กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

หลายคนที่มาอุดรธานีคงเคยแวะมาเช็กอินที่เป็ดเหลืองยักษ์ซึ่งลอยอยู่กลางหนองประจักษ์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง และไม่ไกลจากเป็ดเหลือง หลายคนก็อาจจะมองเห็นตึกสีเหลืองที่คนอุดรคุ้นกันดีในชื่อ ‘ตึกราชินูเก่า’ ซึ่งจริงๆ แล้วตึกนี้คือ ‘พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี’ ซึ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากปิดซ่อมบูรณะครั้งใหญ่มากว่า 4 ปี

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 ทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาบทบาทสตรี และมีพระราชดำริว่าความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองย่อมต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียนที่ดี จึงพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างโรงเรียนสตรีประจำภูมิภาคต่างๆ เช่น โรงเรียนราชินี, โรงเรียนราชินีบน, โรงเรียนทวีธาภิเศก, โรงเรียนเสาวภา (ปัจจุบันคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา), โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล (ปัจจุบันคือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล), โรงเรียนวิเชียรมาตุและโรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง, โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม, โรงเรียนศรียานุสรณ์ จังหวัดจันทบุรี

และ ‘โรงเรียนราชินูทิศ’ ก็คือหนึ่งในโรงเรียนที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้เป็นโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดร แต่ใน พ.ศ. 2462 พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน การดำเนินงานจึงจำต้องค้างมา ซึ่งตึกราชินูเก่า อาคารเรียนของโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดรแห่งนี้ก็คืออาคารของพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีนั่นเอง

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

เวลาต่อมาพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ผู้สำเร็จราชการมณฑลอุดร และคุณหญิงน้อม ดิษยบุตร (ศรีสุริยราช) เปิดโรงเรียนอุปถัมภ์นารี ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีขนาดเล็กภายในพื้นที่จวนเทศาภิบาลสำหรับกุลธิดาในมณฑล แล้วชักชวนข้าราชการพ่อค้าประชาชนชาวเมืองร่วมบริจาคทรัพย์สร้างอาคารเรียนอุปถัมภ์นารีใหม่น้อมเกล้าฯ ถวายเพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

และเมื่อ พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพิ่มเติม และพระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า ‘ราชินูทิศ’ รวมถึงประกอบพิธีฝังรากศิลาจารึกโรงเรียนขึ้นใน พ.ศ. 2464 โดยตัวอาคารสร้างอยู่บริเวณริมหนองประจักษ์ ใกล้กับโรงเรียนอุปถัมภ์นารีเดิม และเปิดใช้เป็นโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดรตั้งแต่ พ.ศ. 2468 เป็นต้นมา ซึ่งเราจะพบอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ‘ส.ผ.’ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (เสาวภาผ่องศรี) ใต้ตราสัญลักษณ์รูปมงกุฎและอุณาโลมและข้อความ ’อาคารราชินูทิศ พระพุทธศักราช 2468’  บนหน้าจั่วอาคาร

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2497 ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามและท่านผู้หญิงได้มาทำพิธีเปิดสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง จังหวัดอุดรธานี และใช้อาคารราชินูทิศเป็นสำนักงาน พอเห็นว่าอาคารหลังนี้เล็กอยู่ในทำเลที่ไม่เหมาะสมจึงอนุมัติให้สร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ และย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่สร้างใหม่ใน พ.ศ. 2503

กระทรวงศึกษาธิการมีการเริ่มโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค จึงโอนอาคารราชินูทิศนี้เป็นสำนักงานโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค และเมื่อมีการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมใหม่ใน พ.ศ. 2516 กระทรวงศึกษาธิการจึงใช้อาคารหลังนี้เป็นสำนักงานศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา 9 โดยหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา และเขตการศึกษา 9 ใช้อาคารเป็นสำนักงานร่วมกัน

อาคารราชินูทิศ

อาคารราชินูทิศ

ภายหลังใน พ.ศ. 2538 สำนักงานศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา 9 ย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานแห่งใหม่ จึงเหลือเฉพาะหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 ที่ยังคงปฏิบัติงานต่อมาจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 และกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนอาคารหลังนี้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2541

จังหวัดอุดรธานีใช้อาคารราชินูทิศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี โดยคณะกรรมการร่วมกันออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ มีการจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ตามห้องต่างๆ ทั้งหมด และทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี เพื่อให้การบริการแก่ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2547

และในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 จังหวัดอุดรธานีได้มอบพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีให้อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครอุดรธานี ที่มีความพร้อมในการจัดการให้หน่วยงาน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ประชาชนทั่วไป เข้าเยี่ยมชม จนชาวอุดรธานีรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในนามแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

แต่เนื่องจากเป็นอาคารเก่าแก่อายุกว่า 90 ปี จึงมีสภาพทรุดโทรม เนื้อปูนแตกร้าว ไม้ผุพัง หากไม่ปรับปรุงซ่อมแซมอาจทำให้ผู้เข้าชมไม่ปลอดภัยและทำให้อาคารโบราณสถานแห่งชาติเสียหาย จนไม่สามารถใช้งานได้อีก เทศบาลนครอุดรธานีในสมัยของนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ และกรมศิลปากรจึงร่วมกันออกแบบเพื่อบูรณะอาคาร และออกแบบนิทรรศการภายในขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยใช้เวลากว่า 4 ปีตั้งแต่เริ่มวางแผนการบูรณะ และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา

อาคารเก่า อาคารเก่า

เรื่องราวของงานบูรณะ

รูปแบบของอาคาร

อาคารราชินูทิศเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกตามความนิยมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เป็นอาคารแบบโคโลเนียล (Colonial) ที่เป็นการนำเอารูปแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับภูมิอากาศเขตร้อน ตามที่ฝรั่งเศสนำมาใช้กับอาณานิคมอินโดจีน และได้รับความนิยมมาถึงทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงด้วยโดยช่างก่อสร้างชาวญวน ตัวอาคารหันหน้าอาคารไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ด้านหลังติดกับหนองประจักษ์ หนองน้ำขนาดใหญ่ ผังอาคารประกอบด้วยห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 2 หลังตั้งขนานกัน ด้านหน้าอาคารเชื่อมต่อกันคล้ายรูปตัวยู (U) มีมุขด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางอาคาร แสดงลักษณะการออกแบบที่เน้นความสมมาตร เพื่อสร้างความรู้สึกสง่างามแก่ตัวอาคาร

ตัวอาคารทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีระเบียงล้อมบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ช่วยป้องกันภายในอาคารจากแดดและฝน ตัวระเบียงถูกแบ่งออกเป็นส่วนเท่าๆ กันด้วยเสารูปทรงสี่เหลี่ยม ระหว่างช่วงเสามีพนักระเบียงราวลูกกรงปูนปั้น มีซุ้มโค้ง (Arch) ประดับหัวเสาแบบดอริก (Doric Capital) ตรงกึ่งกลางของซุ้มโค้ง (Keystone) ประดับด้วยบัวปูนปั้น ช่องหน้าต่างและซุ้มหน้าต่างเป็นรูปทรงโค้ง ที่มุขด้านหน้าอาคารใช้บานหน้าต่างบานเกล็ดไม้ ด้านบนเหนือบานหน้าต่างเป็นช่องแสงประดับกระจก

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ถัดจากซุ้มโค้งด้านหน้าอาคารขึ้นไปประดับช่องลมรูปทรงกลมจำนวนสองช่อง ส่วนผนังด้านข้างของปีกซ้ายและขวา ประดับด้วยงานปูนปั้น ส่วนผนังด้านหลังของปีกอาคารทั้งสองฝั่งประดับด้วยหน้าต่างทรงโค้งขนาดเล็ก

โดยทั่วไปรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากแบบคลาสสิก จะมีลักษณะเด่นๆ ที่สังเกตได้คือ ตัวอาคารมีรูปร่างที่สมมาตร มีมุขตรงกลางทำเป็นหลังคาจั่วมีหน้าบันรูปสามเหลี่ยมเหมือนวิหารโรมัน ตามแบบที่เรียกว่า Palladian Style กรณีของอาคารราชินูทิศนั้นเป็นหลังคาหน้าจั่วกึ่งกลาง หลังคาปั้นหยาทรงสูงชันมาก ต่างจากต้นแบบคลาสสิก

ปริศนา   ‘อิฐไม้’ ที่เดียวในประเทศ

เนื่องจากอาคารราชินูทิศอยู่ในพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมใต้อาคารทุกปี ขั้นตอนการบูรณะจึงต้องมีการขูดลอกผิวปูนเก่าที่เสียหายจากความชื้น ซึ่งการสกัดผิวปูนออกจึงค้นพบ ‘อิฐไม้’  ซึ่งคือไม้เนื้อแข็งท่อนใหญ่ที่ถูกตัดให้มีขนาดเดียวกับอิฐที่ใช้ก่อทำผนัง และแทรกอยู่ระหว่างอิฐเป็นจังหวะทุกๆ 3 ก้อนในแนวดิ่งและก้อนเว้นก้อนในแนวราบ และมีแค่ 5 แถวจากระดับพื้น แต่บริเวณมุมผนังจะเป็นอิฐไม้แทรกทุกๆ 3 ก้อน ยาวขึ้นไปชนทับหลังประตู

จากนั้นจึงแจ้งให้กรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วกรมศิลปากรเห็นว่ารายละเอียดโครงสร้างอิฐไม้ที่อาคารราชินูทิศนี้ไม่เคยพบเห็นในโบราณสถานที่ใดเลยในประเทศไทย และจนบัดนี้ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของการนำอิฐไม้มาใช้ในโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก จึงแนะนำให้เปิดผิวปูนฉาบที่ห้องด้านล่าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นรายละเอียดตรงนี้อย่างชัดเจน ถือเป็นรายละเอียดการก่อสร้างที่มีความน่าสนใจและยังต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ทำไมพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีต้องเป็นสีเหลือง?

จากกระบวนการการพิสูจน์สีพบว่า สีที่ใช้ในอาคารพิพิธภัณฑ์มีการทาทับซ้ำทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการทาทับในช่วงการบูรณะในแต่ละยุค ที่ปรึกษาจากกรมศิลปากรให้ความเห็นเรื่องสีไว้ว่า สีที่จะใช้ทาในครั้งนี้ควรจะเป็นสีเดียวกับที่เคยทาในยุคแรก (ปีพุทธศักราช 2468) ทั้งหมด ซึ่งจากหลักฐานที่ปรากฏพบว่าผิวอาคารภายนอกในยุคแรกทาสีเหลืองทั้งอาคาร โดยไม่มีการตัดบัวหรือซุ้มโค้งเป็นสีขาวเหมือนที่พบเห็นและคุ้นตาในยุคปัจจุบัน

ส่วนผิวอาคารภายในนั้นพบว่ามีการทาสีทับ 3 – 4 ชั้นเช่นกัน ทีมบูรณะอาคารเข้าไปขูดสีจนถึงชั้นสีในสุดจนพบว่าผนังภายในเป็นสีฟ้าทั้งหมดทุกห้อง จึงส่งตัวอย่างสีภายนอกและภายในเข้าแล็บสี เพื่อปรุงสีให้ใกล้เคียงกับสีอาคารในยุคแรกมากที่สุดก่อนที่จะส่งมาทาอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ผนัง

