7 พฤษภาคม 2561
114.87 K
The Cloud x UOB

 

ถ้าการดำน้ำคือการพาเราไปเห็นความสวยงามของโลกมหัศจรรย์อีกใบที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำกว้างใหญ่ ผมคงจะขอพาทุกท่านไปพบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ทันทีที่เราลอยกลับขึ้นมาบนผิวน้ำจะเหมือนกับว่าเราได้ย้อนกลับไปสู่ยุคเมื่อ 250 ปีก่อน 

ใครเล่าจะรู้ว่าในตรอกแคบซอกเล็กซอยน้อยที่ชวนให้หลงทางของย่านตลาดน้อยจะเป็นเช่นลิ้นชักของโนบิตะที่นำพาเราย้อนเวลาไปยังคฤหาสน์แบบจีนโบราณอายุกว่า 250 ปี (อายุมากกว่ากรุงเทพฯ อีกนะ) ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างลับๆ ใกล้ซอยดวงตะวัน ใจกลางกรุงเก่าย่านตลาดน้อย ป้ายตัวหนังสือจีนด้านหน้าประตูบ้านเขียนไว้ว่า โซว เฮง ไถ่ แค่ความเก่าแก่ก็น่าตกใจแล้ว แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ นอกจากคฤหาสน์แบบจีนฮกเกี้ยนโบราณแห่งนี้จะเป็นที่พักอาศัยของเจ้าของบ้านคนปัจจุบันแล้ว ยังเป็นทั้งโรงเรียนสอนดำน้ำและร้านกาแฟอีกด้วย

แน่ล่ะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นนิรันดร์ ทุกสิ่งล้วนไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ แล้วอะไรที่ทำให้คฤหาสน์จีนฮกเกี้ยนแบบโบราณนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน จากรุ่นบุกเบิกมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน แต่ยังคงสืบทอดคุณค่าแห่งความเป็น ‘บ้าน’ ได้อย่างไม่เปลี่ยนแปร แม้รูปแบบและการใช้งานจะเปลี่ยนไป 

 

โซว เฮง ไถ่

โซว เฮง ไถ่

เมื่อก่อนพื้นที่ด้านหน้าของคฤหาสน์คือท่าเรือที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาชื่อท่าเรือโปเส็ง เป็นท่าเรือสำเภาที่ติดต่อค้าขายกับจีน โดยมีสินค้าหลักเป็นรังนกที่รวบรวมจากภาคใต้ รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ อย่างข้าวสาร พระอภัยวานิช (เจ้าสัวจาด) บรรพบุรุษของตระกูลโปษยะจินดาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอากรรังนก สร้างบ้านโซว เฮง ไถ่แห่งนี้ขึ้นเพื่ออยู่อาศัยและดูแลกิจการท่าเรือ

รูปแบบการก่อสร้างดึงเอาลักษณะตามหลักฮวงจุ้ยแบบจีนคือ เป็นเรือนหมู่อาคารแบบ 4 หลังล้อมรอบลานกว้างตรงกลาง (四合院) ตัวโครงสร้างอาคารผสมรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นบ้านใต้ถุนสูงเข้าไปด้วย ทำให้กลายเป็นเหมือนอาคาร 2 ชั้น โครงของอาคารด้านบนสร้างด้วยไม้สักทองแผ่นหนาและกว้างแทบจะทุกส่วน รวมถึงมีงานแกะสลักและการเข้าไม้แบบช่างไม้ฮกเกี้ยนประดับอยู่แทบจะทุกจุดอีกด้วย

เมื่อเรือสำเภาถูกแทนที่ด้วยเรือกลไฟ ความนิยมท่าเรือโปเส็งก็ค่อยๆ ซาลง ก่อนจะเกิดเป็นท่าเรือกลไฟที่อยู่ใกล้กันอย่าง ล้ง 1919 ของพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) รวมไปถึงตระกูลที่มีชื่อเสียงหลายตระกูลในบ้านเราอย่างพิศาลบุตร ตัณฑเศรษฐี ปันยารชุน ศรีวิกรม์ จาติกวณิช ต่างก็เป็นลูกหลานจากบ้านโซว เฮง ไถ่ แห่งนี้นี่เอง

ผมเดินผ่านซุ้มประตูจีนสีแดงที่เต็มไปด้วยปูนปั้นเป็นลายตุ๊กตาลงสีสวยงาม ผ่านสระว่ายน้ำตรงกลาง เพื่อไปพบและพูดคุยกับเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ภู่-ภู่ศักดิ์ โปษยะจินดา ผู้ปรับเปลี่ยนบ้านเก่าแก่หลังนี้ให้กลายเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำซึ่งรายรอบด้วยอาคารจีนเก่าแก่แบบที่น่าจะมีแห่งเดียวในโลก

โซว เฮง ไถ่

 

บ้านที่ไม่เหมือนคนอื่น

“คุณพ่อผมรักบ้านหลังนี้มาก ก่อนพ่อจะเสียตอนผมอายุ 14 – 15 ปี ท่านฝากฝังเราว่าให้ดูแลบ้านกับน้องด้วย” ภู่เล่าเมื่อผมถามถึงความทรงจำที่มีต่อบ้านหลังนี้ในวัยเยาว์ ก่อนจะเล่าต่อถึงการมีบ้านซึ่งแตกต่างจากบ้านของเพื่อนๆ ที่รู้จักแทบทุกคน

“ตอนเด็กๆ ก่อนพ่อจะเสีย ผมไม่ได้ผูกพันอะไรเป็นพิเศษกับบ้านหลังนี้นะ ก็อยู่ไปตามปกติ ที่รู้สึกไม่เหมือนคนอื่นคงจะเป็นเรื่องในบ้านเรามีคนอยู่กันค่อนข้างเยอะ ครอบครัวผมมีกัน 5 คน คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ 3 คน แล้วก็มีคนงานที่ดูแลแต่ละส่วน แม่บ้าน คนขับรถ 2 คน คนเฝ้าบ้านอีก 2 คน และมีคนเก่าคนแก่ซึ่งเป็นญาติห่างๆ อยู่ตามห้องต่างๆ อีกหลายคน เหมือนแกไม่มีที่อยู่ก็เลยมาอยู่กับเรา

“ในวัยเด็กก็มีบ้างที่อยากมีบ้านใหม่ๆ ดูทันสมัย มีสนามหญ้าแบบเดียวกับบ้านเพื่อนๆ สิ่งที่จำได้ดีที่สุดของคุณพ่อและบ้านหลังนี้หลักๆ เลยคือ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่คนที่มีความทุกข์ มีปัญหา จะเข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อก็ยินดีให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ พอไปเรียนต่อที่อเมริกา เราก็คิดถึงบ้านหลังนี้ เลยตัดสินใจกลับมาไทยเพราะคิดถึงบ้านหลังนี้มากๆ มันเหมือนเป็นที่พึ่งทางใจของเราเลย”

โซว เฮง ไถ่ โซว เฮง ไถ่

 

โฮมออฟฟิศสมัยก่อนรัตนโกสินทร์

เจ้าของบ้านอธิบายฟังก์ชันการใช้งานของบ้านหลังนี้ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

แต่มันเป็นเหมือนโฮมออฟฟิศตั้งแต่สมัยที่กรุงรัตนโกสินทร์เพิ่งถือกำเนิด

ในความคิดของคนจีนโพ้นทะเลสมัยนั้น การเสียเงินสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียวเป็นเรื่องที่แปลกและสิ้นเปลือง คนจีนยุคนั้นมองว่าบ้านเป็นเครื่องมือหนึ่งในการประกอบธุรกิจ เมื่อก่อนท่าเรือโปเส็งมีลานกว้างๆ เอาไว้ตากของแห้ง ด้านข้างเป็นโกดังเก็บสินค้า อีกข้างเป็นที่พักของคนที่ทำงานในท่าเรือ ตัวบ้านโซว เฮง ไถ่ จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นสำนักงาน ที่เก็บเงิน ที่อยู่อาศัย จะได้ดูแลส่วนต่างๆ ของท่าเรือได้อย่างใกล้ชิด และเอาไว้รับรองลูกค้าหรือแขกเหรื่อได้อีกด้วย

โซว เฮง ไถ่ โซว เฮง ไถ่

 

