3 พฤศจิกายน 2560
19 K

อากงและอาม่าของผมนั้นเป็นคนจีนมาจากซัวเถาเช่นเดียวกันกับคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากในบ้านเรา ทั้งสองท่านจากผมไปได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว

เรื่องไม่กี่อย่างที่ผมจำได้เกี่ยวกับอากงและอาม่าก็เห็นจะเป็นภาษาจีนปนไทยที่ครอบครัวอื่นมาฟังอาจจะไม่เข้าใจ แต่เราเอาไว้ใช้สื่อสารกันในครอบครัว และความทรงจำว่าอาม่าจะลุกขึ้นมาต้มข้าวต้มไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมทั้งเตรียมกับข้าวง่ายๆ อย่างผักกาดดองกระป๋อง ไข่เจียวไชโป้ว หรือหัวไชเท้าดอง ไว้ให้กินก่อนไปโรงเรียน ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทั้งคู่อีกเลย แม้แต่ว่าทั้งสองคนมาจากตำบลอะไร หมู่บ้านไหน เรือที่นั่งมาเป็นยังไง นั่งเรือนานแค่ไหน สัมผัสแรกที่ขึ้นมาเหยียบเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไง ทำไมซื้อบ้านตรงนี้ และอื่นๆ อีกมากมาย ในฐานะลูกหลานชาวจีนที่ไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเองก็ถือว่าน่าเศร้า แล้วถึงคิดอยากจะไปตามหารากนั้นตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนอยู่ดี

มีสถานที่แห่งหนึ่งในย่านคลองสานที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวานนี้ ที่น่าจะช่วยให้เราได้เห็นอดีตของเหล่าบรรพบุรุษชาวจีนได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ ‘โครงการล้ง 1919’ หรือท่าเรือกลไฟของตระกูลหวั่งหลีนั่นเอง เพราะที่นี่คือท่าเรือของเหล่าพ่อค้าชาวจีนที่ไม่ได้แค่ขนสินค้ามาอย่างเดียว แต่ขนคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบย้ายถิ่นฐานมาแสวงโชคในลำเดียวกัน บรรพบุรุษของหลายๆ คนที่มีตาเป็นขีดในบ้านเราต่างก็มาเหยียบแผ่นดินสยามกันที่แรกก็ตรงท่าเรือ ‘ฮวยจุ่งล้ง’ แห่งนี้นี่แหละครับ และท่าเรือแห่งนี้กำลังจะถูกรีโนเวตขึ้นมาใหม่ ให้กลายมาเป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’

อาคารเก่า

บ้านจีน

ก่อนจะเล่าต่อก็ขอย้อนกลับในสมัยรัชกาลที่ 4 ถ้าเรายังพอจำบรรยากาศในวิชาประวัติศาสตร์ได้ล่ะก็ เราทุกคนก็ต้องยังจำชื่อของสนธิสัญญาเบาว์ริงได้อย่างแน่นอน พูดตามตรงผมก็ไม่ค่อยรู้จักสนธิสัญญานี้สักเท่าไหร่ รู้แค่ว่าเราเริ่มเป็นประเทศส่งออกข้าวกันก็ตอนนั้นเอง แต่ความจริงแล้วสนธิสัญญาเบาว์ริงทำให้เกิดการค้าเสรีระหว่างประเทศขึ้น เรือสินค้าจากสารพัดประเทศแล่นเข้ามาค้าขายกันอย่างครึกครื้น โดยแต่ละชาติจะแวะจอดกันที่ท่าของตัวเอง ท่าเรือ VOC หรือเอเชียทีคตรงถนนตก เป็นท่าเรือของฝรั่งยุโรป / ท่าสุรวงศ์ เป็นท่าเรือของคนญี่ปุ่น / ท่ามหาราช ก็จะเป็นท่าเรือของเจ้านายและข้าราชการไทย

และสุดท้าย ท่าเรือฮวยจุ่งล้ง ก็เป็นท่าเรือของเหล่าคนจีนตามที่เล่าไปด้านบน

ท่าเรือฮวยจุ่งล้ง แปลตามตัวก็คือ ท่าเรือกลไฟ สร้างโดย พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามารับราชการในสยาม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 พระยาพิศาลศุภผลประสบปัญหาทางการเงิน เลยขายท่าเรือกลไฟแห่งนี้ให้กับตระกูลหวั่งหลี ซึ่งยังคงใช้เป็นท่าเรือ โชว์รูมสินค้า ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย รวมกันทั้งหมดในที่เดียว ก่อนที่ท่าเรือนี้จะค่อยๆ ซบเซาลงเนื่องมาจากการคมนาคมขนส่งที่เริ่มมีทางเลือกหลากหลายขึ้น และสุดท้ายฮวยจุ่งล้งก็เลิกทำหน้าที่ท่าเรือ และกลายมาเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าพนักงานในพื้นที่เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ล้ง 1919

อาคารโบราณ

ตัวท่าเรือฮวยจุ่งล้ง เป็นอาคารชุดที่มีตึกเรียงต่อกัน 3 หลังเป็นรูปตัว U มีพื้นที่โล่งอยู่ตรงกลาง (ในภาษาจีนรูปแบบตึกทรงนี้ถูกเรียกว่าตึกแบบ ‘ซาน เหอ หยวน’ 院) ก่อสร้างด้วยวิธีก่ออิฐถือปูน ใช้ผนังเป็นตัวรับแรง คานและพื้นเป็นไม้สัก ส่วนตัวโกดังสินค้าอยู่ฝั่งด้านที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในยุคสมัยที่การเดินเรือยังเป็นเรื่องน่ากลัวอยู่ แถมบางคนก็หอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกราก ชาวจีนเลยนำเจ้าแม่หม่าโจ้วจากเมืองจีนขึ้นเรือเดินทางมาประดิษฐานไว้ที่นี่ด้วย เพื่อช่วยปกปักรักษาและเป็นขวัญกำลังใจแก่คนในชุมชน เวลาคนจีนเดินทางมาถึงฝั่งประเทศไทย ก็จะมากราบสักการะท่าน เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยทำให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และเมื่อจะเดินทางกลับไปประเทศจีน ก็จะมากราบลาเจ้าแม่ที่นี่เช่นกัน

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2559) ตระกูลหวั่งหลีเห็นว่าตัวอาคารได้ทรุดโทรมลงมาก เลยอยากจะบูรณะพื้นที่นี้ขึ้นมาใหม่ก่อนที่ตัวอาคารจะพังทลาย และไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก นั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการ ล้ง 1919 (ฮวยจุ่งล้งมีอายุ 167 ปีแล้ว แต่ที่เลือกใช้ ค.ศ. 1919 เพราะเป็นปีที่ทางตระกูลหวั่งหลีได้มาเป็นเจ้าของ)

ในยุคนี้การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะดูจะได้รับความนิยมมากในเมืองใหญ่ๆ ทั่วทั้งโลก เพราะพื้นที่สาธารณะเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น เราจึงเห็นการเปลี่ยนสนามบินเก่า ทางรถไฟลอยฟ้าเก่า โรงงานเก่า และพื้นที่เก่าๆ ซึ่งแทบไม่มีการใช้งาน ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งแทบทั้งหมดที่ว่ามามักจะเป็นพื้นที่ของทางรัฐแทบทั้งหมด ไม่ได้มีพื้นที่ของเอกชนสักเท่าไหร่

สำหรับคนทั่วๆ ไป ถ้าเรามีที่ดินขนาดใหญ่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีมูลค่าสูงมากๆ แล้วยังเป็นอาคารโบราณที่มีประวัติศาสตร์ เวลาที่คิดจะปรับปรุงพื้นที่คงจะมีอยู่แค่ไม่กี่ทางเลือก อย่างแรกคือทำโรงแรม ยิ่งถ้าเป็นตึกเก่าๆ สวยๆ มีประวัติศาสตร์ ก็เปลี่ยนให้เป็นบูติกโฮเทลได้เลย อีกทางหนึ่งคือ ทุบทุกอย่างออกไปให้หมดแล้วก็เปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียมซะ

พื้นที่สาธารณะ โกดังสินค้า

ทั้งสองทางนี้ต่างตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน แต่ ล้ง1919 เลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือการทำพื้นที่นี้ให้เป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’

เอ่อ เป็นพื้นที่สาธารณะจริงๆ ไม่ต้องขยี้ตาครับ คุณไม่ได้อ่านผิด ที่นี่จะประกอบไปด้วยศาลเจ้าแม่หม่าโจ้เป็นอาคารหลัก ในพื้นที่เดียวกันยังมีที่ทางสำหรับทำกิจกรรมเวิร์กช็อปอย่างสอนเขียนพู่กันจีน พื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานออกแบบและงานฝีมือที่มุ่งสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง และโกดังริมแม่น้ำที่ถูกปรับการใช้งานให้เป็นพื้นที่ทางการค้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย ร้านกาแฟ ร้านอาหาร (พูดกันแบบโลกไม่สวย โครงการจะอยู่ได้ก็ต้องมีการหารายได้บ้างแหละนะ แต่ก็ถือว่าสัดส่วนของพื้นที่ส่วนนี้ก็ถือว่าเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดอยู่ดี)

