ถ้าพูดถึงย่านที่คึกคักที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ชื่อหนึ่งที่คงถูกหยิบยกมาพูดถึงแน่ๆ ต้องเป็นซอยนานา ด้วยการเติบโตของร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี่ และอื่นๆ อีกมากมายในซอยที่มีชื่อเดิมว่าตรอกหมอ เพราะแต่เดิมเป็นย่านขายเครื่องยาจีนของเยาวราช แต่ผมก็ตระหนักได้ว่าแม้ตึกแถวเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาใหม่จนดูงดงามมากก็ตาม แต่กลับไม่มีร้านไหนที่ตกแต่งออกมาตามสัญชาติของตึกและย่านนี้เลย เรามีร้านที่ดูสวยแบบสแกนดิเนเวีย มีร้านตกแต่งสวยงามแบบไทย อีกฝั่งนึงก็มีหน้าตาราวกับอยู่นิวยอร์ก จนกระทั่งผมได้พบอาคารแห่งหนึ่งในซอยเดียวกันที่เป็นทั้งร้านอาหารกึ่งบาร์และห้องพัก ซึ่งตกแต่งโดยรักษาบริบทความจีนของย่านนี้ไว้ และยังทำได้ดูเป็นหมวยอินเตอร์อีกด้วย

ปาเฮ่า หรือ เบอร์แปด คือชื่อของอาคารนั้น

และนี่คือการพูดคุยกับ ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล ผู้ออกแบบและสร้างห้องเบอร์แปดนี้ขึ้นมา

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์หนึ่ง : พบเจอ

“เรื่องของเรื่องเริ่มมาจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่บังเอิญเจอตึกแถวประกาศให้เช่าในซอยนานา เลยเกิดการคุยกันในหมู่เพื่อนๆ ที่อยากทำอะไรร่วมกัน ไอเดียที่สอดคล้องกันพอดี คือโฮสเทลและร้านอาหาร จนทำให้เกิดเป็นการปรับปรุงตึกแถวเก่าที่จี๊นจีนห้องนี้ให้กลายมาเป็นห้องพักและร้านอาหารแบบจีนร่วมสมัยขึ้นมา

“ตึกแถวย่านนี้เป็นตึกแถวแรกๆ ของกรุงเทพฯ คนที่อยู่แถวนี้เป็นคนจีนทั้งหมด ร้านค้าทั้งหมดบนถนนสายนี้เป็นที่ขายยาสมุนไพรจีน ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่ 2 – 3 แห่งเท่านั้นที่ยังขายอยู่ ถ้าไปอยู่ที่ชั้นสี่เราจะยังได้กลิ่นยาจีนอยู่เลย”

ทอพซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนและสถาปนิกผู้ออกแบบและรีโนเวตอาคารเล่าเบื้องหลังก่อนปรับปรุงตึก

“เอาจริงๆ แล้วทุกคนที่มาทำต่างก็ไม่ได้เชื่อมั่นในทำเลตรงนี้เลย แต่ตอนนั้นบาร์ ร้านอาหาร และคาเฟ่ ในละแวกนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มีคนมาอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีที่พักเกิดขึ้นในละแวกนี้เลย ด้วยราคาค่าเช่าและปัจจัยหลายอย่าง เรารู้สึกว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ ก็คงจะไม่ได้ทำอีกแล้ว”

หลังจากที่ได้ทำสัญญาเช่าเรียบร้อย ทอพก็เข้ามาดูหน้างานเพื่อเตรียมออกแบบ

“สภาพแรกของตึกในตอนนั้นโทรมมาก เพราะถูกต่อเติมกลายเป็นโกดังเก็บของ ทุกๆ ชั้นถูกกั้นผนัง ซอยเป็นห้องทึบๆ ที่ไม่มีหน้าต่างหรือช่องแสงเลยแม้แต่ช่องเดียว ห้องน้ำก็ไม่ได้มีทุกชั้น ที่มีก็อยู่ในซอกท้ายตึกก็อับๆ ชื้นๆ สีภายในทั้งหมดก็สภาพร่อนๆ เปื่อยๆ เรียกว่าไม่มีความมั่นใจอะไรเลยว่าสุดท้ายตึกนี้จะออกมาเป็นยังไง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

二 เบอร์สอง : ชีวิตในแผ่นกระดาษ

“ผมเริ่มต้นรีโนเวตด้วยการวางแปลนจากสภาพโครงสร้างที่เห็นทั้งหมดก่อน เพราะถ้าไม่มีแปลนแล้วมันทำอะไรต่อไม่ได้ การทำแปลนไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเขียนภาพด้านบนอย่างเดียว แต่มันคือการออกแบบชีวิตที่จะมาอาศัยอยู่ในตึก ถ้าชีวิตมันอาศัยอยู่ในตึกได้ ทุกอย่างก็จะไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องการตกแต่งค่อยๆ เกิดขึ้นหลังจากที่เรารื้อของด้านในออกทีละนิดทีละหน่อย เพราะพอเรารื้อออกมาเจอของด้านใน บางทีโครงสร้างเก่าหรือการตกแต่งเดิมมันเจ๋ง เราก็เริ่มต่อยอดจากของที่เรามีแทน

