29 มิถุนายน 2564
4 K

ขบวนรถไฟหลากสี ต่อแถวกันส่งเสียงปุเลงๆ สัญจรเข้าออกไปมาจากสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่รู้จักคุ้นเคยในชื่อ ‘สถานีหัวลำโพง’ ทุกเช้าเย็น เหล่านี้ล้วนเป็นภาพจำที่คุ้นตา และพาผู้คนหลายพันชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ผู้คน อาคาร บ้านเรือน ในย่านหัวลำโพง ต่างเติบโต ผุพัง และกัดกร่อนไปตามกาลเวลา พร้อมกับจังหวะชีวิตของ สถานีหัวลำโพง ที่หมุนตามไปอย่างช้าๆ และกำลังจะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้นี้

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

ในขณะที่สถานีรถไฟน้องใหม่ไซส์มหึมาอย่าง สถานีกลางบางซื่อ กำลังจะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในปลาย พ.ศ. 2564 สถานีรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณ ที่ถึงแม้จะเก่าแต่ยังเก๋าอย่างสถานีกรุงเทพ ก็กำลังปรับเปลี่ยนการใช้งานใหม่ หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่านี่จะเป็นโอกาสของการเกิด Community Space ขนาดใหญ่ใจกลางกรุง ที่ผสานฟังก์ชันของพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ พื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่ทางศิลปะ พื้นที่เชิงพาณิชยกรรม ไปจนถึงหน้าที่หลักอย่างที่เคยเป็นมาตลอดกว่า 105 ปี อย่างการเป็นสถานีรถไฟ เพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะวิ่งจากสถานีบางซื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองโดยตรงในอนาคต

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

การโดยสารรถไฟปู๊นๆ สตาร์ทขบวนที่สถานีกรุงเทพ ก่อนแยกย้ายไปตามร่องรางที่แตกแขนงออกไปทั่วสารทิศ เป็นความคลาสสิกซึ่งอยู่คู่สังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2459 แม้บางคนจะไม่เคยขึ้นรถไฟเลยสักครั้งในชีวิต ก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักสถานีกรุงเทพ จุดศูนย์กลางของระบบรถไฟทางไกล แวดล้อมไปด้วยย่านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และที่อยู่อาศัย อย่างหนาแน่น อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงความมั่นคงของประเทศในยุคอาณานิคม เป็นที่ตั้งของอาคารหลังเก่า และประทับร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้อีกมากมาย 

แม้ในวันข้างหน้าจะต้องส่งไม้ต่อในการเป็นสถานีหลักของระบบรางในประเทศให้กับสถานีกลางบางซื่อ แต่สถานีกรุงเทพก็ไม่ได้ปิดตัวลงถาวรอย่างที่หลายคนเข้าใจ อีกทั้งยังมี Big Project ในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้เป็นพื้นที่เพื่อสาธารณชน พร้อมก้าวตามการเปลี่ยนผ่านของสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

เมื่อต้องการพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะของสังคม การเปิดกว้างและรับฟังความเห็นจากประชาชนจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและตอบโจทย์แผนงานของโครงการได้อย่างตรงประเด็น นี่จึงเป็นที่มาของ ‘Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space’ โครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพให้สอดรับกับความต้องการของประชาชน และสร้างประโยชน์ทางสังคมที่หลากหลาย โดยได้เปิดรับผลงานจากนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป และประกาศผลมอบรางวัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ โครงการช่างชุ่ย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา 