อะไรทำให้พื้นที่ขนาด 6 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านที่ต่อไปจะมีความเจริญทั้งจากศูนย์การค้าขนาดใหญ่และรถไฟฟ้า ยังเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาใช้กันได้แบบไม่ต้องเสียเงินกันแน่

Hypothesis

ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ทางสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบและวางโปรแกรมการใช้งานพื้นที่ คุณเจษฎา เตลัมพุสุทธิ์ และ คุณมนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา จากบริษัท Hypothesis ถึงวิธีการทำงานนี้ และขอสปอยล์ล่วงหน้าเลยว่า สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการนี้เริ่มการรีโนเวตด้วยเซียมซีแทนที่จะเป็นปากกา

“ผมได้รับการติดต่อมาจาก คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ที่เป็นเจ้าของโปรเจกต์และเจ้าของบริษัทอินทีเรียชื่อ PIA ด้วย ให้ทาง Hypothesis ในฐานะสถาปนิกให้ทำงานร่วมกันกับ PIA ที่เป็นบริษัทออกแบบภายใน ตอนที่รับโปรเจกต์ผมก็ลองไปที่ไซต์ ก็ไปไหว้เจ้าแม่ดู ผมก็ตั้งคำถามแล้วอธิษฐานกับเจ้าแม่หม่าโจ้ว่าผมควรจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นอะไรดี แล้วให้เจ้าแม่ตอบกลับมาผ่านทางเซียมซี  

“พื้นที่ในโลกนี้มีอยู่ 2 แบบคือ พื้นที่ส่วนตัว กับพื้นที่สาธารณะ ตัวพื้นที่ของโครงการที่เป็นอาคารเก่า และยังคงมีสภาพที่ค่อนข้างดีมากๆ แบบนี้ ความคิดแรกสุดของคนทุกคนคงจะอยากพัฒนาให้เป็นบูติกโฮเทลกันหมด ผมจำได้แม่นเลยว่าได้เซียมซีเบอร์ 26 เจ้าแม่ตอบกลับมาว่า ‘เลือกให้ถูก ก้าวหน้ามีหวัง พระเจ้าจะช่วย’ คือหวังจะได้คำตอบแต่กลับได้คำถามกลับจากเจ้าแม่มาอีก (หัวเราะ)”

Hypothesis เลยมานั่งระดมความคิดกันว่าทางตระกูลหวั่งหลีก็มีโรงแรมอยู่หลายที่แล้ว แถมแต่ละที่ก็ใหญ่โตกว่าที่นี่ตั้งหลายเท่า การจะเปลี่ยนท่าเรือนี้ให้เป็นโรงแรมอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร แล้วศาลเจ้าแม่ก็อยู่ปกปักรักษาคุ้มครองคนในชุมชนตรงนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว เลยเกิดไอเดียว่าจะทำให้ท่านอยู่ดูแลคนแถวนี้ต่อไปแบบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ไหม

ทางสถาปนิกเลยเสนอตระกูลหวั่งหลีว่าพื้นที่นี้ควรเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สาธารณะ หรือ community space โดยที่มีศาลเจ้าแม่เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ทุกๆ คนไม่ว่าจะยากดีมีจนก็สามารถเข้ามาหาเจ้าแม่ได้

ศาลเจ้า

บ้านจีนโบราณ

“ผมเชื่อว่าการอนุรักษ์อาคารเก่า มีวิธีการบูรณะให้ความเก่าคงอยู่ ไม่จำเป็นต้องซ่อมแล้วทาสีออกมาให้ดูเป็นตึกใหม่เอี่ยมเสมอไป มันไม่ตอบโจทย์ความงามในมุมส่วนตัวของผม เหมือนเป็นการลบเรื่องเล่าในอดีตให้หายไปทั้งหมด นึกภาพดูว่าถ้าอากงอาม่าพาลูกหลานมาที่นี่ ก็คงจะมีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อก่อนอากงเคยอยู่ที่นี่ รูปที่ผนังมันหมายถึงอะไร ปูนแตกๆ ตรงนี้เพราะเมื่อก่อนเคยตอกตะปูไว้แขวนของ อะไรแบบนั้น

“ส่วนตัวโกดังด้านหน้าที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาถูกสร้างทีหลังตัวอาคารหลัก ผมปรับการใช้งานให้เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ และพื้นที่สำหรับจัดอีเว้นท์ เนื่องจากโถงกลางระหว่างโกดังนั้นใหญ่ รองรับคนได้เยอะมาก โชคดีที่ทางคุณเปี๊ยะก็เห็นด้วยกับที่ทางเราคิดไป โดยเฉพาะการบูรณะอาคารไม่ให้มันดูเป็นของใหม่”

หลังจากรู้คอนเซปต์เบื้องต้นจากทางสถาปนิกแล้ว ผมได้เดินดูพื้นที่รอบๆ และเห็นจริงอย่างที่ Hypothesis อธิบาย บรรยากาศอาคารที่ได้รับการซ่อมแซมเหมือนกับนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสมัยยุคอากงอาม่าหอบเสื่อขึ้นเรือมายังสยามจริงๆ  

หวั่งหลี

แล้วก็ถึงเวลาที่ผมจะได้พูดคุยกับทาง คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ที่เป็นทั้งเจ้าของโปรเจกต์และผู้ร่วมออกแบบรีโนเวตของโครงการนี้ ผมถามเธอถึงสาเหตุการเลือกเปลี่ยนพื้นที่ส่วนบุคคล (ตัวโครงการอยู่ติดกับตัวบ้านของตระกูลหวั่งหลี) ให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแทนที่จะพัฒนาสถานที่เป็นธุรกิจครอบครัว

“ที่นี่ยังเป็นพื้นที่ของตระกูลหวั่งหลีตามกฎหมายอยู่ แค่เราอยากให้สาธารณชนเข้ามาเยี่ยมชมได้ และได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้ เพราะถ้าเสียเงินซ่อมแซมบูรณะแล้วแต่ปิดไว้เฉยๆ ก็จะไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรจากการซ่อมตรงนี้เลย ดังนั้นถ้าเราจะซ่อมขึ้นมาก็ต้องทำให้อาคารเหล่านี้มีประโยชน์ใช้สอยแก่สาธารณชนให้มากที่สุด ส่วนตัวบ้านหวั่งหลีที่อยู่ติดกันนั้นเราก็ปิดไว้เฉยๆ มีมาใช้งานตอนทำพิธีไหว้บรรพบุรุษปีนึงไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง

“ส่วนเรื่องการไม่ทำคอนโด ดิฉันคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ต้องรักษาของที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ อาคารตรงนี้เรียกว่า ซานเหอหยวน มันไม่ได้เป็นตึกพิเศษอะไร มันก็คืออาคารพาณิชย์หรือตึกแถวที่มีอยู่ทั่วไปในสมัยนั้น แต่โชคดีที่ตึกนี้มีเราเป็นเจ้าของคนเดียว จึงได้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ทางตระกูลหวั่งหลีเคยใช้ที่นี่เป็นทั้งท่าเรือ โกดัง และโชว์รูมขายสินค้าอย่างพวกข้าวสาร กระเบื้อง พอท่าเรือซบเซาลงก็ยกพื้นที่ให้พวกลูกน้องมาอยู่กันโดยแทบไม่ได้คิดค่าเช่าอะไรเลย

ล้ง 1919 โกดังริมน้ำ

“แต่เมื่อปีที่แล้วตัวตึกมันทรุดโทรมและพังไปมาก เราก็เลยคิดว่าควรต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นมันคงจะไม่อยู่ต่อไปในอนาคตแน่ๆ ตอนแรกสุดก็คิดเหมือนกันว่าหรือควรเอามาทำเป็นโรงแรมดี แต่พอลักษณะของอาคารมันทำไม่ได้ เพราะเป็นอาคารที่ใช้ผนังรับแรง ทำให้เราไม่สามารถกั้นหรือเจาะช่องแสงด้านในอาคารได้เลย ตัวงานระบบสุขาภิบาลก็เป็นเรื่องยุ่งยากมาก ประกอบกับอายุเราก็มากแล้ว และมีประสบการณ์การทำโรงแรมมามากมายหลายที่ ได้เห็นปัญหาและความวุ่นวายในการทำโรงแรม เลยตัดสินใจไม่ทำโรงแรมดีกว่า จากที่เราคุยกับทาง Hypothesis ก็เห็นตรงกันเรื่องของศาลเจ้าแม่และพื้นที่สาธารณะ พัฒนาให้เป็นสถานที่เวิร์กช็อปความรู้แบบจีนๆ และพื้นที่พาณิชย์เพื่อตอบโจทย์คนที่มาใช้งานพื้นที่แทนค่ะ”