“งานรีโนเวตมันอาศัยการที่เรามาอยู่ มาเห็นมันบ่อยๆ ตลอดเวลาที่ทำ ด้วยความที่ตึกนี้มันตั้งอยู่ในย่านคนจีน เวลาเรารีโนเวตตึกขึ้นมาใหม่ มันเหมือนเอาชีวิตมาใส่ลงในตึก ผมมองว่ามันเหมือนการฝังเข็ม เป็นการรักษาแบบหนึ่ง ถ้าเป็นหมอฝรั่งมาเห็นตึกนี้ก็คงต้องผ่าตัดใหญ่ เปลี่ยนและรื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หมอคนจีนใช้วิธีฝังเข็ม เริ่มแรกหมอจะเอามือมาจับชีพจรแล้วบอกว่าเลือดลมเราเดินดีหรือไม่ดี แล้วจะฝังเข็มแก้ปัญหาให้เราเป็นจุดๆ ไป วิธีรีโนเวตตึกนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน อย่างชั้นสาม หน้าต่างเดิมมันเล็ก ผมก็ทุบเอาแค่จุดนั้นออก เปลี่ยนเป็นหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่รื้อออกไปหมดทั้งแผง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

三 เบอร์สาม : ด้วยความบังเอิญ

จากแผนตอนแรกที่จะทำโฮสเทล ทุกชั้นจะถูกซอยเป็นห้องๆ แต่ละห้องก็จะมีเตียง 2 ชั้นเรียงเป็นแถวๆ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดหลังจากที่ผู้รับเหมาเข้ามารื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องเดิมๆ อยู่ และบังเอิญเจอโครงบันไดเก่าของเดิมของตึก

“พอเสร็จจากการทำแปลนปุ๊บ ทางเราก็เรียกผู้รับเหมาเข้ามาดูหน้างานแล้วก็เริ่มก่อสร้างจริง พอช่างได้รื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องออกไปเท่านั้นแหละ เราก็เห็นพื้นที่โล่งโปร่งของชั้นสองมีพื้นไม้สักเดิมของตึกและโครงบันไดเก่าของเดิมที่ถูกผนังปิดทับเอาไว้ ซึ่งสภาพมันสวยมากๆ”

การค้นพบใหม่ทำให้การกั้นห้องใหม่ลำบาก ประกอบกับสถาปนิกเสียดายความสวยของบันได คอนเซปต์การทำโฮสเทลจึงถูกทบทวนใหม่อีกครั้ง

“ทีแรกก็เราก็คิดกันว่าชั้นสองไม่ทำเป็นโฮสเทลแล้ว จะทำเป็น Co-living Space แทน ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับขึ้นมานั่งพักผ่อน ชาร์จมือถือ ดูหนัง นั่งเล่นเกม คุยกับเพื่อน แล้วก็ซื้อเครื่องดื่มอาหารของเรา แต่พอมองว่ามันเป็นที่พัก เราก็อยากให้แขกที่มาพักใช้พื้นที่มากกว่า ก็เลยทำชั้นสองให้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น แล้วปรับชั้นสามและสี่ที่เป็นห้องพักเดี่ยว ส่วนหนึ่งเพราะที่พักละแวกนี้มีแต่โฮสเทลราคาถูก ไม่มีห้องพักที่อยู่สบาย มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางแบบนี้ พอเป็นห้องพักที่มีบริการเพิ่มขึ้น เราก็สามารถตั้งราคาสูงกว่าโรงแรมอื่นๆ ได้อีกด้วย”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

四 เบอร์สี่ : ความคิดในห้องพัก

“ทำเลที่ตั้งตึกเราอยู่ในซอยนานา ซึ่งเป็นถนนที่ตัดแยกมาจากวงเวียน 22 กรกฎาคม วงเวียนนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบๆ ร้อยปีที่แล้วเพื่อเป็นอนุสรณ์การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของสยาม เลยมีถนน 3 สายที่ตัดขึ้นมาพร้อมกับการสร้างวงเวียน คือไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ สันติภาพ รวมกันทั้งสามสายจะได้ความหมายว่า ไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้เกิดสันติภาพ

“เราเลยหยิบชื่อถนนทั้งสามสายนี้มาตั้งเป็นชื่อห้องพักของเรา ได้แก่ มิตรพันธ์ ไมตรีจิต สันติภาพ โดย มิตรพันธ์ คือชื่อของพื้นที่ส่วนกลางชั้นสอง เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้คนมาอยู่ร่วมกัน เป็นมิตรกัน ไมตรีจิตคือห้องชั้นสาม ซึ่งผนังกั้นห้องพักกับห้องน้ำเป็นกระจกใสมองทะลุได้ ส่วนห้องชั้นสี่ได้ชื่อสันติภาพ เพราะดูผ่อนคลายที่สุด มีหน้าต่างใหญ่เห็นวิวชัดเจน และมีระเบียงออกไปนั่งเล่นได้”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ประสบการณ์การออกแบบรีสอร์ทและโรงแรมทำให้สถาปนิกหนุ่มรู้ว่าการออกแบบที่พักแตกต่างกับการออกแบบบ้าน เพราะต้องออกแบบประสบการณ์อยู่อาศัยให้แตกต่างออกไป

