3 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก (World Wildlife Day) เพื่อเตือนให้ผู้คนในโลกหันมาสนใจเพื่อนร่วมโลกจำนวนมากที่กำลังสูญพันธุ์ลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในบ้านเรา จะรู้จักกันดีกับคำว่า สัตว์ป่าสงวน

สมัยเป็นเด็ก เวลานึกถึงสัตว์ป่าสงวน เรามักจะคิดว่า เป็นสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปหมดจากเมืองไทยนานแสนนาน ห่างไกลจากการรับรู้ของคนทั่วไป และแน่นอนว่า ภาพสัตว์ป่าสงวนตัวแรกที่ผุดขึ้นมาคือ สมันหรือเนื้อสมัน ตัวผู้จะมีเขาแตกแขนงออกไปมากมายเหมือนกิ่งไม้ จนได้ชื่อว่าเป็นกวางที่มีเขาสวยงามที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง

สมันเคยเดินหากินชุกชุมอยู่ตามทุ่งโล่งกว้างในภาคกลางของประเทศ แถวทุ่งรังสิต รวมถึงบริเวณกรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากล่าได้ง่ายมาก และสมันไม่อาจหนีเข้าป่าทึบได้ เพราะเขาขนาดใหญ่ทำให้ติดกิ่งไม้ จึงถูกมนุษย์ล่าจนหมดสิ้นไปจากโลกเมื่อเกือบร้อยปีก่อน

‘สัตว์ป่าสงวน’ หมายความว่า สัตว์ป่าหายากหรือสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ จำเป็นต้องสงวนและอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จำนวน 19 ชนิด ได้แก่

นักวิชาการไทยเพาะพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ละมั่ง นกกระเรียน กวางผา คืนป่าสำเร็จ
นักวิชาการไทยเพาะพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ละมั่ง นกกระเรียน กวางผา คืนป่าสำเร็จ

กระซู่ กวางผา กูปรี เก้งหม้อ ควายป่า พะยูน แมวลายหินอ่อน แรด ละองหรือละมั่ง เลียงผา วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ สมเสร็จ สมันหรือเนื้อสมัน นกกระเรียน นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร นกแต้วแล้วท้องดำ เต่ามะเฟือง ปลาฉลามวาฬ วาฬบรูดา วาฬโอมูระ เต่ามะเฟือง และล่าสุด คือ นกเงือกชนหิน ที่อยู่ในระหว่างการประกาศ

ในบรรดาสัตว์ป่าสงวนทั้งหมดนี้ มี 2 ชนิดที่สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้ว คือ สมันและนกเจ้าฟ้าสิรินธร และอีกหนึ่งชนิดที่คาดว่าน่าจะสูญพันธุ์ไปแล้วคือ กูปรี

ภาพความทรงจำของสัตว์ป่าสงวนในสายตาของคนทั่วไป คือสัตว์ที่อนาคตมืดมนมาก ใกล้สูญพันธุ์เต็มที ไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีก

วันหนึ่งในช่วงต้นฤดูร้อนที่อากาศควรจะร้อนจัดแต่กลับมีฝนตก ผู้เขียนเดินสำรวจพรรณไม้ในช่วงป่าผลัดใบอยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จังหวัดลำพูน พลันสายตาเหลือบไปเห็นกวางตัวใหญ่ชนิดหนึ่งกำลังเดินออกจากราวป่า เขาอันโค้งงามสง่าของเค้า ทำให้รู้ว่าละมั่งตัวผู้ปรากฏต่อหน้าจริง ๆ เป็นละมั่งขนาดใหญ่กว่าที่ผู้เขียนเคยเห็นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเมื่อหลายปีก่อน