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

ที่น่าสนใจคือ มีการจัดเสวนาเล็กๆ ให้ผู้เข้าประกวด ผู้ตัดสินรางวัล และแขกไปใครมาที่สนใจ ได้มานั่งฟังและแบ่งปันแลกเปลี่ยนไอเดียกันอย่างอิสระ แม้ว่าบทความฉบับนี้ จะไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้อ่านร่วมรับฟังการเสวนาไปพร้อมกับเราได้ แต่ก็ขอเชิญทุกท่านดื่มด่ำบรรยากาศในงาน ผ่านการทัศนาตัวอักษรที่บรรจงจัดเรียงมาฝากในหน้ากระดาษต่อไปนี้ได้ตามอัธยาศัย ใต้ไอแดดและร่มไม้ที่แผ่กิ่งก้านออกไปโดยรอบ ด้านหน้าจัดเป็นเวทีขนาดกลาง รายล้อมด้วยเก้าอี้ของผู้ที่แวะเวียนกันเข้ามาร่วมรับฟัง เราค่อยๆ เห็นภาพของหัวลำโพงในฝัน ถูกเนรมิตปะติดปะต่อขึ้นอย่างช้าๆ และน่าอัศจรรย์ใจ

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

มาเริ่มกันที่ ‘รางสรรค์’ โดย มนัญชัย ภัทรพงศ์มณี และ ทอย มฤคทัต โครงการที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเภทเขียวมาก (เน้นการให้สัดส่วนแก่พื้นที่สีเขียวมากที่สุด) ซึ่งเล็งเห็นถึงข้อด้อยและข้อดีของพื้นที่สถานีกรุงเทพ ว่าแม้จะมีตัวอาคารเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ตั้งเรียงรายอยู่บนเนื้อที่กว่า 121 ไร่ และมีความยาวต่อเนื่องกันถึง 1 กิโลเมตร แต่ตัวสถานีก็ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่กีดขวางการจราจรอยู่พอตัว ส่งผลให้โครงข่ายถนนขาดประสิทธิภาพ สภาพการจราจรติดขัด ตลอดจนทำให้การพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ในละแวกนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก 

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space
ภาพ: Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

จึงเป็นที่มาของไฮไลต์สำคัญในแผนงานเพื่อการแก้ปัญหาเชิงลึกด้านโลจิสต์ติกอย่างการสร้างอุโมงค์ เพื่อให้เกิดการสัญจรลอดผ่านใต้พื้นที่โครงการได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังเป็นการเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างฝั่งเมืองเก่ากับเมืองใหม่ ที่เคยถูกคั่นกลางด้วยตัวสถานีรถไฟมาเป็นเวลานาน ให้กลับมาต่อติดและผสานเป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง

ส่วนพื้นที่ริมน้ำ มีการเสนอให้ย้ายถนนริมน้ำออกจากโครงการ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างการสัญจรทางน้ำและทางบก นำพื้นที่ริมน้ำมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนเป็นลานกิจกรรมริมน้ำในอนาคต ส่วนกลุ่มอาคารอนุรักษ์ทั้ง 5 หลัง จะปรับปรุงการใช้งานให้มีฟังก์ชันตอบรับกับกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ยังคงอนุรักษ์กลิ่นไอเดิมไว้ให้มากที่สุด 

เช่น อาคารที่ทำการพัสดุยศเส หรือ ตึกแดง จะใช้เป็น Service Office สร้างพื้นที่ให้กับคนทำงาน ปรับเปลี่ยนหอสัญญาณที่ขนาดสูงเท่าตึก 5 ชั้น ให้กลายเป็นร้านอาหารและจุดชมวิวที่มองเห็นกรุงเทพมหานครจากมุมสูงได้แบบไกลสุดลุกหูลูกตา ส่วนอาคารที่เหลือปรับให้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ โรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว และลานจัดแสดง Exhibition Hall ที่จัดกิจกรรมหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

เมื่อพัฒนาพื้นที่ให้ตอบรับจุดประสงค์ของโครงการแล้ว รางสรรค์ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะกายและใจของประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการในพื้นที่แห่งนี้ด้วย จึงจัดเส้นทางเพื่อส่งเสริมการเดินออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง มีจุดแวะพักและบริการน้ำดื่มฟรี มีรถรางคอยอำนวยความสะดวกหากต้องการเยี่ยมชมพื้นที่โดยรอบ และเพิ่มการเข้าถึงในบริเวณต่างๆ ของโครงการได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังมีการวางระบบบำบัดแหล่งน้ำและเนื้อดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วยวิธีทางธรรมชาติ เพื่อการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไปอนาคต

ต่อกันที่ ‘HUA LAMPONG’ โดย กฤตธี วงศ์มณีโรจน์, ชัญญา ชาญยุทธกร และ ศศิธร เอื้อบุญกนก โปรเจกต์ที่ได้รางวัลชนะเลิศจากประเภทเขียวกลาง (มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน) มีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้ตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ปัญหาของเมืองอย่างครอบคลุมในทุกด้าน เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่ผ่านการสร้างสรรค์มาอย่างกลมกล่อมลงตัว ไม่เอนเอียงให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป การนำเสนอถ่ายทอดผ่านการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซนเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space
ภาพ : Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

เนื่องจากสถานีกรุงเทพเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โซนแรกจึงจัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ อีกหนึ่งจุดเด่นที่เราคิดว่าทำให้ทีมนี้สะดุดตากรรมการ คือการสร้างทางเดินลอยฟ้าหรือ Sky Walk เพื่อเชื่อมต่อตัวอาคารทั้ง 5 หลัง ซึ่งจะแปลงไปเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขนาดใหญ่เอาไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังทำให้มองเห็นระบบนิเวศโดยรอบของกรุงเทพมหานครแบบ 360 องศา และได้สัมผัสมุมมองใหม่ๆ ของสถานีที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

โซนที่ 2 คือพื้นที่สาธารณะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่น ลานกีฬา ลานกิจกรรม และสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะจัดสรรไว้ในพื้นที่เดียวกันแต่แบ่งเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละช่วงวัย และทำลายเส้นแบ่งของแต่ละเจนเนอเรชัน ส่วนโซนสุดท้ายจะใช้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชยกรรม เพื่อแก้ปัญหาเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่และแผงลอย โดยการจัดสรรพื้นที่ระหว่างสถานีและลานกิจกรรมเพื่อเป็นลานกึ่งเอาต์ดอร์ ใช้เป็นพื้นที่เปิดท้ายขายของอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และยังปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้สอยพื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อย่างคล่องตัว

 ปิดท้ายด้วย ‘HUA LAMPONG STAYTION มาสเตย์ที่หัวลำโพง’ โดย ธัญญา แสงอุดมเลิศ, ปริยากร อรพินท์พิศุทธิ์, จิดาภา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ชินธีร์ วิไลวัลย์ ผลงานจากน้องนักเรียนรุ่นเล็ก ที่กรรมการยังเอ่ยปากชมว่าเป็นเล็กพริกขี้หนู เพราะมีคอนเซปต์คือจำลองการเดินทางย้อนเวลากลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 จุดกำเนิดอันเฟื่องฟูของกิจการรถไฟไทย แต่เปลี่ยนจากการนั่งไทม์แมชชีนให้กลายเป็นรถจักรไอน้ำรุ่นคุณปู่สุดคลาสสิก อีกทั้งวางผังพื้นที่ตามส่วนประกอบของรถจักรไอน้ำ พาเราไปท่องเที่ยวในสถานีรถไฟสายจินตนาการได้อย่างเพลิดเพลิน

เริ่มกันที่หัวรถจักร ต้อนรับผู้โดยสารทุกท่านเข้าสู่สถานีรถไฟ พื้นที่ในส่วนนี้จะใช้เป็นลานนิทรรศการ จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานีกรุงเทพ ซึ่งปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อใช้จัดนิทรรศการต่างๆ ได้ตามโอกาสสำคัญ และยังมีลานอเนกประสงค์เพื่อใช้เป็น Co-working Space และจัดเวิร์กช็อปได้ ถัดมาเป็นส่วนของห้องผู้โดยสารและหม้อไอน้ำใจกลางของสถานี จะเปลี่ยนเป็นลานกว้างสำหรับนั่งพักผ่อนและพบปะพูดคุย ด้านในสุดเป็นลานอัฒจันทร์ครึ่งวงกลม สามารถตั้งเวทีโครงเหล็กเพื่อการจัดแสดงโชว์ต่างๆ ได้

