29 มิถุนายน 2564
4 K

ขบวนรถไฟหลากสี ต่อแถวกันส่งเสียงปุเลงๆ สัญจรเข้าออกไปมาจากสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่รู้จักคุ้นเคยในชื่อ ‘สถานีหัวลำโพง’ ทุกเช้าเย็น เหล่านี้ล้วนเป็นภาพจำที่คุ้นตา และพาผู้คนหลายพันชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ผู้คน อาคาร บ้านเรือน ในย่านหัวลำโพง ต่างเติบโต ผุพัง และกัดกร่อนไปตามกาลเวลา พร้อมกับจังหวะชีวิตของ สถานีหัวลำโพง ที่หมุนตามไปอย่างช้าๆ และกำลังจะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้นี้

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

ในขณะที่สถานีรถไฟน้องใหม่ไซส์มหึมาอย่าง สถานีกลางบางซื่อ กำลังจะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในปลาย พ.ศ. 2564 สถานีรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณ ที่ถึงแม้จะเก่าแต่ยังเก๋าอย่างสถานีกรุงเทพ ก็กำลังปรับเปลี่ยนการใช้งานใหม่ หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่านี่จะเป็นโอกาสของการเกิด Community Space ขนาดใหญ่ใจกลางกรุง ที่ผสานฟังก์ชันของพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ พื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่ทางศิลปะ พื้นที่เชิงพาณิชยกรรม ไปจนถึงหน้าที่หลักอย่างที่เคยเป็นมาตลอดกว่า 105 ปี อย่างการเป็นสถานีรถไฟ เพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะวิ่งจากสถานีบางซื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองโดยตรงในอนาคต

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

การโดยสารรถไฟปู๊นๆ สตาร์ทขบวนที่สถานีกรุงเทพ ก่อนแยกย้ายไปตามร่องรางที่แตกแขนงออกไปทั่วสารทิศ เป็นความคลาสสิกซึ่งอยู่คู่สังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2459 แม้บางคนจะไม่เคยขึ้นรถไฟเลยสักครั้งในชีวิต ก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักสถานีกรุงเทพ จุดศูนย์กลางของระบบรถไฟทางไกล แวดล้อมไปด้วยย่านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และที่อยู่อาศัย อย่างหนาแน่น อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงความมั่นคงของประเทศในยุคอาณานิคม เป็นที่ตั้งของอาคารหลังเก่า และประทับร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้อีกมากมาย 

แม้ในวันข้างหน้าจะต้องส่งไม้ต่อในการเป็นสถานีหลักของระบบรางในประเทศให้กับสถานีกลางบางซื่อ แต่สถานีกรุงเทพก็ไม่ได้ปิดตัวลงถาวรอย่างที่หลายคนเข้าใจ อีกทั้งยังมี Big Project ในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้เป็นพื้นที่เพื่อสาธารณชน พร้อมก้าวตามการเปลี่ยนผ่านของสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

เมื่อต้องการพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะของสังคม การเปิดกว้างและรับฟังความเห็นจากประชาชนจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและตอบโจทย์แผนงานของโครงการได้อย่างตรงประเด็น นี่จึงเป็นที่มาของ ‘Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space’ โครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพให้สอดรับกับความต้องการของประชาชน และสร้างประโยชน์ทางสังคมที่หลากหลาย โดยได้เปิดรับผลงานจากนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป และประกาศผลมอบรางวัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ โครงการช่างชุ่ย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา 

3 แผนรีโนเวต ‘หัวลำโพง’ โฉมใหม่ของนักเรียนนักศึกษา เปลี่ยนสถานีรถไฟเป็น Public Space

ที่น่าสนใจคือ มีการจัดเสวนาเล็กๆ ให้ผู้เข้าประกวด ผู้ตัดสินรางวัล และแขกไปใครมาที่สนใจ ได้มานั่งฟังและแบ่งปันแลกเปลี่ยนไอเดียกันอย่างอิสระ แม้ว่าบทความฉบับนี้ จะไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้อ่านร่วมรับฟังการเสวนาไปพร้อมกับเราได้ แต่ก็ขอเชิญทุกท่านดื่มด่ำบรรยากาศในงาน ผ่านการทัศนาตัวอักษรที่บรรจงจัดเรียงมาฝากในหน้ากระดาษต่อไปนี้ได้ตามอัธยาศัย ใต้ไอแดดและร่มไม้ที่แผ่กิ่งก้านออกไปโดยรอบ ด้านหน้าจัดเป็นเวทีขนาดกลาง รายล้อมด้วยเก้าอี้ของผู้ที่แวะเวียนกันเข้ามาร่วมรับฟัง เราค่อยๆ เห็นภาพของหัวลำโพงในฝัน ถูกเนรมิตปะติดปะต่อขึ้นอย่างช้าๆ และน่าอัศจรรย์ใจ

