3 Jan 2019
8 PAGES
48 K

คงไม่มีที่ไหนในโลกเหมาะกับการนั่งคุยกับ เร แมคโดนัลด์ ไปกว่าที่นี่อีกแล้ว

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เกิดขึ้นใต้ต้นมะพร้าวต้นหนึ่งบนเกาะยาวใหญ่ กลางทะเลอันดามัน

เรเริ่มต้นงานในเส้นทางบันเทิงด้วยการเป็นพิธีกร เขาเป็นนักแสดงที่ผ่านงานภาพยนตร์มาแล้วกว่า 20 เรื่อง เคยได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง ฝัน บ้า คาราโอเกะ และ รัก-ออกแบบไม่ได้ O-Negative

นอกจาก 2 บทบาทข้างต้นที่ทำให้เขาดังเป็นพลุแตกและเป็นหนึ่งในทีนไอดอลที่โด่งดังที่สุดในช่วงยุค 90 แล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นนักเดินทางผู้รักอิสระและหลงรักการผจญภัยอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

20 ปีต่อมา เรยังคงมีแพสชันและสนุกกับการใช้ชีวิต

ริ้วรอยและผิวกร้านแดดของชายหนุ่มวัยกลางคนลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ตรงหน้าบอกเราว่า เขาผ่านการเดินทางและประสบการณ์ชีวิตมามาก เป้ใบโตหน้าตามอมแมมสมบุกสมบันที่วางอยู่ข้างตัวเขา บอกเล่าการผจญภัยไม่รู้จบในโลกที่เขาออกไปค้นพบ

บทบาทล่าสุดชายหนุ่มผู้รักอิสระเสรีคนนี้ คือการเป็นพ่อคน

ก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนา เรชิงถามคำถามก่อนว่า เราต้องการอะไรจากการมาสัมภาษณ์เขาในครั้งนี้  

เราตอบไปว่า “ต้องการบทสัมภาษณ์เรื่องชีวิต ทัศนคติ ของคุณพ่อมือใหม่วัย 40 ปี ที่ยังคงมีแพสชันในการท่องโลกกว้าง”    

เรนิ่งคิดอึดใจเดียวก่อนตอบยิ้มๆ ว่า “ทำไมชอบเอาวัยมาเป็นตัวกำหนด เหมือนพอเราอายุ 40 คนจะคาดหวังให้เรามีความคิดหรือการพูดจาที่เป็นทัศนคติเท่ๆ คมๆ ซึ่งบอกตรงๆ เลยว่าเราไม่ค่อยมีกับเขาหรอกนะ”

แม้เขาจะออกตัวตั้งแต่บทสนทนาประโยคแรกว่าอย่าคาดหวังคำพูดเท่ๆ จากเขา แต่เมื่อบทสนทนาขนาดยาวใต้ต้นมะพร้าวครั้งนี้จบลง เราพบว่า ‘คุณพ่อมือใหม่วัย 40 ปี’ คนนี้ มีชีวิตและทัศนคติที่ทั้งเท่และคมโดยไม่ต้องพยายามปรุงแต่งเลย

เร แมคโดนัลด์ เร แมคโดนัลด์

ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนหลังจากเป็นพ่อคน

ตอนนี้ลูกเราอายุแค่ 6 เดือน เราก็เป็นเหมือนคุณพ่อมือใหม่ ทุกวันนี้ก็ยังตกใจอยู่เลยว่าเราเป็นพ่อคนแล้วหรอ ซึ่งบอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่วิเศษมาก ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาตั้งแต่เขาเกิด ชีวิตเรายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ในอนาคตแน่นอนว่าเราคงต้องคิดหน้าคิดหลังมากขึ้นเวลาจะทำอะไรก็ตาม

เมื่อก่อนเรากับแฟนไปไหนไปกัน แต่ตอนนี้เมื่อมีอีกชีวิตหนึ่งที่ต้องดูแล ข้อจำกัดในการใช้ชีวิตมีมากขึ้น แต่มันก็ถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่สนุกไปอีกแบบ เราจะพาลูกเราไปไหนก่อนดี ลูกเราจะออกตะลุยตอนไหนดี เราจะกระเตงลูกไปผจญภัยกับเรายังไง เหมือนมีสมาชิกในทีมเพิ่ม

 

