วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ลิโด ฉายรอบปฐมทัศน์เรื่อง ศึกเซบาสเตียน (Guns for San Sebastian) และเริ่มสร้างความทรงจำในใจผู้คนแต่ละยุคสมัย

ปี 2536 ลิโดจำเป็นต้องปรับปรุงอาคารขนานใหญ่เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยเปลี่ยนจากโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่จุ 1,000 ที่นั่ง มาเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก 3 โรงอย่างที่ใครหลายคนคุ้นเคย

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ด้วยเหตุผลทางธุรกิจทำให้ลิโดจำเป็นต้องยุติการให้บริการ และในวันสุดท้ายมีการจัดกิจกรรม ‘Farewell to Our Theater’ เพื่ออำลาโรงภาพยนตร์ที่ยืนหยัดมากว่า 50 ปี โดยจัดฉายภาพยนตร์ 2 เรื่อง ได้แก่ Kids on the Slope และ Tonight, at Romance Theater

ตั๋วที่ถูกขายจนเกลี้ยงยันแถวหน้าและแววตาที่สื่อสารกันระหว่างผู้ชมกับสุภาพบุรุษสูทเหลืองที่ยืนรอต้อนรับหลังหนังรอบปัจฉิมทัศน์จบลง บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงความผูกพันที่ทุกคนมีต่อโรงภาพยนตร์แห่งนี้

อาจกล่าวได้ว่าลิโดเป็นมากกว่าตัวอาคาร หากแต่มันคล้ายเป็นสถาบันที่มีคนหลายรุ่นมาใช้ชีวิตและเติบโต

หลายคำถามจึงเกิดขึ้นหลังจากลิโดปิดตัวว่า สิ่งที่จะมาแทนที่ลิโดคืออะไร ในพื้นที่ทำเลทองฝังเพชรตรงนั้นจะกลายเป็นอะไร จะทุบทิ้งแล้วสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าหรือเปล่า ฯลฯ

และบทสนทนาภายในสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ หรือ PMCU ในเย็นวันหนึ่งได้ช่วยคลี่คลายคำถามต่างๆ ในย่อหน้าบน

สิ่งที่ยืนยันได้คือ ‘ลิโด’ จะกลับมาอีกครั้ง โดยนอกจากเติมไม้โทที่ชื่อให้กลายเป็น ‘ลิโด้’ แล้ว ยังมีวิธีคิดเบื้องลึกที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจจนอยากเอามาเล่าต่อ

ก่อนที่กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ลิโด้ที่คิดถึงจะกลับมาให้บริการ

1

เราจะพัฒนาอย่างไรให้คงเสน่ห์เหมือนเดิม”

หลังจากทางผู้เช่าพื้นที่เดิมอย่างผู้บริหารโรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ (Apex) ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาพื้นที่ลิโด โจทย์ที่ทาง PMCU ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ต้องคิดเป็นอันดับแรกคือจะจัดการพื้นที่นั้นต่ออย่างไร

จะทุบทิ้งแล้วสร้างสิ่งใหม่ หรือจะทำอย่างไรกับอาคารที่ผ่านอายุการใช้งานมายาวนาน

“ลิโดอยู่กับเรามาปีนี้ปีที่ 50 ตั้งแต่ปี 1968 จำง่ายเพราะเป็นปีเกิดผม ประวัติศาสตร์ลิโดนั้นยาวนาน เพราะเป็นจุดศูนย์กลาง มีแฟนคลับเยอะแยะ พอสัญญาหมดเราก็เห็นสภาพเก่าเนื่องจากก่อสร้างมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทาง PMCU ก็เลยมาคิดกันว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะเอาพื้นที่ที่อยู่ใจกลางขนาดนี้กลับมาพัฒนาบูรณะมันอย่างไรให้มันคงเสน่ห์เหมือนเดิม” รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองอธิการบดี กำกับดูแลด้านการจัดการทรัพย์สินและนวัตกรรม เกริ่นเมื่อเราถามถึงอนาคตที่หลายคนสงสัย

ด้วยคำถามที่เป็นคล้ายเข็มทิศนี้ PMCU จึงมองหาทีมเพื่อเข้ามาช่วยบริหารและจัดการพื้นที่

“ทาง PMCU ตั้งใจสร้างพื้นที่ที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้สังคม ซึ่งคำว่าคุณค่าเพิ่มมันก็แล้วแต่มุมมอง แล้วแต่คำจำกัดความของแต่ละคน ทางเราซึ่งเป็นพื้นที่การศึกษาเราก็อยากจะให้มันเป็นแหล่งเรียนรู้ สร้างให้สังคมมีความรู้เพิ่มขึ้นไม่ว่าในด้านใดก็แล้วแต่ มันก็ย้อนกลับมาที่เราอยากจะสร้างชุมชนที่สร้างการเรียนรู้ เราก็ตั้งคำถามว่า แล้วเราจะทำยังไง โดยที่เราไม่คิดว่าจะทำเองอยู่แล้ว เราต้องหาพันธมิตร คนที่เก่งแล้วมีแพสชันร่วมกัน มีจุดมุ่งหมายตรงกันที่จะมาทำพื้นที่นี้ เราใช้เวลาหาหลายเดือน ให้ทีมงานลองดูว่าจะหาพันธมิตรที่ไหนได้บ้าง”

หลังการค้นหาหลายเดือน คำตอบก็มาตกที่ทีม LOVEiS ค่ายเพลงที่ก่อตั้งโดย บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งมีคอนเนกชันทางสายดนตรีและวงการสร้างสรรค์มากมาย

“เลิฟอีสมาจาก Bakery Music ที่มีจุดกำเนิดมาจากสยามสแควร์ ผมว่าอันนี้เป็นตัวหลักที่น่าสนใจ” รองอธิการบดีอธิบาย “ประเด็นที่สองคือเรื่องของดนตรี เราไม่มีย่านที่เปิดโอกาสให้เยาวชนหรือใครมาแสดงออก มีพื้นที่เรียนรู้ที่ชัดเจนว่าเรื่องดนตรีต้องมาย่านนี้แหละ ผมยังนึกไม่ออกนะว่ามีที่ไหน ก็เลยลองพูดคุยกันดู

“หลังจากได้คุยกับคุณบอย โกสิยพงษ์ กับคุณนภ พรชำนิ แล้ว วัตถุประสงค์ของเราตรงกัน มุมมองใกล้เคียงกัน ว่าเราไม่ได้มาตรงนี้เพื่อสร้างรายได้สูงสุด แต่เรามองว่ามาสร้างคุณค่าเพิ่มร่วมกันให้สังคม ต้องเป็นธุรกิจที่ต้องยั่งยืน แล้วก็สร้างชุมชนใหม่ๆ ไม่เฉพาะด้านดนตรี แต่ขยายขอบเขตไปมากกว่านั้น อาจจจะเป็นเรื่องการแสดง เรื่องศิลปวัฒนธรรมที่มาอยู่รวมกันได้ โดยคีย์เวิร์ดสำคัญคือการให้โอกาส ให้โอกาสผู้ประกอบการได้มีพื้นที่ในการโชว์ของ แสดงตัวตนออกมา

“อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมถึงเป็นเลิฟอีส”

Lido, ลิโด้

2

เราจะไม่กระโดดข้ามคนรุ่นเก่า”

