วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ลิโด ฉายรอบปฐมทัศน์เรื่อง ศึกเซบาสเตียน (Guns for San Sebastian) และเริ่มสร้างความทรงจำในใจผู้คนแต่ละยุคสมัย

ปี 2536 ลิโดจำเป็นต้องปรับปรุงอาคารขนานใหญ่เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยเปลี่ยนจากโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่จุ 1,000 ที่นั่ง มาเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก 3 โรงอย่างที่ใครหลายคนคุ้นเคย

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ด้วยเหตุผลทางธุรกิจทำให้ลิโดจำเป็นต้องยุติการให้บริการ และในวันสุดท้ายมีการจัดกิจกรรม ‘Farewell to Our Theater’ เพื่ออำลาโรงภาพยนตร์ที่ยืนหยัดมากว่า 50 ปี โดยจัดฉายภาพยนตร์ 2 เรื่อง ได้แก่ Kids on the Slope และ Tonight, at Romance Theater

ตั๋วที่ถูกขายจนเกลี้ยงยันแถวหน้าและแววตาที่สื่อสารกันระหว่างผู้ชมกับสุภาพบุรุษสูทเหลืองที่ยืนรอต้อนรับหลังหนังรอบปัจฉิมทัศน์จบลง บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงความผูกพันที่ทุกคนมีต่อโรงภาพยนตร์แห่งนี้

อาจกล่าวได้ว่าลิโดเป็นมากกว่าตัวอาคาร หากแต่มันคล้ายเป็นสถาบันที่มีคนหลายรุ่นมาใช้ชีวิตและเติบโต

หลายคำถามจึงเกิดขึ้นหลังจากลิโดปิดตัวว่า สิ่งที่จะมาแทนที่ลิโดคืออะไร ในพื้นที่ทำเลทองฝังเพชรตรงนั้นจะกลายเป็นอะไร จะทุบทิ้งแล้วสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าหรือเปล่า ฯลฯ

และบทสนทนาภายในสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ หรือ PMCU ในเย็นวันหนึ่งได้ช่วยคลี่คลายคำถามต่างๆ ในย่อหน้าบน

สิ่งที่ยืนยันได้คือ ‘ลิโด’ จะกลับมาอีกครั้ง โดยนอกจากเติมไม้โทที่ชื่อให้กลายเป็น ‘ลิโด้’ แล้ว ยังมีวิธีคิดเบื้องลึกที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจจนอยากเอามาเล่าต่อ

ก่อนที่กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ลิโด้ที่คิดถึงจะกลับมาให้บริการ

1

เราจะพัฒนาอย่างไรให้คงเสน่ห์เหมือนเดิม”

หลังจากทางผู้เช่าพื้นที่เดิมอย่างผู้บริหารโรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ (Apex) ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาพื้นที่ลิโด โจทย์ที่ทาง PMCU ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ต้องคิดเป็นอันดับแรกคือจะจัดการพื้นที่นั้นต่ออย่างไร

จะทุบทิ้งแล้วสร้างสิ่งใหม่ หรือจะทำอย่างไรกับอาคารที่ผ่านอายุการใช้งานมายาวนาน

“ลิโดอยู่กับเรามาปีนี้ปีที่ 50 ตั้งแต่ปี 1968 จำง่ายเพราะเป็นปีเกิดผม ประวัติศาสตร์ลิโดนั้นยาวนาน เพราะเป็นจุดศูนย์กลาง มีแฟนคลับเยอะแยะ พอสัญญาหมดเราก็เห็นสภาพเก่าเนื่องจากก่อสร้างมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทาง PMCU ก็เลยมาคิดกันว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะเอาพื้นที่ที่อยู่ใจกลางขนาดนี้กลับมาพัฒนาบูรณะมันอย่างไรให้มันคงเสน่ห์เหมือนเดิม” รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองอธิการบดี กำกับดูแลด้านการจัดการทรัพย์สินและนวัตกรรม เกริ่นเมื่อเราถามถึงอนาคตที่หลายคนสงสัย

ด้วยคำถามที่เป็นคล้ายเข็มทิศนี้ PMCU จึงมองหาทีมเพื่อเข้ามาช่วยบริหารและจัดการพื้นที่

“ทาง PMCU ตั้งใจสร้างพื้นที่ที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้สังคม ซึ่งคำว่าคุณค่าเพิ่มมันก็แล้วแต่มุมมอง แล้วแต่คำจำกัดความของแต่ละคน ทางเราซึ่งเป็นพื้นที่การศึกษาเราก็อยากจะให้มันเป็นแหล่งเรียนรู้ สร้างให้สังคมมีความรู้เพิ่มขึ้นไม่ว่าในด้านใดก็แล้วแต่ มันก็ย้อนกลับมาที่เราอยากจะสร้างชุมชนที่สร้างการเรียนรู้ เราก็ตั้งคำถามว่า แล้วเราจะทำยังไง โดยที่เราไม่คิดว่าจะทำเองอยู่แล้ว เราต้องหาพันธมิตร คนที่เก่งแล้วมีแพสชันร่วมกัน มีจุดมุ่งหมายตรงกันที่จะมาทำพื้นที่นี้ เราใช้เวลาหาหลายเดือน ให้ทีมงานลองดูว่าจะหาพันธมิตรที่ไหนได้บ้าง”

หลังการค้นหาหลายเดือน คำตอบก็มาตกที่ทีม LOVEiS ค่ายเพลงที่ก่อตั้งโดย บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งมีคอนเนกชันทางสายดนตรีและวงการสร้างสรรค์มากมาย

“เลิฟอีสมาจาก Bakery Music ที่มีจุดกำเนิดมาจากสยามสแควร์ ผมว่าอันนี้เป็นตัวหลักที่น่าสนใจ” รองอธิการบดีอธิบาย “ประเด็นที่สองคือเรื่องของดนตรี เราไม่มีย่านที่เปิดโอกาสให้เยาวชนหรือใครมาแสดงออก มีพื้นที่เรียนรู้ที่ชัดเจนว่าเรื่องดนตรีต้องมาย่านนี้แหละ ผมยังนึกไม่ออกนะว่ามีที่ไหน ก็เลยลองพูดคุยกันดู

“หลังจากได้คุยกับคุณบอย โกสิยพงษ์ กับคุณนภ พรชำนิ แล้ว วัตถุประสงค์ของเราตรงกัน มุมมองใกล้เคียงกัน ว่าเราไม่ได้มาตรงนี้เพื่อสร้างรายได้สูงสุด แต่เรามองว่ามาสร้างคุณค่าเพิ่มร่วมกันให้สังคม ต้องเป็นธุรกิจที่ต้องยั่งยืน แล้วก็สร้างชุมชนใหม่ๆ ไม่เฉพาะด้านดนตรี แต่ขยายขอบเขตไปมากกว่านั้น อาจจจะเป็นเรื่องการแสดง เรื่องศิลปวัฒนธรรมที่มาอยู่รวมกันได้ โดยคีย์เวิร์ดสำคัญคือการให้โอกาส ให้โอกาสผู้ประกอบการได้มีพื้นที่ในการโชว์ของ แสดงตัวตนออกมา

“อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมถึงเป็นเลิฟอีส”

Lido, ลิโด้

2

เราจะไม่กระโดดข้ามคนรุ่นเก่า”

“ตอนยังเด็กผมเคยมาดูหนังเรื่อง Jaws ครั้งแรกที่นี่ จำได้ว่าน่ากลัวมาก ตอนนั้นลิโดยังเป็นโรงเดี่ยวอยู่ แต่ผมไม่ได้เรียกลิโดว่าลิโด้ตั้งแต่เด็กนะ ผมเรียกว่าลิโด เพราะมันไม่มีไม้โท ดังนั้น สำหรับผม ในความทรงจำลิโดคือลิโด ส่วนที่เราจะทำใหม่คือลิโด้ มีไม้โทด้วย” บอยย้อนเล่าทรงจำที่มีต่อลิโดในอดีต

ไม่ใช่แค่บอย, สิ่งที่สังเกตได้คือทุกคนที่มีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้ล้วนมีความผูกพันกับลิโด

และนี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การทุบอาคารเดิมทิ้งแล้วสร้างใหม่ไม่อยู่ในตัวเลือกเลยตั้งแต่แรก

ทุกคนที่ว่าประกอบด้วย บอย โกสิยพงษ์ และ นภ พรชำนิ ตัวแทนจากค่าย LOVEiS อู๋-ภฤศธร สกุลไทย Design Director บริษัท PIA interior และ พี-รวมพร ถาวรอธิวาสน์ ผู้ก่อตั้งและ Managing Director บริษัทติโตติโต ที่รับหน้าที่ในการคิดคอนเซปต์และออกแบบ โดยทั้งพีและอู๋เคยมีประสบการณ์ในการรีโนเวตพื้นที่เก่าให้กลับมามีลมหายใจและน่าสนใจหลายโปรเจกต์ เช่น Freeform Festival ที่แปลงโรงเรียนร้างเป็นพื้นที่สร้างสรรค์

