ขบวนรถไฟหลากสี ต่อแถวกันส่งเสียงปุเลงๆ สัญจรเข้าออกไปมาจากสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่รู้จักคุ้นเคยในชื่อ ‘สถานีหัวลำโพง’ ทุกเช้าเย็น เหล่านี้ล้วนเป็นภาพจำที่คุ้นตา และพาผู้คนหลายพันชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ผู้คน อาคาร บ้านเรือน ในย่านหัวลำโพง ต่างเติบโต ผุพัง และกัดกร่อนไปตามกาลเวลา พร้อมกับจังหวะชีวิตของ สถานีหัวลำโพง ที่หมุนตามไปอย่างช้าๆ และกำลังจะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้นี้

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

ในขณะที่สถานีรถไฟน้องใหม่ไซส์มหึมาอย่าง สถานีกลางบางซื่อ กำลังจะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในปลาย พ.ศ. 2564 สถานีรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณ ที่ถึงแม้จะเก่าแต่ยังเก๋าอย่างสถานีกรุงเทพ ก็กำลังปรับเปลี่ยนการใช้งานใหม่ หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่านี่จะเป็นโอกาสของการเกิด Community Space ขนาดใหญ่ใจกลางกรุง ที่ผสานฟังก์ชันของพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ พื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่ทางศิลปะ พื้นที่เชิงพาณิชยกรรม ไปจนถึงหน้าที่หลักอย่างที่เคยเป็นมาตลอดกว่า 105 ปี อย่างการเป็นสถานีรถไฟ เพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะวิ่งจากสถานีบางซื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองโดยตรงในอนาคต

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

การโดยสารรถไฟปู๊นๆ สตาร์ทขบวนที่สถานีกรุงเทพ ก่อนแยกย้ายไปตามร่องรางที่แตกแขนงออกไปทั่วสารทิศ เป็นความคลาสสิกซึ่งอยู่คู่สังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2459 แม้บางคนจะไม่เคยขึ้นรถไฟเลยสักครั้งในชีวิต ก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักสถานีกรุงเทพ จุดศูนย์กลางของระบบรถไฟทางไกล แวดล้อมไปด้วยย่านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และที่อยู่อาศัย อย่างหนาแน่น อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงความมั่นคงของประเทศในยุคอาณานิคม เป็นที่ตั้งของอาคารหลังเก่า และประทับร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้อีกมากมาย 

แม้ในวันข้างหน้าจะต้องส่งไม้ต่อในการเป็นสถานีหลักของระบบรางในประเทศให้กับสถานีกลางบางซื่อ แต่สถานีกรุงเทพก็ไม่ได้ปิดตัวลงถาวรอย่างที่หลายคนเข้าใจ อีกทั้งยังมี Big Project ในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้เป็นพื้นที่เพื่อสาธารณชน พร้อมก้าวตามการเปลี่ยนผ่านของสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

เมื่อต้องการพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะของสังคม การเปิดกว้างและรับฟังความเห็นจากประชาชนจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและตอบโจทย์แผนงานของโครงการได้อย่างตรงประเด็น นี่จึงเป็นที่มาของ ‘Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space’ โครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพให้สอดรับกับความต้องการของประชาชน และสร้างประโยชน์ทางสังคมที่หลากหลาย โดยได้เปิดรับผลงานจากนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป และประกาศผลมอบรางวัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ โครงการช่างชุ่ย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา 

