ตายแล้วไปไหน 

เราเชื่อว่าน่าจะเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ต้องโผล่ในห้วงความคิดสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการนึกถึงรูปพรรณสัณฐานของที่ที่จะไป หรือสารร่างของตัวเราในวันที่ไม่มีลมหายใจแล้ว แตกแขนงคำตอบออกไปได้อย่างไม่สิ้นสุด

แต่กลับกัน ถ้าถามว่าแก่แล้วไปไหน ใช้ชีวิตอย่างไร

เรากลับแทบไม่เคยใช้เวลาสำรวจความคิด และลิสต์คำตอบออกมาอย่างจริง ๆ จัง ๆ เมื่อเทียบกับชีวิตช่วงวัยอื่น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความไม่แน่นอน ร่วมกับภาพชินตาของวิถีชีวิตสูงวัยสโลว์ไลฟ์อยู่กับบ้าน แต่คำถามสำคัญคือ ถ้าถึงวันนั้นแล้วเรายังอยากพบเจอ ทำกิจกรรมร่วมกับผู้คน จะทำอย่างไร จะไปที่ใด

 คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ไม่มีเฉลย แต่มีตัวอย่างคำตอบจาก ‘สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม’ นอกจากเป็นสถานีพยาบาลแล้ว ยังรับหน้าที่พื้นที่สาธารณะใกล้บ้าน ที่เปิดโอกาสให้คุณลุงคุณป้าได้มีพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีชีวิตชีวา

สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม บางหว้า ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ห่างกับห้างซีคอนสแควร์เพียงซอยคั่นและอยู่ในระยะเดินไหว เหงื่อยังไม่ทันไหลจากสถานี MRT ภาษีเจริญ 

แรกเริ่มเดิมทีสถานีกาชาดแห่งนี้ ได้รับบริจาคที่ดินและงบประมาณจาก นางผิน แจ่มวิชาสอน เจ้าของโรงงานวิเศษนิยมและญาติใน พ.ศ. 2508 และได้มีปรับปรุงเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานเรื่อยมา จนถึง พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งล่าสุด มีหมุดหมายสำคัญในเรื่องการออกแบบด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานและ Universal Design ประกอบไปด้วยอาคารทั้งหมด 4 ส่วน คือ อาคารรักษาผู้ป่วย ชมรมผู้สูงอายุ อาคารหอพักพยาบาล และคลังบรรเทาทุกข์

สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์
ภาพ : สภากาชาดไทย

ส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม

ทีมบริษัท ฉมา จำกัด (Shma) นำโดย ยศ-ยศพล บุญสม เล่าให้เราฟังว่าหลังตกปากรับคำและเข้าสำรวจพื้นที่พร้อมสังเกตการใช้งานของคุณลุงคุณป้า เขาและทีมมองเห็นปัจจัยสำคัญ 2 ข้อที่นำไปสู่การจัดเวิร์กชอปกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้งานตัวจริง ซึ่งเป็นบทเรียนที่ต่อยอดมาจากการโครงการบ้านมั่นคงที่บางปู เพราะมีรูปแบบคล้ายกัน คือเน้นการใช้งานของคนเป็นศูนย์กลาง โดยได้รับการสนับสนุนความร่วมมือจาก ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ บริษัท ฉมาโซเอ็น จำกัด (Shma Soen)

สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์
ภาพ : เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจัยแรก เพราะความเชี่ยวชาญด้านจักษุของคุณหมอ และความพร้อมของสถานที่ที่มีห้องผ่าตัดรองรับจักษุศัลยกรรม ทำให้มีผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นเข้ารับบริการจำนวนมาก ซึ่งมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวน้อยลงไปตามวัย จึงต้องอาศัยหลัก Universal Design ในการออกแบบ 

“จากการทำเวิร์กชอปนี้ ทำให้เราได้พบเรื่องสำคัญหลายเรื่อง เช่น เมื่อเขารักษาตาใหม่ ๆ แล้วตาจะพร่า การทรงตัว การเดินจะไม่ค่อยดี เราก็คิดเลยว่าถ้าอย่างนั้นทางเดินมันต้องมีที่จับ มีระยะที่เหมาะสม” ยศเสริม