ตอนนี้ทุกที่มีแต่สิ่งใหม่เต็มไปหมด แต่ความเป็นสยามแสควร์มันมีความขลังอยู่ สิ่งที่เราทำมันคือการ Respect สิ่งที่คนรุ่นเก่าสร้างไว้” นภ พรชำนิ เริ่มเล่า “คำถามคือพวกเราที่มีหน้าที่ตรงนี้จะทุบทิ้งมั้ย หรือว่าเราจะอนุรักษ์แล้วทำให้มันดีกว่าเดิม ซึ่งเรารู้สึกว่าอย่างหลังดีกว่า เราอยากจะทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าของคนรุ่นเก่าด้วย ไม่ได้จะกระโดดข้ามหัวไป ไม่ใช่ว่าฉันมีเงิน ทุบเลย ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างนั้นมันง่ายไง

“เราคือคนที่จะเข้าไปปฏิบัติการต่อจากผู้ปฏิบัติการเก่า เราคือคนอีกรุ่นหนึ่งที่จะไม่กระโดดข้ามคนรุ่นเก่า แต่เราจะพยายามอนุรักษ์ เราจะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็นค่าของสิ่งที่ทีมเก่าเขาสร้างเอาไว้แต่เขาอาจจะหมดแรงแล้ว ไม่มีแรงที่จะทำต่อแล้ว ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพวกผมจะทำให้มันเข้มแข็งขึ้น โดยการเปลี่ยนให้มันดีขึ้น เข้มแข็ง แข็งแรงขึ้น โดยอนุรักษ์ทุกอย่างไว้ โดยเอาแนวคิดเดิมที่ว่า สร้างมุมมองเปิดโลกทัศน์ เรามาเปิดให้มันมากกว่าเดิมอีก”

สิ่งที่พวกเขาตัดสินใจทำคือการไปคุยกับเจ้าของเดิมอย่าง คุณนันทา ตันสัจจา ประธานโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ เพื่อบอกเล่าถึงความตั้งใจที่จะเก็บโรงภาพยนตร์ทั้งสามโรงของลิโดเดิมเอาไว้ แล้วรีโนเวตเพื่อเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับศิลปวัฒนธรรมหลากหลายแขนง

“วันนั้นพี่นภไปเดินดูแล้วก็คุยกับคุณนันทาในโรงหนัง ซึ่งเป็นภาพที่ผมรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มาก” อู๋บอกความรู้สึก ก่อนที่นภจะเล่าต่อ “ต่อไปที่นี่จะไม่ได้มีแค่หนังแล้ว แต่มีทั้งดนตรี ทั้งการละคร มาหมดเลย หรือจะจัดฉายหนัง จัดสัมมนา หรือเปิดตัวสินค้าที่มันช่วยเหลือสังคม ได้หมด เราทำให้มันครบมากขึ้น ซึ่งผมก็ได้นำไอเดียนี้เสนอทั้งทางทีมจุฬาฯ และไปคุยกับทางทีมลิโดเดิมว่า เราทำด้วยความเคารพจริงๆ เราจะทำให้ทุกคนหันมามองลิโด้ว่านี่คือ World-class Case Study ซึ่งคุณพีก็เอากรณีศึกษาที่ฮ่องกง ที่เบอร์ลิน มาให้ดูว่ามันทำได้ แล้วมันจะสามารถดึงคนที่ชอบอนุรักษ์ของเก่ามาได้”

ท่าทีอันเป็นมิตรและให้เกียรตินี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่มีฝ่ายใดต้องเจ็บปวดเพราะเห็นสิ่งล้ำค่าที่ผ่านกาลเวลาถูกทุบทำลาย

ผมชอบที่นภบอกว่า เลิฟอีสเป็นตัวเปลี่ยนผ่านที่นุ่มนวล ในเรื่องกายภาพ อาคาร ทางนี้ถือเป็นตัวเปลี่ยนผ่านที่นุ่มนวลจริงๆ เพราะว่ามีส่วนในการไปคุยกับเจ้าของเดิมเพื่อให้การรื้อถอนอะไรต่างๆ ได้นำกลับมาใช้ประโยชน์อยู่ ไม่ใช่ทุบทิ้งทำลายแล้วสร้างกันใหม่ แล้วสิ่งที่จะเห็นโฉมต่อไปมันจะมีกลิ่นอายของเดิมอยู่บ้าง เห็นแล้วคนจะรำลึกถึง” วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้อำนวยการ PMCU บอกความรู้สึกถึงตอนที่ทีมเลิฟอีสมาบอกเล่าคอนเซปต์ให้ฟัง

อู๋ ภฤศธร ซึ่งเป็นผู้ออกแบบบอกว่า ไฮไลต์สำคัญของการรีโนเวตครั้งนี้คือการที่รูปร่างหน้าตาของตัวอาคารจะกลับไปเหมือนโรงภาพยนตร์ลิโดแบบดั้งเดิม ก่อนที่จะไฟไหม้เมื่อปี 2536

“มันคือความทรงจำที่เด็กรุ่นผมไม่เคยเห็น รูปร่างหน้าตาของลิโดเวลามองมาจากถนนในสมัยที่สร้างตั้งแต่แรกคือยุคปี 1968 เราจะย้อนอดีตกลับไปตรงนั้น เรากลับไปเปิดรูปค้นดูว่าเขาทำไว้ยังไง แล้วก็ขอข้อมูลจากเอเพ็กซ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็จะ Back to original หน้าโรงภาพยนตร์จะเป็นลักษณะคล้ายคลึงประมาณสัก 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ แต่เราใส่ความเป็นปัจจุบันเข้าไปด้วย

“เราจะทำให้มันดีขึ้นไปอีกทั้งในเชิงความรู้สึกและในเชิงฟังก์ชัน”

Lido, ลิโด้

3

ทำพื้นที่ไพรม์ที่สุดให้มันมีประโยชน์สูงสุด”

“เรามีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับพื้นที่ลิโด และเป็นความทรงจำที่เราเอามาใช้ทำพื้นที่ใหม่” นภ พรชำนิ เกริ่นก่อนจะเล่าบางเรื่องราวในอดีตที่ส่งผลต่อวิธีคิดในการจัดการฟังก์ชันของพื้นที่ลิโด้

“ผมกับ ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) และ โป้ โยคีเพลย์บอย (ปิยะ ศาสตรวาหา) เคยไปเล่นเปิดหมวกกันที่ใต้ลิโดตอนประมาณปี 1 ปี 2 ตรงทางออกโรงหนัง พนักงานโรงหนังไม่ว่าอะไรเลย ปล่อยให้เล่นสบายๆ ทั้งที่ขณะนั้นหนังกำลังฉายอยู่ด้วย แต่ร้านค้าที่อยู่แถวนั้นเขาไม่พอใจ เพราะเรามาเล่นแล้วคนมายืนมุงอยู่ตรงนั้นเต็มเลย แล้วร้านข้างๆ ก็เปิดเพลงไล่ เราจะร้องแข่งก็ไม่ได้ คือมุมมองของคนตรงนั้นเขายังปิดกั้น นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าตรงนั้นมันเป็นจุดที่เด็กทุกคน ถ้ามีของ เราอยากจะให้เด็กได้มาแสดงออก เหมือนอย่างที่ผมอยากไปทำแต่ตอนนั้นไม่มีโอกาส ไม่มีพื้นที่”

นั่นเป็นหนึ่งในที่มาของความคิดที่จะทำให้ลิโด้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างเพื่อให้โอกาสให้เด็กรุ่นใหม่และผู้คนในวงการสร้างสรรค์ได้มาใช้พื้นที่

โดยพวกเขาใช้นิยามลิโด้โฉมใหม่ว่า ‘Co-cultural Space’ โดยแต่ละชั้นก็มีฟังก์ชันต่างกันไป

Lido, ลิโด้

Lido, ลิโด้

ชั้น 1

Co-inspiring Space

ชั้น 1 ซึ่งแต่เดิมเป็นร้านค้าแฟชั่นจะถูกปรับเป็นพื้นที่สำหรับ Commercial โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่เป็นอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือก็จะเปิดกว้างสำหรับร้านค้าและบริการอื่นๆ