คนอย่างคุณจะแนะนำให้ลูกรู้จักโลกใบนี้ยังไง

ไม่แนะนำอะไรเลย ให้เขาออกไปรู้จักโลกใบนี้เอง

ถ้าเขามีดีเอ็นเอของความเป็นแมคโดนัลด์ เราบอกว่าร้อน เขาจะจับ เราบอกว่าไม่ให้ไป เขาจะไป บอกให้ฟัง เขาจะไม่ฟัง ใจหนึ่งเราก็ภาวนาให้เขาไม่ดื้อเหมือนเรา แต่อีกใจหนึ่งก็คิดนะว่าถ้าเขาโตมาเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังเรามากๆ เราก็คงแบบ เห้ย! เอ็งลูกข้าจริงหรือเปล่าวะ (หัวเราะ)

เราอยากให้เขาได้ลองใช้ชีวิตในแบบของเขาเอง ออกไปสัมผัสเอง แล้วกลับมาเล่าให้เราฟังว่า พ่อครับ มันเป็นแบบที่พ่อบอกเลย หรือพ่อครับ ผมไปลองมาแล้ว ผมว่าพ่อผิด มันไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ถ้าลูกเชื่อทุกอย่างที่เราพูดเขาก็จะไม่ได้สัมผัส ไม่ได้พิสูจน์ ชีวิตมันต้องออกไปสัมผัสเอง เจ็บเอง และเรียนรู้เอง

 

คนทั่วไปแทบไม่รู้จักภรรยาคุณเลย เล่าเรื่องผู้หญิงคนนี้ให้เราฟังหน่อยได้ไหม

แหม่ม (สริญญา จินตนาวรารักษ์) เป็นมากกว่าคู่ชีวิต เขาเป็นเพื่อนแท้ทั้งในแง่การใช้ชีวิต การทำงาน และเป็นแม่ของลูกเรา ที่สำคัญคือ เขามีอารมณ์ขันและมองโลกเรียบง่าย ไม่ทำให้มันยากหรือซับซ้อน อยู่ด้วยแล้วสบายใจ รู้ไหมว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตคู่ ไม่ใช่ความโรแมนติก แต่เป็น ‘เสียงหัวเราะ’ ต่างหาก

จริงๆ ทุกอย่างที่เราทำ แหม่มเป็นเหมือน CEO หมดเลยนะ คือเรามักมีไอเดียฟุ้งๆ มีสิ่งที่อยากทำ มีโปรเจกต์ที่อยากลองเต็มไปหมด แต่ไม่ทำสักที แหม่มคือคนที่พุ่งเข้าไปจัดการกับไอเดียฟุ้งๆ พวกนั้น บริหารจัดการจนมันเป็นจริงขึ้นมา และผู้หญิงคนนี้นี่แหละที่ดูแลไอเดียจางๆ พวกนั้นของเราไปจนตลอดรอดฝั่งทุกครั้ง เขาเก่งมากครับ

 

ความรักของคุณเรียบง่ายและยั่งยืนมาก คุณมีวิธีดูแลความรักอย่างไร

มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมจะหยุดตัวเองไว้ที่คนคนนี้หรือยัง เอาจริงๆ นะ มันไม่มีคนที่เพอร์เฟกต์ที่สุดหรอก เพราะมนุษย์ทุกคนมีข้อเสีย มีข้อด้อย บางคนมีสเปกเป็น 10 – 20 ข้อ คนในฝันต้องติ๊กให้ครบทุกข้อ ไม่ยอมแพ้กับการตามหาคนที่ใช่ ไม่พอใจสักที

ลองถอยออกมาดู บางทีคนที่ใช่อยู่ตรงหน้านี่เอง ความรักเกิดจากการปรับจูนเพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้นในทุกวัน ชีวิตคือการเดินทางระยะยาว ดังนั้น คู่ชีวิตหรือคนที่จะมาเดินทางไปกับเราสำคัญมาก สำหรับเราสิ่งสำคัญคือมิตรภาพและความเป็นเพื่อนที่มอบให้กัน

เร แมคโดนัลด์

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตมาโชกโชนอย่างคุณ ‘ชีวิต’ คืออะไร

ความคิดหนึ่งที่อยู่ในหัวเราตลอดและไม่เคยเปลี่ยนเลย คือสิ่งไหนที่ให้คุณค่า ความหมาย และความสนุก กับชีวิต เราพร้อมจะทำโดยไม่ได้สนใจว่าผลตอบแทนมันจะมากหรือน้อย สำหรับเรา ทิศทางหรือเส้นทางชีวิตที่เหมาะสมจะมอบประสบการณ์ชีวิตที่คุณอยากได้

ชีวิตคือการเก็บประสบการณ์มากกว่าผลตอบแทนอย่างอื่น เพราะก็รู้ๆ กันอยู่ว่าทุกคนมีเวลาบนโลกนี้อย่างจำกัด แต่ละคนมีอายุขัย และเมื่อชีวิตเดินไปจนถึงวันตายเราก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้อยู่ดี

 