ในอดีต ป่าในเมืองไทยเคยมีละมั่ง 2 สายพันธุ์คือ ละมั่งสายพันธุ์ไทย (Siamese Eld’s deer) พบกระจายในภาคกลาง ภาคเหนือ และอีสาน และละมั่งสายพันธุ์พม่า (Thamin Eld’s deer) พบทางด้านตะวันตกของประเทศ แต่พอเวลาผ่านไป ละมั่งทั้งสองสายพันธุ์ได้เคยสูญพันธุ์ไปแล้ว จากป่าธรรมชาติถิ่นอาศัยที่ถูกทำลายและการไล่ล่า มีเหลือบางส่วนที่เลี้ยงกระจายอยู่ในสวนสัตว์ขององค์การสวนสัตว์ และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

นักวิชาการไทยเพาะพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ละมั่ง นกกระเรียน กวางผา คืนป่าสำเร็จ

บางคนที่เคยไปเที่ยวสวนสัตว์เขาดินในวัยเด็ก คงนึกภาพละอง ละมั่ง เขางามในกรงได้

จนกระทั่งเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามของหลายหน่วยงาน คือ คณะวนศาสตร์ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การสวนสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อร่วมกันคัดสายพันธุ์และขยายจำนวนละมั่งในกรงเลี้ยงให้เพิ่มขึ้น

จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551 มีการปล่อยละมั่งกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติเป็นครั้งแรกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง รวม 44 ตัว ซึ่งเมื่อมีการติดตามผล ปรากฏว่าละมั่งรอดน้อยมาก ไม่สามารถปรับตัวได้ เกิดโรคพยาธิ เป็นเหยื่อของสัตว์ผู้ล่า เสือดาว เสือโคร่ง หมาใน ฯลฯ

ผู้เขียนเคยเข้าไปสำรวจละมั่งในช่วงเวลานั้น และพบว่าไม่นานละมั่งหายไปเกือบหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปล่อยในพื้นที่ที่ห่างไกล และเมื่อเคลื่อนย้ายละมั่งจากในสวนสัตว์มาแล้วปล่อยเข้าป่าทันที โดยไม่มีโอกาสปรับตัวก่อน โอกาสรอดจึงยากมาก

แต่พอมีการสรุปบทเรียนและปล่อยละมั่งรุ่นต่อมา มีการให้ละมั่งพักอยู่ในกรงขนาดใหญ่ในป่าห้วยขาแข้งก่อน เพื่อให้ปรับตัวสักระยะ ก่อนจะปล่อยละมั่งคืนสู่ธรรมชาติ และเมื่อมีการติดตามผล ปรากฏว่าอัตราการตายลดลงมาก หลังจากทีมงานได้สรุปบทเรียนแล้ว ในเวลาต่อมาจึงมีการปล่อยละมั่งคืนสู่ธรรมชาติอีกหลายแห่ง อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ จังหวัดพะเยา อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ฯลฯ

ช่วงหลังมีการใช้เทคโนโลยีผสมเทียมมาช่วยในการคัดเลือกสายพันธุ์ที่แข็งแรง ใน พ.ศ. 2552 จึงเริ่มโครงการผสมเทียมละมั่งพันธุ์พม่า ด้วยการรีดน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์แข็งแรงพันธุกรรมแกร่งจากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และฉีดน้ำเชื้อที่ผ่านการแช่แข็งเข้าสู่ปีกมดลูกของแม่พันธุ์จากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี

ไม่นานนักแม่ละมั่งได้คลอดลูกที่เกิดจากการผสมเทียมเป็นครั้งที่ 2 ของโลก และตั้งชื่อว่า อั่งเปา และใน พ.ศ. 2555 อั่งเปาได้กลับคืนสู่ธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นละมั่งที่เกิดจากการผสมเทียมตัวแรกของโลกที่ปล่อยออกไปดำรงชีวิตในป่าธรรมชาติ และเป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพระบบสืบพันธุ์ ในการก่อกำเนิดลูกสัตว์พันธุ์ดีที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงแล้วมีความแข็งแรง จนนําปล่อยคืนสู่ป่าธรรมชาติได้

นักวิชาการไทยเพาะพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ละมั่ง นกกระเรียน กวางผา คืนป่าสำเร็จ