“เวลาผมออกแบบโรงแรมสมัยที่ยังทำงานอยู่ออฟฟิศสถาปนิกจะต้องคิดเรื่องพวกนี้กันเสมอ การออกแบบห้องพักให้ผนังกั้นห้องนอนกับห้องน้ำเป็นกระจกใสที่ดูโป๊ๆ เปลือยๆ ไม่มีในบ้าน แต่มันจำเป็นมากสำหรับโรงแรม เพราะให้ประสบการณ์แปลกใหม่แก่ผู้มาพัก เจ้านายผมในสมัยนั้นมักจะถามผมเสมอว่า คนมาพักจะไปมีอะไรกันตรงไหนวะ? (หัวเราะ) คือไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่มันสำคัญกับการออกแบบโรงแรมจริงๆ”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

五 เบอร์ห้า : รักษาภายนอก

“ด้วยความที่ผมเรียนสถาปัตย์มา ผมเลยค่อนข้างเคารพบริบทและประวัติศาสตร์ของย่านนี้มาก ตึกตึกนี้เป็นตึกแถวยุคที่ 2 ของกรุงเทพฯ คือประมาณ 60 – 70 ปีก่อน ตอนแรกมันเป็นตึก 3 ชั้น ทีนี้คนเช่าก่อนหน้านี้เขาต่อเติมให้มันกลายเป็นตึก 4 ชั้น แล้วผมเกลียดการต่อเติมตึกอยู่แล้ว เพราะมันทำให้ตึกมีสัดส่วนแปลกไป เวลามองจากด้านนอกชั้นสามกับชั้นสี่ที่ต่อเติมเพิ่มดูน่าเกลียด มันยื่นสูงกว่าแนวตึกอื่นๆ ในละแวกนี้ทั้งหมด ผมเลยต้องทำให้ตึกมันกลับไปหาหน้าตาเดิมๆ บริบทเดิมๆ คือด้านในอาคาร การตกแต่งของเราจะแปลกยังไงก็ได้ เราเอาชีวิตในยุคนี้ของเราใส่เข้าไป แต่ด้านนอก ผมหาวิธีปิดชั้นสามกับชั้นสี่ให้มองจากด้านหน้าแล้วดูกลมกลืนกับตึกข้างๆ ให้มากที่สุด”

ทอพแก้ไขปัญหาด้วยการให้ช่างไปวัดและสั่งทำหน้าต่าง 2 ชั้นล่างให้เป็นแบบเดียวกับตึกฝั่งตรงข้าม ส่วนชั้น สามและสี่ก็พยายามทำให้มองจากภายนอกแล้วมองไม่ค่อยเห็น โดยปลูกต้นไม้บนชั้นสี่ให้เลื้อยลงมาคลุมปิดชั้นสามไว้ ถ้าดูจากภายนอกเราก็จะไม่ค่อยเห็น 2 ชั้นที่ต่อเติมไปสักเท่าไหร่

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

六  เบอร์หก : การตกแต่ง

“หุ้นส่วนแต่ละคนมีรสนิยมและความชอบไม่เหมือนกันเลย เรามีวิธีการแก้ปัญหาคือให้แต่ละคนเอารูปของที่ตัวเองชอบมาวางกองกันตรงกลาง แล้วหยิบมาวางไว้ในแต่ละห้อง ดูว่าแต่ละคนอยากให้มีอะไรอยู่ตรงไหนกันบ้าง มันเลยไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนหรือมีสไตล์ที่เรียกได้เต็มปาก แต่มันกลายเป็นบ้านที่เราทุกคนเข้ามาอยู่แล้วสบายใจเท่านั้นเอง

“โชคดีอีกอย่างคือหุ้นส่วนของเราคนนึงสะสมเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่สมัยที่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก เขามีเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ มากมาย รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นด้วย ผมเลยหยิบเอาของเหล่านี้มาใช้ในส่วนห้องพัก ซึ่งสร้างบรรยากาศไปกันได้ดี ความโชคดีอีกอย่างนึงก็คืองบประมาณที่จำกัด เราไม่สามารถไปหาวัสดุอื่นมาปิดผนังตรงโถงบันไดได้ การทาสีเฉยๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจ ผมเลยเลือกให้ช่างกะเทาะปูนที่ผนังออกให้เห็นเป็นแนวอิฐเปลือยแทน ซึ่งทำออกมาได้สวยและสร้างคาแรกเตอร์ให้กับตึกได้ดีมาก”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