คุณมีเครื่องมืออะไรในการไกด์เส้นทางชีวิตไหม หรือคุณแค่ใช้ชีวิตตามโชคชะตามาเรื่อยๆ

เราว่าโชคชะตาก็มีส่วนที่ทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ สำหรับเด็กลูกครึ่งคนหนึ่งที่ไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ แถมยังเคยเป็นเด็กเกเร ชีวิตมาถึงจุดนี้ได้ก็นับว่าโชคชะตาลิขิตมาค่อนข้างดีทีเดียว

ที่ผ่านมาเราเดินทางตามเส้นทางของเราเอง ไม่ค่อยจะเดินตามทางของคนอื่นสักเท่าไหร่ เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนถึงอายุขนาดนี้ มันก็เหมือนจะสะบัดนิสัยนี้ออกไปไม่ได้สักที อะไรที่คนเขาแห่กันทำ เราจะไม่อยากทำ ไม่ใช่ว่าเราไม่แคร์สังคมหรืออะไรหรอกนะ เราแค่ไม่ชอบอะไรที่มันตามกระแส เพราะไม่มีใครรู้ว่ากระแสนั้นจะพัดพาคุณไปในทิศทางที่เหมาะสมกับตัวคุณเองหรือเปล่า เราจะค่อยๆ ทำไปตามช่วงเวลาของเรา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นๆ อินกันแล้วก็ตาม

 

‘ประสบการณ์ชีวิต’ หาได้ด้วยการเดินทางออกไปท่องโลกกว้างใช่ไหม

ไม่นะ การสะสมประสบการณ์ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน เพราะทุกคนต่างก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง เติบโตมาไม่เหมือนกัน มีที่มาที่ไปจากคนละทิศคนละทาง ประสบการณ์ของเรามาจากการได้ไปเจอะเจอ พบเห็น และสัมผัสกับสิ่งใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ รวมถึงผู้คนใหม่ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องดั้นด้นไปในที่ไกลๆ หรอก

สถานที่ใกล้ตัวก็มอบประสบการณ์ให้คุณได้ ถามว่าอยู่ในสังคมเมืองคุณรู้จักคนข้างบ้านดีแค่ไหน เคยนั่งคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือฟังเรื่องชีวิตของเขาบ้างหรือยัง สำหรับเรา คนแต่ละคนล้วนมีของดีในตัว ของในทีนี้ไม่ได้หมายถึงยาเสพติด (นะเว้ย) แต่หมายถึงสิ่งที่เขาเจอมาและหล่อหลอมให้เขาเจ๋งในทางของเขา

คนหลายคนที่เราไปเจอมาเขาโคตรเจ๋ง แต่แค่เขาไม่ได้โอ้อวด ชอบโชว์ ดังนั้น เราต้องทลายกำแพงอะไรบางอย่างเข้าไปหาเขาให้ได้ ชาวบ้านหลายคนเป็นครูของเรา พวกเขามีความรู้เยอะแยะมากมายที่ไม่ได้เอามาโพสต์บนโซเชียลมีเดีย เป็นความรู้ที่ต้องเดินทางเข้ามาหา

ประสบการณ์มาจากผู้คนที่เราพบเจอ สุดท้ายแล้วคนนั่นแหละที่ทำให้สถานที่มีคุณค่าและความหมาย

เร แมคโดนัลด์

ยกตัวอย่างคนโคตรเจ๋งที่คุณเคยเจอให้ฟังหน่อย

เราว่าพวกคนที่อยู่บนเกาะอะโคตรเจ๋ง เพราะพวกเขาต้องพึ่งพาตัวเอง แล้วการพึ่งพาตัวเองเป็นอะไรที่เซ็กซี่มากสำหรับเรา บางคนแค่แหงนหน้ามองท้องฟ้าก็รู้แล้วว่าพายุจะมา ใช้ชีวิตจากการสังเกตธรรมชาติรอบตัว โคตรเท่เลย เราเกือบจะมีผัวเป็นเด็กเรือหลายทีแล้ว

บางเกาะอยู่อย่างสันโดษ ตัดขาดจากโลกภายนอก เรือสปีดโบ๊ตวิ่งไม่ได้ด้วยซ้ำ พายุลูกเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่โน่นแล้วโว้ย มันกำลังมาแล้ว ถ้าอยู่แถวป่าตองนี่คงวิ่งกันวุ่น เพราะทุกคนสติแตก แต่ชาวบ้านบนเกาะชิลล์มาก เพราะเขาอยู่กับมันมาเป็นหลายร้อยปี เขารู้วิธีจัดการกับมันได้อย่างสบายๆ ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น และที่สำคัญคือ วิธีรับมือกับธรรมชาติของพวกเขายั่งยืนและเป็นมิตรกับโลก