3 ปีก่อน ผู้เขียนเคยติดตามทีมงานไปสำรวจละมั่งลึกเข้าไปในป่าสลักพระ เห็นลูกหลานของอั่งเปาหลายสิบตัว อยู่รวมกันเป็นฝูงเดินเล่นอยู่ชายป่า ไม่ไกลจากที่พัก ละมั่งเมื่อโตเต็มวัย จะเล็กกว่ากวางป่า มีความสูงที่ไหล่ 1.2 – 1.3 เมตร และน้ำหนักประมาณร้อยกิโลกรัม ซึ่งนักวิชาการสัตว์ป่าเชื่อว่า ละมั่งรุ่นแรกที่อยู่ในป่า ตัวยังไม่ใหญ่ น้ำหนักยังไม่ได้มาตรฐาน แต่พอรุ่นลูก รุ่นหลาน จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น รู้จักหาอาหาร เอาตัวรอดจากสัตว์ผู้ล่า และขนาดน้ำหนักน่าจะเพิ่มขึ้น สร้างสายพันธุ์แข็งแรงได้ดีตามธรรมชาติ

นักวิชาการสัตว์ป่าประเมินว่า ละมั่งที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในป่าหลายแห่งมาเป็นเวลาสิบกว่าปี น่าจะมีประชากรรุ่นลูกรุ่นหลานที่มีความแข็งแรง และมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดได้เก่งขึ้น ประมาณ 200 – 300 ตัว และเป็นนิมิตหมายอันดีว่า ละมั่งที่เคยสูญพันธุ์ไปในป่าธรรมชาติกลับคืนมาได้แล้ว

นักวิชาการไทยเพาะพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ละมั่ง นกกระเรียน กวางผา คืนป่าสำเร็จ

เช่นเดียวกับนกกระเรียน หนึ่งในสัตว์ป่าสงวนอีกชนิดหนึ่ง กล่าวกันว่า ในบรรดานก 18,000 ชนิดบนโลกนี้ นกกระเรียนนับได้ว่าเป็นนกที่สง่างามติดอันดับต้น ๆ จากรูปร่างอันเพรียวบาง สูงเป็นสง่า ดูอ่อนไหวเวลาย่างกราย ท่าเต้นรำเกี้ยวพาราสีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเมื่อกระพือปีกขึ้นโบยบินแล้วเป็นความงดงามอันเหลือเชื่อ

แต่น่าเสียดาย นกกระเรียนไทยที่เคยบินอยู่เหนือพื้นที่ชุ่มน้ำบนแผ่นดินอีสาน ได้สูญพันธุ์ไปตามธรรมชาติกว่า 50 ปีแล้ว

จนกระทั่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน สวนสัตว์นครราชสีมาประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์นกกระเรียนไทยในกรง และเป้าหมายต่อมาคือ ทำให้นกกระเรียนไทยคืนถิ่นอาศัยในธรรมชาติ และใน พ.ศ. 2554 ได้เริ่มทดลองจะปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีพื้นที่เหมาะสมคือ บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีหลักฐานภาพถ่ายยืนยันว่า จังหวัดนี้เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนกกระเรียนในอดีตบริเวณอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่ง

จนถึงปัจจุบันมีการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติจำนวน 133 ตัว และจากการติดตามอย่างใกล้ชิด พบว่านกกระเรียนสามารถรอดชีวิตได้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และนกกระเรียนวางไข่ออกลูกออกหลานได้เองตามธรรมชาติ

ความพยายามกว่าทศวรรษของนักวิชาการด้านสัตว์ป่า จนเพาะพันธุ์ ละมั่ง นกกระเรียน กวางผา คืนสู่ธรรมชาติสำเร็จ

นกกระเรียนเป็นนกน้ำขนาดใหญ่ ทั่วโลกพบ 15 สายพันธุ์ และนกกระเรียนไทยจัดว่าเป็นนกขนาดใหญ่ที่สุด โตเต็มวัยอาจสูงท่วมหัวคน คือ 1.8 เมตร น้ำหนักร่วม 10 กิโลกรัม และหากวันนี้ใครเดินทางไปจังหวัดบุรีรัมย์ อาจเห็นนกกระเรียนเดินหากินอยู่ในนาข้าว และกลายเป็นนกที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์อย่างจริงจัง และศัตรูโดยธรรมชาติคือมนุษย์ ก็ไม่มีใครกล้าล่าสัตว์ป่าสงวนตัวนี้เป็นอาหารอีกต่อไป

ปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 บนดอยหลวงเชียงดาว ถิ่นอาศัยสำคัญของกวางผา สัตว์ป่าสงวนอีกชนิดหนึ่ง ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมเดินทางติดตามผลการปล่อยกวางผาคืนถิ่น อันเป็นความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

กวางผาเป็นสัตว์จำพวกแพะแกะเช่นเดียวกับเลียงผา มีขนาดเล็กกว่า โตเต็มที่มีความสูงที่ไหล่มากกว่า 50 เซนติเมตรเล็กน้อย น้ำหนักตัวประมาณ 30 กิโลกรัม ขนบนลำตัวสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลปนเทา เป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ในเมืองไทยพบที่ดอยหลวงเชียงดาว ดอยอินทนนท์ และดอยม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่

สาเหตุที่กวางผาใกล้สูญพันธุ์ จากการบุกรุกถางป่าในภูเขาสูง เพื่อทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา และการล่ากวางผาเพื่อเอาเนื้อมากิน และเอาน้ำมันมาทำยา

แต่โชคยังดี กวางผาในธรรมชาติยังเหลือรอดพอสมควร ไม่หายสาบสูญในธรรมชาติเหมือนกับละมั่งและนกกระเรียนในอดีต เนื่องจากกวางผาอาศัยบนเขาสูงชัน ยากที่มนุษย์ผู้ล่าจะเข้าถึง และความคล่องตัวปราดเปรียวที่ทำให้สัตว์ผู้ล่าจับได้ยาก ปัจจุบันมีรายงานว่ากวางผาในธรรมชาติน่าจะมีมากกว่า 300 ตัว

ความพยายามกว่าทศวรรษของนักวิชาการด้านสัตว์ป่า จนเพาะพันธุ์ ละมั่ง นกกระเรียน กวางผา คืนสู่ธรรมชาติสำเร็จ

ใน พ.ศ. 2563 ทางสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย มีแนวคิดจะนำเอากวางผาที่เพาะเลี้ยงในกรงจำนวน 6 ตัวกลับคืนสู่ธรรมชาติ โดยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในการระดมทุนหาปลอกคอวิทยุ เพื่อติดตามพฤติกรรมของกวางผา และมีการปล่อยกวางผาที่เลี้ยงในกรงคืนสู่ดอยหลวงเชียงดาว

จากการติดตามข้อมูลจากปลอกคอวิทยุ เจ้าหน้าที่พบว่ากวางผาที่ปล่อยไปมีชีวิตอยู่ได้ในธรรมชาติและสืบพันธุ์ได้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะหลบหลีกจากผู้ล่า คือมนุษย์และหมาใน

สัตว์ผู้ล่าโดยตรงคือหมาใน มีร่องรอยเมื่อปีก่อน พบว่าหมาในเข้ามาใช้ทางด่านเดียวกันกับกวางผา และเริ่มเรียนรู้วิธีการล่ากวางผา โดยการแบ่งทีมไล่และดักซุ่มโจมตีจนประสบผลสำเร็จมาแล้ว นอกจากนี้ยังพบกองมูลหมาในที่มีขนของกวางผารวมอยู่ด้วยอีกหลายกอง

การทดลองปล่อยกวางผาครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการนำสัตว์ป่าสงวนกลับคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ต่างจากละมั่งและนกกระเรียน ที่นำร่องไปก่อนล่วงหน้าและประสบความสำเร็จด้วยดี

สัตว์ป่าสงวนทั้ง 3 ชนิด ผู้เขียนคาดหวังว่าน่าจะไม่สูญพันธุ์ไปจากโลก มีโอกาสอยู่รอดและขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

มนุษย์มีด้านที่โหดร้ายต่อสัตว์ป่าในฐานะผู้ล่าและทำลาย แต่อีกด้านของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มุ่งฟื้นฟูและพยายามทุกวิถีทางให้สัตว์ป่าอยู่รอด

