24 กุมภาพันธ์ 2561
16 K

“โตขึ้นผมจะเป็นคนฉายหนังครับ”  

นี่คือคำพูดและความรู้สึกหลงใหลในโรงหนังของโตโต้ เด็กน้อยที่มีต่ออัลเฟรโด คนฉายหนังในโรงภาพยนตร์จากในหนังเรื่อง Cinema Paradiso

แม้ผมจะไมไ่ด้หลงใหลในเสน่ห์ของโรงภาพยนตร์มากเท่ากับที่โตโต้มี แต่ก็ถือว่าผูกพันกับโรงหนังแห่งหนึ่งอยู่เหมือนกัน สมัยที่ผมเรียนมัธยม (ไม่อยากบอกเลยว่าเป็นช่วงปี 90) โรงเรียนที่ผมเรียนนั้นตั้งอยู่แถวถนนสาทร เวลาที่เราเลิกเรียนหรือโดดเรียนกันตามประสาเด็ก ก็มักจะไปลงเอยกันแถวบางรักอยู่บ่อยๆ เพราะมีทั้งห้าง ร้านอาหาร ร้านเกม อยู่มากมาย และแน่นอนว่าแถวนั้นก็มีโรงหนังเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วย นั่นก็คือโรงหนังปรินซ์รามานั่นเอง

โรงหนังปรินซ์รามา

โรงหนังปรินซ์รามาเป็นโรงหนังสแตนด์อะโลนที่ตั้งอยู่แบบงงๆ สำหรับเราในสมัยนั้น คือตัวโรงหนังไม่ได้ตั้งอยู่ริมถนน แต่ตั้งอยู่ด้านในชุมชนและมีตึกแถวขนาดเล็กๆ ที่หันหน้าเข้าหาโรงหนังเรียงรายล้อมรอบเป็นวงกลม ทางเดินระหว่างโรงหนังและตึกแถวนั้นก็เล็กและแคบ ยิ่งตึกแถวทั้งหลายรอบๆ นั้นเอาข้าวของเครื่องใช้ไปจนถึงตั้งร้านขายอาหารที่ตรงหน้าบ้านด้วยก็ยิ่งทำให้ทางเดินนั้นแคบลงไปอีกจนดูเป็นซอยที่น่ากลัวหน่อยๆ ซะด้วย แถม ณ วันนั้นโรงหนังปรินซ์รามาแห่งนี้ได้เข้าสู่ยุคโรยราแล้วจึงเปลี่ยนตัวเองเป็นโรงหนังที่ฉายหนังควบหรือหนังโป๊ที่เป็นเหมือนของต้องห้ามของนักเรียนอย่างเราๆ พอผสมกับบรรยากาศซอยแคบๆ วุ่นวายๆ ก็เลยทำให้เป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับเด็กคนนึงที่จะเข้าไปด้านในโรงหนังแห่งนี้

โรงหนังปรินซ์

แต่ก็มีเพื่อนที่เฮี้ยวๆ ในชั้นเรียนบางคนแอบหลบเข้าไปดูหนังควบในนั้นก่อนจะเอามาเล่าอย่างออกรสในห้องเรียนของวันรุ่งขึ้น เพื่อนคนอื่นที่ได้ฟังก็ต่างตื่นเต้นและกลายเป็นเรื่องสุดเจ๋งถ้าใครเคยเข้าไปดูหนังควบในนั้นได้ ตลอดเวลาที่เรียนชั้นมัธยม การได้เข้าไปใกล้โรงหนังที่สุดของผมก็เป็นได้แค่การนั่งกินโจ๊กหมูก้อนโตหอมกลิ่นไหม้นิดๆ ด้านหน้าโรงหนังเท่านั้นเอง พอได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่อยู่อีกฟากนึงของเมืองผมก็ค่อยๆ ห่างและหายไปจากย่านบางรัก จนเมื่อมีโอกาสได้ผ่านมาบางรักอีกทีหลังจากนั้นก็พบว่าโรงหนังปรินซ์รามาได้ปิดตัวลงไปแล้วพร้อมๆ กับความฝันในวัยเด็กของผมที่อยากเข้าไปเห็นข้างในโรงหนังเช่นกัน สมกับที่เป็นช่วงเวลาที่โรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์เบ่งบานอยู่ทุกซอกมุมของเมือง

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ได้ยินข่าวคราวการค่อยๆ ล้มหายตายจากไปของโรงหนังสแตนด์อะโลนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนอกเมืองในเมือง ด้วยค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นคอนโดมิเนียมบ้าง ห้างบ้าง จนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาแม้แต่โรงหนังใจกลางเมืองที่มีการตกแต่งสวยงามวิจิตรอลังการเป็นที่น่าจดจำของยุคสมัยอย่างสกาลาก็ยังไม่รอดพ้นข่าวลือเรื่องของการปิดตัวลงออกมาอย่างต่อเนื่อง หลายเสียงออกมาสนับสนุนให้โรงหนังสแตนด์อะโลนย่านสยามสแควร์ยังคงยืนหยัดต่อไปในโลกที่หมุนผ่านยุครุ่งเรืองของมันไปแล้ว ยอดคนดูจำนวนหยิบมือที่เราเห็นตอนที่ไฟเปิดหลังหนังจบลงเป็นเครื่องยืนยันหนักแน่นให้เราเห็นถึงความโรยรา  ใช่-แม้แต่ผุ้ที่สนับสนุนเหล่านั้นที่อยากให้โรงหนังคงอยู่ก็อาจจะแทบไม่เคยได้มาดูหนังที่โรงหนังสแตนด์อโลนแบบนี้เลยก็เป็นได้ การที่มีอาคารเก่าจากยุคก่อนๆ หลงเหลืออยู่ในยุคสมัยใหม่นั้นก็เป็นเรื่องที่ผมเองก็ชอบและชื่นชม อย่างน้อยที่สุดตึกเก่าเหล่านั้นมันบอกเราถึงอดีตที่บ้านเมืองเราเคยผ่านมา แต่มันก็ไม่น่าใช่เรื่องที่เราจะไปเรียกร้องกดดันเจ้าของตึกนั้นๆ ให้กัดฟันรันธุรกิจที่แสนจะโรยรานี้ต่อไปเรื่อยๆ ราวกับบังคับคนชราวัยเกษียณให้ยังคงทำงานหนักในรูปแบบเดิมในโลกใหม่ที่พวกเขาไม่เข้าใจอีกต่อไปแล้ว แทนที่จะเป็นการทำงานที่เน้นประสบการณ์และความเก๋าที่เคยผ่านมา

ส่วนตัวผมเชื่อว่ามันอาจจะถึงวันที่โรงหนังเก่าต้องปรับเปลี่ยนหน้าที่การใช้งานเป็นสิ่งอื่นที่เหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้นก็เป็นได้ ดังเช่นที่โรงหนังปรินซ์รามาเคยเปลี่ยนผ่านมาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งจากบ่อนหลวงสู่โรงหนัง และในตอนนี้มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเพื่อกลายมาเป็นโรงแรมในชื่อ HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY และนี่ก็คือเรื่องราวการปรับตัวบทใหม่ของโรงหนังปรินซ์รามาซึ่งผมจะไม่ยอมพลาดโอกาสการเข้าไปด้านในอีกแล้ว ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะเตรียมป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มให้พร้อม และไม่ลืมปิดเครื่องมือสื่อสารให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่น ถ้าพร้อมแล้วก็ขอเชิญรับชมโดยพร้อมเพรียงกัน…

โรงหนังปรินซ์รามา

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

01

Ocean Eleven

ผมเดินทะลุซอยเล็กๆ ด้านหน้าโรงหนัง ผ่านร้านโจ๊กชื่อดังด้านซ้ายมือด้วยใจที่เต้นรัว เพราะตื่นเต้นที่จะได้เห็นโฉมใหม่ของอดีตโรงหนังโป๊แห่งนี้ วันนี้ผมมีนัดสัมภาษณ์กับผู้บริหารและผู้ดูแลของโรงแรมแห่งใหม่ล่าสุดของย่านบางรัก เสียงดังของการก่อสร้างที่ลอยมาจากอาคารทรงกลมด้านในซอยบอกผมว่าอีกไม่นานที่แห่งนี้จะกลับมามีชีวิตและคึกคักอีกครั้งเหมือนที่มันเคยเป็นมาเมื่อในอดีต ผมเปิดประตูเข้าไปในโถงกลางโรงแรมที่ยังคงมีจอหนังและเวทีอยู่ตามเดิม ที่ต่างไปคงจะเป็นชื่อโรงหนังที่กลายมาเป็น HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY ด้านหน้าของผมนั้นคือ คุณป่าน-กิตติศักดิ์ ปัทมเสวี Chief Commercial Officer ของบริษัท Montara ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ และ อ.ตุ่ย-จิตติพันธ์ ศรีกสิกร ผู้ดูแลโปรเจกต์นี้ ทั้งสองคนนี้คือตัวแสดงหลักที่ลงมือและลงแรงเปลี่ยนแปลงโรงหนังแห่งนี้ ผมจึงได้ทักทายและเริ่มเปิดบทสนทนาถึงที่มาที่ไปของการปรับเปลี่ยนนี้

บริษัท Montara ของคุณป่านนั้นเป็นบริษัทที่ทำรีสอร์ตแบบ luxury อยู่ที่ภูเก็ตชื่อ TRISARA ซึ่งเป็นที่พักที่มีจุดเด่นอยู่ที่ห้องพักทุกหลังนั้นเป็นแบบ pool villa ทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่พักที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากที่ดูแลพัฒนารีสอร์ตจนเริ่มอยู่ตัวแล้ว คุณป่านก็เลยเริ่มที่จะหันมามองการทำโรงแรมในกรุงเทพฯ ดูบ้าง โจทย์ในตอนนั้นของคุณป่านคือจะถ่ายทอดความพิเศษแบบวิลล่าที่ภูเก็ตมาสู่กรุงเทพไ้ด้อย่างไร คำตอบที่คุณป่านได้มาจากการทำรีเสิร์ชผสมกับความชอบอนุรักษ์อาคารเก่าของทางคุณพ่อและคุณแม่ ก็คือเรื่องราวและประสบการณ์ของอาคารเก่าในกรุงเทพฯ นั่นเอง นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มติดต่อกับทางกรมธนารักษ์

“ตอนแรกสุดที่เรามองหาโลเคชัน เราก็ได้พูดคุยกับทางกรมธนารักษ์และรับรู้ถึงตัวโปรเจกต์โรงหนังปรินซ์รามานี้ ตอนที่ได้ไปดูก็คิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เลย โรงหนังปิดตัวไปแล้ว สภาพภายในก็เหมือนเป็นที่เก็บขยะของคนในชุมชนแทน คือเราก็เคยเห็นคนที่หยิบเอาอาคารเก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วหลายอันมาปัดฝุ่นทำใหม่ ทั้งโกดังหรือโรงพิมพ์ แต่สำหรับโรงหนังแห่งนี้ที่สภาพโทรมมากๆ เนี่ยคิดว่าเราไม่น่าจะทำมันออกมาได้ บังเอิญว่าช่วงนั้นได้ไปพูดในงานเวิร์กช็อปเรื่องการเอาบ้านเก่ามาทำเป็นโรงแรม ก็ได้เจอกับ อ.ตุ่ย ที่มาพูดในงานเหมือนกัน หลังจากที่ได้พูดคุยกัน ก็เลยเริ่มมารู้สึกว่าด้วยคาแรกเตอร์ที่พิเศษของโรงหนังถ้าหยิบมาทำเป็นโฮสเทลก็อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่ แล้วก็คงจะดีถ้ามีคนมาช่วยดูแลในส่วนนี้ ผมก็เลยเชิญ อ.ตุ่ย มาช่วยกันทำโรงแรมแห่งนี้ด้วยในฐานะ Managing Director” คุณป่านเล่าให้ฟังถึงที่มาของการหยิบโรงหนังปรินซ์รามามาทำใหม่

Prince Theatre Heritage Stay

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

ผมหันมาถามทาง อ.ตุ่ย บ้างว่าเห็นอะไรในตัวโรงหนังนี้ ถึงยอมมาร่วมงานกับทางคุณป่านด้วยกัน

“ตัวผมเป็นคนชอบตึกเก่าในส่วนของความมีเรื่องราวที่ซ่อนไว้ และมันจะเป็นเหตุผลว่าทำไมตึกนี้ถึงหน้าตาแบบนั้น ความสนุกที่ได้รู้เรื่องราวของมันและได้รู้วิธีคิดในการสร้างมันขึ้นมา นี่คือเสน่ห์ที่เราหลงใหล ภาพแรกที่คนคิดถึงโรงหนังปรินซ์คือโรงหนังปรินซ์ เป็นที่ที่สกปรก ภาพลักษณ์ไม่ดี แต่จริงๆ มันมีเรื่องราวอื่นๆ ที่ซ้อนทับกันอยู่ ที่มาของอาคารแห่งนี้มันเกิดจากความห่วงใยประชาชนของรัชกาลที่ 5 ส่วนตัวที่ผมไปศึกษามานั้นโรงหนังแห่งนี้เกิดขึ้นในตอนแรกเป็นโรงบ่อนหลวงถูกกฎหมายมาก่อน ทีนี้พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากที่พระองค์เสด็จประพาสยุโรปก็เลยทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะเลิกทาส โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดระบบทาสขึ้นนั้นมันมาจากการเป็นหนี้พนัน พระองค์เลยทรงมีพระราชดำริจะยกเลิกบ่อนทั้งหมด แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะในยุคนั้นโรงบ่อนเฉพาะกรุงเทพฯ มีจำนวนถึง 413 แห่ง โรงบ่อนเหล่านี้สามารถเปิดได้อย่างเสรีโดยการประมูลส่งเงินเข้าหลวง คนที่ได้รับประมูลมาจะมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒนสมบัติที่เป็นตำแหน่งนายอากรบ่อนเบี้ย พระองค์จึงทรงค่อยๆ ควบคุม โดยการปิดบ่อนที่มีอยู่เดิม แล้วเปิดเป็นบ่อนหลวงขึ้นมาเองเพื่อจะได้ควบคุมและจัดการได้ง่ายขึ้นในปี 2455 ซึ่งมีทั้งหมด 5 แห่งในกรุงเทพฯ คือ บางรัก นางเลิ้ง ตลาดน้อย เยาวราช ก่อนที่จะปิดบ่อนอย่างถาวรลงในปี 2460 (ในยุครัชกาลที่ 6) พอหลังจากบ่อนปิดตัวแล้วก็ถูกปรับปรุงแล้วเปิดกิจการใหม่เป็นโรงหนังปรินซ์ต่อเนื่องมา ก่อนจะเริ่มซบเซากลายมาเป็นโรงหนังโป๊ และปิดตัวลงไปอย่างถาวรในปี 2008