 

คุณหลงสเน่ห์อะไรของ ‘เกาะ’ นักหนา

บอกเลยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเกาะแก่งต่างๆ ที่เราไป เขาไม่รู้จักเราเลย และเราก็ไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องมารู้จักเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นคนแปลกหน้า แต่ทุกคนก็ให้ใจและพร้อมที่จะนำเสนอสิ่งดีๆ ที่บ้านเขามีให้เราฟัง ซึ่งหลายครั้งที่เราสัมผัสแล้วรู้สึกว่ามันมีดีมากกว่านั้นอีก บนเกาะทุกเกาะมีขุมทรัพย์ของภูมิปัญญาซ่อนอยู่

เราว่าเราเข้ากับคนบนเกาะหรือคนในท้องถิ่นได้ง่ายกว่าคนในเมือง คนในเมืองมีกำแพงที่สูงมาก การจะพังทลายกำแพงเพื่อเข้าไปพูดคุยแบบเป็นกันเองจึงเป็นเรื่องที่ยากมากตามไปด้วย คนท้องถิ่นไม่มีมาด ไม่หวังมาโชว์ภูมิหรือโชว์หล่ออะไรหน้ากล้อง ทั้งหมดนี้คือความเป็นธรรมชาติที่เราหลงรัก

ความเจ๋งอีกอย่างของเกาะคือ แม้จะถูกล้อมรอบด้วยน้ำ ไม่ได้เชื่อมต่อกัน แต่เกาะบนเส้นลองติจูดเดียวกัน มีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนบนเกาะแต่ละเกาะคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่น่าจะอยู่ภูมิภาคใดของโลกก็ตาม คนจะชิลล์เพราะเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ เดินเข้าป่าก็เจอผลไม้ เดินลงน้ำก็จับปลาได้ ไม่อดตาย เขามีเหลือเฟือเขาจึงเอื้อเฟื้อ เพราะสิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่หล่อหลอมจิตใจของคน

 

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเห็นคุณดำน้ำลึกด้วย จุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้สนใจโลกใต้ทะเล

เราเรียนดำน้ำตั้งแต่ปี 2001 ตอนนั้นทำรายการท่องเที่ยวแล้วต้องลงไปเก็บภาพใต้ทะเล แต่เอาจริงๆ นะ เราไม่เคยอินกับการดำน้ำเลย รู้สึกว่ามันโคตรช้า กว่าจะประกอบอุปกรณ์อะไรเสร็จ ดำลงไปคุยกับใครก็ไม่ได้ รู้สึกผิดที่ผิดทาง เราลงมาทำอะไรที่นี่ ปล่อยปลา สาหร่าย ปะการัง เขาอยู่ของเขาไปเถอะ ไปตีสนุกเกอร์ยังจะเวิร์กกว่า

แต่ว่าพอมาปีที่แล้ว อาจจะเพราะอายุมากขึ้น พอเรามองลงไปใต้ทะเล โห มหัศจรรย์ว่ะ เลยทำ Refreshing เลย จากนั้นก็เริ่มเสพติดการดำน้ำเรื่อยมา รู้สึกว่านี่เป็นกีฬาของวัยกลางคนที่แท้จริง จากที่เมื่อก่อนรู้สึกว่ากิจกรรมนี้มันช่างเชื่องช้า ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่จังหวะกำลังดี ชิลล์ ไม่ต้องรีบร้อน เอนจอยกับการปล่อยให้กระแสน้ำพัดพาตัวเราไป

พอคนเริ่มดำน้ำกันมากขึ้น มันก็เป็นเหมือนกระบอกเสียงให้คนส่วนใหญ่รู้ด้วยว่า ตอนนี้ท้องทะเลของเราไม่ไหวแล้วนะ เราคงต้องมาช่วยกันดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง

เร แมคโดนัลด์

มุมมองอะไรของคุณเปลี่ยนไปบ้างเมื่ออายุมากขึ้น

เวลาทำรายการช่วงหลังๆ มานี้คนจะสังเกตได้เลยว่าเราจะเน้นทำคอนเทนต์เรื่องมนุษย์และผู้คนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราสนใจเรื่องของคนน้อยกว่าสถานที่ ตอนนี้กลับกันเลย อาจจะด้วยอายุของเราที่มากขึ้น ทำให้มุมมองของเราที่มีต่อสิ่งต่างๆ บนโลกมันบิดๆ องศาไปบ้าง

สมัยก่อนเรามีกำแพงอะไรบางอย่างกับสิ่งที่มนุษย์สร้าง ไม่ว่ามันจะอลังการขนาดไหน อยู่ในยุคใดก็ตาม แต่เรารู้สึกว่าในเมื่อคุณมีทาสอยู่เป็นแสนคน คุณจะสร้างห่าอะไรก็ได้อยู่แล้วหรือเปล่าวะ

