มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการอ่านเปลี่ยนชีวิตคนได้ การเปิดหน้ากระดาษหนังสือดี ๆ สักเล่ม เหมือนการเปิดบานประตูสู่มุมมองใหม่ ๆ ของชีวิต ถ้อยคำที่ถูกร้อยเรียงมาอย่างดีเปรียบเสมือนพรวิเศษที่อวยพรให้ชีวิตของผู้อ่านดีขึ้น

เชียงใหม่อ่าน กลุ่มคนทำงานส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านของจังหวัดเชียงใหม่เชื่อเช่นนั้น และมองมากไปกว่านั้น พวกเขาเชื่อมั่นว่า นอกจากการอ่านจะเปลี่ยนชีวิตของผู้อ่านแล้ว ยังเปลี่ยนชีวิตของผู้คนโดยรอบผู้อ่าน ไปจนถึงเมือง หรือ ระดับประเทศที่ผู้อ่านนั้นอยู่ให้ดีขึ้นได้

ตลอด 8 ปีที่เชียงใหม่อ่านก่อตั้งขึ้นมา ทุกผลงานและกิจกรรมของพวกเขาถูกออกแบบขึ้นโดยไม่ได้หวังผลให้เกิดขึ้นแค่กับตัวผู้อ่าน แต่ยังรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นโดยใช้นิทานเป็นเครื่องมือ

“มีคนใช้นิทานกับเด็กเยอะมาก และเรามีภาพจำกันว่าเด็กที่ได้อ่าน เขาจะกลายเป็นเด็กเก่ง เป็นเด็กฉลาด ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่แล้วทำไมสังคมไทยถึงยังมีปัญหาเยอะมากอยู่เลยล่ะ นั่นเพราะเราคิดในแง่ปัจเจก คนไหนอ่านหนังสือคนนั้นจะเป็นคนเก่ง แต่สังคมจะดีได้ไม่ใช่เพราะมีคนเก่งและฉลาดอย่างเดียว แต่สังคมจะดีได้ก็ต่อเมื่อทุกคนคิดถึงกัน นี่คือสิ่งที่เชียงใหม่อ่านเชื่อและสอดแทรกไว้ในนิทานทุกเล่มของเรา” อ๋องหนึ่งในผู้จัดทำกล่าวกับเรา

การอ่านเปลี่ยนชีวิตคนและทั้งเมืองให้ดีขึ้นได้อย่างไร บรรทัดต่อจากนี้เชียงใหม่อ่านจะเล่าให้คุณฟัง

โครงการเชียงใหม่อ่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2556 จากแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ของ สสส. ที่ติดต่อเครือข่ายการศึกษาทางเลือกภาคเหนือ ให้รวบรวมเครือข่ายภาคประชาสังคมและประชาชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การอ่านและเขียนในจังหวัดเชียงใหม่มาประชุมร่วมกัน เพื่อวางแผนโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในจังหวัดเชียงใหม่ ผลจากความร่วมมือครั้งนั้นทำให้เกิดโครงการขึ้นมา

ตลอด 8 ปีของการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ เชียงใหม่อ่านมีองค์ความรู้และนวัตกรรมส่งเสริมการอ่าน มีหนังสือนิทานที่ทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องราวของเมือง สังคม และวัฒนธรรมที่เขาอยู่ มีการทำงานร่วมกับครูกว่า 800 คน จากทุกอำเภอของเชียงใหม่ จากความสำเร็จของการปฏิบัติการในจังหวัด เชียงใหม่อ่านยังถูกเชิญให้ออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้กับจังหวัดอื่น ๆ ต่อมา เช่น เชียงราย ขอนแก่น และอุบลราชธานี ได้รับคัดเลือกให้เป็นโครงการดีเด่นด้านส่งเสริมการอ่านที่ถูกนำเสนอต่อกลุ่มประเทศอาเซียน ในงานประชุมประจำปีของสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือระดับภูมิภาคอาเซียน และเป็นโครงการตัวอย่างด้านส่งเสริมการอ่านที่นำไปปรับใช้กับจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และมีส่วนช่วยจัดทำหนังสือนิทาน ช่วยให้กลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorder) อ่านไม่ออก ให้อ่านได้

ความสำเร็จของเชียงใหม่อ่านไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปีแรกที่ก่อตั้งขึ้นมา แต่เกิดจากการเรียนรู้ข้อบกพร่องในแต่ละปีที่ผ่านมาของโครงการ ความร่วมมือของเครือข่าย ครูของเด็ก ๆ จำนวนมาก และการสู้ไม่ถอยของ อ๋อง-ทัทยา อนุสสรราชกิจ และ เสย-รายา ผการ์มาศ คู่รักนักเขียนผู้ขับเคลื่อนหลักของโครงการในปัจจุบัน

เชียงใหม่อ่าน โครงการที่ใช้การอ่านเปลี่ยนชีวิตคนและเมือง ด้วยพลังหนังสือนิทาน

บทเริ่มต้นของเชียงใหม่อ่าน ปีแห่งการทดลอง เรียนรู้

กิจกรรมแรกของเชียงใหม่อ่านคือ ‘งานผ้าป่าหนังสือ’ งานที่ชักชวนคนมาบริจาคหนังสือ โดยมีหนังสือพิมพ์ ไทยนิวส์ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเชียงใหม่เป็นหัวเรือ จากงานนั้นเชียงใหม่อ่านได้รับหนังสือและทุนสนับสนุนสำหรับทำงานโครงการ และยังมีทุนจากแผนงานส่งเสริมการอ่านของ สสส. ที่เข้ามาสนับสนุนอีกทาง

“ปีแรกของโครงการเชียงใหม่อ่าน เราทำงานร่วมกับเครือข่ายที่ทำงานด้านสังคมกว่า 20 หน่วย เราตั้งเป้าหมายร่วมกันว่า จะทำให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านขึ้นที่เชียงใหม่ ปีแรกใช้วิธีมอบหมายให้แต่ละเครือข่ายแยกย้ายไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามที่แต่ละคนถนัดในพื้นที่ของตัวเอง เราเองก็เข้ามาในฐานะเครือข่ายสโมสรนักเขียนเชียงใหม่” อ๋องเล่า

หลังจากปีแรก กลุ่มเชียงใหม่อ่านและเครือข่ายค้นพบว่า การแยกย้ายไปทำให้ผลของการทำงานออกมาค่อนข้างคลุมเครือ ไม่นำไปสู่เป้าหมาย ต่อมาแต่ละเครือข่ายจึงนำผลจากกิจกรรมที่ทำมาประชุมถอดบทเรียนร่วมกัน จนเกิดเป็นนวัตกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เพื่อใช้ยึดในการออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป แบ่งออกเป็น 4 แบบใหญ่ คือ

         1. การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการอ่าน เข้าถึงหนังสือได้ทันที เห็นหนังสือตลอด

         2. ใช้วัฒนธรรมกระตุ้นให้เกิดการอ่าน

         3. อ่านแล้วเอามาเล่า คือการนำเรื่องที่อ่านมาส่งต่อสู่ผู้อื่น นั่นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการอ่าน

         4. ทำให้ห้องสมุดมีชีวิต สร้างกิจกรรมให้มีความเคลื่อนไหว ดึงคนไปห้องสมุด สถานที่ที่ทำให้เกิดการอ่าน

จากการถอดบทเรียนจนสรุปออกมาเป็นนวัตกรรมทั้ง 4 แบบ เพื่อตอบโจทย์เรื่องการสร้างสิ่งแวดล้อมให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่าย เชียงใหม่อ่านจึงจัดกิจกรรม ‘บาทเดียวก็อ่านได้’ ขึ้นมา โดยแต่ละครั้งจะมีธีมในการจัด นอกจากนำหนังสือมาขาย พวกเขาจะนำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวหนังสือในงานแต่ละครั้งมาจัดร่วมกัน ผลตอบรับของบาทเดียวก็อ่านได้ ได้รับผลตอบรับที่ดีและจัดอีกหลายครั้ง ซึ่งต่อมาทางมูลนิธิกระจกเงาติดต่อขอนำรูปแบบกิจกรรมนี้ไปจัดต่อ

“พอจัดกิจกรรมในตัวเมืองได้สักพัก เรารู้สึกว่าจะทำกิจกรรมบาทเดียวก็อ่านได้เฉพาะตัวเมืองไม่ได้ อำเภออื่น ๆ ที่เขาอยู่ไกลก็ควรได้รับโอกาสเท่ากัน เลยตัดสินใจนำกิจกรรมนี้ไปจัดที่อำเภอต่าง ๆ ในเชียงใหม่ เป็นเชียงใหม่อ่านสัญจร” 