ปัจจัยที่ 2 คือการมีชมรมผู้สูงอายุตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปฏิสัมพันธ์เดิมดีอยู่แล้ว เพราะมีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมตอนเช้าและเล่นกีฬาสม่ำเสมอ รวมถึงมีการนัดพบกันเพื่อไปเที่ยวพื้นที่ใกล้ ๆ ด้วย ยศจึงมองว่านี่เป็นสารตั้งต้นสำคัญที่นำไปสู่การเปิดบทสนทนาจากคุณลุงคุณป้าซึ่งเป็นผู้ใช้งานจริง เพื่อค้นหารูปแบบที่เหมาะสมของพื้นที่ใช้งานในสถานีกาชาดโฉมใหม่ โดยเน้นการใช้รูปภาพสื่อสารทางเลือกต่าง ๆ ให้ง่ายต่อความเข้าใจ 

สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์

“ตอนนั้นเราจำได้ว่าเริ่มจากคำถามง่าย ๆ เช่น ถ้าเรามีที่นั่งในลักษณะในการรวมกลุ่ม คุณลุงคุณป้าเขาอยากนั่งเแบบไหน เนื่องจากเขามีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งรวมกลุ่มนั่งคุย ทานอาหาร รูปภาพที่เขาเลือกก็จะเป็นแบบมีพนักพิงและมีที่เท้าแขนให้จับ สะดวกต่อการลุกและนั่ง”

นอกจากรายละเอียดการใช้งาน บรรยากาศของสิ่งแวดล้อมโดยรอบก็เป็นอีกสิ่งที่ได้รับการใส่ใจเช่นกัน อย่างพันธุ์ไม้ที่เลือกปลูกเป็นพันธุ์ไม้ที่คุณลุงคุณป้าคิดว่าเหมาะสม โดยเฉพาะไม้ไทยที่มีกลิ่นหอม ช่วยทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ร่วมกับต้นไม้ที่ผลิดอกออกสีสันชวนให้รื่นรมย์

สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์
ภาพ : Shma

Shma ตั้งใจบรรจุความต้องการของเหล่าผู้ใช้งานที่ถอดรหัสมาจากกระบวนการมีส่วนร่วม และใส่การออกแบบอย่าง Universal Design เข้าไปในทุกพื้นที่

สำหรับ Active Lawn หรือพื้นที่ด้านหน้าอาคารชมรมผู้สูงอายุ จัดเป็นพื้นที่โล่งพร้อมสนามหญ้า เป็นสัดส่วนและเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับกิจกรรมที่ค่อนข้างกระฉับกระเฉง เช่น การเต้นแอโรบิก การฝึกชี่กงในตอนเช้า ซึ่งได้รับความเห็นมาจากการจัดเวิร์กช็อป ศาลานั่งเล่นพบปะสังสรรค์ รายล้อมไปด้วยพันธุ์ไม้หอมและดอกไม้สีสด อีกฟากมีทางเดินหินนวดเท้าพร้อมราวจับหลายระดับ และมีทางลาดช่วยให้การเปลี่ยนระดับเข้าสู่พื้นที่ส่วนถัดไปสะดวกสบายมากขึ้น 

สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์
สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์
สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์

ส่วน Passive Lawn หรือสวนภายในคอร์ทชมรมผู้สูงอายุ มีลักษณะเป็นสวนสมุนไพรที่รายล้อมด้วยลานระเบียงไม้ เพื่อให้เกิดบรรยากาศอบอุ่น ร่มรื่น ลดทอนความเข็งกระด้างของตัวอาคาร ในสวนสมุนไพรมีทางเดินกรวดเล็ก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าไปดูแลและศึกษาพันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นยาได้ และยังมี 2 ศาลาเล็กสำหรับจัดกิจกรรมผู้สูงอายุหรือนั่งพักผ่อนได้

ยศเล่าให้ฟังว่า ในแบบจริง ๆ แล้ว ส่วนนี้ตั้งใจจัดวางที่นั่งตามจุดต่าง ๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานหลากหลายของทุกคน ทั้งม้านั่งแบบมีและไม่มีพนักพิง โต๊ะล้อมวงสนทนา ที่นั่งม้าหิน ชิงช้า แต่เข้าใจว่าด้วยข้อจำกัดของเวลา งบประมาณ และการดูแล ทำให้ยังไม่บรรลุเป้าหมายความตั้งใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นบทเรียนที่เขาบอกว่าจะเก็บไว้ปรับปรุงการวางแผนให้ยืดหยุ่นและรอบคอบมากขึ้นในครั้งหน้า รวมถึงเหมาะสมกับกรอบการทำงานของราชการ

สวนในสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม พื้นที่สาธารณะที่ชวนคุณลุงคุณป้าผู้ใช้สวนมาช่วยดีไซน์
ภาพ : สภากาชาดไทย
สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม สร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยใช้งานอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและ Universal Design
ภาพ : Shma

นอกจากสวนสำหรับผู้สูงวัยแล้ว ในหอพักพยาบาลก็มีพื้นที่ให้สัมผัสธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยคอร์ทขนาดเล็กกลางอาคาร และพื้นที่สีเขียวที่แทรกตามระเบียงเพื่อลดความแข็ง เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้อาคาร นอกจากนั้นยังมีแปลงปลูกผักสวนครัวด้านหลังอาคาร ที่พี่ ๆ พยาบาลปลูกไว้ใช้ทำอาหารกันอีกด้วย 

 พอพูดคุยถึงส่วนนี้ เราก็อดไม่ได้ที่จะขอคำแนะนำเกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่เหมาะแก่การปลูกในร่ม จากภูมิสถาปนิกมืออาชีพอย่างเขา

“ส่วนใหญ่เป็นหมากกับปาล์ม ส่วนไม้คลุมดินเป็นพลูด่าง เพราะทนต่อการอยู่ในร่ม ดูแลง่าย หรือเป็นไม้ยืนต้นหรือพวกที่ใบหนาหน่อยอย่างต้นจิก แล้วก็มีแก้วมุกดาที่ขนาดย่อมลงมา นอกจากนั้นก็มีเฟิร์นข้าหลวงกับคล้า โดยถ้าเป็นโครงการรัฐที่คำนึงเรื่องการบำรุงรักษา ก็จะพยายามเลือกให้น้อยชนิดและดูแลรักษาง่าย”

สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม สร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยใช้งานอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและ Universal Design
ภาพ : สภากาชาดไทย

ที่ว่างเพื่อการเติมเต็ม

‘กระบวนการมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็น’ 

น่าจะเป็นคำที่เราคุ้นหูกันมาบ้างพอสมควร แต่ที่น่าสนใจคือ ทำไมหลาย ๆ โครงการที่เลือกใช้วิธีนี้ถึงได้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กุญแจสำคัญที่พาไปสู่คำตอบที่ดีคือสิ่งไหน ยศขอพาเราย้อนไปในวันเวลาก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาบอกว่ายังสลับหมวกไม่ทัน

“อันดับแรกเลยคือ ตอนเราออกแบบโดยที่ไม่ได้ฟังผู้ใช้งานให้มาก ๆ มันจะมีการอนุมานไปแล้วด้วยอีโก้ คืออยากให้มันเป็นแบบที่เราคิดว่าจะดี ซึ่งเราก็เคยคิดแบบนั้น แล้วไปทำงานกับชุมชน เราเปลี่ยนหมวกไม่ทัน อาศัยความเป็นตัวเรามากกว่า มันรู้สึกได้เลย ซึ่งไม่เชิงว่าคุณป้าไม่ฟังนะ เพราะเขารู้ว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เรารู้สึกได้ว่าความเชื่อใจ ไว้ใจ ควรจะเป็นสิ่งที่สร้างด้วยกัน มันไม่เป็นแบบนั้น เหมือนว่าเขาทำตามสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบอก แต่มันไม่ได้ใจ

“สมมติถามคุณป้าชอบมั้ย เขาก็อาจถามคำตอบคำ คือรู้สึกว่าเขาไม่ได้อินกับสิ่งที่อยากให้เกิด ซึ่งผลลัพธ์มันต่างกันมากนะ เพราะพอบทสนทนามันเปิด ในตัวแบบทำช่องว่างให้มีมาก เป็นบทสนทนาที่เราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ทุกอย่าง หรือแม้กระทั่งในบางครั้งที่รู้อยู่แล้วว่าแบบนี้มันดีกว่า เราก็ควรรับฟังก่อน เพราะมันอาจคลี่คลายมาว่าสิ่งที่เรามองว่าดี ก็ไม่ใช่อย่างงั้นเสมอไป หรือบางทีคุณป้าเห็นว่าอย่างที่หนูบอกมันก็ดีเหมือนกันนะ 