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

ส่วนที่ 3 ออกแบบโดยเลียนแบบโครงสร้างจากรางและล้อของรถไฟ แปรเปลี่ยนมาเป็นทางเดินโค้งสำหรับการเดินเล่นและออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีลานกว้างให้ผู้คนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างการแสดงเปิดหมวก การเปิดท้ายขายของในโบกี้รถไฟ ตลอดจนปรับเปลี่ยนเป็นลานสเก็ตบอร์ดที่กำลังมาแรงแซงหน้าทุกเทรนด์ 

และส่วนสุดท้ายอย่างปล่องควัน ที่ถือเป็นจุดสิ้นสุดการทัวร์รถไฟคุณปู่ในครั้งนี้ จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับซุ้มขายอาหาร ห้องน้ำ จุดบริการนักท่องเที่ยว ที่นั่งต่างระดับ และบันไดขึ้นชั้นลอย ให้ผู้คนได้แวะเวียนเข้ามาใช้สอยกันตามอัธยาศัย

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

เมื่อการนำเสนอดรีมโปรเจกต์ของแต่ละทีมสิ้นสุดลง ตามมาด้วยการเสนอแนะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการพูดคุยเพื่อต่อยอดแนวคิดต่างๆ จากคณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัล ถึงแม้ว่าจะมีทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทแค่หนึ่งทีม แต่ทุกทีมที่ให้ความสนใจส่งผลงานเข้ามาประกวดในโครงการครั้งนี้ ต่างพกพาความคิดสร้างสรรค์และจุดดีจุดเด่นในมุมมองที่แตกต่างกันมาเต็มกระเป๋า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าประชาชนคนรุ่นใหม่สนใจการพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้เป็นแหล่ง Community Space แลนด์มาร์กสำคัญในกรุงเทพมหานครต่อไป

หนึ่งในข้อเสนอแนะน่าสนใจจากคณะกรรมการที่ผู้ฟังทุกคนต่างพยักหน้าตามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายคือ ไม่ว่าในอนาคต สถานีกรุงเทพจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณค่าของที่แห่งนี้ยังยั่งยืนถาวร คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และผู้คน 

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

หากเราจะทำให้สถานีกรุงเทพกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะต้องไม่เป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นหิ้งที่ถูกแช่แข็ง ชนิดว่ามาครั้งเดียวก็เลิกแล้วต่อกัน แต่จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต มาเยี่ยมชมได้ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่น่าเบื่อหน่าย ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันไปตามยุคสมัย ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สวนสาธารณะ พื้นที่สร้างรายได้ให้ชุมชน และกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวในการออกทริปทัวร์รอบเมืองกรุงเทพมหานคร

ที่สำคัญ ยังชวนให้นึกถึงพี่น้องอู่ซ่อมรถไฟของสถานีกรุงเทพอย่างโรงงานมักกะสัน ซึ่งคอยทำหน้าที่เป็นศูนย์ซ่อมรถจักรดีเซล รถดีเซลราง รถโดยสาร และเคยเป็นศูนย์ผลิตส่วนประกอบต่างๆ ของรถไฟในอดีต ร้อยปีก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่สถานีกรุงเทพหลังเดิมที่เป็นอาคารไม้เล็กๆ ย้ายมาตั้ง ณ ที่ปัจจุบันที่เราคุ้นเคย โรงซ่อมรถจักรดีเซลหลังเดิมถูกย้ายบ้านไปอยู่ที่โรงงานมักกะสัน สถานที่แห่งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งในการกักเก็บรักษาความทรงจำและประวัติศาสตร์ของขบวนรถไฟไทยมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน ไหนๆ ก็มีแผนจะอนุรักษ์และพัฒนาสถานีกรุงเทพแล้ว ก็อย่าลืมนึกถึงบ้านพี่เมืองน้องอย่างโรงงานมักกะสันของเราด้วย จึงจะเรียกได้ว่าครบวงจรของจริง