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

มาเริ่มกันที่ ‘รางสรรค์’ โดย มนัญชัย ภัทรพงศ์มณี และ ทอย มฤคทัต โครงการที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเภทเขียวมาก (เน้นการให้สัดส่วนแก่พื้นที่สีเขียวมากที่สุด) ซึ่งเล็งเห็นถึงข้อด้อยและข้อดีของพื้นที่สถานีกรุงเทพ ว่าแม้จะมีตัวอาคารเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ตั้งเรียงรายอยู่บนเนื้อที่กว่า 121 ไร่ และมีความยาวต่อเนื่องกันถึง 1 กิโลเมตร แต่ตัวสถานีก็ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่กีดขวางการจราจรอยู่พอตัว ส่งผลให้โครงข่ายถนนขาดประสิทธิภาพ สภาพการจราจรติดขัด ตลอดจนทำให้การพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ในละแวกนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก 

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space
ภาพ: Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

จึงเป็นที่มาของไฮไลต์สำคัญในแผนงานเพื่อการแก้ปัญหาเชิงลึกด้านโลจิสต์ติกอย่างการสร้างอุโมงค์ เพื่อให้เกิดการสัญจรลอดผ่านใต้พื้นที่โครงการได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังเป็นการเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างฝั่งเมืองเก่ากับเมืองใหม่ ที่เคยถูกคั่นกลางด้วยตัวสถานีรถไฟมาเป็นเวลานาน ให้กลับมาต่อติดและผสานเป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง

ส่วนพื้นที่ริมน้ำ มีการเสนอให้ย้ายถนนริมน้ำออกจากโครงการ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างการสัญจรทางน้ำและทางบก นำพื้นที่ริมน้ำมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนเป็นลานกิจกรรมริมน้ำในอนาคต ส่วนกลุ่มอาคารอนุรักษ์ทั้ง 5 หลัง จะปรับปรุงการใช้งานให้มีฟังก์ชันตอบรับกับกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ยังคงอนุรักษ์กลิ่นไอเดิมไว้ให้มากที่สุด 

เช่น อาคารที่ทำการพัสดุยศเส หรือ ตึกแดง จะใช้เป็น Service Office สร้างพื้นที่ให้กับคนทำงาน ปรับเปลี่ยนหอสัญญาณที่ขนาดสูงเท่าตึก 5 ชั้น ให้กลายเป็นร้านอาหารและจุดชมวิวที่มองเห็นกรุงเทพมหานครจากมุมสูงได้แบบไกลสุดลุกหูลูกตา ส่วนอาคารที่เหลือปรับให้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ โรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว และลานจัดแสดง Exhibition Hall ที่จัดกิจกรรมหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

เมื่อพัฒนาพื้นที่ให้ตอบรับจุดประสงค์ของโครงการแล้ว รางสรรค์ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะกายและใจของประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการในพื้นที่แห่งนี้ด้วย จึงจัดเส้นทางเพื่อส่งเสริมการเดินออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง มีจุดแวะพักและบริการน้ำดื่มฟรี มีรถรางคอยอำนวยความสะดวกหากต้องการเยี่ยมชมพื้นที่โดยรอบ และเพิ่มการเข้าถึงในบริเวณต่างๆ ของโครงการได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังมีการวางระบบบำบัดแหล่งน้ำและเนื้อดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วยวิธีทางธรรมชาติ เพื่อการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไปอนาคต

ต่อกันที่ ‘HUA LAMPONG’ โดย กฤตธี วงศ์มณีโรจน์, ชัญญา ชาญยุทธกร และ ศศิธร เอื้อบุญกนก โปรเจกต์ที่ได้รางวัลชนะเลิศจากประเภทเขียวกลาง (มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน) มีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้ตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ปัญหาของเมืองอย่างครอบคลุมในทุกด้าน เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่ผ่านการสร้างสรรค์มาอย่างกลมกล่อมลงตัว ไม่เอนเอียงให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป การนำเสนอถ่ายทอดผ่านการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซนเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space
ภาพ : Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

เนื่องจากสถานีกรุงเทพเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โซนแรกจึงจัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ อีกหนึ่งจุดเด่นที่เราคิดว่าทำให้ทีมนี้สะดุดตากรรมการ คือการสร้างทางเดินลอยฟ้าหรือ Sky Walk เพื่อเชื่อมต่อตัวอาคารทั้ง 5 หลัง ซึ่งจะแปลงไปเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขนาดใหญ่เอาไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังทำให้มองเห็นระบบนิเวศโดยรอบของกรุงเทพมหานครแบบ 360 องศา และได้สัมผัสมุมมองใหม่ๆ ของสถานีที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

สิ่งที่คนรุ่นใหม่วาดฝันอนาคตให้สถานีกรุงเทพในโครงการประกวดแนวคิดในการพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ Re-Imagining Hua Lamphong: The New People’s Space

โซนที่ 2 คือพื้นที่สาธารณะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่น ลานกีฬา ลานกิจกรรม และสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะจัดสรรไว้ในพื้นที่เดียวกันแต่แบ่งเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละช่วงวัย และทำลายเส้นแบ่งของแต่ละเจนเนอเรชัน ส่วนโซนสุดท้ายจะใช้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชยกรรม เพื่อแก้ปัญหาเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่และแผงลอย โดยการจัดสรรพื้นที่ระหว่างสถานีและลานกิจกรรมเพื่อเป็นลานกึ่งเอาต์ดอร์ ใช้เป็นพื้นที่เปิดท้ายขายของอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และยังปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้สอยพื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อย่างคล่องตัว