“เราไม่ได้จะทำแต่ร้านแฟชั่นอย่างเดียว เรามองว่าอะไรที่เป็นคัลเจอร์แล้วมันเอื้อกันกับสิ่งที่พวกเราทำมันได้หมด ถ้าพูดถึงดนตรีมันแตกได้เยอะเลยนะว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการอะไร หรือถ้าพูดถึงงานดีไซน์มันก็แตกได้อีก เราถึงยังไม่ระบุว่าร้านประเภทไหนกี่เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนทุกคนต้องกินต้องดื่ม เรามีไว้ก่อน เพื่อให้คนที่มาแสดงเขามีที่กินหรือฝากท้องได้ในราคาที่เขาโอเค ที่เหลือเหมือนมาเสริมกันมากกว่า” อู๋บอกถึงภาพที่คิดไว้

โดยโจทย์เพียงโจทย์เดียวที่เป็นเหมือนข้อบังคับและเกณฑ์ในการคัดเลือก คือทุกร้านที่มาอยู่จะต้องออกแบบกิจกรรมที่ทำเพื่อสังคม ไม่ใช่มาแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว

“ลิโด้คือที่ที่ไพรม์ที่สุด เราก็เลยอยากทำพื้นที่ไพรม์ที่สุดให้มันมีประโยชน์สูงสุดกับสังคม เราเลยกำหนดว่าร้านค้าที่เข้ามาร่วมกับเรา เขาจะมาเช่าเราได้เขาก็ต้องมีกิจกรรมอะไรบางอย่างที่จะทำเพื่อสังคมให้เราเห็น มาเสนอเราก่อน แล้วลิโด้มันก็จะกลายเป็นตึกแห่งโอกาส” บอยอธิบายก่อนที่จะเปิดรับสมัครร้านต่างๆ ที่อยากมามีส่วนร่วมในพื้นที่แห่งนี้

ในแง่การปรับพื้นที่ อู๋บอกว่า “ถ้าสังเกตชั้นล่างมันจะค่อนข้างเตี้ย ของเดิมมันมองไม่เห็นกัน เราก็พยายามเปิดพื้นที่ตรงกลางให้มันกว้างขึ้น แล้วก็พยายามเปิดพื้นที่ด้านนอกให้มันโปร่งขึ้น จากด้านหน้าถนนวิ่งไปถึงด้านหลังลิโด้ได้เลย ทำให้พื้นที่ตรงนี้มันเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ใครใช้ก็ได้ คนที่เดินรอบลิโดมองเข้าไปจะเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้น มันเอื้อประโยชน์กัน

“นอกจากนั้น มันยังมีพื้นที่ที่เป็น Event Space จุดนี้ตั้งใจดีไซน์เพราะพี่นภบอกว่าเคยมาเล่นที่นี่แล้วโดนไล่ ผมก็เลยบอกว่าเอาตรงนั้นเลยที่พี่เคยเล่น ผมขออนุญาตเอาร้านออกสักนิดหนึ่งเพื่อเปิดตรงกลางให้มันเป็นเวิ้ง แล้วพอมันเป็นเวิ้งที่เป็น Event Space เราจะทำอะไรกับมันก็ได้แล้ว ซึ่งอันนี้โดยหลักการมันก็คือการคืนพื้นที่ให้กับสาธารณะ”

“นี่เป็นที่ที่ผมจะไปเล่นเปิดหมวกได้” หลังประโยคนี้ของนภ เราเห็นรอยยิ้ม

Lido, ลิโด้

ชั้น 2

Co-performing Space

ชั้น 2 แต่เดิมเป็นโรงภาพยนตร์ 3 โรง แต่ละโรงจุผู้ชมแตกต่างกันไป โรงที่ 1 จุ 147 ที่นั่ง โรงที่ 2 จุ 243 ที่นั่ง และโรงที่ 3 จุ 243 ที่นั่ง ซึ่งจากขนาดที่ว่า ทุกคนเล็งเห็นตรงกันว่าถือเป็นขนาดที่น่าสนใจ

“บ้านเรายังขาดพื้นที่ขนาดประมาณนี้บนพื้นที่ใจกลาง มันไม่มีพื้นที่ที่เป็นโรงละครหรือโชว์ขนาดกลางๆ” อู๋ให้ความเห็นก่อนที่บอยจะเสริม “สำหรับผมที่นี่มันคือขนาดเล็กที่พอดี ศิลปินเพิ่งเกิดใหม่ก็เล่นได้ ศิลปินใหญ่ที่อยากจะทำงานนิชก็เล่นได้”

โดยสิ่งแรกที่มีการปรับปรุงขนานใหญ่คือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่แห่งนี้เหมาะกับการเป็นพื้นที่ใจกลางแห่งศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

“ผมจำได้ว่าเวลาผมมาดูหนังที่นี่ ผมเข้าห้องน้ำไม่ได้ ห้องน้ำมันไม่พอ เราก็เพิ่มจำนวนห้องน้ำ แล้วก็มีห้องน้ำสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ เพราะเราไม่ได้มองแค่กลุ่มวัยรุ่น แต่เรามองถึงกลุ่มครอบครัวด้วยว่าถ้าเขาพาพ่อพาแม่มาดูโชว์จะเป็นยังไง เราก็ต้องคิดถึงคนแก่ด้วย อันนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทางจุฬาฯ ช่วยเราปรับปรุง รวมถึงระบบระบายน้ำ เพราะว่าที่นี่น้ำเคยท่วม เราก็ปรับไม่ให้น้ำท่วมแล้ว งานระบบทั้งหมด แอร์ น้ำ ไฟ ระบบความปลอดภัย ทุกอย่างใหม่หมดเลย” อู่บอกถึงสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

“อีกสิ่งที่พวกเราตั้งใจกันมากก็คือการเตรียม Facility ที่จะอำนวยความสะดวกให้ทุกคนที่มาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการจองบัตรหรือว่าการประชาสัมพันธ์ให้ที่นี่เป็น Destination ใหม่ของกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวจะรู้ทันทีว่าปีนี้มีอะไร ฉันจองตั๋วมาเลย”

และอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น โรงภาพยนตร์ทั้งหมดจะถูกปรับปรุงสำหรับการใช้งานที่ต่างกันไป

“เรามองถึงการเชื่อมโยงศิลปะและวัฒนธรรมหลายแขนง ชั้นบน ด้วยฟังก์ชันของมันเราเรียกมันว่า Co-performing Space โดยรีโนเวตโรงภาพยนตร์ให้เหมาะกับการแสดงสดทุกประเภท เช่น Music, Performing Art, Design หรือแม้กระทั่ง e-Sport ที่เป็น Technology และ Innovation” พีอธิบายแนวคิดในการปรับปรุงพื้นที่เดิม

โดยโรงภาพยนตร์ทั้งสามถูกปรับและเปลี่ยนอย่างน่าสนใจ บางโรงยังคงเค้าโครงเดิม ในขณะที่บางโรงก็มีหน้าเปลี่ยนไป

Lido, ลิโด้

Lido, ลิโด้

โรงภาพยนตร์ที่ 1

“โรงภาพยนตร์ที่ 1 เราเก็บไว้ทั้งหมด จอเดิมก็ยังอยู่ ที่นั่งก็ยังอยู่ เหมือนเดิม ยกเว้นพื้นซึ่งเป็นพรมที่เราต้องเอาออก เพราะไม่อย่างนั้นเราต้องทำความสะอาดและเสียค่าบำรุงรักษาเยอะ อีกอย่างเราคุยกับกลุ่มการละคร ก็เห็นกันว่าเชื้อโรคมันอยู่ในพรมเยอะมาก แล้วถ้าเขามาใช้สถานที่ก็อาจจะป่วยได้

“เวลาเราทำงานอนุรักษ์ บางอย่างเราต้องยอมตัดใจทิ้งไป ประนีประนอมไม่ได้ บางอย่างมีปลวกบ้าง มีราบ้าง พวกนี้เราทำความสะอาดได้หมด ไม่ใช่ต้องเก็บไว้อย่างนั้น

โรงนี้ก็จะเหมาะคนที่ไม่ได้มีงบมากมาย เหมาะกับการแสดงประเภทที่มาคนเดียว”

โรงภาพยนตร์ที่ 2

โรงภาพยนตร์ที่ 2 ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เราก็เก็บเก้าอี้ไว้ทำความสะอาดใหม่ เพิ่มไฟที่สามารถส่องเวทีได้ แต่ว่าโรงนี้ต้องตัดใจเอาจอภาพยนตร์ออก แล้วก็เพิ่มหลังเวทีที่เป็น Backstage เข้าไป

“เราโรงนี้เรียกว่า Live House เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมประเภทดนตรี”

โรงภาพยนตร์ที่ 3

โรงภาพยนตร์ที่ 3 เรายอมเอาออกทั้งหมด รื้อเก้าอี้ออกทั้งหมด แล้วรอบโรงภาพยนตร์จะล้อมม่านทั้งหมด ทำให้เป็นสีดำ ซึ่งมันก็คือ Black Box Theater แล้วเราก็เติมไฟเป็นกริดเข้าไป