วิธีการรีโนเวตแบบเรียบแต่ไม่ง่าย

“เราใช้วิธีการซ่อมแซมแบบเรียบง่าย ค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน อะไรเสียก็ซ่อม อะไรผุพังก็เปลี่ยนให้มันใช้งานได้อย่างปลอดภัย และคล้ายของเดิมที่สุด โครงสร้างไม้สักของที่นี่ช่างสมัยนั้นทาสีน้ำมันทับไว้ เราก็ลอกเอาสีเก่าออกให้เห็นเนื้อไม้ ตรงไหนผุก็เอาไม้เก่าที่มีในโครงการมาซ่อมให้เหมือนเดิมที่สุด ราวบันไดอันเดิมที่ผุเราก็ใช้วิธีถอดเอาของเดิมที่ยังมีเหลืออยู่ไปให้ช่างทำขึ้นมาใหม่

“อย่างภาพเขียนสีเก่า เราเจอโดยความบังเอิญจากการที่ผู้รับเหมาลอกสีอาคารออกแล้วไปเห็นเข้าพอดี ตอนนี้เราก็ให้คนมาค่อยๆ ขูดเอาสีที่ทาทับไว้ออกไปทีละนิดๆ เพื่อให้ภาพวาดเหล่านี้ได้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมที่สุด ถ้าภาพที่มีอยู่เดิมซีดหรือจางเราก็เขียนเติมให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ถ้าภาพขาดหรือหายไปเราก็จะไม่เขียนขึ้นมาใหม่ จะปล่อยให้โล่งๆ แบบนั้น อย่างปูนที่เราใช้ซ่อม เราก็ใช้ปูนน้ำอ้อยที่เป็นปูนสูตรโบราณในสมัยนั้นแทนที่จะเป็นปูนสมัยใหม่ เพราะพื้นดินที่ติดแม่น้ำแบบนี้นั้นมีความชื้นสูง อิฐที่เป็นโครงสร้างด้านในนั้นจะดูดความชื้นขึ้นมาที่ตัวเยอะ ถ้าใช้เราใช้ปูนแบบเดิมที่มีรูพรุนสูง ความชื้นจากอิฐก็จะสามารถถ่ายเทออกได้ซึ่งจะทำให้ไม่เจอปัญหาเรื่องปูนแตกร้าวและหลุดร่อน

ผนังปูน อาคารโบราณ

“ถึงเราพยายามให้มันออกมาดูเหมือนเดิมที่สุด แต่มันก็ไม่มีกฎตายตัว หลายอย่างที่มีถ้ามันไม่เหมาะสมเราก็เปลี่ยน เพราะอาคารที่ทำเสร็จแล้วควรจะตอบโจทย์การใช้งานของคนในยุคนี้ด้วย หน้าต่างทุกบานในนี้เมื่อก่อนมีขนาดที่เล็กมาก ทำให้ในห้องมืดมากและอากาศถ่ายเทไม่ดีจนอับชื้น  เราก็เปลี่ยนหน้าต่างให้เป็นช่องแสงใหญ่ขึ้น รวมไปถึงตัดพื้นชั้นสองออกไปในบางห้องเพื่อให้มีเพดานที่โปร่งโล่งขึ้นมา”

อุปสรรคการซ่อมแซม

“ระบบสุขาภิบาลคืออุปสรรคใหญ่ที่สุด ท่าเรือฮวยจุ่งล้งของคนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบไม่มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะใช้มาโดยตลอด พูดให้เห็นภาพคือคนเมื่อก่อนจะถ่ายใส่ถังแล้วค่อยยกไปทิ้ง พอมาในยุคปัจจุบันที่เราต้องมีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ การจัดการเรื่องระบบท่อน้ำทิ้งและสุขาภิบาลเลยเป็นเรื่องที่วุ่นวายมากๆ แล้วยุคนั้นก็ไม่มีกฎหมายเทศบัญญัติ อาคารนี้เลยสร้างเต็มเนื้อที่โดยไม่ได้มีการร่นระยะอะไรเลย การขุดดินเพื่อวางท่อเลยยากลำบากมากเพราะต้องระวังไม่ให้ขุดไปโดนโครงสร้างเดิมด้วย พอเสร็จเรื่องการเดินท่อก็มาเจอปัญหาต่อไปก็คือการขุดฝังถังบำบัด เพราะที่ดินอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาเลยทำให้เจอน้ำจากแม่น้ำซึมเข้ามาท่วมในหลุมที่ขุดอยู่ตลอด ต้องสูบออกไปพร้อมๆ กับหารอยรั่วแล้วอุดให้หมด ซึ่งกินเวลาในการทำงานไปเยอะมาก”

มีคำแซวกันในหมู่บรรดาสถาปนิกว่า สถาปนิกออกแบบบ้านให้ได้ทุกคนยกเว้นบ้านตัวเอง ในฐานะที่คุณเปี๊ยะเป็นทั้งอินทีเรียและเจ้าของโครงการด้วย พอต้องมาทำการรีโนเวตในรูปแบบที่ทำตึกเก่าออกมาเป็นตึกเก่าคล้ายเดิมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยในบ้านเรา จึงต้องสื่อสารกับครอบครัวหรือคนรอบๆ ข้างให้ชัดเจน

“คงเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ทางบ้านไว้วางใจและเชื่อว่าเราจะทำให้เขาดีที่สุด ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำก็พยายามอธิบายกับคนในครอบครัวอยู่เสมอ แต่ความสวยความงามมันเป็นเรื่องนามธรรม สามีดิฉันเดินเข้ามาในโครงการเห็นสภาพแล้วบอกว่า ‘น่าเกลียดมากเลย ดูสกปรกยังไงไม่รู้’ เราก็พยายามค่อยๆ บอกเขาเสมอๆ ว่าเสน่ห์ของความเก่าแบบนี้มันสร้างขึ้นด้วยมือคนไม่ได้ มันสร้างได้ด้วยกาลเวลาเท่านั้น คนอื่นมีแต่สร้างตึกใหม่แล้วมาทำให้ดูโบราณ แต่ตอนนี้เรามีสิ่งที่สร้างด้วยกาลเวลามาอยู่ในมือแล้ว เราจะทิ้งไปได้ยังไง เวลามีคนข้างนอกมาดูแล้วชมกันว่าสวยบ่อยๆ เข้า รสนิยมคนในบ้านก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เขาก็เข้าใจเรามากขึ้น”

ตึกปูน

สินค้ามีดีไซน์

สังกะสี

พื้นที่สำหรับเดินไปด้วยกัน

คำถามสุดท้ายที่ผมถามคุณเปี๊ยะคือ ท่าเรือกลไฟแห่งนี้มีความหมายยังไงกับคุณเปี๊ยะและกับชุมชน

“ความสำคัญของพื้นที่นี้กับเรา ตระกูลหวั่งหลี ก็คือ ที่นี่เป็นที่ที่เราหยั่งรากในแผ่นดินสยาม เราเหยียบที่นี่เป็นที่แรก โตและทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวก็จากที่นี่ เพราะฉะนั้นสำหรับเราแล้วที่นี่คือที่กำเนิดของเรา แต่ถ้าเราเก็บที่นี่ไว้เป็นแต่ของตัวเอง ไม่แบ่งปันให้คนอื่น มันจะมีค่าอะไร ถ้าคนอื่นไม่เห็นมัน ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ ทำให้เป็นประโยชน์กับสังคมดีกว่า  ก็เลยเป็นเวลาที่เราจะแบ่งปันให้คนอื่น ให้เขามาเห็น มารับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลที่มาใช้เวลาร่วมกันได้ในสถานที่นี้ทั้งหมด อากงอาม่าก็ไหว้ศาลเจ้าแม่ พ่อกับแม่ก็กินอาหารเข้าร้านกาแฟ เด็กๆ ก็มาร่วม กิจกรรมเวิร์กช็อปได้