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

ที่น่าสนใจคือ มีการจัดเสวนาเล็กๆ ให้ผู้เข้าประกวด ผู้ตัดสินรางวัล และแขกไปใครมาที่สนใจ ได้มานั่งฟังและแบ่งปันแลกเปลี่ยนไอเดียกันอย่างอิสระ แม้ว่าบทความฉบับนี้ จะไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้อ่านร่วมรับฟังการเสวนาไปพร้อมกับเราได้ แต่ก็ขอเชิญทุกท่านดื่มด่ำบรรยากาศในงาน ผ่านการทัศนาตัวอักษรที่บรรจงจัดเรียงมาฝากในหน้ากระดาษต่อไปนี้ได้ตามอัธยาศัย ใต้ไอแดดและร่มไม้ที่แผ่กิ่งก้านออกไปโดยรอบ ด้านหน้าจัดเป็นเวทีขนาดกลาง รายล้อมด้วยเก้าอี้ของผู้ที่แวะเวียนกันเข้ามาร่วมรับฟัง เราค่อยๆ เห็นภาพของหัวลำโพงในฝัน ถูกเนรมิตปะติดปะต่อขึ้นอย่างช้าๆ และน่าอัศจรรย์ใจ

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

มาเริ่มกันที่ ‘รางสรรค์’ โดย มนัญชัย ภัทรพงศ์มณี และ ทอย มฤคทัต โครงการที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเภทเขียวมาก (เน้นการให้สัดส่วนแก่พื้นที่สีเขียวมากที่สุด) ซึ่งเล็งเห็นถึงข้อด้อยและข้อดีของพื้นที่สถานีกรุงเทพ ว่าแม้จะมีตัวอาคารเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ตั้งเรียงรายอยู่บนเนื้อที่กว่า 121 ไร่ และมีความยาวต่อเนื่องกันถึง 1 กิโลเมตร แต่ตัวสถานีก็ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่กีดขวางการจราจรอยู่พอตัว ส่งผลให้โครงข่ายถนนขาดประสิทธิภาพ สภาพการจราจรติดขัด ตลอดจนทำให้การพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ในละแวกนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก 

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space
ภาพ: Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

จึงเป็นที่มาของไฮไลต์สำคัญในแผนงานเพื่อการแก้ปัญหาเชิงลึกด้านโลจิสต์ติกอย่างการสร้างอุโมงค์ เพื่อให้เกิดการสัญจรลอดผ่านใต้พื้นที่โครงการได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังเป็นการเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างฝั่งเมืองเก่ากับเมืองใหม่ ที่เคยถูกคั่นกลางด้วยตัวสถานีรถไฟมาเป็นเวลานาน ให้กลับมาต่อติดและผสานเป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง

ส่วนพื้นที่ริมน้ำ มีการเสนอให้ย้ายถนนริมน้ำออกจากโครงการ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างการสัญจรทางน้ำและทางบก นำพื้นที่ริมน้ำมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนเป็นลานกิจกรรมริมน้ำในอนาคต ส่วนกลุ่มอาคารอนุรักษ์ทั้ง 5 หลัง จะปรับปรุงการใช้งานให้มีฟังก์ชันตอบรับกับกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ยังคงอนุรักษ์กลิ่นไอเดิมไว้ให้มากที่สุด 

เช่น อาคารที่ทำการพัสดุยศเส หรือ ตึกแดง จะใช้เป็น Service Office สร้างพื้นที่ให้กับคนทำงาน ปรับเปลี่ยนหอสัญญาณที่ขนาดสูงเท่าตึก 5 ชั้น ให้กลายเป็นร้านอาหารและจุดชมวิวที่มองเห็นกรุงเทพมหานครจากมุมสูงได้แบบไกลสุดลุกหูลูกตา ส่วนอาคารที่เหลือปรับให้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ โรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว และลานจัดแสดง Exhibition Hall ที่จัดกิจกรรมหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

เมื่อพัฒนาพื้นที่ให้ตอบรับจุดประสงค์ของโครงการแล้ว รางสรรค์ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะกายและใจของประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการในพื้นที่แห่งนี้ด้วย จึงจัดเส้นทางเพื่อส่งเสริมการเดินออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง มีจุดแวะพักและบริการน้ำดื่มฟรี มีรถรางคอยอำนวยความสะดวกหากต้องการเยี่ยมชมพื้นที่โดยรอบ และเพิ่มการเข้าถึงในบริเวณต่างๆ ของโครงการได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังมีการวางระบบบำบัดแหล่งน้ำและเนื้อดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วยวิธีทางธรรมชาติ เพื่อการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไปอนาคต

ต่อกันที่ ‘HUA LAMPONG’ โดย กฤตธี วงศ์มณีโรจน์, ชัญญา ชาญยุทธกร และ ศศิธร เอื้อบุญกนก โปรเจกต์ที่ได้รางวัลชนะเลิศจากประเภทเขียวกลาง (มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน) มีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้ตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ปัญหาของเมืองอย่างครอบคลุมในทุกด้าน เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่ผ่านการสร้างสรรค์มาอย่างกลมกล่อมลงตัว ไม่เอนเอียงให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป การนำเสนอถ่ายทอดผ่านการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซนเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space
ภาพ : Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

เนื่องจากสถานีกรุงเทพเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โซนแรกจึงจัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ อีกหนึ่งจุดเด่นที่เราคิดว่าทำให้ทีมนี้สะดุดตากรรมการ คือการสร้างทางเดินลอยฟ้าหรือ Sky Walk เพื่อเชื่อมต่อตัวอาคารทั้ง 5 หลัง ซึ่งจะแปลงไปเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขนาดใหญ่เอาไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังทำให้มองเห็นระบบนิเวศโดยรอบของกรุงเทพมหานครแบบ 360 องศา และได้สัมผัสมุมมองใหม่ๆ ของสถานีที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

โซนที่ 2 คือพื้นที่สาธารณะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่น ลานกีฬา ลานกิจกรรม และสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะจัดสรรไว้ในพื้นที่เดียวกันแต่แบ่งเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละช่วงวัย และทำลายเส้นแบ่งของแต่ละเจนเนอเรชัน ส่วนโซนสุดท้ายจะใช้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชยกรรม เพื่อแก้ปัญหาเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่และแผงลอย โดยการจัดสรรพื้นที่ระหว่างสถานีและลานกิจกรรมเพื่อเป็นลานกึ่งเอาต์ดอร์ ใช้เป็นพื้นที่เปิดท้ายขายของอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และยังปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้สอยพื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อย่างคล่องตัว

 ปิดท้ายด้วย ‘HUA LAMPONG STAYTION มาสเตย์ที่หัวลำโพง’ โดย ธัญญา แสงอุดมเลิศ, ปริยากร อรพินท์พิศุทธิ์, จิดาภา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ชินธีร์ วิไลวัลย์ ผลงานจากน้องนักเรียนรุ่นเล็ก ที่กรรมการยังเอ่ยปากชมว่าเป็นเล็กพริกขี้หนู เพราะมีคอนเซปต์คือจำลองการเดินทางย้อนเวลากลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 จุดกำเนิดอันเฟื่องฟูของกิจการรถไฟไทย แต่เปลี่ยนจากการนั่งไทม์แมชชีนให้กลายเป็นรถจักรไอน้ำรุ่นคุณปู่สุดคลาสสิก อีกทั้งวางผังพื้นที่ตามส่วนประกอบของรถจักรไอน้ำ พาเราไปท่องเที่ยวในสถานีรถไฟสายจินตนาการได้อย่างเพลิดเพลิน

เริ่มกันที่หัวรถจักร ต้อนรับผู้โดยสารทุกท่านเข้าสู่สถานีรถไฟ พื้นที่ในส่วนนี้จะใช้เป็นลานนิทรรศการ จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานีกรุงเทพ ซึ่งปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อใช้จัดนิทรรศการต่างๆ ได้ตามโอกาสสำคัญ และยังมีลานอเนกประสงค์เพื่อใช้เป็น Co-working Space และจัดเวิร์กช็อปได้ ถัดมาเป็นส่วนของห้องผู้โดยสารและหม้อไอน้ำใจกลางของสถานี จะเปลี่ยนเป็นลานกว้างสำหรับนั่งพักผ่อนและพบปะพูดคุย ด้านในสุดเป็นลานอัฒจันทร์ครึ่งวงกลม สามารถตั้งเวทีโครงเหล็กเพื่อการจัดแสดงโชว์ต่างๆ ได้