“โรงภาพยนตร์นี้ตั้งใจมีไว้รองรับกลุ่ม Performing Art ซึ่งคนที่มาดูเขาก็จะบอกว่า ฉันจะได้มาเล่นในนี้ที่สยามในสเกลนี้ ในราคาค่าเช่าเท่านี้ จริงเหรอ ต่อไปนี้เขาจะสามารถสร้างงานได้แล้ว จากที่เขาเคยจ่ายเป็นแสน เขาได้มาอยู่ที่นี่ด้วยราคาที่แบบทุกคนสงสัยว่านี่คือความจริงเหรอ”

Lido, ลิโด้ Lido, ลิโด้

สุดท้ายอู๋บอกว่า การปรับเปลี่ยนหาได้นั่งเทียนเขียนแบบกันเอาเองในสตูดิโอ หากแต่มีการเชิญศิลปินหลากหลายกลุ่มมาลงพื้นที่และสอบถามความต้องการ เพื่อจะได้ออกแบบพื้นที่ให้ตรงกับการใช้งานจริงมากที่สุด

“ที่นี่มันเป็น Live Performance ดังนั้น มันจะมี 2 กลุ่มหลักๆ ที่เข้ามาช่วยเราดีไซน์ตั้งแต่แรกคือฝั่งดนตรีและการละคร โดยให้เขาเข้ามาเดินกับเราตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่ได้เริ่มการรีโนเวตเพื่อเช็กลิสต์ว่าที่มีอยู่ขาดอะไรไปบ้าง มีอะไรที่ดีอยู่แล้วบ้าง แล้วเราก็ใส่คุณภาพเข้าไปในสิ่งที่มันตกๆ หล่น

ที่พูดเพื่อจะบอกว่า ผมไม่ได้ดีไซน์จากความรู้สึกผมนะ แต่ผมดีไซน์จากความต้องการของคนพวกนี้”

ฟังถึงตรงนี้ เราชักอยากเห็นเหลือเกินว่าหน้าตาของลิโด้จะออกมาเป็นแบบไหน แล้วคนที่เคยผูกพันกับมันจะรู้สึกยังไงเมื่อกลับไปอีกที

กรกฎาคมปีนี้หวังว่าจะได้พบกัน

Lido, ลิโด้

ภาพ :  ลิโด้   Co-cultural Space

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

ถ้าพูดถึงเชียงใหม่ เชื่อว่าใคร ๆ ก็มักนึกถึงความเนิบช้า เพราะเป็นที่ที่ว่ากันว่าเข็มนาฬิกาหมุนไปอย่างไม่เร่งร้อน โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่อากาศยามเช้าเหมาะแก่การหาที่นั่งจิบกาแฟ แกล้มขนมโฮมเมดใต้แดดอุ่น  

‘กาดเกรียงไกรมาหามิตร’ รับอาสาทำหน้าที่นี้ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา 

ทันทีที่หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้ามาในพื้นที่ของเกรียงไกรผลไม้ กองไห 3,000 ใบตั้งเป็นแลนด์มาร์กบริเวณทางเข้า เริ่มบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเกรียงไกรผลไม้ให้กับเรา ในฐานะกิจการผักผลไม้ดองที่ขับเคลื่อนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อนจะเปลี่ยนมาอยู่ในมือของ ตุ้ย-เนรมิต สร้างเอี่ยม อดีต CEO ของ Grand Unity Development ที่หลงรักบรรยากาศค่อยเป็นค่อยไปของเชียงใหม่ แต่คิดไวทำไวแบบกรุงเทพฯ 

เขาตกหลุมรักเชียงใหม่ตอนที่โชคชะตาพาศิษย์เก่าเตรียมอุดมคนนี้ มาเรียนไกลในคณะวิศวกรรมศาสตร์ อันดับที่ 4 ที่เขาเลือกไว้ เหมือนฟ้าจงใจให้ต้องได้ลองใช้ชีวิตที่นี่ เพราะแม้เขาจะฮึดอ่านหนังสือสอบเอ็นทรานซ์อีกทีก็ยังหนีไม่พ้น 

ตุ้ย-เนรมิต สร้างเอี่ยม อดีต CEO ของ Grand Unity Development

“ชีวิตของผมเนี่ยแปลกมาก เราต้องล้มเหลวก่อนทุกครั้ง เราล้มแล้วก็ขึ้นไปสูงสุดแล้วก็ลง เป็นแบบนี้มาเสมอ” เขาพูดถึงการพลาดหวังจากวิศวะจุฬาฯ ทั้งที่มหาวิทยาลัยกับโรงเรียนห่างกันไปแค่รั้วกั้น แต่ในบางครั้งสิ่งที่เรามองว่ามันเป็นข้อผิดพลาด อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่เราคาดไม่ถึง 

การเรียนมหาลัยต่างจังหวัด ทำให้ตุ้ยได้หัดบริหารชีวิตด้วยตัวเอง และเข้าใจข้อสำคัญว่า 10 บาทของคนแต่ละคนไม่เท่ากัน ชีวิตเรียบง่ายติดอยู่ในใจเขามาตั้งแต่วันนั้น จนหมายมั่นว่าจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ ถึงขนาดเก็บเงินซื้อที่ไว้ตั้งแต่ตอนทำงานในปีแรก ๆ

Busy-ness 

เมื่อได้เดินสำรวจทั้งส่วน Outlet และโกดังที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้เราอดถามไม่ได้ถึงความยากง่ายของการข้ามธุรกิจ

ตุ้ยไม่ตอบ ยิ้มมุมปาก แล้วเป็นฝ่ายถามกลับมาว่า ถ้าเป็นคุณ คิดว่าจะทำได้ไหม 

“เราไม่ได้เรียนบัญชี มาร์เก็ตติ้ง กฎหมายมา แต่เมื่อคิด Back to basic บรรทัดล่างสุดของมันคือทำรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย นี่คือกฎข้อแรกของการทำธุรกิจ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยถ้าเราเปิดใจเรียนรู้ ผมว่าเราจะทำธุรกิจได้หมด หลักของผมมีนิดเดียวคือรีบ ๆ ล้มเหลว แล้วจะได้ประสบความสำเร็จ

“ทำธุรกิจ ผมโดนโกงมาเยอะ เมื่อก่อนก็มีโกรธ แต่พอถึงวัยหนึ่งใจเย็นลง เราก็บอกว่าโอเค เราคงติดหนี้เขาไว้ รีบ ๆ ใช้จะได้หมดกัน ไม่ต้องมาเจอกันอีก อย่างมากเขาก็โกงเราได้ครั้งเดียวถูกไหม มันจะกี่บาทก็ครั้งเดียว”

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

หลักคิดเหล่านี้ถูกหล่อหลอมผ่านประสบการณ์ทำงานร่วมสิบปีของแต่ละอาชีพที่ตุ้ยเคยทำ จากวิศวกรโยธาที่วิกฤตต้มยำกุ้งพาให้ต้องเปลี่ยนไปเป็นเจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์ สะสมความรู้จากการให้บริการแบบ Customize กับบริษัทยักษ์ใหญ่แทบทุกวงการ ทำให้ได้เห็นจุดอ่อนจุดแข็ง วิธีแก้ปัญหาของแต่ละธุรกิจ และนำประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้ตอนที่เป็น CEO บริษัทอสังหาริมทรัพย์ 

การข้ามมาซื้อธุรกิจมูลค่าเกือบ 70 ล้านบาทในครั้งนี้จึงใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่ 2 วัน เป็นเพราะเขาเคยทำมากกว่านั้น อดีตซีอีโอคนเก่งทำให้เงินทุน 900 ล้านบาทคืนทุนได้ใน 3 ปีสมัยทำคอนโดฯ เขาบอกว่า SPEED คือคีย์สำคัญ

S Systematic / P Perform / E Economy / E Entrepreneur / D Decision 

โดยเฉพาะ D Decision ตัวสุดท้ายที่ตุ้ยบอกว่าเป็นส่วนสำคัญ

ตำราฝรั่งบอกว่าไว้ว่าส่วนใหญ่การตัดสินใจวันแรกหรือวันเดดไลน์ไม่ค่อยต่างกัน เพราะเรามักซื้อเวลาไปทำเรื่องอื่นเพื่อถ่วงการตัดสินใจ เขาเลยเปลี่ยนระบบประชุมโดยให้ทุกฝ่าย ทุกระดับ เข้าร่วมพร้อมกันทั้งหมด ไม่ตัดสินใจให้จบ ไม่เลิกประชุม วิธีนี้ทำให้งานเดินได้เร็ว ในระยะเวลา 2 ปีเท่ากัน เขาทำได้ 2 ตึก สร้างกำไรมากกว่าเจ้าอื่นเป็น 2 เท่า แต่ยอมลดลงมาครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นส่วนลดให้ลูกค้า และเป็นโบนัสให้กำลังใจคนทำงาน เพราะนอกเหนือกำไรทางตรงที่ได้จากการขาย ยังมีกำไรอีกส่วนถูกทบกลับมาด้วยราคามาร์เก็ตติ้งที่น้อยลง เนื่องจากขายในราคาถูกและ Sold out อย่างรวดเร็ว โดยมีสถิติที่ดีที่สุดคือขายได้หมดภายใน 1 วัน เขาบอกว่ามันเป็นโมเดลที่วินกันทุกฝ่าย 