“แล้วถ้าจะให้โครงการอยู่อย่างยั่งยืนเราก็ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันกับคนในชุมชนค่ะ ให้คนในชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของพื้นที่นี้ด้วยกัน ถ้าเราทำโครงการแล้วเราอยู่ได้แค่คนเดียว คนอื่นลำบากหมดนั่นมันก็ไม่ใช่ความยั่งยืนแล้ว  วันแรกๆ ที่เราเริ่มเข้ามาทำ ปัญหาที่เราเจออย่างแรกเลยคือ เหล่าแม่ค้าที่ขายอาหารอยู่บนฟุตปาธตรงทางเข้า พอเราเข้ามาเริ่มทำก็ต้องคุยกับเหล่าแม่ค้าอธิบายให้ฟัง ให้ขยับออกไปจากตรงทางเข้าก่อน แต่เราก็ไม่ได้ขับไล่หรือทิ้งพวกเขานะคะ เราสัญญาว่าอยากจะให้ทุกๆ คนในชุมชนนี้เดินไปด้วยกัน ช่วงก่อสร้างทุกวันศุกร์ เราก็จัดให้แม่ค้าขายอาหารที่อยู่ด้านหน้าสลับกันเข้ามาบริการให้คนในโครงการ เขาก็มีรายได้ในช่วงนี้ที่โครงการยังไม่เสร็จ พอโครงการเสร็จแล้วเราก็จะจัดสรรพื้นที่ให้และหาวิธีอยู่ร่วมกันต่อไป

ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ล้ง

“เรายังเชื่อในเรื่องการให้โอกาสของคนในท้องที่  อย่างด้านปากทางเข้าโครงการของเราก็เป็นโรงเรียนฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร นักท่องเที่ยวส่วนมากก็ชอบไปร้านนวด เราเลยคิดว่าเปิดพื้นที่ให้คนจากโรงเรียนฝึกอาชีพมารับนวดนักท่องเที่ยวในโครงการให้มีรายได้มีงานทำดีกว่า ทางเขตคลองสานก็มาคุยกับเราว่าในอนาคตจะให้ที่นี่เป็นจุดหมายหนึ่งในการเดินทางของนักท่องเที่ยวแล้ว อยากพัฒนาให้ถนนเชียงใหม่กลายมาเป็นถนนคนเดินในบางโอกาส เนื่องจากย่านนี้ก็มีวัดสวยๆ และมีเส้นทางที่น่ามาเดินเที่ยวได้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราอยากให้โครงการของเราอยู่ร่วมกันกับชุมชนได้ค่ะ”

ผมคิดว่าหลังจากที่โครงการเปิดแล้ว ว่าจะโทรชวนป๊ากับมาม้าเดินเล่นที่นี่สักหน่อย เผื่อว่าเราจะได้เห็นอดีตในสมัยที่อากงอาม่ามาเมืองไทย และนอกจากนั้นแล้วยังจะได้เห็นอนาคตของการจัดสรรพื้นที่ริมแม่น้ำที่เลือกจะก้าวเดินไปด้วยกันกับชุมชนอีกด้วย

โครงการล้ง 1919 เปิดวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 มีกิจกรรมเปิดตัวเป็นตลาด Great Outdoor Market ถ้ากำลังหาที่เดินเล่นพักผ่อนริมแม่น้ำที่นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีและควรค่าแก่การมาเยือนดู

โครงการ ล้ง 1919

Facebook | LHONG 1919

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

ถ้าพูดถึงเชียงใหม่ เชื่อว่าใคร ๆ ก็มักนึกถึงความเนิบช้า เพราะเป็นที่ที่ว่ากันว่าเข็มนาฬิกาหมุนไปอย่างไม่เร่งร้อน โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่อากาศยามเช้าเหมาะแก่การหาที่นั่งจิบกาแฟ แกล้มขนมโฮมเมดใต้แดดอุ่น  

‘กาดเกรียงไกรมาหามิตร’ รับอาสาทำหน้าที่นี้ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา 

ทันทีที่หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้ามาในพื้นที่ของเกรียงไกรผลไม้ กองไห 3,000 ใบตั้งเป็นแลนด์มาร์กบริเวณทางเข้า เริ่มบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเกรียงไกรผลไม้ให้กับเรา ในฐานะกิจการผักผลไม้ดองที่ขับเคลื่อนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อนจะเปลี่ยนมาอยู่ในมือของ ตุ้ย-เนรมิต สร้างเอี่ยม อดีต CEO ของ Grand Unity Development ที่หลงรักบรรยากาศค่อยเป็นค่อยไปของเชียงใหม่ แต่คิดไวทำไวแบบกรุงเทพฯ 

เขาตกหลุมรักเชียงใหม่ตอนที่โชคชะตาพาศิษย์เก่าเตรียมอุดมคนนี้ มาเรียนไกลในคณะวิศวกรรมศาสตร์ อันดับที่ 4 ที่เขาเลือกไว้ เหมือนฟ้าจงใจให้ต้องได้ลองใช้ชีวิตที่นี่ เพราะแม้เขาจะฮึดอ่านหนังสือสอบเอ็นทรานซ์อีกทีก็ยังหนีไม่พ้น 

ตุ้ย-เนรมิต สร้างเอี่ยม อดีต CEO ของ Grand Unity Development

“ชีวิตของผมเนี่ยแปลกมาก เราต้องล้มเหลวก่อนทุกครั้ง เราล้มแล้วก็ขึ้นไปสูงสุดแล้วก็ลง เป็นแบบนี้มาเสมอ” เขาพูดถึงการพลาดหวังจากวิศวะจุฬาฯ ทั้งที่มหาวิทยาลัยกับโรงเรียนห่างกันไปแค่รั้วกั้น แต่ในบางครั้งสิ่งที่เรามองว่ามันเป็นข้อผิดพลาด อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่เราคาดไม่ถึง 

การเรียนมหาลัยต่างจังหวัด ทำให้ตุ้ยได้หัดบริหารชีวิตด้วยตัวเอง และเข้าใจข้อสำคัญว่า 10 บาทของคนแต่ละคนไม่เท่ากัน ชีวิตเรียบง่ายติดอยู่ในใจเขามาตั้งแต่วันนั้น จนหมายมั่นว่าจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ ถึงขนาดเก็บเงินซื้อที่ไว้ตั้งแต่ตอนทำงานในปีแรก ๆ

Busy-ness 

เมื่อได้เดินสำรวจทั้งส่วน Outlet และโกดังที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้เราอดถามไม่ได้ถึงความยากง่ายของการข้ามธุรกิจ

ตุ้ยไม่ตอบ ยิ้มมุมปาก แล้วเป็นฝ่ายถามกลับมาว่า ถ้าเป็นคุณ คิดว่าจะทำได้ไหม 

“เราไม่ได้เรียนบัญชี มาร์เก็ตติ้ง กฎหมายมา แต่เมื่อคิด Back to basic บรรทัดล่างสุดของมันคือทำรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย นี่คือกฎข้อแรกของการทำธุรกิจ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยถ้าเราเปิดใจเรียนรู้ ผมว่าเราจะทำธุรกิจได้หมด หลักของผมมีนิดเดียวคือรีบ ๆ ล้มเหลว แล้วจะได้ประสบความสำเร็จ

“ทำธุรกิจ ผมโดนโกงมาเยอะ เมื่อก่อนก็มีโกรธ แต่พอถึงวัยหนึ่งใจเย็นลง เราก็บอกว่าโอเค เราคงติดหนี้เขาไว้ รีบ ๆ ใช้จะได้หมดกัน ไม่ต้องมาเจอกันอีก อย่างมากเขาก็โกงเราได้ครั้งเดียวถูกไหม มันจะกี่บาทก็ครั้งเดียว”

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

หลักคิดเหล่านี้ถูกหล่อหลอมผ่านประสบการณ์ทำงานร่วมสิบปีของแต่ละอาชีพที่ตุ้ยเคยทำ จากวิศวกรโยธาที่วิกฤตต้มยำกุ้งพาให้ต้องเปลี่ยนไปเป็นเจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์ สะสมความรู้จากการให้บริการแบบ Customize กับบริษัทยักษ์ใหญ่แทบทุกวงการ ทำให้ได้เห็นจุดอ่อนจุดแข็ง วิธีแก้ปัญหาของแต่ละธุรกิจ และนำประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้ตอนที่เป็น CEO บริษัทอสังหาริมทรัพย์ 

การข้ามมาซื้อธุรกิจมูลค่าเกือบ 70 ล้านบาทในครั้งนี้จึงใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่ 2 วัน เป็นเพราะเขาเคยทำมากกว่านั้น อดีตซีอีโอคนเก่งทำให้เงินทุน 900 ล้านบาทคืนทุนได้ใน 3 ปีสมัยทำคอนโดฯ เขาบอกว่า SPEED คือคีย์สำคัญ