“ซึ่งในมุมมองผม ผมเห็นถึงเรื่องราว ศักยภาพ และความเป็นไปได้ ที่จะทำออกมาให้เป็นโรงแรม จริงๆ แค่ไอเดียการปรับเอาโรงหนังมาทำเป็นโรงแรมใครได้ยินก็ต้องชื่นชอบกันอยู่แล้ว แล้วที่นี่เป็นโรงหนังที่ยังคงเป็นโครงสร้างไม้อีกด้วยก็ยิ่งทำให้มันมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีก ผมก็เลยมาร่วมงานกันกับทางคุณป่านเพื่อพัฒนาโรงหนังแห่งนี้”

02

Cinema Paradiso

วันแรกที่เข้ามาดูมันคือสถานที่ทิ้งขยะของชุมชน เพราะก่อนหน้านี้ในตัวชุมชนก็พึ่งรีโนเวตปรับปรุงหน้าบ้านไปทั้งหมด อะไรที่เหลือหรือเกินออกมาเขาก็มาวางกันที่โรงหนังนี้ คนเร่ร่อนก็มีมานอนในนี้ เหมือนเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน” คุณป่านเล่าให้ฟังถึงสภาพของโรงหนังในวันแรกที่เข้ามาดูกัน ด้วยระยะเวลาการเช่าจากกรมธนารักษ์ซึ่งไม่ได้ยาวนานมากนักคือประมาณ 10 ปี (ในสัญญาฉบับแรกนี้) ทำให้ทางคุณป่านและคุณตุ่ยต้องมองหารูปแบบวิธีการปรับปรุงให้เป็นโรงแรมที่ต้นทุนต่ำที่สุดดู

“ไอเดียแรกสุดที่ทางคุณป่านกับ อ.ตุ่ย คิดขึ้นมาได้คือใช้รถบ้านหรือแคมปิ้งแวนมาทำเป็นห้องพัก คือมีคอนเซปต์เป็นเหมือนโรงหนังไดรฟ์อินเหมือนที่เราเห็นกันในหนังฮอลลีวูด ข้อดีที่สุดของการใช้รถบ้านมาทำเป็นห้องพักคือ มันง่ายและจบสมบูรณ์ในคันเดียว เพราะในหนึ่งคันมีทั้งห้องน้ำห้องนอนครบหมดโดยไม่จำเป็นต้องก่อสร้างอะไรขึ้นมาเลย แต่ด้วยกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานห้องพักที่เพดานต้องมีความสูง 2.60 เมตร ความสูงของแคมปิ้งแวนมันเตี้ยกว่าที่กฎหมายกำหนด ไอเดียนี้เลยตกไป จึงต้องกลับมาที่การก่อสร้างห้องพักขึ้นมาแทน โดยรูปแบบของห้องพักที่ถูกหยิบมาพิจารณานั้นกลับไม่ใช่ห้องพักแบบบูติกโฮเทลตามที่เราคุ้นเคยกัน แต่กลับกลายเป็นที่พักที่มีการแชร์ห้องน้ำกันอย่างโฮสเทลแทน ผมถามทางคุณป่านถึงที่มาซึ่งหยิบเอารูปแบบของโฮสเทลมาใช้งาน

Prince Theatre Heritage Stay

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

“ผมเริ่มต้นจากบิซิเนสโมเดลก่อน ด้วยระยะเวลาการเช่าที่ไมไ่ด้ยาวนานนักผสมกับการลงทุนที่ค่อนข้างสูงของการรีโนเวต เราเลยมองรูปแบบที่พักที่สามารถรองรับแขกให้ได้มากที่สุด คือประมาณ 130 คน เลยมาลงตัวกันที่รูปแบบที่พักแบบแชร์ห้องน้ำกันอย่างโฮสเทล ทีนี้โฮสเทลที่มีในท้องตลาดมักจะเน้นไปที่ราคาถูกสำหรับนักเดินทางที่มีงบจำกัด และมีกิจกรรมหรือพื้นที่ที่ทำให้นักเดินทางได้เจอเพื่อนใหม่ๆ แต่สิ่งที่ยังไม่มีในท้องตลาดก็คือ คาแรกเตอร์และเอกลักษณ์ของที่พักอย่างพวกบูติกโฮเทลที่หยิบอาคารโรงพิมพ์เก่า โกดังเก่า ที่มีเรื่องราวมาทำให้ผู้ที่มาพักมีประสบการณ์แตกต่างจากที่อื่น ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการในยุคนี้ ทีนี้ผมก็ไปประชุมกับพวกเอเยนต์การท่องเที่ยวที่อเมริกามา ทางนั้นก็มีตัวเลขมาให้ดูว่ายอดการจองโรงแรมผ่านเอเยนต์ในปีหน้านี้ ยอดของบูติกโฮเทลมากกว่าของทาง chain hotel ไปแล้ว ความแข็งแกร่งของโรงแรมเชนที่มีมาตรฐานและคุณภาพเท่ากันทุกที่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวอีกต่อไป

“ด้วยความที่เรามักชอบฉีกออกมาจากคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา และพอมองเห็นโอกาสนี้ เราก็เลยจะเน้นเรื่องของตัวตึกอาคารที่เป็นโรงหนังเก่า มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมอบประสบการณ์แบบ heritage stay ให้แก่นักเดินทางที่มาพักโดยแตกต่างจากที่อื่น” คุณป่านเล่าถึงที่มาของไอเดีย

Prince Theatre Heritage Stay

หลังจากที่ได้รูปแบบของที่พักมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะมาออกแบบประสบการณ์ heritage stay ลงไปในโรงแรมแล้ว ทางคุณป่านและ อ.ตุ่ย ก็ได้เลือกหยิบเอาจุดแข็งของสถานที่อย่างโรงหนัง มาปรับใหม่ให้มีการใช้งานที่เหมาะกับรูปแบบของโรงแรมและนักเดินทาง อย่างส่วนของจอฉายหนังและเวทีซึ่งเป็นของเดิม บางวันก็จะมีจัดฉายหนังตามที่เคยเป็นมา และยังสามารถปรับให้ฉายเรื่องราวของผู้ที่มาพักได้อีกด้วย เพราะในยุคปัจจุบันเป็นยุคใหม่ที่ตัวตนของทุกคนอยู่ใน social media แล้วแทบทุกคนมีความรักในการเล่าเรื่องราวของตัวเอง จอหนังนี้ก็เลยจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่รวบรวมและเล่าเรื่องราวของนักเดินทางที่มาพักที่นี่ อย่างห้องขายตั๋วก็ปรับมาให้เป็นบาร์ขายเครื่องดื่มที่มีคอนเซปต์มาจากหนังเรื่องต่างๆ หรือการจัดทัวร์เดินชมร้านค้าพร้อมเล่าให้ฟังถึงที่มาและเรื่องราวรอบๆ บริเวณที่เหมือนเป็นระบบนิเวศของบ่อนเก่าแห่งนี้ได้อีกด้วย

และนอกจากประสบการณ์ความเป็น heritage ที่ใส่ลงไปในโรงแรมแล้ว ตัวห้องพักก็ยังคงต้องตอบสนองรูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันอีกด้วย อย่างกลุ่มนักท่องเที่ยวหญิงล้วนที่เดินทางมาด้วยกันซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ในท้องตลาด ก็จะมีความต้องการก็จะต่างออกไปจากโฮสเทลเดิมๆ ห้องพักรวมของที่นี่ก็เลยมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำอยู่ในตัวห้องเลย ไม่จำเป็นต้องเดินออกไปใช้ห้องน้ำส่วนกลาง และแยกส่วนของห้องพักหญิงออกมาจากส่วนอื่นๆ ของโรงแรมเลย หรือนักท่องเที่ยวที่อยากพักห้องส่วนตัวเราก็มีห้องส่วนตัวให้บริการเช่นกัน

03

Saving Private Ryan

อ.ตุ่ย ซึ่งเป็นผู้มาเริ่มลงมือรีโนเวตยิ้ม ก่อนจะบอกผมถึงเคล็ดลับขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดของการรีโนเวตนั่นก็คือ ‘การเก็บขยะ’

“สิ่งแรกและเป็นสิ่งสำคัญคือเก็บขยะที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปครับ (ฮา) อย่างที่บอกว่าตั้งแต่ที่นี่ปิดกิจการไปก็กลายมาเป็นที่ทิ้งขยะของชุมชน เพื่อที่เราจะได้เห็นโครงสร้างและหน้าตาจริงๆ ของอาคารนี้ทั้งหมดและสามารถวางแผนต่อไปได้ ตัวผมเองก็ขึ้นไปในส่วนของออฟฟิศของโรงหนังเพื่อเก็บขยะเช่นเดียวกัน การรื้อกระดาษในโต๊ะทำงานมาทีละแผ่นๆ จะช่วยทำให้เราได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับที่นี่มาเยอะมาก อย่างหนังทุกเรื่องที่โรงหนังนี้เคยฉายมามีเรื่องอะไรบ้าง ความเป็นมาของโรงหนังเป็นยังไง ซึ่งจะสามารถให้เราหยิบเอามาเล่าเรื่องความเป็นมาได้อย่างลึกซึ้งขึ้น อย่างห้องพักส่วนตัวของเราก็มีธีมห้องงิ้วหรือโอเปร่า ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาจากเอกสารที่เจอว่าช่วงพักเบรกในบ่อนมักจะมีการเล่นงิ้วเพื่อผ่อนคลายแก่นักพนัน

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

Prince Theatre Heritage Stay

“แล้วพอเราเอาขยะทั้งหมดออกไปแล้วเราก็เรียกบริษัทที่ปรึกษาด้านโครงสร้างให้เข้ามาตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างเดิมที่มี ทั้งเสา เนื้อไม้ ผิวปูน ก็พบว่าเสาทุกต้นในโรงหนังแห่งนี้อยู่ในสภาพวิกฤต เสามันขาดจากฐานรากไปหมดแล้ว คืออธิบายง่ายๆ ว่ามันแทบจะรับแรงอะไรไม่ได้แล้ว การจะปรับปรุงก็ต้องคิดเผื่องบประมาณในเรื่องของการทำฐานรากและโครงสร้างใหม่ทั้งหมดขึ้นมาด้วย ทีนี้รูปแบบของโรงหนังโดยทั่วไปมันก็คล้ายกับโกดังหรือโรงงาน คือมีหลังคาคลุมอาคาร ด้วยการปรับฟังก์ชันจากโรงหนังที่เป็นพื้นที่โล่งมีหลังคาคลุมมาทำเป็นโรงแรมที่ต้องมีการกั้นพื้นที่ ปรับฟังก์ชันใหม่ ก็ทำให้เราต้องมาเลือกดูว่าจะเก็บความเก่าส่วนไหนไว้ จะเพิ่มพื้นที่การใช้งานภายใต้โครงเดิมได้ยังไงบ้าง เราก็พยายามเก็บคาแรกเตอร์ให้เหมือนเดิมโดยเปลี่ยนหลังคาเป็นเมทัลชีทแทน อารมณ์ก็แบบเดิม ฝนตกก็ดังเหมือนเดิม ด้านไหนที่เป็นผนังปูนเดิมเราก็ปล่อยไว้ ผนังด้านหลังของโรงหนังที่เป็นสังกะสีเราก็เปลี่ยนเป็นเมทัลชีทให้มันเป็นฟีลลิ่งเดิมเช่นเดียวกัน ส่วนพวกโครงสร้างไม้เดิมๆ นั้นผุไปประมาณ 20 – 30% เราก็ซ่อมโดยการเข้าโครงแบบเดิม ไม้ที่ผุเราก็เอาไม้มาเสริมประกบเข้าไปให้มันแข็งแรงขึ้นและดูภายนอกแล้วไม่แตกต่างไป หรือเสาต้นไหนที่ผุจริงๆ เราก็เอาเหล็กมาช่วยยึดโครงไว้โดยให้ยังคงเห็นเสาไม้แบบเดิมให้มากที่สุด”

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความโชคดีที่โรงหนังปรินซ์มีหลังคาที่สูงมาก ทำให้สามารถแบ่งกั้นด้านในออกได้เป็น 2 ชั้น ชั้นล่างจะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ล็อบบี้ และห้องพักรวมเฉพาะผู้หญิง ส่วนชั้นสองจะเป็นห้องพักแบบส่วนตัวและห้องพักห้องรวมทั่วไป ความเจ๋งที่สุดของการที่หยิบเอาข้อไ้ด้เปรียบที่สุดของโรงหนังมาปรับใช้นั้นอยู่ที่ตัวห้องพักชั้นบนของโรงแรม เพราะด้วยความสูงที่เหลือเฟือจึงมากพอจะทำให้ห้องพักส่วนหนึ่งของชั้นบนมีชั้นลอยอยู่ด้านในอีกทีนึง หรือเป็นห้องแบบ duplex ถ้าจะพูดให้เห็นภาพมากขึ้นไปอีกคือเหมือนเป็นอาคาร 3 ชั้นที่อยู่ใต้กรอบโรงหนังปรินซ์เดิมนั่นเอง ห้องพักรวมก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นจากการมีชั้นลอย ห้องไพรเวทก็เลยเหมือนมีห้องนั่งเล่นอยู่ที่ชั้นล่างและห้องนอนอยู่ข้างบน ถือว่าเป็นการเล่นกับพื้นที่ที่มีได้อย่างน่าสนใจมากๆ

Prince Theatre Heritage Stay

04

Before Sunrise

ด้วยภาพโรงแรมที่สวยงามใกล้เสร็จสมบูรณ์เบื้องหน้า มันทำให้ผมนึกภาพจากตอนเริ่มแรกที่เป็นที่เก็บขยะไม่ออกเอาซะเลย การเปลี่ยนแปลงระดับหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้น่าจะมีปัญหาหน้างานอยู่เยอะมากแน่ๆ ผมเลยถาม อ.ตุ่ย ถึงอุปสรรคในการรีโนเวตโรงหนังแห่งนี้ว่าเจออะไรมากันบ้าง

“เจอมาเยอะมากครับ จริงๆ แล้วปัญหามันจะมีอยู่ทุกช่วง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นๆ ในชุมชนที่ดี ชาวบ้านรอบๆ ชุมชนนี้เขานอนกันเร็วมากเพราะต้องตื่นแต่เช้ามาขายของกัน เราก็เลยจะไม่ทำงานก่อสร้างกันไปจนถึงตอนดึก คือต้องเห็นใจคนที่อยู่กันรอบๆ นี่จริงๆ

Prince Theatre Heritage Stay

Prince Theatre Heritage Stay

จุดที่ยากและวุ่นวายที่สุดของที่นี่คือถังบำบัด เพราะการที่เป็นที่พักค้างคืนและต้องรองรับคนจำนวนมาก ทำให้ถังบำบัดต้องมีขนาดใหญ่มากตามไปด้วย เราก็เลยขุดหลุมเพื่อจะฝังถังบำบัด แต่ด้วยการที่เป็นพื้นที่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาก็เลยมีน้ำซึมเข้ามาในหลุมอยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องคอยสูบน้ำออก พร้อมทั้งทำฐานราก ตอกเสาเข็ม ทำผนังกันดิน หล่อผนังปูน ก็กินเวลาไป 3 เดือนในการจัดการสิ่งนี้อย่างเดียว