จากโฮมออฟฟิศสู่โรงเรียนสอนดำน้ำ

“ก๋วยเตี๋ยวอร่อยอยู่ในซอยลึกก็มีคนตามไปกินเต็มร้าน” ภู่อธิบายให้ผมฟังเมื่อผมถามถึงไอเดียของการปรับเปลี่ยนบ้านพักอาศัยให้มากลายเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ แรกเริ่มเดิมภู่เปิดร้านอาหารแถวหัวหมาก แต่ด้วยความรักในการดำน้ำเลยกลายมาเป็นครูสอนดำน้ำควบคู่ไปด้วย ช่วงแรกๆ เขาไปสมัครเป็นครูสอนดำน้ำตามโรงเรียนสอนดำน้ำต่างๆ ลูกศิษย์ที่เรียนแล้วชื่นชอบในวิธีการสอนก็แนะนำเพื่อนๆให้มาเรียนกับเขาโดยตรง ซึ่งก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกก็ใช้สระของคนอื่นแต่พอจำนวนคนเรียนเริ่มเยอะขึ้นจนคิวของสระว่ายน้ำเริ่มไม่ลงตัวกับเวลาสอนของภู่ เขาจึงอยากหาสระของตัวเอง เขาตัดสินใจขายกิจการร้านอาหารเพื่อหาเงินมาใช้สร้างสระสอนดำน้ำ

“ตอนนั้นคิดว่าแถวสุขุมวิทน่าจะดี ขับรถวนอยู่แถวนั้นหาบ้านที่ให้เช่า เพื่อจะสร้างสระว่ายน้ำ แต่การสร้างสระว่ายน้ำมีราคาสูง ถ้าเราสร้างสระเสร็จแล้วเกิดมีปัญหากับเจ้าของที่ สระมันเคลื่อนย้ายไม่ได้ มีหวังได้ย้ายไปหาที่สร้างสระใหม่อีกบ่อยๆ แน่ ดูวุ่นวาย ตอนนั้นเครียดมากๆ แล้วด้วยอาชีพครูสอนดำน้ำก็จะไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่

“วันนั้นกลับมาบ้านเพราะเรารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เป็นที่พึ่งทางใจของเราเสมอ เวลากังวลหรือเครียดถ้าได้กลับบ้านจะรู้สึกดีขึ้น พอมายืนอยู่หน้าประตูแล้วมองเข้ามาที่ลานกลางบ้าน ซึ่งตอนนั้นเป็นลานกว้างๆ มีต้นชมพู่ใหญ่ อายุเป็นร้อยๆ ปี อยู่หลายต้น แต่ละต้นขนาดประมาณ 1 คนโอบ แทนที่จะเห็นบ้านกับลานตรงกลาง กลายเป็นเห็นบ้านสกปรกเลอะเทอะ ฝุ่น เศษขยะ เศษใบไม้ เต็มบ้านไปหมด ก็เลยถามแม่ว่าทำไมบ้านโทรมจัง แม่ตอบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแล ทำความสะอาด สูงมาก ดูแลไม่ไหว เราได้ยินก็นิ่งไป ตอนนั้นคิดว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลือกจะทำสระว่ายน้ำ บ้านก็จะไม่มีเงินดูแล แต่ถ้าเลือกดูแลบ้าน ก็จะไม่ได้ทำสระเพื่อสอนดำน้ำ ซึ่งเป็นอาชีพที่เราชอบ”

โซว เฮง ไถ่ โซว เฮง ไถ่

ในห้วงเวลาที่เราถูกกดดันไร้ซึ่งทางเลือกนั้น ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มักจะเกิดขึ้นให้เราเรียกใช้ได้ง่ายกว่าเวลาอื่น นี่คือช่วงเวลานั้นของภู่ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รถไฟฟ้ามหานครหรือ MRT กำลังจะเปิดให้บริการ สถานีหัวลำโพงก็อยู่ใกล้ตลาดน้อยมากๆ จนทำให้เขาตัดสินใจสร้างสระว่ายน้ำเพื่อสอนดำน้ำในบ้านของตัวเอง

“ผมยืนมองตัวบ้านจากด้านประตูหน้าก็มาคิดว่า ทำไมไม่ทำมันที่บ้านไปเลยล่ะ ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยอยู่ในซอยลึกก็มีคนไปกิน เราสอนดำน้ำจนมีลูกค้าติดจากการบอกกันปากต่อปาก ถ้าเราไปอยู่ที่ลึกหน่อยก็น่าจะมีคนเดินมาหาเราบ้างแหละ

“ที่นี่ก็ถือว่าค่อนข้างอยู่กลางเมือง รถไฟฟ้าก็กำลังจะเปิด น่าจะพอเป็นไปได้ เลยลองเรียกเพื่อนที่เป็นสถาปนิกมาช่วยดู โดยมีโจทย์หลักๆ ว่าต้องการสร้างสระให้ออกมาไม่เป็นงานทันสมัย และต้องไม่อยู่ระนาบเดียวกับพื้นเพื่อกันน้ำท่วม แล้วก็ต้องลึกมากกว่า 3 – 4 เมตรเพื่อให้ดำน้ำได้ ความคิดของเราคือผมจะหักเงินที่ได้จากการใช้สระเรียนดำน้ำบางส่วนมาใช้เป็นทุนซ่อมแซมดูแลบ้าน จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงานดูแลบ้าน เพราะที่นี่คือที่พึ่งทางใจของเรา ถ้าเสื่อมโทรมหรือชำรุดเราก็ซ่อมแซม เพราะเราอยากให้มันคงอยู่ต่อไปได้แบบดีที่สุดเท่าที่เราจะดูแลไหว”

โซว เฮง ไถ่

ปรับบ้านเปลี่ยนฮวงจุ้ย

เคยมีผู้ใหญ่จากหลายสถาบันบอกภู่ว่าฮวงจุ้ยของถนนเยาวราชดูเหมือนมังกร และตำแหน่งของบ้านโซว เฮง ไถ่ คือลูกแก้วมังกร การตัดสินใจปรับเปลี่ยนลานกลางบ้านแบบดั้งเดิมให้เป็นโรงเรียนสอนดำน้ำจึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนฮวงจุ้ยของบ้านทั้งหลัง

“คุณแม่ค้านครับ ไม่ยอมรับความคิดนี้เลย เพราะฮวงจุ้ยของบ้านแบบเดิมคือต้องมีลานโล่งกลางบ้าน และต้นชมพู่ต้นใหญ่ก็มีกิ่งก้านสาขาสร้างร่มเงาให้ความร่มรื่นแก่ทุกคนที่อาศัยในบ้าน พอเราตัดต้นไม้ สร้างสระว่ายน้ำ ก็เปลี่ยนลักษณะของบ้าน

“ตามหลักฮวงจุ้ย บ้านหลังนี้มีหน้าบ้านติดแม่น้ำ หลังบ้านควรโล่ง แต่ด้านหลังมีคนสร้างตึกสูงขึ้นมาฮวงจุ้ยก็ผิดแล้ว ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ผมมองว่าศาสตร์ของฮวงจุ้ยคืออยู่ดีมีสุข ร่ำรวยเงินทอง การทำสระแบบนี้ก็ช่วยให้เรามีเงินมาดูแลบ้าน ซ่อมบ้าน แม้หน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่เพื่อให้ตัวบ้านยังคงอยู่ต่อไปแกเลยยอม”

ภู่เล่าถึงงานบางกอกดีไซน์วีกเมื่อต้นปีว่า ในแต่ละวันมีคนจำนวนหลักพันคนเดินเข้ามาเยี่ยมบ้านโซว เฮง ไถ่นี้ บางคนมานั่งพักผ่อนอยู่นานๆ บางคนก็มาบอกเราว่าชื่นชมตัวบ้านนี้ หลายคนชอบที่ที่นี่มีสระว่ายน้ำ เพราะมันทำให้บรรยากาศดูสบายขึ้น

ฮวงจุ้ยบ้านนี้เปลี่ยนไปก็จริง แต่มันอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่เป็นกันเองมากขึ้นก็ได้

 

งบเกินประมาณ

เมื่อถึงเวลาเริ่มก่อสร้าง เขาเรียกผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการและตีราคาค่าก่อสร้าง แล้วพบว่าเงินที่เตรียมไว้ไม่พอ

“ตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ 3 ล้าน ผู้รับเหมาตีราคาค่าทำสระออกมาสามล้านห้า คิดว่าจะหายืมหากู้จากคนอื่นๆ พอสระว่ายน้ำเสร็จค่อยทำงานหาเงินมาคืนเขา ถึงเวลาสร้างจริงงบที่ตีไว้ทีแรกก็บานปลายเกินไปอีกเท่าหนึ่ง เนื่องจากค่าแรงคนงานสูงมาก เมื่อก่อนลานกลางบ้านปูด้วยหินแกรนิต (มาจากเมืองจีนสมัยเดียวกับตัวบ้าน ในฐานะหินอับเฉาที่เอาไว้ถ่วงท้องเรือให้หนักพอจะแล่นกลับมายังไทยได้ ในยุคแรกหินอับเฉามาในรูปแบบของแผ่นปูพื้นก่อนจะพัฒนามาเป็นตุ๊กตาแกะสลัก)

“เราให้คนยกหินไปเรียงใหม่ตรงหน้าเรือนด้านใน ด้วยความที่มันอยู่มาตั้งแต่สมัยที่สร้างบ้าน ผมเลยบอกช่างว่าห้ามตัดหินให้เล็กลงนะ พอจะย้ายไปปูด้านในซึ่งความกว้างยาวไม่เท่าเดิม ช่างก็ต้องพยายามวางหินทีละก้อนให้ต่อกันพอดี เหมือนเล่นเกมเลย ด้วยน้ำหนักหินแกรนิตที่หนักมาก เคลื่อนย้ายก็ลำบาก กว่าจะเรียงหินปูพื้น แค่ 2 แถวแรกก็ใช้เวลาปูกว่า 3 วัน 3 คืน กระเบื้องเก่าที่เคยปูที่ลานกลางบ้านก็ให้ช่างสกัดออกด้วยมือทีละแผ่นๆ เผื่อเก็บเอาไว้ปูที่อื่น เราใช้ค่าแรงในการก่อสร้างสูงมากๆ จนทำให้เกินงบที่วางไว้ในตอนแรก แต่ก็คุ้มค่าที่ทำไปนะ”

โซว เฮง ไถ่ โซว เฮง ไถ่

นอกเหนือจากเรื่องของการเคลื่อนย้ายหินปูพื้นจำนวนมากแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกอย่างก็คือการที่ขุดสระลึกลงไปเกือบๆ 3 เมตรด้วยมือ เพราะซอยทางเข้าบ้านและประตูหน้าบ้านเล็กมากจนรถขุดหรือเครื่องจักรอื่นๆ เข้ามาไม่ได้ จึงต้องก่อขอบสระว่ายน้ำให้สูงขึ้นมาอีก 1.2 เมตร เพราะภู่ต้องการให้สระลึก 4 เมตร ถ้าขุดลึกลงไปอย่างเดียวอาจส่งผลกระทบกับโครงสร้างของบ้านได้ นอกจากนี้พี่ภู่ยังใช้เสาเข็มจำนวนมากเทียบเท่ากับการสร้างตึก 4 ชั้นเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวสระ เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านหลังนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างสระว่ายน้ำแน่ๆ

 

เปิดบ้านเปิดใจ

ระหว่างที่ผมกำลังพูดคุยกับเจ้าของบ้าน มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติพากันเดินผ่านประตูเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้อยู่ไม่ขาด มีทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล็กๆ พอเข้ามาก็ซื้อน้ำและแยกย้ายกันไปนั่งตามมุมต่างๆ ของบ้านราวกับเป็นร้านกาแฟสวยเก๋ที่เป็นที่นิยมกันในยุคนี้ จึงคล้ายกับบ้านนี้กลายมาเป็นร้านกาแฟในอีกสถานะหนึ่ง ควบคู่ไปกับโรงเรียนสอนดำน้ำและที่อยู่อาศัยด้วย ผมเลยถามถึงแนวคิดในการเปิดบ้านให้คนทั่วไปได้เข้าชม

“หลังจากโรงเรียนสอนดำน้ำแล้ว (พ.ศ. 2547) การท่องเที่ยวชุมชนเริ่มได้รับความนิยม โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าอย่างตลาดน้อยและเยาวราช ทางสถาบันอาศรมศิลป์มาถามเราว่าเป็นไปได้มั้ยที่จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะตัวบ้านเป็นอาคารเก่าซึ่งหาดูได้ยากมากๆ คนที่มาก็มีทั้งมาดูบ้านเก่า และมาขอดูว่าจะจัดการบ้านเก่าเพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวชุมชนยังไง ทางผมก็ยินดีแค่ต้องคิดถึงความเป็นส่วนตัวของผมด้วย เพราะนี่เป็นทั้งบ้านและที่ทำงานของผม ก็เลยคุยกันว่าให้นัดมาก่อน ผมจะได้ทำความสะอาดและเตรียมตัวต้อนรับ

“แต่บางทีคนที่เคยมาดูเขากลับมาดูใหม่แบบไม่ได้นัดล่วงหน้าเพราะชอบบ้านเรามากจริงๆ ด้วยพื้นที่บ้านขนาด 1 ไร่เราทำความสะอาดไม่ได้ทุกวัน เลยมีคนมาบอกเราว่าบ้านขาดการดูแล ผมก็กังวล เพราะถ้าอยากให้บ้านดูสะอาดสะอ้านอยู่ตลอดต้องจ้างคนมาดูแลความสะอาด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

“การตั้งกล่องบริจาคหรือขายตั๋วเข้าชมบ้านดูเหมือนบังคับให้เขาจ่ายเงิน อาจทำให้คนที่มารู้สึกไม่ค่อยดีกับบ้านเรา ด้วยความที่ผมเน้นทำธุรกิจให้ทุกคนรู้สึกดี ทั้งตัวผมและคนที่มา เวลาผมสอนดำน้ำก็สอนเต็มที่ ถ้าคนมาเรียนแล้วดำน้ำไม่คล่องหรือไม่รู้สึกปลอดภัย ก็มาลงเรียนต่อได้ฟรีเลย ไม่คิดว่านักเรียนไม่เก่ง แต่คิดว่าเพราะเราสอนไม่ดี

“เลยได้ข้อสรุปว่าเราขายเครื่องดื่มให้คนที่มาชมบ้าน ยอมรับว่าขายในราคาแพงกว่าร้านข้างถนน เพื่อเอาเงินเอามาจ่ายคนที่คอยดูแลความสะอาด และให้บ้านยังคงอยู่ต่อไปได้ ทุกคนก็เข้าใจ มีคนมาอุดหนุนอยู่ตลอด ถ้าอยากเข้าห้องน้ำเราก็ยินดีเปิดให้ใช้บริการ”

โซว เฮง ไถ่ โซว เฮง ไถ่

เงินรายได้จากการขายเครื่องดื่มไม่ได้มากมายเป็นกอบเป็นกำ และการเปิดบ้านเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเจอมิจฉาชีพ แล้วอะไรทำให้เจ้าของบ้านเก่าแห่งนี้ยังคงยินดีเปิดบ้านให้คนทั่วไปมาชม

“ผมอยากสื่อสารว่าในเมืองไทยมีคนจีนที่อพยพมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแบบเสื่อผืนหมอนใบ เราโชคดีมากเลยนะครับ ถ้าอากงอาม่าเราลงเรือผิดลำไปนี่ยุ่งเลยนะ ในบางประเทศคนจีนก็อยู่ในสถานะพลเมืองชั้นสองแบบกลายๆ แต่ไทยหรือสยามซึ่งมีกษัตริย์ปกครอง อ้าแขนต้อนรับคนจีนเป็นอย่างดี ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกันหมด อยากค้าขายก็ทำได้ ตั้งตัวกันได้หลายคน เป็นเศรษฐีระดับโลกก็มากมาย พอมาอยู่ก็ได้สัญชาติไทยโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าไทยเชื้อชาติอะไร คนไทยก็คือคนไทย เราก็ควรรักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ที่ให้เราเข้ามาทำมาหากินในประเทศ

“ผมอยากเปิดบ้านเพื่อให้ความรู้ผู้คนและพูดเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ด้วยอาชีพผมที่เจอคนจำนวนมาก ทำให้ผมไม่ได้มองทุกคนเป็นคนร้าย ซึ่งคนส่วนมากก็เป็นแบบนั้น มีคนส่วนน้อยที่เข้ามาแล้วไม่ให้เกียรติสถานที่ พอเราเตือนเขาก็ไม่ทำอีก ผมเลยโอเคกับการเปิดบ้านไว้แบบนี้นะ” ภู่อธิบายในสิ่งที่ผมสงสัยไว้ตั้งแต่ตอนแรก