 ปิดท้ายด้วย ‘HUA LAMPONG STAYTION มาสเตย์ที่หัวลำโพง’ โดย ธัญญา แสงอุดมเลิศ, ปริยากร อรพินท์พิศุทธิ์, จิดาภา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ชินธีร์ วิไลวัลย์ ผลงานจากน้องนักเรียนรุ่นเล็ก ที่กรรมการยังเอ่ยปากชมว่าเป็นเล็กพริกขี้หนู เพราะมีคอนเซปต์คือจำลองการเดินทางย้อนเวลากลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 จุดกำเนิดอันเฟื่องฟูของกิจการรถไฟไทย แต่เปลี่ยนจากการนั่งไทม์แมชชีนให้กลายเป็นรถจักรไอน้ำรุ่นคุณปู่สุดคลาสสิก อีกทั้งวางผังพื้นที่ตามส่วนประกอบของรถจักรไอน้ำ พาเราไปท่องเที่ยวในสถานีรถไฟสายจินตนาการได้อย่างเพลิดเพลิน

เริ่มกันที่หัวรถจักร ต้อนรับผู้โดยสารทุกท่านเข้าสู่สถานีรถไฟ พื้นที่ในส่วนนี้จะใช้เป็นลานนิทรรศการ จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานีกรุงเทพ ซึ่งปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อใช้จัดนิทรรศการต่างๆ ได้ตามโอกาสสำคัญ และยังมีลานอเนกประสงค์เพื่อใช้เป็น Co-working Space และจัดเวิร์กช็อปได้ ถัดมาเป็นส่วนของห้องผู้โดยสารและหม้อไอน้ำใจกลางของสถานี จะเปลี่ยนเป็นลานกว้างสำหรับนั่งพักผ่อนและพบปะพูดคุย ด้านในสุดเป็นลานอัฒจันทร์ครึ่งวงกลม สามารถตั้งเวทีโครงเหล็กเพื่อการจัดแสดงโชว์ต่างๆ ได้

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

ส่วนที่ 3 ออกแบบโดยเลียนแบบโครงสร้างจากรางและล้อของรถไฟ แปรเปลี่ยนมาเป็นทางเดินโค้งสำหรับการเดินเล่นและออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีลานกว้างให้ผู้คนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างการแสดงเปิดหมวก การเปิดท้ายขายของในโบกี้รถไฟ ตลอดจนปรับเปลี่ยนเป็นลานสเก็ตบอร์ดที่กำลังมาแรงแซงหน้าทุกเทรนด์ 

และส่วนสุดท้ายอย่างปล่องควัน ที่ถือเป็นจุดสิ้นสุดการทัวร์รถไฟคุณปู่ในครั้งนี้ จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับซุ้มขายอาหาร ห้องน้ำ จุดบริการนักท่องเที่ยว ที่นั่งต่างระดับ และบันไดขึ้นชั้นลอย ให้ผู้คนได้แวะเวียนเข้ามาใช้สอยกันตามอัธยาศัย

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

เมื่อการนำเสนอดรีมโปรเจกต์ของแต่ละทีมสิ้นสุดลง ตามมาด้วยการเสนอแนะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการพูดคุยเพื่อต่อยอดแนวคิดต่างๆ จากคณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัล ถึงแม้ว่าจะมีทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทแค่หนึ่งทีม แต่ทุกทีมที่ให้ความสนใจส่งผลงานเข้ามาประกวดในโครงการครั้งนี้ ต่างพกพาความคิดสร้างสรรค์และจุดดีจุดเด่นในมุมมองที่แตกต่างกันมาเต็มกระเป๋า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าประชาชนคนรุ่นใหม่สนใจการพัฒนาพื้นที่ของสถานีกรุงเทพให้เป็นแหล่ง Community Space แลนด์มาร์กสำคัญในกรุงเทพมหานครต่อไป

หนึ่งในข้อเสนอแนะน่าสนใจจากคณะกรรมการที่ผู้ฟังทุกคนต่างพยักหน้าตามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายคือ ไม่ว่าในอนาคต สถานีกรุงเทพจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณค่าของที่แห่งนี้ยังยั่งยืนถาวร คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และผู้คน 

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

หากเราจะทำให้สถานีกรุงเทพกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะต้องไม่เป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นหิ้งที่ถูกแช่แข็ง ชนิดว่ามาครั้งเดียวก็เลิกแล้วต่อกัน แต่จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต มาเยี่ยมชมได้ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่น่าเบื่อหน่าย ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันไปตามยุคสมัย ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สวนสาธารณะ พื้นที่สร้างรายได้ให้ชุมชน และกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวในการออกทริปทัวร์รอบเมืองกรุงเทพมหานคร