七  เบอร์เจ็ด : ร้านอาหาร

ความโดดเด่นของตัวร้านอาหารและบาร์ด้านล่างนั้น ส่วนหนึ่งคงต้องให้เครดิตกับการเลือกใช้หินขัดเป็นส่วนประกอบของบาร์และที่นั่งด้านติดหน้าต่างทั้งหมด แม้หินขัดอาจดูเชย ตลก และประหลาด พอสมควรในยุคนี้ แต่ Ba hao หยิบวัสดุนี้มาสร้างความเก๋ได้อย่างลงตัว

“ด้วยความที่เราขายอาหารจีน เครื่องดื่มก็เป็นแบบจีนๆ เราคิดถึงวัสดุที่ฮิตมากในสมัยก่อนอย่างหินขัด คือคนสมัยนี้คิดว่าหินขัดมันดูไร้รสนิยม ดูจน เพราะมันติดมากับตึกแถว แต่คุณไม่รู้หรอกว่าในสมัยก่อนตึกแถวแพงมาก การสร้างตึกแถวของยุคก่อนก็ตั้งใจทำมากๆ พื้นหินขัดเป็นพื้นที่คุณภาพดี ทนทานสุดๆ พื้นแบบนี้มีขั้นตอนการทำเยอะ ต้องใส่ใจในการทำ หาช่างทำก็ยาก และราคาก็ถือว่าแพง ตารางเมตรหนึ่งก็หลายพันบาท แต่กลายเป็นว่าคนสมัยนี้รู้สึกว่ามันจน ผมเลยรู้สึกว่าอยากใช้หินขัด อยากให้คนเห็นว่าจริงๆ หินขัดก็ทำของที่ดูสวยงามได้ แต่เงินเราไม่ได้มีมากพอ เลยมาคิดว่าจะเลือกใช้หินขัดกับบางส่วนเท่านั้น อย่างบาร์ ม้านั่งหน้าร้าน เคาน์เตอร์ห้องน้ำ แล้วก็ใช้เป็นสีน้ำเงินที่ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไหร่”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ทอพเสริมหลักการออกแบบบาร์อีกว่าต้องเริ่มต้นด้วยการวางตำแหน่งครัวกับบาร์ก่อน เพราะสองสิ่งนี้คือหัวใจหลักของร้านอาหารที่จะกำหนดการสัญจรและรูปแบบทั้งหมดของร้าน ทางทีมงานเลือกตำแหน่งวางกันหลากหลาย ก่อนสรุปตำแหน่งโดยอิงจากการสัญจรของคนและรถที่ผ่านถนนหน้าร้าน

ถ้าเราขับรถผ่านจะเห็นบาร์เป็นสิ่งแรกของร้าน และเห็นบันไดเป็นอย่างที่สอง ส่วนด้านในสุดของร้านที่มืดทึบ สถาปนิกคิดถึงการติดไฟเพื่อให้คนมองเห็นด้านในร้านจากภายนอก ก็เลยมาลงตัวที่การติดไฟนีออนไว้ที่ด้านใน เพราะตัวคานด้านบนช่วยสะท้อนแสงไฟลงมาด้านล่างอีกที และใช้ประตูห้องน้ำทองเหลืองขัดด้านล่างไฟนีออนช่วยสะท้อนแสงไฟซ้ำเพื่อทำให้ร้านดูมีมิติ

ส่วนเรื่องเสียงรบกวนจากบาร์ที่อาจจะส่งผลถึงตัวห้องพัก พื้นที่ชั้นสองที่เป็นห้องนั่งเล่นช่วยทำหน้าที่กันเสียงขึ้นไปรบกวนห้องพักด้านบน ทีแรกทีมงานกังวลว่าแขกที่มาพักอาจจะบ่นว่าการกลับขึ้นห้องพักนั้นไม่สะดวกเพราะต้องเดินผ่านบาร์ช้นล่าง แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่คนมาพักได้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของร้าน และมานั่งเล่นที่ร้านอาหารข้างล่างกันเป็นประจำ

นอกเหนือจากการตกแต่ง ตัวอาหารที่เสิร์ฟนั้นก็ปรับปรุงหน้าตาให้งดงามเก๋ไก๋ด้วยเช่นกัน อย่างปาท่องโก๋ผัดพริกเกลือ เครปไส้ฟองเต้าหู้ราดซอสพริกเสฉวน พลิกโฉมให้หน้าตาคล้าย wrap ของทางเม็กซิกัน และบัวลอยน้ำขิงที่แยกบัวลอยกับน้ำขิงออกจากกัน เป็นต้น

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์แปด : หนักใจ

ปัญหาหลักๆ ของการรีโนเวตคงหนีไม่พ้นเรื่องคลาสสิกของการซ่อมบ้านคือเรื่องผู้รับเหมาหนีงาน แม้หุ้นส่วนของที่นี่จะเป็นสถาปนิกอยู่แล้วก็ตาม ตามกำหนดการตึกนี้ควรเปิดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน แต่พอเจอผู้รับเหมาหนีงาน ก็ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดมา 1 ปี

ปัญหาถัดมาหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จคือเรื่องความร้อน ทางสถาปนิกคำนวณเลือกแอร์ให้มีขนาด BTU เหมาะกับพื้นที่ ผสมกับการที่อาคารหลังนี้นั้นเป็นอาคารที่ก่อสร้างแบบ Wall Bearing หรือใช้ผนังรับแรง (เสาทุกต้นในอาคารนั้นเป็นเสาที่ช่างปั้นปูนขึ้นมาเพื่อตกแต่งเฉยๆ) ตัวผนังจึงหนาระดับ 20 – 30 เซนติเมตร และควรจะกันความร้อนได้ดี แต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดให้บริการไปช่วงหนึ่งก็ต้องติดแอร์เพิ่มให้กับทุกชั้นอีกที เพื่อให้ทุกห้องเย็นสู้ความร้อนของกรุงเทพฯ ในยุค 2017 ได้

หลังการพูดคุยและนั่งเล่นอยู่ในห้องเบอร์แปดมาเต็มวัน เห็นทั้งร้านอาหารและห้องพักด้านบนทั้งหมด ผมรู้สึกเหมือนได้รับการปรับทัศนคติใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเป็นจีนที่เรามองข้ามมันไป ที่จริงแล้วมันก็สามารถทำให้เก๋ได้ คูลได้ ไม่แพ้สไตล์แบบอื่นๆ ถ้าใครมีโอกาสผ่านมาย่านนี้แล้วอยากพบเจอประสบการณ์จีนๆ แบบนี้ก็ขอเชิญมาที่ห้องเบอร์แปดนี้นะครับ

谢谢 เซี่ยเซี่ย

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
 

ระยะเวลารีโนเวต: 1 ปี
สถาปนิก: ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล

ที่อยู่ 8 ซอยนานา ถนนไมตรีจิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
ร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการ 18.00 – 24.00 น.
ติดต่อสอบถาม 081-454-4959

www.ba-hao.com
Facebook: Ba hao 八號

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

ก่อนหน้านี้ถนนหลวงบริเวณห้าแยกพลับพลาชัยถือเป็นแหล่งรวมตัวของร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่มากมายหลายร้าน (มีบางร้านได้รับชื่อแนะนำไว้ในมิชลินไกด์ด้วยนะ) จนเรียกได้ว่าเมกกะของก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เลยก็ว่าได้

แต่เมื่อสัก 2 ปีก่อนในช่วงที่คนไทยเริ่มตื่นตัวกับคราฟต์เบียร์ มีบ้านหลังเล็กๆ บนถนนสายนี้ที่อาจหาญเปิดเป็นร้านคราฟต์เบียร์ทำเองชวนให้ผู้คนหลากหลายได้มาลองชิมเบียร์รสแปลกๆ แบบที่ไม่เคยได้ลองชิมมาก่อน จนเริ่มเกิดการยอมรับคราฟต์เบียร์ขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องเกินเลยถ้าจะบอกว่าวงการคราฟต์เบียร์มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะร้านนี้แหละ ร้านที่มีชื่อเกี่ยวกับความตายที่ฟังแล้วไม่ค่อยจะสบายหูสักเท่าไหร่ นั่นก็คือ LET THE BOY DIE ซึ่งมาจากวลีว่า Let the boy die, let the man be born จากการที่ผู้ก่อตั้งตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเริ่มอาชีพใหม่เป็นคนทำคราฟต์เบียร์และร้านนี้

LET THE BOY DIE

LET THE BOY DIE

หลังจากเปิดประตูให้ผู้คนมากมายได้เดินเข้ามาลิ้มลองเบียร์รสชาติใหม่ๆ ได้ไม่นาน เจ้าเด็กคนนี้ก็ตายหายไปจากถนนสายนี้จริงๆ เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำของคนที่เคยมาแวะเวียนมาอยู่เป็นประจำเท่านั้น แต่ข่าวดีก็คือตั้งแต่วันนี้ไป LET THE BOY DIE ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่แล้วเป็นที่เรียบร้อย และนี่ก็คือเรื่องของการคืนชีพของเด็กคนนั้น

ร้าน LET THE BOY DIE ไม่ได้ปิดกิจการเพราะเหตุผลด้านธุรกิจ แต่ประเด็นหลักคือ เรื่องของเสียงที่ดังรบกวนเพื่อนบ้าน ทำให้ คุณเปี๊ยก-พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์ ผู้ก่อตั้งร้าน LET THE BOY DIE และผู้ก่อตั้งคราฟต์เบียร์ชื่อ Golden Coins ตัดสินใจปิดร้านที่ถนนหลวง แล้วไปเปิดร้านที่เอกมัยแทน ในใจคุณเปี๊ยกยังคงคิดถึงทำเลแถวบ้านของตัวเองบนถนนสายนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งได้มาเจอกับตึกแถวห้องคู่ที่อยู่ตรงข้ามแบบเยื้องๆ กับร้านเดิม เลยตัดสินใจเปิดร้าน LET THE BOY DIE  ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