แม้แต่การก่อสร้างก็ยากและวุ่นวายมาก เพราะพื้นที่ของโรงหนังจริงๆ มันก็ไม่ได้ใหญ่ พอเราเริ่มก่อสร้างหน้างาน ก็ทำให้เราไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับวางวัสดุก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น ด้านนอกที่เป็นซอยเล็กๆ ก็เป็นที่สัญจรของชุมชนซึ่งเราก็ไม่สามารถวางวัสดุก่อสร้างได้ ก็เลยต้องทำชั้นลอยขึ้นมาก่อนเพื่อเก็บวัสดุก่อสร้าง และด้วยความที่โรงหนังมันตั้งอยู่ใจกลางชุมชนซึ่งถนนที่เป็นทางเข้ามันเล็กมากๆ จนรถปูนเข้ามาในไซต์งานไมไ่ด้ ทำให้โครงสร้างภายในทั้งหมดต้องเป็นโครงสร้างเหล็กเท่านั้น แล้วตัวเหล็กทั้งหมดที่เอาเข้ามาใช้ก็เอามาเป็นท่อนยาวไมไ่ด้เพราะติดปัญหาเรื่องขนาดของซอยเหมือนกัน ทำให้ต้องตัดเป็นท่อนๆก่อนแล้วค่อยมาเชื่อมกันอีกทีเมื่ออยู่ในไซต์แล้ว”

05

Begin Again

อย่างที่ อ.ตุ่ย เล่าให้เราฟังถึงอดีตของโรงหนังแห่งนี้ที่เคยเป็นโรงบ่อนมาก่อน แผนผังของการพัฒนาพื้นที่เพื่อทำโรงบ่อนในยุคนั้นก็เลยถูกคิดออกแบบมาให้โรงบ่อนอยู่ตรงกลาง มีร้านค้าและตลาดล้อมรอบเป็นชุมชน ผมเลยสงสัยว่าพอมาถึงในยุคนี้ที่โรงหนังถูกปรับเปลี่ยนมาให้กลายเป็นโรงแรมอีกทีนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้มันมีผลกระทบอะไรกับชาวบ้านในชุมชนนั้นบ้างมั้ย

“อย่างแรกเลยมีคนนึงเดินมาหาผมบอกว่าขอบคุณมากเลย เขามองโรงหนังร้างมาตลอดแล้วก็กลัวว่าจะเกิดไฟไหม้กับชุมชน พอเห็นเราก่อสร้างใหม่ก็โล่งใจ คือถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ก่อนเนี่ย ก็ถือว่ามันดีขึ้นมากแล้ว ชาวบ้านในชุมชนทุกคนเขาก็รอคอยให้โรงแรมเราเปิดตัวกันหมดเลย ทุกคนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ตื่นเต้น ดีใจ อยากเห็นตอนที่มันเสร็จสมบูรณ์ รวมไปถึงอยากจะมีส่วนร่วมและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมนี้ แม้แต่คนที่ย้ายออกไปจากชุมชนนี้แล้วก็กลับมาดูโรงหนัง คือเขาอยากเห็นว่าโรงหนังที่เห็นมาตลอดตั้งแต่ตอนเขาเด็กๆ ถูกเปลี่ยนออกมาเป็นยังไง อย่างในช่วงตอนช่วงดีไซน์วีกเราก็จัดแสดงของใช้ที่เคยอยู่ในโรงหนังนี้ ชาวบ้านแถวๆ นี้ก็มีเดินมาหา ยกของที่บ้านมาให้เราด้วย บอกว่านี่รุ่นเก่าพอๆ กันเลย” คุณป่านเล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์หลังจากที่โรงแรมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

“เราคิดในเรื่องของการ engage และทำงานร่วมกันกับชุมชน เรามีการพูดคุยกับชุมชนตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มการก่อสร้าง ผมเองก็ไปคุยกับแต่ละบ้านว่าก่อนหน้านี้ทำอะไรมาบ้าง แล้วก็มาคิดว่าเขาจะมามีส่วนร่วมกับเราได้ยังไง อย่างอาม่าแซ่คูที่อยู่บ้านตรงด้านหน้าโรงหนัง ตอนนี้แกก็อยู่กับอากงกัน 2 คน แกเป็นคนทำผัดหมี่ซั่วอร่อยมาก เราก็เลยจะให้อาม่าแกทำผัดหมี่ซั่วมาเป็นอาหารเช้าให้กับแขกที่มาพัก แขกที่มาพักก็ได้ลองชิมอาหารท้องถิ่น อาม่าก็จะพอได้มีอะไรสนุกๆให้ทำอีกครั้ง ก็เหมือนทำให้ชีวิตแกมีคุณค่าและมีความหมายขึ้นมาอีกทีนึง แล้วปัจจุบันบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนนั้นถูกปิดประตูไปทั้งหมด ในอนาคตผมก็หวังว่าบ้านทุกหลังในชุมชนนี้จะได้เปิดประตูเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง เหมือนสมัยที่โรงหนังรุ่งเรือง บ้านทุกหลังก็เปิดบ้านขายของแก่คนที่มาดูหนัง ซึ่งแต่ละหลังก็มีเรื่องราวของเขาเอง หนึ่งหลังก็มีหนึ่งเรื่องที่แตกต่างกันไป ถ้าทุกหลังเปิดประตูกันออกมาใหม่ก็จะทำให้ชุมชนนี้มีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก” อ.ตุ่ย เล่าเสริมให้เราฟังเพิ่มเติม

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

Prince Theatre Heritage Stay

06

What Dreams May Come

หลังจากที่พูดคุยกันไปจนมาถึงตอนท้ายแล้ว ผมก็นึกไปถึงโรงหนังสแตนด์อะโลนอื่นๆ ที่คงรอคอยการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอยู่เหมือนกัน เลยถามทั้งสองคนในฐานะที่ได้เปลี่ยนโรงหนังปรินซ์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งนึงว่า สำหรับผู้ที่อยากจะชุบชีวิตโรงหนังแบบนี้บ้างควรจะเร่ิมต้นหรือเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษมั้ย

“สำหรับการปรับเปลี่ยนการใช้งานของโรงหนังสแตนด์อะโลนอื่นๆ ที่มีอยู่นั้น คุณต้องเข้าใจถึงตัวตนโรงหนังและความเป็นอยู่ของโรงหนังนั้นๆ มากกว่าจะไปเสริมแต่งเรื่องราวของมัน อย่างพอผมได้มาทำที่นี่ก็มีคนมาติดต่อบอกว่ามีโรงหนังแบบนี้อยู่ อยากทำให้มันเป็นโรงแรมแบบนี้บ้าง แต่ถ้าคิดแค่เรื่องของอาคาร สถาปัตยกรรมอย่างเดียวนั้นไม่ได้ เพราะนักเดินทางเขาก็มองแค่เรื่องที่นอน เขาจะซื้อที่นอนที่ไหนก็ได้ สิ่งที่เขามองหาอยู่จริงๆ นั้นคือประสบการณ์ ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะเร่ิมลงมือก่อสร้างคุณต้องเข้าใจบริบทและเรื่องราวของมันให้ดีก่อน เราไม่ได้อยู่ดีๆ ก็สร้างขึ้นมา แต่เราศึกษามันจนเข้าใจเป็นอย่างดี อย่างหลังจากที่เราเปิดอย่างเป็นทางการก็จะมีระบบนิเวศของโรงบ่อนในอดีตด้วย เพราะที่ไหนมีโรงบ่อนที่นั่นจะมีโรงฝิ่น มีโรงโสเภณี มีตลาด อยู่ใกล้โรงรับจำนำ ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ถ้าคุณเข้าใจภาพเดิมก็จะสามารถร้อยเรียงไปยังภาพใหม่ที่คุณอยากให้เป็นได้ง่าย งานก่อสร้างมันก็เป็นเพียงแค่งานก่อสร้าง คุณสามารถก๊อปปี้มันได้ แต่เรื่องราวที่มันเป็นมันคือตัวตนของคุณคนเดียว ใครก็เอาสิ่งนี้ของคุณไปไม่ได้ ของใหม่ที่จะทำมันไม่สำคัญเท่าของเก่าที่คุณมีจริงๆ” อ.ตุ่ย เล่าให้เรารู้สึกเห็นภาพของเรื่องราวที่สำคัญกว่าตัวโรงแรมจริงๆ

“โปรเจกต์ HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY ที่เราทำนี้พอมีคนรู้ก็จะมีคนหาว่าเราบ้ากันเยอะ ซึ่งจริงๆ แล้วผมค่อนข้างดีใจที่มีคนว่าเราแบบนั้นนะครับ (ฮา)

“เพราะมันหมายความว่าเรากำลังทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ถึง อย่างการที่เราสร้างอาคารขึ้นมาด้านในโรงหนังอีกทีเนี่ยมันค่อนข้างจะยากและซับซ้อน แต่การที่ทำแบบนี้มันเป็นการสร้างความแตกต่างได้จริงๆ เพราะเราอยากพิสูจน์ให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าอาคารเก่าที่หลายคนคิดว่ามันไร้ประโยชน์เนี่ย จริงๆ มันยังมีคุณค่าอยู่ มันยังสามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก โดยเฉพาะในแง่ของธุรกิจก็ยังเป็นไปได้เช่นกัน เราอยากให้ที่นี่เป็นเหมือน show case ใหม่เพื่อให้ในอนาคตคนอื่นๆ ที่มีอาคารเก่ามีประวัติศาสตร์ก็สามารถนำมันกลับมาใช้ใหม่ให้มีคุณค่าที่สุดแบบนี้ได้” คุณป่านทิ้งท้ายให้เราเห็นถึงภาพอนาคตที่มีความหวังรางเลือนของเหล่าโรงหนังสแตนด์อโลนที่อื่นๆ ชีวิตของโรงหนังพวกนั้นก็คงจะไม่ต่างกับที่นักฉายหนังอัลเฟรโดพูดไว้ในหนัง Cinema Paradiso ตอนนึงว่า ‘Life isn’t like it the movie, life is much harder’ และเราคงจะได้เห็นกันในอนาคตอันใกล้นี้

Hotel Prince Theatre Heritage Stay โรงหนังปรินซ์

HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY

ระยะเวลาการรีโนเวต 1 ปี
441/1 ถนนเจริญกรุง (ศรีเวียง) แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ 10500

www.princeheritage.com
Facebook | Prince Theatre Heritage Stay
24 กุมภาพันธ์ 2561
16 K

“โตขึ้นผมจะเป็นคนฉายหนังครับ”  

นี่คือคำพูดและความรู้สึกหลงใหลในโรงหนังของโตโต้ เด็กน้อยที่มีต่ออัลเฟรโด คนฉายหนังในโรงภาพยนตร์จากในหนังเรื่อง Cinema Paradiso

แม้ผมจะไมไ่ด้หลงใหลในเสน่ห์ของโรงภาพยนตร์มากเท่ากับที่โตโต้มี แต่ก็ถือว่าผูกพันกับโรงหนังแห่งหนึ่งอยู่เหมือนกัน สมัยที่ผมเรียนมัธยม (ไม่อยากบอกเลยว่าเป็นช่วงปี 90) โรงเรียนที่ผมเรียนนั้นตั้งอยู่แถวถนนสาทร เวลาที่เราเลิกเรียนหรือโดดเรียนกันตามประสาเด็ก ก็มักจะไปลงเอยกันแถวบางรักอยู่บ่อยๆ เพราะมีทั้งห้าง ร้านอาหาร ร้านเกม อยู่มากมาย และแน่นอนว่าแถวนั้นก็มีโรงหนังเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วย นั่นก็คือโรงหนังปรินซ์รามานั่นเอง

โรงหนังปรินซ์รามา

โรงหนังปรินซ์รามาเป็นโรงหนังสแตนด์อะโลนที่ตั้งอยู่แบบงงๆ สำหรับเราในสมัยนั้น คือตัวโรงหนังไม่ได้ตั้งอยู่ริมถนน แต่ตั้งอยู่ด้านในชุมชนและมีตึกแถวขนาดเล็กๆ ที่หันหน้าเข้าหาโรงหนังเรียงรายล้อมรอบเป็นวงกลม ทางเดินระหว่างโรงหนังและตึกแถวนั้นก็เล็กและแคบ ยิ่งตึกแถวทั้งหลายรอบๆ นั้นเอาข้าวของเครื่องใช้ไปจนถึงตั้งร้านขายอาหารที่ตรงหน้าบ้านด้วยก็ยิ่งทำให้ทางเดินนั้นแคบลงไปอีกจนดูเป็นซอยที่น่ากลัวหน่อยๆ ซะด้วย แถม ณ วันนั้นโรงหนังปรินซ์รามาแห่งนี้ได้เข้าสู่ยุคโรยราแล้วจึงเปลี่ยนตัวเองเป็นโรงหนังที่ฉายหนังควบหรือหนังโป๊ที่เป็นเหมือนของต้องห้ามของนักเรียนอย่างเราๆ พอผสมกับบรรยากาศซอยแคบๆ วุ่นวายๆ ก็เลยทำให้เป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับเด็กคนนึงที่จะเข้าไปด้านในโรงหนังแห่งนี้

โรงหนังปรินซ์

แต่ก็มีเพื่อนที่เฮี้ยวๆ ในชั้นเรียนบางคนแอบหลบเข้าไปดูหนังควบในนั้นก่อนจะเอามาเล่าอย่างออกรสในห้องเรียนของวันรุ่งขึ้น เพื่อนคนอื่นที่ได้ฟังก็ต่างตื่นเต้นและกลายเป็นเรื่องสุดเจ๋งถ้าใครเคยเข้าไปดูหนังควบในนั้นได้ ตลอดเวลาที่เรียนชั้นมัธยม การได้เข้าไปใกล้โรงหนังที่สุดของผมก็เป็นได้แค่การนั่งกินโจ๊กหมูก้อนโตหอมกลิ่นไหม้นิดๆ ด้านหน้าโรงหนังเท่านั้นเอง พอได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่อยู่อีกฟากนึงของเมืองผมก็ค่อยๆ ห่างและหายไปจากย่านบางรัก จนเมื่อมีโอกาสได้ผ่านมาบางรักอีกทีหลังจากนั้นก็พบว่าโรงหนังปรินซ์รามาได้ปิดตัวลงไปแล้วพร้อมๆ กับความฝันในวัยเด็กของผมที่อยากเข้าไปเห็นข้างในโรงหนังเช่นกัน สมกับที่เป็นช่วงเวลาที่โรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์เบ่งบานอยู่ทุกซอกมุมของเมือง