กิจกรรมที่ออกแบบโดยยึดจากนวัตกรรม 4 ข้อเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก มีการล้อมวงเล่าเรื่องหนังสือ จัดทำชั้นหนังสือสาธารณะ เวียนเปลี่ยนหนังสือทุกเดือน วางไว้ตามจุดที่มีผู้คนรวมกันอยู่เยอะ กิจกรรมปั่นปันปัญญา ระดมทุนและหนังสือเพื่อจัดทำธนาคารหนังสือ มีการอบรมครูจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเกี่ยวกับความสำคัญของการอ่าน การใช้นิทานในเด็กปฐมวัย ฯลฯ

กิจกรรมที่เกิดขึ้นทำให้เชียงใหม่อ่านเป็นที่สนใจ และถูกผลักดันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับจังหวัดในแผนงานปฏิรูปการศึกษาขององค์การบริหารจังหวัดเชียงใหม่ในที่สุด ต่อจากนี้งานส่งเสริมการอ่านที่เกิดขึ้นจะมาจากองค์กรระดับจังหวัด และขยายไปทั่วทั้งจังหวัดและประเทศในที่สุด เหมือนเป็นตอนจบที่ดี แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น

“มันเงียบกริบเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราได้แต่ถามคนที่ประสานงานตรงกลางว่า เราต้องทำอะไรไหม เพราะงานมันไปสู่นโยบายระดับจังหวัดแล้ว เราก็ไม่ได้คำตอบอะไร แต่ในเมื่อยังได้รับงบมาปีละ 10,000 อยู่ เราก็นำงบนั้นมาจัดกิจกรรมต่อ กระทั่งตอนหลังเครือข่ายก็ค่อย ๆ ลดบทบาทลงจนเงียบหายไปทีละคน” อ๋องพูดตามตรง

เชียงใหม่อ่าน โครงการที่ใช้การอ่านเปลี่ยนชีวิตคนและเมือง ด้วยพลังหนังสือนิทาน
เชียงใหม่อ่าน โครงการที่ใช้การอ่านเปลี่ยนชีวิตคนและเมือง ด้วยพลังหนังสือนิทาน

บทบาทที่แท้จริงของเชียงใหม่อ่าน

ในช่วงที่เชียงใหม่อ่านกำลังไร้ทิศทางไปต่อ พ.ศ. 2560 ก็เกิดเหตุการณ์หมู่บ้านป่าแหว่ง การบุกรุกพื้นที่ดอยสุเทพโดยโครงการบ้านตุลาการเชิงดอยสุเทพจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับกระแสต่อต้านจากประชาชนจำนวนมาก ในปีนั้นโครงการ Spark U Lanna และแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน มีไอเดียร่วมกันจะจัดกิจกรรม ‘อ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกัน’ เป็นไอเดียจากต่างประเทศที่ชวนผู้คนในเมืองมาอ่านหนังสือที่อยู่ในประเด็นเดียวกัน ซึ่งเชียงใหม่เลือกที่จัดอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันในหัวข้อ ‘อ่านดอยสุเทพ’ เพื่อปลุกจิตสำนึกของคนต่อดอยสุเทพ โดยทำหนังสือสำหรับเด็ก 3 เล่มแบ่งตามช่วงวัยคือ กราบดอยสุเทพ, หนูน้อยไปดอยสุเทพ และ ป่า ดอย บ้านของเรา ส่วนของผู้ใหญ่ คือ จิตวิญญาณเชียงใหม่

เชียงใหม่อ่านก็ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ โดยอ๋องและเสยนำแนวคิด อ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกัน มาแปลงให้เป็นกิจกรรมประกวดทำหนังสือเล่มเล็ก หัวข้อ ดอยสุเทพไม่ใช่แค่ภูเขา โดยลงพื้นที่ไปเล่าเรื่องราวของดอยสุเทพ สร้างแรงบันดาลใจให้กับครูและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กิจกรรมครั้งนั้นมีเด็กเข้าร่วมส่งประกวดมาจำนวนมาก

หนังสือเกี่ยวกับดอยสุเทพทั้งหมดจากโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกัน ของ Spark U Lanna ได้รับการตีพิมพ์และนำไปแจกภายในงานมหกรรมการอ่านแห่งชาติที่ปีนั้นจัดที่จังหวัดเชียงใหม่

“พิมพ์หนังสือมาจำนวนพันเล่ม แจกภายในงานจนเหลือประมาณร้อยเล่ม แจกใครบ้างก็ไม่รู้ ถ้าดูเพียงจำนวนที่หนังสือถูกมอบไปโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันก็น่าจะประสบความสำเร็จแล้ว…” อ๋องหยุดชั่วครู่ก่อนพูดต่อ “แต่สำหรับเราสองคนมันไม่ใช่ เรารู้สึกว่าอ่านดอยสุเทพไม่น่าจะจบแค่นี้ ด้วยความที่เราสองคนไปปูพื้นฐานเรื่องอ่านดอยสุเทพกับโรงเรียนต่าง ๆ เราก็เริ่มอิน เรารู้สึกว่าแนวคิดอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเป็นแนวคิดที่ดี มันใช้ให้เกิดพลังได้มากกว่านี้ มากกว่าแค่การแจกหนังสือแล้วก็จบกัน

“หนังสือล้านเล่มที่ไม่มีใครพลิกอ่านเลย มีค่าน้อยกว่าใบปลิวโฆษณาที่คนอ่านซ้ำ ๆ เสียอีก เพราะแบบนี้นิทานดอยสุเทพจึงจบแค่แจกหนังสือไม่ได้ ยังมีอย่างอื่นที่ต้องทำต่อ” อ๋องอธิบายความตั้งใจของเธอและเสย

“พอดีกับที่ปีนั้นคนที่เคยเป็นผู้ประสานงานของเชียงใหม่อ่านกำลังจะออก เขาถามเราว่าสนใจจะเข้ามาทำต่อไหม เพราะเห็นเราทำในนามเครือข่ายมาตั้งแต่ต้น ถ้าเราไม่ทำ เชียงใหม่อ่านก็จบ ไม่มีแล้ว” อ๋องเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เรารู้สึกว่าเชียงใหม่อ่านขับเคลื่อนอะไรได้อีกมาก โครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันยังสร้างประโยชน์ได้อีก ตอนที่เราทำงานอบรมครูเกี่ยวกับความสำคัญของการอ่านนิทานให้เด็กปฐมวัยฟัง เราค้นพบว่านิทานมีพลังอย่างมาก และช่วงของเด็กปฐมวัยก็เป็นช่วงวัยสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม

“เราสองคนทบทวนกันแล้ว ตัดสินใจเข้ามารับทำเชียงใหม่อ่านต่อ” เสยเล่าเหตุผลที่เขาและอ๋องเข้ามาทำเชียงใหม่อ่านเต็มตัว

โครงการแรกที่ทั้งสองเข้ามาทำในฐานะเชียงใหม่อ่าน คือการหางบจัดพิมพ์หนังสือนิทาน 3 เล่ม ของ อ่านดอยสุเทพ อีกครั้ง มีการจัดตั้งกองทุน ฮอมหื้อดอย ขึ้นมาระดมทุนเพื่อจัดพิมพ์หนังสือไปแจกเด็กปฐมวัย

“พอพิมพ์หนังสือเสร็จ เรามานั่งคิดกลไกการแจกหนังสือยังไงให้ถึงเด็กมากที่สุด เราติดต่อไปถามกับจังหวัดว่า ทั้งเชียงใหม่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกี่แห่ง เราพบว่ามีทั้งหมด 600 กว่าแห่ง เราจัดการประสานงานกับท้องถิ่นจังหวัดให้ช่วยแจกจ่ายหนังสือนิทาน ส่งไปให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในท้องถิ่นต่าง ๆ เราเชื่อว่านี่คือวิธีการกระจายหนังสือไปสู่มือครู และครูอ่านนิทานให้กับเด็ก ๆ ฟังได้มากที่สุด ทุกอย่างดูจะลงเอยจบด้วยดี แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

“เราอยากรู้ว่าหนังสือไปถึงมือครู ถึงนักเรียนจริง ๆ ไหม เราอยากรู้ว่าสิ่งที่เราลงแรงไปมันเกิดผลอย่างไรบ้าง ปรากฏว่าหนังสือหลายเล่มไปไม่ถึงมือครู กลายเป็นว่าพอ อบต. รับมอบหนังสือมา ตามระเบียบราชการมันเลยกลายเป็นทรัพย์สินทางราชการ ถ้าหายขึ้นมาก็วุ่นวายเลยไม่มีใครกล้าใช้ หนังสือถูกวางทิ้งไว้ในตู้ ส่วนหนังสือที่ไปถึงมือครูเราก็ลองติดต่อไปหาสมาคมครูในท้องถิ่นต่าง ๆ เขาก็บอกกับเราตามตรงว่าไม่ได้หยิบมาใช้เลย เพราะมันเป็นเรื่องดอยสุเทพ เล่าให้เด็กฟังยาก ไม่เหมือนเรื่องแปรงฟัน เป็นอะไรที่ใกล้ตัวเด็กกว่า

“เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้แล้วว่า ต่อไปเชียงใหม่อ่านจะต้องทำอย่างไร” อ๋องอธิบายโดยเสยพยักหน้าเห็นด้วย

เชียงใหม่อ่าน โครงการที่ใช้การอ่านเปลี่ยนชีวิตคนและเมือง ด้วยพลังหนังสือนิทาน

บทบาทของครู

         “เราค้นพบว่าไม่ค่อยมีใครสอนครูเล่านิทาน ยิ่งพอเป็นนิทานดอยสุเทพที่เล่ายาก ตัวครูเองก็ไม่อิน เขายิ่งไม่หยิบขึ้นมาแน่นอน ต่อให้เราพิมพ์หนังสือนิทานอะไรออกมาอีกเท่าไหร่ ถ้าเราไม่แก้ปัญหาตรงนี้ หนังสือที่ออกมาก็จะถูกวางไว้บนชั้น ไม่ถูกนำมาใช้ แล้วหนังสือนั้นจะมีประโยชน์อะไร พ.ศ. 2562 เราตัดสินใจเขียนโครงการขอทุน อ่านดอยสุเทพ อีกรอบ เราขอสู้อีกสักครั้ง คราวนี้เอาใหม่ จะทำยังไงให้ครูเห็นความสำคัญของนิทานกับเด็กช่วงปฐมวัย

         “เนื้อหาสำคัญที่สุดที่เราต้องจัดการ คือเปลี่ยนแปลงทัศนคติของครูปฐมวัยใหม่ว่า เขาไม่ได้เป็นแค่พี่เลี้ยงเด็ก แต่เขาคือคนสร้างอนาคตของเมือง ถ้าครูสอนเด็กแบบไหน เราก็จะมีอนาคตของเมืองแบบนั้น เราทำให้ครูปฐมวัยเห็นคุณค่าในตัวเอง และยังเป็นบทบาทที่สำคัญมาก เพราะจากงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ เขาสรุปออกมาว่า ถ้าเราสอนอะไรให้เด็กในช่วงนี้ มันจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต

         “เราถามครูว่าอยากให้เด็กรักท้องถิ่นของเขาไหม ถ้าใช่ เราก็ต้องสอนเขาตั้งแต่ตอนนี้ และนิทานดอยสุเทพคือจุดเริ่มต้น” อ๋องพูดด้วยแววตาจริงจัง

         ปีนั้นเชียงใหม่อ่านระดมทุนมาจัดพิมพ์หนังสือ หนูน้อยไปดอยสุเทพ อีกครั้ง คราวนี้พวกเขาได้พัฒนาตัวเล่มให้กลายเป็นป๊อปอัปขึ้นมา เพื่อสร้างจุดสนใจให้กับครูและเด็ก

         “เราทำงานกับครูปฐมวัยมาก่อน ทำให้เรารู้ว่าโดยธรรมชาติของครูเด็กเล็ก เขาไม่ชอบฟังเนื้อหาวิชาการมาก เขาชอบทำอะไรจุกจิก ๆ มีความเคลื่อนไหว หลังจากนั้นเราก็ชวนครูมาวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้ด้วยกันว่ามีข้อดีและไม่ดีอย่างไร มีจุดไหนนำมาสอนเด็กได้บ้าง ใช้คลิปวิดีโอสอนวิธีการเล่านิทาน เราไปขอครูที่เซียนเรื่องการเล่านิทานมาถ่ายบันทึกเปิดให้ครูได้เห็นเป็นตัวอย่าง เขามีเทคนิค มีลีลาการเล่าที่ดึงความสนใจของเด็ก ๆ ได้” อ๋องอธิบายหลักสูตรที่พวกเขาออกแบบ

         เมื่อพวกเขาคิดหลักสูตรที่จะทำให้ครูใช้งานนิทานกับเด็กปฐมวัยได้ดีเสร็จ อ๋องและเสยจึงชวนประธานของเครือข่ายครูแต่ละอำเภอเป็นตัวแทนมาฟังหลักสูตร เมื่อเห็นหลักสูตรตัวแทนครูเสนอกับเชียงใหม่อ่านว่า อยากให้พวกเขาไปอบรมให้กับครูทุก ๆ อำเภอ ในความเป็นจริงอ๋องและเสยสามารถจัดอบรมแค่ครั้งเดียว โดยเชิญครูแต่ละอำเภอมาเรียนพร้อมกันในห้องประชุมใหญ่ แต่พวกเขามองเห็นว่าการไปคุยกับครูในแต่ละพื้นที่ด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ดีกว่า

         “เหตุผลหลัก ๆ ที่เราตั้งใจลงพื้นที่ นอกจากเรื่องหลักสูตร เราต้องการสร้างทัศนคติของครูต่อการใช้นิทานใหม่ เนื้อหาสำคัญของการที่เราลงไปพบครูในพื้นที่ ก็เพื่อจะบอกกับเขาว่าครูสำคัญแค่ไหน และมีส่วนช่วยสร้างอนาคตของเมือง พอวางแผนเรียบร้อย เราสองคนก็บ้ากันมาก ตัดสินใจขายรถคันเดิม เปลี่ยนมาใช้คันที่เหมาะสำหรับเดินทางไกลได้เพื่องานนี้” อ๋องพูดเสร็จก็หัวเราะยิ้มแย้มกับเสย

         พวกเขาใช้งบเหลืออยู่ไม่มากหลังจัดพิมพ์หนังสือ ออกแบบการทำงานลงพื้นที่กับครู โดยแบ่งรอบอบรมเป็นช่วงเช้ากับบ่าย เพื่อประหยัดค่าอาหารกลางวัน มีทีมงานคืออ๋องและเสยเป็นวิทยากรด้วยตนเอง พวกเขาเดินทางไปอบรมได้ทั้งหมด 19 รอบ ใน 24 อำเภอ กับครูจำนวนถึง 800 คน

คู่รักนักเขียนใช้พลังของนิทานและการอ่าน ทำให้เด็กเข้าใจเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนมีครูเครือข่าย 800 คนทั่วเชียงใหม่
คู่รักนักเขียนใช้พลังของนิทานและการอ่าน ทำให้เด็กเข้าใจเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนมีครูเครือข่าย 800 คนทั่วเชียงใหม่

บทพิสูจน์

         ตลอดระยะทางหลายกิโลที่อ๋องและเสยขับรถเข้าไปหาครูในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ของเชียงใหม่ ทำให้ครูมองเห็นคุณค่าในบทบาทของพวกเขา และในที่สุดก็มีบทพิสูจน์ออกมาให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่อ๋องกับเสยพยายามทำนั้นถูกต้อง

         “หลังจากลงพื้นที่ เราจะมีกลุ่มไลน์ไว้สื่อสารกับครู บางวันครูก็ส่งรูปมาให้ดูว่า ทุกวันนี้เขายังคงใช้หนังสือ หนูน้อยไปดอยสุเทพ ที่เป็นป๊อปอัปอยู่เลย บางคนก็บอกว่าขาดแล้ว ขอใหม่ได้ไหม เราก็ส่งไปให้ ทุกรูปที่ครูส่งมาเราดูละเอียดมากเลยนะ เราสนทนากับครูทั้งหมด 800 คน 24 อำเภอ ช่วยกันพัฒนาด้วยกันให้หลักสูตรออกมาดีที่สุด” อ๋องพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

         ในที่สุดผลจากความพยายามก็แสดงผลออกมา เมื่อวันหนึ่งครูเล่าให้อ๋องและเสยฟังว่า หนังสือป๊อปอัป หนูน้อยไปดอยสุเทพ ทำให้เด็กออทิสติกอ่านหนังสือได้ ครูเอาหนังสือไปอ่านให้เขาฟังทุกวัน เขามานั่งรอฟังทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับไปบ้าน ก็ท่องหนังสือเล่มนี้ให้พ่อกับแม่ของเขาฟังได้ พ่อแม่ต้องเดินทางมาหาครูที่โรงเรียนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ ลูกของเขาที่ไม่เคยยอมอ่านหนังสือถึงอ่านได้

         “มันพิสูจน์ให้เราเห็นนะ นิทานมีพลังอย่างเหลือเชื่อ” เสยสรุปผลจากความพยายามของพวกเขา

คู่รักนักเขียนใช้พลังของนิทานและการอ่าน ทำให้เด็กเข้าใจเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนมีครูเครือข่าย 800 คนทั่วเชียงใหม่