LET THE BOY DIE

ผมเดินเข้ามาในตึกแถวอายุกว่า 60 ปีที่เป็นที่ตั้งใหม่ของร้าน บรรยากาศภายในร้านเป็นแสงสลัวๆ มีแสงไฟจากหลอดไส้สีอุ่นบนโคมไฟเพดานกระจายอยู่เป็นจุดๆ ทั่วทั้งร้าน ผนังอิฐก่อหยาบๆ ทับไปบนผนังเดิมของอาคารให้บรรยากาศดิบๆ โดยรวมๆ ให้ความรู้สึกสบายๆ ไม่ต้องเกร็งเวลาที่เดินเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่เห็นตอนเดินเข้ามาก็คือ โต๊ะยาวสำหรับให้คนที่มาได้มานั่งจอยกันได้ ซึ่งเป็นเหมือนจุดเด่นของร้านเดิม แถมยังยาวกว่าเดิมอีกด้วย ด้านหลังสุดเป็นผนังขาวโล่งสะดุดตาด้วยหัวก๊อกสำหรับกดเบียร์สดเรียงรายกันเป็นแถวยาว กระดานดำด้านบนบอกให้เรารู้ว่าที่ร้านนี้มีเบียร์ต่างๆให้ชิมกันมากถึง 12 ชนิด (จากร้านเดิมที่มีเพียงแค่ 6 ชนิด) ผมมีนัดกับคุณเปี๊ยกเพื่อพูดคุยถึงการรีโนเวตร้านนี้กลับมา

LET THE BOY DIEtap beer

LET THE BOY BE BORN

ในยุคแรกเริ่มของคราฟต์เบียร์ แทบทุกแบรนด์ทำเบียร์กันเองแบบที่ลองผิดลองถูก หลายคนใช้วิธีทำเบียร์บรรจุขวดไปฝากขายตามร้านต่างๆ ก่อนจะค่อยๆ หาลู่ทางขยับขยาย แต่คุณเปี๊ยกเลือกที่จะเปิดหน้าร้านขึ้นมาเลย ผมถามคุณเปี๊ยกไปว่าการตัดสินใจเปิดเป็นหน้าร้านมันมีความสำคัญยังไงบ้างกับตัวคนทำเบียร์ 

“มันเหมือนเป็นสนามทดลองให้เรา เพื่อให้เราพัฒนาคุณภาพเบียร์ของเราให้ไปได้ไกลขึ้น ความสำคัญที่สุดของร้านนี้คือการสื่อสารกับผู้คน ถ้าเราเป็นคนทำเบียร์ไปวางขายตามร้านหรือซูเปอร์มาร์เก็ต คนจะรู้จักข้อมูลเกี่ยวกับเบียร์ผ่านแค่ทางฉลากที่พันขวดอยู่แค่นั้น ตัวนี้แอลกอฮอล์สูง หรือเบียร์ดำแค่นั้น แต่การจะสื่อสารให้ความรู้ว่าเบียร์แต่ละประเภทมันแตกต่างกัน ทำไมตัวนี้ขม ทำไมเบียร์แบบเดียวกันรสชาติไปกันคนละทาง มันก็ทำได้แค่ในวงแคบๆ แล้วการพัฒนาคุณภาพของเราก็ไปได้ยาก แต่พอมาเปิดร้านก็ได้เจอและพูดคุยกับลูกค้าจริงๆ ได้ให้ความรู้ว่าทำไมกลิ่นมันไม่เหมือนกันทั้งที่เป็นเบียร์ประเภทเดียวกัน คุณภาพของเบียร์ที่ดีจะวัดกันยังไง นี่คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดร้านขึ้นมา”

tap beer

เบียร์

LET THE BOY DIE 2

เวลาที่ได้มาสัมภาษณ์การรีโนเวตที่เจ้าของกิจการนั้นๆ เป็นสถาปนิกหรือนักออกแบบ ผมมักจะสนใจในเรื่องของการออกแบบตกแต่งหรือสไตลิ่งเป็นพิเศษ เพราะสถาปนิกและนักออกแบบเป็นอาชีพที่ต้องบริการผู้อื่นด้วยการออกแบบ งานออกแบบที่เหล่านักออกแบบอยากทำแต่ถ้าลูกค้าไม่ชอบก็จะไม่มีทางได้ทำออกมา พอมาทำอะไรของตัวเองก็ถือเป็นโอกาสดีที่ตัวเองจะได้ปล่อยของ

ผมมองบรรดาแผ่นไม้เก่าขึ้นเสี้ยน ขาเหล็กที่เชื่อมติดกันแบบไม่ได้เนี้ยบเป๊ะแต่แข็งแรง ไปจนถึงผนังอิฐมอญที่ก่อแบบหยาบๆ ก่อนจะถามคุณเปี๊ยกถึงที่มาของการตกแต่งภายในที่ดูดิบๆ แบบนี้

LET THE BOY DIE

“เบียร์มันง่ายครับ” คือคำตอบแรกที่คุณเปี๊ยกพูดออกมา ก่อนจะอธิบายต่อว่า เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่เหมือนไวน์หรือเหล้า ไม่มีพิธีรีตองมากมายนัก กินคู่กับอาหารอะไรก็ไม่มีผิดถูก กระบวนการหมักก็ง่ายไม่ซับซ้อน ไม่ได้ใช้เวลานานเป็นปีๆ ในการหมัก