ที่สำคัญ ยังชวนให้นึกถึงพี่น้องอู่ซ่อมรถไฟของสถานีกรุงเทพอย่างโรงงานมักกะสัน ซึ่งคอยทำหน้าที่เป็นศูนย์ซ่อมรถจักรดีเซล รถดีเซลราง รถโดยสาร และเคยเป็นศูนย์ผลิตส่วนประกอบต่างๆ ของรถไฟในอดีต ร้อยปีก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่สถานีกรุงเทพหลังเดิมที่เป็นอาคารไม้เล็กๆ ย้ายมาตั้ง ณ ที่ปัจจุบันที่เราคุ้นเคย โรงซ่อมรถจักรดีเซลหลังเดิมถูกย้ายบ้านไปอยู่ที่โรงงานมักกะสัน สถานที่แห่งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งในการกักเก็บรักษาความทรงจำและประวัติศาสตร์ของขบวนรถไฟไทยมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน ไหนๆ ก็มีแผนจะอนุรักษ์และพัฒนาสถานีกรุงเทพแล้ว ก็อย่าลืมนึกถึงบ้านพี่เมืองน้องอย่างโรงงานมักกะสันของเราด้วย จึงจะเรียกได้ว่าครบวงจรของจริง

เมื่อเรื่องเล่าของหัวลำโพงในฝันและขบวนรถไฟทุกสายสิ้นสุดลง เงาแดดเริ่มเลือนราง เป็นเวลาใกล้ตะวันตกดิน

ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ แฮม-วันวิสข์ เนียมปาน เจ้าของคอลัมน์ Along the Railroad พิธีกรของงานเสวนาครั้งนี้โดยหน้าที่ และผูกพันรวมถึงคลุกคลีกับรถไฟโดยใจรัก เราอยากรู้ว่าถ้าแฮมมีโอกาสได้ส่งผลงานกับเขาบ้าง แฮมอยากเห็นสถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงในฝันของเขาเป็นแบบไหน

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

คำตอบของแฮมทำเราเซอร์ไพรส์ ที่สำคัญยังตอบได้แบบไม่ต้องคิดนาน เขาอยากเห็นสถานีกรุงเทพยังคงเป็นสถานีรถไฟอยู่เช่นเดิมอย่างที่เคยเป็นมา เมื่อบางซื่อกำลังจะเปิด หลายคนจึงเข้าใจว่าหัวลำโพงก็กำลังจะปิด แต่จริงๆ แล้วที่แห่งนี้ไม่ได้จากเราไปไหน คนส่วนมากอาจมองว่าแผนงานในอนาคตจะต้องพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ พื้นที่สาธารณะ หรืออะไรก็ตามเท่าที่จะเนรมิตขึ้นมาได้ แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนอาจหลงลืมไป คือความเป็นสถานีรถไฟ

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะต้องมีรถไฟฟ้าสายสีแดงต่อจากบางซื่อวิ่งเข้ามาที่สถานีกรุงเทพ ดังนั้น ที่นี่จึงยังคงมีฟังก์ชันของการเป็นสถานีรถไฟอยู่เช่นเดิม การถ่ายเทความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การปรับเปลี่ยนพื้นที่ของสถานีรถไฟไปเป็นสิ่งอื่นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นการผสมผสานหน้าที่หลักของการเป็นสถานีรถไฟเข้าไปในแผนงานพัฒนาเหล่านั้นด้วย เพื่อให้หัวลำโพงกลายเป็นพื้นที่สำหรับขาประจำที่โดยสารทางรถไฟเป็นปกติวิสัย และขาจรที่อยากมาแวะเวียนเยี่ยมเยือนสถานีโดยที่ไม่ต้องขึ้นรถไฟเลยก็ได้เช่นกัน

3 แผนรีโนเวต ‘สถานีหัวลำโพง' ของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานีรถไฟเป็น Public Space

“ถ้าความเป็นรถไฟมันหายไป เราจะไม่มีทางเชื่อมโยงหัวลำโพงกับผู้คน กับพื้นที่ตรงนี้ได้เลย เมื่อนั้นก็จะขาดการเล่าเรื่อง ที่สำคัญอยากฝากไปด้วยว่า รถไฟไม่ใช่ส่วนเกินของเมือง เกือบทุกประเทศในโลก ไม่สิ ต้องบอกว่าทุกประเทศในโลกเลยด้วยซ้ำ รถไฟเข้าสู่ใจกลางเมืองทั้งหมด เพราะถือเป็นการเดินทางหลักเข้าสู่ภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“เราจึงไม่ได้อยากเห็นสถานีรถไฟกลางเมืองกลายเป็นแค่อดีต แต่เราอยากเห็นสถานีรถไฟกลางเมืองกลายเป็นพื้นที่ร่วมกันระหว่างการเดินทาง สถานที่สาธารณะ ผู้คน และประวัติศาสตร์”

เราโบกมือร่ำลากัน บทสนทนาและงานเสวนาจบลงตามกำหนดการ จะเหลือก็แต่อนาคตของสถานีกรุงเทพ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในไม่ช้าก็เร็วนับจากนี้ 

ขออุทิศบทความฉบับนี้ แด่ความทรงจำบนขบวนรถไฟทุกร่องราง และเส้นทางการผ่านร้อนผ่านหนาวของสถานีแห่งนี้มายาวนานมากกว่าร้อยปี

หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะเฝ้าดูการเติบโตของมันไปพร้อมกับเรา