โซว เฮง ไถ่

 

มองย้อน

แดดร่มลมตกอากาศข้างนอกเริ่มเย็นลง สายลมเย็นๆ พัดโชยเข้ามาภายในบ้านโซว เฮง ไถ่ เป็นช่วงๆ นักท่องเที่ยวยังคงเดินเข้าเดินออกอยู่เป็นระยะ ผมถามเขาว่าการรีโนเวตบ้านหลังนี้ให้อะไรกับเขาบ้าง

“เหมือนเป็นสวรรค์เลยครับ” เจ้าของบ้านตอบสั้นๆ พร้อมเสียงหัวเราะที่ชวนให้ผมหัวเราะไปด้วย

“ก่อนหน้านี้ผมเปิดร้านอาหารแถวหัวหมาก วันๆ หนึ่งผมเสียเวลาประมาณสามสี่ชั่วโมงไปกับการเดินทางจากบ้านไปหัวหมาก เหนื่อย บางทีก็ไม่อยากไป พอมาสอนดำน้ำก็แบบเดิมคือเจอลูกศิษย์มาเรียนดำน้ำแถวสุขุมวิท ก็ขับรถไปสอน สอนเสร็จก็ขับรถกลับ เราไม่สามารถกำหนดให้คนมาเรียนตอนรถไม่ติดได้

“พอมาสอนที่บ้านของเราเองก็เหมือนเป็นสวรรค์เลย คนที่มาเรียนดำน้ำก็ชอบบรรยากาศกันทุกคน เหมือนเขาได้มาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ถ้ามีลูกศิษย์มาเรียนก็สอน ถ้าไม่มีคนมาเรียนผมก็เลี้ยงปลา เลี้ยงหมา (อีกอาชีพของเขาคือเพาะพันธุ์สุนัขบีเกิ้ลส่งประกวด-ติดอันดับ 1 ใน 5 ของสหรัฐอเมริกาด้วย) มีคนเข้าบ้านมาเราก็คุยกับเขา บ้านซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจของเราก็ยังคงอยู่ดี มีคนดูแล มีเงินซ่อมแซมจุดที่เสียหาย แล้วได้เวลาจากบนท้องถนนคืนมาปีๆ หนึ่งก็คงหลายพันชั่วโมง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การรีโนเวตคุ้มค่าคือเรื่องของทำเล เราไม่สามารถหาที่แบบนี้ได้อีกแล้วในยุคนี้ เราอยู่ใจกลางเมือง เดิน 10 นาทีก็ถึงรถไฟฟ้าเข้าสู่เมืองได้แล้ว แต่เป็นใจกลางเมืองที่ย้อนกลับไปอยู่ในยุคเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน”

โซว เฮง ไถ่

 

ส่งไม้

“ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษของผมสร้างบ้านนี้ขึ้นมาด้วยวัสดุที่ดีที่สุดในยุคนั้น ทั้งเสา ทั้งคาน บ้านถูกออกแบบและก่อสร้างมาให้คงอยู่อย่างถาวรจริงๆ แต่ทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่คงทนถาวรตลอดไปหรอก ผมพยายามจะให้มันอยู่ต่อไปนานเท่าที่จะเป็นไปได้นะ เพราะนี่คือบ้านเรา

“แต่พูดกันตรงๆ ผมไม่ได้ต้องการให้ลูกผมมาดูแลบ้านหลังนี้หรอก เพราะมันเหมือนยกหินก้อนใหญ่ไว้บนบ่าคนรุ่นถัดไป แค่ค่าดูแลและค่าน้ำค่าไฟของที่นี่เดือนๆ หนึ่งก็แพงมาก แล้วเวลาที่บ้านมีปัญหาต้องซ่อมแต่ละครั้งก็ราคาสูงมาก พื้นไม้ที่ผุจะไปหาไม้ที่กว้างเท่าเดิมมาเปลี่ยน แม้บางครั้งมีเงินก็อาจจะหาซื้อมาเปลี่ยนไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วลูกชายผมต้องทำงานหาเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะรับผิดชอบดูแลบ้านหลังนี้ได้ ผมเลยตั้งใจว่าจะไม่ปลูกฝังว่าพ่อรักบ้านหลังนี้ ต่อไปลูกต้องดูแลมันนะ จะไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่ๆ เราคงบอกเขาให้รู้ถึงความเป็นมาของบ้าน ประวัติของครอบครัวเรา บรรพบุรุษของเรา เพื่อให้ลูกหลานรุ่นถัดๆ ไปรู้คุณค่าของสถานที่แห่งนี้ แต่ว่าในอนาคตถ้าเขาเลือกที่จะทำอย่างอื่นก็ไปทำได้เลย”

ในสายตาคนนอก แม้ว่าฟังก์ชันของบ้านโซว เฮง ไถ่ จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและความต้องการของเจ้าของแต่ละรุ่น แต่ตลอดเวลา 250 ปีที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงคุณค่าและความหมายแห่งความเป็น ‘บ้าน’ ที่เป็นที่พึ่งทางใจของคนในครอบครัวทุกรุ่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง 

เคียงข้างทุกเจเนอเรชัน

#ธนาคารยูโอบี #เคียงข้างทุกเจเนอเรชัน

#UOB #RightByEveryGeneration

โซว เฮง ไถ่

 

บ้านโซวเฮงไถ่ โรงเรียนสอนดำน้ำ
ก่อสร้างตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ปีที่รีโนเวตเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ  |   2004
ที่อยู่ | 282 ซอย ดวงตะวัน ถนน เจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์   กทม.
โทร | 02 639 6262
Facebook | โซว เฮง ไถ่ So Heng Tai  
เวลาที่เปิดให้เข้าชม
วันธรรมดา 09.00 – 18.00 น.
วันศุกร์และเสาร์ 09.00 – 21.00 น.
วันอาทิตย์ 09.00 – 18.00 น.
ปิดทุกวันจันทร์

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนไทยเชื้อสายจีนคือคำเรียกญาติ ถ้อยคำซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามถิ่นฐานบ้านเกิดของคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบ นั่งสำเภาลำใหญ่ย้ายมาอาศัยยังแดนสยาม คนจากไหหลำมีคำเป็นของตัวเอง ชาวแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน หรือจีนแคะก็มีไม่ต่างกัน 

ทุกวันนี้ คนภูเก็ตเชื้อสายฮกเกี้ยนอย่างผมเรียกพ่อว่าป่าป๊า เรียกป้าว่าอากิ่ม และเรียกปู่ว่าอากง เหล่านี้นับเป็นคำเรียกญาติที่คนไทยแท้ยังพอคุ้นหูอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดคำว่า ‘อาจ้อ’ คนทั่วไปคงไม่คุ้นเคยนัก 

อธิบายตรงตัวตามภาษาไทย ‘อาจ้อ’ หมายถึง ทวด ญาติผู้ใหญ่ที่มีสถานะเป็นพ่อหรือแม่ของปู่ย่าตายาย แปลกดีเหมือนกันที่มันถูกใช้เป็นชื่อของจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้

สุดขอบจังหวัดภูเก็ต อีกไม่ถึง 10 กิโลเมตรจะถึงสะพานท้าวศรีสุนทรที่ใช้ข้ามไปจังหวัดพังงา ผมเลี้ยวซ้ายจากถนนเทพกษัตรี ตรงไปเรื่อย ๆ จนได้พบกับบ้านเดี่ยวสีขาว ทรงอั้งม้อหลาว ดูสะดุดตา นี่คือสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โคโลเนียล 3 ชั้น ที่บากบั่น สู้ฝน ทนแดด และท้าทายลมทะเลอันดามันมากว่า 80 ปี

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

อาคารที่ตั้งอยู่บทสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มพื้นที่ 2 ไร่ ไม่ไกลจากขุมน้ำคือ ‘บ้านอาจ้อ’ อาคารโอ่อ่าซึ่งกาลเวลาแต่งแต้มความทรงจำทั้งเจ็บช้ำและหวานชื่น ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าของใช้เป็นบ้านพักส่วนตัวเพื่อดูแลคนงานในสวนมะพร้าว เป็นศูนย์กลางช่วยเหลือผู้คนอดอยากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 วันที่บ้านกลายเป็นเรือนหอของคุณปู่ วันที่บ้านไม่มีคนอยู่และถูกทิ้งร้างนานถึง 37 ปี และปัจจุบันที่ทายาทรุ่น 4 กลับมาแปลงโฉมใหม่ให้บ้านหลังเก่า โดยคงไว้ซึ่งเรื่องเล่าและเอกลักษณ์ของวันวานอย่างครบถ้วน