เมื่อเรื่องเล่าของหัวลำโพงในฝันและขบวนรถไฟทุกสายสิ้นสุดลง เงาแดดเริ่มเลือนราง เป็นเวลาใกล้ตะวันตกดิน

ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ แฮม-วันวิสข์ เนียมปาน เจ้าของคอลัมน์ Along the Railroad พิธีกรของงานเสวนาครั้งนี้โดยหน้าที่ และผูกพันรวมถึงคลุกคลีกับรถไฟโดยใจรัก เราอยากรู้ว่าถ้าแฮมมีโอกาสได้ส่งผลงานกับเขาบ้าง แฮมอยากเห็นสถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงในฝันของเขาเป็นแบบไหน

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

คำตอบของแฮมทำเราเซอร์ไพรส์ ที่สำคัญยังตอบได้แบบไม่ต้องคิดนาน เขาอยากเห็นสถานีกรุงเทพยังคงเป็นสถานีรถไฟอยู่เช่นเดิมอย่างที่เคยเป็นมา เมื่อบางซื่อกำลังจะเปิด หลายคนจึงเข้าใจว่าหัวลำโพงก็กำลังจะปิด แต่จริงๆ แล้วที่แห่งนี้ไม่ได้จากเราไปไหน คนส่วนมากอาจมองว่าแผนงานในอนาคตจะต้องพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ พื้นที่สาธารณะ หรืออะไรก็ตามเท่าที่จะเนรมิตขึ้นมาได้ แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนอาจหลงลืมไป คือความเป็นสถานีรถไฟ

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะต้องมีรถไฟฟ้าสายสีแดงต่อจากบางซื่อวิ่งเข้ามาที่สถานีกรุงเทพ ดังนั้น ที่นี่จึงยังคงมีฟังก์ชันของการเป็นสถานีรถไฟอยู่เช่นเดิม การถ่ายเทความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การปรับเปลี่ยนพื้นที่ของสถานีรถไฟไปเป็นสิ่งอื่นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นการผสมผสานหน้าที่หลักของการเป็นสถานีรถไฟเข้าไปในแผนงานพัฒนาเหล่านั้นด้วย เพื่อให้หัวลำโพงกลายเป็นพื้นที่สำหรับขาประจำที่โดยสารทางรถไฟเป็นปกติวิสัย และขาจรที่อยากมาแวะเวียนเยี่ยมเยือนสถานีโดยที่ไม่ต้องขึ้นรถไฟเลยก็ได้เช่นกัน

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

“ถ้าความเป็นรถไฟมันหายไป เราจะไม่มีทางเชื่อมโยงหัวลำโพงกับผู้คน กับพื้นที่ตรงนี้ได้เลย เมื่อนั้นก็จะขาดการเล่าเรื่อง ที่สำคัญอยากฝากไปด้วยว่า รถไฟไม่ใช่ส่วนเกินของเมือง เกือบทุกประเทศในโลก ไม่สิ ต้องบอกว่าทุกประเทศในโลกเลยด้วยซ้ำ รถไฟเข้าสู่ใจกลางเมืองทั้งหมด เพราะถือเป็นการเดินทางหลักเข้าสู่ภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“เราจึงไม่ได้อยากเห็นสถานีรถไฟกลางเมืองกลายเป็นแค่อดีต แต่เราอยากเห็นสถานีรถไฟกลางเมืองกลายเป็นพื้นที่ร่วมกันระหว่างการเดินทาง สถานที่สาธารณะ ผู้คน และประวัติศาสตร์”

เราโบกมือร่ำลากัน บทสนทนาและงานเสวนาจบลงตามกำหนดการ จะเหลือก็แต่อนาคตของสถานีกรุงเทพ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในไม่ช้าก็เร็วนับจากนี้ 

