป็นไทยในแง่ของความสนุก สดชื่นเฮฮา คาดการณ์ไม่ได้ มากกว่าไทยประเพณี ก็เลยคิดว่าดีแล้วที่มีใครต่อใครมาช่วยกันทำให้ Space สนุก”

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

ตามที่ได้บอกไป ตึกนี้มีลักษณะ Space บางอย่างที่เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นโถงทางเข้าที่ใหญ่โต หรือชั้นอื่น ๆ ที่ฝ้าเตี้ยมาก ๆ เพราะเคยเป็นสำนักงานมาก่อน ดังนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ดีไซเนอร์หลักอย่างสมชายจะต้องทำ คือพิจารณาว่างานของใครมีคาแรกเตอร์เหมาะจะอยู่ใน Space แบบไหนกันบ้าง

“อย่างจ๊วด ภาพเขาไม่ต้องเป็นห้องก็ได้ ภาพเขาดูทันสมัย เป็นกึ่ง ๆ กราฟฟิตี้ เหมาะจะอยู่ใน Space ที่มัน Borderless” สมชายวิเคราะห์ให้ฟัง งานของ จ๊วด-วรเศรษฐ์ นพอภิรักษ์กุล คือภาพคนที่อยู่บริเวณชั้นล่าง

“ส่วนอันนี้ถ้าไป Borderless มันคงไม่ได้ มันต้องเป็นห้องจบ” สมชายพูดพลางผายมือไปที่ภาพวาดแนวจิตรกรรมฝาผนังของ ต๊อก-ทศพร แสวงการณ์ ในห้องที่เรานั่งคุยกันอยู่ “อย่าง อภิชัย วิจิตรปิยกุล เขาเป็นคนเขียนสวย เขียนเล็ก งานเขาต้องอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ได้ ถ้าเราเอางานเขาไปลงในพื้นที่ใหญ่ ๆ อย่างงานจ๊วดมันก็จะหาย มองไม่เห็น”

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“บางทีก็มีถามกันขำ ๆ ว่า ทำไมฉันไม่ได้มีเขียนอยู่ตรงนั้นตรงนี้บ้าง!” อินทิราเม้าท์เพื่อนออกรส ในที่สุดแล้วก็มีห้องพักทั้งหมด 8 ห้อง ได้แก่ ห้องจิตรกรรม ห้องพวงมาลัย ห้องดอกไม้ไทย ห้องดอกไม้ขาว ห้องลายสักไทย ห้องท้องร่องสวน ห้องลายสักไทย ห้องลายรดน้ำประยุกต์ และห้องลายไทยสตูดิโอ

แล้วก็มาถึงส่วนสำคัญที่อินทิราฝันไว้ตั้งแต่ตอนแรก คือแผนที่ภายนอกอาคารโดยเพื่อนชื่อ ‘สุทิน’ โดยใช้เป็นแผนที่โบราณยุคที่ชาวตะวันตกเดินทางล่าอาณานิคม วาดเป็นลายเส้นและมีภาพเรือสำเภาในแผนที่

“สีที่ใช้เป็นสีที่บอกคาแรกเตอร์ทั้งตะวันตกและตะวันออก เพราะตอนทำคอนเซ็ปต์เรานึกถึงเครื่องลายครามของจีน ของฝรั่ง ที่เป็นสีไวท์-บลู” สมชายบรรยาย

การเพนต์ภายนอกนี้เป็นส่วนที่เหนื่อยที่สุดของโปรเจกต์ สุทินและทีมของเขาต้องใช้การตีสเกลเป็นช่อง ๆ แทน เพราะตึกติดถนน ทำให้ใช้การถอยระยะฉายโปรเจกเตอร์เพื่อวาดเหมือนงานอื่น ๆ ไม่ได้ ทั้งยังต้องตั้งนั่งร้านสูงเท่าตึกสี่ชั้น แล้วคลุมสแลนตามกฎของเทศบาล ระหว่างทำจึงต้องเผชิญกับทั้งความร้อน ทั้งฝุ่น และต้องคำนึงถึงความปลอดภัย วาดรูปไปพร้อมกับสลิง 