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ได้ยินข่าวคราวการค่อยๆ ล้มหายตายจากไปของโรงหนังสแตนด์อะโลนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนอกเมืองในเมือง ด้วยค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นคอนโดมิเนียมบ้าง ห้างบ้าง จนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาแม้แต่โรงหนังใจกลางเมืองที่มีการตกแต่งสวยงามวิจิตรอลังการเป็นที่น่าจดจำของยุคสมัยอย่างสกาลาก็ยังไม่รอดพ้นข่าวลือเรื่องของการปิดตัวลงออกมาอย่างต่อเนื่อง หลายเสียงออกมาสนับสนุนให้โรงหนังสแตนด์อะโลนย่านสยามสแควร์ยังคงยืนหยัดต่อไปในโลกที่หมุนผ่านยุครุ่งเรืองของมันไปแล้ว ยอดคนดูจำนวนหยิบมือที่เราเห็นตอนที่ไฟเปิดหลังหนังจบลงเป็นเครื่องยืนยันหนักแน่นให้เราเห็นถึงความโรยรา  ใช่-แม้แต่ผุ้ที่สนับสนุนเหล่านั้นที่อยากให้โรงหนังคงอยู่ก็อาจจะแทบไม่เคยได้มาดูหนังที่โรงหนังสแตนด์อโลนแบบนี้เลยก็เป็นได้ การที่มีอาคารเก่าจากยุคก่อนๆ หลงเหลืออยู่ในยุคสมัยใหม่นั้นก็เป็นเรื่องที่ผมเองก็ชอบและชื่นชม อย่างน้อยที่สุดตึกเก่าเหล่านั้นมันบอกเราถึงอดีตที่บ้านเมืองเราเคยผ่านมา แต่มันก็ไม่น่าใช่เรื่องที่เราจะไปเรียกร้องกดดันเจ้าของตึกนั้นๆ ให้กัดฟันรันธุรกิจที่แสนจะโรยรานี้ต่อไปเรื่อยๆ ราวกับบังคับคนชราวัยเกษียณให้ยังคงทำงานหนักในรูปแบบเดิมในโลกใหม่ที่พวกเขาไม่เข้าใจอีกต่อไปแล้ว แทนที่จะเป็นการทำงานที่เน้นประสบการณ์และความเก๋าที่เคยผ่านมา

ส่วนตัวผมเชื่อว่ามันอาจจะถึงวันที่โรงหนังเก่าต้องปรับเปลี่ยนหน้าที่การใช้งานเป็นสิ่งอื่นที่เหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้นก็เป็นได้ ดังเช่นที่โรงหนังปรินซ์รามาเคยเปลี่ยนผ่านมาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งจากบ่อนหลวงสู่โรงหนัง และในตอนนี้มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเพื่อกลายมาเป็นโรงแรมในชื่อ HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY และนี่ก็คือเรื่องราวการปรับตัวบทใหม่ของโรงหนังปรินซ์รามาซึ่งผมจะไม่ยอมพลาดโอกาสการเข้าไปด้านในอีกแล้ว ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะเตรียมป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มให้พร้อม และไม่ลืมปิดเครื่องมือสื่อสารให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่น ถ้าพร้อมแล้วก็ขอเชิญรับชมโดยพร้อมเพรียงกัน…

โรงหนังปรินซ์รามา

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

01

Ocean Eleven

ผมเดินทะลุซอยเล็กๆ ด้านหน้าโรงหนัง ผ่านร้านโจ๊กชื่อดังด้านซ้ายมือด้วยใจที่เต้นรัว เพราะตื่นเต้นที่จะได้เห็นโฉมใหม่ของอดีตโรงหนังโป๊แห่งนี้ วันนี้ผมมีนัดสัมภาษณ์กับผู้บริหารและผู้ดูแลของโรงแรมแห่งใหม่ล่าสุดของย่านบางรัก เสียงดังของการก่อสร้างที่ลอยมาจากอาคารทรงกลมด้านในซอยบอกผมว่าอีกไม่นานที่แห่งนี้จะกลับมามีชีวิตและคึกคักอีกครั้งเหมือนที่มันเคยเป็นมาเมื่อในอดีต ผมเปิดประตูเข้าไปในโถงกลางโรงแรมที่ยังคงมีจอหนังและเวทีอยู่ตามเดิม ที่ต่างไปคงจะเป็นชื่อโรงหนังที่กลายมาเป็น HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY ด้านหน้าของผมนั้นคือ คุณป่าน-กิตติศักดิ์ ปัทมเสวี Chief Commercial Officer ของบริษัท Montara ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ และ อ.ตุ่ย-จิตติพันธ์ ศรีกสิกร ผู้ดูแลโปรเจกต์นี้ ทั้งสองคนนี้คือตัวแสดงหลักที่ลงมือและลงแรงเปลี่ยนแปลงโรงหนังแห่งนี้ ผมจึงได้ทักทายและเริ่มเปิดบทสนทนาถึงที่มาที่ไปของการปรับเปลี่ยนนี้

บริษัท Montara ของคุณป่านนั้นเป็นบริษัทที่ทำรีสอร์ตแบบ luxury อยู่ที่ภูเก็ตชื่อ TRISARA ซึ่งเป็นที่พักที่มีจุดเด่นอยู่ที่ห้องพักทุกหลังนั้นเป็นแบบ pool villa ทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่พักที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากที่ดูแลพัฒนารีสอร์ตจนเริ่มอยู่ตัวแล้ว คุณป่านก็เลยเริ่มที่จะหันมามองการทำโรงแรมในกรุงเทพฯ ดูบ้าง โจทย์ในตอนนั้นของคุณป่านคือจะถ่ายทอดความพิเศษแบบวิลล่าที่ภูเก็ตมาสู่กรุงเทพไ้ด้อย่างไร คำตอบที่คุณป่านได้มาจากการทำรีเสิร์ชผสมกับความชอบอนุรักษ์อาคารเก่าของทางคุณพ่อและคุณแม่ ก็คือเรื่องราวและประสบการณ์ของอาคารเก่าในกรุงเทพฯ นั่นเอง นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มติดต่อกับทางกรมธนารักษ์

“ตอนแรกสุดที่เรามองหาโลเคชัน เราก็ได้พูดคุยกับทางกรมธนารักษ์และรับรู้ถึงตัวโปรเจกต์โรงหนังปรินซ์รามานี้ ตอนที่ได้ไปดูก็คิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เลย โรงหนังปิดตัวไปแล้ว สภาพภายในก็เหมือนเป็นที่เก็บขยะของคนในชุมชนแทน คือเราก็เคยเห็นคนที่หยิบเอาอาคารเก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วหลายอันมาปัดฝุ่นทำใหม่ ทั้งโกดังหรือโรงพิมพ์ แต่สำหรับโรงหนังแห่งนี้ที่สภาพโทรมมากๆ เนี่ยคิดว่าเราไม่น่าจะทำมันออกมาได้ บังเอิญว่าช่วงนั้นได้ไปพูดในงานเวิร์กช็อปเรื่องการเอาบ้านเก่ามาทำเป็นโรงแรม ก็ได้เจอกับ อ.ตุ่ย ที่มาพูดในงานเหมือนกัน หลังจากที่ได้พูดคุยกัน ก็เลยเริ่มมารู้สึกว่าด้วยคาแรกเตอร์ที่พิเศษของโรงหนังถ้าหยิบมาทำเป็นโฮสเทลก็อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่ แล้วก็คงจะดีถ้ามีคนมาช่วยดูแลในส่วนนี้ ผมก็เลยเชิญ อ.ตุ่ย มาช่วยกันทำโรงแรมแห่งนี้ด้วยในฐานะ Managing Director” คุณป่านเล่าให้ฟังถึงที่มาของการหยิบโรงหนังปรินซ์รามามาทำใหม่

Prince Theatre Heritage Stay

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

ผมหันมาถามทาง อ.ตุ่ย บ้างว่าเห็นอะไรในตัวโรงหนังนี้ ถึงยอมมาร่วมงานกับทางคุณป่านด้วยกัน

“ตัวผมเป็นคนชอบตึกเก่าในส่วนของความมีเรื่องราวที่ซ่อนไว้ และมันจะเป็นเหตุผลว่าทำไมตึกนี้ถึงหน้าตาแบบนั้น ความสนุกที่ได้รู้เรื่องราวของมันและได้รู้วิธีคิดในการสร้างมันขึ้นมา นี่คือเสน่ห์ที่เราหลงใหล ภาพแรกที่คนคิดถึงโรงหนังปรินซ์คือโรงหนังปรินซ์ เป็นที่ที่สกปรก ภาพลักษณ์ไม่ดี แต่จริงๆ มันมีเรื่องราวอื่นๆ ที่ซ้อนทับกันอยู่ ที่มาของอาคารแห่งนี้มันเกิดจากความห่วงใยประชาชนของรัชกาลที่ 5 ส่วนตัวที่ผมไปศึกษามานั้นโรงหนังแห่งนี้เกิดขึ้นในตอนแรกเป็นโรงบ่อนหลวงถูกกฎหมายมาก่อน ทีนี้พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากที่พระองค์เสด็จประพาสยุโรปก็เลยทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะเลิกทาส โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดระบบทาสขึ้นนั้นมันมาจากการเป็นหนี้พนัน พระองค์เลยทรงมีพระราชดำริจะยกเลิกบ่อนทั้งหมด แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะในยุคนั้นโรงบ่อนเฉพาะกรุงเทพฯ มีจำนวนถึง 413 แห่ง โรงบ่อนเหล่านี้สามารถเปิดได้อย่างเสรีโดยการประมูลส่งเงินเข้าหลวง คนที่ได้รับประมูลมาจะมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒนสมบัติที่เป็นตำแหน่งนายอากรบ่อนเบี้ย พระองค์จึงทรงค่อยๆ ควบคุม โดยการปิดบ่อนที่มีอยู่เดิม แล้วเปิดเป็นบ่อนหลวงขึ้นมาเองเพื่อจะได้ควบคุมและจัดการได้ง่ายขึ้นในปี 2455 ซึ่งมีทั้งหมด 5 แห่งในกรุงเทพฯ คือ บางรัก นางเลิ้ง ตลาดน้อย เยาวราช ก่อนที่จะปิดบ่อนอย่างถาวรลงในปี 2460 (ในยุครัชกาลที่ 6) พอหลังจากบ่อนปิดตัวแล้วก็ถูกปรับปรุงแล้วเปิดกิจการใหม่เป็นโรงหนังปรินซ์ต่อเนื่องมา ก่อนจะเริ่มซบเซากลายมาเป็นโรงหนังโป๊ และปิดตัวลงไปอย่างถาวรในปี 2008

“ซึ่งในมุมมองผม ผมเห็นถึงเรื่องราว ศักยภาพ และความเป็นไปได้ ที่จะทำออกมาให้เป็นโรงแรม จริงๆ แค่ไอเดียการปรับเอาโรงหนังมาทำเป็นโรงแรมใครได้ยินก็ต้องชื่นชอบกันอยู่แล้ว แล้วที่นี่เป็นโรงหนังที่ยังคงเป็นโครงสร้างไม้อีกด้วยก็ยิ่งทำให้มันมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีก ผมก็เลยมาร่วมงานกันกับทางคุณป่านเพื่อพัฒนาโรงหนังแห่งนี้”

02

Cinema Paradiso

วันแรกที่เข้ามาดูมันคือสถานที่ทิ้งขยะของชุมชน เพราะก่อนหน้านี้ในตัวชุมชนก็พึ่งรีโนเวตปรับปรุงหน้าบ้านไปทั้งหมด อะไรที่เหลือหรือเกินออกมาเขาก็มาวางกันที่โรงหนังนี้ คนเร่ร่อนก็มีมานอนในนี้ เหมือนเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน” คุณป่านเล่าให้ฟังถึงสภาพของโรงหนังในวันแรกที่เข้ามาดูกัน ด้วยระยะเวลาการเช่าจากกรมธนารักษ์ซึ่งไม่ได้ยาวนานมากนักคือประมาณ 10 ปี (ในสัญญาฉบับแรกนี้) ทำให้ทางคุณป่านและคุณตุ่ยต้องมองหารูปแบบวิธีการปรับปรุงให้เป็นโรงแรมที่ต้นทุนต่ำที่สุดดู

“ไอเดียแรกสุดที่ทางคุณป่านกับ อ.ตุ่ย คิดขึ้นมาได้คือใช้รถบ้านหรือแคมปิ้งแวนมาทำเป็นห้องพัก คือมีคอนเซปต์เป็นเหมือนโรงหนังไดรฟ์อินเหมือนที่เราเห็นกันในหนังฮอลลีวูด ข้อดีที่สุดของการใช้รถบ้านมาทำเป็นห้องพักคือ มันง่ายและจบสมบูรณ์ในคันเดียว เพราะในหนึ่งคันมีทั้งห้องน้ำห้องนอนครบหมดโดยไม่จำเป็นต้องก่อสร้างอะไรขึ้นมาเลย แต่ด้วยกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานห้องพักที่เพดานต้องมีความสูง 2.60 เมตร ความสูงของแคมปิ้งแวนมันเตี้ยกว่าที่กฎหมายกำหนด ไอเดียนี้เลยตกไป จึงต้องกลับมาที่การก่อสร้างห้องพักขึ้นมาแทน โดยรูปแบบของห้องพักที่ถูกหยิบมาพิจารณานั้นกลับไม่ใช่ห้องพักแบบบูติกโฮเทลตามที่เราคุ้นเคยกัน แต่กลับกลายเป็นที่พักที่มีการแชร์ห้องน้ำกันอย่างโฮสเทลแทน ผมถามทางคุณป่านถึงที่มาซึ่งหยิบเอารูปแบบของโฮสเทลมาใช้งาน

Prince Theatre Heritage Stay

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

“ผมเริ่มต้นจากบิซิเนสโมเดลก่อน ด้วยระยะเวลาการเช่าที่ไมไ่ด้ยาวนานนักผสมกับการลงทุนที่ค่อนข้างสูงของการรีโนเวต เราเลยมองรูปแบบที่พักที่สามารถรองรับแขกให้ได้มากที่สุด คือประมาณ 130 คน เลยมาลงตัวกันที่รูปแบบที่พักแบบแชร์ห้องน้ำกันอย่างโฮสเทล ทีนี้โฮสเทลที่มีในท้องตลาดมักจะเน้นไปที่ราคาถูกสำหรับนักเดินทางที่มีงบจำกัด และมีกิจกรรมหรือพื้นที่ที่ทำให้นักเดินทางได้เจอเพื่อนใหม่ๆ แต่สิ่งที่ยังไม่มีในท้องตลาดก็คือ คาแรกเตอร์และเอกลักษณ์ของที่พักอย่างพวกบูติกโฮเทลที่หยิบอาคารโรงพิมพ์เก่า โกดังเก่า ที่มีเรื่องราวมาทำให้ผู้ที่มาพักมีประสบการณ์แตกต่างจากที่อื่น ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการในยุคนี้ ทีนี้ผมก็ไปประชุมกับพวกเอเยนต์การท่องเที่ยวที่อเมริกามา ทางนั้นก็มีตัวเลขมาให้ดูว่ายอดการจองโรงแรมผ่านเอเยนต์ในปีหน้านี้ ยอดของบูติกโฮเทลมากกว่าของทาง chain hotel ไปแล้ว ความแข็งแกร่งของโรงแรมเชนที่มีมาตรฐานและคุณภาพเท่ากันทุกที่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวอีกต่อไป