“ตอนยังเด็กผมเคยมาดูหนังเรื่อง Jaws ครั้งแรกที่นี่ จำได้ว่าน่ากลัวมาก ตอนนั้นลิโดยังเป็นโรงเดี่ยวอยู่ แต่ผมไม่ได้เรียกลิโดว่าลิโด้ตั้งแต่เด็กนะ ผมเรียกว่าลิโด เพราะมันไม่มีไม้โท ดังนั้น สำหรับผม ในความทรงจำลิโดคือลิโด ส่วนที่เราจะทำใหม่คือลิโด้ มีไม้โทด้วย” บอยย้อนเล่าทรงจำที่มีต่อลิโดในอดีต

ไม่ใช่แค่บอย, สิ่งที่สังเกตได้คือทุกคนที่มีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้ล้วนมีความผูกพันกับลิโด

และนี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การทุบอาคารเดิมทิ้งแล้วสร้างใหม่ไม่อยู่ในตัวเลือกเลยตั้งแต่แรก

ทุกคนที่ว่าประกอบด้วย บอย โกสิยพงษ์ และ นภ พรชำนิ ตัวแทนจากค่าย LOVEiS อู๋-ภฤศธร สกุลไทย Design Director บริษัท PIA interior และ พี-รวมพร ถาวรอธิวาสน์ ผู้ก่อตั้งและ Managing Director บริษัทติโตติโต ที่รับหน้าที่ในการคิดคอนเซปต์และออกแบบ โดยทั้งพีและอู๋เคยมีประสบการณ์ในการรีโนเวตพื้นที่เก่าให้กลับมามีลมหายใจและน่าสนใจหลายโปรเจกต์ เช่น Freeform Festival ที่แปลงโรงเรียนร้างเป็นพื้นที่สร้างสรรค์

ตอนนี้ทุกที่มีแต่สิ่งใหม่เต็มไปหมด แต่ความเป็นสยามแสควร์มันมีความขลังอยู่ สิ่งที่เราทำมันคือการ Respect สิ่งที่คนรุ่นเก่าสร้างไว้” นภ พรชำนิ เริ่มเล่า “คำถามคือพวกเราที่มีหน้าที่ตรงนี้จะทุบทิ้งมั้ย หรือว่าเราจะอนุรักษ์แล้วทำให้มันดีกว่าเดิม ซึ่งเรารู้สึกว่าอย่างหลังดีกว่า เราอยากจะทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าของคนรุ่นเก่าด้วย ไม่ได้จะกระโดดข้ามหัวไป ไม่ใช่ว่าฉันมีเงิน ทุบเลย ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างนั้นมันง่ายไง

“เราคือคนที่จะเข้าไปปฏิบัติการต่อจากผู้ปฏิบัติการเก่า เราคือคนอีกรุ่นหนึ่งที่จะไม่กระโดดข้ามคนรุ่นเก่า แต่เราจะพยายามอนุรักษ์ เราจะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็นค่าของสิ่งที่ทีมเก่าเขาสร้างเอาไว้แต่เขาอาจจะหมดแรงแล้ว ไม่มีแรงที่จะทำต่อแล้ว ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพวกผมจะทำให้มันเข้มแข็งขึ้น โดยการเปลี่ยนให้มันดีขึ้น เข้มแข็ง แข็งแรงขึ้น โดยอนุรักษ์ทุกอย่างไว้ โดยเอาแนวคิดเดิมที่ว่า สร้างมุมมองเปิดโลกทัศน์ เรามาเปิดให้มันมากกว่าเดิมอีก”

สิ่งที่พวกเขาตัดสินใจทำคือการไปคุยกับเจ้าของเดิมอย่าง คุณนันทา ตันสัจจา ประธานโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ เพื่อบอกเล่าถึงความตั้งใจที่จะเก็บโรงภาพยนตร์ทั้งสามโรงของลิโดเดิมเอาไว้ แล้วรีโนเวตเพื่อเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับศิลปวัฒนธรรมหลากหลายแขนง

“วันนั้นพี่นภไปเดินดูแล้วก็คุยกับคุณนันทาในโรงหนัง ซึ่งเป็นภาพที่ผมรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มาก” อู๋บอกความรู้สึก ก่อนที่นภจะเล่าต่อ “ต่อไปที่นี่จะไม่ได้มีแค่หนังแล้ว แต่มีทั้งดนตรี ทั้งการละคร มาหมดเลย หรือจะจัดฉายหนัง จัดสัมมนา หรือเปิดตัวสินค้าที่มันช่วยเหลือสังคม ได้หมด เราทำให้มันครบมากขึ้น ซึ่งผมก็ได้นำไอเดียนี้เสนอทั้งทางทีมจุฬาฯ และไปคุยกับทางทีมลิโดเดิมว่า เราทำด้วยความเคารพจริงๆ เราจะทำให้ทุกคนหันมามองลิโด้ว่านี่คือ World-class Case Study ซึ่งคุณพีก็เอากรณีศึกษาที่ฮ่องกง ที่เบอร์ลิน มาให้ดูว่ามันทำได้ แล้วมันจะสามารถดึงคนที่ชอบอนุรักษ์ของเก่ามาได้”

ท่าทีอันเป็นมิตรและให้เกียรตินี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่มีฝ่ายใดต้องเจ็บปวดเพราะเห็นสิ่งล้ำค่าที่ผ่านกาลเวลาถูกทุบทำลาย

ผมชอบที่นภบอกว่า เลิฟอีสเป็นตัวเปลี่ยนผ่านที่นุ่มนวล ในเรื่องกายภาพ อาคาร ทางนี้ถือเป็นตัวเปลี่ยนผ่านที่นุ่มนวลจริงๆ เพราะว่ามีส่วนในการไปคุยกับเจ้าของเดิมเพื่อให้การรื้อถอนอะไรต่างๆ ได้นำกลับมาใช้ประโยชน์อยู่ ไม่ใช่ทุบทิ้งทำลายแล้วสร้างกันใหม่ แล้วสิ่งที่จะเห็นโฉมต่อไปมันจะมีกลิ่นอายของเดิมอยู่บ้าง เห็นแล้วคนจะรำลึกถึง” วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้อำนวยการ PMCU บอกความรู้สึกถึงตอนที่ทีมเลิฟอีสมาบอกเล่าคอนเซปต์ให้ฟัง

อู๋ ภฤศธร ซึ่งเป็นผู้ออกแบบบอกว่า ไฮไลต์สำคัญของการรีโนเวตครั้งนี้คือการที่รูปร่างหน้าตาของตัวอาคารจะกลับไปเหมือนโรงภาพยนตร์ลิโดแบบดั้งเดิม ก่อนที่จะไฟไหม้เมื่อปี 2536

“มันคือความทรงจำที่เด็กรุ่นผมไม่เคยเห็น รูปร่างหน้าตาของลิโดเวลามองมาจากถนนในสมัยที่สร้างตั้งแต่แรกคือยุคปี 1968 เราจะย้อนอดีตกลับไปตรงนั้น เรากลับไปเปิดรูปค้นดูว่าเขาทำไว้ยังไง แล้วก็ขอข้อมูลจากเอเพ็กซ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็จะ Back to original หน้าโรงภาพยนตร์จะเป็นลักษณะคล้ายคลึงประมาณสัก 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ แต่เราใส่ความเป็นปัจจุบันเข้าไปด้วย

“เราจะทำให้มันดีขึ้นไปอีกทั้งในเชิงความรู้สึกและในเชิงฟังก์ชัน”

Lido, ลิโด้

3

ทำพื้นที่ไพรม์ที่สุดให้มันมีประโยชน์สูงสุด”

“เรามีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับพื้นที่ลิโด และเป็นความทรงจำที่เราเอามาใช้ทำพื้นที่ใหม่” นภ พรชำนิ เกริ่นก่อนจะเล่าบางเรื่องราวในอดีตที่ส่งผลต่อวิธีคิดในการจัดการฟังก์ชันของพื้นที่ลิโด้

“ผมกับ ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) และ โป้ โยคีเพลย์บอย (ปิยะ ศาสตรวาหา) เคยไปเล่นเปิดหมวกกันที่ใต้ลิโดตอนประมาณปี 1 ปี 2 ตรงทางออกโรงหนัง พนักงานโรงหนังไม่ว่าอะไรเลย ปล่อยให้เล่นสบายๆ ทั้งที่ขณะนั้นหนังกำลังฉายอยู่ด้วย แต่ร้านค้าที่อยู่แถวนั้นเขาไม่พอใจ เพราะเรามาเล่นแล้วคนมายืนมุงอยู่ตรงนั้นเต็มเลย แล้วร้านข้างๆ ก็เปิดเพลงไล่ เราจะร้องแข่งก็ไม่ได้ คือมุมมองของคนตรงนั้นเขายังปิดกั้น นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าตรงนั้นมันเป็นจุดที่เด็กทุกคน ถ้ามีของ เราอยากจะให้เด็กได้มาแสดงออก เหมือนอย่างที่ผมอยากไปทำแต่ตอนนั้นไม่มีโอกาส ไม่มีพื้นที่”

นั่นเป็นหนึ่งในที่มาของความคิดที่จะทำให้ลิโด้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างเพื่อให้โอกาสให้เด็กรุ่นใหม่และผู้คนในวงการสร้างสรรค์ได้มาใช้พื้นที่

โดยพวกเขาใช้นิยามลิโด้โฉมใหม่ว่า ‘Co-cultural Space’ โดยแต่ละชั้นก็มีฟังก์ชันต่างกันไป

Lido, ลิโด้

Lido, ลิโด้

ชั้น 1

Co-inspiring Space

ชั้น 1 ซึ่งแต่เดิมเป็นร้านค้าแฟชั่นจะถูกปรับเป็นพื้นที่สำหรับ Commercial โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่เป็นอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือก็จะเปิดกว้างสำหรับร้านค้าและบริการอื่นๆ

“เราไม่ได้จะทำแต่ร้านแฟชั่นอย่างเดียว เรามองว่าอะไรที่เป็นคัลเจอร์แล้วมันเอื้อกันกับสิ่งที่พวกเราทำมันได้หมด ถ้าพูดถึงดนตรีมันแตกได้เยอะเลยนะว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการอะไร หรือถ้าพูดถึงงานดีไซน์มันก็แตกได้อีก เราถึงยังไม่ระบุว่าร้านประเภทไหนกี่เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนทุกคนต้องกินต้องดื่ม เรามีไว้ก่อน เพื่อให้คนที่มาแสดงเขามีที่กินหรือฝากท้องได้ในราคาที่เขาโอเค ที่เหลือเหมือนมาเสริมกันมากกว่า” อู๋บอกถึงภาพที่คิดไว้

โดยโจทย์เพียงโจทย์เดียวที่เป็นเหมือนข้อบังคับและเกณฑ์ในการคัดเลือก คือทุกร้านที่มาอยู่จะต้องออกแบบกิจกรรมที่ทำเพื่อสังคม ไม่ใช่มาแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว

“ลิโด้คือที่ที่ไพรม์ที่สุด เราก็เลยอยากทำพื้นที่ไพรม์ที่สุดให้มันมีประโยชน์สูงสุดกับสังคม เราเลยกำหนดว่าร้านค้าที่เข้ามาร่วมกับเรา เขาจะมาเช่าเราได้เขาก็ต้องมีกิจกรรมอะไรบางอย่างที่จะทำเพื่อสังคมให้เราเห็น มาเสนอเราก่อน แล้วลิโด้มันก็จะกลายเป็นตึกแห่งโอกาส” บอยอธิบายก่อนที่จะเปิดรับสมัครร้านต่างๆ ที่อยากมามีส่วนร่วมในพื้นที่แห่งนี้

ในแง่การปรับพื้นที่ อู๋บอกว่า “ถ้าสังเกตชั้นล่างมันจะค่อนข้างเตี้ย ของเดิมมันมองไม่เห็นกัน เราก็พยายามเปิดพื้นที่ตรงกลางให้มันกว้างขึ้น แล้วก็พยายามเปิดพื้นที่ด้านนอกให้มันโปร่งขึ้น จากด้านหน้าถนนวิ่งไปถึงด้านหลังลิโด้ได้เลย ทำให้พื้นที่ตรงนี้มันเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ใครใช้ก็ได้ คนที่เดินรอบลิโดมองเข้าไปจะเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้น มันเอื้อประโยชน์กัน

“นอกจากนั้น มันยังมีพื้นที่ที่เป็น Event Space จุดนี้ตั้งใจดีไซน์เพราะพี่นภบอกว่าเคยมาเล่นที่นี่แล้วโดนไล่ ผมก็เลยบอกว่าเอาตรงนั้นเลยที่พี่เคยเล่น ผมขออนุญาตเอาร้านออกสักนิดหนึ่งเพื่อเปิดตรงกลางให้มันเป็นเวิ้ง แล้วพอมันเป็นเวิ้งที่เป็น Event Space เราจะทำอะไรกับมันก็ได้แล้ว ซึ่งอันนี้โดยหลักการมันก็คือการคืนพื้นที่ให้กับสาธารณะ”

“นี่เป็นที่ที่ผมจะไปเล่นเปิดหมวกได้” หลังประโยคนี้ของนภ เราเห็นรอยยิ้ม

Lido, ลิโด้

ชั้น 2

Co-performing Space

ชั้น 2 แต่เดิมเป็นโรงภาพยนตร์ 3 โรง แต่ละโรงจุผู้ชมแตกต่างกันไป โรงที่ 1 จุ 147 ที่นั่ง โรงที่ 2 จุ 243 ที่นั่ง และโรงที่ 3 จุ 243 ที่นั่ง ซึ่งจากขนาดที่ว่า ทุกคนเล็งเห็นตรงกันว่าถือเป็นขนาดที่น่าสนใจ

“บ้านเรายังขาดพื้นที่ขนาดประมาณนี้บนพื้นที่ใจกลาง มันไม่มีพื้นที่ที่เป็นโรงละครหรือโชว์ขนาดกลางๆ” อู๋ให้ความเห็นก่อนที่บอยจะเสริม “สำหรับผมที่นี่มันคือขนาดเล็กที่พอดี ศิลปินเพิ่งเกิดใหม่ก็เล่นได้ ศิลปินใหญ่ที่อยากจะทำงานนิชก็เล่นได้”

โดยสิ่งแรกที่มีการปรับปรุงขนานใหญ่คือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่แห่งนี้เหมาะกับการเป็นพื้นที่ใจกลางแห่งศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