ผมขับรถจากตัวเมืองมาไกล แต่ก็มั่นใจเหลือเกินว่าบ้านหลังใหญ่ตรงหน้าจะคุ้มค่าน้ำมันทุกสตางค์

บ้านของอาจ้อ

ย้อนเวลากับไปยัง ค.ศ. 1936 ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียง 4 ปี หลวงอนุภาษภูเก็ตการ หรือ จิ้นหงวน หงษ์หยก อาจ้อของสามพี่น้อง อ๊อด-สัจจ, โอ๊ค-บรรลุ และ เอก-สติ หงษ์หยก คัดลอกแปลนบ้านทั้งหลังจากปีนังมาสร้างไว้กลางสวนมะพร้าวในจังหวัดภูเก็ต ด้วยอิทธิพลของศิลปะยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่มีจุดเด่นคือลักษณะโค้งมนปนเหลี่ยม สถาปนิกจึงออกแบบบ้านโดยใช้ปูนขึ้นโครงสร้างหลัก นำไม้มาเสริมทำพื้นชั้นบนและหน้าต่างแบบบานเปิดคู่ที่ลู่โค้งตามแนวอาคาร ก่อนมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีแดงอ่อนจากฝรั่งเศส ปูพื้นด้วยกระเบื้องอิตาเลียนสีขาวสลับเขียว ตบท้ายด้วยกระเบื้องห้องน้ำที่สลักข้อความ ‘เมดอินอิงแลนด์’

คนภูเก็ตเรียกบ้านรูปแบบนี้ว่า ‘อั้งม้อหลาว’

สัจจ พี่คนโตที่วันนี้ชวนน้องคนกลางอย่างบรรลุมาด้วย เล่าให้ฟังว่า ‘อั้งม้อ’ แปลว่าคนผมแดง ‘หลาว’ แปลว่าบ้าน จึงตีความตามตัวได้ว่า อาคารลักษณะนี้คือบ้านของคนผมแดงหรือชาวต่างชาติในอดีต เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โคโลเนียล ที่คนภูเก็ตมักเรียกติดปากว่าชิโน-โปรตุกีส ทั้งที่จริง ๆ ต้องเป็นชิโน-โคโลเนียล หรือ ชิโน-ยูโรเปียน จึงจะถูกต้อง

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
โอ๊ค-บรรลุ หงษ์หยก (น้องคนกลาง) และ อ๊อด-สัจจ หงษ์หยก (พี่คนโต)

“บ้านนี้ห่างจากตัวเมือง 50 กิโล คนภูเก็ตเรียกว่า ‘สั่วเต้ง (บ้านนอก)’ แถวนี้แต่ก่อนเป็นสวนมะพร้าว อาจ้อย้ายมาสร้างบ้านที่นี่ จะได้ดูสวนมะพร้าว ดูแลคนงาน เพราะคนงานอยู่นี่หมด เมื่อก่อนแถวนี้มีทั้งชินเนนป๋าง (ออฟฟิศ) โรงหนัง โรงฝิ่น และโจ๊งเก๊ก (โรงน้ำชา)” วิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้ย้ายกลับมารีโนเวตบ้านของอาจ้อเล่าประวัติศาสตร์ 8 ทศวรรษของบ้านหลังใหญ่ให้เราฟัง

หลังจากจิ้นหงวน หงษ์หยก ปลูกบ้านได้ 9 ปี สงครามโลกครั้งแรกก็ยุติลง บ้านที่ใช้ดูแลคนงานสวนมะพร้าวเปลี่ยนมาปลูกหัวมัน เพื่อแบ่งปันให้ชาวบ้านในช่วงข้าวยากหมากแพงจากพิษสงคราม อาจ้อยกที่ดินบางส่วนให้คนในละแวกใช้เป็นโรงพยาบาลชุมชน ทั้งยังมีการสร้างโรงเรียนที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนหงษ์หยกบำรุง เพื่อรำลึกถึงความอนุเคราะห์ของคุณหลวงที่ย้ายกลับไปอยู่บ้านในตัวเมืองภูเก็ตช่วงบั้นปลายชีวิต

“อาจ้อถามลูก ๆ ว่า ใครจะมาเฝ้าบ้านหลังนี้ให้แก แกมีลูก 9 คน ลูกชาย 6 ลูกสาว 3 ก็ไม่มีใครอยากมาอยู่ เพราะไกล สุดท้ายลูกชายคนที่ 5 คุณณรงค์ หงษ์หยก อากงของพี่บอกเดี๋ยวแกมาอยู่เอง อากงกับอาม่าเลยได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันเหมือนที่นี่เป็นเรือนหอ กงมาเฝ้าที่นี่ได้ 27 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 – 2522 แล้วก็ย้ายกลับเข้าเมือง เพราะลูกหลานเรียนในเมืองกันหมด บ้านนี้ก็เลยปิดไป 37 ปี เท่าอายุพี่พอดี”

ผมดีใจปนตกใจเมื่อได้ฟังสัจจพูดถึงคุณปู่ จะเรียกว่าบังเอิญก็คงไม่เกินจริง เพราะ สงวน บุญประสิทธิการ อากงของผมเคยร่วมงานกับ ณรงค์ หงษ์หยก หลายต่อหลายครั้ง อากงเป็นหนึ่งในนักร้องของ ญาติมิตรสมาคมภูเก็ตสามัคคี (ญาติมิตร ส.ภ.ส.) วงดนตรีที่มีคุณปู่ของสองพี่น้องเป็นผู้ก่อตั้งและบริหารจัดการ นี่จึงเป็นการพูดคุยของสามหลานที่มาเจอกันโดยมิได้นัดหมาย

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
สงวน บุญประสิทธิการ (ร้องเพลง) และ ณรงค์ หงษ์หยก (เล่นหีบเพลงชัก)

อาจ้อสร้าง อากงอาศัย หลานชายแปลงโฉม

“พอเรากลับมาอยู่ภูเก็ตได้ 2 ปี อากงก็เริ่มไม่สบาย หมอบอกว่าเป็นมะเร็ง เราเลยตั้งใจจะซ่อมบ้านนี้ให้เป็นของขวัญอากง แกมีความทรงจำกับที่นี่เยอะ อยากให้แกดีใจที่บ้านนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ปรากฏว่าทำไปได้ 2 ปีครึ่ง มะเร็งแกหาย นี่คือปาฏิหาริย์ของบ้านนี้”

หลานชายเล่าความตั้งใจในการแปลงโฉมบ้านนี้ใหม่หลังอากงทิ้งร้างไว้จนทรุดโทรม แม้ผลลัพธ์ของการซ่อมเรือนหอจะวิเศษราวกับมีเวทมนตร์ แต่เบื้องหลังกว่าตัวอาคารจะกลับมาแข็งแรงขึ้นเงานั้นหนักหนาเอาเรื่อง สัจจกับบรรลุไม่ได้มีแนวคิดเฉพาะเจาะจงว่าจะปรับปรุงบ้านไปในทิศทางไหน ทั้งสองคิดเพียงว่าหากซ่อมแซมจนบ้านกลับมาใช้การได้ก็น่าดีใจแล้ว ระยะเวลา 37 ปีทำให้ที่นี่หลังคารั่ว สีในตัวบ้านลอก กระจกหลายบานแตกร้าว เท่านั้นยังไม่สาหัสพอ สองพี่น้องยังต้องขบคิดต่ออีกว่า ถ้าแปลงโฉมสถาปัตยกรรม 3 ชั้นจนสำเร็จได้จริง พวกเขาจะใช้บ้านหลังนี้ทำอะไรต่อไป

“เริ่มซ่อม พ.ศ. 2559 เรากับน้องชายคิดแค่ว่าบ้านหลังนี้ต้องรอด อยากให้มันอยู่ได้โดยรบกวนเงินของครอบครัวน้อยที่สุด ทำยังไงให้คนเข้ามาดูเยอะ ๆ เลยทำเป็นร้านอาหารกับโรงแรม 8 ห้อง แต่ไป ๆ มา ๆ ตอนนี้เหลือห้องเดียว ลูกค้าไม่นอนชั้นล่างเลย ทั้งที่เราเชียร์ให้ลูกค้าที่มาเป็นคู่นอนชั้นล่างนะ เพราะชั้นบนเป็นพื้นไม้ กลัวว่าคนที่มาเป็นคู่จะทำพื้นเอี๊ยดอ๊าด” พี่ชายเล่าไปหัวเราะไป