อนาคตกำลังพิสูจน์ว่า ด้านใดของมนุษย์ที่จะลดลง และด้านใดจะมากขึ้น

ภาพ : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“มาเที่ยวญี่ปุ่นมีป่าให้เดินด้วยหรือ”

หลายคนแปลกใจหลังจากผู้เขียนกลับจากเดินป่ามาร่วม 10 วัน พร้อมรูปถ่ายเป็นพยาน อันที่จริงหากเปรียบเทียบพื้นที่ป่าแล้ว ประเทศญี่ปุ่นมีป่ามากกว่าประเทศไทยเสียอีก คือมีป่าประมาณร้อยละ 67 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 29 ของพื้นที่ประเทศ แม้ว่าป่าในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นป่ารุ่น 2 ที่ปลูกขึ้นมาใหม่ทดแทนป่าดั้งเดิมที่ถูกตัดไปเมื่อร่วม 100 กว่าปีก่อน

เวลาเดินทาง ทุกคนจะรู้สึกอย่างเดียวกันว่า หากสนใจจะไปเจออะไร ส่วนใหญ่ก็จะโฟกัสหรือจดจ้องไปที่นั้นอย่างเดียว หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วตั้งใจจะมาเที่ยวเมือง อารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นก็คิดจะเดินเที่ยวเมืองเป็นหลัก หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อมาเดินดูวัดและปราสาทสำคัญ ก็คิดจะเดินเที่ยวในเมืองเป็นหลัก

เช่นเดียวกัน ทริปนี้ผู้เขียนสนใจจะมาเดินป่าที่ญี่ปุ่น พอลงเครื่องบิน เมืองรายทางแทบจะเป็นทางผ่าน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามป่าเขามากกว่า เครื่องบินจากเมืองไทยมาจอดที่จังหวัดฟุกุโอกะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น จุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวไทย แต่เราไม่ได้เข้าเมือง นั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นลงใต้ไปจังหวัดคุมาโมโตะ

ชินคันเซ็น แปลว่า สายทางไกลสายใหม่ เป็นชื่อเรียกเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของ เปิดใช้งานครั้งแรกใน พ.ศ. 2507 ต้อนรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว  และขยายโครงข่ายไปทั่วประเทศ แต่เป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล จนการรถไฟญี่ปุ่นเป็นหนี้จนแทบล้มละลาย ในที่สุดก็ต้องแปรรูปให้บริษัทเอกชน 4 แห่งรับมาดำเนินการต่อเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ปัจจุบันเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมีระยะทางประมาณ 2,800 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็ว 240 – 320 กิโลเมตร / ชั่วโมง และเคยทำลายสถิติโลกจากการวิ่งด้วยความเร็ว 603 กิโลเมตร / ชั่วโมง ซึ่งรถไฟความเร็วสูงที่ได้รับการยอมรับในประสิทธิภาพจากทั่วโลกมี 3 ประเทศคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

เคยสงสัยไหมว่าทำไมหัวขบวนรถไฟหัวกระสุนจึงมีสภาพคล้ายปากนกยื่นออกมา คำตอบคือ รถไฟความเร็วสูงยุคแรกๆ เมื่อแล่นผ่านอุโมงค์จะเกิดคลื่นความดันของอากาศจากความเร็วของรถไฟ เมื่อพุ่งผ่านอากาศจะเกิดเสียงโซนิกบูมดังมาก เป็นมลพิษทางอากาศของประชาชนแถวนั้น ซึ่งวิศวกรก็แก้ไขไม่ได้สักที

จนกระทั่ง อิไอจิ นาคัตสุ วิศวกรนักดูนก สังเกตเห็น ‘นกกระเต็น’ เอาหัวพุ่งจากอากาศที่มีความต้านทานต่ำลงสู่ผิวน้ำที่มีความต้านทานสูงเพื่อจับปลา โดยมีน้ำกระเซ็นเพียงเล็กน้อย จึงเกิดความคิดที่จะออกแบบหัวรถไฟตามแบบปากของนกกระเต็น ซึ่งหัวรถไฟที่มีปากยาวยื่นออกมาแบบปากของนกกระเต็น เมื่อแล่นออกจากอุโมงค์ จะสามารถลดเสียงดังได้จริงและประหยัดพลังงานอีกด้วย