เราทะเลาะกับรุ่นพี่ที่เขา Appreciate สิ่งพวกนี้ตลอด เพราะเมื่อก่อนเราอินแต่กับเรื่องธรรมชาติเท่านั้น อะไรก็ตามที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง ฟยอร์ดหรือหุบเขาที่ค่อยๆ ถูกสายลม สายน้ำ กัดกร่อนทีละน้อยมาเป็นเวลาล้านๆ ปีต่างหากที่น่าทึ่ง จนพอเราเริ่มอายุมากขึ้นนี่แหละเราถึงเพิ่งมาเริ่ม Appreciate เรื่องของคนมากขึ้น

 

ทุกวันนี้คุณยังสนุกกับการท่องโลกกว้างแบบ ‘ลุยแหลก’ เหมือนสมัยหนุ่มๆ หรือเปล่า

คำถามนี้ดี เมื่อก่อนเวลาไปที่นู่นที่นี่เราจะตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า

ฉันจะสะพายเป้แบ็กแพ็กอย่างเดียว!

ฉันจะขึ้น Local Transportation อย่างเดียว!

ฉันจะนอนโฮมสเตย์กับชาวบ้านเท่านั้น!

ฉันจะนอน Local Hostel ที่มีที่เดียวในโลกเท่านั้น!

ฉันจะไม่เสียเงินไปกับโรงแรมที่แม่งเหมือนๆ กันทั่วโลก จ้างสถาปนิกออกแบบคนเดียว แล้วเอาไปวางที่เมืองไหนก็หน้าตาเหมือนกันไปหมด บางทีเปิดประตูห้องมา แปลนห้อง ข้าวของ เหมือนกันเป๊ะ บางทีนอนตื่นมาต้องตั้งสติแป๊บหนึ่ง นี่กูอยู่ที่ไหนในโลกวะเนี่ย แม้ว่ามันจะสะดวกสบาย สะอาด ปลอดภัย ก็ตาม เพราะตอนที่อายุน้อยกว่านี้เราไม่ได้ต้องการความสะดวกสบายพวกนั้นไง เราต้องการประสบการณ์ชีวิต

ตอนเราอายุ 20 ต้นๆ มีโปรดิวเซอร์ที่อายุมากกว่าที่ทำรายการด้วยกัน เขาบอกไว้ว่า ‘เออ เดี๋ยวมึงอายุเท่ากู แล้วมึงจะเข้าใจ’ แล้วต้องบอกเลยว่าตอนนี้กูเข้าใจแล้ว (หัวเราะ) พอเราแก่ขึ้น เราก็เริ่มคิดว่า บางทีกูสบายบ้างก็ได้นี่หว่า แต่ทีนี้พอเราจะอยากสบาย คนจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเราอีก บอกว่า นี่มันแมสไป มันไม่ใช่เร แมคโดนัลด์ เฮ้ย! ถามกูก่อน (หัวเราะ) บางทีกูก็อยากลากกระเป๋าลากบ้าง แบกเป้แบ็กแพ็กมาทั้งชีวิต หลังกูจะหักอยู่แล้วเนี่ย

สมัยก่อนไม่ได้เลยนะ ลากล้ออะไร โหย ไม่เท่เลย ไม่คูลเลย มึงไม่แข็งแกร่งเลย ตอนนี้หรอ เอากระเป๋าล้อลากมาให้กูเถอะ กูโง่อยู่นาน (หัวเราะ)

 

การใช้ชีวิตแบบสุดตีนมากว่า 20 ปี มันส่งผลอะไรกับตัวคุณบ้าง

อย่างแรก กระดูก (หัวเราะ) ฟันแทบไม่เหลือแล้ว ที่ใส่อยู่นี่ก็ฟันปลอม เข่าเอย หลังเอย เริ่มไปแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าเสื่อมสมรรถภาพไปทั้งตัว (นะเว้ย) รวมๆ ทั้งตัวก็ยังแข็งแรงดีอยู่ เดชะบุญที่ในร่างกายยังมีข้อดีมากกว่าข้อด้อย

เอาจริงๆ ว่าก็ใช้ชีวิตมาเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกทีเราก็อายุปาเข้าไป 40 – 41 แล้ว คนวัยเราหลายคนพอมาถึงจุดนี้ หลายคนจะชอบคิดว่า ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่จริงๆ แล้วคุณทำมามากมาย มีประสบการณ์มากมายผ่านเข้ามาท้าทายชีวิตของคุณ คุณแค่หลงลืมหรือมองข้ามมันไป เพราะคุณอาจจะแค่รู้สึกว่ามันยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่อยากจะไป