“ผมจำได้ว่าเวลาผมมาดูหนังที่นี่ ผมเข้าห้องน้ำไม่ได้ ห้องน้ำมันไม่พอ เราก็เพิ่มจำนวนห้องน้ำ แล้วก็มีห้องน้ำสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ เพราะเราไม่ได้มองแค่กลุ่มวัยรุ่น แต่เรามองถึงกลุ่มครอบครัวด้วยว่าถ้าเขาพาพ่อพาแม่มาดูโชว์จะเป็นยังไง เราก็ต้องคิดถึงคนแก่ด้วย อันนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทางจุฬาฯ ช่วยเราปรับปรุง รวมถึงระบบระบายน้ำ เพราะว่าที่นี่น้ำเคยท่วม เราก็ปรับไม่ให้น้ำท่วมแล้ว งานระบบทั้งหมด แอร์ น้ำ ไฟ ระบบความปลอดภัย ทุกอย่างใหม่หมดเลย” อู่บอกถึงสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

“อีกสิ่งที่พวกเราตั้งใจกันมากก็คือการเตรียม Facility ที่จะอำนวยความสะดวกให้ทุกคนที่มาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการจองบัตรหรือว่าการประชาสัมพันธ์ให้ที่นี่เป็น Destination ใหม่ของกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวจะรู้ทันทีว่าปีนี้มีอะไร ฉันจองตั๋วมาเลย”

และอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น โรงภาพยนตร์ทั้งหมดจะถูกปรับปรุงสำหรับการใช้งานที่ต่างกันไป

“เรามองถึงการเชื่อมโยงศิลปะและวัฒนธรรมหลายแขนง ชั้นบน ด้วยฟังก์ชันของมันเราเรียกมันว่า Co-performing Space โดยรีโนเวตโรงภาพยนตร์ให้เหมาะกับการแสดงสดทุกประเภท เช่น Music, Performing Art, Design หรือแม้กระทั่ง e-Sport ที่เป็น Technology และ Innovation” พีอธิบายแนวคิดในการปรับปรุงพื้นที่เดิม

โดยโรงภาพยนตร์ทั้งสามถูกปรับและเปลี่ยนอย่างน่าสนใจ บางโรงยังคงเค้าโครงเดิม ในขณะที่บางโรงก็มีหน้าเปลี่ยนไป

Lido, ลิโด้

Lido, ลิโด้

โรงภาพยนตร์ที่ 1

“โรงภาพยนตร์ที่ 1 เราเก็บไว้ทั้งหมด จอเดิมก็ยังอยู่ ที่นั่งก็ยังอยู่ เหมือนเดิม ยกเว้นพื้นซึ่งเป็นพรมที่เราต้องเอาออก เพราะไม่อย่างนั้นเราต้องทำความสะอาดและเสียค่าบำรุงรักษาเยอะ อีกอย่างเราคุยกับกลุ่มการละคร ก็เห็นกันว่าเชื้อโรคมันอยู่ในพรมเยอะมาก แล้วถ้าเขามาใช้สถานที่ก็อาจจะป่วยได้

“เวลาเราทำงานอนุรักษ์ บางอย่างเราต้องยอมตัดใจทิ้งไป ประนีประนอมไม่ได้ บางอย่างมีปลวกบ้าง มีราบ้าง พวกนี้เราทำความสะอาดได้หมด ไม่ใช่ต้องเก็บไว้อย่างนั้น

โรงนี้ก็จะเหมาะคนที่ไม่ได้มีงบมากมาย เหมาะกับการแสดงประเภทที่มาคนเดียว”

โรงภาพยนตร์ที่ 2

โรงภาพยนตร์ที่ 2 ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เราก็เก็บเก้าอี้ไว้ทำความสะอาดใหม่ เพิ่มไฟที่สามารถส่องเวทีได้ แต่ว่าโรงนี้ต้องตัดใจเอาจอภาพยนตร์ออก แล้วก็เพิ่มหลังเวทีที่เป็น Backstage เข้าไป

“เราโรงนี้เรียกว่า Live House เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมประเภทดนตรี”

โรงภาพยนตร์ที่ 3

โรงภาพยนตร์ที่ 3 เรายอมเอาออกทั้งหมด รื้อเก้าอี้ออกทั้งหมด แล้วรอบโรงภาพยนตร์จะล้อมม่านทั้งหมด ทำให้เป็นสีดำ ซึ่งมันก็คือ Black Box Theater แล้วเราก็เติมไฟเป็นกริดเข้าไป

“โรงภาพยนตร์นี้ตั้งใจมีไว้รองรับกลุ่ม Performing Art ซึ่งคนที่มาดูเขาก็จะบอกว่า ฉันจะได้มาเล่นในนี้ที่สยามในสเกลนี้ ในราคาค่าเช่าเท่านี้ จริงเหรอ ต่อไปนี้เขาจะสามารถสร้างงานได้แล้ว จากที่เขาเคยจ่ายเป็นแสน เขาได้มาอยู่ที่นี่ด้วยราคาที่แบบทุกคนสงสัยว่านี่คือความจริงเหรอ”

Lido, ลิโด้ Lido, ลิโด้

สุดท้ายอู๋บอกว่า การปรับเปลี่ยนหาได้นั่งเทียนเขียนแบบกันเอาเองในสตูดิโอ หากแต่มีการเชิญศิลปินหลากหลายกลุ่มมาลงพื้นที่และสอบถามความต้องการ เพื่อจะได้ออกแบบพื้นที่ให้ตรงกับการใช้งานจริงมากที่สุด

“ที่นี่มันเป็น Live Performance ดังนั้น มันจะมี 2 กลุ่มหลักๆ ที่เข้ามาช่วยเราดีไซน์ตั้งแต่แรกคือฝั่งดนตรีและการละคร โดยให้เขาเข้ามาเดินกับเราตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่ได้เริ่มการรีโนเวตเพื่อเช็กลิสต์ว่าที่มีอยู่ขาดอะไรไปบ้าง มีอะไรที่ดีอยู่แล้วบ้าง แล้วเราก็ใส่คุณภาพเข้าไปในสิ่งที่มันตกๆ หล่น

ที่พูดเพื่อจะบอกว่า ผมไม่ได้ดีไซน์จากความรู้สึกผมนะ แต่ผมดีไซน์จากความต้องการของคนพวกนี้”

ฟังถึงตรงนี้ เราชักอยากเห็นเหลือเกินว่าหน้าตาของลิโด้จะออกมาเป็นแบบไหน แล้วคนที่เคยผูกพันกับมันจะรู้สึกยังไงเมื่อกลับไปอีกที

กรกฎาคมปีนี้หวังว่าจะได้พบกัน

Lido, ลิโด้

ภาพ :  ลิโด้   Co-cultural Space

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

Haus (n.) อ่านว่า เฮาส์ 

เห็นผ่านตาครั้งแรกอาจจะงงนิดๆ จากการเรียงตัวอักษรเรียบง่ายที่ไม่คุ้นตานัก เพราะ Haus แปลว่า ‘บ้าน’ ในภาษาเยอรมัน

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่กับคำว่า ‘บ้าน’ ในภาษาไทย ที่เกิดจากเรียงของตัวอักษรธรรมดา 4 ตัวเช่นเดียวกัน 

แต่ไม่ว่าคำว่าบ้านจะถูกเขียนในภาษาไหน เรียบง่ายเพียงใด ความเป็นบ้านมักกินความหมายลึกซึ้งมากกว่าการเป็นอาคารหลังหนึ่งเสมอ เพราะความเป็นบ้านไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากวัสดุก่อสร้าง ทว่าเกิดจากเรื่องราวเบื้องหลัง วันเวลา และผู้คนที่ประกอบสร้างขึ้นมาร่วมกัน