“เรารู้สึกว่าพอที่ว่างมันเปิดให้ต่างฝ่ายต่างเติมเต็ม มันได้แบบที่ดี ซึ่งคำว่าดี หมายถึงเห็นพ้องต้องกัน พอทุกคนเห็นแบบนี้ โปรเจกต์ที่ทำก็จะเป็นสิ่งที่ทุกคนตั้งตารอเห็นมันเสร็จ หรือต่อให้ออกมาไม่ได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนก็เข้าใจและยอมรับได้ว่ามันเป็นประมาณนี้ แล้วเดี๋ยวเราก็ค่อย ๆ เติมเต็มต่อ

“เราว่านี่คือการออกแบบที่ไม่ได้มองเรื่องเชิงกายภาพเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่มันคือโปรเจกต์ที่มีเป้าหมายรวมถึงคนเข้าไปด้วย ที่สำคัญ มันเป็นแบบที่คุณลุงคุณป้าเป็นคนบอก ความรู้สึกมันภูมิใจนะ ต่อให้แบบไม่ได้ออกมาสวยมาก เนี้ยบมาก แต่มันเป็นแบบที่ฉันเลือกเองกับมือ เป็นแบบที่ฉันบอกเขาให้ทำนะ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ เราว่าแบบนี้ดีกับผู้ใช้งาน”

สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม สร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยใช้งานอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและ Universal Design
ภาพ : Shma

อีกตัวอย่างสำคัญที่ยศยกมาเล่าให้เห็นภาพถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ซึ่งเติมเต็มให้พื้นที่ได้ใช้งานจริง นั่นก็คือการที่คุณลุงคุณป้าไปทำสวนกันเอง 

“ตอนแรกเราออกแบบเป็นลานระเบียงไม้ บรรยากาศอบอุ่น มีราวจับสองข้างกว้างพอทั้งสำหรับรถเข็นและการพยุงตัว แล้วมีช่องเว้นไว้ ไม่ได้ต่อเนื่องกันทั้งหมด เอาไว้เป็นทางกรวดเพื่อเข้าไปดูแลต้นไม้ข้างใน แต่ปรากฏว่าตอนที่กลับไปดู เขาก็ใช้แปลงนี้แหละปลูกสมุนไพร ปลูกสวนครัวเพิ่มกับเจ้าหน้าที่ ก็เป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ออร์แกนิก เติมเต็มสิ่งที่ตอนแรกเราอาจไม่คิดเผื่อไว้

“ถ้ามันประสบความเร็จ คือการที่เขาได้ใช้อย่างที่คิดไว้ มีส่วนร่วม ช่วยกันดูแล แล้วพื้นที่มันมีชีวิตต่อเนื่อง อันนี้เรารู้สึกว่าเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งถ้าถามว่าพื้นที่นี้มันได้มั้ย มันได้นะ เพราะเขาใช้ได้ต่อเนื่อง อีกข้อดีที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจ คือความที่ดีไซน์โล่ง ๆ ไม่ได้หวือหวา มันง่ายต่อการที่เขาจะปรับเปลี่ยน หรือทำอะไรได้มากขึ้น” ภูมิสถาปนิกอธิบายย้ำ

สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม สร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยใช้งานอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและ Universal Design
ภาพ : Shma
สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม สร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยใช้งานอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและ Universal Design

สำหรับโครงการนี้ ถ้าคะแนน เต็ม 10 ยศบอกว่าเขาให้คะแนนตัวเองที่ 7 – 8 คะแนน ส่วนที่ขาดไป เป็นเรื่องกระบวนการที่ไม่ได้ไปติดตาม หรือรับฟีดแบ็กว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้ใช้งานได้ดีขึ้นมากกว่านี้ 

“จริง ๆ มันน่าจะทำได้ เรารู้สึกว่าบทบาทของนักออกแบบไม่ควรหยุดแค่แบบ ควรมีการวิเคราะห์ปรับปรุงร่วมกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะต่อยอดให้โปรเจกต์เป็นประโยชน์ได้จริง ๆ อย่างในงานคอนโดฯ ก็มีฟีดแบ็กว่าต้นไม้บางชนิดดูแลรักษายากนะ เขาจะมีหน่วยที่คอยตรวจเช็กว่าดีเทลนี้ไม่เวิร์ก น้ำขัง แล้วลิสต์มาว่าอะไรควร ไม่ควรใช้ แต่ส่วนใหญ่เป็นมุมของหน่วยดูแลรักษากับการใช้งานมากกว่า กับลูกบ้านโดยตรงยังไม่มีโอกาสสัมภาษณ์จริงจัง แต่เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อยากทำของปีนี้”