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographers

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ผมไปสกลนครไม่บ่อย แต่ไปทีไร มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินทุกที ถ้านึกว่าไปสกลนครต้องกินอะไรคงพอแนะนำร้านได้ แต่ถ้าถามว่าอาหารของจังหวัดนี้เป็นอย่างไรก็ตอบได้ยาก จะมีบางอย่างที่พอจะทำให้นึกออกว่า อะไรบ้างที่ทำให้เกิดเป็นอาหารแบบสกลนครขึ้นมา บางคนพูดถึงที่นี่คงนึกถึงเนื้อย่างโพนยางคำ นั่นก็ใช่ แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในอาหารของสกลนครเท่านั้น 

จังหวัดเล็กๆ ไม่ติดแม่น้ำโขง แต่มีเรื่องอาหารการกินที่น่าสนใจ ไปสกลนครแต่ละครั้งก็จะรู้จักร้านหรือของกินใหม่ๆ เสมอๆ ทั้งร้านดังในเมือง เมนูที่คนสกลทำให้กิน หรือในอีเวนต์พิเศษ ที่เชฟไปตามหาวัตถุดิบจากสกลนครมาทำเป็นอาหารให้รู้จักเมืองสกล

อะไรบ้างที่ทำให้เกิดเป็นอาหารแบบสกลนคร

อาหารจากการอพยพ

จำได้ว่ามื้อที่คิดเอาไว้ในใจว่าอยากไปลองกินให้ได้เมื่อเท้าแตะเมืองสกลคือปากหม้อ ทันทีที่ลงเครื่องก็ตรงดิ่งไปยังร้านปากหม้อปารีส ร้านข้าวเกรียบปากหม้อเวียดนามที่ใครมาสกลนครก็รู้จัก และเหมาะที่จะเป็นมื้อต้อนรับถ้าหากลงเครื่องในตอนช่วงเช้า

‘ร้านปากหม้อปารีส’ เป็นร้านเก่าแก่ เป็นที่รู้จักดีของทั้งคนสกลและนักท่องเที่ยว ขนมปากหม้อที่ใช้น้ำแป้งวาดบนผ้าขาวบางขึงตึง บนหม้อต้มน้ำร้อนที่ให้ไอน้ำพุ่งขึ้นจากหม้อจะทำให้แป้งสุก ทีนี้จะใส่ไส้ ตอกไข่ ใส่ผักโรยแบบไหนก็ตามใจทั้งคนกินและคนทำ แป้งเนื้อนุ่มเหนียว บางใส ห่อด้วยหมูสับผัดปรุงรส กินกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานสไตล์เวียดนาม เหมือนเป็นของว่างแต่ก็ช่วยทำให้อิ่มท้องได้สบายๆ

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ปากหม้อเป็นอาหารที่มักจะได้กินทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางไปถิ่นอีสานริมฝั่งโขง เหตุเพราะมีคนเวียดนามมาตั้งถิ่นฐานกระจายตัวกัน ตั้งแต่สมัยอพยพหนีภัยสงครามในประเทศมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ถ้าจะนับกันจริงๆ ก็มีการอพยพมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว ผมเคยอ่านหนังสือเรื่อง ลูกอีสาน ก็พูดถึงชาวเวียดนามอพยพในสมัยก่อน ที่ คำพูน บุญทวี เล่าว่า ชาวเวียดนามอพยพเป็นกลุ่มคนที่ขยันทำมาค้าขาย อาจจะขยันกว่าคนจีนที่มาอยู่ก่อนแล้วด้วยซ้ำ

อาหารเวียดนามของสกลนครไม่ได้โดดเด่น หรือมีร้านมากมายเท่าจังหวัดรอบข้าง แต่วัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในสกลนครถือว่าแข็งแรงมากจังหวัดหนึ่งในประเทศ ทั้งที่ทำธุรกิจค้าขายในเมืองสกล หรืออยู่รวมกันเป็นชุมชุนที่บ้านท่าแร่ หมู่บ้านเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ชุมชนชาวเวียดนามผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีงานขบวนแห่ดาวคริสต์มาสที่เป็นที่รู้จัก ในคืนวันคริสต์มาส ทุกบ้านจะประดับโคมไฟรูปดาวหน้าบ้านแทบทุกหลัง สว่างไสวไปทั่ว และจัดงานเฉลิมฉลองกันหลายคืน

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

อาหารที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารเวียดนามอีกอย่างที่พบในสกลนคร คือ ก๋วยเตี๋ยวที่ใส่กะปิ ใบโหระพา และพริกจี่ มีซอสพริกไว้ให้คู่โต๊ะ เป็นการกินก๋วยเตี๋ยวที่นิยมกันในแถบอีสาน รวมถึงเพื่อนบ้านลาวและเวียดนาม ผมได้คุยกับคนสกลนคร ถึงได้รู้ว่าก๋วยเตี๋ยวแบบนี้มีมากในสมัยก่อน ตอนนี้เหลืออยู่ไม่กี่ร้านแล้ว ที่ผมเคยไปชิมคือ ‘ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสรัญจวน’ ในตัวอำเภอเมือง เป็นซุปเนื้อใสๆ หอมๆ ปรุงด้วยกะปิ และเด็ดผักในกระจาดตามชอบ

ชาวภูไท หวาย มะเม่า ข้าวฮาง และอาหารจากป่าภู

นอกจากชาวไทยเชื้อสายเวียดนามแล้ว สกลนครยังมีคนชาติพันธุ์ต่างๆ รวมอยู่ด้วย ที่รู้จักกันดีคือชาวภูไท ชนชาติที่อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน และถือเป็นชาติพันธุ์ที่สืบเชื้อสายกันมาจนลูกหลานคนสกลนครส่วนมากมีเชื้อสายเป็นชาวภูไท