ขออุทิศบทความฉบับนี้ แด่ความทรงจำบนขบวนรถไฟทุกร่องราง และเส้นทางการผ่านร้อนผ่านหนาวของสถานีแห่งนี้มายาวนานมากกว่าร้อยปี

หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะเฝ้าดูการเติบโตของมันไปพร้อมกับเรา

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographers

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในทุกๆ 5 ปี จะมีนิทรรศการยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง The World Exposition หรือเรียกสั้นๆ ว่า World Expo ซึ่งขึ้นจัดต่อเนื่องยาวนานจากครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพที่เป็นภาคีสมาชิก ภายใต้ลิขสิทธิ์การจัดงานซึ่งดูแลโดยสํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions : BIE)

มหกรรมโลกนี้ นับว่าเป็นงานอลังการที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ภายในงาน แต่ละประเทศจะนำนวัตกรรมล้ำๆ มานำเสนอเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2405 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากอดีตถึงปัจจุบันก็นับเป็นจำนวนกว่า 30 ครั้งแล้ว และในโอกาสดีที่ประเทศไทยเตรียมการครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วม World Expo 2020 Dubai อีกครั้ง หลังงานเลื่อนมา 1 ปีเต็ม ซึ่งครั้งนี้ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ศักยภาพรอบด้านที่เราพกไปอวดโฉมเต็มเปี่ยม หรือตัวอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่ออกแบบโดยหยิบเอาเสน่ห์ของ Thai Hospitality มาร้อยเรียงทุกองค์ประกอบเท่านั้น แต่ยังประจวบเหมาะเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม อยู่ระหว่างวันจัดแสดงนิทรรศการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม จะมีอะไรเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ตลอดจนความเชื่อมั่นภายใต้ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) ของประเทศไทย จะประจักษ์แก่สายตานักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยว และผู้มาร่วมงานอย่างไรบ้าง นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion พร้อมเล่าเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายดูไบ เป็นพื้นที่แสดงการพัฒนา-ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตให้ฟังอยู่นี่แล้ว

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

Connecting Minds, Creating the Future

World Expo 2020 Dubai จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (Connecting Minds, Creating The Future) มีผู้เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่กว่า 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ได้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบทุกส่วน ตั้งแต่จัดหาผู้ออกแบบอาคาร จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อย่อย การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the Future) และหมุนเวียนจัดการแสดงโชว์ด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเฟ้นหา 25 ตัวแทน Thailand Pavillion Ambassador รุ่นใหม่สำหรับพาชมนิทรรศการตลอด 6 เดือน

“เป็นครั้งแรกของไทยที่เรากล้าไปออกงานในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าทุกครั้ง ทำให้เรานำเสนอสถาปัตยกรรมอาคารและการจัดแสดงเทียบเท่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านข้างเราเป็นเบลเยียม ถัดไปสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Mobility for the Future ไปนำเสนอ และนำศักยภาพของผู้ประกอบการไทยไปแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน”

ท่านปลัดฯ ยังกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของสตาร์ทอัพไปจัดแสดงด้วย โดยศักยภาพโดดเด่นที่สุดที่เราจะพาไปนำเสนอมีด้วยกัน 3 ด้าน

“หนึ่ง วัฒนธรรมไทยที่นำเสนอในเรื่องรูปลักษณ์ สอง คือความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยให้เขาทำธุรกิจในทุกด้านได้ และสาม คือความเป็นมิตรและอัธยาศัยอันดีของคนไทย”