พื้นที่สาธารณะและเมืองในอนาคต

สำหรับคำถามสุดท้าย เราเลือกขยายความถามถึงอนาคตของพื้นที่สาธารณะในเมืองว่าควรเป็นอย่างไร เมื่อสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม ทำให้เห็นว่าสวนเล็ก ๆ ในที่แห่งนี้ ก็เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนได้เหมือนกัน

“ต้องมีหลายทางเลือก เมื่อก่อนจะมีอยู่แบบเดียว สนามเด็กเล่นเป็นแบบนี้ สวนสาธารณะต้องเป็นแบบนี้ แต่พอทำกระบวนการมีส่วนร่วม ทำให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นอะไรก็ได้ สวนจะเป็นป่าก็ได้ เป็นสวนบำบัดก็ได้ ถ้าเปิดโอกาสให้มีความหลากหลายทางความคิด ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่อยากเห็นและอยากขับเคลื่อนให้มีมากขึ้น รวมถึงกลุ่มคนที่มีส่วนในการทำ ไม่ใช่รัฐอย่างเดียว แต่รวมถึงเอกชนหรือเจ้าของที่ดินด้วย

“เราคิดว่าถ้ามีองค์ความรู้หรือกรอบการทำงานที่เข้าใจร่วมกัน ว่าสวนทำอย่างไร ขนาดพื้นที่แบบนี้ อยู่ใกล้บ้าน ควรมีองค์ประกอบอะไร ควรมีใครมาช่วยออกแบบ ถ้ามันมีข้อตกลงหลวม ๆ น่าจะทำให้เรื่องนี้ ง่ายต่อการรับรู้ หรือทำความเข้าใจร่วมกัน ทั้งการคิด การสร้าง การใช้ ไม่อยากให้มันเป็นเรื่องเฉพาะรัฐเท่านั้นที่ทำได้ แล้วควบคุมทรัพยากรฝ่ายเดียว 

“ซึ่งสิ่งที่ทำผ่าน we!park คือการพยายามพูดถึงสวนใกล้บ้าน สวนในระยะ 400 เมตร เพราะอยากทำให้เห็นว่า ของดี ๆ มันควรกระจายตัว แล้วรูปแบบในแต่ละที่ควรพัฒนาจากคนที่ใช้รอบ ๆ เข้าถึงง่าย อย่างล่าสุดทำสวนที่ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ซึ่งจริง ๆ พื้นที่นี้อยู่ใกล้สวนลุมพินีนะ แต่ผู้สูงอายุก็บอกว่าเขาไปไม่ไหว หรือแม้ไม่ใช่ผู้สูงอายุก็ต้องเสียเงิน เสียเวลาในการเดินทาง เราเลยรู้สึกว่ารัฐต้องลงทุน ต้องไม่มองแค่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือเรื่องใหญ่ ๆ โดยมองข้ามจุดเล็ก ๆ”

สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม สร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยใช้งานอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและ Universal Design
ภาพ : เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

มีที่ไป-ใช้ชีวิตอย่างมีชีวา

แก่แล้วไปไหน ใช้ชีวิตอย่างไร

เราถามคำถามเดิมจากตอนต้นกับตัวเองอีกที ถึงแม้จะยังไม่ชัดระดับนับตีนกาได้ว่าจะขึ้นที่หางตาทั้งหมดกี่เส้น แต่การได้เห็นพื้นที่ที่เป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุ ได้รวมตัวทำกิจกรรมกันในพื้นที่สาธารณะใกล้บ้าน ผ่านงานออกแบบเรียบง่าย ใส่ใจตั้งแต่เริ่มกระบวนการ เราพบว่ามันเป็นสัญญาณหนึ่งของคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันกันตั้งแต่วันนี้ และไม่ควรมีแค่ที่นี่ เพราะไม่ว่าวัยไหน เพศใด ฐานะใด ก็ควรมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทางเลือกที่สนับสนุนให้ทุกคนในเมืองได้ใช้ชีวิตอย่างมีชีวา

Writer & Photographer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.36 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load