เร แมคโดนัลด์

เร แมคโดนัลด์

ไปมาแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก คุณยังตื่นเต้นกับการไปประเทศใหม่ๆ อยู่อีกหรือเปล่า

เอาจริงๆ เราเลิกเล่นเกมนี้ไปนานแล้ว เกมที่ปักหมุดลงบนแผนที่โลกหลังจากที่เราไปมา หรือเฝ้านับว่ามันจะเพิ่มขึ้นแตะร้อยเมื่อไหร่ เพราะมันมีหลายที่ที่เราเริ่มกลับไปอีกครั้งเพื่อไปเห็นตอนที่เราอายุมากขึ้น บางที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ บางที่ยังคงเหมือนเดิม แต่เป็นตัวตนของเราที่เปลี่ยนไป

บางสถานที่ไปตอนอายุ 20 พอได้กลับไปอีกครั้งตอนอายุ 40 ปี ทัศนคติ ประสบการณ์ และมุมมอง ที่มองโลกมันต่างออกไป ทำให้เราเห็นรายละเอียดหรือเสน่ห์ที่ไม่เคยเห็นตอนอายุน้อยกว่านี้ ถ้ามีโอกาสเราก็อยากจะเดินทางกลับไปอีกเรื่อยๆ เราอยากรู้ว่าถ้าเราอายุ 60 โลกที่เราเห็นมันจะเปลี่ยนไปยังไงบ้างไหมจากการเดินทางไปสถานที่เดิม

ถามว่ามุมมองของเรามันเติบโตขึ้น ขยายใหญ่โตขึ้นหรือเปล่า มันอาจจะแคบลงก็ได้นะ จากมองโลกกว้างใหญ่ไพศาล ตอนนี้เราเริ่มหาจุดโฟกัสของชีวิต โฟกัสเพื่อที่จะมุ่งไปสู่จุดหมายได้อย่างชัดเจนมากขึ้น คนชอบคาดหวังว่าเมื่ออายุมากขึ้นเราจะมี Wisdom เปล่าเลย สุดท้ายแล้วก็ยังกลับไปคำถามเดิมๆ ของชีวิตว่า เราเดินทางไปเพื่ออะไร ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่

 

ชีวิตของคุณถึงจุดหมายปลายทางที่อยากจะไปหรือยัง

ขอตอบด้วยเรื่องเล่าเรื่องนี้แล้วกันนะ

ตอนนั้นเราไปป่าโกงกางแห่งหนึ่งที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ชื่อทุ่งหยีเพ็ง บังที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านแก่ๆ คนหนึ่งพาเราพายเรือเข้าไปที่ใจกลางผืนป่าโกงกางนั้นซึ่งใหญ่มาก ถ้าจำไม่ผิดคือสองสามพันไร่ เรือที่พายเข้าไปก็เป็นเรือไม้อายุเป็นร้อยปี ผุๆ พังๆ คลาสสิกมาก เห็นแล้วคิดในใจ กูจะรอดใช่ไหม

บังก็พาเราพายเข้าไปจนถึงบริเวณที่น้ำนิ่งสงบ รอบตัวมีแต่ต้นโกงกาง ได้ยินเสียงน้ำไหลแผ่วๆ ได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองสูดกลิ่นโอโซนที่แม่งบริสุทธิ์มากๆ บังบอกให้พวกเราหยุดอยู่นิ่งๆ ตรงนี้สัก 5 นาที แล้วเขาก็พูดด้วยเสียงนุ่มๆ ว่าที่ไหนๆ ก็มีป่าโกงกาง ที่ไหนๆ ก็มีลิง ที่ไหนๆ ก็มีปู ที่ไหนๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่ตัวเรา”

พอบังพูดจบ เรารู้สึกทันทีเลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราตั้งหน้าตั้งตาตามหามาทั้งชีวิต กูพบมันแล้วที่ทุ่งหยีเพ็ง 5 นาทีสั้นๆ ที่เราหยุดนิ่งเหมือนอยู่กับที่ แต่จริงๆ แล้วเรายังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยแรงขับเบาๆ ของธรรมชาติ เชื่องช้าและค่อยเป็นค่อยไป

ทุ่งหยีเพ็งอาจจะเป็นป่าโกงกางทั่วๆ ไป แต่เมื่อคุณหยุดนิ่ง สัมผัส รับรู้ และใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดไปกับมัน นี่แหละคือจุดหมายปลายทางและความหมายของชีวิต