ด้วยบุคลิกช่างคุยและความมุ่งมั่นที่อยากให้บ้านอาจ้อเป็นธุรกิจที่เดินได้ด้วยตัวเอง สัจจจึงใส่ใจพูดคุยกับแขกทุกคนที่มาเข้าพักและกินอาหาร พูดมาคุยไปก็อดไม่ได้ที่จะเล่าประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของภูเก็ตในอดีต จนลูกค้าหลายคนเสนอให้สัจจเปลี่ยนบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอดีตวิศวกรก็เห็นด้วยตามนั้นไม่มีลังเล

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

ปัจจุบันบ้านอาจ้อเปลี่ยนห้องพักส่วนใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์ถ่ายทอดเรื่องราวของภูเก็ตในยุคที่แร่ดีบุกยังรุ่งเรือง เหลือห้องพักเอ็กซ์คลูซีฟที่ชั้น 2 เพียงห้องเดียว ขณะที่ห้องครัวและห้องกินข้าวของบ้านก็กลายสภาพเป็นร้านอาหารที่คนทั้งในและนอกจังหวัดอยากลิ้มลอง

เนื่องจากไม่ได้มีไอเดียที่ครอบคลุมชัดเจน รายละเอียดในการรีโนเวตบ้านอาจ้อจึงมากเกินกว่าจะบอกเล่าบนเก้าอี้ เจ้าของบ้านอารมณ์ดีจึงอาสาพาเดินชมเพื่อเล่าเบื้องหลังกว่าจะเป็นแต่ละห้องให้เราฟัง

ใส่ใจตั้งแต่ป้ายหน้าประตู

เมื่อถอดรองเท้าเตรียมเยื้องย่างเข้าตัวบ้าน ผมเหลือบเห็นป้ายเหนือประตูที่สลักอักษรจีน 2 ตัว เป็นอักษรเดียวกันกับที่อยู่บนเสื้อของสัจจและบรรลุ ทั้งสองบอกว่าคำนี้อ่านว่า ‘กวนซาน’ เป็นชื่อบ้านเกิดของบรรพบุรุษที่ประเทศจีน

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

“ป้ายเล็กนิดเดียวแต่ทำโคตรยาก ทีแรกเราก็ไม่รู้ว่าหน้าบ้านต้องเขียนคำว่าอะไร ถามอากง อากงบอกมาหลายคำ เราก็ไม่รู้ว่าต้องใช้คำไหน สุดท้ายไปเจอคำนี้หน้าสุสานอาจ้อ พอได้คำเสร็จก็ต้องไปหาไม้มงคล ต้องวัดด้วยตลับเมตรจีนให้ได้ความกว้างความยาวตามที่กำหนด วันลงขวาน ลงทอง จนลงยันต์ก็ต้องเป็นวันมงคล ยังไม่หมดนะ วันที่จะเปิด บริวารทั้งหมดของบ้านก็ต้องไม่ช้อง (ไม่ใช่วันชง) กว่าจะเสร็จ แค่ป้ายก็ 3 เดือน ตัวบ้านปาเข้าไป 3 ปี” 

จากแผ่นป้ายคงสรุปได้กลาย ๆ ว่า ความเชื่อแบบจีนมีอิทธิพลสำคัญต่อการซ่อมแซมบ้านในครั้งนี้ นอกจากตัวอักษรกวนซาน ก่อนที่ทายาทรุ่น 4 จะเริ่มซ่อมบ้านก็ต้องเรียกซินแสมาช่วยตรวจสอบ โชคดีที่ขั้นตอนนี้ราบรื่นกว่าที่คิด เพราะซินแสบอกสองพี่น้องว่า บ้านนี้ถูกสร้างตามหลักฮวงจุ้ยทุกกระบวนความ และหากพินิจจากดวงชะตา บ้านนี้ก็กำลังรอให้สัจจและครอบครัวกลับมาปรับปรุง

“เราโชคดีหลายอย่าง มีคนช่วยตลอด ซินแสก็เป็นอาจารย์ที่รู้จัก งานไม้ก็มีคนแนะนำช่างไม้ให้ พอได้คุยกันปรากฏว่าช่างไม้คนนี้เคยทำเฟอร์นิเจอร์ให้ออฟฟิศอาจ้อที่อยู่ในเมือง เขาดีใจมากที่รู้ว่าบ้านนี้เป็นบ้านคุณหลวง ก็ยกทีมมาทำไม้ให้เลย แถมคุมค่าใช้จ่ายให้ด้วย ขุมน้ำด้านหน้าก็ได้พ่อของเพื่อนช่วยแนะนำให้ขุด แปลนที่นี่ทั้งหมดก็มีอาอีกคนเขียนให้ แกแบ่งพื้นที่เป็นโซน ๆ โซนมรดก โซนในน้ำมีปลาในนามีข้าว เขียนแปลนให้ฟรีเลยนะ แกบอกถ้าคิดตังค์เดี๋ยวเจ๊ง” พี่ชายเล่า น้องชายอมยิ้ม

ชำเลืองชั้นล่าง

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

เมื่อตัดสินใจทำบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ บริเวณทั้งหมดจึงต้องตบแต่งให้สวยงามและเล่าเรื่อง สองพี่น้องได้คุณน้าอย่าง จุ๋ม-อรสา โตสว่าง มาเป็นดีไซเนอร์สร้างความโดดเด่นภายในตั้งแต่ผนัง สายไฟ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์แต่งห้อง

ผมสังเกตเห็นความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ก้าวแรก โถงรับรองของบ้านอาจ้อแบ่งออกเป็นโถงกลาง โถงปีกซ้าย และโถงปีกขวา หากพิจารณากระเบื้องปูพื้นลายตารางหมากรุกสีขาวสลับเขียว จะสังเกตเห็นกรอบสี่เหลี่ยมตีเป็นแนวราวกับต้องการแบ่งขอบเขตให้กับอะไรบางอย่าง สัจจอธิบายว่า กระเบื้องนี้อยู่มาตั้งแต่เริ่มปลูกบ้าน สี่เหลี่ยมของโถงกลางคือพื้นที่หลักในการรับแขก ต่อเมื่อเริ่มสนิทกันจึงจะขยับขยายไปยังโถงอื่น ๆ ได้

“ผนังเดิมของบ้านเป็นสีครีม แต่ตอนมาครั้งแรก ผนังร่อนเป็นแผงเลย เราต้องให้คนมาขูดออก ต้องขูดมือด้วยนะ เพราะถ้าใช้เครื่องขูดจะกินเนื้อปูนออกมาด้วย โครงสร้างของบ้านยังแข็งแรงก็จริง แต่เนื้อปูนเริ่มหมดอายุแล้ว ก็เลยต้องขูดมือเท่าที่ขูดได้”

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

ผนังของบ้านที่มีทั้งความโบราณและทันสมัยทับซ้อนกันอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากขูดสีครีมออก เจ้าของพบว่าภายในคือคราม สีที่คนสมัยก่อนเชื่อว่ามีสรรพคุณช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา เมื่อรู้ดังนั้น สัจจจึงเลือกไม่ทาสีใหม่ลงไปทับ ทาเพียงสีเคลือบเงากันคราบและไรฝุ่น สรุปง่าย ๆ ว่า ผนังส่วนไหนที่ขูดได้ก็จะเห็นเป็นสีเทาคราม ตรงไหนที่ขูดไม่ออกก็จะยังมีสีครีมแห่งวันวานพาดอยู่ ดูแปลกตาแต่ลงตัว

ขณะชื่นชมความสง่าของฝาผนัง สิ่งที่ประณีตโดดเด่นจนผมไม่อาจละสายตา คือภาพวาดฝาผนังรูปดอกโบตั๋นขนาดกว่า 2 เมตร หากเป็นบ้านอั้งม้อหลาวทั่วไป ที่ตั้งอยู่ใจกลางจะเป็นตู้กระจกที่ใช้สะท้อนสิ่งเลวร้ายออกจากบ้าน แต่เนื่องจากอาม่าของสัจจและบรรลุต้องใช้ตู้นี้แต่งตัว เครื่องเรือนชิ้นเอกที่เคยอยู่กลางบ้านจึงถูกย้ายไปไว้ด้านหลัง สองพี่น้องปรึกษากับอรสาว่าจะย้ายตู้เดิมกลับมาหรือหาอะไรมาทดแทน ตอนนั้นเองที่น้าของสองหลานบอกว่าผนังตรงนี้ต้องมีภาพวาด