พอสร้างได้เร็วและขายถูก บางทีก็มีข้อกังขาจากลูกค้า เขาเลยสร้างความมั่นใจให้ด้วยการประกาศรับประกันตลอดชีวิต ฟังดูเหมือนต้องเตรียมเงินทุนเยอะเป็นพิเศษ แต่กลับกัน การรับประกันทำให้งานออกมาเรียบร้อย เพราะเป็นกลยุทธ์ที่จูงใจให้บริษัทรับเหมาทำงานให้ดีตั้งแต่เริ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการซ่อมแซมภายหลัง ยิ่งรับประกัน ยิ่งผลักดันให้บริษัทได้กำไรเพิ่ม

Real Life – Realize

 ในขณะที่ชีวิตการงานกำลังประสบความสำเร็จได้อย่างดี ก็มีอีกจุดเปลี่ยนคือการเจ็บป่วยของคุณแม่ ที่ทำให้ตุ้ยตกผลึกได้ว่าชีวิตที่ดีมีองค์ประกอบ 5 ข้อคือ เดินให้ได้ นอนให้ได้ กินให้ได้ มีเพื่อน 3 – 4 คนที่คุยได้ทุกเรื่อง และมีคุณค่าต่อคนอื่น

 “ผมคิดว่าคุณแม่ตื่นมา คุณแม่คิดอะไร มีกำลังใจในการตื่นมั้ย เจ็บป่วยมั้ย เราก็มองว่าเวลาแก่ตัวไปตอนเช้าเราอยากตื่นขึ้นมาเพราะอะไร เรามองว่าถ้าตื่นมาเพราะเราจะทำอะไรให้คนอื่น เราน่าจะมีพลังในการตื่น ผมเลยสรุปข้อที่ห้าคือ เราต้องมีคุณค่าต่อคนอื่น อย่างเรามีคุณค่ากับคนในครอบครัวสองสามคน เราก็มีพลังตื่น แต่ถ้าเรามีคุณค่ากับคนอีกพันคนในชุมชน เรายิ่งมีพลังตื่นใหญ่ แล้วถ้ามีคุณค่ากับคนล้านคนในประเทศยิ่งทำให้เรามีพลังตื่น การมีพลังตื่นนี้จะทำให้เราแก่ช้า”

สรุปกับตัวเองได้ดังนี้ เขาตัดสินใจลาออก ทิ้งเงินเดือนหลายแสนบาท กลับมาสานฝันการอยู่เชียงใหม่ที่เคยพับไว้ในกระเป๋ามาเนิ่นนาน เลือกแม่ริมเป็นฐานที่มั่น ตั้งใจจะทำห้าข้อที่ตกผลึกให้ได้ที่นี่ 

เกรียงไกรผลไม้

กิจการเกรียงไกรผลไม้ดอง ถูกส่งไม้ต่อมาที่อดีต CEO เพราะคุณลุงเกรียงไกรไม่มีทายาทสืบกิจการ เขารับมาหมดทั้งแบรนด์ อาคาร โรงงาน โกดัง ที่ดิน 7 ไร่ ถึงจะไม่ตรงกับความคิดแรกที่ตั้งใจจะทำเกษตรต้นน้ำ แต่เมื่อมองดี ๆ กิจการกลางน้ำที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ก็น่าจะสานฝันในการทำ 5 ข้อของเขาได้ และในภายภาคหน้าจะกลับไปทำต้นน้ำก็ยังไม่สาย

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

“ผมไม่ได้รู้จักต้นกระเทียมหรืออะไรมาก แต่รู้สึกว่าเราใช้ที่นี่ทำความฝันของเราได้ โรงงานแปรรูปผลไม้นี้มันเป็นข้อที่ห้า ผมจะใช้มันทำเพื่อคนอื่น เพราะโรงงานต้องซื้อผลิตผลทุกปี ปีละหลายสิบล้าน ซึ่งการซื้อของนี้จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ขายของได้ทุกปีเป็นวงจรต่อเนื่อง” เขาเล่าถึงมุมมองที่เห็นความเป็นไปได้ ก่อนกลับไประดมทุนจากเพื่อนสนิทในข้อสี่ โดยทิ้งท้ายเอาไว้ว่าหากไปไม่รอด เรายังเหลือที่ดิน 7 ไร่ ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน

“เวลาลงทุนในธุรกิจเนี่ยต้องทำใจว่าเจ๊งได้ อย่าไปคาดหวัง ถ้ากำไรมาก็โอเค ซื้อลอตเตอรี่ก็ต้องคิดว่ามันทิ้งได้ใบนี้ ลงทุนในตลาดหุ้นก็มีวันที่มันตก คนจะไม่ค่อยคิดตรงนี้ แต่ผมจะคิดว่าให้เงินไปลงทุน ถ้าเจ๊งก็ตีศูนย์ อีกสิบปีค่อยมาดูอาจจะว้าว ตกใจทำไมเงินมันงอกเงย หรืออาจจะไม่เหลือ

“เพราะฉะนั้น ถ้าคิดว่าเราเจ๊งได้ เราจะไม่ลงทุนเกินตัว” 

ดองโกดังดอง

3 ปีแรกเขาวุ่นกับการปรับปรุงเกรียงไกร Outlet อาคารชั้นเดียวด้านหน้าที่ต่อเติมระเบียงไม้ให้ดูอบอุ่นเหมือนบ้าน ชวนเชิญให้ผู้มาเยือนขยับเท้าก้าวไปสำรวจได้อย่างไม่เคอะเขิน ส่วนพื้นที่ใช้สอยภายในจัดใหม่ให้เหมาะสมกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเกรียงไกรผลไม้ และสินค้าของคนในชุมชนที่เขาชักชวนมาวางขาย กิจการเป็นไปอย่างคึกคัก จนเริ่มมีคนทักว่าทำไมไม่ทำร้านเครื่องดื่มด้วย 

โกดังของดองที่ถูกดองเอาไว้ไม่ได้ใช้งานมาร่วม 3 ปี จึงมีโอกาสได้แง้มประตูออกมาเป็นครั้งแรก

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

“เราคิดว่าเอาโกดังมาทำดีกว่า แต่พื้นที่ตรงนี้มีพันตารางเมตร ทำร้านกาแฟบ้าอะไรวะพันตารางเมตร เลยคิดว่าทำเป็นกาดดีด้วยน่าจะดี เพราะตอนซื้อที่นี่ ผมตั้งใจอยากชวนชุมชนมาขายของ ทำเป็นกาดตรงสนามหญ้าข้างหน้า ตั้งแคร่กันง่าย ๆ

“จุดเปลี่ยนคือไปเจอ Borough Market ที่ลอนดอน เป็นตลาดขายของพื้นถิ่นบ้าน ๆ เหมือนกัน แต่สะอาดสะอ้าน นักท่องเที่ยวไปเดินกันสนุกสนาน มันคล้าย ๆ กับ อตก. กับบองมาเช่ ผมว่าตลาดแบบนี้ดี น่าจะเป็นพัฒนาการของตลาดในไทย เป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากกลับมาอีก พื้นที่ในโกดังของเราเลยมีทั้งร้านกาแฟ กาดชุมชน ร้านขนมไทย แกลเลอรี่ กลายเป็นเกรียงไกรมาร์เก็ตขึ้นมา”

รสชาติของเวลา 

สำหรับเรากาดเกรียงไกรมาหามิตรไม่ได้มีดีแค่เป็นที่จิบกาแฟ ลิ้มรสอาหาร เพราะอีกสิ่งที่ที่นี่เตรียมไว้ให้ คือการจัดการกับองค์ประกอบของอาคารที่บ่มไว้จนได้ที่ ข้อดีอีกข้อของการมาที่นี่เลยเหมือนการได้ลิ้มรสชาติของเวลา

 “พอผมมาซื้อธุรกิจนี้ ผมตั้งใจเลยว่าอะไรที่เป็นของเดิมเราจะเก็บเอาไว้ อย่างตอนทำคอนโดมิเนียม มีโครงการหนึ่งเราบ้าเก็บต้นไม้ไว้ตั้งเก้าต้น ในแง่ของธุรกิจเนี่ยมันก็ไม่ได้ Maximize ได้เต็มที่หรอก แต่เรารู้สึกสุขใจที่ได้ทำ เพราะในขณะที่เราทำธุรกิจมันเป็นการช่วยโลกด้วยอย่างหนึ่ง”