“ด้วยความที่เรามักชอบฉีกออกมาจากคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา และพอมองเห็นโอกาสนี้ เราก็เลยจะเน้นเรื่องของตัวตึกอาคารที่เป็นโรงหนังเก่า มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมอบประสบการณ์แบบ heritage stay ให้แก่นักเดินทางที่มาพักโดยแตกต่างจากที่อื่น” คุณป่านเล่าถึงที่มาของไอเดีย

Prince Theatre Heritage Stay

หลังจากที่ได้รูปแบบของที่พักมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะมาออกแบบประสบการณ์ heritage stay ลงไปในโรงแรมแล้ว ทางคุณป่านและ อ.ตุ่ย ก็ได้เลือกหยิบเอาจุดแข็งของสถานที่อย่างโรงหนัง มาปรับใหม่ให้มีการใช้งานที่เหมาะกับรูปแบบของโรงแรมและนักเดินทาง อย่างส่วนของจอฉายหนังและเวทีซึ่งเป็นของเดิม บางวันก็จะมีจัดฉายหนังตามที่เคยเป็นมา และยังสามารถปรับให้ฉายเรื่องราวของผู้ที่มาพักได้อีกด้วย เพราะในยุคปัจจุบันเป็นยุคใหม่ที่ตัวตนของทุกคนอยู่ใน social media แล้วแทบทุกคนมีความรักในการเล่าเรื่องราวของตัวเอง จอหนังนี้ก็เลยจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่รวบรวมและเล่าเรื่องราวของนักเดินทางที่มาพักที่นี่ อย่างห้องขายตั๋วก็ปรับมาให้เป็นบาร์ขายเครื่องดื่มที่มีคอนเซปต์มาจากหนังเรื่องต่างๆ หรือการจัดทัวร์เดินชมร้านค้าพร้อมเล่าให้ฟังถึงที่มาและเรื่องราวรอบๆ บริเวณที่เหมือนเป็นระบบนิเวศของบ่อนเก่าแห่งนี้ได้อีกด้วย

และนอกจากประสบการณ์ความเป็น heritage ที่ใส่ลงไปในโรงแรมแล้ว ตัวห้องพักก็ยังคงต้องตอบสนองรูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันอีกด้วย อย่างกลุ่มนักท่องเที่ยวหญิงล้วนที่เดินทางมาด้วยกันซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ในท้องตลาด ก็จะมีความต้องการก็จะต่างออกไปจากโฮสเทลเดิมๆ ห้องพักรวมของที่นี่ก็เลยมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำอยู่ในตัวห้องเลย ไม่จำเป็นต้องเดินออกไปใช้ห้องน้ำส่วนกลาง และแยกส่วนของห้องพักหญิงออกมาจากส่วนอื่นๆ ของโรงแรมเลย หรือนักท่องเที่ยวที่อยากพักห้องส่วนตัวเราก็มีห้องส่วนตัวให้บริการเช่นกัน

03

Saving Private Ryan

อ.ตุ่ย ซึ่งเป็นผู้มาเริ่มลงมือรีโนเวตยิ้ม ก่อนจะบอกผมถึงเคล็ดลับขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดของการรีโนเวตนั่นก็คือ ‘การเก็บขยะ’

“สิ่งแรกและเป็นสิ่งสำคัญคือเก็บขยะที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปครับ (ฮา) อย่างที่บอกว่าตั้งแต่ที่นี่ปิดกิจการไปก็กลายมาเป็นที่ทิ้งขยะของชุมชน เพื่อที่เราจะได้เห็นโครงสร้างและหน้าตาจริงๆ ของอาคารนี้ทั้งหมดและสามารถวางแผนต่อไปได้ ตัวผมเองก็ขึ้นไปในส่วนของออฟฟิศของโรงหนังเพื่อเก็บขยะเช่นเดียวกัน การรื้อกระดาษในโต๊ะทำงานมาทีละแผ่นๆ จะช่วยทำให้เราได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับที่นี่มาเยอะมาก อย่างหนังทุกเรื่องที่โรงหนังนี้เคยฉายมามีเรื่องอะไรบ้าง ความเป็นมาของโรงหนังเป็นยังไง ซึ่งจะสามารถให้เราหยิบเอามาเล่าเรื่องความเป็นมาได้อย่างลึกซึ้งขึ้น อย่างห้องพักส่วนตัวของเราก็มีธีมห้องงิ้วหรือโอเปร่า ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาจากเอกสารที่เจอว่าช่วงพักเบรกในบ่อนมักจะมีการเล่นงิ้วเพื่อผ่อนคลายแก่นักพนัน

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

Prince Theatre Heritage Stay

“แล้วพอเราเอาขยะทั้งหมดออกไปแล้วเราก็เรียกบริษัทที่ปรึกษาด้านโครงสร้างให้เข้ามาตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างเดิมที่มี ทั้งเสา เนื้อไม้ ผิวปูน ก็พบว่าเสาทุกต้นในโรงหนังแห่งนี้อยู่ในสภาพวิกฤต เสามันขาดจากฐานรากไปหมดแล้ว คืออธิบายง่ายๆ ว่ามันแทบจะรับแรงอะไรไม่ได้แล้ว การจะปรับปรุงก็ต้องคิดเผื่องบประมาณในเรื่องของการทำฐานรากและโครงสร้างใหม่ทั้งหมดขึ้นมาด้วย ทีนี้รูปแบบของโรงหนังโดยทั่วไปมันก็คล้ายกับโกดังหรือโรงงาน คือมีหลังคาคลุมอาคาร ด้วยการปรับฟังก์ชันจากโรงหนังที่เป็นพื้นที่โล่งมีหลังคาคลุมมาทำเป็นโรงแรมที่ต้องมีการกั้นพื้นที่ ปรับฟังก์ชันใหม่ ก็ทำให้เราต้องมาเลือกดูว่าจะเก็บความเก่าส่วนไหนไว้ จะเพิ่มพื้นที่การใช้งานภายใต้โครงเดิมได้ยังไงบ้าง เราก็พยายามเก็บคาแรกเตอร์ให้เหมือนเดิมโดยเปลี่ยนหลังคาเป็นเมทัลชีทแทน อารมณ์ก็แบบเดิม ฝนตกก็ดังเหมือนเดิม ด้านไหนที่เป็นผนังปูนเดิมเราก็ปล่อยไว้ ผนังด้านหลังของโรงหนังที่เป็นสังกะสีเราก็เปลี่ยนเป็นเมทัลชีทให้มันเป็นฟีลลิ่งเดิมเช่นเดียวกัน ส่วนพวกโครงสร้างไม้เดิมๆ นั้นผุไปประมาณ 20 – 30% เราก็ซ่อมโดยการเข้าโครงแบบเดิม ไม้ที่ผุเราก็เอาไม้มาเสริมประกบเข้าไปให้มันแข็งแรงขึ้นและดูภายนอกแล้วไม่แตกต่างไป หรือเสาต้นไหนที่ผุจริงๆ เราก็เอาเหล็กมาช่วยยึดโครงไว้โดยให้ยังคงเห็นเสาไม้แบบเดิมให้มากที่สุด”

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความโชคดีที่โรงหนังปรินซ์มีหลังคาที่สูงมาก ทำให้สามารถแบ่งกั้นด้านในออกได้เป็น 2 ชั้น ชั้นล่างจะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ล็อบบี้ และห้องพักรวมเฉพาะผู้หญิง ส่วนชั้นสองจะเป็นห้องพักแบบส่วนตัวและห้องพักห้องรวมทั่วไป ความเจ๋งที่สุดของการที่หยิบเอาข้อไ้ด้เปรียบที่สุดของโรงหนังมาปรับใช้นั้นอยู่ที่ตัวห้องพักชั้นบนของโรงแรม เพราะด้วยความสูงที่เหลือเฟือจึงมากพอจะทำให้ห้องพักส่วนหนึ่งของชั้นบนมีชั้นลอยอยู่ด้านในอีกทีนึง หรือเป็นห้องแบบ duplex ถ้าจะพูดให้เห็นภาพมากขึ้นไปอีกคือเหมือนเป็นอาคาร 3 ชั้นที่อยู่ใต้กรอบโรงหนังปรินซ์เดิมนั่นเอง ห้องพักรวมก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นจากการมีชั้นลอย ห้องไพรเวทก็เลยเหมือนมีห้องนั่งเล่นอยู่ที่ชั้นล่างและห้องนอนอยู่ข้างบน ถือว่าเป็นการเล่นกับพื้นที่ที่มีได้อย่างน่าสนใจมากๆ

Prince Theatre Heritage Stay

04

Before Sunrise

ด้วยภาพโรงแรมที่สวยงามใกล้เสร็จสมบูรณ์เบื้องหน้า มันทำให้ผมนึกภาพจากตอนเริ่มแรกที่เป็นที่เก็บขยะไม่ออกเอาซะเลย การเปลี่ยนแปลงระดับหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้น่าจะมีปัญหาหน้างานอยู่เยอะมากแน่ๆ ผมเลยถาม อ.ตุ่ย ถึงอุปสรรคในการรีโนเวตโรงหนังแห่งนี้ว่าเจออะไรมากันบ้าง

“เจอมาเยอะมากครับ จริงๆ แล้วปัญหามันจะมีอยู่ทุกช่วง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นๆ ในชุมชนที่ดี ชาวบ้านรอบๆ ชุมชนนี้เขานอนกันเร็วมากเพราะต้องตื่นแต่เช้ามาขายของกัน เราก็เลยจะไม่ทำงานก่อสร้างกันไปจนถึงตอนดึก คือต้องเห็นใจคนที่อยู่กันรอบๆ นี่จริงๆ

Prince Theatre Heritage Stay

Prince Theatre Heritage Stay

จุดที่ยากและวุ่นวายที่สุดของที่นี่คือถังบำบัด เพราะการที่เป็นที่พักค้างคืนและต้องรองรับคนจำนวนมาก ทำให้ถังบำบัดต้องมีขนาดใหญ่มากตามไปด้วย เราก็เลยขุดหลุมเพื่อจะฝังถังบำบัด แต่ด้วยการที่เป็นพื้นที่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาก็เลยมีน้ำซึมเข้ามาในหลุมอยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องคอยสูบน้ำออก พร้อมทั้งทำฐานราก ตอกเสาเข็ม ทำผนังกันดิน หล่อผนังปูน ก็กินเวลาไป 3 เดือนในการจัดการสิ่งนี้อย่างเดียว

แม้แต่การก่อสร้างก็ยากและวุ่นวายมาก เพราะพื้นที่ของโรงหนังจริงๆ มันก็ไม่ได้ใหญ่ พอเราเริ่มก่อสร้างหน้างาน ก็ทำให้เราไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับวางวัสดุก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น ด้านนอกที่เป็นซอยเล็กๆ ก็เป็นที่สัญจรของชุมชนซึ่งเราก็ไม่สามารถวางวัสดุก่อสร้างได้ ก็เลยต้องทำชั้นลอยขึ้นมาก่อนเพื่อเก็บวัสดุก่อสร้าง และด้วยความที่โรงหนังมันตั้งอยู่ใจกลางชุมชนซึ่งถนนที่เป็นทางเข้ามันเล็กมากๆ จนรถปูนเข้ามาในไซต์งานไมไ่ด้ ทำให้โครงสร้างภายในทั้งหมดต้องเป็นโครงสร้างเหล็กเท่านั้น แล้วตัวเหล็กทั้งหมดที่เอาเข้ามาใช้ก็เอามาเป็นท่อนยาวไมไ่ด้เพราะติดปัญหาเรื่องขนาดของซอยเหมือนกัน ทำให้ต้องตัดเป็นท่อนๆก่อนแล้วค่อยมาเชื่อมกันอีกทีเมื่ออยู่ในไซต์แล้ว”

05

Begin Again

อย่างที่ อ.ตุ่ย เล่าให้เราฟังถึงอดีตของโรงหนังแห่งนี้ที่เคยเป็นโรงบ่อนมาก่อน แผนผังของการพัฒนาพื้นที่เพื่อทำโรงบ่อนในยุคนั้นก็เลยถูกคิดออกแบบมาให้โรงบ่อนอยู่ตรงกลาง มีร้านค้าและตลาดล้อมรอบเป็นชุมชน ผมเลยสงสัยว่าพอมาถึงในยุคนี้ที่โรงหนังถูกปรับเปลี่ยนมาให้กลายเป็นโรงแรมอีกทีนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้มันมีผลกระทบอะไรกับชาวบ้านในชุมชนนั้นบ้างมั้ย

“อย่างแรกเลยมีคนนึงเดินมาหาผมบอกว่าขอบคุณมากเลย เขามองโรงหนังร้างมาตลอดแล้วก็กลัวว่าจะเกิดไฟไหม้กับชุมชน พอเห็นเราก่อสร้างใหม่ก็โล่งใจ คือถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ก่อนเนี่ย ก็ถือว่ามันดีขึ้นมากแล้ว ชาวบ้านในชุมชนทุกคนเขาก็รอคอยให้โรงแรมเราเปิดตัวกันหมดเลย ทุกคนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ตื่นเต้น ดีใจ อยากเห็นตอนที่มันเสร็จสมบูรณ์ รวมไปถึงอยากจะมีส่วนร่วมและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมนี้ แม้แต่คนที่ย้ายออกไปจากชุมชนนี้แล้วก็กลับมาดูโรงหนัง คือเขาอยากเห็นว่าโรงหนังที่เห็นมาตลอดตั้งแต่ตอนเขาเด็กๆ ถูกเปลี่ยนออกมาเป็นยังไง อย่างในช่วงตอนช่วงดีไซน์วีกเราก็จัดแสดงของใช้ที่เคยอยู่ในโรงหนังนี้ ชาวบ้านแถวๆ นี้ก็มีเดินมาหา ยกของที่บ้านมาให้เราด้วย บอกว่านี่รุ่นเก่าพอๆ กันเลย” คุณป่านเล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์หลังจากที่โรงแรมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

“เราคิดในเรื่องของการ engage และทำงานร่วมกันกับชุมชน เรามีการพูดคุยกับชุมชนตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มการก่อสร้าง ผมเองก็ไปคุยกับแต่ละบ้านว่าก่อนหน้านี้ทำอะไรมาบ้าง แล้วก็มาคิดว่าเขาจะมามีส่วนร่วมกับเราได้ยังไง อย่างอาม่าแซ่คูที่อยู่บ้านตรงด้านหน้าโรงหนัง ตอนนี้แกก็อยู่กับอากงกัน 2 คน แกเป็นคนทำผัดหมี่ซั่วอร่อยมาก เราก็เลยจะให้อาม่าแกทำผัดหมี่ซั่วมาเป็นอาหารเช้าให้กับแขกที่มาพัก แขกที่มาพักก็ได้ลองชิมอาหารท้องถิ่น อาม่าก็จะพอได้มีอะไรสนุกๆให้ทำอีกครั้ง ก็เหมือนทำให้ชีวิตแกมีคุณค่าและมีความหมายขึ้นมาอีกทีนึง แล้วปัจจุบันบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนนั้นถูกปิดประตูไปทั้งหมด ในอนาคตผมก็หวังว่าบ้านทุกหลังในชุมชนนี้จะได้เปิดประตูเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง เหมือนสมัยที่โรงหนังรุ่งเรือง บ้านทุกหลังก็เปิดบ้านขายของแก่คนที่มาดูหนัง ซึ่งแต่ละหลังก็มีเรื่องราวของเขาเอง หนึ่งหลังก็มีหนึ่งเรื่องที่แตกต่างกันไป ถ้าทุกหลังเปิดประตูกันออกมาใหม่ก็จะทำให้ชุมชนนี้มีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก” อ.ตุ่ย เล่าเสริมให้เราฟังเพิ่มเติม