“จี้จุ๋มย้ำเลยว่าตรงนี้ต้องวาดรูป แกรู้จักศิลปินหลายคน ก็ติดต่อจนได้ศิลปินที่วาดสตรีทอาร์ตในภูเก็ตมาวาดให้ พอได้เห็นภาพบ้านหลังนี้เขาร้องไห้ออกมาเลย เขาเคยผ่านบ้านนี้ตอนมาภูเก็ตครั้งแรก ตอนนั้นบ้านยังไม่ซ่อม เขาพยายามจะเข้ามาแต่เข้าไม่ได้ เลยทำได้แค่เอากล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปตามช่องหน้าต่าง แล้วก็อธิษฐานในใจว่าขอให้ได้กลับมาบ้านนี้อีก สุดท้ายได้กลับมาจริง ๆ เขาดีใจมาก คิดดู เขามาวาดรูปให้ นั่งระบายสีอยู่คนเดียว ตอนนั้นบ้านยังไม่มีไฟฟ้า มีแค่ไฟดวงเดียวกับห้องน้ำห้องเดียว”

ลุดมิลา เล็ทนิโควา หรือนามปากกา LUDALET คือศิลปินหญิงชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เธอเต็มใจแต่งแต้มลวดลายโบตั๋น พันธุ์ไม้สีเขียว ตลอดจนหมู่แมลงจนบ้านอาจ้อมีสีสันยิ่งขึ้น โดยดอกโบตั๋นที่ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านหลังนี้สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความสุข มีผู้หญิงอย่างภรรยาของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ (จ้อหญิง) เป็นศูนย์กลางความรักของบ้าน เป็นความสุขวันวานจาก ค.ศ. 1936 ที่พรรณนาผ่านโบตั๋น 9 กลีบ แทนความรักและห่วงใยจากลูกชายและลูกสาวทั้ง 9 คนของอาจ้อ

ถัดจากภาพวาดฝาผนัง ผมสนใจสายไฟของบ้านหลังนี้เป็นพิเศษ

‘สีขาว เส้นใหญ่ แถมมีกิ๊ปรวบสายไฟอยู่เป็นระยะ’ คือคำจำกัดความสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้า

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

“เราเจอสายไฟโบราณที่ชั้นสอง ต้องไปโตหรอง (ขอร้อง) คนทำกิ๊ปสายไฟที่ลำปางผลิตให้ ทำอยู่ปีนึงกว่าจะเสร็จ เราอยากทำบ้านให้เหมือนสมัยก่อนให้ได้มากที่สุด” เป็นครั้งแรกที่บรรลุเอ่ยปากหลังจากให้พี่ชายอธิบายเป็นส่วนใหญ่ น้องชายเล่าเรื่องสายไฟด้วยสำเนียงภูเก็ตแท้ ๆ ก่อนพี่ชายจะเสริมว่าบ้านนี้ไม่มีทางซ่อมสำเร็จถ้าไม่ได้น้องชายช่วยเหลือ บรรลุหลงใหลในงานเกษตร เคยทำงานสนามกอล์ฟ ที่ซึ่งเขาใช้วิธีครูพักลักจำจนได้ทักษะงานช่างและงานสวนติดตัว

เหลนอาจ้อทั้งสองพาผมเลี้ยวเข้าไปยังโถงฝั่งซ้าย ห้องขนาด 15 ตารางเมตร มีหน้าต่างบานเปิดคู่ 3 บาน ถูกจัดแจงใหม่ด้วยความตั้งใจจะบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้หญิงในอดีต ใครก็ตามที่มาเยี่ยมเยือนจะได้รู้จักกิจวัตรประจำวันของแม่บ้านอย่างการเย็บปักถักร้อย ชื่นชมความวิจิตรบรรจงของผ้าลูกไม้ต่อดอกที่ตั้งโอดโฉมคู่ผ้าปาเต๊ะสีชมพู และเมื่อหันดูฝั่งตรงข้ามจะได้เจอกิจกรรมยามว่างอย่างการเล่นไพ่ ที่มีทั้งไพ่จอดและไพ่ส่ามกอก (ไพ่นกแดง) วางเรียงเป็นระเบียบ

ด้านโถงปีกขวาประดับประดาถ่ายทอดวิถีชีวิตของเพศชายสมัยก่อน ทายาทตระกูลหงษ์หยกรวบรวมข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่าจากสมาชิกในครอบครัวมาสาธิต เริ่มตั้งแต่แผนที่ภูเก็ตจาก ค.ศ. 1945 ยุคที่ไข่มุกแห่งอันดามันยังไม่มีสะพานข้ามฟาก ชั้นวางรองตะเกียง แผ่นเสียงสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่เจรจาธุรกิจ ไปจนถึงการจำลองโต๊ะทำงาน ที่มีทั้งตำรา ลูกคิด และโทรเลขตั้งอยู่

หลังเยี่ยมชมโถงรับรองครบสาม ผมแวะเข้าห้องขนาดย่อมที่เหมือนกันสองฝั่ง ก่อนการปรับปรุง ห้องฝั่งซ้ายเคยเป็นห้องนอนของอาจ้อ ห้องขวาเป็นห้องรับรองแขก ตามฮวงจุ้ยจีน ทิศที่เย็นที่สุดของบ้านคือทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห้องอาจ้อจึงตั้งอยู่ตรงนั้น ส่วนห้องนอนของอากงอาม่าก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกันที่ชั้น 2

เมื่อไม่ได้ทำบ้านให้เป็นโรงแรมขนาด 8 ห้องอีกต่อไป อรสาจึงเนรมิตรห้องนอนอาจ้อให้เป็นร้านขายของที่ระลึก จำหน่ายงานฝีมือของเด็กในชุมชนและคนในทัณฑสถาน ด้านห้องพักของแขกก็แปลงสภาพเป็นห้องทำงานที่ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม 

ผมสูดหายใจ ซึมซาบกลิ่นอายจากวันเก่าที่ถูกเล่าใหม่อีกครั้งอย่างพิถีพิถัน ก่อนเดินตามสัจจและบรรลุสู่ชั้นสอง

สำรวจตรวจชั้นบน 

สิ่งที่แตกต่างจากชั้นล่างอย่างชัดเจน คือพื้นไม้ขนาดหน้ากว้างราว 9 เซนติเมตรที่มันวาวราวกับได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี มีโซฟาทรงคลาสสิกสีฟ้าตั้งหันหน้าออกจากกันอยู่กลางห้อง ตัวหนึ่งหันสู่ห้องพักของนักท่องเที่ยว อีกตัวหันเข้านิทรรศการห้องหอของชาวไทยเชื้อสายจีน

สัจจพาผมเดินชมห้องปีกซ้ายที่เดิมทีเป็นห้องของอากงและอาม่า อาณาเขตที่ยังอบอวลด้วยมวลรักแห่งความทรงจำได้รับการตบแต่งเป็นห้องหอให้คนที่มาเยี่ยมชมได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 

“เตียงนี้เรายกมาจากบ้านในเมือง อายุน่าจะเกิน 50 ปีแล้ว เป็นเตียงที่อากงและอาม่าใช้ส่งตัวเข้าหอ จะเห็นเลยว่าเตียงสูงมาก สมัยก่อนต้องมีอังกู๋ (เก้าอี้ตัวเล็ก) เหยียบขึ้น” สัจจย้อนความหลัง

ออกห้องซ้าย ต่อห้องขวา ห้องนอนแม่บ้านในยุคอากงแปรสภาพเป็นห้องพักของนักท่องเที่ยวเพียงหนึ่งเดียวของบ้านในชื่อ Happy Family โดยมี 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และระเบียงเชื่อมต่อสองห้องสำหรับส่องทิวทัศน์โดยรอบ

              ภายใน Happy Family ถูกตบแต่งแบบเรียบง่ายสบายตา สีขาวของผ้าปูที่นอน ดอกไม้ และโคมไฟ แซมด้วยศิลปะฝีมือ LUDALET ริมบานหน้าต่างไม้ ส่งกลิ่นอายเสมือนแขกผู้เข้าพักได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ใน ค.ศ. 1936 จริง ๆ