บทเรียนจากครู

         “เราสองคนก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่เคยอ่านหรือได้ยินมาว่า นิทานมีพลัง ซึ่งอธิบายได้โดยทฤษฎี เดิมเราก็มองหนังสือนิทานเหมือนคนทั่วไปที่มีตัวหนังสือไม่กี่ตัว มีไม่กี่หน้า อ่านไม่กี่นาทีก็จบ แต่พอไปทำงานกับครู ครูนั่นแหละที่สอนเรา อย่างนิทาน หนูน้อยไปดอยสุเทพ ครูเปิดหน้าที่มีรถแดง (รถโดยสารของเชียงใหม่) จากเรื่องรถแดงครูขยายไปสอนเรื่องการเดินทางในเชียงใหม่ หนังสือนิทานเล่มเดียวครูสอนได้ทั้งเทอม ครูเป็นคนที่ทำให้เรารู้ว่า นิทานมันมีอะไรมากกว่านั้น ครูเป็นคนที่ทำให้เราเชื่อมั่นในพลังของนิทานจริง ๆ แค่คำว่า กระดึ๊บ ๆ อย่างเดียว เด็กก็สนุกกันได้แล้ว

         “การทำงานของเรา เราจะลงไปฟังคนทำงานด้วยว่าจริง ๆ เขาต้องการอะไร แบบไหนที่จะทำให้เขาทำงานได้ดียิ่งขึ้น” อ๋องอธิบายสิ่งที่เชียงใหม่อ่านได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกันกับครูที่พวกเขานำมาใช้พัฒนาต่อ

“เราได้เรียนรู้อะไรต่าง ๆ จากครูเยอะมาก ตอนทำเชียงใหม่อ่านช่วงแรก ๆ หนังสือเรามีขนาดเล็ก แล้วใหญ่ขึ้นมา  ก็มาจากครูที่นำนิทานของเราไปใช้ เขาแนะนำให้เรารู้ว่ารูปเล่มขนาดนี้มันใช้ไม่ได้สำหรับห้องเรียน มันเล็กไป ห้องเรียนมีสิบคน เด็กก็มองไม่เห็นแล้ว เรื่องสีสันในหนังสือก็สำคัญ แม้แต่การเย็บเล่ม ตอนหลังเชียงใหม่อ่านเลือกใช้การเย็บด้วยเชือกแบบมุงหลังคาแทนแม็ก เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ทำให้หนังสือมีอายุการใช้งานทนทาน และกางหน้าหนังสือได้เต็มที่”

คู่รักนักเขียนใช้พลังของนิทานและการอ่าน ทำให้เด็กเข้าใจเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนมีครูเครือข่าย 800 คนทั่วเชียงใหม่
คู่รักนักเขียนใช้พลังของนิทานและการอ่าน ทำให้เด็กเข้าใจเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนมีครูเครือข่าย 800 คนทั่วเชียงใหม่

บทบาทของนิทานและคนอ่าน

         “พ.ศ. 2562 เราลงพื้นที่ไปอบรมครูตามอำเภอต่าง ๆ จนมีเครือข่ายครูที่ทำงานด้วยทั่วจังหวัด แต่เราทำกับรอบนอกหมดเลย แล้วเด็กในเมืองล่ะ เราเลยคิดจะจัดงานในเมืองขึ้นชื่อ ‘มหกรรมนิทานสร้างเมือง’ เราจะใช้พลังของหนังสือสร้างเมืองที่น่าอยู่

         “ไอเดียจัดงานนี้มาจากการที่เราสองคนไปร่วมงานวิสัยทัศน์ของเมืองมาหลายงาน เรามักเห็นคนพูดว่าเชียงใหม่จะมีวิสัยทัศน์อย่างนี้นะ อยากเห็นเมืองเป็นแบบ แต่สุดท้ายก็อยู่แต่ในกระดาษ ภาคปฏิบัติไม่เคยมีการสนับสนุน สมมติเราอยากได้เมืองเกษตรอินทรีย์ ถามว่าเด็กได้เรียนเรื่องเกษตรอินทรีย์ไหม เราไม่ได้เตรียมประชาชนสำหรับไปสู่วิสัยทัศน์นั้นเลย ถ้าเราสอนเรื่องนี้ให้เด็ก ๆ ให้เขารู้ว่าการรักเมืองคืออะไร ต้องรักแบบไหน ต้องทำอะไรให้เมืองบ้าง สอนตั้งแต่เขาอายุไม่เกิน 6 ขวบ อีก 20 ปีข้างหน้าเราก็จะได้คนที่รักเมืองอย่างที่เราอยากเห็น

         “ในงานมหกรรมนิทานสร้างเมือง เราเอาหนังสืออีกเล่มจากอ่านดอยสุเทพ ‘ป่าดอยบ้านของเรา’ ที่มีเนื้อหายากในการสอนเด็กเล็กมาเป็นพระเอกของงาน เราเอาหนังสือเล่มนี้มาขยายให้กลายเป็นฐานกิจกรรมต่าง ๆ จำนวน 10 ฐาน จากเนื้อหาภายในหนังสือเล่มเดียว” อ๋องอธิบายการออกแบบงานของพวกเขา

คล้ายกับการเปลี่ยนหนังสือ หนูน้อยไปดอยสุเทพ ที่เปลี่ยนให้เป็นหนังสือป๊อปอัป พิ่มความน่าสนใจกับเด็กและครู คราวนี้พวกเขาก็ใช้วิธีป๊อปอัปเช่นกัน แต่เป็นการนำเนื้อหาจากภายในหนังสือ ป่าดอยบ้านของเรา ให้ออกมาเป็นฐานจริง ๆ ภายในงานมหกรรมนิทานสร้างเมือง ทำให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาภายในเล่มได้ง่ายและเป็นรูปธรรม

         “เราตีความคำว่าเมืองว่าหมายถึงอะไร คือสิ่งแวดล้อมกับวัฒนธรรม ในหนังสือเล่มนี้มีอะไรที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมบ้าง เราดึงออกมาตั้งเป็นฐานให้หมด หลังจากนั้นก็ชวนภาคประชาสังคมที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นในแต่ละฐานมาออกแบบเนื้อหาในฐานของพวกเขา เช่น ของศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพฯ เขาทำเรื่องสัตว์บนดอย เราก็ชวนเขามาทำเรื่องสัตว์บนดอย เพราะในหนังสือเล่มนั้นมีเนื้อหานี้อยู่ แล้วให้เขามาตั้งฐาน มีเรื่องราวของสัตว์เฉพาะถิ่นบนดอยสุเทพ ส่วนเรื่องของพันธุ์นก เราก็ไปชวนชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนามาร่วม มีเรื่องคลองแม่ข่าในเมือง ที่ในฐานมีโมเดลคลองแม่ข่ามาให้เด็กได้เห็นว่าน้ำมาจากไหน มีเรื่องใบไม้บนดอยก็เอาโรงเรียนที่สอนเด็กตำใบไม้มาทำเป็นสีระบาย

         “เราดึงเนื้อหาในหนังสือออกมาเป็นฐานให้เด็กได้มีส่วนร่วมกับเนื้อหาในเล่มจริง ๆ เพราะเชียงใหม่อ่านไม่ได้ต้องการสร้างหนอนหนังสือ อยู่แต่กับหนังสือ เราต้องการให้เห็นว่าการอ่านนำไปสู่การเป็นคนคิดเป็น อยู่กับตัวเองได้ หาความรู้เองได้ มีกระบวนการลำดับถามคิดตอบในสมอง ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปอ่านหนังสือดังตามกระแสหรือวรรณกรรมระดับโลก ขอแค่คุณใช้หนังสือตอบขั้นตอนการเข้าใจชีวิตของคุณได้ จะอ่านจากในอินเทอร์เน็ตก็ได้ นอกจากตัวเองการอ่านจะทำให้เราเห็นชีวิต หลายชีวิตที่อยู่โดยรอบ ช่วยให้เราคิดถึงผู้อื่น เห็นสังคม เห็นบ้านเมืองที่เขาอยู่ และนำความรู้ที่เขาได้จากการอ่านไปใช้พัฒนาชีวิตและสังคมของเขา” อ๋องอธิบายนิยามของนักอ่านที่เชียงใหม่อ่านฝันถึง

         งานมหกรรมนิทานสร้างเมือง เป็นอีกงานที่ได้รับการตอบรับที่ดี มีเด็ก ๆ พ่อแม่และผู้คนจำนวนมากมาเข้าร่วมงาน และบอกต่อกันในโซเชียลเน็ตเวิร์กออกไปจำนวนมาก ใน พ.ศ. 2563 เชียงใหม่อ่านยังได้จัดทำหนังสือนิทาน มาช่วยเพื่อนเรากันนะ ขึ้นอีกเล่ม เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกของเด็กต่อปัญหาขยะ ที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนสิ่งมีชีวิตร่วมโลกของพวกเขา

คู่รักนักเขียนใช้พลังของนิทานและการอ่าน ทำให้เด็กเข้าใจเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนมีครูเครือข่าย 800 คนทั่วเชียงใหม่