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

ส่วนที่ 3 ออกแบบโดยเลียนแบบโครงสร้างจากรางและล้อของรถไฟ แปรเปลี่ยนมาเป็นทางเดินโค้งสำหรับการเดินเล่นและออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีลานกว้างให้ผู้คนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างการแสดงเปิดหมวก การเปิดท้ายขายของในโบกี้รถไฟ ตลอดจนปรับเปลี่ยนเป็นลานสเก็ตบอร์ดที่กำลังมาแรงแซงหน้าทุกเทรนด์ 

และส่วนสุดท้ายอย่างปล่องควัน ที่ถือเป็นจุดสิ้นสุดการทัวร์รถไฟคุณปู่ในครั้งนี้ จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับซุ้มขายอาหาร ห้องน้ำ จุดบริการนักท่องเที่ยว ที่นั่งต่างระดับ และบันไดขึ้นชั้นลอย ให้ผู้คนได้แวะเวียนเข้ามาใช้สอยกันตามอัธยาศัย

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

เมื่อการนำเสนอดรีมโปรเจกต์ของแต่ละทีมสิ้นสุดลง ตามมาด้วยการเสนอแนะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการพูดคุยเพื่อต่อยอดแนวคิดต่างๆ จากคณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัล ถึงแม้ว่าจะมีทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทแค่หนึ่งทีม แต่ทุกทีมที่ให้ความสนใจส่งผลงานเข้ามาประกวดในโครงการครั้งนี้ ต่างพกพาความคิดสร้างสรรค์และจุดดีจุดเด่นในมุมมองที่แตกต่างกันมาเต็มกระเป๋า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าประชาชนคนรุ่นใหม่สนใจการพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้เป็นแหล่ง Community Space แลนด์มาร์กสำคัญในกรุงเทพมหานครต่อไป

หนึ่งในข้อเสนอแนะน่าสนใจจากคณะกรรมการที่ผู้ฟังทุกคนต่างพยักหน้าตามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายคือ ไม่ว่าในอนาคต สถานีกรุงเทพจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณค่าของที่แห่งนี้ยังยั่งยืนถาวร คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และผู้คน 

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

หากเราจะทำให้สถานีกรุงเทพกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะต้องไม่เป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นหิ้งที่ถูกแช่แข็ง ชนิดว่ามาครั้งเดียวก็เลิกแล้วต่อกัน แต่จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต มาเยี่ยมชมได้ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่น่าเบื่อหน่าย ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันไปตามยุคสมัย ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สวนสาธารณะ พื้นที่สร้างรายได้ให้ชุมชน และกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวในการออกทริปทัวร์รอบเมืองกรุงเทพมหานคร

ที่สำคัญ ยังชวนให้นึกถึงพี่น้องอู่ซ่อมรถไฟของสถานีกรุงเทพอย่างโรงงานมักกะสัน ซึ่งคอยทำหน้าที่เป็นศูนย์ซ่อมรถจักรดีเซล รถดีเซลราง รถโดยสาร และเคยเป็นศูนย์ผลิตส่วนประกอบต่างๆ ของรถไฟในอดีต ร้อยปีก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่สถานีกรุงเทพหลังเดิมที่เป็นอาคารไม้เล็กๆ ย้ายมาตั้ง ณ ที่ปัจจุบันที่เราคุ้นเคย โรงซ่อมรถจักรดีเซลหลังเดิมถูกย้ายบ้านไปอยู่ที่โรงงานมักกะสัน สถานที่แห่งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งในการกักเก็บรักษาความทรงจำและประวัติศาสตร์ของขบวนรถไฟไทยมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน ไหนๆ ก็มีแผนจะอนุรักษ์และพัฒนาสถานีกรุงเทพแล้ว ก็อย่าลืมนึกถึงบ้านพี่เมืองน้องอย่างโรงงานมักกะสันของเราด้วย จึงจะเรียกได้ว่าครบวงจรของจริง