เสริมโครงสร้างเก่าด้วยโครงสร้างใหม่

จำนวนคนที่คาดว่าจะมาใช้บริการมากขึ้นทำให้มีผลต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้างอาคาร ทำให้วิศวกรที่ปรึกษาต้องคำนวณน้ำหนัก Live Load ใหม่ และออกแบบโครงสร้างให้มีการเสริมตงไม้ และจำเป็นต้องใช้โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ทำหน้าที่เหมือนคานช่วยรับโครงสร้างพื้นชั้น 2 ทุกห้อง บางส่วนของฝ้าเพดานชั้นล่างจึงจะมองเห็นเหล็กเสริมอยู่เป็นระยะ ส่วนโครงสร้างรับพื้นชั้นล่างจะเป็นคานคอนกรีตเสริมเหล็กรับพื้นชั้นล่าง ถ่ายน้ำหนักลงตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็กเช่นกัน 

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

จากใต้ทะเลสู่ที่ราบสูงที่เติบโตจากสงคราม

นิทรรศการที่ออกแบบใหม่ภายในตึกเก่าอายุกว่า 90 ปีพาเราย้อนไปในยุคหลายล้านปีก่อน แสดงให้เห็นกระบวนการเกิดแผ่นดินอีสานที่ยกตัวขึ้นจากทะเล เป็นที่ราบสูงที่มีแอ่งน้ำทะเลค้างอยู่อีกหลายล้านปีและเป็นผลให้มีวัฒนธรรมเกลือเป็นจุดเด่น จนมาถึงยุคบ้านเชียง วัฒนธรรมที่หายไปกว่า 5,000 ปีที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ จนมาถึงยุค ‘สงคราม’ ที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือการสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่มองในอีกมุมหนึ่งแล้วมันคือจุดเริ่มต้นของความเป็นเมืองอุดรธานีในปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ตั้งแต่เหตุการณ์พิพาท ร.ศ.112 ที่พื้นที่อุดรธานีเป็นจุดตั้งฐานทัพเพื่อต่อรองกับฝรั่งเศส มาจนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงสงครามเวียดนามหรือสงครามเย็นที่ทหารอเมริกันใช้พื้นที่อุดรธานีเป็นฐานทัพของกองทัพและส่งผลให้อุดรมีเศรษฐกิจดีมากๆ เกิดวงดนตรีระดับตำนานอย่างวง V.I.P ที่มีแหลม มอริสัน เป็นมือกีตาร์  และเนื้อหาก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบหลังสงครามที่ทำให้คนอุดรธานีไปซาอุดิอาระเบียกันเกือบทั้งเมือง เนื้อหาเกือบทุกส่วนยังอาศัยการมีส่วนร่วมของคนอุดรเองที่ช่วยผสานเรื่องราวประวัติศาสตร์ภาคประชาชน การที่คนในเหตุการณ์ได้มาเล่า ได้ช่วยนำข้าวของเครื่องใช้จริงๆ ในยุคก่อนมาประกอบกันให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดูมีชีวิต นับเป็นประวัติศาสตร์ของจริงที่หาอ่านไม่ได้ตามห้องสมุดที่ไหนในประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี คืออาคารที่สร้างใหม่ซึ่งอยู่ข้างๆ อาคารราชินูทิศ สร้างแทนตำแหน่งของอาคารวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานีที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ภายในอาคารศูนย์บริการฯ ประกอบไปด้วยพื้นที่รับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ขายของที่ระลึก พื้นที่แสดงนิทรรศการหมุนเวียน สำนักงาน ห้องน้ำ ร้านกาแฟ และระเบียงชมหนองประจักษ์ โดยตัวอาคารถูกออกแบบให้มีผนัง 3 ชั้นซ้อนกัน (Triple Layer)

ผนังชั้นในสุดเป็นโครงสร้างอิฐก่อ มีอิฐไม้แทรกอยู่เป็นระบบเพื่อเชื่อมโยงถึงระบบโครงสร้างของอาคารพิพิธภัณฑ์ เลเยอร์ที่ 2 เป็นผนังกระจกหุ้มอาคารทั้งหมดเพื่อควบคุมระบบปรับอากาศ และเลเยอร์สุดท้ายคือผนังเหล็กฉลุหุ้มตัวอาคารทั้งหมดไว้ โดยแพตเทิร์นของลายฉลุถูกออกแบบจากลายผ้าหมี่ขิดพระราชทาน เรียกว่า ‘หมี่ขิดลายสมเด็จ’ ซึ่งเป็นลายที่ชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดอุดรธานีน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทำสีเหล็กฉลุทั้งหมดด้วยสีสำริดที่สื่อความหมายถึงบ้านเชียงที่อยู่ในยุคสำริด อาคารหลังนี้จึงดูเหมือนการเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ของตัวอาคารระหว่างความเก่าและใหม่ที่ต้องเดินไปคู่กันเสมอ

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ภูมิสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองกับ ‘น้ำ

เนื่องจากอาคารพิพิธภัณฑ์อยู่ในพื้นที่ต่ำ งานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นงานออกแบบที่มีแนวคิดเรื่องการป้องกันน้ำท่วมได้ด้วย หลักการคือการปรับปรุงบ่อบัวขนาดใหญ่ด้านหน้าให้รับปริมาณน้ำได้มากขึ้น และสร้างบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ไว้ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ บ่อน้ำด้านหน้าและด้านหลังจะเชื่อมกันโดยท่อน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน และจัดแลนด์สเคปด้านบนไว้ให้ดูเหมือนคลองน้ำตื้นๆ เพื่อเป็นช่องทางถ่ายเทน้ำทั้งช่วงที่น้ำท่วมและฝนแล้งแล้วบ่อน้ำด้านหน้าแห้งเกินไป