Thailand Pavilion

ทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ให้อยู่ภายในอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่แสดงศักยภาพผ่านการออกแบบอัตลักษณ์อาคาร โดยนำดอกรัก สื่อถึงการพัฒนาแผ่ขยายวงกว้าง และส่งต่อการเจริญเติบโตเสมือนเกสรดอกไม้ มาทอให้คล้ายกับม่านดอกไม้ ผสานเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยอย่างซุ้มโค้ง แสดงถึงความอ่อนช้อยในลักษณะคล้ายการประนมมือไหว้อันงดงาม ทรงจอมแห ลักษณะของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ หรือจั่วของบ้านเรือนไทย มาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ส่วนสัญลักษณ์ (Logo) เลือกใช้พวงมาลัยที่ลดทอนเป็นลายเส้น ดังการเชื่อมต่อของดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด และมีอุบะ 4 ช่อแสดงถึง Thailand 4.0 รวมถึงเลือกใช้สีทองเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิ มาพร้อมมาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งมาจากดอกไม้ทั้งสองนั่นเอง

ภายในอาคารแสดงประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ห้องนิทรรศการ มีคอนเซ็ปต์คือนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ให้สอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ตลอดจนแนวคิดทางการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การสำรวจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โลจิสติกส์ การเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และประตูสู่ธุรกิจการค้าทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

“การนำเสนอยุครุ่งเรืองอย่างสุวรรณภูมิ ไม่ได้ต้องการอ้างประวัติศาสตร์ แต่มุ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เราเลือกตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างการเดินทางด้วย ส่วนปัจจุบัน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศในยุคดิจิทัล

“รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยดิจิทัล เราจะแสดงให้เห็นภาพเมืองไทยในยุคดิจิทัลว่า ประเทศเราพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ถ้าเรามีความพร้อมทางด้าน Digital Infrastructure ทั้งหมดที่ลงทุนไปซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น EEC รถไฟความเร็วสูง การทำ Telesurgery หรือการผ่าตัดจากทางไกล Submarine Cable ที่เราขยายไป เรื่อง 5G ที่เราให้บริการทางคอมเมอร์เชียลแล้ว ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่องไป ไม่ใช่แค่รองรับการใช้มือถือ แต่เพื่อการเป็น Smart Factory, Smart Farming, Smart Logistic เป็นต้น รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลทั้งหลาย

“ส่วน Smart City ก็นำเสนอว่า แต่ละเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยสอดแทรกจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งอัธยาศัยไมตรี ความเอื้ออาทร ที่มีทั้งความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้เขาประทับใจในการมาค้าขาย มาลงทุน หรือมาเที่ยวที่ประเทศไทย” คุณอัจฉรินทร์อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย

Mobility for the Future

สำหรับนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชัน ประกอบไปด้วย

ห้องที่ 1 Thai Mobility 

ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของอารยธรรมไทย ผ่าน VR (Virtual Reality) เล่าเรื่องยานพาหนะของไทยในอดีตโดยราชรถและเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

ห้องที่ 2 : Mobility of Life 

แสดงถึงพัฒนาการการสร้างชาติ ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำมาพัฒนาประเทศ และเห็นถึงความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 3 : Mobility of The Future

เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา นำเสนอให้เห็นความพร้อมทุกด้านของประเทศไทยสู่การเป็น Smart City ในอนาคตอันใกล้ ผ่านโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง 5G และการใช้ประโยชน์ในยุคดิจิทัลทำธุรกิจและบริการ เช่น Telesurgery รวมถึงการเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farming ด้วย

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก
เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 4 : Heart of Mobility

นำเสนอเรื่องราวของชาวต่างชาติที่รักและหลงเสน่ห์ประเทศไทย ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย จนเลือกมาพำนัก ท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรือนำร้านอาหารไทยไปเปิดทั่วโลก เช่น เชฟ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง เพื่อให้นักลงทุน-นักท่องเที่ยวมั่นใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น

นอกจากห้องนิทรรศการ ยังมีร้านอาหารไทย (The Taste of Thai) ให้ได้ลิ้มความอร่อยของเมนูไทยสี่ภาค และร้านขายของที่ระลึก (Thai Souk) ให้เลือกสรรสินค้าคุณภาพดีติดมือกลับบ้าน