Hotel Prince Theatre Heritage Stay

Prince Theatre Heritage Stay

06

What Dreams May Come

หลังจากที่พูดคุยกันไปจนมาถึงตอนท้ายแล้ว ผมก็นึกไปถึงโรงหนังสแตนด์อะโลนอื่นๆ ที่คงรอคอยการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอยู่เหมือนกัน เลยถามทั้งสองคนในฐานะที่ได้เปลี่ยนโรงหนังปรินซ์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งนึงว่า สำหรับผู้ที่อยากจะชุบชีวิตโรงหนังแบบนี้บ้างควรจะเร่ิมต้นหรือเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษมั้ย

“สำหรับการปรับเปลี่ยนการใช้งานของโรงหนังสแตนด์อะโลนอื่นๆ ที่มีอยู่นั้น คุณต้องเข้าใจถึงตัวตนโรงหนังและความเป็นอยู่ของโรงหนังนั้นๆ มากกว่าจะไปเสริมแต่งเรื่องราวของมัน อย่างพอผมได้มาทำที่นี่ก็มีคนมาติดต่อบอกว่ามีโรงหนังแบบนี้อยู่ อยากทำให้มันเป็นโรงแรมแบบนี้บ้าง แต่ถ้าคิดแค่เรื่องของอาคาร สถาปัตยกรรมอย่างเดียวนั้นไม่ได้ เพราะนักเดินทางเขาก็มองแค่เรื่องที่นอน เขาจะซื้อที่นอนที่ไหนก็ได้ สิ่งที่เขามองหาอยู่จริงๆ นั้นคือประสบการณ์ ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะเร่ิมลงมือก่อสร้างคุณต้องเข้าใจบริบทและเรื่องราวของมันให้ดีก่อน เราไม่ได้อยู่ดีๆ ก็สร้างขึ้นมา แต่เราศึกษามันจนเข้าใจเป็นอย่างดี อย่างหลังจากที่เราเปิดอย่างเป็นทางการก็จะมีระบบนิเวศของโรงบ่อนในอดีตด้วย เพราะที่ไหนมีโรงบ่อนที่นั่นจะมีโรงฝิ่น มีโรงโสเภณี มีตลาด อยู่ใกล้โรงรับจำนำ ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ถ้าคุณเข้าใจภาพเดิมก็จะสามารถร้อยเรียงไปยังภาพใหม่ที่คุณอยากให้เป็นได้ง่าย งานก่อสร้างมันก็เป็นเพียงแค่งานก่อสร้าง คุณสามารถก๊อปปี้มันได้ แต่เรื่องราวที่มันเป็นมันคือตัวตนของคุณคนเดียว ใครก็เอาสิ่งนี้ของคุณไปไม่ได้ ของใหม่ที่จะทำมันไม่สำคัญเท่าของเก่าที่คุณมีจริงๆ” อ.ตุ่ย เล่าให้เรารู้สึกเห็นภาพของเรื่องราวที่สำคัญกว่าตัวโรงแรมจริงๆ

“โปรเจกต์ HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY ที่เราทำนี้พอมีคนรู้ก็จะมีคนหาว่าเราบ้ากันเยอะ ซึ่งจริงๆ แล้วผมค่อนข้างดีใจที่มีคนว่าเราแบบนั้นนะครับ (ฮา)

“เพราะมันหมายความว่าเรากำลังทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ถึง อย่างการที่เราสร้างอาคารขึ้นมาด้านในโรงหนังอีกทีเนี่ยมันค่อนข้างจะยากและซับซ้อน แต่การที่ทำแบบนี้มันเป็นการสร้างความแตกต่างได้จริงๆ เพราะเราอยากพิสูจน์ให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าอาคารเก่าที่หลายคนคิดว่ามันไร้ประโยชน์เนี่ย จริงๆ มันยังมีคุณค่าอยู่ มันยังสามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก โดยเฉพาะในแง่ของธุรกิจก็ยังเป็นไปได้เช่นกัน เราอยากให้ที่นี่เป็นเหมือน show case ใหม่เพื่อให้ในอนาคตคนอื่นๆ ที่มีอาคารเก่ามีประวัติศาสตร์ก็สามารถนำมันกลับมาใช้ใหม่ให้มีคุณค่าที่สุดแบบนี้ได้” คุณป่านทิ้งท้ายให้เราเห็นถึงภาพอนาคตที่มีความหวังรางเลือนของเหล่าโรงหนังสแตนด์อโลนที่อื่นๆ ชีวิตของโรงหนังพวกนั้นก็คงจะไม่ต่างกับที่นักฉายหนังอัลเฟรโดพูดไว้ในหนัง Cinema Paradiso ตอนนึงว่า ‘Life isn’t like it the movie, life is much harder’ และเราคงจะได้เห็นกันในอนาคตอันใกล้นี้

Hotel Prince Theatre Heritage Stay โรงหนังปรินซ์

HOTEL PRINCE THEATRE HERITAGE STAY

ระยะเวลาการรีโนเวต 1 ปี
441/1 ถนนเจริญกรุง (ศรีเวียง) แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ 10500

www.princeheritage.com
Facebook | Prince Theatre Heritage Stay

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก หากคุณเป็นแฟน FREITAG แบรนด์กระเป๋าเจ้าของสโลแกน From Truck Till Bag จากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กระเป๋าสุดเท่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1993 โดยสองพี่น้องนามสกุลเดียวกับชื่อแบรนด์ หยิบผ้าใบคลุมรถบรรทุกซึ่งมองลอดหน้าต่างห้องครัว มาเป็นไอเดียดีไซน์กระเป๋าทนทาน กันน้ำ เป็นมิตรกับเหล่านักปั่น 

ไม่เพียงครองใจคนทั่วโลก ที่ไทยเองก็ฮอตฮิตจนมีสาขาที่ใหญ่สุดในเอเชีย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 มาแล้ว 

โดยปกติร้าน FREITAG จะได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ของแบรนด์เอง แต่สาขาใหม่อย่าง FREITAG Store Silom by PRONTO ที่เพิ่งตัดริบบิ้นไป ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบไทยเป็นครั้งแรก และยังจับตึกแถวอายุ 30 ปีกับผับเก่า เปลี่ยนเป็น F-Store ที่เหมือนได้ไปบินเยือนซูริกเปี๊ยบ

เชิญจับจองที่นั่งโซนหน้าจอตามใจชอบ แต่ไม่ขอเสิร์ฟ Coffee or Tea เพราะ แจ็ค-ปิตุพงษ์​ เชาวกุล แห่ง Supermachine Studio รอเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ฟังอยู่นี่แล้ว

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

Lost Location

FREITAG Store Silom by PRONTO เป็นสาขาที่ 2 ในกรุงเทพฯ ซึ่งแทนที่จะตั้งในย่านช้อปปิ้งหรือมีโอกาสที่คนจะเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สาขานี้กลับเลือกปักหมุดที่สีลมซอย 8 ห่างจากบีทีเอสสถานีศาลาแดงราว 500 เมตร

และถ้าคุณเป็นแฟน FREITAG อีกนั่นแหละ ก็จะรู้ว่าเกือบทุกช็อปของเขาไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เพราะโจทย์ใหญ่ในการตั้งสาขา คือต้องไม่ใช่ห้างและเป็นที่ที่จักรยานเข้าถึง

อาคารเก่าที่ตั้ง F-Store สาขาใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ลักษณะเป็นบล็อกคอนกรีตมีทั้งหมด 5 ชั้น แบ่งให้เช่าทำกิจการหลากหลาย ทั้งผับ บาร์ และออฟฟิศ รายล้อมด้วยตึกแถวอายุราว 20 – 30 ปี ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งโซน ความเป็นสีลม ย่าน CBD รอบๆ จึงมีทั้งร้านนวด ร้านกาแฟ ร้านค้า สำนักงาน ธนาคาร ไปจนถึงสตรีทฟู้ดที่แวะเวียนมาจอดขาย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ภาพ : FREITAG

อดีตหลักเดือนของตัวร้านเคยเป็น Whiteline บาร์และพื้นที่แสดงศิลปะ โลเคชันยอดฮิตของเหล่าคนในวงการครีเอทีฟอีเวนต์ หนึ่งในนั้นคือ Dudesweet 

“มันหลุดออกมาจากโซนพัฒน์พงศ์ที่คึกคัก แต่ก็ไม่เงียบซะทีเดียว ตึกแถวที่ต่อกันสองสามคูหาเป็นร้านนวด ก่อน COVID-19 มองจากกระจกใหญ่ๆ สามบานออกไป จะเห็นพี่ๆ น้องๆ ร้านนวดใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าม่วง นั่งมองกระเป๋าเพลินๆ แล้วเขาอยู่อย่างนั้นทั้งวัน” แจ็คเล่าภาพที่เขาเคยเห็นอย่างสนุก ก่อนเสริมว่า แต่ละโลเคชันของ FREITAG ไม่ได้ไปง่าย อย่างที่ซูริกก็ต้องออกจากเมืองไปสักพัก หรือที่ญี่ปุ่นอยู่ชิบูย่าก็จริง แต่อยู่แบบซ่อนๆ 

“คุยกับแฟน FREITAG ตัวยงเขาก็บอก เออ โลเคชันนี้แหละฟรายท้าก ฟรายทาก เพราะมันจะออฟโลเคชันนิดหนึ่ง คนที่มาก็เป็นสาวก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปง่าย มัน Slightly Fucked Up ตั้งแต่ที่ตั้ง”

Slightly Fucked Up

มองจากด้านนอก ผ่านกระจก 3 บานขนาดใหญ่ ย้อนเข้าไปในร้านขนาด 100 ตารางเมตร สายตาปะทะกับกำแพงกล่องกระเป๋าสูงจรดเพดาน เชื้อเชิญให้ก้าวเข้าประตูไปเลือกสรร

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

หลังแคชเชียร์จัดเป็นดิสเพลย์โชว์กระเป๋าสีจัดจ้าน ฝั่งตรงข้ามเป็นโซน Sweat Yourself ให้ลูกค้าเลือกออกแบบกระเป๋ารุ่น F719 MEL ด้วยตัวเอง แหงนหน้าขึ้นไปเป็น Display Shelf แขวนส่วนประกอบของกระเป๋า มีกลไกให้กดปุ่มเลื่อนขึ้นลงได้ ข้างใต้เป็นโต๊ะและจักรเย็บกระเป๋า ส่วนตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์ใช้สอยทำหน้าที่เป็น Center Stage ด้านล่างเป็นชั้นวางของในตัว ถัดไปจากนั้นเป็นชั้นลอยสีเขียวอินดัส (Industrial Green) เช่นเดียวกับโทนสีในร้าน มีบันไดเพียงหนึ่งฝั่ง อีกฝั่งเป็นเสาสเตนเลสให้รูดลงมาแทน

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ในฐานะที่เราเป็นแฟนแบรนด์นี้ เราก็อยากให้ F-Store นี้เป็นของแท้” แจ็ครีบคลายข้อสงสัย เมื่อเราถามว่า ไหนๆ ก็ใช้ดีไซเนอร์ไทยในการออกแบบ ทำไมไม่ทำให้ต่างจากสาขาอื่นอย่างสิ้นเชิง

เขาบอกว่าโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมมือกันมากกว่า ก่อนออกแบบทาง FREITAG ส่งแบรนด์บุ๊กมาให้เพื่อศึกษาปรัชญาและรายละเอียดของแบรนด์ พร้อมส่งสิ่งที่ต้องมีแน่ๆ ในร้าน คือ Swiss Pragmatic Design อย่างเช่น F-Rack System เป็นชั้นเหล็กที่ออกแบบระบบชั้นราง และผลิตเองมาโดยเฉพาะสำหรับทำดิสเพลย์ โต๊ะ ชั้นวางกล่อง และกระเป๋าซึ่งปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามพื้นที่ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกับข้าวของพวกนี้อย่างไร แต่ละท้องถิ่นจะใส่เอกลักษณ์อะไรของตัวเองเข้าไป 

ที่สนุกไปกว่านั้น คือช่วงเสนอไอเดียว่าควรมีกิจกรรมอื่นในร้านด้วย เช่น เสิร์ฟกาแฟ นำกระเป๋ามาแลกกัน จนสุดท้ายมาลงตัวที่ Sweat Yourself ให้คนมาลงมือทำกระเป๋าของตัวเอง และกลายเป็นอีกโจทย์ในการออกแบบพื้นที่ ซึ่งนอกจาก FREITAG และ Supermachine Studio แล้ว ซันนี่-ชนาสิญจ์ สัจจเทพ Creative Director แห่ง PRONTO ก็มาร่วมวงด้วย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

การทำงานภายใต้แบรนด์คาแรกเตอร์ชัด แต่ไม่เคยปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ตลอดกระบวนการที่คุยกันผ่าน Google Meet จึงมีทั้งการปรับเปลี่ยน ต่อยอด และสนับสนุน เห็นได้จากตัวอย่างความพยายามกลมกลืนกับท้องถิ่นที่สาขาไปตั้งอยู่ อันสะท้อนผ่านดีเทลการออกแบบภายในร้าน อย่างที่เกาะเชจู เกาหลีใต้ มีที่ฉายหนังอยู่ข้างบนดาดฟ้า มี Window Display ซึ่งเห็นได้ชัด เพราะชั้นล่างเป็นร้านซ่อมจักรยาน ที่อัมสเตอดัม มีแร็กแขวนจักรยานอยู่ด้านใน เพราะที่นั่นมีวัฒนธรรมการปั่นจักรยาน

 ใช่-คุณเดาไม่ผิด เสาสเตนเลสเพียงต้นเดียวในร้าน คือสิ่งที่หยิบยืมเอกลักษณ์ของพัฒน์พงศ์มาไว้ที่นี่

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“อันนี้เป็นการ Celebrate ว่าที่นี่คือถิ่นของเสาสเตนเลสนะ พอเราเสนอว่ามีเสาแล้วกระโดดลงมาข้างล่างได้ วิธีการทำงานของเขาคือไปคิดต่อ ไปหาวิธีทำ หาวัสดุ Crash Pad นวมรอบรับข้างล่างให้มันไปด้วยกันกับปรัชญาของแบรนด์ ทำเสร็จก็ส่งมา ซึ่งเป็นการทำงานที่ค้นหา เรียนรู้กระบวนการ และหาสิ่งเหมาะสมที่สุดกับสเปซนั้นๆ ร่วมกัน จากนั้นแต่ละคนก็แยกกันไปทำแล้วมาประกอบร่าง กลายเป็น Truely Collabration