ซึ่งถึงแม้วันนี้จะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ แต่ความแน่วแน่ในข้อนี้ของตุ้ยยังคงเดิม ความตั้งใจเก็บของเก่าเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ต่อเติมของใหม่เท่าที่จำเป็น โดยแยกเลเยอร์วัสดุใหม่กับเก่าให้เห็นความต่างของเวลาอย่างชัดเจน เป็นโจทย์ที่เขาส่งต่อให้กับ pomballstudio สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการนี้  

ภายนอกของโกดังคงสภาพเดิมเอาไว้ทั้งผนังหลังคาและอิฐบล็อกช่องลม ทำให้ดูเผิน ๆ ไม่ต่างอะไรกับโกดังเก็บของที่อื่นมากนัก แต่ทันทีที่ก้าวแรกเหยียบลงไปบนพื้นหินกรวด เรารู้ได้เลยทันทีว่าไม่ใช่ เพราะพื้นภายในเป็นพื้นดินเดิมที่โรยกรวดสีดำทับหน้า แทนที่จะเป็นพื้นปูนแบบโกดังอื่น ๆ ตุ้ยตั้งใจเก็บส่วนนี้เอาไว้ ให้คนที่เข้ามาได้เห็นร่องรอยวิธีดองแบบโบราณ ที่ต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างพื้นดิน และการระบายอากาศจากบล็อกช่องลม เพื่อช่วยทำให้ของดองมีรสชาติดี

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

ไหดองร่วม 50,000 ใบเคยถูกจัดเก็บไว้ในนี้ ถ้านึกไม่ออกว่าเยอะขนาดไหน ให้จินตนาการสนามฟุตบอลที่มีไหวางแผ่ไว้เต็มพื้นที่หนึ่งสนาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว คุณลุงเกรียงไกรใช้วิธีที่ประหยัดพื้นที่มากกว่าด้วยการทำเป็นขั้นบันได เรียงไห 20 x 20 ใบให้ครบ 2 ชั้น แล้วขยับไปทำชั้นแรกของกองถัดไป เพื่อเป็นบันไดสำหรับกลับมาเรียงชั้นที่ 3 ของกองแรก ทำแบบนี้วนไปจนได้กองไหที่ลดหลั่นกันลงมา 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

“ในไหต้องใส่กระเทียม บ๊วย ผลไม้ และน้ำดองลงไป เป็นการดองเกลือเหมือนสมัยโบราณ จากนั้นปิดฝาไม้งิ้วที่ปาดมุมด้านล่างนิดหนึ่ง เพื่ออาศัยความยืดหยุ่นของไม้งิ้วดันตัวเองให้ล็อกแน่นกับไห ก่อนจะโบกปูนปิด ยกขึ้นบ่าเอาไปวางทีละชั้น ทิ้งไว้อย่างนี้อย่างน้อยสองเดือน ยกลงมาเคาะ ๆ เอาปูนออก เอาของข้างในเทออกมาล้าง แล้วปรุงรสใส่ขวดใสขาย”

เจ้าของกิจการคนใหม่ อยากให้ทุกคนได้เห็นภาพแบบนั้นอีกครั้ง เลยไปตามซื้อไห 50,000 ใบกลับมา แต่ก็หาได้แค่ 3,000 ใบที่ส่วนใหญ่มีรอยรั่ว เลยกลายไปเป็นรั้วและกองไหบริเวณทางเข้า ส่วนที่เหลือกลับมาประจำทำหน้าที่เดิม เปิดโอกาสให้มิตรสหายได้ลิ้มรสชาติของเวลาจากไหโบราณแท้ที่ไม่ได้ทำกันง่ายๆอีกครั้ง 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

เพราะใคร ๆ ก็กินข้าว 

‘โกเมะกุระ’ คือชื่อร้านกาแฟที่ทำขึ้นมาใต้โครงสร้างไม้เดิมของหลองข้าว เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่าสถานที่เก็บข้าว เป็นส่วนที่เขาตั้งใจใช้มันเล่าเรื่องราวทั้งเก่าและใหม่ 

หลองข้าวขนาด 8 เสาหลังนี้ ตุ้ยรับซื้อต่อมาจากชาวบ้าน เพราะต้องการเก็บคุณค่างานไม้พื้นถิ่นที่นับวันจะหายาก แต่ยังหาที่ไปให้ไม่ได้เลยฝากเจ้าของเก่าไว้ถึง 3 ปี ก่อนมีโอกาสมาอวดโฉมในใหม่ในฐานะร้านกาแฟ 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

เขาบอกว่าความเป็นญี่ปุ่นที่เห็นผ่านการประดับธงและโครงสร้างต่าง ๆ ที่ต่อเติม เป็นเพราะอยากเชื่อมกับคนรุ่นใหม่ ที่สมัยนี้สนใจความเป็นญี่ปุ่น เลยอยากเชื่อมต่อผ่านวัฒนธรรมข้าวที่มีร่วมกัน เพราะนับวันคนที่รู้จักหลองข้าว หรือกระบวนการเกี่ยวกับข้าวมีน้อยลงทุกที สวนทางกับเทคโนโลยีที่วิ่งไปข้างหน้า เขาเลยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปเป็นยุค Metaverse ไปอยู่ในโลกเสมือน แต่สุดท้ายข้าวก็ยังเป็นสิ่งที่เรากินทุกวันอยู่ดี 

นอกจากนั้นยังตั้งใจชวนคิดเกี่ยวกับการเก็บข้าวกับเกษตรกร ในสมัยนี้ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว สีข้าวเสร็จแล้วต้องขายผลผลิตออกไป เพื่อซื้อกลับมาบริโภคในราคาที่สูงขึ้นเกือบ 4 เท่าจากต้นทุนที่เพิ่มมาในค่าขนส่ง มาร์เก็ตติ้ง โมเดิร์นเทรด การเก็บไว้บริโภคก่อนขายอาจเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้ประหยัดขึ้นและทำให้ได้กินข้าวที่อร่อย 

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

เขาอยากให้ผู้คนได้เห็นความงามแบบวะบิซะบิ เลยเลือกที่จะไม่เคลือบหน้าเคาน์เตอร์ไม้ประสานสีอ่อน แทรกตัวอย่างพอดีอยู่ระหว่างโครงสร้างของหลองข้าว และไม่ลบรอยเลขที่เขียนเอาไว้ข้างเสา 

“จริง ๆ ก็เถียงกับมัณฑนากรว่าขอปล่อยทิ้งไว้ได้ไหม มันเป็นประวัติศาสตร์ ไม่ได้ถอดง่าย ๆ เวลาย้ายมาประกอบ แต่ละเสามันย้ายตำแหน่งไม่ได้ เพราะช่างเอาขวานจามถากเสา มันจะเข้ามุมกันพอดี เราเลยอยากปล่อยไว้ เพราะมันเล่าได้ แต่มัณฑนากรขอลบให้มันจางลงนิดหนึ่ง”

บันไดทางขึ้นชั้นสองต่อเติมใหม่ เป็นบันไดเหล็กปิดผิวด้วยไม้แทนที่บันไดพาดแบบเดิม เพื่อให้ทุกคนเดินขึ้นไปได้สะดวก ตุ้ยกระซิบว่าเพราะชั้นแรกเป็น Espresso Bar มินิมอลเรียบง่าย การเปิดประตูเข้าไปชั้นสองเลยต้องว้าว

พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่
พลิกโฉมกิจการเกรียงไกรผลไม้ดองไร้ทายาท เป็นแลนด์มาร์กเชียงใหม่ รวมไว้ทั้งกาดชุมชน คาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี่

ภายในชั้นสองเน้นบรรยากาศความสลัวด้วยการใช้บานโชจิที่ทำจากไม้เมเปิ้ล ตีปิดระหว่างช่องโครงไม้เดิมร่วมกับมู่ลี่ไม้ไผ่แบบเหนือ ๆ ช่วยกรองแสงให้ภายในมืด และส่งให้แสงจากหลังคาใสที่ต่อเติมในฝั่งด้านหลัง ทอดลงมาช่วยเน้นสวนเซนที่จัดไว้เป็นไฮไลต์ของห้องให้มีมิติสวยงามมากขึ้น การนั่งในที่สลัวร่วมกับธรรมชาติ เลยทำให้บรรยากาศบนชั้นสองเนิบช้า และสงบแตกต่างกับชั้นล่างได้อย่างที่ตั้งใจ