S Systematic / P Perform / E Economy / E Entrepreneur / D Decision 

โดยเฉพาะ D Decision ตัวสุดท้ายที่ตุ้ยบอกว่าเป็นส่วนสำคัญ

ตำราฝรั่งบอกว่าไว้ว่าส่วนใหญ่การตัดสินใจวันแรกหรือวันเดดไลน์ไม่ค่อยต่างกัน เพราะเรามักซื้อเวลาไปทำเรื่องอื่นเพื่อถ่วงการตัดสินใจ เขาเลยเปลี่ยนระบบประชุมโดยให้ทุกฝ่าย ทุกระดับ เข้าร่วมพร้อมกันทั้งหมด ไม่ตัดสินใจให้จบ ไม่เลิกประชุม วิธีนี้ทำให้งานเดินได้เร็ว ในระยะเวลา 2 ปีเท่ากัน เขาทำได้ 2 ตึก สร้างกำไรมากกว่าเจ้าอื่นเป็น 2 เท่า แต่ยอมลดลงมาครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นส่วนลดให้ลูกค้า และเป็นโบนัสให้กำลังใจคนทำงาน เพราะนอกเหนือกำไรทางตรงที่ได้จากการขาย ยังมีกำไรอีกส่วนถูกทบกลับมาด้วยราคามาร์เก็ตติ้งที่น้อยลง เนื่องจากขายในราคาถูกและ Sold out อย่างรวดเร็ว โดยมีสถิติที่ดีที่สุดคือขายได้หมดภายใน 1 วัน เขาบอกว่ามันเป็นโมเดลที่วินกันทุกฝ่าย 

พอสร้างได้เร็วและขายถูก บางทีก็มีข้อกังขาจากลูกค้า เขาเลยสร้างความมั่นใจให้ด้วยการประกาศรับประกันตลอดชีวิต ฟังดูเหมือนต้องเตรียมเงินทุนเยอะเป็นพิเศษ แต่กลับกัน การรับประกันทำให้งานออกมาเรียบร้อย เพราะเป็นกลยุทธ์ที่จูงใจให้บริษัทรับเหมาทำงานให้ดีตั้งแต่เริ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการซ่อมแซมภายหลัง ยิ่งรับประกัน ยิ่งผลักดันให้บริษัทได้กำไรเพิ่ม

Real Life – Realize

 ในขณะที่ชีวิตการงานกำลังประสบความสำเร็จได้อย่างดี ก็มีอีกจุดเปลี่ยนคือการเจ็บป่วยของคุณแม่ ที่ทำให้ตุ้ยตกผลึกได้ว่าชีวิตที่ดีมีองค์ประกอบ 5 ข้อคือ เดินให้ได้ นอนให้ได้ กินให้ได้ มีเพื่อน 3 – 4 คนที่คุยได้ทุกเรื่อง และมีคุณค่าต่อคนอื่น

 “ผมคิดว่าคุณแม่ตื่นมา คุณแม่คิดอะไร มีกำลังใจในการตื่นมั้ย เจ็บป่วยมั้ย เราก็มองว่าเวลาแก่ตัวไปตอนเช้าเราอยากตื่นขึ้นมาเพราะอะไร เรามองว่าถ้าตื่นมาเพราะเราจะทำอะไรให้คนอื่น เราน่าจะมีพลังในการตื่น ผมเลยสรุปข้อที่ห้าคือ เราต้องมีคุณค่าต่อคนอื่น อย่างเรามีคุณค่ากับคนในครอบครัวสองสามคน เราก็มีพลังตื่น แต่ถ้าเรามีคุณค่ากับคนอีกพันคนในชุมชน เรายิ่งมีพลังตื่นใหญ่ แล้วถ้ามีคุณค่ากับคนล้านคนในประเทศยิ่งทำให้เรามีพลังตื่น การมีพลังตื่นนี้จะทำให้เราแก่ช้า”

สรุปกับตัวเองได้ดังนี้ เขาตัดสินใจลาออก ทิ้งเงินเดือนหลายแสนบาท กลับมาสานฝันการอยู่เชียงใหม่ที่เคยพับไว้ในกระเป๋ามาเนิ่นนาน เลือกแม่ริมเป็นฐานที่มั่น ตั้งใจจะทำห้าข้อที่ตกผลึกให้ได้ที่นี่ 

เกรียงไกรผลไม้

กิจการเกรียงไกรผลไม้ดอง ถูกส่งไม้ต่อมาที่อดีต CEO เพราะคุณลุงเกรียงไกรไม่มีทายาทสืบกิจการ เขารับมาหมดทั้งแบรนด์ อาคาร โรงงาน โกดัง ที่ดิน 7 ไร่ ถึงจะไม่ตรงกับความคิดแรกที่ตั้งใจจะทำเกษตรต้นน้ำ แต่เมื่อมองดี ๆ กิจการกลางน้ำที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ก็น่าจะสานฝันในการทำ 5 ข้อของเขาได้ และในภายภาคหน้าจะกลับไปทำต้นน้ำก็ยังไม่สาย

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

“ผมไม่ได้รู้จักต้นกระเทียมหรืออะไรมาก แต่รู้สึกว่าเราใช้ที่นี่ทำความฝันของเราได้ โรงงานแปรรูปผลไม้นี้มันเป็นข้อที่ห้า ผมจะใช้มันทำเพื่อคนอื่น เพราะโรงงานต้องซื้อผลิตผลทุกปี ปีละหลายสิบล้าน ซึ่งการซื้อของนี้จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ขายของได้ทุกปีเป็นวงจรต่อเนื่อง” เขาเล่าถึงมุมมองที่เห็นความเป็นไปได้ ก่อนกลับไประดมทุนจากเพื่อนสนิทในข้อสี่ โดยทิ้งท้ายเอาไว้ว่าหากไปไม่รอด เรายังเหลือที่ดิน 7 ไร่ ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน

“เวลาลงทุนในธุรกิจเนี่ยต้องทำใจว่าเจ๊งได้ อย่าไปคาดหวัง ถ้ากำไรมาก็โอเค ซื้อลอตเตอรี่ก็ต้องคิดว่ามันทิ้งได้ใบนี้ ลงทุนในตลาดหุ้นก็มีวันที่มันตก คนจะไม่ค่อยคิดตรงนี้ แต่ผมจะคิดว่าให้เงินไปลงทุน ถ้าเจ๊งก็ตีศูนย์ อีกสิบปีค่อยมาดูอาจจะว้าว ตกใจทำไมเงินมันงอกเงย หรืออาจจะไม่เหลือ

“เพราะฉะนั้น ถ้าคิดว่าเราเจ๊งได้ เราจะไม่ลงทุนเกินตัว” 

ดองโกดังดอง

3 ปีแรกเขาวุ่นกับการปรับปรุงเกรียงไกร Outlet อาคารชั้นเดียวด้านหน้าที่ต่อเติมระเบียงไม้ให้ดูอบอุ่นเหมือนบ้าน ชวนเชิญให้ผู้มาเยือนขยับเท้าก้าวไปสำรวจได้อย่างไม่เคอะเขิน ส่วนพื้นที่ใช้สอยภายในจัดใหม่ให้เหมาะสมกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเกรียงไกรผลไม้ และสินค้าของคนในชุมชนที่เขาชักชวนมาวางขาย กิจการเป็นไปอย่างคึกคัก จนเริ่มมีคนทักว่าทำไมไม่ทำร้านเครื่องดื่มด้วย 

โกดังของดองที่ถูกดองเอาไว้ไม่ได้ใช้งานมาร่วม 3 ปี จึงมีโอกาสได้แง้มประตูออกมาเป็นครั้งแรก

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

“เราคิดว่าเอาโกดังมาทำดีกว่า แต่พื้นที่ตรงนี้มีพันตารางเมตร ทำร้านกาแฟบ้าอะไรวะพันตารางเมตร เลยคิดว่าทำเป็นกาดดีด้วยน่าจะดี เพราะตอนซื้อที่นี่ ผมตั้งใจอยากชวนชุมชนมาขายของ ทำเป็นกาดตรงสนามหญ้าข้างหน้า ตั้งแคร่กันง่าย ๆ

“จุดเปลี่ยนคือไปเจอ Borough Market ที่ลอนดอน เป็นตลาดขายของพื้นถิ่นบ้าน ๆ เหมือนกัน แต่สะอาดสะอ้าน นักท่องเที่ยวไปเดินกันสนุกสนาน มันคล้าย ๆ กับ อตก. กับบองมาเช่ ผมว่าตลาดแบบนี้ดี น่าจะเป็นพัฒนาการของตลาดในไทย เป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากกลับมาอีก พื้นที่ในโกดังของเราเลยมีทั้งร้านกาแฟ กาดชุมชน ร้านขนมไทย แกลเลอรี่ กลายเป็นเกรียงไกรมาร์เก็ตขึ้นมา”

รสชาติของเวลา 

สำหรับเรากาดเกรียงไกรมาหามิตรไม่ได้มีดีแค่เป็นที่จิบกาแฟ ลิ้มรสอาหาร เพราะอีกสิ่งที่ที่นี่เตรียมไว้ให้ คือการจัดการกับองค์ประกอบของอาคารที่บ่มไว้จนได้ที่ ข้อดีอีกข้อของการมาที่นี่เลยเหมือนการได้ลิ้มรสชาติของเวลา