สถาปัตยกรรมร่วมสมัย

พื้นที่ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์สามารถเชื่อมกับพื้นที่ของหนองประจักษ์ ที่เป็นสวนสาธารณะของเมือง ผู้ออกแบบจึงปรับให้แนวรั้วด้านหลังอาคาร เป็นพื้นที่ที่สามารถเดินข้ามระหว่างพิพิธภัณฑ์กับหนองประจักษ์ได้ ความเชื่อมโยงนี้ทำให้พื้นที่สาธารณะทั้งสองส่วนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันและเปิดโอกาสให้คุณค่าของอาคารเก่าได้แสดงให้เห็นอิทธิพลของความนิยมในศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่เฟื่องฟูมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) และร่องรอยประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีภายในนิทรรศการ ซึ่งทั้งหมดคืองานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่มีความหมายว่า การสร้างปัจจุบันเพื่อให้อดีตเดินต่อไปได้

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

สถานที่ตั้ง : ถนนโพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ช่วงเวลาทำการ : 08.30 – 16.30 น. ปิดทุกวันจันทร์

เจ้าของโครงการ : เทศบาลนครอุดรธานี

คณะทำงาน : บริษัท ซิตี้นีออน ดิสเพลส์ แอนด์ คอนสตรั๊คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

ที่ปรึกษาโครงการ : กรมศิลปากรบริษัท เซียมเวอร์คส จำกัด

Writer & Photographer

ปองพล ยุทธรัตน์

สถาปนิกสายเลือดอีสานผู้มีความสนใจกระบวนการเกิดของสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยเพื่อค้นหาความเชื่อมโยงในมิติต่างๆ

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

นี่คือคอลัมน์ของ The Cloud ที่ผมเสนอตัวขอรับภาระทำเองด้วยความเต็มใจ

ด้วยเหตุผลและรสนิยมส่วนตัวบางอย่าง ผมชอบและหลงรักเขตย่านเมืองเก่ามากกว่าย่านเมืองใหม่ ความชอบนี้ขยายอาณาเขตไปจนถึงตัวตึกและอาคารเก่าๆ อาจจะด้วยความที่ตึกเก่าเหล่านี้เป็นเหมือนหมุดหมายที่จดเหตุการณ์สำคัญในอดีตไว้ผ่านการตกแต่ง หรือห้องต่างๆ ด้านใน บางตึกยังพอเห็นเค้าโครงความนิยมเมื่อครั้งอดีต คราบสีแห้งร่อนเป็นแผ่นๆ จากการผ่านวันเวลา ความเปิ่นๆ โก๊ะๆ ของสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าอย่างเสาโรมัน หน้าต่างวงกลม โค้งประตูที่ช่างไม่เข้ายุคสมัยกับยุคปัจจุบันเลย เวลาที่มีคนคิดจะบูรณะ หรือซ่อมแซมตึกเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งนั้น จึงทำให้ผมมักจะตื่นเต้น และคอยเอาใจช่วยอยู่เสมอ

ผมเข้าใจดีและไมไ่ด้ยึดติดว่าตึกเก่าเหล่านั้นต้องมีหน้าตาเก่าแก่สีลอกสีซีดแบบเดิมอยู่ตลอดไป

แต่ถ้าตึกเก่าเหล่านั้นจะได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ผมก็อยากให้มั่นใจว่ามันจะเป็นตึกใหม่ที่น่าภาคภูมิ-ทั้งในแง่ของหน้าตาและการใช้งาน พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่เพื่อจะได้ใช้บอกเล่าความคิด การทำงาน เบื้องหลัง และการลงมือบูรณะปรับปรุงอาคารเก่าสักหลังเพื่อที่มันจะได้ทำหน้าที่บอกเล่าอดีตและหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ได้ต่อไป

Bangkok Publishing Residence

บ้านผมอยู่แถวฝั่งธน

ทุกเย็นผมต้องนั่งรถผ่านถนนหลานหลวงเพื่อข้ามสะพานปิ่นเกล้ากลับบ้าน

และก็เป็นทุกเย็นอีกเหมือนกันที่ผมได้เห็นตึกสีดำตรงปลายถนนหลานหลวง ที่จำได้แม่นยำก็เพราะชั้นล่างสุดของตึกสีเข้มหลังนั้นไร้ประตูและหน้าต่าง

วันหนึ่งก่อนที่ผมกำลังจะลงเรือแสนแสบที่ท่าเรือผ่านฟ้าฯ ผมก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าตึกสีเข้มนั้นคืออะไร จนยอมเดินย้อนกลับมาเพื่อดูด้านหน้าตึก ป้ายแผ่นเล็กที่ติดอยู่หน้าตึกบอกเราว่า Bangkok Publishing Residence ตึกสีดำไร้หน้าต่างแห่งนี้คือโรงแรม

ผมจำชื่อโรงแรมกลับมาค้นหาช้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะเจออดีตอันรุ่งเรืองของโรงแรมแห่งนี้ ที่เคยเป็นโรงพิมพ์ของนิตยสาร บางกอก มาก่อน ภาพบรรยากาศภายในโรงแรมหลายๆ รูปบอกผมว่าการรีโนเวตครั้งนี้น่าสนใจและน่าบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง

หลังการนัดหมายในเวลาไม่นาน ผมก็ได้มีโอกาสเดินผ่านประตูเข้าไปในโรงแรมแห่งนี้สักที ตรงหน้าผมคือ คุณอุ้ม-ปณิดา ทศไนยธาดา เจ้าของและผู้ลงมือปรับโฉมโรงแรมแห่งนี้ด้วยตัวเอง