วัฒนธรรมชาวภูไทสืบต่อกันมาอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน อาจพูดได้ว่าวิถีชีวิตและวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของชาวภูไท มีผลต่อภาพใหญ่ของอาหารแบบสกลนครเลยก็ว่าได้ ชาวภูไทกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ป่าเขา และที่ราบลุ่ม กินอาหารตามธรรมชาติและฤดูกาล หาของใกล้ตัวมาปรุงเป็นอาหารแบบง่ายๆ ถิ่นฐานของชาวภูไทอยู่ตรงที่ราบใกล้ภูเขา ก็เลยมีของกินอยู่รอบๆ ตัวอย่างอุดมสมบูรณ์ 

ยิ่งใครได้ไปสกลนครช่วงหน้าฝน ซึ่งเห็ด หน่อไม้ และหวายออกใหม่ๆ ที่ตลาดบายพาส ตลาดขายวัตถุดิบธรรมชาติที่ชาวบ้านหามาจะคึกคักเป็นพิเศษ 

เทือกเขาภูพาน เวียดนามอพยพ คนภูไท ลูกอีสาน ปลาร้า เนื้อวัว และหลายสิ่งที่ทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

การนำอาหารจากป่ามาปรุง เป็นความพิเศษที่โดดเด่นกว่าจังหวัดใกล้เคียง เพราะการเลือกถิ่นฐานใกล้เทือกเขาภูพานของชาวภูไท ทำให้อาหารจากภูจากเขากลายเป็นของกินที่ทำให้เป็นอาหารแบบสกลนคร 

หวายเป็นอาหารที่กลายเป็นภาพจำของอาหารสกลนครสำหรับผม หน่อหวายอ่อน แกะเอาแก่นมาทำแกงอ่อม เป็นอาหารที่ใครมาถึงก็จะต้องลองชิม เสียดายที่อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผู้คนทำกินกันในบ้าน หาตามร้านอาหารค่อนข้างยากแล้ว

ถ้าจะให้ง่ายหน่อย ‘ร้านอาหารสะบันงา’ มีเมนูแกงหวายเป็นอาหารขึ้นชื่อของร้าน อาจจะไม่ได้ใช้สูตรดั้งเดิมแบบชาวภูไท ปรับให้เข้ากับการกินของคนปัจจุบันเล็กน้อย แต่ก็ยังได้รสของวัตถุดิบที่เกิดอยู่ในแถบเทือกเขาภูพานอยู่ดี หรือ ‘ร้าน House Number 1712’ เป็นร้านคนรุ่นใหม่ที่พยายามอนุรักษ์การกินอาหารแบบดั้งเดิมไว้ในรูปแบบอาหารใหม่ๆ ทำโดยเชฟหนุ่มผู้มีเชื้อสายภูไทโดยตรง ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ยังคงทำให้เราได้ชิมรสแบบสกลนครอยู่ มีเมนูแนะนำเป็นหมกหน่อไม้แบบภูไท ใส่ใบสะแงะ สมุนไพรกลิ่นหอมจากภูพานเข้าไปด้วย

เทือกเขาภูพาน เวียดนามอพยพ คนภูไท ลูกอีสาน ปลาร้า เนื้อวัว และหลายสิ่งที่ทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ของดีที่ได้ยินบ่อยๆ เมื่อมาเที่ยวสกลนครอีกอย่างหนึ่ง คือ ข้าวฮาง เป็นการถนอมอาหารจากภูมิปัญญาของชาวภูไท นำข้าวเปลือกมาผ่านกรรมวิธีแช่น้ำ บ่ม แล้วนึ่ง บ้างก็เพาะงอกก่อนนึ่ง ก่อนจะเก็บข้าวนี้ไว้กินได้ทั้งปี เรื่องเล่าของข้าวฮางมาจากความจำเป็นต้องเก็บข้าวไว้ให้มีพอสำหรับคนในครอบครัวที่ต้องใช้แรงงานทำงาน แต่ผลที่ได้กลับมากกว่าความอิ่มท้อง หลังจากที่วิจัยพบว่าภูมิปัญญาการทำข้าวฮาง กระตุ้นให้ข้าวมีสารอาหารทางโภชนาการครบถ้วนและมากกว่าข้าวแบบทั่วไป ข้าวฮางกลายเป็นซูเปอร์ฟู้ดจากภูมิปัญญาชาวภูไทที่ส่งต่อมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน และกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจของจังหวัดไปแล้ว

ปัจจุบันของจากป่าอย่างหวายและภูมิปัญญาข้าวฮาง ถูกส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตมากขึ้น เช่นเดียวกับเบอร์รีซูเปอร์ฟู้ดอีกชนิดที่กำเนิดจากป่าอย่างหมากเม่า พืชท้องถิ่นที่เดิมคนนิยมเก็บเม็ดสุกกินเล่น หรือมาตำส้มตำให้รสเปรี้ยว ทุกวันนี้เอามาพัฒนาให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ เครื่องดื่มอย่างน้ำเม่าและไวน์เม่าเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งผลให้เกิดฟาร์มปลูกมะเม่าของชาวบ้าน และพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์จากผลไม้ป่านี้มากมาย เช่น แยมหมากเม่า คุกกี้ไส้หมากเม่า ชาใบเม่า น้ำใบเม่า สบู่และเครื่องสำอางประทินผิว 