         “เราค้นพบว่านิทานเกี่ยวกับขยะที่ผ่านมามักจะสอนเด็กว่าต้องทิ้งขยะให้ลงถัง ทิ้งลงให้ถูกถัง ก็จบแล้วสำหรับเรื่องขยะกับเด็ก แต่เราไม่เชื่อเช่นนั้น เราเลยตัดสินใจทำนิทานที่จะช่วยปลูกจิตสำนึกเรื่องการจัดการขยะสำหรับเด็กขึ้นมา ถ้าเปิดหนังสือ มาช่วยเพื่อนเรากันนะ จะพบว่าเราไม่ได้นำเสนอวิธีจัดการขยะใด ๆ ลงในเนื้อหาของเล่มเลย แต่เราใช้วิธีไปสร้าง Mindset เขย่าเด็กให้รู้สึกอ่อนไหว ผ่านเรื่องราวของสัตว์ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการไม่จัดการขยะ เราทำให้เด็กสงสัยว่าสัตว์ต่าง ๆ ในเรื่องรู้สึกเศร้าเพราะอะไร มีอะไรเป็นสาเหตุ เราเชื่อว่าถ้าเขารู้สึกว่าตัวเขาเองมีผลกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเล่ม เขาจะค่อย ๆ เริ่มตั้งคำถามขึ้นมา และเริ่มหาวิธีจัดการปัญหานี้ของเขาเอง โดยมีครูหรือผู้ปกครองคอยชี้แนะ

         “เราได้ลองแจกหนังสือเล่มนี้ให้กับโรงเรียนในเมือง ด้วยความเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการจัดการขยะที่สุดทดลองนำนิทานไปใช้กับเด็กดู ผลที่ได้จากการอ่านนิทานของครูที่เล่าเก่ง ๆ เขาเล่าให้เด็กน้ำตาคลอได้ และหลังจากนั้นโรงเรียนที่ว่าก็รู้โดยทันทีเลยว่า เขาจะสอนเรื่องการจัดการขยะกับเด็กได้ เพราะเด็กรู้สึกอินกับประเด็นนี้แล้ว” อ๋องเล่าที่มาและผลของนิทานอีกเล่มจากเชียงใหม่อ่าน

         ปีถัดมาเชียงใหม่อ่านก็ทำโครงการเชื่อมโยงกับเมืองอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาตั้งชื่อว่า นิทานสร้างเมืองอยู่ดีกินดี

         “คำว่าเมืองอยู่ดีกินดี จริง ๆ ก็คือวิสัยทัศน์เมือง เมืองที่คนอยากจะอยู่ก็คือเมืองที่อยู่ดีกินดี เราใช้คำนี้มาเป็นจุดร่วมในการดึงภาคประชาสังคมที่ทำงานพัฒนาเมืองด้านต่าง ๆ มาร่วมมือและหารือกัน ช่วงเช้าในหัวข้อเมืองอยู่ดี ช่วงบ่ายในหัวข้อเมืองกินดี ซึ่งในปีที่เราจัดโครงการสถานการณ์โรคระบาดโควิดทำให้สังคมเกิดความห่วงใยต่อประเด็นความมั่นคงทางอาหาร เราจึงทำนิทานในหัวข้อกินดีเป็นอันดับแรกชื่อ น้องหล้าหาผักแกงแค

         น้องหล้าหาผักแกงแค นำเสนอเรื่องราวของภูมิปัญญาก้นครัวและพืชผักสวนครัวท้องถิ่นของเชียงใหม่ ให้เด็กเรียนรู้การใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบบ้านให้เป็นแหล่งผลิตอาหาร รู้จักชื่อของพืชพื้นถิ่นต่าง ๆ จนถึงการแยกแยะพืชที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น การแยกเพศของใบตำลึงที่ตัวผู้จะมีลักษณะหยัก ๆ กินแล้วท้องเสีย หรือแม้แต่เห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติ บางชนิดมีพิษต้องระวัง นอกจากเรื่องอาหาร ทางเชียงใหม่อ่านยังนำตัวละครเด็กชายเข้ามาช่วยแม่ในครัว เพื่อลดทอนค่านิยมเก่าทางสังคมเกี่ยวกับบทบาททางเพศว่า เด็กผู้หญิงต้องอยู่ช่วยแม่ในครัว ทั้งที่จะเป็นเพศไหนก็ได้

คู่รักนักเขียนใช้พลังของนิทานและการอ่าน ทำให้เด็กเข้าใจเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนมีครูเครือข่าย 800 คนทั่วเชียงใหม่

บทขยาย

         จะเห็นได้ว่าตลอด 8 ปี เชียงใหม่อ่านค่อย ๆ เติบโตโดยเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่ผ่านมา และเรียนรู้ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ร่วมกับเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน ทำให้เครือข่ายที่ทำงานกับเชียงใหม่อ่านเองก็ได้เติบโตไปด้วยกัน

         “ปีแรก ๆ ที่เราทำงานกับครูในแต่ละอำเภอ เราได้แกนนำจากครูพื้นที่ต่าง ๆ และสมาคมครูคอยช่วยเป็นคนประสานงานให้ พอทำเสร็จเราจะคุยกับครูเสมอว่าเขาอยากทำอะไรต่อ พอทุกคนได้เห็นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้นิทาน ครูทุกคนจึงมักบอกกับเราว่า เขาอยากเติบโตขึ้น อยากเป็นวิทยากรสอนครูคนอื่น ๆ เราก็เลยอบรมเอานิทานเรื่อง ป่าดอยบ้านของเรา เอามาให้กลุ่มครูที่สนใจ คิดว่าถ้าเขาจะต้องไปอบรมครูในพื้นที่ของเขาเอง เขาจะสร้างสื่อแบบไหน ออกแบบหลักสูตรของเขาเองขึ้นมา ดันเขาขึ้นมาแทนเรา เราชวนแกนนำและคนที่มาคู่กับเขา เท่ากับเรามี 50 แกนนำใน 25 อำเภอ ที่จะกลับไปอบรมต่อกับครูในพื้นที่ของพวกเขา โดยที่เราไม่ต้องลงพื้นที่เองแล้ว

         “เราเชื่อว่าทุกการทำงานต้องมีการเติบโตทั้งลงลึกและกว้าง ถ้าเราใช้เขาเป็นแค่คนประสานงาน เขาจะเป็นแค่คนประสานงานตลอดชีวิต จะไม่เติบโตเลย แต่สิ่งที่เราหวังคือ ทุกหน่วยต้องแข็งแรงพอที่จะไปใช้งบของท้องถิ่นได้ นั่นแปลว่าผู้บริหารท้องถิ่นมองเห็นว่าการอ่านสร้างอะไรกับท้องถิ่นได้จริง ๆ ถึงจะสนับสนุน และเกิดขึ้นโดยคนในท้องถิ่นเองเป็นคนเรียกร้อง นี่คือสิ่งที่เรามองระยะยาว” อ๋องเล่าความฝันที่มีต่อไปกับเครือข่ายครูที่ทำงานร่วมกับเชียงใหม่อ่าน

บทต่อไปของเชียงใหม่อ่าน

จากความสำเร็จของโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกัน ทำให้เชียงใหม่อ่านถูกองค์กรระดับประเทศเข้ามาชวนให้พวกเขานำความรู้และกิจกรรมที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่ลองนำไปใช้กับจังหวัดอื่น ๆ จนเกิดเป็นโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านขึ้นในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย ขอนแก่น อุบลราชธานี และต่อไปอีกมาก

เชียงใหม่อ่านได้รับเลือกให้เป็นโครงการตัวอย่างที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในงานประชุม The Asian Festival  of Children’s Content (AFCC) 2021 ของสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือระดับภูมิภาคอาเซียน ทำให้เชียงใหม่อ่านได้มีโอกาสทำหนังสือร่วมกับนักเขียนชาวสิงคโปร์ เกี่ยวกับปฏิบัติการช่วยทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน บอกเล่าเรื่องราวความร่วมมือกันระดับนานาชาติเพื่อช่วยเหลือชีวิตเด็ก ๆ ตีพิมพ์เร็ว ๆ นี้

อีกโครงการที่เชียงใหม่อ่านกำลังทำอยู่ตอนนี้ คือการทำหนังสือนิทานเพื่อช่วยแก้ปัญหาการอ่านหนังสือไม่ได้ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorder)

“วันหนึ่งมีคนจากมูลนิธิช่วยเหลือเด็กพิเศษติดต่อเชียงใหม่อ่านมา เขาอยากหาหนังสือนิทานไปใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางการอ่านหรือเด็กแอลดี เขาควรใช้เล่มไหนดี มันเป็นโจทย์ที่ยาก เราไม่อยากให้มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะช้ากว่าคนอื่น เด็กควรได้โอกาสเท่ากันทุกคน เด็กเหล่านี้ต่างก็มีความฝัน และเราไม่ชอบทิ้งความฝันของใคร เราจึงเริ่มพยายามค้นคว้าหาหนังสือสำหรับเด็กแอลดี ปรากฏว่าไม่มีหนังสือนิทานสำหรับเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ของไทยเลย” อ๋องพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ

“แต่ยังโชคดีที่มีชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน เป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาให้เด็กที่อ่านหนังสือได้ช้ากว่าเพื่อน เป็นหนังสือเล่มบาง ๆ สำหรับเด็กทั่วไป เราติดต่อขอนำชุดหนังสือนี้มาใช้กับเด็กในเชียงใหม่ เราเลือกโรงเรียนที่มีค่ามาตรฐานการอ่านของเด็กต่ำที่สุดในประเทศ ปรากฏว่าได้ผล เด็กอ่านได้ เราจึงชวนครูที่รับผิดชอบการสอนหนังสือชุด อ่าน อาน อ๊าน มาประชุมร่วมกับนักวิชาการ เพื่อถอดองค์ความรู้ว่ามีอะไรบ้างที่จะส่งผลให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการอ่านให้อ่านหนังสือได้ เราจะลองนำไปใช้กับเด็กแอลดี”

พวกเขาองค์ความรู้จากการประชุมครั้งนั้นถอดออกมาใช้ตั้งเป็นกติกาในโครงการ ‘นิทานดีดีเพื่อน้องแอลดี’ โครงการประกวดหนังสือนิทานสำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกของเด็กแอลดี

“เราเลือกจัดเป็นงานประกวด เพราะเราอยากให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของโรคนี้ เด็กอ่านไม่ออกไม่ใช่เพราะเขาไม่ฉลาด แต่เป็นเพราะความบกพร่องในสมองของเขา มีคนส่งหนังสือเข้ามาประกวด 50 เล่มจากทั่วประเทศ ดีมาก ๆ ทุกเล่มเลย แต่มีอยู่หนึ่งเล่มที่เรามองว่าตรงกับเงื่อนไขสำหรับการเรียนรู้ของเด็กแอลดีที่สุด นั่นคือนิทาน ยากจังตอบไม่ได้

“หากเป็นคนทั่วไปมาเปิดหนังสือเล่มนี้อ่าน ผิวเผินก็ดูเหมือนหนังสือสำหรับเด็กทั่วไป แต่จริง ๆ ทุกรายละเอียดของหนังสือเล่มนี้มีการออกแบบมาอย่างดีให้เหมาะสำหรับเด็กแอลดี เราต้องเข้าใจก่อนว่าที่เด็กแอลดีอ่านหนังสือไม่ได้เพราะสมองเขาแยกบางคำไม่ออก เช่น ด ต ค ก ถ ม น ดังนั้นในหนังสือเล่มนี้จึงให้ตัวอักษรที่แยกยากมีสีของตัวเอง ขนาดของตัวอักษรใหญ่ มีการเว้นช่องระหว่างตัวอักษร ใช้คำซ้ำเยอะ ๆ อีกลักษณะหนึ่งของเด็กแอลดีก็คือ เขามีสมาธิสั้น ถูกรบกวนง่าย แต่ละหน้าจึงต้องไม่มีอะไรรก หนังสือไม่ควรมีเกิน 3 บรรทัด สีต้องไม่ฉูดฉาดไปกระตุ้นเด็ก หรือมีภาพอะไรไปรบกวนสายตา

“นอกจากเรื่องตัวอักษร ตัวละครที่เลือกมาใช้ในหนังสือก็มีเหตุผล ลักษณะของตัวตุ่นขี้กลัวในหนังสือคือตัวแทนของเด็กแอลดี และเต่าคือตัวแทนของครูใจเย็นที่เข้าใจ และค่อย ๆ สอนตุ่นจดจำทีละตัวอักษร ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ไม่กดดัน” อ๋องอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการออกแบบต่าง ๆ ภายในเล่ม ยากจังตอบไม่ได้

ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้กระจายไปยังโรงเรียนต่าง ๆ แล้ว โดยมีเชียงใหม่อ่านคอยช่วยเหลือครูในการใช้หนังสือนิทานเล่มนี้กับเด็กแอลดีให้เกิดผลที่สุด ท้ายที่สุดผลลัพธ์ของหนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเด็กได้หรือไม่ นั่นคือบทถัดไปของเชียงใหม่อ่านที่พวกเขาตั้งใจทำให้ดีที่สุด

เชียงใหม่อ่าน โครงการที่ใช้การอ่านเปลี่ยนชีวิตคนและเมือง ด้วยพลังหนังสือนิทาน

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทางลาดขนานกับบันได ราวจับขนาบข้างทางเดิน ประตูขนาดกว้างกว่าปกติแต่ไม่มีลูกบิด ห้องน้ำใหญ่พิเศษเพื่อทุกคนโดยไม่ต้องแบ่งแยก

เราไล่มองรายละเอียดต่าง ๆ อย่างประทับใจเมื่อพบเห็นต้นแบบอาคารในฝัน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้พิการแบบไม่ต้องเรียกร้อง

หลังสั่งเครื่องดื่มเมนูโปรดด้วยการจดบนกระดาษ ถูกคิดเงินด้วยพนักงานอัธยาศัยดี และใช้ภาษามือในการส่งต่อออเดอร์ ไม้สุดท้ายคือบาริสต้าใบหน้าเปื้อนยิ้มรับหน้าที่ชงกาแฟให้ถึงมือลูกค้า อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รสชาติของมันกลมกล่อมกว่าที่ไหน 

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) บอกกับเราในภายหลังว่า “ลองไปดูที่ร้านกาแฟข้างล่าง แคชเชียร์ผมเป็นออทิสติก ยิ้มแย้ม มีความสุข เขาทำงานได้ ทิ้งปมด้อยว่าเขาเป็นอะไร”

60+ Plus Bakery & Chocolate Cafe คือชื่อร้านกาแฟที่ท่านว่า ส่วน ศพอ. เป็นสิ่งที่เราจะนั่งลงคุยกับท่านในวันนี้ ถึงความเป็นมาและความพิเศษที่ทำให้ศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ยืนหยัดเพื่อคนพิการมานานกว่า 20 ปี และผ่านการฝึกฝนอาชีพผู้พิการมาแล้วนับ 4,000 คน

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

ตัดสายสะดือ

ท่านพิรุณพาเราย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2536 – 2544 หรือเรียกอีกอย่างว่าทศวรรษคนพิการ ผลจากการที่องค์การสหประชาชาติ (UN) เริ่มร่างอนุสัญญาคนพิการขึ้นมาเพื่อพัฒนากลุ่มเปราะบาง รัฐบาลญี่ปุ่นเล็งเห็นว่าจะเป็นการดีหากมีศูนย์พัฒนาศักยภาพคนพิการขึ้นมาสักแห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของของมนุษย์ และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) 

ท่านพิรุณถึงกับบอกว่า 2 องค์กรนี้เปรียบได้กับผู้ตัดสายสะดือให้ ศพอ. ถือกำเนิดขึ้นมาใน พ.ศ. 2545 ตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ศพอ. ยังได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) ให้เป็นศูนย์ประสานงานด้านความพิการระดับภูมิภาคอีกด้วย

ในช่วงปีแรก จะเป็นการทำงานพัฒนาคนพิการระหว่าง JICA กับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นำความรู้วิทยาการที่รุดหน้าไปไกลของญี่ปุ่น ฝึกอบรมและถ่ายทอดให้กับประเทศต่าง ๆ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม ศพอ. ถึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยเองเสียอีก

ที่สำคัญคือ JICA ไม่เพียงแค่ถ่ายทอดวิชาการอย่างเดียว ตึกที่เรานั่งสนทนากันอยู่ รวมทั้งตึกฝึกอบรมด้านหลัง ก็เป็นตึกที่ทางการญี่ปุ่นส่งมอบให้ โดยใช้หลัก Universal Design ในการออกแบบ ที่ผ่านมาก็มีคณะสถาปัตย์หลากหลายสถาบัน รวมถึงโรงแรมชั้นนำต่าง ๆ เข้ามาขอเรียนรู้งาน เพราะไม่ใช่แค่คนพิการ แต่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุในไม่ช้า และทุกคนต่างก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภูมิสถาปัตย์

“เราก็ใช้ประโยชน์ในเรื่องพัฒนาคนพิการเยอะ ไม่เพียงแต่คนต่างชาตินะ องค์กรคนพิการไทยก็มาใช้ เราอยู่ชั้น 2 สภาคนพิการแห่งชาติอยู่ชั้น 3 แบ่งกันใช้พื้นที่เพื่อทำงานเรื่องคนพิการโดยเฉพาะ”

พันธมิตรคนต่อไปที่เข้ามาจับมือกับ ศพอ. คือกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะช่วยทำให้ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก เป็นศูนย์ของผู้พิการทั้งภูมิภาคอย่างแท้จริง