 “พอผมมาซื้อธุรกิจนี้ ผมตั้งใจเลยว่าอะไรที่เป็นของเดิมเราจะเก็บเอาไว้ อย่างตอนทำคอนโดมิเนียม มีโครงการหนึ่งเราบ้าเก็บต้นไม้ไว้ตั้งเก้าต้น ในแง่ของธุรกิจเนี่ยมันก็ไม่ได้ Maximize ได้เต็มที่หรอก แต่เรารู้สึกสุขใจที่ได้ทำ เพราะในขณะที่เราทำธุรกิจมันเป็นการช่วยโลกด้วยอย่างหนึ่ง”

ซึ่งถึงแม้วันนี้จะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ แต่ความแน่วแน่ในข้อนี้ของตุ้ยยังคงเดิม ความตั้งใจเก็บของเก่าเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ต่อเติมของใหม่เท่าที่จำเป็น โดยแยกเลเยอร์วัสดุใหม่กับเก่าให้เห็นความต่างของเวลาอย่างชัดเจน เป็นโจทย์ที่เขาส่งต่อให้กับ pomballstudio สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการนี้  

ภายนอกของโกดังคงสภาพเดิมเอาไว้ทั้งผนังหลังคาและอิฐบล็อกช่องลม ทำให้ดูเผิน ๆ ไม่ต่างอะไรกับโกดังเก็บของที่อื่นมากนัก แต่ทันทีที่ก้าวแรกเหยียบลงไปบนพื้นหินกรวด เรารู้ได้เลยทันทีว่าไม่ใช่ เพราะพื้นภายในเป็นพื้นดินเดิมที่โรยกรวดสีดำทับหน้า แทนที่จะเป็นพื้นปูนแบบโกดังอื่น ๆ ตุ้ยตั้งใจเก็บส่วนนี้เอาไว้ ให้คนที่เข้ามาได้เห็นร่องรอยวิธีดองแบบโบราณ ที่ต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างพื้นดิน และการระบายอากาศจากบล็อกช่องลม เพื่อช่วยทำให้ของดองมีรสชาติดี

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

ไหดองร่วม 50,000 ใบเคยถูกจัดเก็บไว้ในนี้ ถ้านึกไม่ออกว่าเยอะขนาดไหน ให้จินตนาการสนามฟุตบอลที่มีไหวางแผ่ไว้เต็มพื้นที่หนึ่งสนาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว คุณลุงเกรียงไกรใช้วิธีที่ประหยัดพื้นที่มากกว่าด้วยการทำเป็นขั้นบันได เรียงไห 20 x 20 ใบให้ครบ 2 ชั้น แล้วขยับไปทำชั้นแรกของกองถัดไป เพื่อเป็นบันไดสำหรับกลับมาเรียงชั้นที่ 3 ของกองแรก ทำแบบนี้วนไปจนได้กองไหที่ลดหลั่นกันลงมา 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

“ในไหต้องใส่กระเทียม บ๊วย ผลไม้ และน้ำดองลงไป เป็นการดองเกลือเหมือนสมัยโบราณ จากนั้นปิดฝาไม้งิ้วที่ปาดมุมด้านล่างนิดหนึ่ง เพื่ออาศัยความยืดหยุ่นของไม้งิ้วดันตัวเองให้ล็อกแน่นกับไห ก่อนจะโบกปูนปิด ยกขึ้นบ่าเอาไปวางทีละชั้น ทิ้งไว้อย่างนี้อย่างน้อยสองเดือน ยกลงมาเคาะ ๆ เอาปูนออก เอาของข้างในเทออกมาล้าง แล้วปรุงรสใส่ขวดใสขาย”

เจ้าของกิจการคนใหม่ อยากให้ทุกคนได้เห็นภาพแบบนั้นอีกครั้ง เลยไปตามซื้อไห 50,000 ใบกลับมา แต่ก็หาได้แค่ 3,000 ใบที่ส่วนใหญ่มีรอยรั่ว เลยกลายไปเป็นรั้วและกองไหบริเวณทางเข้า ส่วนที่เหลือกลับมาประจำทำหน้าที่เดิม เปิดโอกาสให้มิตรสหายได้ลิ้มรสชาติของเวลาจากไหโบราณแท้ที่ไม่ได้ทำกันง่ายๆอีกครั้ง 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

เพราะใคร ๆ ก็กินข้าว 

‘โกเมะกุระ’ คือชื่อร้านกาแฟที่ทำขึ้นมาใต้โครงสร้างไม้เดิมของหลองข้าว เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่าสถานที่เก็บข้าว เป็นส่วนที่เขาตั้งใจใช้มันเล่าเรื่องราวทั้งเก่าและใหม่ 

หลองข้าวขนาด 8 เสาหลังนี้ ตุ้ยรับซื้อต่อมาจากชาวบ้าน เพราะต้องการเก็บคุณค่างานไม้พื้นถิ่นที่นับวันจะหายาก แต่ยังหาที่ไปให้ไม่ได้เลยฝากเจ้าของเก่าไว้ถึง 3 ปี ก่อนมีโอกาสมาอวดโฉมในใหม่ในฐานะร้านกาแฟ 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

เขาบอกว่าความเป็นญี่ปุ่นที่เห็นผ่านการประดับธงและโครงสร้างต่าง ๆ ที่ต่อเติม เป็นเพราะอยากเชื่อมกับคนรุ่นใหม่ ที่สมัยนี้สนใจความเป็นญี่ปุ่น เลยอยากเชื่อมต่อผ่านวัฒนธรรมข้าวที่มีร่วมกัน เพราะนับวันคนที่รู้จักหลองข้าว หรือกระบวนการเกี่ยวกับข้าวมีน้อยลงทุกที สวนทางกับเทคโนโลยีที่วิ่งไปข้างหน้า เขาเลยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปเป็นยุค Metaverse ไปอยู่ในโลกเสมือน แต่สุดท้ายข้าวก็ยังเป็นสิ่งที่เรากินทุกวันอยู่ดี 

นอกจากนั้นยังตั้งใจชวนคิดเกี่ยวกับการเก็บข้าวกับเกษตรกร ในสมัยนี้ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว สีข้าวเสร็จแล้วต้องขายผลผลิตออกไป เพื่อซื้อกลับมาบริโภคในราคาที่สูงขึ้นเกือบ 4 เท่าจากต้นทุนที่เพิ่มมาในค่าขนส่ง มาร์เก็ตติ้ง โมเดิร์นเทรด การเก็บไว้บริโภคก่อนขายอาจเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้ประหยัดขึ้นและทำให้ได้กินข้าวที่อร่อย 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

เขาอยากให้ผู้คนได้เห็นความงามแบบวะบิซะบิ เลยเลือกที่จะไม่เคลือบหน้าเคาน์เตอร์ไม้ประสานสีอ่อน แทรกตัวอย่างพอดีอยู่ระหว่างโครงสร้างของหลองข้าว และไม่ลบรอยเลขที่เขียนเอาไว้ข้างเสา 

“จริง ๆ ก็เถียงกับมัณฑนากรว่าขอปล่อยทิ้งไว้ได้ไหม มันเป็นประวัติศาสตร์ ไม่ได้ถอดง่าย ๆ เวลาย้ายมาประกอบ แต่ละเสามันย้ายตำแหน่งไม่ได้ เพราะช่างเอาขวานจามถากเสา มันจะเข้ามุมกันพอดี เราเลยอยากปล่อยไว้ เพราะมันเล่าได้ แต่มัณฑนากรขอลบให้มันจางลงนิดหนึ่ง”

บันไดทางขึ้นชั้นสองต่อเติมใหม่ เป็นบันไดเหล็กปิดผิวด้วยไม้แทนที่บันไดพาดแบบเดิม เพื่อให้ทุกคนเดินขึ้นไปได้สะดวก ตุ้ยกระซิบว่าเพราะชั้นแรกเป็น Espresso Bar มินิมอลเรียบง่าย การเปิดประตูเข้าไปชั้นสองเลยต้องว้าว

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่
พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

ภายในชั้นสองเน้นบรรยากาศความสลัวด้วยการใช้บานโชจิที่ทำจากไม้เมเปิ้ล ตีปิดระหว่างช่องโครงไม้เดิมร่วมกับมู่ลี่ไม้ไผ่แบบเหนือ ๆ ช่วยกรองแสงให้ภายในมืด และส่งให้แสงจากหลังคาใสที่ต่อเติมในฝั่งด้านหลัง ทอดลงมาช่วยเน้นสวนเซนที่จัดไว้เป็นไฮไลต์ของห้องให้มีมิติสวยงามมากขึ้น การนั่งในที่สลัวร่วมกับธรรมชาติ เลยทำให้บรรยากาศบนชั้นสองเนิบช้า และสงบแตกต่างกับชั้นล่างได้อย่างที่ตั้งใจ