เติมของในช่องว่าง 

ผนังสีขาวฝั่งซ้ายถัดจากหลองข้าวเดิมส่วนนี้เคยปิดทึบเป็นพื้นที่เก็บสินค้า ซึ่งถึงไม่รู้มาก่อน แต่คิดว่าทุกคนน่าจะพอเดาได้ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปเจอตงเหล็กวางเรียงกันถี่ทำหน้าที่รับน้ำหนักสินค้า ตุ้ยยังคงเก็บองค์ประกอบที่บ่งบอกถึงการใช้งานเดิมนี้เอาไว้ โดยใช้ Water Jet ทำความสะอาดผนัง และพ่นทับตงด้วยสีขาวที่ทำให้มองแล้วสบายตา 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ช่องผนังเจาะใหม่และระเบียงที่ยื่นออกมา ได้ไอเดียมาจากคาเฟ่อพาร์ตเมนต์ในเวียดนาม เดิมตั้งใจใส่บันไดไว้ข้างหน้าให้เหมือนเกมบันไดงู แต่ระยะความชันไม่พอ เลยขอใช้บันไดเหล็กที่มีอยู่แล้ว โดยเปลี่ยนผิววัสดุผิวหน้าพร้อมจมูกบันไดใหม่ คนที่มาจึงขึ้นลงสำรวจจุดต่าง ๆ ที่ให้มุมมองแตกต่างกันอย่างน่าสนใจได้ปลอดภัยมากขึ้น 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ชั้นล่าง มินิม่วน มาจากคำว่ามินิมอลบวกกับคำว่าม่วนในภาษาเมืองที่แปลว่าสนุก สุขใจ เป็นร้านน้ำแข็งไสและขนมไทย ที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มรสมือแม่อุ๊ยในชุมชน ชุดหน้าต่างและประตูไม้ต่อเติมมาเพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นบ้านร่วมกับพื้นซึ่งถูกยกเป็นที่นั่ง ทำให้นึกถึงการกินข้าวขันโตกและเชื่อมโยงการวัฒนธรรมการนั่งพื้นแบบญี่ปุ่นไปพร้อม ๆ กัน 

“ความสุขของเราคือเอาขนมไทยมาให้คนได้รู้จักในมุมมองที่เปลี่ยนไป มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ขนมไทยหลาย ๆ อย่าง คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ เราจะคอยแนะนำ ส่วนขนมนี้เราซื้อขาดจากแม่อุ๊ยเลยนะ แม่อุ๊ยไม่ต้องกังวลเพราะขายได้ทุกวัน ความสุขมันก็เกิดขึ้นกับคนทำ แล้วเราเองก็มีความสุขที่ได้เอาสินค้าดี ๆ ให้ลูกค้าทาน”

นอกจากขนมไทยที่น่าสนใจแล้ว ถ้าใครร้อน เราขอแนะนำน้ำแข็งไส ตุ้ยตั้งใจเลือกให้แทนไอศกรีม ที่นี่มีเครื่องให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ถั่วแดงไปจนถึงขนุน หนึ่งในเครื่องเคียงหาทานยาก ให้ลองนั่งทานพร้อมอ่านเรื่องราวที่มาของขนมไทย ตั้งแต่ต้นมะพร้าวจนถึงมือเราผ่านลวดลายกราฟิกน่ารักบนผนัง

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ชั้นสอง เป็นพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับร้านอาหาร 25 ที่นั่งเขาชักชวน เชฟกิ๊ก-กมล ชอบดีงาม จากร้านเลิศทิพย์ วังหิน มาปรุงอาหารในให้ทานในคอนเซ็ปต์ Novel Oriental Wisdom หรือเรียกสั้น ๆ ว่าร้าน Now Social ที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่นาน แต่เราเชื่อว่าสเปซน่าจะสวยงามน่านั่ง เพราะมีต้นทุนที่ดีจากผนังและพื้นไม้เดิม ซึ่งเป็นอีกส่วนที่แสดงถึงมิติความต่างของเวลา ทำให้เห็นว่าเมื่อ 40 ปีก่อน ไม้เป็นวัสดุที่หาง่าย ราคาไม่แพง จนเอามาปูเป็นพื้นโกดังเก็บของได้ ต่างจากปัจจุบันที่หายากขึ้นและมีราคาสูง จึงใช้เฉพาะในส่วนที่มีความสำคัญหรือเน้นความสวยงามเท่านั้น 

“เป็นผมตอนนี้คงเทปูนเอาอย่างเดียว” เจ้าของคนใหม่ว่าพร้อมกลั้วหัวเราะ

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

ชั้นสาม เป็นพื้นที่จัดแสดงงานของภูเขาไหแกลเลอรี่ เขาบอกว่าข้อเสียคือมันเดินไกล แต่ได้ความสงบ เหมาะกับกิจกรรมที่ต้องการสมาธิในการโฟกัส และเป็นอะไรที่คนมาชอบจริง ๆ ที่นี่เก็บความเรียบร้อยเพิ่มเติมด้วยการทำฝ้าเมทัลชีทสีดำ ช่วยปกปิดบางส่วนของโครงสร้าง Truss ของหลังคา อาจมีรอยต่อที่ไม่เรียบอยู่บ้างแต่ยอมรับได้ เพราะตั้งใจใช้สล่าหรือช่างท้องถิ่นเพื่อให้เงินไหลเวียนอยู่ในชุมชน 

ไฟ Tracklight ติดเพิ่มเข้าไปเพื่อคุณภาพแสง เหมาะกับการจัดแสดงงาน แต่รางเก็บสีเนียนไปกับโครงสร้างเดิม เพื่อให้สเปซนิ่งและสบายตา เหมาะกับการเป็นผืนผ้าใบสนับสนุนงานศิลปะที่โฟกัสศิลปินรุ่นใหม่ เพื่อให้ผลงานดี ๆ มีพื้นที่ได้แสดง เขาใส่ใจกับมันเพราะเชื่อว่าศิลปะจะทำให้ใจละเอียด  

“ผมเคยอยากเป็นสถาปนิกนะ แต่สอบความถนัดทางสถาปัตย์ไม่ผ่าน เลยกลายมาเป็นวิศวะที่สนใจเรื่องงานทางศิลปะ” เขาเล่าต่อว่าอาร์ตเวิร์กบางอย่างก็ทำเองกับทีม ตั้งแต่บิลล์บอร์ดสมัยทำคอนโดฯ จนถึงป้ายในกาดเกรียงไกร ในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้กราฟิกดีไซน์เจ๋ง ๆ 

“บางทีทำดึก ๆ ดื่น ๆ มันก็เหนื่อย แต่พอเสร็จออกมาสวยตรงใจ มันชุ่มชื่น เรารู้สึกว่าศิลปะช่วยจรรโลงใจและทำให้เราเป็นคนละเอียด พอเราละเอียดแล้วเราจะหาความสุขได้ง่ายขึ้นจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

“คนในปัจจุบันนี้ บางทีมีเงินเยอะ ความสุขเลยเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ต้องใส่นาฬิกาเรือนละล้านถึงจะมีความสุข แต่พอคนชมไปหมดแล้ว ความสุขมันหายไป ไม่รู้จะสุขอะไรอีกแล้ว ซึ่งในอีกมุมหนึ่งความสุขอาจมาจากการเดินไปเจอแม่ค้าขายของ แล้วเราซื้อเขาห้าบาท แต่ของเขามันอร่อยเกินราคา เราเลยแถมเขาไปอีกห้าบาทจนเขายิ้มกว้าง เรารู้สึกว่าทำไมเรามีความสุขอย่างงี้วะ ทำให้อีกคนยิ้มไม่หุบเลย หรืออย่างตอนอยู่กรุงเทพฯ เท้าเราไม่เคยติดดิน แต่อยู่ที่นี่ได้ถอดรองเท้าเหยียบน้ำค้างตอนเช้า เหยียบไปเรื่อย ๆ เรารู้สึกนิ่งขึ้น เราโฟกัสกับปัจจุบันได้ดีขึ้นเพราะใจมันละเอียด”

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

 คราฟต์ ขยับ ขยาย

ตุ้ยบอกกับเราว่าตั้งแต่ซื้อกิจการมา เขาตั้งปณิธานเอาไว้ว่าอยากทำน้อยได้มาก แบบที่ญี่ปุ่นใช้แพ็กเกจจิ้งเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ซึ่งสวนทางกับการทำธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่เน้นทำมากได้มาก ทำให้ไม่ว่าจะขยายไซส์เพิ่มราคาขึ้นไปเท่าไหร่ แต่ส่วนต่างกำไรยังเท่าเดิม นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เขามองว่าเป็นทางออก เพราะถ้าอาศัยแต่การลงแรง ในอนาคตหุ่นยนต์ที่ควบคุมคุณภาพและเวลาได้มากกว่าจะมาแทนที่เราในที่สุด 