Bangkok Publishing Residence

จากตึกแถวสู่โรงพิมพ์

โรงพิมพ์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นจากคุณตาของคุณอุ้มซึ่งเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงเริ่มขายหนังสือกับเพื่อน ขายไปสักพักก็รู้จักนักเขียนเยอะขึ้น จนตัดสินใจเริ่มทำโรงพิมพ์เอง เป็นจุดเริ่มของนิตยสาร บางกอก ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ เลยซื้อห้องแถวที่อยู่ติดกันเพื่อขยายกิจการโรงพิมพ์ ขยายยาวจนครบทั้ง 6 คูหาก็ยังไม่พอ จึงย้ายโรงพิมพ์ไปอยู่ที่ถนนศรีอยุธยาแทน ที่นี่กลายมาเป็นสำนักงานของบริษัทอื่นในครอบครัวของคุณอุ้มอยู่สักพัก ก่อนจะถูกทิ้งร้างไว้อีกหลายปี

นิตยสาร บางกอก เป็นนิตยสารนิยายรายปักษ์ มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้ชาย ภาพปกจึงมักจะเป็นผู้ชายกล้ามโตกับหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อย โด่งดังมากจนมีการนำนิยายบู๊ที่ลงในนิตยสาร มาสร้างเป็นหนังและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ช่วงนึงในวงการภาพยนต์ถึงกับได้สูตรสำเร็จในการทำหนังฮิตของยุคนั้นว่า

เป็นนิยายบู๊ที่ลงพิมพ์ในนิตยสาร บางกอก ก่อนมาทำเป็นละครวิทยุคณะแก้วฟ้า แล้วเป็นหนังที่นำแสดงโดยมิตร-เพชรา และลงโฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

แน่นอนว่าหนังอย่าง อินทรีแดง ก็เป็นนิยายพิมพ์เป็นตอนๆ ของนิตยสาร บางกอก เช่นเดียวกัน

ด้านล่างนี่คือป้ายห้องน้ำชายและหญิง

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ช่วงนั้นคุณอุ้มซึ่งเริ่มจะว่าง เพราะทำโปรเจกต์อื่นๆ เสร็จหมดแล้ว เจอคุณยายมายื่นกุญแจให้ แล้วบอกว่า เข้าไปดูที่ตึกแล้วทำอะไรกับมันหน่อย

“ทำเลน่าจะทำเป็นโรงแรมได้ แกก็คิดว่าทำโฮสเทลง่ายๆ ก็พอ ดีกว่าปิดตึกไว้เฉยๆ พออุ้มเข้ามาดู ก็เห็นว่ามันมีศักยภาพมากกว่านั้น คือถ้าทำโฮสเทล เราต้องแข่งกับทุกคนในย่านนี้เลย แล้วอุ้มเป็นคนขี้เกียจแข่งกับคนอื่นไง (หัวเราะ) ถ้าจะทำแบบนั้นก็แค่วางคอนเซปต์แล้วก็ไปจ้างบริษัท Developer ให้เข้ามาทำก็จบ

ถ้าทำแบบนั้นแล้วเราจะทำไปทำไม อุ้มเริ่มต้นรีโนเวตโดยคิดจาก 2 เรื่อง หนึ่ง เราอยากทำพิพิธภัณฑ์อยู่แล้ว แถวนี้มีพิพิธภัณฑ์เยอะมาก ถ้าที่นี่จะเป็นด้วยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แค่ไม่ค่อยทำเงินเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

สอง แถวนี้โฮสเทลเยอะก็จริง แต่โรงแรมดีๆ มีน้อยมาก อุ้มก็เลยเลือกทางออกง่ายๆ ที่ไม่ต้องไปแข่งกับใคร คือทำพิพิธภัณฑ์ผสมโรงแรมดีๆ ที่ไม่มีในละแวกนี้ คอนเซปต์ก็ง่ายๆ ที่นี่เคยเป็นอะไร ก็ดึงให้มันกลับมาเป็นแบบนั้น มันเป็นแรงผลักให้เรายิ่งอยากทำด้วย เพราะยุคของโรงพิมพ์นิตยสาร บางกอก เป็นยุคที่ถนนสายนี้เฟื่องฟูสุด เป็นแหล่งแฮงเอาต์ของนักเขียน พิพิธภัณฑ์สำหรับอุ้มคือต้องเก็บสิ่งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่มันเป็นตอนนั้น”

Bangkok Publishing Residence

จากโรงพิมพ์สู่โรงแรม

คุณอุ้มไม่ได้จบสถาปัตย์หรือมัณฑนศิลป์มาโดยตรง เลยต้องหาคนมาช่วยดูแลโครงการนี้ร่วมกัน ประกอบด้วย ทีมสถาปนิกคือ คุณศรันย์ สุนทรสุข คุณพงศกร กิจขจรพงษ์ คุณบัญญัติ ลิ้มตระกูล และคิวเรเตอร์ คุณเกี้ยว-ประคำกรอง พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเคยทำงานด้วยกันมาหลายงาน เข้าใจเรื่องรสนิยมกันอย่างดี ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นมาก

โรงพิมพ์แห่งนี้ถูกปรับปรุงมาหลายครั้ง จากตึกแถวมาเป็นโรงพิมพ์ และจากโรงพิมพ์มาเป็นสำนักงาน แต่ละช่วงมีการปรับปรุงดัดแปลงตึึกอยู่ตลอด ทำให้ตึกนี้มีหน้าตาเปลี่ยนไปจากยุคแรกเริ่มเยอะมาก คุณอุ้มได้ตึกมาโดยไม่มีแบบแปลนหรือผังอะไรทั้งนั้น เลยใช้วิธีการไปเดินดูตึกแถวในย่านราชดำเนินที่สร้างในยุคใกล้ๆ กันเพื่อดูว่าตึกแถวในยุคนั้นมีหน้าตาแบบไหน เหมือนเป็นการย้อนกลับไปหาหน้าตาเดิมๆ ของมัน พอเจอรูปแบบหน้าต่างที่ใช้กันในยุคนั้นก็เลยสั่งทำหน้าต่างใหม่ขึ้นมาใช้ติดที่ตึก