The Kheha เป็นที่ที่รวมความร่วมมือของเพื่อนหลายต่อหลายคน บางคนไม่ถนัดวาดก็ช่วยทำโลโก้ บางคนก็ช่วยเขียนคำบรรยาย รวมทุกขั้นตอนใช้เวลาทั้งหมดปีกว่า ๆ

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“การทำงานของที่นี่แตกต่างจากที่อื่น ที่สำคัญคือมัณฑนศิลป์มันคือการออกแบบ ไม่ใช่ Pure Art ด้วย” อินทิราอธิบาย “แล้วมันก็เป็นการทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ ถ้าเป็นคนอื่นก็จะเกรงใจ แต่นี่เรามาลำบากด้วยกัน สนุกด้วยกัน เหมือนมานอนคณะ บางคนก็มาจากต่างจังหวัด มานอนที่นี่

“เอาจริง ๆ ถ้าไม่รักกันจริงไม่มีใครทำให้ มันไม่ได้สบาย ตอนวาดก็ยังเจาะ ฝุ่นเยอะ แอร์ก็ยังไม่ได้ติด เหมือนเขียนงานในไซต์ก่อสร้าง ผิดคาแรกเตอร์ของศิลปิน”

ถ้าเธอเทียบการมาเพนต์ผนังด้วยกันกับการ ‘นอนคณะ’ ได้ ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่จะเรียกโปรเจกต์นี้ว่าเป็นการคืนความสดชื่นของวัยเยาว์ก็ไม่ผิด

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

สนุกกับความเป็นไปได้

“ชื่อ The Kheha มาจากลูกชายนะ” อินทิราเผยตอนใกล้จบ

“สามีแต่งกลอนเก่ง ชื่อที่เขาตั้งจะยากมาก เป็นสวรรค์เป็นอะไร มันเพราะแต่มันไม่ใช่ พอลองคิดว่าเป็นที่พักนักเดินทาง ลูกชายก็บอกว่า เคหาไง แปลว่าบ้าน ภาษาอังกฤษก็เขียนสวยนะแม่”

เส้นทางของบ้านหลังนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว หลังจากที่สร้างเสร็จก็เจอกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรกปะทะเข้ามาทันที นักเดินทางทั่วทุกมุมโลกมาไม่ได้เหมือนที่คาดไว้ The Kheha ก็ไม่ได้เปิดเต็มทุกฟังก์ชันอย่างที่ตั้งใจ ด้านล่างที่เคยเตรียมไว้เป็นรีเซปชันและ Working Space จึงได้ปรับเป็นร้านอาหาร

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

คอนเซ็ปต์ของการตกแต่งเป็นไทยผสมตะวันตก คอนเซ็ปต์ของอาหารเองก็เช่นกัน โดยเชฟที่มาช่วยทำเมนูออกแบบให้อาหารมีความผสมผสาน อย่างสปาเกตตี้ผัดกะเพรา หรือครัวซองต์กับมัสมั่น ฟังดูไทยแต่ก็มีอะไรใหม่ ๆ เข้าไปด้วย

“มัสมั่นรสชาติเหมือนกินที่บ้านที่แม่เราเคี่ยวเอง แต่ก็ปรุงแต่งอะไรให้มันไปตามคอนเซ็ปต์” อินทิราเล่า ก่อนบอกว่าเมนูเด็ดที่สุดของที่นี่ คือข้าวน้ำพริกกากหมูปลาทูทอดและไข่เจียวมหาศาล (ที่แปลว่าเครื่องเยอะ)

“จากที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นร้านอาหารอย่างสมบูรณ์ พอทำแล้วกลับประสบความสำเร็จ เราก็เลยโชคร้ายในโชคดี โชคดีในโชคร้าย