“มันเป็นความสุขพื้นฐานของคนเลยนะ เหมือนกับเป็นจุดเริ่มของคำว่า ชิลล์ เลยนะ เราหยิบเบียร์แช่ในถังน้ำแข็ง ทำงานมาเหนื่อยๆ นั่งจิบเบียร์เย็นๆ ก็มีความสุขแล้ว อย่างสปอร์ตบาร์ของฝรั่งเนี่ย มันก็มีแค่เปิดบอลให้ดูพร้อมกับขายเบียร์ คนก็เข้ามาดูบอลกินเบียร์คุยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่คราฟต์เบียร์ซับซ้อนกว่าเบียร์ปกติมาก มันมีความพิถีพิถันมากขึ้น พอเรามาทำร้านเลยคิดถึงสิ่งอื่นที่มากกว่าไปกว่าการมีฟุตบอลให้แขกดู หรือมีโต๊ะพูลให้เล่น ร้านของเราเชื่อมั่นอยู่เสมอในเรื่องของ good beer, good music, good food และ community เราก็เลยมีหุ้นส่วนใหม่ในร้านอย่างคุณปอจากร้าน Meat & Bones มาเป็นคน set up เมนูให้ หรืออย่างดนตรีเราก็มีเวที มีเครื่องเสียงที่มันเป็นที่เป็นทางมากขึ้นกว่าร้านเดิม ทั้งหมดนี้คือแกนหลักของมัน”

LET THE BOY DIE

“ในด้านของการออกแบบร้านนี้ ด้วยความที่ชื่อร้านมันตรงไปตรงมา มีความใต้ดินนิดๆ เหมือนกับเบียร์นี่ล่ะครับ เบียร์ก็มีความตรงไปตรงมาของมัน ร้านนี้เลยออกแบบมาภายใต้บรรยากาศแบบนั้น คือมีบรรยากาศที่สบายๆ ดิบๆ หน่อย แต่ฟังก์ชันมันยังสื่อสารกับลูกค้าได้อยู่ ส่วนเฟอร์นิเจอร์คนภายนอกอาจจะเห็นว่ามันคือดีไซน์แบบ Industrial หรือแบบ Rustic ส่วนตัวของผม ผมมองที่นี่เป็นเหมือนฐานทัพของเรา วัสดุที่เราเอามาใช้ต้องใช้งานได้จริงๆ และต้องประหยัดที่สุด ผมไม่อยากเสียงบไปกับการตกแต่งให้มันสวยไปเปล่าๆ แต่ไม่มีประโยชน์การใช้งาน ถ้าดูพวกขาโต๊ะขาเก้าอี้ทั้งหมดมันจะมีแค่สองขา น็อตที่ยึดก็มีเท่าที่จำเป็น โจทย์ที่เรามีคือจะทำยังไงให้ใช้วัสดุน้อยที่สุด โดยที่มันจะยังเป็นโต๊ะอยู่และใช้งานได้ดี ไม้ท่อนหนึ่งจะผ่าออกมายังไงให้เป็นได้ทั้งที่นั่งและโต๊ะ คือเป็นการใช้วัสดุที่น้อยที่สุดแต่ใช้งานได้จริง แล้วมันก็ออกมาเป็นรูปแบบของมันเองตามที่เห็น”

ผมหันไปมองบรรดาโต๊ะสองขาในร้านรอบๆ ตัว และเหล่าม้านั่งทั้งหลาย พร้อมกับนึกถึงประโยคอมตะของเหล่าสถาปนิกและนักออกแบบแห่งช่วงศตวรรษ 20 ขึ้นมาทันทีว่า FORM FOLLOWS FUNCTION ก็คงเริ่มต้นด้วยวิธีคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน

LET THE BOY DIELET THE BOY DIE

LET THE BOY MEET THEIR FRIENDS

ของสิ่งแรกที่เวลาเดินเข้าไปแล้วจะเจอ ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านเก่าหรือร้านใหม่นี้ คือโต๊ะยาวๆ ที่อยู่หน้าร้าน ชื่อของมันคือ communicate table เป็นสิ่งที่คุณเปี๊ยกเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อตอนที่เปิดร้านครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน ในร้านใหม่โต๊ะตัวที่ว่ายังคงอยู่ และยาวขึ้นกว่าเดิมอีก ผมได้ถามถึงความหมายของโต๊ะตัวนี้