ด้วยความที่เจอปัญหาเรื่องเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน เพราะด้านหน้าของโรงแรมอยู่ตรงป้ายรถเมล์พอดิบพอดี คุณอุ้มจึงตัดสินใจปรับให้ชั้นล่างสุดของโรงแรมเป็นผนังทึบไร้หน้าต่างตลอดทั้งแนวโรงแรม เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพัก ที่นี่จึงไม่เปิดให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาเข้ามาชมโดยไมไ่ด้นัดหมายมาล่วงหน้า แม้กระทั่งลุงยามยังได้คำสั่งว่าให้ยืนขวางประตูไว้แทนที่จะเป็นยืนข้างประตู เพราะไม่ได้ต้องการให้คนภายนอกที่เดินผ่านไปมาเข้ามาพลุกพล่านด้านในจริงๆ

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ตรวจภายใน

คุณอุ้มเล่าถึงสภาพภายในตึกว่าคือสภาพวิบัติ

ตอนสั่งแท่นพิมพ์เข้ามาใช้งานในโรงพิมพ์ในยุคนั้น เจอปัญหาแท่นพิมพ์ใหญ่กว่าอาคาร คุณตาคุณยายของคุณอุ้มไม่ได้คิดอะไรมาก จึงแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการทุบเสาทิ้งเพื่อให้แท่นพิมพ์เข้ามาตั้งข้างในได้ โดยไม่ได้ทำเสาใหม่มาวางค้ำอาคารด้วย (คุณอุ้มทึ่งมากที่ตึกยังคงตั้งอยู่ได้โดยไม่ถล่มไปซะก่อน) ถ้าเดินขึ้นไปชั้นบนก็จะเจอพื้นไม้อัด ซึ่งพื้นไม้มันเก่าจนผุทะลุลงไปจนไม่เหลือแม้แต่พื้นจะเดิน คุณอุ้มเล่าว่าคุยกับสถาปนิกได้แม้อยู่คนละชั้นผ่านช่องพื้นที่ทะลุเป็นรู

ก่อนที่จะเริ่มลงมือปรับปรุง คุณอุ้มเลยจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเข้ามาสำรวจทุกอย่าง ดูความแข็งแรงของปูน ของเหล็ก ของเสา ที่มีทั้งหมด มีการยิงเลเซอร์วัดระดับการทรุดตัวของอาคาร มีการขุดและเจาะดูระยะความลึกของเสาเข็มที่ตอกไว้ ปัญหาใหม่ที่เจอก็คือ เสาเข็มเดิมอยู่ตรงตาน้ำ ขุดลงไปก็เจอน้ำผุดขึ้นมาอยู่ตลอด จนต้องไปเอาปั๊มมาสูบน้ำออกไปให้หมดก่อนเริ่มทำงานต่อ ตัวลิฟต์ในโรงแรมก็ถูกบังคับให้ต้องอยู่ในจุดที่อยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นจุดเดียวที่เจาะเสาเข็มลงไปแล้วไม่เจอตาน้ำ ทำให้ต้องแก้แบบกันอีกหลายรอบจากปัญหาหน้างาน

เสาทุกต้นของตึกแถวทั้งหกห้องนี้ก็ไม่มีต้นไหนขนานกันเลย ตอนที่สถาปนิกมาทำแบบก็ต้องมาวัดหน้างานกันจริงๆ ทุกชั้น ทุกจุดทุกรายละเอียดเพื่อให้สามารถออกแบบโครงสร้างตึกที่ปลอดภัยได้จริงๆ

แม้แต่เสาเดิมๆ ของตัวอาคารก็เสื่อมสภาพเสียจนปูนด้านนอกของตัวเสาหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ไม่เกาะตัวเหล็กเส้นด้านในเสาอีกต่อไป คุณอุ้มแก้ปัญหาด้วยการฉาบปูนปิดเสาไปเหมือนเดิม แล้วใช้คานเหล็กไปเสริมค้ำรับแรงตัวเสาไว้ทั้งหมดเพื่อให้เสายังรับน้ำหนักตัวอาคารอยู่ได้ โดยออกแบบให้ดูเหมือนเป็นการตกแต่งแบบโรงงานในยุคนั้นแทน

Bangkok Publishing Residence

จัดระบบให้เป็นระเบียบ

ตึกแถวในสมัยนั้นไม่มีระบบบำบัดหรืออะไรทั้งนั้น ท่อน้ำทิ้งจากอาคารถูกต่อท่อให้เททิ้งไปที่ข้างหลังบ้านทั้งหมด คุณอุ้มจึงต้องทำระบบถังบำบัดน้ำเสียและถังดักไขมันใหม่หมด เช่นเดียวกับการเดินไฟฟ้า เดินท่อน้ำดีและท่อน้ำทิ้ง