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ไอเดียมันเลยพัฒนาไปด้วยกันตลอด ตอนอ่านแบรนด์บุ๊กก็เข้าใจประมาณหนึ่ง แต่มาเข้าใจปรัชญาของเขาผ่านการทำงานมากกว่า ความ Swiss Pragmatic ที่เขาเขียนในหนังสือ คำว่า Slightly Fucked Up ที่เขาพูดบ่อยๆ มันออกมาในรูปแบบร้านดูที่ยุ่งเหยิงนิดหน่อยแต่ก็มีความเป็นระบบ กว่าเราจะเข้าใจและผ่านไปแต่ละจุด คือทำเปอร์สเปกทีฟเป็นร้อยรูป” แจ็คเล่าอย่างติดตลก พลางเปิดสไลด์ 200 หน้าให้ดูวิธีการทำงานผ่าน Cloud ที่ทุกอย่างอัปเดตเรียลไทม์บน Google Slide

From Pub Till Bag-Store

หลังใช้เวลาปรับแบบกว่า 3 เดือน ในที่สุดจึงได้รับการอนุมัติให้สร้างได้ 

ข้อดีที่ชั้นแรกของอาคารมีเพดานสูง 4.8 เมตร จึงไม่จำเป็นต้องทุบตัวโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เน้นงานปิดและเปิดช่องเล็กน้อย ปิดประตูทางเข้าฝั่งถนนใหญ่ เปลี่ยนมาเข้าทางข้างหน้าต่าง 3 บานซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว สำหรับหน้าต่างก็เอาเหล็กดัดออก จากนั้นเจาะช่องให้มีขนาดเท่ากัน และกรุกระจกใส

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

ข้อสำคัญของการรีโนเวตตึกเก่า ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการรับน้ำหนักต่อตารางเมตร โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือ 800 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งข้อดีของตึกเก่าคือโครงสร้างแข็งแรงบึกบึนตามอายุ

ตรงนี้มีการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง โดยมุม Sweat Yourself ที่แขวนวัสดุทำกระเป๋าและชั้นลอยนั้นใส่คานใหม่เข้าไป 1 อัน เพื่อถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาสองต้นเดิม แน่นอนว่าเสากับฐานรากรับน้ำหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล เพราะเป็นตึก 6 ชั้น

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

และกลไกเลื่อนขึ้นลงของ Sweat Youself และเสาให้กระโดดลงมานี่เอง ที่ซ่อนความเป็น Supermachine Studio เอาไว้ 

“ถ้าถามว่าเห็นปุ๊บแล้วรู้ว่ามันคือซูเปอร์แมชชีนไหม ก็ไม่รู้นะ เพราะ FREITAG ก็แชร์ Pragmatic Design หรือความบ้าๆ บอๆ อยู่ในแบรนด์เขาเหมือนกัน แต่ที่เป็นความชอบของเราคือ เนิร์ดแมชชีน สนใจเครื่องจักรเก่าๆ (Primitive Machine) กดปุ่มแล้วมันเลื่อนแล้วเสียงดังอื้ดดดด แก่กๆๆ ตรงนั้นคือสะใจมากเลย เราโมดิฟายเอามอเตอร์ในประตูเหล็กม้วนบ้านๆ มาใช้ หรือตรงชั้นลอย ตอนแรกเราเสนอเป็นบันไดลิง ให้คนไต่ขึ้นแล้วเลื่อนไปเลื่อนมาได้ มีสองอันซ้ายขวา สลับกลไกไม่ให้ชนกัน ทำกล้องส่องแบบยิงเลเซอร์ เพื่อให้คนข้างล่างเลือกกระเป๋าได้ก่อนขึ้นไปดู แต่ในไทย ถ้าฮิตมากขนาดคนมารอต่อแถว และถ้าบางคนเลือกนานจะเป็นยังไง ไอเดียนี้ก็เลยต้องเปลี่ยน”

เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

No Concept

ฟังกระบวนการแล้วบ้าดีไม่น้อย เลยขอลองถามชื่อเรียกชื่อคอนเซปต์เพื่อความเข้าใจตรงกัน คุณสถาปนิกตอบอย่างจริงใจเลยว่า ‘ไม่มี’ แต่จุดร่วมของการออกแบบ FREITAG Store ทุกสาขา คือแนวคิด Post-Industrial Warehouse ที่พยายาม Localized ไปตามที่ตั้ง

“หมัดเมาสุดๆ เลย ถามแบบนี้ก็สนุกดีนะ เพราะตอบไม่ได้ มันคือการค้นหา การระดมสมองตลอดเจ็ดแปดเดือน ซึ่งตอนก่อสร้างมันก็เป็นลักษณะเดียวกันนะ มีการส่งนู่นส่งนี่กลับไปกลับมา ป้าย FREITAG หน้าร้านก็ส่งมาเซอร์ไพรส์จากสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าเป็นของขวัญวันเปิดร้าน กรอบทำจากอะลูมิเนียม Upcycling ให้หาที่ติด อย่างที่บอกมันเป็นระบบนะ แต่ในขณะเดียวก็ยังเปิดให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในกระบวนการ

“สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้ คือความสม่ำเสมอในคอนเซปต์ของโปรดักต์ ส่งต่อมายังสเปซ ไปจนถึงวิธีการพัฒนากราฟิก การพัฒนาการตลาด โฆษณา หรือสินค้าอื่นๆ ข้าวของ เสื้อผ้า เลยรู้สึกว่ามันมีความซื่อสัตย์กับปรัชญาดี วิธีการทำงานของเขาซื่อสัตย์นะ พูดคำว่า Honest Design ตลอดเวลา มันก็จะลิงก์ไปที่ไอเดียหลักของแบรนด์ที่ตั้งใจเป็น Circular Brand”

อธิบายอย่างรวบรัด การเป็น Circular Brand ของพวกเขาคือต้องเริ่มและจบในวงจร โดยไม่สร้างของเหลือหลังการผลิตเลยแม้แต่น้อย และหากเป็นของผลิตใหม่ก็ต้องไม่กลับมาทำร้ายโลก หรือ เวียนกลับมาอยู่ในกระบวนการอีกครั้งให้ได้ เช่น เสื้อผ้าที่ย่อยสลายกลายเป็นดินสำหรับเพาะปลูกเส้นใยนั้น วนไป

From Truck Till Bag-Store

FREITAG ก้าวข้ามคำว่าแบรนด์รักษ์โลกไปมากโข สิ่งนี้ยังห่างไกลการป่าวประกาศและทำการตลาดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“มันคือการสร้างความมั่งคั่งนี่แหละ แต่เขาคิดความยั่งยืนเป็นเรื่องแรก โดยที่เห็น Value ของของบางอย่าง แล้วพัฒนาตามปรัชญานั้น ทั้งโปรดักต์และสเปซ พอย้อนกลับมาที่การออกแบบ มันคือการตีความแบรนด์ Value ของเขา ซึ่งแนวคิดสร้างมูลค่าจากของที่ผ่านการใช้งาน เราก็เอามาหาข้าวของใช้ในโปรเจกต์ให้มันสอดคล้อง อย่างการเลือกท็อปโต๊ะ เขาก็อยากให้เป็นวัสดุ Upcycling เราก็ไปศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่แมกโนเลีย เพื่อดูวัสดุ ก่อนมาเสนอเป็นกระดุมรีไซเคิล แต่ที่ซูริกก็บอกว่าหรูไป เสนอเป็นผ้าม่านรีไซเคิล ก็ยังไม่ใช่ พอดีที่เรารู้จักกับพี่อาร์ม ‘ทะเลจร’ (ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย) เขาทำพื้นห้องยิมจากเศษยางรถบรรทุก เราเลยถามว่าเอาตัวนี้มาทำท็อปของเคาน์เตอร์ได้ไหม แล้วก็ส่งตัวอย่างให้ทางสวิตเซอร์แลนด์ดู ที่นั่นชอบกันใหญ่เพราะมันตรงคอนเซปต์ของโปรดักต์ด้วย”

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

“เขาทำงานกับเรา ก็เคารพความเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งของเรา จะไม่มาบอกว่า เฮ้ย แบรนด์ต้องรักษ์โลกนะ โลกที่หนึ่ง มันเกินเรื่องนี้ไปแล้ว ทุกคนในสังคมเข้าใจแล้วว่าต้องทำ เช่นเดียวกับการรีโนเวต ถ้าถามว่าเป็นการรักษ์โลกไหม ข้อเท็จจริงต้องตอบว่าแน่นอนอยู่แล้ว มันประหยัดทรัพยากร ปัจจุบันสถาปนิกต้องเรียนรู้การรีโนเวตตึกเก่าเท่ากับการสร้างตึกใหม่ เจ้าของโครงการก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้มี Value กลับคืนมา ดังนั้น มันจึงเลยจุดเรารีโนเวตตึกเพราะเรารักษ์โลก

“ถ้าให้มองเกี่ยวกับการรีโนเวต มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ในที่นั้นๆ ด้วย ถ้าเราไม่ใช่ประเทศรายได้ปานกลางหรือสูง เราไม่มีทางไปรักหรือเป็นติ่ง FREITAG หรอก กระเป๋าอัปไซเคิลใบละหมื่นตอนนี้คือสินค้าจากโลกที่หนึ่งชัดๆ แต่เราพัฒนามาถึงขั้นหนึ่งแล้ว มีเงื่อนไขทางสังคมมาประมาณหนึ่ง คนเห็น Value ของมาบ้างแล้ว หรือเปิดให้เกิดการรีโนเวตในลักษณะนี้ได้ การรีโนเวตระดับนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นที่พม่า เนปาล หรือบังกลาเทศ หรืออาจเป็นการรีโนเวตในโหมดอื่นๆ เช่น เอาล้อรถยนต์มาทำผนังบ้าน เอาป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคา ไม่ใช่คุณเห็น Value ของสิ่งนี้ แล้วลงทุนไปกับมัน” 

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

แจ็คเล่ายาวหลังเราถกกันเรื่องที่ว่าไม่เคยเห็น FREITAG อยู่ในตึกสร้างใหม่ แม้สาขาแม่จะเอาตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงซ้อนกัน แต่ก็เป็นการเอาของเก่ามาใช้อยู่ดี

แน่นอน คำตอบที่ได้ เราชูป้ายไฟเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก หากคุณเป็นแฟน FREITAG แบรนด์กระเป๋าเจ้าของสโลแกน From Truck Till Bag จากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กระเป๋าสุดเท่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1993 โดยสองพี่น้องนามสกุลเดียวกับชื่อแบรนด์ หยิบผ้าใบคลุมรถบรรทุกซึ่งมองลอดหน้าต่างห้องครัว มาเป็นไอเดียดีไซน์กระเป๋าทนทาน กันน้ำ เป็นมิตรกับเหล่านักปั่น 

ไม่เพียงครองใจคนทั่วโลก ที่ไทยเองก็ฮอตฮิตจนมีสาขาที่ใหญ่สุดในเอเชีย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 มาแล้ว 

โดยปกติร้าน FREITAG จะได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ของแบรนด์เอง แต่สาขาใหม่อย่าง FREITAG Store Silom by PRONTO ที่เพิ่งตัดริบบิ้นไป ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบไทยเป็นครั้งแรก และยังจับตึกแถวอายุ 30 ปีกับผับเก่า เปลี่ยนเป็น F-Store ที่เหมือนได้ไปบินเยือนซูริกเปี๊ยบ

เชิญจับจองที่นั่งโซนหน้าจอตามใจชอบ แต่ไม่ขอเสิร์ฟ Coffee or Tea เพราะ แจ็ค-ปิตุพงษ์​ เชาวกุล แห่ง Supermachine Studio รอเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ฟังอยู่นี่แล้ว

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

Lost Location

FREITAG Store Silom by PRONTO เป็นสาขาที่ 2 ในกรุงเทพฯ ซึ่งแทนที่จะตั้งในย่านช้อปปิ้งหรือมีโอกาสที่คนจะเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สาขานี้กลับเลือกปักหมุดที่สีลมซอย 8 ห่างจากบีทีเอสสถานีศาลาแดงราว 500 เมตร

และถ้าคุณเป็นแฟน FREITAG อีกนั่นแหละ ก็จะรู้ว่าเกือบทุกช็อปของเขาไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เพราะโจทย์ใหญ่ในการตั้งสาขา คือต้องไม่ใช่ห้างและเป็นที่ที่จักรยานเข้าถึง

อาคารเก่าที่ตั้ง F-Store สาขาใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ลักษณะเป็นบล็อกคอนกรีตมีทั้งหมด 5 ชั้น แบ่งให้เช่าทำกิจการหลากหลาย ทั้งผับ บาร์ และออฟฟิศ รายล้อมด้วยตึกแถวอายุราว 20 – 30 ปี ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งโซน ความเป็นสีลม ย่าน CBD รอบๆ จึงมีทั้งร้านนวด ร้านกาแฟ ร้านค้า สำนักงาน ธนาคาร ไปจนถึงสตรีทฟู้ดที่แวะเวียนมาจอดขาย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ภาพ : FREITAG

อดีตหลักเดือนของตัวร้านเคยเป็น Whiteline บาร์และพื้นที่แสดงศิลปะ โลเคชันยอดฮิตของเหล่าคนในวงการครีเอทีฟอีเวนต์ หนึ่งในนั้นคือ Dudesweet 

“มันหลุดออกมาจากโซนพัฒน์พงศ์ที่คึกคัก แต่ก็ไม่เงียบซะทีเดียว ตึกแถวที่ต่อกันสองสามคูหาเป็นร้านนวด ก่อน COVID-19 มองจากกระจกใหญ่ๆ สามบานออกไป จะเห็นพี่ๆ น้องๆ ร้านนวดใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าม่วง นั่งมองกระเป๋าเพลินๆ แล้วเขาอยู่อย่างนั้นทั้งวัน” แจ็คเล่าภาพที่เขาเคยเห็นอย่างสนุก ก่อนเสริมว่า แต่ละโลเคชันของ FREITAG ไม่ได้ไปง่าย อย่างที่ซูริกก็ต้องออกจากเมืองไปสักพัก หรือที่ญี่ปุ่นอยู่ชิบูย่าก็จริง แต่อยู่แบบซ่อนๆ 

“คุยกับแฟน FREITAG ตัวยงเขาก็บอก เออ โลเคชันนี้แหละฟรายท้าก ฟรายทาก เพราะมันจะออฟโลเคชันนิดหนึ่ง คนที่มาก็เป็นสาวก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปง่าย มัน Slightly Fucked Up ตั้งแต่ที่ตั้ง”

Slightly Fucked Up

มองจากด้านนอก ผ่านกระจก 3 บานขนาดใหญ่ ย้อนเข้าไปในร้านขนาด 100 ตารางเมตร สายตาปะทะกับกำแพงกล่องกระเป๋าสูงจรดเพดาน เชื้อเชิญให้ก้าวเข้าประตูไปเลือกสรร