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“Space ที่เคยบอกว่าดูกว้างก็เลยโอเค ไม่ต้อง Cozy แล้ว กลายเป็นร้านอาหารที่เพดานโปร่ง นั่งสบาย ลูกค้าไม่รู้สึกอึดอัดเวลามาทาน”

แม้บาร์ด้านบนดาดฟ้าที่ตั้งใจให้เป็นไฮไลต์จะไม่ได้เปิดใช้เพราะสถานการณ์โรคระบาด ห้องพักหลายห้องที่เตรียมไว้ก็เปิดได้บางห้อง แต่ถึงอย่างนั้นอินทิราก็ยังนำพาความคึกคักมาสู่บ้านหลังนี้จนได้ ด้วยการใช้ Space ที่ยังไม่ได้กั้นเป็นห้องชัดเจนมาจัดนิทรรศการศิลปะ

ปี 2021 เราได้มาร่วมงานนิทรรศการ ‘วันศิลป์ พีระศรี’ อยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอินทิราชวนเพื่อน ๆ ในแวดวงเดียวกันให้นำงานศิลปะเกี่ยวกับอาจารย์ศิลป์มาแสดง ทั้งภาพวาดและประติมากรรม เมื่อวางอยู่ใน Space ที่มีลวดลายฝีมือศิษย์สำนักอาจารย์ฝรั่งแล้วก็ได้บรรยากาศไม่น้อย

“ช่วงที่จัดงานอาจารย์ศิลป์ก็รื้อเมนูที่อาจารย์ชอบขึ้นมาทำ” เจ้าของร้านชาวศิลปากรกล่าว 

“เคยมีเพื่อนของเพื่อนเป็นศิลปินจากนิวยอร์ก มาเช่าพื้นที่เป็นสตูดิโออยู่เป็นเดือน ๆ ด้วยนะ” พื้นที่ที่ว่าคือห้องลายไทย แต่เธอบอกว่า จริง ๆ แล้วทุกชั้นที่มีพื้นที่เปล่า ๆ ใช้เป็นสตูดิโอได้ทั้งหมด “ตอนนี้ก็มีศิลปินจากเยอรมนีกำลังจะมาเหมือนกัน เขาเห็นตึกแล้วมันดึงดูด พอขึ้นไปดูแล้วก็บอกว่าเจ๋งมาก”

“Living in an art space.” อินทิราว่า

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

จากที่คุยกันกว่า 2 ชั่วโมง สำหรับเรา The Kheha คือความไม่คาดฝัน ตั้งแต่แนวคิดของเพนติ้งที่มาจากมุมมองของอินทิราว่า ประเทศไทยสนุกสนาน คาดการณ์ไม่ได้ มาจนถึงการทำงานที่ต้องแก้ปัญหาระหว่างทางกันไม่ได้พัก และเมื่อเปิดใช้งานก็มีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน ซึ่งผลที่ออกมาก็ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ท้ายที่สุด เราจบลงด้วยการช่วยกันระดมสมองว่า ต่อไปที่นี่จะแปลงร่างเป็นอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งก็ได้ข้อสรุปหลวม ๆ ว่า The Kheha ต้อนรับทุกคนที่ชอบศิลปะ เห็นคุณค่าของงานที่ทีมงานช่วยกันลงไม้ลงมือและลงใจเต็มร้อย โดยสามารถติดต่อเข้ามาใช้พื้นที่ในตึกที่ยังว่างได้แบบไม่จำกัดว่าจะใช้ทำอะไร อาจจะทำสตูดิโอ จัดสัมมนา จัดเวิร์กชอป หรือหากอยากเช่าดาดฟ้าไปจัดกิจกรรม รับลมชมดาวก็ได้เช่นกัน

ดูเหมือนว่าตึกลายแผนที่โบราณ อดีตตึกธนาคารนี้จะเล่นสนุกได้อีกเยอะ

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load