อาคารหลังหนึ่งจึงมีชีวิต และกลายเป็น ‘บ้าน’ ในที่สุด บ้านทุกหลังจึงเป็นบ้านที่มีเพียงหลังเดียวในโลก

และในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีที่เพื่อนเปิดบ้านที่เพิ่งรีโนเวตเสร็จใหม่ ให้เราได้ขยับเท้าก้าวเดินไปพร้อมกับคุณผู้อ่าน เข้าไปสำรวจบ้านใหม่ในบ้านเก่า ลานสเก็ตใหม่ในตึกเก่า ‘Jump Master Skate Haus

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

(First) Jump 

“เมื่อก่อนคุณตาผมเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมก่อตั้งบริษัทนันยาง บริษัทอยู่แถวย่านตลาดน้อยนี่แหละ ซึ่งคุณตาผมผูกพันกับย่านนี้ อยากได้มาทำธุรกิจ เลยพยายามติดต่อกับเจ้าของเพื่อเข้าซื้อ แล้วออกมาทำแบรนด์ของตัวเองชื่อ Jump Master ขายรองเท้าประเภทไลฟ์สไตล์ รองเท้ากีฬาที่มันทันสมัย ดูวัยรุ่นมากขึ้น”

แชมป์-สุกฤษฐิ์ ศรหิรัญ หนึ่งใน Co-founder และทายาทเจ้าของอาคารชัยพัฒนสิน เล่าถึง ‘ก้าวแรก’ ของคุณตา เสริมชัย ศรีสมวงศ์ ผู้ริเริ่มกิจการรองเท้าของครอบครัวในตึกเก่าสีส้มอมน้ำตาล บริเวณหัวมุมถนนเจริญกรุง ทอดตัวขนานไปกับคลองผดุงกรุงเกษมแห่งนี้ 

“เราเห็นภาพคุณตาสร้างแบรนด์มาตั้งแต่เด็กๆ เลยรู้สึกผูกพันกับแบรนด์และที่แห่งนี้ จนถึงวันหนึ่งที่คุณตาเสียชีวิต แบรนด์ Jump Master ก็หยุดนิ่งไปเลยยี่สิบถึงสามสิบปีได้ อาคารนี้ก็ด้วย

“เรารู้สึกว่าคุณตาอุตส่าห์สร้างขึ้นมา จะทำยังไงให้แบรนด์นี้กลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้อยากสานต่อแบรนด์รวมถึงอาคารนี้ด้วย ซึ่งถ้านับตามอายุถนนจริงๆ ก็น่าจะประมาณหนึ่งร้อยสิบเอ็ดปี” แชมป์เล่าพร้อมพาเราเดินดูอาคารที่ผ่านการชุบชีวิตแล้ว

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

(The) Master

“คุณตาเป็นผู้นำแฟชั่น”

ปิ๊ง-ฐิติภา ศรหิรัญ Co-founder ควบตำแหน่งน้องสาวของแชมป์ เปรยขึ้นมาระหว่างเดินผ่านชานพักบันได ที่เต็มไปด้วยกล่องรองเท้าสลับสีเรียงกันเป็นแบกกราวนด์ และตัวอักษรคำว่า JUMP บนผนัง

“เป็นกล่องที่ Jump Master ใช้ขายในสมัยก่อนจริงๆ พวกกราฟิกบนกล่องมันตรงกับเทรนด์ที่สมัยนี้เอากลับมาใช้”

เมื่อสังเกตดูดีๆ เราพบว่านอกจากดีเทลของกล่องรองเท้าที่ทันสมัยข้ามยุคแล้ว ตัวดีไซน์รองเท้าที่อยู่บนโปสเตอร์ ซึ่งจัดวางโชว์ไว้ข้างๆ ก็ทันสมัยไม่แพ้กัน ดู Timeless ขนาดที่ว่าหยิบไปวางบนชั้นร่วมกับรองเท้าแบรนด์อื่นในสมัยนี้ได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร

และเมื่อเล็งเห็นถึงความน่าสนใจที่มาก่อนกาลของดีเทลเหล่านี้ เราจึงขอชวนทั้งคู่พูดคุยถึงเบื้องหลังการออกแบบของ Jump Master กันอีกสักนิด

“ผมคิดว่าน่าจะมีผู้ช่วยออกแบบนะ แต่คุณตาเป็นคนเคาะเอง” พี่ชายว่า

“คุณยายก็ด้วย เป็นคนที่มีรสนิยมฝรั่งมาก เพราะแกเป็นคนชอบเสพ ชอบดูบ้าน” น้องสาวเสริม “แกเป็นคนชอบเที่ยว หนึ่งปีเที่ยวมากกว่าสี่ครั้ง ถ้านับจริงๆ ผมว่าแกเที่ยวรอบโลกแล้ว เลยเทสต์ดีเพราะไปเจอมาเยอะ”

“คุณยายชอบแต่งตัว เรื่องสีนี่แม่นมาก ไม่ได้ไปห้างแล้วซื้อ แต่เสาร์-อาทิตย์ ไปช้อปปิ้งซื้อผ้าเองที่ห้างนายจันทร์ แล้วไปตัดเองกับช่างประจำ”

ปิ๊งและแชมป์เล่าถึงอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่มีส่วนทำให้งานของแบรนด์ Jump Master มีดีไซน์มาก่อนกาลอย่างที่เราได้เห็น

Skate

“ตัวผมกับพาร์ตเนอร์มองว่ามันไม่ใช่กีฬา” แชมป์เกริ่นขึ้นเมื่อเราถามถึงที่มาของการเลือกทำสนามสเก็ตใหม่ในตึกเก่า 

“เพราะสนามกีฬาเข้าแล้วออกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ที่นี่คือคุณจองเข้ามาแล้วรับประสบการณ์กลับไป เหมือนเป็นการแฮงก์เอาต์กับเพื่อนอีกแบบหนึ่ง เพราะช่วงหนึ่งชั่วโมงห้าสิบนาทีของเรา คุณไม่ต้องเล่นตลอดหรอก คุณมานั่งคุยกับเพื่อน มาเจอเพื่อน เรามองว่ามันน่าจะเหมาะกับอะไรที่ทำได้นานๆ ไม่ได้ทำเพราะมันเป็นกระแส

“ในต่างประเทศ เซิร์ฟสเก็ต มันคือ Culture คนเล่นตั้งแต่เด็กตัวนิดเดียว จนแก่อายุห้าสิบก็เล่นได้ ไม่จำเป็นว่าคุณต้องประกอบอาชีพอะไร อายุเท่าไหร่ เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลตอบโจทย์ของเราที่อยากจะทำอะไรให้เข้าถึงคนทุกคน

“สำหรับเมืองไทยมันเพิ่งมา ตอนแรกคนไทยจะเล่นสเก็ตบอร์ด คนก็มองในด้านลบตลอด เพราะมัน Underground เป็นกีฬาของเด็กแอบเล่น ด้วยตรงนั้น เราอยากสร้างความเข้าใจและมุมมองใหม่ๆ ให้กับคน”

Haus 

‘Feel Like Home’ ได้รับเลือกให้เป็นคอนเซ็ปต์หลักในการปรับปรุงพื้นที่ เพราะ ‘บ้าน’ เป็นอะไรที่ใกล้ตัวและเข้าถึงได้ทุกคน ซึ่งน่าจะช่วยเปลี่ยนภาพจำจากพื้นที่ของกีฬาเฉพาะกลุ่ม ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าใครก็เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่แห่งนี้ได้ เหตุนี้เองนำไปสู่ Tagline ที่ว่า ‘Not your typical barn ramp’ ของ Jump Master Skate Haus 