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

บ้านพี่ เมืองน้อง

เพียงปีแรกที่เข้ามา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ก็ร่วมกับ ศพอ. และ JICA สร้างโครงการ Third Country Training Programme (TCTP) ขึ้นใน พ.ศ. 2557 มีภารกิจสำคัญคือ ฝึกอบรมและถ่ายทอดวิชาการให้แก่กลุ่มผู้พิการเกิดใหม่ในประเทศอาเซียน ได้แก่ ผู้เป็นออทิสติก ดาวน์ซินโดรม และกลุ่มผู้มีปัญหาทางการได้ยิน ภายใต้หลักการพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วม หรือ Community-Based Inclusive Development: CBID โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้

พ.ศ. 2557 ฝึกอบรมผู้มีปัญหาทางการได้ยิน

พ.ศ. 2558 ฝึกอบรมผู้เป็นออทิสติก

พ.ศ. 2559 ฝึกอบรมผู้เป็นดาวน์ซินโดรม

พ.ศ. 2560 ใช้กีฬาเข้ามาช่วยในการพัฒนาศักยภาพคนพิการด้านกายภาพ มุ่งเน้นที่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 

พ.ศ. 2561 – 2562 ฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพคนพิการในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด

มาถึงตรงนี้ ท่านพิรุณเน้นย้ำว่า อยากอธิบายเรื่องหลักการฝึกฝนที่ว่าให้เราเข้าใจ 

“แพทย์เข้ามาดูแลรักษาฟื้นฟูความพิการ แต่หลังจากฟื้นฟูแล้ว คนพิการก็ต้องอยู่ในสังคมให้ได้ CBID คือการนำความพิการมามีส่วนร่วมในสังคม ศพอ. จึงใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา

ถ้าเด็กเป็นออทิสติกอยู่บ้าน ให้พ่อแม่สอนอย่างเดียว การพัฒนาช้า ต้องเอาชุมชน หมู่บ้าน หลากหลายองค์กรเข้ามาช่วยบูรณาการ หลัก CBID จะเข้ามาดูแลสภาพจิตใจ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตอนที่ผมอบรมคนพิการแรก ๆ เขาไม่กล้าพูด เจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนมีปมด้อย ตอนนี้เขาโต้ตอบเหมือนคนทั่วไปแล้ว” ท่านว่า

ส่วน พ.ศ. 2563 – 2565 ที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างเจอวิกฤตโควิด-19 เล่นงาน ทั้ง 3 องค์กร ก็ได้จัดตั้งหลักสูตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของคนพิการขึ้นมา เพราะเชื่อว่าผู้พิการจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถูกนึกถึงเสมอ

“ปกติเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นมา โดยธรรมชาติก็ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่คนพิการเขาเคลื่อนไหวลำบาก มีขายังวิ่งไม่ทันเลย แล้ววีลแชร์จะทันเหรอ เราต้องสร้าง Awareness ให้กับเขา และให้วิธีการช่วยเหลือ”

ตลอดระยะเวลา 9 ปี นอกจากจะมีโครงการที่ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ยังมีโครงการที่ทำร่วมกับ ศพอ. โดยเฉพาะ อาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศกระจายความช่วยเหลือให้ผู้พิการในประเทศต่าง ๆ อีกด้วย

เห็นได้ชัดใน พ.ศ. 2564 จากโครงการเพิ่มศักยภาพการจัดการเรียนร่วมสำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวมัลดีฟส์ สังกัดกรมการเรียนร่วม (IED) และครูจากโรงเรียนแกนนำในเมือง Male และ Atolls ประเทศมัลดีฟส์ โดยได้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมาช่วยปูพื้นฐานเรื่องการศึกษา พัฒนาหลักสูตร และอบรมครูอาจารย์ ศพอ. เองทำหน้าที่เผยแพร่หลักการ CBID คือการเรียนการสอนจะเกิดขึ้นในห้องอย่างเดียวไม่ได้ ชุมชน ผู้ปกครอง จะต้องให้ความร่วมมือด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ให้การช่วยเหลือและประสานงานกับทุกฝ่ายจนโครงการนี้เกิดขึ้น

“หลังเทรนออนไลน์แล้ว TICA ก็มีความเห็นว่า อยากให้ ศพอ. และ มศว ไปดูพื้นที่ในมัลดีฟส์ว่าจะบริหารจัดการยังไง พอได้ไอเดียแล้วก็ให้พวกเขาเดินทางมาดูระบบการศึกษาพิเศษที่ไทย เป็นการแสดงบทบาทของประเทศเราโดยมี TICA เป็นตัวขับเคลื่อน”

ยอมรับตามตรงว่า เราไม่เคยคิดภาพปัญหาคนพิการในประเทศทะเลสีครามอย่างมัลดีฟส์มาก่อน คำถามต่อไปจึงเป็นการขอให้ท่านพิรุณชี้แจงแถลงไข

“จากสถิติขององค์การสหประชาชาติ คนพิการทั่วโลกมี 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่นับที่เพิ่มขึ้นจากอุบัติเหตุ 

“ประเทศไทยมี 67 ล้านคน คนพิการก็คงมีประมาณ 6,700,000 คน ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านั้น แต่ในจำนวน 6 ล้าน มีคนมาลงทะเบียนผู้พิการที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประมาณ 2 ล้านกว่าคนแค่นั้นเอง 

“บางครอบครัวเขาไม่ยอมให้คนพิการออกจากบ้าน อาจจะอาย กลัวหลงทาง แต่โลกปัจจุบันคุณไม่ต้องอาย คุณควรให้โอกาสเขาออกมาเจอสายลมแสงแดดบ้าง เก็บตัวแต่ในบ้าน ในโรงพยาบาล ไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกต้อง”

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

พิเศษใส่ไข่

การออกมาเจอสายลมแสงแดด อาจหมายความถึงการเดินทางมาฝึกฝนทักษะที่ ศพอ. ก็เป็นได้

ท่านพิรุณมองเห็นว่า รูปแบบการสอนที่ผ่านมาเน้นเรื่องกายภาพเป็นหลัก หลังท่านเข้ามารับหน้าที่ก็ได้ริเริ่มการนำมิติเศรษฐศาสตร์เข้ามาผสมผสาน เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพคนพิการดำเนินไปได้อย่างครบวงจรและยั่งยืน คือ หนึ่ง ต้องสร้างอาชีพ สอง ต้องสร้างรายได้ และสาม ต้องสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงได้ 

“ผมยกตัวอย่าง เช่น จักรยานหนึ่งคัน ที่ผ่านมาคุณทำให้องค์ประกอบจักรยานมีสองล้อที่แข็งแรง แต่ถ้าคุณยังต้องลากจูงมันไปก็ไม่ใช่ คุณต้องมีโซ่ที่จะขับเคลื่อนให้เขาไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง

“ถ้าคุณเอาแต่สุขภาพแข็งแรง แล้วเขาอยู่ยังไง คนพิการก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ถ้าเขาได้ใช้ศักยภาพที่มีในตัวเอง ทำงาน หาเงิน ก็จะมีความภาคภูมิใจว่าขนาดเขาพิการยังทำงานมีเงินได้ ไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไป”

ธุรกิจเพื่อผู้พิการ (Disability Inclusive Business) เป็นกลยุทธ์หลักที่ ศพอ. เลือกใช้เป็นทางออกของเรื่องนี้ ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุด จึงเป็นร้านกาแฟที่มีบาริสต้าเปื้อนยิ้มและแคชเชียร์ออทิสติก

60+ Plus Bakery & Chocolate Cafe เป็นโครงการธุรกิจเพื่อสังคมที่ให้ผู้พิการได้ฝึกภาคปฏิบัติในสนามจริง เสิร์ฟจริง ชงจริง ขายจริง สนับสนุนให้พวกเขาได้เป็นผู้ทำขนมปังด้วยตัวเอง โดยมีแบรนด์ขนมปังชื่อดังอย่าง Yamazaki ให้ความช่วยเหลือในการฝึกสอนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน วัตถุดิบเดียวกัน ราคาเดียวกัน เหมือนเป็นอีกหนึ่งสาขาของ Yamazaki ต่างแค่มีผู้เล่นเป็นคนพิการเท่านั้น ผู้พิการบางส่วนถึงกับถูกจ้างให้เป็นพนักงานประจำสาขาต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำไป

ส่วนช็อกโกแลตที่ว่าทำยาก ก็ไม่ยากเกินกว่าจะคณามือคนพิการสักเท่าไร จากความช่วยเหลือของ MarkRin แบรนด์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่เจ้าของใช้เวลาวิจัยต้นโกโก้มานานถึง 30 ปี ได้ออกมาเป็นขนมฝีมือคนพิการที่วางเรียงรายอยู่หน้าร้านรอให้เลือกซื้อ 

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

“มือหนึ่งของร้านเราเป็นคนหูหนวก ทั้งชงกาแฟ ทั้งทำช็อกโกแลตเยี่ยมมาก ตอนนี้เขากลายเป็นอาจารย์สอนคนพิการรุ่นใหม่ ๆ” ท่านพิรุณเล่าพร้อมประกายความสุขในแววตา