ส่วนสุดท้ายของชั้น 2 ที่สองพี่น้องต้องลงแรงซ่อมแซมเป็นพิเศษคือระเบียงและหลังคา กาลเวลาและคนในท้องถิ่นที่แอบมายิงนกทำให้กระจกสีเขียวหลายบานชำรุดเสียหาย แต่สัจจและบรรลุก็ยังอุตส่าห์เสาะหาจนซื้อกระจกลวดลายเดิมมาได้ในที่สุด แม้สีสันจะแตกต่างจากบานเดิมไปบ้าง แต่นี่ก็ดีที่สุดเท่าที่เจ้าบ้านจะหาได้ แต่กับกระเบื้องหลังคาที่เริ่มรั่วแก้ไม่ง่ายอย่างที่คิด บรรลุพยายามตามหากระเบื้องแบบเดียวกันในท้องตลาด แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แต่ก็เหมือนอาจ้อบนสวรรค์ดลใจ ทั้งสองบังเอิญเจอกระเบื้องหลังคาสำรองในขณะสำรวจตัวบ้าน เมื่อนำมาลองประกอบกับโครงหลังคา ปรากฏว่าใส่ได้พอดิบพอดี

“ตรงนี้จะเห็นขุมน้ำและบริเวณบ้านทั้งหมด เมื่อก่อนอาจ้อจะสั่งการคนงานสวนมะพร้าวจากบนนี้ สถาปัตยกรรมตรงนี้เนี้ยบมากนะ อาคารเราโค้ง สมัยนั้นก็ต้องหาวงกบหน้าต่างที่โค้งตามตัวอาคาร งานละเอียดมาก”

ชาวภูเก็ตที่อายุ 40 ปีขึ้นไป คงไม่มีใครไม่รู้จัก ณรงค์ หงษ์หยก อากงของสัจจและบรรลุ ด้วยตำแหน่งอดีตคหบดี การทำหน้าที่เพื่อสังคมหลากหลายด้าน ตลอดจนการเป็นนักดนตรีสมัครเล่นของ The Shark วงดนตรีแจ๊สวงแรก ๆ ของจังหวัด ทำให้ณรงค์เป็นที่รู้จักของผู้คนมากหน้าหลายตา หลานชายทั้งสองจึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของคุณปู่มาจัดแสดงไว้ที่ชั้น 3 

“แต่ก่อนตรงนี้เป็นห้องพระ ตั้งใจจะรีโนเวตเป็นห้องจำลองพิธีแต่งงาน แต่พออากงเสียไป เราก็อยากจัดให้เป็นนิทรรศการของแก อากงเป็นทั้งนักมวย นักเพาะกาย นักดนตรี ในห้องนี้ก็เลยมีเครื่องดนตรีทั้งหมดที่อากงเล่น มีไม้เท้าที่อากงใช้ตอนยังมีชีวิตอยู่”

ร้านอาหารโต๊ะแดง

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ทันสังเกตคือบ้านอาจ้อเป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างไม่สมมาตร เมื่อเดินลงจากชั้นบน ทุกคนจะได้เจอกับห้องนั่งเล่นและห้องกินข้าวที่ยื่นออกไปทางฝั่งซ้ายของอาคารหลัก ห้องนั่งเล่นยังคงใช้เครื่องเรือนเดิมบางส่วน ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ นาฬิกา อยู่มาตั้งแต่สมัยที่อากงยังอาศัย คุณน้าอย่างอรสาเพียงตกแต่งเพิ่มเล็กน้อย โดยการนำภาพเก่าจากทุกบริเวณของบ้าน รวมทั้งภาพจากบ้านในเมืองภูเก็ตมาจัดไว้บนผนัง เรียงผังจากบนลงล่าง ตั้งแต่รุ่นจอจ้อ (แม่ของอาจ้อ) อาจ้อ ลงมาถึงรุ่นอากง

“ระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องกินข้าว เมื่อก่อนจะเป็นประตูลูกฟัก เราถอดออกแล้วเอาประตูกระจกใส่เข้าไปแทน เพราะอยากให้คนที่มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์มองเห็นร้านอาหาร”

สัจจบรรยายถึงบริเวณสุดท้ายในการรีโนเวตอย่างร้านอาหารโต๊ะแดง ที่อยู่ติดกับห้องนั่งเล่นเคยเป็นห้องกินข้าวและห้องครัว แหล่งเลี้ยงปากท้องของสมาชิกในบ้านหลังใหญ่ สองพี่น้องตัดสินใจทุบกำแพงเพื่อรวมห้องกินข้าวกับห้องครัวเป็นห้องเดียว เหลืออิฐเปลือยบนกำแพงเพิ่มความวินเทจ ถอดฝ้าเพดานให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น แต่ยังคงกระเบื้องพื้นดั้งเดิมไว้ ก่อนเลือกใช้คู่สีแดงตัดกับเขียวในการตกแต่ง สุดท้ายจึงตั้งชื่อให้เป็นมงคลว่าร้านอาหารโต๊ะแดง

“โต๊ะแดงทำเมนูอาหารพื้นถิ่นกับเมนูที่เราอยากกิน เราเดินถามคนแถวนี้ด้วยว่าเขาชอบกินอะไร เจอฝรั่งบอกว่าชอบกินไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวผัดสับปะรด ผัดไทย ช่วงแรกร้านก็เลยทำเมนูพวกนี้”

โต๊ะแดงปรับปรุงสูตรอาหารเรื่อยมา ตอบสนองความต้องการทั้งของลูกค้าและเจ้าของ เกิดเป็นเมนูขึ้นชื่อจานใหม่มากมาย อาทิ เกี้ยนทอด อ๋วนภูเก็ต (ลูกชิ้นปลาภูเก็ต) ยำยานัด (ยำสับปะรด) หมูฮ้องเสิร์ฟคู่กับโรตี และที่ใครเห็นเป็นต้องลองคือหมี่กรอบบ้านอาจ้อ

ผมคงไม่ต้องการันตีความอร่อยของอาหารร้านนี้ด้วยตนเอง เพราะโต๊ะแดงได้รับการแนะนำโดยมิชลินไกด์ภูเก็ตในปี 2021 และ 2022 เป็นที่เรียบร้อย

ส่งต่อความตั้งใจ

“เราหาซื้อผักลิ้นห่าน จั๊กจั่นทะเล กุ้งมังกรจากคนแถวนี้ อะไรที่หาได้ในท้องถิ่น เราก็ใช้ของท้องถิ่นทั้งหมด อุดหนุนชุมชน แต่สำคัญคือต้องอร่อย ถ้าไม่อร่อยไม่เอา” 

จากเคยเป็นที่พักพิงของชาวบ้านในช่วงสงครามโลก สัจจและบรรลุต้องการให้บ้านสานต่อจุดมุ่งหมายแบบเดิม ทำร้านอาหารโดยคัดสรรวัตถุดิบจากท้องถิ่น กำไรจากก้นครัวไว้สำหรับซ่อมแซมอาคาร แต่เงินจากพิพิธภัณฑ์นำไปบริจาคเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กในชุมชนไม้ขาว สิ่งที่ทั้งสองคนทำแทบไม่ต่างจากคราวที่หลวงอนุภาษภูเก็ตการบริจาคที่ดินส่วนตัวเพื่อสร้างเป็นโรงเรียนชุมชน

“เราอยากทำเหมือนที่อาจ้ออากงเราทำ” สัจจและบรรลุทิ้งท้ายสั้น ๆ

ไม่เพียงตัวอาคารชิโน-โคโลเนียล ที่ถูกแปลงโฉมให้กลับมามีชีวิต แต่จิตวิญญาณที่ดีงามของบ้านอาจ้อก็ถูกชุบชีวิตขึ้นมาเช่นเดียวกัน ความตั้งใจในอดีตถูกร้อยเรียงผ่านกาลเวลา จากรุ่นทวดสู่รุ่นเหลน จากวันวานสู่วันนี้ ผมจึงดีใจเหลือเกินที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวการแปลงโฉมบ้านอาจ้อถึงผู้อ่าน The Cloud ทุกคน

บ้านเลขที่ 102 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 062 459 8889

Facebook : Baan Ar-Jor บ้านอาจ้อ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

ทยาวีร์ สุพันธ์

ช่างภาพอิสระ บ้านอยู่ภูเก็ต หลงรักการดื่มกาแฟ ขับรถเที่ยว ชมธรรมชาติ การถ่ายรูปทะเลและผู้คน ชอบดนตรี ตีกลองเป็นงานอดิเรก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load