เราแวะค้างคืนที่จังหวัดคุมาโมโตะ จังหวัดที่มีเจ้าหมีดำคุมะมง มาสคอตประจำจังหวัด ซึ่งนักท่องเที่ยวไทยรู้จักดี รุ่งเช้าเรานั่งรถไฟมุ่งหน้าลงใต้ที่จังหวัดคาโกชิมะ เพื่อมาขึ้นเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าไปเกาะยากุชิมะ เกาะรูปทรงกลมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดคาโกชิม่า ห่างจากเกาะคิวชูไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2536 พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300,000 ไร่ และมีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกประมาณ 67,000 ไร่  โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาชิราคาวะ อันเป็นป่ากึ่งเขตร้อนชื้นที่หาไม่ง่ายในประเทศทางเหนือ มียอดเขามิยาโนอูระสูง 1,936 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดที่ยากจะพิชิตได้

ป่ายากุชิมะ

ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ป่าปลูกใหม่ แต่เป็นป่าดั้งเดิมอายุนับพันปีที่เคยเป็นที่ทำสัมปทานทำไม้ในอดีต แต่ได้รับการอนุรักษ์ในเวลาต่อมา จนกลายเป็นอุทยานป่ากึ่งเขตร้อนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น จะเรียกว่าเป็นป่าดึกดำบรรพ์ยากุชิมะก็คงไม่ผิดอะไร

เราเริ่มต้นเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีหลายสาย ตั้งแต่ใช้เวลาไม่กี่นาที ครึ่งชั่วโมง 3 ชั่วโมง ไปจนถึง 10 ชั่วโมง ต้องเอาเต็นท์ไปค้างแรมบนภูเขา อากาศหนาวเย็น ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งสังเกตได้ว่า ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนมาก มีพืชพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นที่เกิดขึ้นบริเวณนี้หลายพันชนิด มีกวางและลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ และเห็นได้เป็นระยะเมื่อเดินลึกเข้าไป พึงระลึกเสมอว่า เดินป่าในญี่ปุ่นมีกฎ 3 ข้อสำคัญคือ

  1. อย่าออกนอกเส้นทาง
  2. นำอะไรเข้าไป เอาออกมาให้หมด ขยะทั้งหลายและก้นบุหรี่
  3. อยากสูบบุหรี่เมื่อใด สูบได้ แต่อย่าเดินไปสูบไป

ตลอดระยะทางเดินป่าญี่ปุ่นจะสอดส่องหาเศษขยะยากกว่าหาดอกไม้จริงๆ เพราะคนที่นี่มีวินัยสูงมาก และเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน การทิ้งขยะถือเป็นการไม่เคารพสิทธิ์คนอื่น

เดินไปสักพักน้ำตกขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น เกาะแห่งนี้มีน้ำตกหลายแห่งจนมีชื่อเรียกว่า Water Island จากความสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำที่มีน้ำไหลตลอด และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปีมากกว่าฝนตกทั่วญี่ปุ่นถึง 5 เท่าจากผืนป่าดิบ

เราไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ อากาศเย็นขึ้น สภาพป่าเปลี่ยนไป ตามพื้นดินระหว่างทางปกคลุมไปด้วยป่ามอสและดอกไม้เล็กกระจิริด หากไม่สังเกตก็อาจมองข้ามไป เพราะเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ เช่นเดียวกัน บางครั้งเรื่องราวของคนเล็กๆ อาจมีคุณค่ามากกว่าคนใหญ่ๆ เราเห็นรากไม้ขนาดยักษ์อยู่คู่กับดงมอสเล็กๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ความประทับใจของดงมอสและป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กลายเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์แอนิเมชันของค่าย Studio Ghibli เรื่อง เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Mononoke-Hime) อันโด่งดัง ที่ออกฉายเมื่อ ค.ศ. 1997 เป็นการ์ตูนที่สะท้อนให้คนหันมาอนุรักษ์ธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป

ลึกเข้าไปอีก เห็นร่องรอยของตอไม้ที่หลงเหลือจากการตัดไม้สัมปทานในอดีต ไม่ไกลมีต้นไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับพันปี เราเห็นคุณทวดต้นยาคุสึงิ หรือสนญี่ปุ่นพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอายุหลายพันปี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะแห่งนี้อีกด้วย เรายืนต่อหน้าคุณทวดเหล่านี้ ความสูงร่วม 30 เมตร มีเส้นรอบวง 15 เมตร บางต้นมีอายุถึง 3,000 ปี เราโอบกอดและสัมผัสได้ถึงความรัก ความเมตตา การผ่านร้อนผ่านหนาวของคุณทวดเหล่านี้ คุณทวดเห็นชีวิตมาเยอะมาก ตั้งแต่การทำลายล้าง สงคราม การสร้างบ้านแปงเมืองของผู้คน คุณทวดมองดูปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยความสงบนิ่ง ต้นไม้ใหญ่ค้ำจุนโลกนี้เกินกว่าที่มนุษย์ตัวกระจิริดอย่างเราจะหยั่งรู้ได้

ป่ายากุชิมะ

คืนต่อมา เราไปดูเต่าขึ้นมาวางไข่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเกาะ ตรงบริเวณหาดนากาตะ เกาะแห่งนี้เป็นเขตอนุรักษ์เต่าตนุที่สำคัญ จัดการโดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ เราไปเองไม่ได้ ต้องมีคนนำทาง แต่ก่อนไปต้องเข้ารับฟังการบรรยายและแจ้งข้อห้ามต่างๆ ระหว่างการเดินลงชายหาด เช่น ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามถ่ายรูป ห้ามฉายไฟฉาย ห้ามจับโดนตัวเต่า ห้ามเก็บไข่ เป็นต้น เขาค่อนข้างเข้มงวด หากใครทำผิดระเบียบอาจถูกเชิญออกไป

เวลา 2 ทุ่ม ชาวบ้านพาเราเดินลงหาดท่ามกลางความมืดมิด เพราะห้ามใช้ไฟฉาย เกรงว่าจะเป็นการรบกวนไม่ให้เต่าขึ้นมาวางไข่ เขาให้พวกเรารออยู่ด้านบนของหาด  มีเจ้าหน้าที่ไปสังเกตดูว่าเต่าขึ้นมาวางไข่หรือยัง

เรารออยู่ร่วม 2 ชั่วโมง สักพักเต่าเริ่มขึ้นมาจากทะเล มาขุดหลุมบนเนินทรายเพื่อวางไข่ เจ้าหน้าที่พาเราไปดูเต่าขณะวางไข่ มีเพียงไฟฉายสีแดงจางๆ ไม่รบกวนเต่า ส่องไปที่บริเวณก้นของเต่า แม่เต่าขนาดความยาวเกือบเมตรเบ่งไข่ลงมาทีละลูกสองลูก บางช่วงเบ่งแรงออกมา 4 – 5 ลูก ไข่เต่ามีลักษณะกลมๆ คล้ายลูกปิงปอง มีเมือกใสๆ เหนียวๆ ติดอยู่ที่เปลือก แม่เต่าเบ่งไข่ออกมาประมาณ 100 กว่าฟอง แล้วนางก็เอาขาหลังปัดทราย กลบไข่ที่นางวางไว้เป็นอันเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่เอาแท็กมาติดที่ขาของแม่เต่า ทำบันทึกไว้เป็นข้อมูล สักพักแม่เต่าก็คลานลงทะเล เสร็จภารกิจในการสืบพันธุ์

ธรรมชาติในประเทศนี้มีเรื่องราวให้เรียนรู้อีกมากมาย อาจมากกว่าเรื่องราวในเมืองที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load