ถ้าอยากลองชิมน้ำหมากเม่า ที่ ‘คำหอมคาเฟ่น่ารักในตัวเมืองสกลนครมีน้ำหมากเม่าแบบออร์แกนิกขาย

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

จากนายฮ้อยถึงโพนยางคำ 

ชาวภูไทและอีสานขยันทำมาหากิน เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย มีนายฮ้อยหรือพ่อค้าพากองเกวียนเดินทางไกล เส้นทางนายฮ้อยเริ่มจากแถวๆ สกลนคร ผ่านโคราช เผชิญทั้งโรคภัย ไข้ป่าในดงพญาไฟ และกองโจร ผจญภัยต่างๆ นานา กว่าจะมาถึงเมืองล่างหรือบางกอกเพื่อขายวัวควาย เป็นเรื่องจริงที่กลายมาเป็นนิยายและละคร เป็นคำเล่าที่ผมได้ยินมา จะเห็นว่าชาวอีสานเลี้ยงวัวควายกันในวิถีชีวิต แต่วัวสมัยก่อนนั้นเป็นวัวพื้นบ้าน อย่างวัวกระโดนหรือวัวกี้ เลี้ยงไว้ใช้งานและล้มกินในงานใหญ่ 

จนถึงทุกวันนี้ เนื้อวัวพื้นบ้านยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนอีสาน เพราะอาหารอย่างลาบก้อยทั้งสุกและดิบ จะต้องใช้วัวล้มใหม่ๆ จากเขียง ลาบแบบดิบรักษาความหวานของเนื้อวัวได้ การปรุงลาบอีสานจะไม่เหมือนรสของลาบที่เราเจอบ่อยๆ ในเมืองกรุง มีรสหวานเปรี้ยว แต่จะมีรสหลักคือรสเผ็ด รสเค็ม และรสขมจากดีวัวและเพี้ย ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในลำไส้ของวัว รสขมที่เรียกว่าขมอ่ำหล่ำ ถือเป็นรสลาบของอีสานแต่ไหนแต่ไร ความขมนัวจนหวานปากเป็นรสที่ติดใจเอาได้ง่ายๆ เจอได้ทั้งตามร้านลาบและตามบ้าน 

รสชาติแบบนี้ในเมืองสกลนครก็มีร้าน ‘ไผ่ล้อม’ ซึ่งบรรดาเพื่อนเชฟของผมแนะนำไว้ เปิด-ปิดร้านตามใจเสียหน่อย แต่ลาบ อ่อมเพี้ย และต้มขม เป็นเมนูรสอีสานเดิมๆ ที่น่าสั่งมาลองหากโชคดีร้านเปิดบริการตามปกติ

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

วัฒนธรรมการกินเนื้อก็พัฒนามาตามวิถีการกินแบบคนยุคนี้ เนื้อโพนยางคำที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นผลจากนโยบายการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านของรัฐบาลในสมัยนานมาแล้ว สนับสนุนให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวเป็นอาชีพมาแต่ไหนแต่ไรได้เลี้ยงวัวเนื้อ พัฒนาสายพันธุ์ร่วมกับประเทศฝรั่งเศส เป็นที่มาของชื่อวัวไทย-เฟรนซ์ (Thai-French Beef) ที่สหกรณ์โพนยางคำ โคขุนมีวิธีการเลี้ยงเป็นพิเศษถึง 12 – 18 เดือน เลี้ยงด้วยการให้ฟังเพลงเพื่อกระตุ้นการกินของวัว ให้อาหารเป็นหญ้า ฟาง และกากน้ำตาล (Molasses) ทำให้เนื้อและไขมันที่แทรกในกล้ามเนื้อวัวมีมาตรฐาน เพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อวัว นิยมนำไปย่างเป็นเนื้อสเต๊กและปิ้งย่าง จนกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศ 

ในสกลนคร ร้านปิ้งย่างเนื้อวัวโพนยางคำมีอยู่หลายร้าน ร้านที่มีชื่อเสียงจนขยายไปหลายสาขาในสกลและจังหวัดใกล้เคียง คือ ‘ร้านเตาถ่านโคขุนโพนยางคำ’ ร้านปิ้งย่างแบบสมัยนิยมที่ใช้เนื้อโพนยางคำย่างให้หอม และจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วแบบอีสาน

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ลูกอีสาน ปลาร้า เกลือ และของขวัญจากภูพาน

หากได้อ่านเรื่อง ลูกอีสาน จะจินตนาการได้ถึงภาพความแร้นแค้นและความแห้งแล้ง ตามภาพจำถึงดินแตกระแหง แต่ก็จะเห็นความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในดิน ในน้ำ และในป่า ที่เกิดจากความรู้จักกิน รู้จักหาของใกล้ตัวของคนอีสาน จับอะไร หยิบอะไร ก็กลายเป็นอาหารได้ไปเสียหมด 