และความรู้สึกเหมือนได้เล่นสเก็ตที่บ้าน ถูกถ่ายทอดสู่องค์ประกอบต่างๆ ที่ต่อเติมเข้าไปในพื้นที่ด้วยความใส่ใจ เริ่มต้นจากวัสดุ เมื่อคิดทบทวนจากทางเลือกต่างๆ แล้ว ก็พบว่า ‘ไม้’ ลงตัวและเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ภาพของความเป็นบ้านฉายชัด ไม่ใช่เพียงโทนสีที่ทำให้นึกถึงความอบอุ่นของบ้าน แต่ความสามารถในการดูดซับแรงของไม้ที่มีมากกว่าปูน ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้เราอุ่นใจขึ้นมาว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ วัสดุไม้จะช่วยโอบอุ้มเราให้บาดเจ็บน้อยลง เช่นเดียวกับที่บ้านปกป้องเราจากลมฟ้าอากาศ

การออกแบบแสงเป็นอีกส่วนสำคัญและเป็นส่วนที่ยาก จากข้อดีของอาคารแห่งนี้คือ มีแนวหน้าต่างยาวตลอดช่วงตึก จึงเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาได้มาก แต่ด้วยเวลาในการเปิดทำการตั้งแต่ 10.00 – 19.30 น. ทำให้บางช่วงเวลาแสงภายในและภายนอกแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ

การเติมแสงเข้าไปในพื้นที่ จึงคำนึงถึง 2 เรื่อง คือ ความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยเลือกใช้ Track Light ที่เลื่อนตำแหน่ง เปลี่ยนดวงโคมได้อย่างอิสระ รองรับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทุกประเภท ควบคู่ไปกับหลอดไฟที่อุณหภูมิ 4000 k ตามคำแนะนำของ Lighting Designer เพื่อให้ได้แสงที่ดูมีมิติเดียวกัน ไม่ขาวหรือเหลืองจนเกินไป อบอุ่นพอดี ช่วยขับให้มู้ดโดยรวมของพื้นที่ มีความ Feel Like Home แบบที่ตั้งใจเอาไว้

กราฟิกสีสันน่ารัก เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นว่าเป็นองค์ประกอบใหม่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะเจ้าตัวการ์ตูนที่วาดลวดลายไถสเก็ตอยู่บนป้ายประชาสัมพันธ์และ Signage

“ตัวคาแรกเตอร์มีท่าทางมาจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ต โดยขั้นพื้นฐานของการเล่นเซิร์ฟสเก็ต จะตั้งกรวยเอาไว้สองมุม ซึ่งทำให้การเล่นเหมือนเลี้ยวโค้งไปตาม Infinity Loop แบบไม่มีที่สิ้นสุด เราเลยเอาเลข 8 คล้ายตัว Infinity มาลดทอนเป็นคาแรกเตอร์ลักษณะฟรีฟอร์ม ไหลลื่นคล้ายกับการเล่นเซิร์ฟสเก็ต และมีความเฟรนด์ลี่ อบอุ่น เพื่อสื่อสารกับทุกคน”

นับ-พิชญา คำพูล นักวาดภาพประกอบผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ และอีกหนึ่ง Co-founder เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังที่มาของการออกแบบ Mr.Jump ผู้มีชื่อเดียวกับแบรนด์

ดูเหมือนว่า Mr.Jump เองจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างดี เพราะแชมป์แชร์ประสบการณ์ตรงให้ฟังเพิ่มเติมว่า

“ลูกค้าที่เป็นครอบครัว กลุ่มเด็ก เห็นอะไรมีสีสันหรือตัวการ์ตูนแบบนี้แล้วชอบ เราก็แจกสติกเกอร์ให้ แทนที่จะเก็บกลับบ้าน บางทีเห็นผมนั่งเล่นคอมอยู่ เขาก็เอามาแปะที่คอม ซึ่งน่ารักดี และช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกค้า แล้วกิจกรรมแบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนเวลามีพี่น้องมาเยี่ยมบ้านเราจริงๆ”

Space

“จริงๆ ก่อนหน้าที่เราจะทำ มันมีฝ้าปิดคาน แต่เราเห็นว่ามีฝ้าช่วงหนึ่งผุพังไปแล้ว มองขึ้นไปแล้วคานมันสวย ยิ่งพอเอาบันไดปีนขึ้นไปดู เลยเห็นว่าโครงสร้างมันสวยมาก” แชมป์เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เห็นความเป็นไปได้บางอย่างในโครงสร้างเดิมของอาคารแห่งนี้ 

ก่อนเป็นตึกขายรองเท้า อาคารชัยพัฒนสินเคยเป็นโรงงานน้ำอัดลม มีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่า ‘น้ำมะเน็ด’ (เป็นเสียงที่ตัดทอนมาจากคำว่า Lemonade ในภาษาอังกฤษ) จึงถูกออกแบบให้โครงสร้างรับน้ำหนักได้มากกว่าอาคารทั่วไป ด้วยการวางช่วงเสาที่ไม่กว้างมาก ประกอบกับคานหลักลึกร่วมกับคานซอยถี่ เพื่อรับน้ำหนักแทงก์หล่อคอนกรีต สำหรับเก็บน้ำที่อยู่บนชั้น 4 บริเวณใต้หลังคา 

หลังจากคุยถึงที่ไปที่มาของอาคารเรียบร้อย เราจึงขออนุญาตให้เจ้าของบ้าน พาสำรวจลึกไปในพื้นที่แต่ละส่วน เพื่อไปดูดีเทลต่างๆ อันน่าสนใจ

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

บริเวณชั้น 1 เดิมเคยเป็นพื้นที่โกดังเก็บสินค้ามาก่อน แต่ได้รับการปรับปรุงโดยทุบผนังบางส่วนออก เปลี่ยนให้เป็นที่จอดรถสำหรับแขกผู้มาเยือน ส่วนด้านหน้าอาคารฝั่งติดถนน เป็นโชว์รูมที่เมื่อย่างเท้าเข้าไปแล้ว ราวกับหมุนทวนเข็มนาฬิกา เพราะข้าวของที่ใช้งานในสมัย Jump Master ยังถูกเก็บไว้อย่างดี ทั้งชั้นกระจก ตู้โชว์ หรือแม้กระทั่งเคาน์เตอร์ Reception ที่ในอนาคตก็มีแผนจะปรับปรุง และใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนต้อนรับทุกคนอีกครั้ง

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

นอกจากตัวกล่องรองเท้าที่เรียงเป็นตัวอักษร JUMP บริเวณชานพักบันไดอย่างที่เล่าไปตอนต้นแล้ว กล่องไฟซึ่งทำหน้าที่เป็น Signage ค่อยๆ นำทางเราจากประตูหน้าสู่ชั้นต่อไปก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นไฟบนฝ้าเพดานจากสำนักงานที่อยู่ชั้นสอง ตัวกล่องไฟถูกเติมกราฟิกของ Jump Master Skate Haus เข้าไปให้ใช้งานในฟังก์ชันใหม่ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวในยุคก่อนไปพร้อมกัน