ผู้เข้าร่วมอบรมส่วนใหญ่ที่มีความหลากหลาย ทั้งพิการทางการมองเห็น การได้ยิน ทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางสติปัญญา การเรียนรู้ จะได้รับการว่าจ้างในบริษัทเอกชนมากมาย โดยสิ่งแรกที่ผู้เข้าร่วมต้องเผชิญร่วมกัน คือการละลายพฤติกรรม

“เราต้องละลายพฤติกรรม ให้เขาลืมว่าตัวเองพิการอะไร ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้ความพิการประเภทอื่น ๆ ที่เขาต้องอยู่ด้วย คนออทิสติกต้องเรียนรู้เรื่องคนหูหนวกตาบอด”

“Café Amazon เอาคนหูหนวกจากที่นี่ไป 10 กว่าคน ความพิการอย่างเดียวของเขาคือการสื่อสาร แต่แก้ไขได้ด้วยการใช้วิธีเขียนหรือภาษามือง่าย ๆ เขาก็ทำงานได้เกือบเท่าคนปกติ ต่างกันแค่เล็กน้อย”

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีศูนย์ฝึกอบรมโรมแรมสำหรับคนพิการครบวงจรแห่งแรกในประเทศ ด้วยความช่วยเหลือจากโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการ

และการสนับสนุนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สอนเรื่องการบริการ การทำความสะอาด การทำรูมเซอร์วิส ห้องอาหาร คอฟฟี่ช็อป ฯลฯ จนโรงแรมระดับ 5 ดาวหลายที่ต้องต่อคิวกันแย่งตัวเลยทีเดียว 

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

พูดถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในประเทศกันไปแล้ว หลังได้รับความร่วมมือจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ในการกระจายความรู้สู่คนพิการในภูมิภาค รวมถึงพูดคุยกับฝ่ายนโยบายในกลุ่มประเทศอาเซียน น่าสนใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นให้เห็นบ้าง

“สิ่งที่ผมเดินไปคุยกับหน่วยงานของเขา คือกฎหมายของเขาส่งเสริมคนพิการยังไง ผมคิดว่าของไทยเราไปไกลมาก”

นั่นคือมาตรา 33 ที่ถูกบรรจุใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐรับ คนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนร้อยละ 1

สิ่งที่ทำให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือมาตรา 34 ว่าด้วยนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ไม่ได้รับคนพิการเข้าทำงานตามจำนวน จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนตามค่าแรงขั้นต่ำต่อวันใน 1 ปี ราว ๆ 1 แสนบาท

“มาตรา 34 จึงสำคัญมาก ทำให้คนต้องจ้างผู้พิการ นอกจากทำให้นายจ้างคิดถึงคนอื่น ๆ ในสังคม เราต้องการให้คนพิการทำงานได้เหมือนคนปกติ ซึ่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เขายังไม่มี คุยกับเขาเสร็จ เขาขอกฎหมายไทยไปดูได้ไหม เขาต้องแก้และพัฒนากฎหมายตัวเอง”

ท่านพิรุณเล่าว่าสถิติการจ้างงานในช่วง 5 ปีนี้ มีการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชนประมาณ 75 – 80 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเยอะพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าไม่มีปัญหาหากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

“สิ่งที่ผมห่วงคือการจ้างงานของกลุ่มพิการทางสติปัญญา ถ้าทางด้านสายตา หู เขาสมองปกติ ทำงานได้ เพียงแต่การเคลื่อนไหวมีปัญหา แต่ถ้าพิการสติปัญญา บางคนจะเรียนรู้ช้า ทำได้สัก 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ของคนหูหนวก คนจะไม่ค่อยจ้าง ถ้ามีความเป็นธรรม เราต้องให้โอกาสคนพิการทุกประเภท และใช้งานในเรื่องที่เขาถนัด”

“วิธีแก้คือข้อสมมติฐาน คุณจะเลือกตามโควต้าหรือลักษณะงาน ถ้าเลือกตามลักษณะงาน ยังไงคุณก็หาคนไม่ได้หรอก แต่ถ้าคุณเลือกจ้างตามโควต้า แล้วคุณค่อยมาหาลักษณะงานที่เขาพอจะทำได้ เช่น งานประชาสัมพันธ์ คอลเซนเตอร์ ขนาดขนมปัง ช็อกโกแลตยังทำได้เลย ทำไมงานบริการจะทำไม่ได้”

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

ไทย – กล้า

จากการทำงานร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) มาอย่างยาวนาน ประหนึ่งมิตรที่พึ่งพา เกื้อกูล อาศัยกันเสมอ ทำให้ผู้พิการทั่วทั้งภูมิภาคเข้าถึงโอกาส และมองเห็นความหวังในการมีชีวิต เราถามท่านพิรุณว่าอยากเห็นความร่วมมืออะไรอีกจากมิตรแท้ผู้นี้

TICA ช่วยพัฒนามาแล้วทั่วโลก เรื่องเกษตร ท่องเที่ยว หมู่บ้าน เกี่ยวกับการทำมาหากินทั้งหมด ผมอยากให้ TICA มองเรื่องการพัฒนาสังคมมากขึ้นท่านพิรุณตอบคำถามโดยทันที ชี้แจงครบถ้วน ราวกับเตรียมเรื่องนี้มาช้านาน

เริ่มจากด้านทวิภาคี ในแต่ละปีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) จะมีการเจรจากับแผนงานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ท่านพิรุณต้องการให้มองถึงเรื่องความพิการด้วย เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควร หรือไม่มีความรู้ในด้านการพัฒนาคนพิการ อย่างไรก็ดี ศพอ. เปรียบได้กับองค์ผู้รับนโยบายมาปฏิบัติให้เป็นจริง จึงพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกองค์กรเพื่อช่วยพัฒนาคนพิการในอนาคต

ด้านพหุภาคีที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ทำงานร่วมกับ JICA และ มศว ตอนนี้ก็ให้ความสำคัญเรื่องการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ท่านพิรุณเสนอให้ทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องคนพิการเพิ่มด้วย

“โครงการ 60+ plus ก็เป็นโมเดลที่ดี ผมให้เขาเรียนรู้หน้าร้านทั้งหมด การคุย ดูแลลูกค้า แคชเชียร์ การตั้งของ แพ็กเกจจิ้ง ถ้าเขาเบื่อที่จะทำงานก็ไปเปิด Entrepreneurship ของเขาเอง 2 – 3 ปีก่อน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ก็มาดูโครงการ บอกว่าช่วยมาทำให้เขาได้ไหม มันเป็นโครงการที่จับต้องได้”

ผลงานของ APCD เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างประเทศที่ TICA อยากจะนำเสนอให้ผู้เข้าร่วมงาน GSSD Expo 2022 ได้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม รวมทั้ง TICA ได้นำเสนอช็อกโกแลตที่ทำโดยผู้พิการเพื่อแจกให้ผู้เข้าร่วมงานในงาน ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 อีกด้วย

แล้วมีธุรกิจอะไรอีกนอกจากร้านกาแฟที่คนพิการสามารถทำได้ – เราถาม

“มองตามความจริง คุณจะทำอะไรที่ยากมากไม่ได้ แต่ผมมองว่าโรงเรียนสารพัดช่างเป็นสิ่งที่คนพิการทำได้ อย่างช่างแอร์ทำได้แน่ คนพิการก็เหมือนคนทั่วไป ทำบ่อย ๆ ก็ครูพักลักจำ เด็กออทิสติกถ้าทำซ้ำ ๆ เขาก็ทำได้นะ คนหูหนวก มือไม้เขาก็มี พวกงานอิเล็กทรอนิกส์ทำได้แน่” ท่านแนะนำ

“บางคนมองว่าการฝึกคนพิการมันคือการฟื้นฟูสมรรถนะ แต่ผมว่าควรจะคิดให้ไกลกว่านั้น คุณสอนเขาค้าขาย ทำธุรกิจเอง เพิ่มทักษะอาชีพให้ เขาก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องขอใครกิน”

เป้าหมายสุดท้ายของท่านพิรุณ ผู้อำนวยการบริหารคนปัจจุบันของ ศพอ. จึงเป็นการได้เห็นสังคม Inclusive ที่คนพิการไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตได้อิสระดังเช่นคนปกติ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

ด้วยความช่วยเหลือจากนานาประเทศ จากพันธมิตรที่มีอย่างเหนียวแน่นอย่าง TICA เราเชื่อว่าภาพนั้นจะเกิดขึ้นจริงในเร็ววัน

“ผมก็เคยถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องทำ แต่ความพิการไม่ใช่ความผิดของคนพิการ ชีวิตมันต้องเดินหน้า ไม่ว่าจะพิการหรือปกติ สิ่งที่เราทำคือการบอกให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะรัฐบาลไทย พ่อแม่ สังคม ดูแลเขาไม่ได้ตลอดชีวิต” ท่านพิรุณแสดงเจตจำนงปิดท้าย

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load