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

หลังแคชเชียร์จัดเป็นดิสเพลย์โชว์กระเป๋าสีจัดจ้าน ฝั่งตรงข้ามเป็นโซน Sweat Yourself ให้ลูกค้าเลือกออกแบบกระเป๋ารุ่น F719 MEL ด้วยตัวเอง แหงนหน้าขึ้นไปเป็น Display Shelf แขวนส่วนประกอบของกระเป๋า มีกลไกให้กดปุ่มเลื่อนขึ้นลงได้ ข้างใต้เป็นโต๊ะและจักรเย็บกระเป๋า ส่วนตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์ใช้สอยทำหน้าที่เป็น Center Stage ด้านล่างเป็นชั้นวางของในตัว ถัดไปจากนั้นเป็นชั้นลอยสีเขียวอินดัส (Industrial Green) เช่นเดียวกับโทนสีในร้าน มีบันไดเพียงหนึ่งฝั่ง อีกฝั่งเป็นเสาสเตนเลสให้รูดลงมาแทน

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ในฐานะที่เราเป็นแฟนแบรนด์นี้ เราก็อยากให้ F-Store นี้เป็นของแท้” แจ็ครีบคลายข้อสงสัย เมื่อเราถามว่า ไหนๆ ก็ใช้ดีไซเนอร์ไทยในการออกแบบ ทำไมไม่ทำให้ต่างจากสาขาอื่นอย่างสิ้นเชิง

เขาบอกว่าโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมมือกันมากกว่า ก่อนออกแบบทาง FREITAG ส่งแบรนด์บุ๊กมาให้เพื่อศึกษาปรัชญาและรายละเอียดของแบรนด์ พร้อมส่งสิ่งที่ต้องมีแน่ๆ ในร้าน คือ Swiss Pragmatic Design อย่างเช่น F-Rack System เป็นชั้นเหล็กที่ออกแบบระบบชั้นราง และผลิตเองมาโดยเฉพาะสำหรับทำดิสเพลย์ โต๊ะ ชั้นวางกล่อง และกระเป๋าซึ่งปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามพื้นที่ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกับข้าวของพวกนี้อย่างไร แต่ละท้องถิ่นจะใส่เอกลักษณ์อะไรของตัวเองเข้าไป 

ที่สนุกไปกว่านั้น คือช่วงเสนอไอเดียว่าควรมีกิจกรรมอื่นในร้านด้วย เช่น เสิร์ฟกาแฟ นำกระเป๋ามาแลกกัน จนสุดท้ายมาลงตัวที่ Sweat Yourself ให้คนมาลงมือทำกระเป๋าของตัวเอง และกลายเป็นอีกโจทย์ในการออกแบบพื้นที่ ซึ่งนอกจาก FREITAG และ Supermachine Studio แล้ว ซันนี่-ชนาสิญจ์ สัจจเทพ Creative Director แห่ง PRONTO ก็มาร่วมวงด้วย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

การทำงานภายใต้แบรนด์คาแรกเตอร์ชัด แต่ไม่เคยปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ตลอดกระบวนการที่คุยกันผ่าน Google Meet จึงมีทั้งการปรับเปลี่ยน ต่อยอด และสนับสนุน เห็นได้จากตัวอย่างความพยายามกลมกลืนกับท้องถิ่นที่สาขาไปตั้งอยู่ อันสะท้อนผ่านดีเทลการออกแบบภายในร้าน อย่างที่เกาะเชจู เกาหลีใต้ มีที่ฉายหนังอยู่ข้างบนดาดฟ้า มี Window Display ซึ่งเห็นได้ชัด เพราะชั้นล่างเป็นร้านซ่อมจักรยาน ที่อัมสเตอดัม มีแร็กแขวนจักรยานอยู่ด้านใน เพราะที่นั่นมีวัฒนธรรมการปั่นจักรยาน

 ใช่-คุณเดาไม่ผิด เสาสเตนเลสเพียงต้นเดียวในร้าน คือสิ่งที่หยิบยืมเอกลักษณ์ของพัฒน์พงศ์มาไว้ที่นี่

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“อันนี้เป็นการ Celebrate ว่าที่นี่คือถิ่นของเสาสเตนเลสนะ พอเราเสนอว่ามีเสาแล้วกระโดดลงมาข้างล่างได้ วิธีการทำงานของเขาคือไปคิดต่อ ไปหาวิธีทำ หาวัสดุ Crash Pad นวมรอบรับข้างล่างให้มันไปด้วยกันกับปรัชญาของแบรนด์ ทำเสร็จก็ส่งมา ซึ่งเป็นการทำงานที่ค้นหา เรียนรู้กระบวนการ และหาสิ่งเหมาะสมที่สุดกับสเปซนั้นๆ ร่วมกัน จากนั้นแต่ละคนก็แยกกันไปทำแล้วมาประกอบร่าง กลายเป็น Truely Collabration

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ไอเดียมันเลยพัฒนาไปด้วยกันตลอด ตอนอ่านแบรนด์บุ๊กก็เข้าใจประมาณหนึ่ง แต่มาเข้าใจปรัชญาของเขาผ่านการทำงานมากกว่า ความ Swiss Pragmatic ที่เขาเขียนในหนังสือ คำว่า Slightly Fucked Up ที่เขาพูดบ่อยๆ มันออกมาในรูปแบบร้านดูที่ยุ่งเหยิงนิดหน่อยแต่ก็มีความเป็นระบบ กว่าเราจะเข้าใจและผ่านไปแต่ละจุด คือทำเปอร์สเปกทีฟเป็นร้อยรูป” แจ็คเล่าอย่างติดตลก พลางเปิดสไลด์ 200 หน้าให้ดูวิธีการทำงานผ่าน Cloud ที่ทุกอย่างอัปเดตเรียลไทม์บน Google Slide

From Pub Till Bag-Store

หลังใช้เวลาปรับแบบกว่า 3 เดือน ในที่สุดจึงได้รับการอนุมัติให้สร้างได้ 

ข้อดีที่ชั้นแรกของอาคารมีเพดานสูง 4.8 เมตร จึงไม่จำเป็นต้องทุบตัวโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เน้นงานปิดและเปิดช่องเล็กน้อย ปิดประตูทางเข้าฝั่งถนนใหญ่ เปลี่ยนมาเข้าทางข้างหน้าต่าง 3 บานซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว สำหรับหน้าต่างก็เอาเหล็กดัดออก จากนั้นเจาะช่องให้มีขนาดเท่ากัน และกรุกระจกใส

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

ข้อสำคัญของการรีโนเวตตึกเก่า ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการรับน้ำหนักต่อตารางเมตร โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือ 800 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งข้อดีของตึกเก่าคือโครงสร้างแข็งแรงบึกบึนตามอายุ

ตรงนี้มีการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง โดยมุม Sweat Yourself ที่แขวนวัสดุทำกระเป๋าและชั้นลอยนั้นใส่คานใหม่เข้าไป 1 อัน เพื่อถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาสองต้นเดิม แน่นอนว่าเสากับฐานรากรับน้ำหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล เพราะเป็นตึก 6 ชั้น

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

และกลไกเลื่อนขึ้นลงของ Sweat Youself และเสาให้กระโดดลงมานี่เอง ที่ซ่อนความเป็น Supermachine Studio เอาไว้ 

“ถ้าถามว่าเห็นปุ๊บแล้วรู้ว่ามันคือซูเปอร์แมชชีนไหม ก็ไม่รู้นะ เพราะ FREITAG ก็แชร์ Pragmatic Design หรือความบ้าๆ บอๆ อยู่ในแบรนด์เขาเหมือนกัน แต่ที่เป็นความชอบของเราคือ เนิร์ดแมชชีน สนใจเครื่องจักรเก่าๆ (Primitive Machine) กดปุ่มแล้วมันเลื่อนแล้วเสียงดังอื้ดดดด แก่กๆๆ ตรงนั้นคือสะใจมากเลย เราโมดิฟายเอามอเตอร์ในประตูเหล็กม้วนบ้านๆ มาใช้ หรือตรงชั้นลอย ตอนแรกเราเสนอเป็นบันไดลิง ให้คนไต่ขึ้นแล้วเลื่อนไปเลื่อนมาได้ มีสองอันซ้ายขวา สลับกลไกไม่ให้ชนกัน ทำกล้องส่องแบบยิงเลเซอร์ เพื่อให้คนข้างล่างเลือกกระเป๋าได้ก่อนขึ้นไปดู แต่ในไทย ถ้าฮิตมากขนาดคนมารอต่อแถว และถ้าบางคนเลือกนานจะเป็นยังไง ไอเดียนี้ก็เลยต้องเปลี่ยน”

เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

No Concept

ฟังกระบวนการแล้วบ้าดีไม่น้อย เลยขอลองถามชื่อเรียกชื่อคอนเซปต์เพื่อความเข้าใจตรงกัน คุณสถาปนิกตอบอย่างจริงใจเลยว่า ‘ไม่มี’ แต่จุดร่วมของการออกแบบ FREITAG Store ทุกสาขา คือแนวคิด Post-Industrial Warehouse ที่พยายาม Localized ไปตามที่ตั้ง

“หมัดเมาสุดๆ เลย ถามแบบนี้ก็สนุกดีนะ เพราะตอบไม่ได้ มันคือการค้นหา การระดมสมองตลอดเจ็ดแปดเดือน ซึ่งตอนก่อสร้างมันก็เป็นลักษณะเดียวกันนะ มีการส่งนู่นส่งนี่กลับไปกลับมา ป้าย FREITAG หน้าร้านก็ส่งมาเซอร์ไพรส์จากสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าเป็นของขวัญวันเปิดร้าน กรอบทำจากอะลูมิเนียม Upcycling ให้หาที่ติด อย่างที่บอกมันเป็นระบบนะ แต่ในขณะเดียวก็ยังเปิดให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในกระบวนการ

“สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้ คือความสม่ำเสมอในคอนเซปต์ของโปรดักต์ ส่งต่อมายังสเปซ ไปจนถึงวิธีการพัฒนากราฟิก การพัฒนาการตลาด โฆษณา หรือสินค้าอื่นๆ ข้าวของ เสื้อผ้า เลยรู้สึกว่ามันมีความซื่อสัตย์กับปรัชญาดี วิธีการทำงานของเขาซื่อสัตย์นะ พูดคำว่า Honest Design ตลอดเวลา มันก็จะลิงก์ไปที่ไอเดียหลักของแบรนด์ที่ตั้งใจเป็น Circular Brand”

อธิบายอย่างรวบรัด การเป็น Circular Brand ของพวกเขาคือต้องเริ่มและจบในวงจร โดยไม่สร้างของเหลือหลังการผลิตเลยแม้แต่น้อย และหากเป็นของผลิตใหม่ก็ต้องไม่กลับมาทำร้ายโลก หรือ เวียนกลับมาอยู่ในกระบวนการอีกครั้งให้ได้ เช่น เสื้อผ้าที่ย่อยสลายกลายเป็นดินสำหรับเพาะปลูกเส้นใยนั้น วนไป

From Truck Till Bag-Store

FREITAG ก้าวข้ามคำว่าแบรนด์รักษ์โลกไปมากโข สิ่งนี้ยังห่างไกลการป่าวประกาศและทำการตลาดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“มันคือการสร้างความมั่งคั่งนี่แหละ แต่เขาคิดความยั่งยืนเป็นเรื่องแรก โดยที่เห็น Value ของของบางอย่าง แล้วพัฒนาตามปรัชญานั้น ทั้งโปรดักต์และสเปซ พอย้อนกลับมาที่การออกแบบ มันคือการตีความแบรนด์ Value ของเขา ซึ่งแนวคิดสร้างมูลค่าจากของที่ผ่านการใช้งาน เราก็เอามาหาข้าวของใช้ในโปรเจกต์ให้มันสอดคล้อง อย่างการเลือกท็อปโต๊ะ เขาก็อยากให้เป็นวัสดุ Upcycling เราก็ไปศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่แมกโนเลีย เพื่อดูวัสดุ ก่อนมาเสนอเป็นกระดุมรีไซเคิล แต่ที่ซูริกก็บอกว่าหรูไป เสนอเป็นผ้าม่านรีไซเคิล ก็ยังไม่ใช่ พอดีที่เรารู้จักกับพี่อาร์ม ‘ทะเลจร’ (ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย) เขาทำพื้นห้องยิมจากเศษยางรถบรรทุก เราเลยถามว่าเอาตัวนี้มาทำท็อปของเคาน์เตอร์ได้ไหม แล้วก็ส่งตัวอย่างให้ทางสวิตเซอร์แลนด์ดู ที่นั่นชอบกันใหญ่เพราะมันตรงคอนเซปต์ของโปรดักต์ด้วย”

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

“เขาทำงานกับเรา ก็เคารพความเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งของเรา จะไม่มาบอกว่า เฮ้ย แบรนด์ต้องรักษ์โลกนะ โลกที่หนึ่ง มันเกินเรื่องนี้ไปแล้ว ทุกคนในสังคมเข้าใจแล้วว่าต้องทำ เช่นเดียวกับการรีโนเวต ถ้าถามว่าเป็นการรักษ์โลกไหม ข้อเท็จจริงต้องตอบว่าแน่นอนอยู่แล้ว มันประหยัดทรัพยากร ปัจจุบันสถาปนิกต้องเรียนรู้การรีโนเวตตึกเก่าเท่ากับการสร้างตึกใหม่ เจ้าของโครงการก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้มี Value กลับคืนมา ดังนั้น มันจึงเลยจุดเรารีโนเวตตึกเพราะเรารักษ์โลก

“ถ้าให้มองเกี่ยวกับการรีโนเวต มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ในที่นั้นๆ ด้วย ถ้าเราไม่ใช่ประเทศรายได้ปานกลางหรือสูง เราไม่มีทางไปรักหรือเป็นติ่ง FREITAG หรอก กระเป๋าอัปไซเคิลใบละหมื่นตอนนี้คือสินค้าจากโลกที่หนึ่งชัดๆ แต่เราพัฒนามาถึงขั้นหนึ่งแล้ว มีเงื่อนไขทางสังคมมาประมาณหนึ่ง คนเห็น Value ของมาบ้างแล้ว หรือเปิดให้เกิดการรีโนเวตในลักษณะนี้ได้ การรีโนเวตระดับนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นที่พม่า เนปาล หรือบังกลาเทศ หรืออาจเป็นการรีโนเวตในโหมดอื่นๆ เช่น เอาล้อรถยนต์มาทำผนังบ้าน เอาป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคา ไม่ใช่คุณเห็น Value ของสิ่งนี้ แล้วลงทุนไปกับมัน” 

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

แจ็คเล่ายาวหลังเราถกกันเรื่องที่ว่าไม่เคยเห็น FREITAG อยู่ในตึกสร้างใหม่ แม้สาขาแม่จะเอาตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงซ้อนกัน แต่ก็เป็นการเอาของเก่ามาใช้อยู่ดี

แน่นอน คำตอบที่ได้ เราชูป้ายไฟเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load