เห้ย ตกลงกูจะมาค้นพบตัวเองที่นี่จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย แม่งไม่คูลอะ (หัวเราะ) กูนึกมาตลอดว่าตัวเองจะไปค้นพบสิ่งนี้ที่แคชเมียร์ ไอส์แลนด์ หรือน้ำตกในอเมริกาใต้ที่ออกเสียงไม่ถูก แต่กลับกลายเป็นว่ากูมาเจอตัวเองที่ทุ่งหยีเพ็งว่ะ หันไปมองหน้าทีมงาน ทุกคนรู้สึกเหมือนกูใช่ไหม ปราชญ์ชาวบ้านคนนี้ไม่ธรรมดาว่ะ

พอกลับมาตัดต่อเทปรายการเทปนั้น มันปัง ปัง ปัง ทุกช็อต Video Editor แทบจะวางเมาส์แล้วย้ายไปอยู่เกาะลันตา แม่งสุดยอดมาก ดังนั้น เราขอแนะนำให้ทุกคนลองไปสัมผัสทุ่งหยีเพ็ง ไม่แน่คุณอาจจะค้นพบตัวเองแบบเรา แต่ระวังเรือไม้โบราณลำนั้นนะ (หัวเราะ)

เร แมคโดนัลด์

เคยมีใครบอกไหมว่า คุณเป็นเหมือนต้นแบบของบล็อกเกอร์ยุคนี้ ที่สามารถเอาสิ่งที่ตัวเองรักและมีแพสชันมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานได้

ก่อนหน้าที่เราจะเริ่มทำรายการท่องเที่ยว ก็มีนักเดินทาง นักทำรายการสารคดี รุ่นบุกเบิกหลายคนมาก เราไม่ได้ทำเป็นคนแรก แค่คนอื่นๆ เขาเลิกกันไปหมดแล้ว (หัวเราะ)

แต่เราประทับใจนะที่คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตกันตั้งแต่หนุ่มสาว อาจจะด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้การเดินทางมันง่ายและปลอดภัยขึ้น และคนเจเนอเรชันนี้ก็มองว่าประสบการณ์ชีวิตเป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องกอบโกย

อย่างทีมงานเด็กๆ ที่ทำงานกับเรา บางโปรเจกต์กินเวลา 2 – 3 เดือน ถ้าเขาอยู่กรุงเทพฯ รับงานฟรีแลนซ์ ถ่ายเวดดิ้ง ถ่ายโฆษณา คิดเป็นคิว ไม่เหนื่อยยาก ไม่เสี่ยงตาย เขาสามารถหาเงินได้มากกว่าไปออกทริปกับผมหลายเท่า แต่พวกเขาเลือกประสบการณ์ชีวิต

ประสบการณ์ที่เล่าต่อไปได้ตลอดชีวิตว่ากูทำมาแล้วโว้ย ทีมงานเราเลยจะเป็นคนแนวๆ เดียวกัน งานฟรีแลนซ์ใน 2 – 3 เดือนเดี๋ยวก็หาใหม่ได้ แต่ทริปแบบนี้ไม่รู้จะเกิดขึ้นอีกทีเมื่อไหร่ จะหาโอกาสไปได้อีกไหมในชีวิตนี้ เราก็โม้ไปแบบนี้เลยเวลาชวนคนมาทำงานด้วยกัน (หัวเราะ)

 

รายการของคุณดูเรียลมาก คุณวางแผนการทำงานกันยังไง

ง่ายมาก เพราะจริงๆ แล้วทุกการเดินทางก็เริ่มจากจุด A ไปจุด B ความสนุกคือเรื่องราวตรงกลางระหว่างนั้น แล้วเชื่อไหมว่าอุปสรรค ความยากลำบาก ตัวละครต่างๆ ที่เราไม่ได้เซ็ตไว้ ความเรียลที่ระดับ พี่พิง ลำพระเพลิง ยังเขียนไม่ได้ ผู้กำกับก็สั่งไม่ได้ เป็นจังหวะสุดบังเอิญที่เกิดขึ้นตลอดเวลาระหว่างทริป

 

แล้วถ้าเจอปัญหาหน้างาน คุณมีวิธีแก้ไขยังไง

ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วในทริป คิดให้ง่ายแก้ไขยังไงก็ได้ให้ยังไปถึงจุด B ได้แบบครบ 32 แต่เอาจริงๆ ว่าเวลาอยู่ในสถานการณ์คับขันจริงๆ มันขำไม่ค่อยออกนะ แบบหน้างานซีเรียสมาก แต่พอผ่านมันไปได้มันก็กลายเป็นเรื่องตลก บางเหตุการณ์มองย้อนกลับไปก็คิดนะว่ากูรอดมาได้ยังไงวะ (หัวเราะ)