“คราฟต์เบียร์เป็นของที่ใหม่มากในโลกใบนี้ อะไรก็ตามที่เป็นของใหม่มันต้องการการยอมรับ ของใหม่ที่ไม่ได้รับการยอมรับจะกลายเป็นของที่ดูสะเหร่อ แต่ถ้าเป็นของใหม่แล้วคนมียอมรับ มันจะต้องมีรากที่ลึกและแข็งแรง การสร้างรากให้กับสิ่งหนึ่งต้องใช้สิ่งที่เป็นวัฒนธรรม อะไรที่เป็นวัฒนธรรมมันก็จะไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่สิ่งที่มาแล้วไป ร้าน LET THE BOY DIE พยายามสร้าง culture หรือวัฒนธรรมมาโดยตลอด ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการออกแบบร้าน การบริการ ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างคนที่มากินเบียร์ที่ร้าน ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเราไม่คิดค่าบริการ เพราะทุกคนต้องเดินไปสั่งเบียร์เองที่เคาน์เตอร์ สั่งเสร็จ จ่ายเงิน ก็หยิบเบียร์กลับมาเอง คนได้เดินไปมาในร้านบริการตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันเป็นวัฒนธรรมที่ใหม่ในบ้านเรา พอเราสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ คนก็จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเอง พอร้านใหญ่ขึ้น โต๊ะ community ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านก็ใหญ่ขึ้นด้วย เวลาคนที่มาร้านเรา เราก็อยากให้เขาได้เจอคนอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่มากินเบียร์นั่งฟังเพลงกันอยู่แค่สองสามคน แต่เราไมไ่ด้คาดหวังว่าจะต้องรู้จักกันแลกเบอร์ไปเที่ยวด้วยกันต่อ เราแค่อยากเห็นคนนั่งอยู่ร่วมกัน กินเครื่องดื่มแบบเดียวกัน อาจจะแชร์กันว่าชอบไม่ชอบอะไรกับเบียร์ที่ตัวเองกินอยู่บ้างนิดหน่อย อะไรแบบนั้นน่ะครับ มันเหมือนเป็นบรรยากาศรวมๆ ที่มีจุดร่วมเดียวกันอะไรแบบนั้น”

LET THE BOY DIELET THE BOY DIE

LET THE BOY BE BORN AGAIN

ผมถามคุณเปี๊ยกว่าเห็นหรือเชื่ออะไรในทำเลบริเวณตรงนี้ บริเวณที่ไม่ได้โดดเด่นหรือพิเศษอะไรในสายตาของคนทั่วๆ ไปแบบผม

“ผมไม่ได้เลือกที่จากทำเลที่ตั้งหรืออะไรหรอกครับ มันคือความผูกพันกับคนแถวนี้ ผมเติบโตขึ้นมาในละแวกย่านนี้ก็เลยอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่เราชิน ถ้าให้ผมไปเปิดที่ซอยนานา ตรงเยาวราชที่แม้จะอยู่ใกล้ๆ กันนี้เองผมก็ไม่ไปหรอก ผมไม่รู้สึกว่าเป็นที่ของเรา แล้วคนที่อยู่แถวละแวกนี้เค้าชื่นชอบและรัก LET THE BOY DIE มากๆ จริงๆ อย่างร้านของชำแถวนี้เขาก็ขายของได้เพิ่มขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ก็มีคนมากินเยอะขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตรงนั้นก็ขายได้ เขาก็ชื่นชมที่เรากลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง

ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงชื่นชม ก็คงเพราะย่านนี้ในสายตาคนอื่นๆ อาจจะเป็นย่านที่ไม่ค่อยมีคุณค่ามานานแล้ว หลังจากเราเปิดร้านมันก็มีคุณค่าอีกครั้ง มีคนมาเยอะขึ้น สำคัญมากนะครับคนที่จะรีโนเวตพื้นที่ ถ้าคุณไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบๆ ตรงนั้น ต่อให้คุณทำออกมาสวยแค่ไหน ขายดีแค่ไหน ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อมองไปในบริบทรอบข้าง คนที่อยู่แถวๆ นี้เวลาเจอผมเขาก็อวยพรให้เราขายดีๆ คนเยอะๆ อยู่เสมอ  นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผมอยากกลับมาเปิดร้านในละแวกนี้ ละแวกที่เติบโตมา”

LET THE BOY DIE

LET THE BOY DIE

หลังจากประตูร้านเปิดออก ผมนั่งอยู่ที่มุมร้านคอยมองดูผู้คนเดินผ่านเข้าออก พร้อมๆ กับที่อาเจ็กอาซ้อในบริเวณใกล้เคียงที่เดินออกมาทักทายคุณเปี๊ยกเป็นระยะ แววตาและสีหน้าบนใบหน้าของคนแถวนั้นบอกผมว่าพวกเขาดีใจที่เห็นเด็กคนนี้กลับมามาชีวิตอีกครั้งจริงๆ เช่นเดียวกับคนอีกมากมายที่เดินเข้าออกร้านในคืนวันนี้ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกที่เราจะเห็นการรีโนเวตซึ่งทำให้ชุมชนที่เงียบเหงากลับมาคึกคักได้อีกครั้งแบบนี้ ผมเลยขอหันไปสั่งเครื่องดื่มด้านหลังมาจิบสักหน่อย เพื่อฉลองให้กับการได้เห็นเรื่องที่ดีๆ ในคืนนี้ 🙂

คราฟต์เบียร์

LET THE BOY DIE

Facebook | Let The Boy Die

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load