Bangkok Publishing Residence Bangkok Publishing Residence

มันก็แค่อากาศ

ปัญหาใหญ่ที่สุดของตึกแถวคือเรื่องแสงสว่างและการระบายอากาศ เพราะตึกแถวทั่วไปมีช่องให้แสงและอากาศเข้าเพียงแค่หน้าบ้านกับหลังบ้าน โรงพิมพ์แห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณอุ้มเลยอยากให้ผนังด้านหลังเปิดโล่งออกไปเลย แต่ด้านหลังโรงแรมเป็นอู่ซ่อมรถที่มีคนเดินไปมาอยู่เยอะก็เลยตกไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ก่อนจะได้ข้อสรุปออกมาเป็นการติดตั้งหน้าต่างเข้าไปจนทั้งผนังด้านหลังของโรงแรมทั้งหมดตั้งแต่ชั้นสองจนถึงชั้นสี่ แล้วทุบพื้นของชั้นสองถึงสี่ออกไปด้วยเลย เพื่อให้เป็นช่องแสงและช่องอากาศแก่ทุกๆ ชั้น แต่ก็เกิดปัญหาใหม่มาแทน เพราะหน้าต่างที่สูงขนาดนั้นไม่สามารถเปิด-ปิดได้ ทีมสถาปนิกก็เลยต้องออกแบบกลไกพิเศษให้ผู้ดูแลสามารถเปิด-ปิดหน้าต่างเหล้านี้ได้ด้วยตัวคนเดียว (นึกภาพคล้ายๆ ก้านหมุนของหน้าต่างบานเกล็ด แต่อันนี้ใหญ่โตกว่ามาก)

ไม่ใช่แค่นั้น พอพื้นและผนังด้านหลังหายไป ก็ยังมีอีกปัญหาคือ ตึกบิดตัว ต้องให้วิศวกรมาออกแบบคานเพื่อยึดผนังหน้าต่างด้านหลังเข้ากับตัวอาคารเดิมอีกที คุณอุ้มบอกว่า ถ้าด้วยความสวยงามก็ไม่อยากให้มีคานตัวนี้อยู่ แต่ว่าเรื่องความปลอดภัยนั้นสำคัญกว่า

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence : จากโรงพิมพ์สู่โรงแรม

Bangkok Publishing Residence

เรื่องพื้นๆ ที่ไม่เคยพื้น

ด้วยความที่ชั้นสองชั้นสามเป็นพื้นไม้อัดแบบที่ไม่เก็บเสียงและไม่เก็บฝุ่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ยังอยากเก็บพื้นไม้ไว้ ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการใช้ยางรองเครื่องจักรอุตสาหกรรมตามโรงงานมาปูรองพื้นด้านในก่อน แล้วค่อยปูไม้กระดานทับ ช่วยให้พื้นไม้เก็บเสียงและเก็บฝุ่นได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยางที่ว่าร้านวัสดุก่อสร้างที่ไหนๆ ก็ไม่มีขาย คุณอุ้มต้องไปถามเพื่อนที่มีโรงงานอุตสาหกรรมว่าสั่งจากไหนแล้วขอฝากสั่งเพิ่มให้ด้วย

“พอทำออกมาแล้วมันเวิร์กจริงๆ ผู้รับเหมาทุกคนก็อึ้ง เพราะไม่มีใครเคยคิดและทำสิ่งนี้มาก่อนเลย พี่สรัญ (สถาปนิก) แกเจ๋งมาก ความดีความพิเศษทุกอย่างของโรงแรมนี้มันซ่อนอยู่หลังฝ้า หลังกำแพง ทั้งหมดเลย และไม่มีใครเห็นสิ่งเหล่านี้ รูปลักษณ์ภายนอกอย่างการตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ก็แค่โรยผักชี ยกอะไรมาวางให้มันสวยก็ได้ แค่เดินเข้าโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สักแห่งแล้วก็เลือกเฟอร์นิเจอร์มาสักชุดให้ถูกยุคก็สวยแล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือสิ่งที่อยู่หลังกำแพง ใต้พื้น ใต้ฝ้า อะไรเหล่านี้ทั้งหมดต่างหาก

Bangkok Publishing Residence Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ตกแต่งภายใน

ด้วยความที่เป็นโรงพิมพ์โรงงานมาก่อน คุณอุ้มและทางทีมสถาปนิกเลยกำหนดให้วัสดุที่นำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมหลักๆ ก็เป็นเหล็ก ผสมด้วยปูน ซึ่งตอบโจทย์ความเป็นโรงงาน แต่ยังขาดความเป็นที่พักอาศัยไปจึงเติมไม้เข้ามาเพื่อช่วยให้บรรยากศดูผ่อนคลายมากขึ้น ในส่วนของห้องพักก็ใช้ผ้าม่านมาทำให้ดูเป็นบ้านมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคงเป็นเรื่องของกระเบื้องยาง มันเป็นแบบเดิมที่โรงพิมพ์เคยใช้ แต่ตอนนี้ไม่มีขายแล้ว ต้องไปตามหาโรงงานเดิมที่ผลิตในยุคนั้นแล้วสั่งให้ผลิตขึ้นมาใหม่ เพื่อเอามาใช้งานในโรงแรมนี้อีกครั้ง

ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ ถึงคุณอุ้มเกิดไม่ทันได้เห็นโรงพิมพ์แห่งนี้ในยุคเฟื่องฟู แต่ก็ได้ทันเห็นชุดเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่เคยอยู่ที่นี่แล้วถูกย้ายไปที่โรงพิมพ์ตรงศรีอยุธยา พอเริ่มทำโปรเจกต์นี้ก็เลยต้องดึงกลับมา โดยของที่ยกกลับมาต้องเป็นของโรงพิมพ์จริงๆ

“พวกแท่นพิมพ์ทั้งหมดที่เห็นเป็นของตกแต่งในโรงแรมก็เคยอยู่ที่นี่จริงๆ ก่อนจะถูกยกไปที่นู่น พอเขาจะปิดโรงพิมพ์ที่นู่นอุ้มก็ไปรื้อแล้วดึงกลับมาหมดเลย มันเป็นโจทย์ในการตกแต่งเลยแหละ คือพอได้ของที่เคยอยู่ที่นี่มาแล้วก็ยกมาตั้งวางไว้ก่อนเลย เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่เหลือรอบตัวก็ต้องตามเขา ถ้าของเดิมที่ดึงกลับมาตอบการใช้งานได้หมดจบในตัวก็คือจบ ถ้าไม่ได้ก็ค่อยไปหาของอย่างอื่นมาวางเสริม แล้วค่อยวางของตกแต่งด้วยของจากโรงพิมพ์อีกทีหนึ่ง”