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

พื้นที่ชั้น 2 เป็นส่วนของออฟฟิศที่เคยรองรับพนักงาน Jump Master กว่า 60 ชีวิต ปัจจุบันยังคงเหลือร่องรอยให้เห็นถึงเลเยอร์ของกาลเวลา จากเหล็กดัดหน้าต่างที่น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของอาคาร การแบ่งพื้นที่ด้วยชุดกระจกอะลูมิเนียมสีเงิน ฝ้าเพดานฉลุลายตามสมัย เฟอร์นิเจอร์สำนักงานหน้าตาตรงยุคซึ่งเพิ่มเข้ามาในสมัยของคุณตา นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บางส่วนก็มาจากการที่คุณตาขยายกิจการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 

ดีเทลที่กระจายอยู่ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของอาคารเหล่านี้ เป็นเสมือนจิ๊กซอว์ชั้นดี ทำให้เราปะติดปะต่อรูปแบบการใช้งานในสมัยที่ยังเป็นสำนักงานของ Jump Master ได้

บริเวณชั้น 3 เคยเป็นโกดังเก็บสินค้า ก่อนปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสนามสเก็ต โดยองค์ประกอบส่วนใหญ่ยังคงถูกเก็บไว้อย่างครบถ้วน

ร่องรอยของสีที่ต่างกัน เผยให้เห็นการเปลี่ยนผ่านฟังก์ชันในแต่ละยุคสมัย แชมป์ตั้งข้อสังเกตว่า สีเหลืองบริเวณผนังและท้องพื้นเหนือ Wave Bank น่าจะเป็นสีจากสมัยโรงงานน้ำอัดลม ส่วนสีเทาอ่อนน่าจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ในสมัยของคุณตา

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

ส่วนลิฟต์ที่คนชอบมาถ่ายรูปคู่ ก็เป็นลิฟต์ตัวเดิมและทุกวันนี้ยังใช้ขนของอยู่ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ขนคน เพราะเป็นลิฟต์โบราณที่ไม่มีเซฟตี้

พื้นที่ชั้น 3 นี้ เป็นพื้นที่ที่เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด เพราะทีมเลือกทำการปรับปรุงเป็นโปรเจกต์แรก ผนังส่วนใหญ่ถูกทุบออกไป เหลือไว้เพียงชุดเฟรมกระจกอะลูมิเนียมพ่นสีดำทับ และปูพื้นไม้ใหม่เพื่อทำให้ดูทันสมัย เป็นห้องรับรองสำหรับคนที่มาเล่นและผู้ติดตาม

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

ส่วนความยากของการออกแบบสนาม คือการจัดวางอุปกรณ์และ Flow การเล่นให้ต่อเนื่อง ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่และโครงสร้างอาคารเดิม 

Wave Bank ถูกวางติดกับห้องรับรอง เพื่อใช้ข้อดีของช่วงเสาที่ยาวตลอดแนวอาคารติดริมหน้าต่างให้เล่นได้ต่อเนื่อง

Giant Slope ทำหน้าที่เป็นไหล่อีกข้างของ Wave Bank เพื่อให้ Drop-in จากบริเวณนี้ และมีแรงส่งมากพอเพื่อเข้าไปเล่นใน Half Bowl ที่อยู่บริเวณมุมของอาคารฝั่งตรงข้ามได้ ก่อนจะวนกลับเข้ามาในลูปพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งมีตัว Pump Track ไม้อยู่ในเลนกลางของสนาม เป็นทางเลือกเพิ่มความท้าทายให้กับผู้เล่น 

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

“ตอนแรกบริเวณตรงมุมตึกกะจะทำ Ramp ให้เป็นเนินขึ้นไปเฉยๆ แต่ลูปจะไม่ครบ เลยคิดว่าเป็นทำเป็น Half Bowl ดีกว่า แต่ตอนทำก็ยากอยู่นะ เพราะอาคารเราเอียงตามโค้งถนน ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าจุดกึ่งกลางมันเบี้ยวอยู่ เพราะอาคารเราโค้งมาจากด้านซ้าย ถ้าจะถ่ายแบบเซนเตอร์เลย ต้องใช้มุมช่วยนิดหนึ่ง ไม่งั้นต้องถ่ายให้ไม่เห็นไฟ มุมนี้คนมาแล้วชอบถ่าย มันจะได้ Daylight เข้าด้านข้าง

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

“ตัว Ramp เราดีไซน์เอง พัฒนาร่วมกับช่างเฟอร์นิเจอร์ Built-in ที่มีความถนัดในเรื่องงานไม้ และเราศึกษาจากการไปเล่นหลายๆ ที่ อย่างพวกองศาก็ทำให้มันไม่ชันเกินไปและไม่แบนเกินไป เล่นกำลังสนุก แล้วให้ขอบด้านบนมันแฟลตนิดหนึ่ง ให้พอขึ้นไปแล้วมันยังไต่ได้” แชมป์เล่าถึงการออกแบบ Ramp ที่แม้แต่ Beginner ก็เล่นได้ ระดับโปรแข่งขันก็บอกว่าสนุกดี

ส่วนพื้นที่ครึ่งหลังของอาคาร นับเล่าให้ฟังว่ากำลังปรับปรุงเพื่อขยายพื้นที่ โดยตั้งใจนำส่วนเฟรมอะลูมิเนียมหน้าบันไดออก เพื่อให้ผู้เล่นเล่นได้อย่างต่อเนื่องทุกอุปกรณ์ทั่วทั้งชั้น 

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง
ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

พื้นที่ส่วนนี้เราเข้าไปเจอช่วงที่ทีมพี่ช่างกำลังทาสีเก็บความเรียบร้อย ไปพร้อมๆ กับเก็บร่องรอยของกาลเวลา แชมป์ชี้ชวนให้ดูว่าตั้งใจเว้นบางส่วนไว้เป็นแลนด์มาร์ก เช่น รางไฟไม้เดิมที่มีร่องรอยการเดินไฟเจาะทะลุคาน หรือรอยรูปวงกลมบนพื้นกับท้องพื้นด้านบน ที่ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นหัวแทงก์น้ำเก่าหรือช่องท่อส่งน้ำ เพราะมีรอยการก่อผนังต่อเนื่องกันระหว่างชั้น

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง
ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

ส่วนภายนอกของอาคาร หลังจากได้หารือกับคุณลุงและทดลองกับบริษัทสีเรียบร้อย ก็ได้ข้อสรุปว่า จะบอกลาภาพตึกสีฟ้าอมเขียวบริเวณหัวมุมสะพานพิทยเสถียรเชื่อมกับถนนเจริญกรุง แล้วพาสีส้มอมน้ำตาลมาแทนที่ ซึ่งเข้าได้กับทั้งความเก่าและความใหม่ เชื่อมโยงคนได้ทุกเพศ ทุกวัย และในส่วนแบรนดิ้งเอง ก็พยายามดึงสีไปใช้ด้วยเหมือนกัน

(Creative) District

จาก ‘บ้าน’ สู่ ‘ย่าน’ 

“พื้นฐานของเราสามคนเป็นดีไซเนอร์กันหมดเลย เป็นคนชอบงาน Art งาน Design” 

ปิ๊งจั่วหัวถึงพื้นเพของแต่หุ้นส่วนละคนที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ช่างภาพ และนักวาดภาพประกอบ ผู้อยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งกับย่านเจริญกรุง ที่กำลังพัฒนาไปเป็น Creative District 

“เราอยากสนับสนุนย่านนี้ด้วย แถวนี้มีร้านรวงเล็กๆ เจ๋งๆ ซ่อนอยู่เยอะมาก ถ้าเรารีโนเวตอาคารให้เป็นแลนด์มาร์กหนึ่งของย่านนี้ได้ ก็น่าจะดึงคนจากหลายๆ ย่านเข้ามาได้ ซึ่งปิ๊งเชื่อว่า ถ้าตึกนี้กลับมามีชีวิต ย่านนี้จะต้องกลับมาคึกคักแน่นอน