แต่เชื่อเถอะทุกคนมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอยู่ในตัว บางทีไปโร้ดทริปที่ต้องอาศัยยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ รถเสียขึ้นมา ทำไงดีวะกูไม่มีช่างยนต์ กูมีแต่ช่างกล้อง สุดท้ายก็พวกช่างกล้องนี่แหละที่ต้องมาหัดเปลี่ยนยาง เปลี่ยนผ้าเบรก กันเอง ก็มั่วๆ กันไป แต่สุดท้ายมันก็ซ่อมได้ทุกครั้ง

เร แมคโดนัลด์ เร แมคโดนัลด์

เวลาคุณได้ไปสัมผัสการใช้ชีวิตบนความเนิบช้า เคยคิดอยากจะทิ้งชีวิตในเมืองไปเลยไหม

เอาจริงๆ คิดอยู่ตลอด แต่ทิ้งไม่ได้หรอก เพราะชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของเราก็อยู่ที่นี่ ถ้าเลือกได้เราอยากอยู่แบบ Nomad มากกว่า ใช้ชีวิต 6 เดือนที่กรุงเทพฯ และอีก 6 เดือนบนเกาะสักแห่งหนึ่ง แต่ไม่รู้แฟนจะเอาด้วยหรือเปล่า (ยิ้ม)

 

ทำไมถึงอยากใช้ชีวิตแบบ Nomad

Nomad คือกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน เดินทางโยกย้ายเปลี่ยนถิ่นฐานไปตามฤดูกาล เมื่อลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล กลุ่มคนเร่ร่อนพวกนี้ก็จะย้ายตำแหน่งชุมชนของพวกเขาไปในพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า

เราอยากเป็น Nomad มาตลอด เราไม่อยากอยู่กับที่ ไม่ชอบที่จะหยุดอยู่นิ่งๆ แต่จะให้ไปใช้ชีวิตแบบ Nomad 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็คงไม่ได้ เพราะเรามีแฟน มีลูก และยังมีสิ่งอื่นๆ ในชีวิตให้ต้องคำนึงถึง การเอาแค่แนวคิดบางอย่างของเขามาปรับใช้ น่าจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของเรา

คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Nomad การที่ไม่ฝังรากสร้างบ้านอยู่กับที่เป็นหลักแหล่งถาวร ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีบ้านนะ แต่บ้านของพวกเขาคือธรรมชาติกว้างใหญ่ และไม่ว่าจะเป็นชนเร่ร่อนทางทะเลอย่างมอแกนบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์ หรือชนเร่ร่อนในทุ่งหญ้าที่มองโกเลีย พวกเขารู้วิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ว่าสักแต่ถลุงๆ จนหมดไปนะ เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาถลุงใช้ทรัพยากรจนหมดสิ้น ใช้จนฉิบหายวายวอด ฤดูกาลหน้าเขาจะกลับมาไม่ได้ วิถีของเขาคือการใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

 

เกาะที่คุณอยากไปใช้ชีวิตอีก 6 เดือนคือที่ไหน

บอกไม่ได้ (หัวเราะ) เกาะที่ประเทศไทยนี่แหละ มันลงตัวมาก แต่ราคาที่ดินตอนนี้แพงชิบเป๋งเลย แต่ก่อนถือว่าไกลและเชื่อมต่อไปยังจุดต่างๆ ค่อนข้างยาก แต่ตอนนี้การเดินทางสะดวกขึ้น ไม่รู้สึกว่าใกล้หรือไกลเกินไป วิถีชีวิตแบบชาวบ้านยังอยู่ครบ ทรัพยากรธรรมชาติก็ยังอุดมสมบูรณ์ หาดทรายขาว น้ำใส มีแหล่งบันเทิงจุดสองจุด กำลังดี ไม่เงียบเหงา ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเราไปเกาะสมุยครั้งแรกตอนอายุ 15 เป็นที่ในฝันที่เราอยากหนีไปใช้ชีวิต

 

คำถามเท่ๆ คมๆ คำถามสุดท้าย สำหรับคุณ ‘ความสุข’ ที่แท้จริงคืออะไร

เราเกิดมาต้องตายกันทุกคน เรารู้จุดเริ่มต้นและจุดจบของชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม ไอ้ระหว่างทางนี่แหละคือความสุข ทุกการค้นหา ทุกการเดินทาง จากวันแรกไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตนี่แหละคือความสุข

เร แมคโดนัลด์

ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

CONTRIBUTORS

มิ่งขวัญ รัตนคช

เด็กสถาปัตย์ เจเนอเรชันวาย รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกเรื่องราวสามารถถ่ายทอดผ่านตัวอักษรได้

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า