ในส่วนของห้องพักทั้งแปดห้องนั้นคุณอุ้มก็เลือกที่จะตกแต่งในสไตล์ที่แตกต่างกันทั้งหมด ส่วนหนึ่งนั้นมาจากเฟอร์นิเจอร์ที่คุณอุ้มได้มา

“เพื่อความประหยัด อุ้มก็ไปหยิบของจากบ้านพ่อบ้านแม่บ้านยายมา โชคดีเป็นจังหวะที่เขารีโนเวตบ้านใหม่พอดี อุ้มก็ไปรื้อไปค้นเอาชิ้นที่มันถูกยุคสมัยมา พอได้มาก็เอามาวางกองรวมกันที่ชั้นล่าง ตัวอุ้มยืนมองอยู่ชั้นบน แล้วค่อยๆ แยกเป็นกองๆ ตามสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ อารมณ์จีนๆ ไปด้านนั้น อารมณ์ฝรั่งไปด้านนู้น แล้วอุ้มก็ไปดูสีห้อง ดูลักษณะผนังที่สถาปนิกทำไว้ให้มันอยู่ที่อารมณ์ไหน แล้วก็ไปเอาเฟอร์นิเจอร์ที่สไตล์ไปในทางเดียวกันมาลงไว้ สิ่งเดียวที่ซื้อใหม่หมดเลยทุกห้องคือเตียง เดี๋ยวแขกจะกลัว (หัวเราะ)”

คุณอุ้มอยากให้ที่นี่เป็นโรงแรมกึ่งพิพิธภัณฑ์ ของที่วางอยู่ทั้งหมดในโรงแรมก็เลยสัมผัสได้ ตู้ก็ไม่ล็อก

หนังสือในคลังข้อมูลคุณอุ้มก็ยินดีที่จะให้แขกหยิบมาอ่านได้ โดยขอแค่ให้ใส่ถุงมือยางเพื่อป้องกันหนังสือเสียหาย แต่หนังสือที่พิมพ์หลังปี 2500 แขกสามารถจับได้ด้วยมือเปล่า

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

จากใจคนเคยทำมาก่อน

“ให้คาดหวังในสิ่งที่ไม่คาดหวัง คืออย่าคิดว่าจะไม่เจอปัญหา อย่าคิดว่ามันต้องโอเค อย่าคิดว่าเสามันต้องมี ท่อ มันต้องโอเค ไม่งั้นเขาอยู่กันมาได้ไง 50 – 60 ปี อย่าคิดแบบนั้น คือเขาอยู่ได้เพราะมันคือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันแบบนั้นอีกแล้ว การรีโนเวต ตึกก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทและวิถีชีวิตของคนที่จะเข้ามาใช้จริง คือให้มันอารมณ์เดิมได้ แต่ถ้าฟังก์ชันมันไม่ได้ก็ทำให้มันได้เถอะ ไม่งั้นมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

Bangkok Publishing Residence

สิ่งที่ได้รับจากการยอมเหนื่อยทำโปรเจกต์รีโนเวตแห่งนี้

“อุ้มได้บทเรียนโคตรเยอะเลยค่ะ อุ้มไม่ได้จบสถาปัตย์ ไม่ได้จบวิศวกรรม ไม่ได้จบอินทีเรียอะไรมาด้วยซ้ำ การที่มาทำเราได้เรียนรู้ทั้งหมดเลย ตอนนี้อุ้มอ่านแบบก่อสร้างได้ด้วย ได้บทเรียนชีวิตโดยไม่ต้องไปเข้ามหาวิทยาลัยใดๆ เป็นการเรียนจากการทำจริง แล้วก็ได้บทเรียนกับคน คือเราต้องประสานงานตั้งแต่คนรับเหมาก่อสร้างไปจนถึงลูกค้าที่เข้าพักที่เป็นราชนิกุลจากที่นั่นที่นี่ คือเราได้เรียนรู้เยอะมากๆ

อีกอย่างคือ ทั้งหมดที่เรามีกินมีใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เริ่มต้นจากโรงพิมพ์ที่นี่ บ้านอุ้มไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก่อน ได้มาเพราะนิตยสาร บางกอก นี่แหละ วันนี้โรงพิมพ์ปิดไปแล้ว บางกอก ปิดไปแล้ว ทุกคนลืมหมดแล้ว เราเลยอยากเอามันมาเก็บไว้ให้โลกยุคนี้ได้เห็นว่า นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของพวกเรา เรามาจากตรงนี้นะ นี่คือแรงผลักให้อุ้มทำได้”

ผมมั่นใจว่าใครก็แล้วแต่ถ้าได้มีโอกาสเข้ามาด้านในโรงแรมแห่งนี้ ก็คงจะรู้สึกและสัมผัสถึงสิ่งที่คุณอุ้มคิดและทุ่มเททำลงไปทั้งหมดได้

ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ เราอ่านมันด้วยตา

แต่รับรู้ถึงสารนั้นๆ ด้วยใจ

Bangkok Publishing Residence Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ระยะเวลาการรีโนเวต: 6 ปี

สถาปนิก: คุณศรันย์ สุนทรสุข, คุณพงศกร กิจขจรพงษ์, คุณบัญญัติ ลิ้มตระกูล

31-33-35-37-37/1 ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพ

โรงแรมนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีมากและเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพักอาศัย จึงไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปด้านใน ถ้าไม่ได้นัดหมายมาก่อนล่วงหน้า แนะนำให้ติดต่อเพื่อสอบถามและนัดวันเข้าชมได้ที่ 0-2282-0288

www.bpresidence.com

FB | bangkokpublishingresidence

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load