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

The Best of Thailand

ความน่าตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนเต็ม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Thai Iconic เช่น การแสดงโขน การแสดงสี่ภาค บริเวณหน้าทางเข้าหมุนเวียนให้ชมในแต่ละวัน ที่ท่านปลัดฯ แอบกระซิบเป็นพิเศษ คือการแสดงจากเหล่า Thai Ambassador ซึ่งซุ่มเตรียมการไว้โดยเฉพาะ ใบ้นิดเดียวว่า หนึ่งในนั้นเป็นนักแซกโซโฟน อาจได้เห็นโชว์วง Trio ก็เป็นได้

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

ส่วนเทศกาลเสริมเป็นระยะๆ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand โดยมีไฮไลต์เป็นกิจกรรมในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ธันวาคมพอดี พร้อมกับการแสดงโชว์เสมือนวันชาติ (5 ธันวาคม) ซึ่งทุกประเทศต้องนำธีมวันชาติของตัวเองเข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมที่ World Expo จัดขึ้น

“ในเดือนพฤศจิกายนมีวันลอยกระทง เราจะมีเทศกาลแห่งสายน้ำ มีเทศกาลอันว่าด้วยการท่องเที่ยวและสุขภาพที่ ททท. รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมาร่วมกันจัดแสดงโชว์เคสเพิ่มเติม ในส่วน Innovation Week เหล่า Digital Star-up ก็จะมาร่วมโชว์ศักยภาพของพวกเขา ส่วน Energy Week ก็จะมีการจัดแสดงจากบริษัทพันธมิตรด้านพลังงาน”

คุณอัจฉรินทร์เล่าถึงการแสดงรายเดือน เพื่อหวังให้เกิดความประทับใจแก่คนที่มาชมงาน โดยเชื่อว่าหลังจบ World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ จะมีผู้เข้ามาเที่ยวและเข้ามาลงทุนธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นนิทรรศการที่ไปเปิดศักยภาพของประเทศในด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การทำธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจหลังโควิด-19

“เรื่องนวัตกรรมทางด้านดิจิทัล ณ ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการเติบโต มีความพร้อม เรามีสตาร์ทอัพที่ทำอยู่พอสมควร เริ่มมียูนิคอร์น อาจเห็นบางคนที่เขาออกไปอยู่จากาตาร์ สิงค์โปร์ ซึ่งมี Ecosystem ที่พร้อมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังแก้ไขกฎระเบียบ Ecosystem ให้เอื้อเพิ่มขึ้น

“ถ้าถามว่านวัตกรรมประเทศไทยเป็นอย่างไร เราก็มีศักยภาพพอสมควร ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนรายเล็กเติบโตได้ ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ เราควรจะเห็นอะไรก้าวหน้าไปเยอะ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การลงทุนใหญ่ๆ หลายโครงการในประเทศไทยชะลอออกไป และหลายบริษัทที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนก็ยังเข้ามาไม่ได้ 

“เราเชื่อว่าหลังสถานการณ์โรคระบาด เมื่อประเทศกลับมาเปิดแล้วจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้น งาน World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวการเปิดประเทศหลังโควิด-19 เราเชื่อว่านักธุรกิจหรือคนที่เขาไปชมงานแล้วประทับใจ เขาจะอยากเข้ามาประเทศไทย ส่วนคนไทยเองก็บินไปดูงานนี้ได้เหมือนกัน”

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

มากไปกว่าการสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับนานาประเทศ อีกทั้งประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนเวทีโลกแล้ว นี่จะเป็นโอกาสสำคัญให้นานาประเทศเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และกำลังคน ในฐานะประเทศศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนไทยที่รอชมทางบ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรม ซึ่งจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันได้ที่ Expo2020DubaiThailand/

ติดตามข่าวสารของอาคารแสดงประเทศไทยได้ที่

Facebook : Expo 202 Dubai Thailand

Instagram : expo2020dubaithailand

Youtube : Expo2020DubaiThailand

Website : www.expo2020dubaithailand.com/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load