“เราต้องหาอะไรที่ต่าง อย่างกินกาแฟจากหุ่นยนต์ทุกวันอาจจะเบื่อ หรือกินอาหารฟรีซที่รสชาติเหมือนกันเป๊ะเลยจากโรงงานก็ไม่ตื่นเต้น มันต้องมีรสมือ วันนี้อาจอร่อยน้อยกว่าเมื่อวานหน่อย ก็จะได้ทักว่าวันนี้แม่ค้าอารมณ์ไม่ดีเหรอถึงทำอร่อยน้อยลง นี่คือชีวิต มันมีเสน่ห์คือความเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราต้องขายความไม่เป๊ะ เพราะเป๊ะใครทำก็ได้

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

“อย่างกระเทียมดองอันนี้ เขาทำมาดีมากเลยตั้งแต่สี่สิบปีที่แล้ว ตัดก้านกระเทียมเจ็ดเซนติเมตร วางเรียงขัดกัน เอาหัวออกข้างนอก โปร่งใส ทุกคนเห็นหัวกระเทียมว่าทุกหัวดีหมด เขย่าแล้วไม่ขยับเลยเพราะมันขัดกันแน่น มันคืองานคราฟต์ ผมบอกว่าทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเลยนะ ส่วนเรามีหน้าที่สนับสนุน ต้องเอาไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้ ให้คนเห็นว่านี่คืองานคราฟต์ให้ได้ ผมอยากทำแบบนี้

กาดยะด้วยใจ๋

“งานคราฟต์ส่วนใหญ่เราเลือกมา ดูเป็นพื้นถิ่น มีภูมิปัญญาและความประณีตซ่อนอยู่”

เพราะเชื่อว่าความคราฟท์มีคุณค่า สินค้าในกาดชุมชนภายในโกดังแห่งนี้จึงคัดสรรอาหาร ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และงานคราฟต์ โดยเน้นพ่อกาด แม่กาด ที่เป็นคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

พื้นปูนต่างระดับดูสะอาดสะอ้านจัดไว้สำหรับขายอาหาร มีให้เลือกตั้งแต่อาหารพื้นถิ่นที่อยากแนะนำให้คนได้รู้จักอย่างข้าวหนุกงาและไข่ป่าม ไปจนถึงอาหารต่างชาติแบบพิซซ่าโฮมเมด และไก่ทอดคาราเกะแบบญี่ปุ่น

Grocery Shop อยู่ถัดไปบริเวณด้านใน ตั้งใจนำวัตถุดิบทั้งไทยและอินเตอร์ที่ผลิตได้ในท้องถิ่นอย่างชีสและโกโก้มาวางให้ลูกค้าเลือกซื้อกลับไปปรุงอาหาร ส่วนใครที่ไม่ถนัดทำเอง ที่นี่ก็มีแพลนอจะทำแซนด์วิชอาหารเช้าไว้บริการเช่นกัน

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน
กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

นอกจากของปรุงสุกแล้ว ยังมีสินค้าจากผู้ผลิตมาวางขายโดยตรง อย่างร้านผักผลไม้ออร์แกนิก ไปจนถึงคอมบูฉะและเทียนหอม ที่นอกจากจะสดแล้วยังราคาดี เพราะส่งตรงจากมือผู้ผลิตถึงผู้ซื้อโดยไม่มีช่องว่างสำหรับการถ่างราคา 

“ร้านนี้ผมชอบมากเลย ที่เขาเอาสาด (เสื่อ) วางไว้บนหลังคา คืออันเดียวกับที่อยู่ด้านบนร้านกาแฟ บางทีคนไปเห็นแล้วชอบก็มาซื้อ มันก็เหมือนเป็นโชว์รูมไปด้วย เพราะเห็นวิธีใช้มัน” ตุ้ยชี้ชวนให้เรามองขึ้นไปบนโครงไม้ไผ่ด้านบนของบูทขายสินค้า ม้วนเสื่อสานมือถูกวางเอาไว้บนนั้นเพื่อการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า แต่ก็พร้อมหยิบลงมาเมื่อมีคนถาม 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน
กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

เขาเล่าถึงแต่ละร้านให้เราฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย เพราะเชื่อว่างานทำมือแต่ละชิ้นมีคุณค่าและมีชิ้นเดียวในโลก การจิบกาแฟผ่านแก้วเซรามิกเลยไม่ใช่แค่การลิ้มรสเครื่องดื่ม แต่เป็นการสัมผัสประสบการณ์จากงานปั้นที่คราฟต์ผ่านมือของศิลปิน หรือแม้กระทั่งร้านแผ่นเสียงที่อาจไม่ใช่งานคราฟต์โดยตรง แต่เป็นของสะสมที่มีความรักอยู่ในนั้น ก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่มีคุณค่า สามารถแลกเปลี่ยนความสุขกันได้ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ 

ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ในชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่คนวัยเกษียณก็เป็นอีกกลุ่มที่เขาสนับสนุนให้มาขายในพื้นที่ เพราะมองว่าการได้ขายของที่ดีให้ลูกค้า รอยยิ้มที่ได้กลับมาทำให้รู้สึกมีคุณค่าและสุขใจ

มาหามิตร มหามิตร

“ฟีดแบ็กดี ถือว่าเกินคาดในส่วนคนสูงวัยที่เป็นคนท้องถิ่นเข้ามาเที่ยวเยอะมากเลย ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาชอบอะไร แต่สิ่งที่ผมรู้สึกผิดต่อเขามากคือ เราไม่ได้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงวัยเอาไว้มากนัก”

ตุ้ยเล่าถึงฟีดแบ็กหลังจากเปิดประตูต้อนรับแขกมาได้ยังไม่ถึงเดือนดี จากภาพตอนแรกที่คิดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน แต่กลายเป็นว่ากาดเกรียงไกรได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรุ่นใหญ่ด้วยเช่นกัน เลยตั้งใจว่าในอนาคตจะปรับปรุงพื้นที่ให้ทุกเพศทุกวัยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น 

“ผนังสีขาวเราจะชวนโรงเรียนในแม่ริมมาวาดภาพในหัวข้อ Unseen แม่ริม เพราะเราอยากให้คนได้รู้จักที่เที่ยวในเแม่ริมมากกว่าโป่งแยง ม่อนแจ่ม มันน่าจะมีมุมอื่นที่เปิดศักยภาพให้แม่ริม ผมว่ามีอะไรหลายอย่างที่ซ่อนอยู่” อดีตซีอีโอว่าพลางวาดมือให้เราดูกำแพงที่หมายตาเอาไว้ ตรงส่วนที่กั้นระหว่างกาดกับพื้นที่สำนักงานที่ใช้แพ็กผลิตภัณฑ์ 

เขาบอกว่าเขาเป็นคนเน้นฟังก์ชัน ไม่เน้นฟอร์ม เลยจัดวางอ่างล้างมือและถังขยะที่กำลังเซ็ตระบบแยกขยะทั้งหมด 6 ชนิดไว้ตรงกลางลานที่นั่ง เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานของทุกคน 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน
กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

นอกจากองค์ประกอบทางกายภาพแล้ว เรื่องผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกสิ่งที่นี่ส่งต่อความใส่ใจ

แพ็กเกจอาหารบางส่วนถูกเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น อย่างกระเทียมดอง ที่ส่วนใหญ่ใช้ทีละ 2 – 3 หัว ก็ทำเป็นแพ็กเล็กแยกไว้ในห่อใหญ่ เพื่อให้หยิบใช้งานสะดวกและเก็บได้นาน หรือแม้แต่ขวดน้ำดื่มของกาดเกรียงไกร เขาก็ไม่ปล่อยโอกาสไปง่าย ๆ ใส่แผนที่ท่องเที่ยวในแม่ริมไว้ในฉลาก เพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินทางต่อเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน 

กาดเกรียงไกรมาหามิตร จิบกาแฟในหลองข้าว ใต้เงาโรงงานผลไม้ดอง ซื้อของคราฟต์จากกาดชุมชน

เราไม่แน่ใจว่าในวันแรกว่าตุ้ยคิดถึงเรื่องการทำให้คนอื่นไว้แค่ไหน แต่หลังจากได้ใช้เวลาสำรวจพื้นที่กาดเกรียงไกร เรารับรู้ได้ถึงความใส่ใจในข้อที่ 5 แบบที่เขาตั้งปณิธานเอาไว้ผ่านหลายสิ่งที่ทำ และเชื่อว่าจะพัฒนาต่อยอดไปได้ดีขึ้นอีกเรื่อย ๆ ในอนาคต เลยอยากปักหมุดให้เหล่ามิตรที่มีโอกาสผ่านไปผ่านมาแถวแม่ริมแล้วยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มเที่ยวที่ตรงไหน ลองมาลิ้มรสชาติของเวลา ลองมาหามิตร ที่กาดเกรียงไกรมาหามิตร

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ฉัตรชัย วงค์เกตุใจ

อยากเรียนรู้การเกษตรปลอดภัย ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติกับครอบครัว และชอบออกกำลังกาย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load