เติมของในช่องว่าง 

ผนังสีขาวฝั่งซ้ายถัดจากหลองข้าวเดิมส่วนนี้เคยปิดทึบเป็นพื้นที่เก็บสินค้า ซึ่งถึงไม่รู้มาก่อน แต่คิดว่าทุกคนน่าจะพอเดาได้ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปเจอตงเหล็กวางเรียงกันถี่ทำหน้าที่รับน้ำหนักสินค้า ตุ้ยยังคงเก็บองค์ประกอบที่บ่งบอกถึงการใช้งานเดิมนี้เอาไว้ โดยใช้ Water Jet ทำความสะอาดผนัง และพ่นทับตงด้วยสีขาวที่ทำให้มองแล้วสบายตา 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ช่องผนังเจาะใหม่และระเบียงที่ยื่นออกมา ได้ไอเดียมาจากคาเฟ่อพาร์ตเมนต์ในเวียดนาม เดิมตั้งใจใส่บันไดไว้ข้างหน้าให้เหมือนเกมบันไดงู แต่ระยะความชันไม่พอ เลยขอใช้บันไดเหล็กที่มีอยู่แล้ว โดยเปลี่ยนผิววัสดุผิวหน้าพร้อมจมูกบันไดใหม่ คนที่มาจึงขึ้นลงสำรวจจุดต่าง ๆ ที่ให้มุมมองแตกต่างกันอย่างน่าสนใจได้ปลอดภัยมากขึ้น 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ชั้นล่าง มินิม่วน มาจากคำว่ามินิมอลบวกกับคำว่าม่วนในภาษาเมืองที่แปลว่าสนุก สุขใจ เป็นร้านน้ำแข็งไสและขนมไทย ที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มรสมือแม่อุ๊ยในชุมชน ชุดหน้าต่างและประตูไม้ต่อเติมมาเพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นบ้านร่วมกับพื้นซึ่งถูกยกเป็นที่นั่ง ทำให้นึกถึงการกินข้าวขันโตกและเชื่อมโยงการวัฒนธรรมการนั่งพื้นแบบญี่ปุ่นไปพร้อม ๆ กัน 

“ความสุขของเราคือเอาขนมไทยมาให้คนได้รู้จักในมุมมองที่เปลี่ยนไป มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ขนมไทยหลาย ๆ อย่าง คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ เราจะคอยแนะนำ ส่วนขนมนี้เราซื้อขาดจากแม่อุ๊ยเลยนะ แม่อุ๊ยไม่ต้องกังวลเพราะขายได้ทุกวัน ความสุขมันก็เกิดขึ้นกับคนทำ แล้วเราเองก็มีความสุขที่ได้เอาสินค้าดี ๆ ให้ลูกค้าทาน”

นอกจากขนมไทยที่น่าสนใจแล้ว ถ้าใครร้อน เราขอแนะนำน้ำแข็งไส ตุ้ยตั้งใจเลือกให้แทนไอศกรีม ที่นี่มีเครื่องให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ถั่วแดงไปจนถึงขนุน หนึ่งในเครื่องเคียงหาทานยาก ให้ลองนั่งทานพร้อมอ่านเรื่องราวที่มาของขนมไทย ตั้งแต่ต้นมะพร้าวจนถึงมือเราผ่านลวดลายกราฟิกน่ารักบนผนัง

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ชั้นสอง เป็นพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับร้านอาหาร 25 ที่นั่งเขาชักชวน เชฟกิ๊ก-กมล ชอบดีงาม จากร้านเลิศทิพย์ วังหิน มาปรุงอาหารในให้ทานในคอนเซ็ปต์ Novel Oriental Wisdom หรือเรียกสั้น ๆ ว่าร้าน Now Social ที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่นาน แต่เราเชื่อว่าสเปซน่าจะสวยงามน่านั่ง เพราะมีต้นทุนที่ดีจากผนังและพื้นไม้เดิม ซึ่งเป็นอีกส่วนที่แสดงถึงมิติความต่างของเวลา ทำให้เห็นว่าเมื่อ 40 ปีก่อน ไม้เป็นวัสดุที่หาง่าย ราคาไม่แพง จนเอามาปูเป็นพื้นโกดังเก็บของได้ ต่างจากปัจจุบันที่หายากขึ้นและมีราคาสูง จึงใช้เฉพาะในส่วนที่มีความสำคัญหรือเน้นความสวยงามเท่านั้น 

“เป็นผมตอนนี้คงเทปูนเอาอย่างเดียว” เจ้าของคนใหม่ว่าพร้อมกลั้วหัวเราะ

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ชั้นสาม เป็นพื้นที่จัดแสดงงานของภูเขาไหแกลเลอรี่ เขาบอกว่าข้อเสียคือมันเดินไกล แต่ได้ความสงบ เหมาะกับกิจกรรมที่ต้องการสมาธิในการโฟกัส และเป็นอะไรที่คนมาชอบจริง ๆ ที่นี่เก็บความเรียบร้อยเพิ่มเติมด้วยการทำฝ้าเมทัลชีทสีดำ ช่วยปกปิดบางส่วนของโครงสร้าง Truss ของหลังคา อาจมีรอยต่อที่ไม่เรียบอยู่บ้างแต่ยอมรับได้ เพราะตั้งใจใช้สล่าหรือช่างท้องถิ่นเพื่อให้เงินไหลเวียนอยู่ในชุมชน 

ไฟ Tracklight ติดเพิ่มเข้าไปเพื่อคุณภาพแสง เหมาะกับการจัดแสดงงาน แต่รางเก็บสีเนียนไปกับโครงสร้างเดิม เพื่อให้สเปซนิ่งและสบายตา เหมาะกับการเป็นผืนผ้าใบสนับสนุนงานศิลปะที่โฟกัสศิลปินรุ่นใหม่ เพื่อให้ผลงานดี ๆ มีพื้นที่ได้แสดง เขาใส่ใจกับมันเพราะเชื่อว่าศิลปะจะทำให้ใจละเอียด  

“ผมเคยอยากเป็นสถาปนิกนะ แต่สอบความถนัดทางสถาปัตย์ไม่ผ่าน เลยกลายมาเป็นวิศวะที่สนใจเรื่องงานทางศิลปะ” เขาเล่าต่อว่าอาร์ตเวิร์กบางอย่างก็ทำเองกับทีม ตั้งแต่บิลล์บอร์ดสมัยทำคอนโดฯ จนถึงป้ายในกาดเกรียงไกร ในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้กราฟิกดีไซน์เจ๋ง ๆ 

“บางทีทำดึก ๆ ดื่น ๆ มันก็เหนื่อย แต่พอเสร็จออกมาสวยตรงใจ มันชุ่มชื่น เรารู้สึกว่าศิลปะช่วยจรรโลงใจและทำให้เราเป็นคนละเอียด พอเราละเอียดแล้วเราจะหาความสุขได้ง่ายขึ้นจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

“คนในปัจจุบันนี้ บางทีมีเงินเยอะ ความสุขเลยเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ต้องใส่นาฬิกาเรือนละล้านถึงจะมีความสุข แต่พอคนชมไปหมดแล้ว ความสุขมันหายไป ไม่รู้จะสุขอะไรอีกแล้ว ซึ่งในอีกมุมหนึ่งความสุขอาจมาจากการเดินไปเจอแม่ค้าขายของ แล้วเราซื้อเขาห้าบาท แต่ของเขามันอร่อยเกินราคา เราเลยแถมเขาไปอีกห้าบาทจนเขายิ้มกว้าง เรารู้สึกว่าทำไมเรามีความสุขอย่างงี้วะ ทำให้อีกคนยิ้มไม่หุบเลย หรืออย่างตอนอยู่กรุงเทพฯ เท้าเราไม่เคยติดดิน แต่อยู่ที่นี่ได้ถอดรองเท้าเหยียบน้ำค้างตอนเช้า เหยียบไปเรื่อย ๆ เรารู้สึกนิ่งขึ้น เราโฟกัสกับปัจจุบันได้ดีขึ้นเพราะใจมันละเอียด”

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

 คราฟต์ ขยับ ขยาย

ตุ้ยบอกกับเราว่าตั้งแต่ซื้อกิจการมา เขาตั้งปณิธานเอาไว้ว่าอยากทำน้อยได้มาก แบบที่ญี่ปุ่นใช้แพ็กเกจจิ้งเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ซึ่งสวนทางกับการทำธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่เน้นทำมากได้มาก ทำให้ไม่ว่าจะขยายไซส์เพิ่มราคาขึ้นไปเท่าไหร่ แต่ส่วนต่างกำไรยังเท่าเดิม นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เขามองว่าเป็นทางออก เพราะถ้าอาศัยแต่การลงแรง ในอนาคตหุ่นยนต์ที่ควบคุมคุณภาพและเวลาได้มากกว่าจะมาแทนที่เราในที่สุด 