“อย่างเราขยับแค่ส่วนลานสเก็ต คนก็เริ่มสนใจในย่านมากขึ้น ซึ่งร้านค้าเล็กๆ หรือโฮสเทลตรงนี้ก็ยินดีไปกับเราด้วย เขาเห็นสตอรี่หรือสื่อที่ลงให้ ก็แชร์ให้โดยที่เราไม่ต้องบอกหรือขออะไรเลย

“เรารู้สึกว่าพอ Respect เขา เขาก็ Respect เรา เพราะเราไม่ได้ทำตึกสี่สิบห้าสิบชั้นเพื่อให้เราได้อย่างเดียว เรารู้สึกว่าตึกมีเสน่ห์ของมันอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้อยากทำให้มันแตกต่าง โดดออกมาจากคนอื่น” แชมป์แชร์เพิ่มถึงทิศทางที่ทีมกำลังพาอาคารชัยพัฒนสินเดินทางไปต่อพร้อมๆ กับเพื่อนบ้านในย่าน 

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

Future Space Planning

“แปลนที่กำลังวางใหม่จะคล้ายกับตอนที่คุณตาทำ Jump Master”

ปิ๊งในฐานะผู้ดูแลแบรนดิ้งของ Jump Master Skate Haus แชร์ไอเดียสำหรับแผนการระยะยาวให้เราฟัง หลังจากเราสอบถามถึงมุมมองต่อความยั่งยืนในการทำสนามสเก็ต 

ชั้นแรกถูกวางให้เป็นคอมมูนิตี้เกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ตอนนี้เลยเริ่มทุบผนังชั้น 1 ให้มองทะลุถึงกัน ทำให้พื้นที่โดยรวมโปร่งขึ้น และตั้งใจจะเจาะผนังฝั่งติดคลองผดุงกรุงเกษมเพิ่มเติม เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้เข้ามาในสเปซ รวมถึงเปิดมุมมองให้เกิดพื้นที่นั่งเล่นริมคลองที่น่าสนใจ 

ในขณะที่ชั้น 2 ทำเป็นพื้นที่สำนักงานเหมือนเดิม แต่จะเปลี่ยนจากสำนักงานของบริษัทรองเท้า เป็นบริษัทที่ทำงานออกแบบ ซึ่งจะเชื่อมโยงและตอบโจทย์ความเป็น Creative District 

ชั้น 3 ทางทีมมองว่าอยากให้ชั้นนี้เป็นชั้นไลฟ์สไตล์ เลยพยายามออกแบบพื้นที่ไว้ให้ยืดหยุ่นในการใช้งานที่สุด สนามสเก็ตที่เป็นเหมือน Active Exhibition จะถูกเก็บไว้ในฐานะโปรเจกต์แรกของทีมที่ทำในตึกนี้ นอกจากนั้นยังเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แฟชั่นโชว์ การจัดอีเวนต์ ไปจนถึงมินิคอนเสิร์ต เพราะคิดว่าสเปซที่ทำขึ้นมาตอบโจทย์กลุ่มคนและกิจกรรมที่หลากหลาย 

ส่วนชั้น 4 เป็นชั้นใต้หลังคา มีร่องรอยของแทงก์น้ำเดิมให้เราเดินสำรวจ และมีโครงสร้างหลังคาไม้โบราณที่ค่อนข้างสวยงามสมบูรณ์เป็นฉากหลัง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของฟังก์ชันใหม่ แต่เราขอแอบกระซิบไว้นิดว่า บรรยากาศดาดฟ้าข้างนอกเจ๋งมาก โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง
ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

(Un) Expect

เพราะการรีโนเวตอาคารไม่ใช่เรื่องง่าย เราเลยชวนเจ้าบ้านคุยถึงช่วงเวลาจากวันแรกจนถึงวันนี้ ว่าจุดไหนเป็นส่วนที่ยากที่สุด และมีส่วนไหนที่ตรงหรือไม่ตรงกับภาพที่วาดเอาไว้ตอนแรกบ้าง 

“ตั้งแต่เริ่มทำ เราคิดอย่างเดียวคือทำให้สุด แล้วอะไรที่ตามมาเดี๋ยวมันจะดีเอง”

แชมป์เล่าถึงมุมมองก่อนตัดสินใจที่จะเริ่มโปรเจกต์ ในยุคสมัยที่อะไรๆ ก็ไม่ค่อยแน่นอน

“จุดที่ยากที่สุดน่าจะเป็นการที่เรามิกซ์เก่ากับใหม่ อย่างเซิร์ฟสเก็ต คนจะมองว่ามันเป็น Fast Fashion ซึ่งเราไม่ได้มองแบบนั้น การผสานกิจกรรมที่คนมองว่ามันเป็นกระแสอย่างเซิร์ฟสเก็ต ให้เข้ากับอาคารเก่าที่มีเรื่องราวของตัวมันเอง เลยเป็นอะไรที่ท้าทายมากที่จะทำให้ดี และไม่ใช่แค่ Copy and Paste

“เราอยากให้มันเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้คนมีมุมมองใหม่ๆ กับการเล่นเซิฟสเก็ต ซึ่งเราพยายามสื่อผ่านสิ่งที่ทำเพื่อให้คนรู้สึก มากกว่าการออกไปป่าวประกาศ เวลาลูกค้ามา เราก็พยายามไปรับลูกค้าจากข้างล่าง พาขึ้นมา อธิบายที่มาที่ไป เพราะเรามีเรื่องราวที่อยากให้คนเข้ามาสัมผัส เพราะรู้สึกว่ามันอิมแพคกว่าการโฆษณา 

“ตึกนี้อยู่ในเมืองและเราขายรอบเป็น Private ทำให้มีกลุ่มลูกค้าหลากหลายมาก ทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน คนไทย ฝรั่ง ทูต และกลุ่มครอบครัว ซึ่งตอนแรกไม่ได้ตั้งเป้ากลุ่มครอบครัวขนาดนั้น เพราะคิดเอาไว้ว่าความ Feel Like Home คือเหมือนเพื่อนมาเล่นที่บ้าน แต่กลายเป็นกลุ่มครอบครัวเยอะกว่าที่คิด อย่างบางคนอยู่แถวนี้ก็หากิจกรรมให้ลูกเล่น มันตอบโจทย์ที่ไม่ต้องกังวลว่าจะชนกับคนอื่น ลูกจะเป็นอะไรมั้ย เขานั่งดูอยู่ข้างสนามก็เห็น และในขณะเดียวกันก็ยิ่งตอบโจทย์ความเป็นบ้านที่เราตั้งเอาไว้ไปใหญ่ อันนี้คือเหนือความคาดหมายมาก และเราว่ามันดี

“ช่วง Soft Opening เราให้ลูกค้ามาลองสนามฟรี แล้วถามว่าใครรู้สึกยังไง เป็นการเรียนรู้แล้วก็ ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ เพราะเราอยากทำตัวให้เหมือนเป็นผืนผ้าใบที่มีเรื่องราวมาประมาณหนึ่ง แต่ยังไม่เสร็จ เพราะฉะนั้น ลูกค้าจะเป็นอีกคนสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของพื้นที่นี้ให้เกิดขึ้น”

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load