อย่างที่เล่าในตอนต้น สกลนครตั้งอยู่ติดกับเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เทือกเขาภูพานบริเวณจังหวัดสกลนครเป็นป่าเต็งรัง มีพืชพันธุ์ ผลไม้ และเห็ดตามฤดูกาล ทอดตัวกั้นระหว่างแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ 2 แอ่ง คือ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ที่ตั้งของจังหวัดสกลนครอยู่ในฝั่งที่เรียกว่าแอ่งสกลนคร เป็นที่ลุ่มขนาดใหญ่ มีก้นแอ่งที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ชื่อหนองหาร เป็นแหล่งทำประมงได้ตลอดทั้งปี 

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ถึงจังหวัดนี้จะไม่ได้ติดริมแม่น้ำโขง แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาแม่น้ำ ทั้งจากหนองหารและแม่น้ำสายสำคัญของสกลนคร ชื่อว่าแม่น้ำสงคราม กำเนิดจากเทือกเขาภูพาน ไหลผ่านสกลนครและอีก 3 จังหวัด ไปออกแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนม 

สกลนครยังมีลักษณะที่เรียกว่า ‘ป่าบุ่งป่าทาม’ หรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่มาจากแม่น้ำโขง และแห้งแล้งจัดในหน้าแล้ง เป็นเหมือนแหล่งอาหารชั้นดีของชาวบ้าน เพราะจะมีทั้งปลาน้ำจืดและพืชพรรณรวมกันอยู่มากมาย 

ลึกลงไปถึงใต้ดิน การสะสมแร่ธาตุทำให้ริมแม่น้ำสงครามกลายเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ เกลือธรรมชาติที่อยู่ใต้ดินลึก เกิดบ่อเกลือและโรงต้มเกลือมานานนับร้อยปี เรื่องเล่าถึงบ่อเกลือแม่น้ำสงครามนี้ย้อนไปไกลถึงตั้งแต่สมัยส่งออกไปอาณาจักรขอมเพื่อทำปลาร้า เกลือจากใต้ดินนี้มีศักดิ์ศรีเป็นถึงเกลือที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงเกลือจากโอกินาว่าของญี่ปุ่น 

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

เกลือถูกนำมารวมกับปลาจากแหล่งเดียวกันเพื่อทำปลาร้า หัวใจของรสชาติอาหารอีสาน มีคนบอกผมว่าในสมัยก่อนนั้น ปลาร้าจากปลาแม่น้ำสงครามจะมีราคาแพงกว่าปลาร้าจากหนองหาร เพราะเป็นปลาจากน้ำไหล และต้องใช้เกลือสินเธาว์หมักเท่านั้น เกลือทะเลก็มาทดแทนกันไม่ได้ จริงหรือไม่จริงอย่างไรต้องหาทางพิสูจน์ 

ทุกวันนี้สกลนครยังเป็นแหล่งผลิตปลาร้าขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม ถึงกับกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจไปแล้วเช่นกัน

ถ้าต้องแนะนำร้านอาหารที่ใช้ปลาร้าคงมีมากมายเต็มไปหมด ขอยก ‘ร้านส้มตำยายเรือง’ ร้านส้มตำอายุเกือบ 50 ปีที่ขายส้มตำและเมนูอาหารพื้นบ้านอีกไม่กี่อย่างมาตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงทุกวันนี้ ยายเรืองตำคนเดียวมาตลอด ปรุงปลาร้าและรสอื่นๆ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนสูตร คงพอช่วยให้เห็นรสอีสานที่ผ่านเวลาแบบไม่เปลี่ยนแปลงได้ดี

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ถึงตอนนี้ก็ยังคงหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่า อาหารของสกลนครจริงๆ คืออะไร แต่ก็เห็นว่าทั้งวิถีชีวิตและถิ่นที่อยู่ ช่วยกันสร้างให้วัฒนธรรมการกินของคนที่นี่มีความหลากหลายสูงมาก คนสกลนครบอกกับผมว่า ในจังหวัดนี้ แค่เปลี่ยนหมู่บ้าน เปลี่ยนอำเภอ อาหารก็เปลี่ยนไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคนแถวนั้นเขากินอะไรแบบไหน ชาติพันธุ์อะไร หรือมาสกลนครคนละฤดูกาล หน้าตาอาหารก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตอนนั้นธรรมชาติจะมีอะไรออกมาให้กิน น้ำหลากก็มีปลา น้ำแห้งก็มีพืชพันธุ์ ยิ่งถ้ามาช่วงฤดูฝน เป็นช่วงที่ป่าภูพานมอบอาหารให้อย่างอุดมสมบูรณ์ ฟังแล้วก็น่าอิจฉาและน่าเสียดาย หากสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปตามยุคสมัย ในวันที่อาหารอาจจะเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

อยากชวนให้ทำความรู้จักวิถีของอาหารสกลนครแบบคร่าวๆ เผื่อคราวหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยว จะได้ลองตามหาและชิมอาหารรสชาติแบบสกลกันครับ

ขอขอบคุณ

อาจารย์วิศิษย์ศักดิ์ อุดมมาลา

สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติสกลนคร 

อาจารย์วรรณพร หันไชยุงวา 

หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาเพื่อการพัฒนา สาขาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load