“เราต้องหาอะไรที่ต่าง อย่างกินกาแฟจากหุ่นยนต์ทุกวันอาจจะเบื่อ หรือกินอาหารฟรีซที่รสชาติเหมือนกันเป๊ะเลยจากโรงงานก็ไม่ตื่นเต้น มันต้องมีรสมือ วันนี้อาจอร่อยน้อยกว่าเมื่อวานหน่อย ก็จะได้ทักว่าวันนี้แม่ค้าอารมณ์ไม่ดีเหรอถึงทำอร่อยน้อยลง นี่คือชีวิต มันมีเสน่ห์คือความเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราต้องขายความไม่เป๊ะ เพราะเป๊ะใครทำก็ได้

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

“อย่างกระเทียมดองอันนี้ เขาทำมาดีมากเลยตั้งแต่สี่สิบปีที่แล้ว ตัดก้านกระเทียมเจ็ดเซนติเมตร วางเรียงขัดกัน เอาหัวออกข้างนอก โปร่งใส ทุกคนเห็นหัวกระเทียมว่าทุกหัวดีหมด เขย่าแล้วไม่ขยับเลยเพราะมันขัดกันแน่น มันคืองานคราฟต์ ผมบอกว่าทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเลยนะ ส่วนเรามีหน้าที่สนับสนุน ต้องเอาไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้ ให้คนเห็นว่านี่คืองานคราฟต์ให้ได้ ผมอยากทำแบบนี้

กาดยะด้วยใจ๋

“งานคราฟต์ส่วนใหญ่เราเลือกมา ดูเป็นพื้นถิ่น มีภูมิปัญญาและความประณีตซ่อนอยู่”

เพราะเชื่อว่าความคราฟท์มีคุณค่า สินค้าในกาดชุมชนภายในโกดังแห่งนี้จึงคัดสรรอาหาร ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และงานคราฟต์ โดยเน้นพ่อกาด แม่กาด ที่เป็นคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

พื้นปูนต่างระดับดูสะอาดสะอ้านจัดไว้สำหรับขายอาหาร มีให้เลือกตั้งแต่อาหารพื้นถิ่นที่อยากแนะนำให้คนได้รู้จักอย่างข้าวหนุกงาและไข่ป่าม ไปจนถึงอาหารต่างชาติแบบพิซซ่าโฮมเมด และไก่ทอดคาราเกะแบบญี่ปุ่น

Grocery Shop อยู่ถัดไปบริเวณด้านใน ตั้งใจนำวัตถุดิบทั้งไทยและอินเตอร์ที่ผลิตได้ในท้องถิ่นอย่างชีสและโกโก้มาวางให้ลูกค้าเลือกซื้อกลับไปปรุงอาหาร ส่วนใครที่ไม่ถนัดทำเอง ที่นี่ก็มีแพลนอจะทำแซนด์วิชอาหารเช้าไว้บริการเช่นกัน

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน
กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

นอกจากของปรุงสุกแล้ว ยังมีสินค้าจากผู้ผลิตมาวางขายโดยตรง อย่างร้านผักผลไม้ออร์แกนิก ไปจนถึงคอมบูฉะและเทียนหอม ที่นอกจากจะสดแล้วยังราคาดี เพราะส่งตรงจากมือผู้ผลิตถึงผู้ซื้อโดยไม่มีช่องว่างสำหรับการถ่างราคา 

“ร้านนี้ผมชอบมากเลย ที่เขาเอาสาด (เสื่อ) วางไว้บนหลังคา คืออันเดียวกับที่อยู่ด้านบนร้านกาแฟ บางทีคนไปเห็นแล้วชอบก็มาซื้อ มันก็เหมือนเป็นโชว์รูมไปด้วย เพราะเห็นวิธีใช้มัน” ตุ้ยชี้ชวนให้เรามองขึ้นไปบนโครงไม้ไผ่ด้านบนของบูทขายสินค้า ม้วนเสื่อสานมือถูกวางเอาไว้บนนั้นเพื่อการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า แต่ก็พร้อมหยิบลงมาเมื่อมีคนถาม 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน
กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

เขาเล่าถึงแต่ละร้านให้เราฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย เพราะเชื่อว่างานทำมือแต่ละชิ้นมีคุณค่าและมีชิ้นเดียวในโลก การจิบกาแฟผ่านแก้วเซรามิกเลยไม่ใช่แค่การลิ้มรสเครื่องดื่ม แต่เป็นการสัมผัสประสบการณ์จากงานปั้นที่คราฟต์ผ่านมือของศิลปิน หรือแม้กระทั่งร้านแผ่นเสียงที่อาจไม่ใช่งานคราฟต์โดยตรง แต่เป็นของสะสมที่มีความรักอยู่ในนั้น ก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่มีคุณค่า สามารถแลกเปลี่ยนความสุขกันได้ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ 

ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ในชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่คนวัยเกษียณก็เป็นอีกกลุ่มที่เขาสนับสนุนให้มาขายในพื้นที่ เพราะมองว่าการได้ขายของที่ดีให้ลูกค้า รอยยิ้มที่ได้กลับมาทำให้รู้สึกมีคุณค่าและสุขใจ

มาหามิตร มหามิตร

“ฟีดแบ็กดี ถือว่าเกินคาดในส่วนคนสูงวัยที่เป็นคนท้องถิ่นเข้ามาเที่ยวเยอะมากเลย ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาชอบอะไร แต่สิ่งที่ผมรู้สึกผิดต่อเขามากคือ เราไม่ได้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงวัยเอาไว้มากนัก”

ตุ้ยเล่าถึงฟีดแบ็กหลังจากเปิดประตูต้อนรับแขกมาได้ยังไม่ถึงเดือนดี จากภาพตอนแรกที่คิดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน แต่กลายเป็นว่ากาดเกรียงไกรได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรุ่นใหญ่ด้วยเช่นกัน เลยตั้งใจว่าในอนาคตจะปรับปรุงพื้นที่ให้ทุกเพศทุกวัยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น 

“ผนังสีขาวเราจะชวนโรงเรียนในแม่ริมมาวาดภาพในหัวข้อ Unseen แม่ริม เพราะเราอยากให้คนได้รู้จักที่เที่ยวในเแม่ริมมากกว่าโป่งแยง ม่อนแจ่ม มันน่าจะมีมุมอื่นที่เปิดศักยภาพให้แม่ริม ผมว่ามีอะไรหลายอย่างที่ซ่อนอยู่” อดีตซีอีโอว่าพลางวาดมือให้เราดูกำแพงที่หมายตาเอาไว้ ตรงส่วนที่กั้นระหว่างกาดกับพื้นที่สำนักงานที่ใช้แพ็กผลิตภัณฑ์ 

เขาบอกว่าเขาเป็นคนเน้นฟังก์ชัน ไม่เน้นฟอร์ม เลยจัดวางอ่างล้างมือและถังขยะที่กำลังเซ็ตระบบแยกขยะทั้งหมด 6 ชนิดไว้ตรงกลางลานที่นั่ง เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานของทุกคน 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน
กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

นอกจากองค์ประกอบทางกายภาพแล้ว เรื่องผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกสิ่งที่นี่ส่งต่อความใส่ใจ

แพ็กเกจอาหารบางส่วนถูกเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น อย่างกระเทียมดอง ที่ส่วนใหญ่ใช้ทีละ 2 – 3 หัว ก็ทำเป็นแพ็กเล็กแยกไว้ในห่อใหญ่ เพื่อให้หยิบใช้งานสะดวกและเก็บได้นาน หรือแม้แต่ขวดน้ำดื่มของกาดเกรียงไกร เขาก็ไม่ปล่อยโอกาสไปง่าย ๆ ใส่แผนที่ท่องเที่ยวในแม่ริมไว้ในฉลาก เพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินทางต่อเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

เราไม่แน่ใจว่าในวันแรกว่าตุ้ยคิดถึงเรื่องการทำให้คนอื่นไว้แค่ไหน แต่หลังจากได้ใช้เวลาสำรวจพื้นที่กาดเกรียงไกร เรารับรู้ได้ถึงความใส่ใจในข้อที่ 5 แบบที่เขาตั้งปณิธานเอาไว้ผ่านหลายสิ่งที่ทำ และเชื่อว่าจะพัฒนาต่อยอดไปได้ดีขึ้นอีกเรื่อย ๆ ในอนาคต เลยอยากปักหมุดให้เหล่ามิตรที่มีโอกาสผ่านไปผ่านมาแถวแม่ริมแล้วยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มเที่ยวที่ตรงไหน ลองมาลิ้มรสชาติของเวลา ลองมาหามิตร ที่กาดเกรียงไกรมาหามิตร

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ฉัตรชัย วงค์เกตุใจ

อยากเรียนรู้การเกษตรปลอดภัย ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติกับครอบครัว และชอบออกกำลังกาย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load