เมื่อเรื่องเล่าของหัวลำโพงในฝันและขบวนรถไฟทุกสายสิ้นสุดลง เงาแดดเริ่มเลือนราง เป็นเวลาใกล้ตะวันตกดิน

ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ แฮม-วันวิสข์ เนียมปาน เจ้าของคอลัมน์ Along the Railroad พิธีกรของงานเสวนาครั้งนี้โดยหน้าที่ และผูกพันรวมถึงคลุกคลีกับรถไฟโดยใจรัก เราอยากรู้ว่าถ้าแฮมมีโอกาสได้ส่งผลงานกับเขาบ้าง แฮมอยากเห็นสถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงในฝันของเขาเป็นแบบไหน

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

คำตอบของแฮมทำเราเซอร์ไพรส์ ที่สำคัญยังตอบได้แบบไม่ต้องคิดนาน เขาอยากเห็นสถานีกรุงเทพยังคงเป็นสถานีรถไฟอยู่เช่นเดิมอย่างที่เคยเป็นมา เมื่อบางซื่อกำลังจะเปิด หลายคนจึงเข้าใจว่าหัวลำโพงก็กำลังจะปิด แต่จริงๆ แล้วที่แห่งนี้ไม่ได้จากเราไปไหน คนส่วนมากอาจมองว่าแผนงานในอนาคตจะต้องพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ พื้นที่สาธารณะ หรืออะไรก็ตามเท่าที่จะเนรมิตขึ้นมาได้ แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนอาจหลงลืมไป คือความเป็นสถานีรถไฟ

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะต้องมีรถไฟฟ้าสายสีแดงต่อจากบางซื่อวิ่งเข้ามาที่สถานีกรุงเทพ ดังนั้น ที่นี่จึงยังคงมีฟังก์ชันของการเป็นสถานีรถไฟอยู่เช่นเดิม การถ่ายเทความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การปรับเปลี่ยนพื้นที่ของสถานีรถไฟไปเป็นสิ่งอื่นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นการผสมผสานหน้าที่หลักของการเป็นสถานีรถไฟเข้าไปในแผนงานพัฒนาเหล่านั้นด้วย เพื่อให้หัวลำโพงกลายเป็นพื้นที่สำหรับขาประจำที่โดยสารทางรถไฟเป็นปกติวิสัย และขาจรที่อยากมาแวะเวียนเยี่ยมเยือนสถานีโดยที่ไม่ต้องขึ้นรถไฟเลยก็ได้เช่นกัน

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

“ถ้าความเป็นรถไฟมันหายไป เราจะไม่มีทางเชื่อมโยงหัวลำโพงกับผู้คน กับพื้นที่ตรงนี้ได้เลย เมื่อนั้นก็จะขาดการเล่าเรื่อง ที่สำคัญอยากฝากไปด้วยว่า รถไฟไม่ใช่ส่วนเกินของเมือง เกือบทุกประเทศในโลก ไม่สิ ต้องบอกว่าทุกประเทศในโลกเลยด้วยซ้ำ รถไฟเข้าสู่ใจกลางเมืองทั้งหมด เพราะถือเป็นการเดินทางหลักเข้าสู่ภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“เราจึงไม่ได้อยากเห็นสถานีรถไฟกลางเมืองกลายเป็นแค่อดีต แต่เราอยากเห็นสถานีรถไฟกลางเมืองกลายเป็นพื้นที่ร่วมกันระหว่างการเดินทาง สถานที่สาธารณะ ผู้คน และประวัติศาสตร์”

เราโบกมือร่ำลากัน บทสนทนาและงานเสวนาจบลงตามกำหนดการ จะเหลือก็แต่อนาคตของสถานีกรุงเทพ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในไม่ช้าก็เร็วนับจากนี้ 

ขออุทิศบทความฉบับนี้ แด่ความทรงจำบนขบวนรถไฟทุกร่องราง และเส้นทางการผ่านร้อนผ่านหนาวของสถานีแห่งนี้มายาวนานมากกว่าร้อยปี

หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะเฝ้าดูการเติบโตของมันไปพร้อมกับเรา

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographers

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load