เนื่องจากเดือนมีนาคมนี้มีวันสำคัญวันหนึ่ง นั่นก็คือ “วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า” ซึ่งตรงกับวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน ดังนั้น ผมเลยขอนำเสนอหนึ่งในวัดที่สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้มีพระราชดำริในการสร้างด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของอาคารพิเศษที่มีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย และใกล้ๆ กันยังเป็นที่ตั้งของลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านด้วย เกริ่นมาขนาดนี้คิดว่าหลายคนน่าจะนึกออกแล้วว่าผมกำลังพูดถึงวัดอะไร ดังนั้น เราไปชมวัดราชนัดดารามวรวิหารกันครับ

วัดราชนัดดารามวรวิหารสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2386 โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์ (และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระอัครมเหสีองค์แรกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีบรมราชเทวี)

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสฯ ยังเป็นผู้ก่อพระฤกษ์และเสด็จฯ มาทรงประกอบพิธียกขื่อพระอุโบสถด้วยพระองค์เองอีกด้วย ในการสร้างวัดราชนัดดารามวรวิหารแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) อธิบดีกรมพระนครบาล เป็นผู้จัดหาสถานที่สร้างวัด โดยเลือกบริเวณสวนผลไม้ริมกำแพงพระนครติดกับวัดเทพธิดาราม 

ในการก่อสร้างวัดนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) กำกับการสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาการเปรียญ พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) ที่ต่อมาจะได้ดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ เป็นแม่กองกำกับการก่อสร้างโลหะปราสาท และให้พระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ผู้ที่ต่อมาคือเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) กำกับการก่อสร้างกุฏิ เสนาสนะ กำแพงแก้ว เขื่อนรอบวัด และถนนที่ทะลุกำแพงลงสู่ท่าน้ำ วัดนี้จึงถือเป็นเมกะโปรเจกต์ในรัชกาลที่ 3 เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะการสร้างโลหะปราสาท อาคารพิเศษที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

เมื่อเข้ามาถึงในเขตพุทธาวาสทางประตูฝั่งถนนมหาไชย เราก็จะเห็นพระอุโบสถของวัดตั้งตระหง่าน ขนาบหน้าและหลังด้วยพระวิหารและศาลาการเปรียญ โดยมีโลหะปราสาทตั้งเด่นอยู่ด้านหลัง เดี๋ยวผมจะพาไปชมให้ครบทุกหลังเลยครับ

พระอุโบสถของวัดราชนัดดารามแห่งนี้ถือเป็นอาคารสำคัญที่รัชกาลที่ 3 มีพระราชดำรัสเร่งให้สร้างเสร็จเป็นลำดับแรก ด้วยมีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระพุทธเสฏฐุตตมมุนินทร์มาประดิษฐานเป็นประธานของพระอุโบสถนี้ ความพิเศษของพระพุทธรูปองค์นี้คือ เป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองแดงที่ขุดพบจากอำเภอจันทึก จังหวัดนครราชสีมา และสร้างคู่กับพระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา พระประธานของวัดเฉลิมพระเกียรติ อีกหนึ่งวัดที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นในรัชกาลของพระองค์

พระอุโบสถหลังนี้ถือเป็นอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่งที่สร้างในรัชกาลที่ 3 ใหญ่กว่าพระวิหารและศาลาการเปรียญมาก ล้อมรอบทั้ง 8 ทิศด้วยซุ้มใบเสมา ซึ่งใบเสมาแต่ละใบนั้นด้านหนึ่งทำเป็นรูปธรรมจักร ส่วนอีกด้านทำเป็นรูปเทพนพเคราะห์ โดยมีชื่อผู้สร้างใบเสมาอยู่ที่ฐานของใบเสมาแต่ละใบครับ หน้าบันของพระอุโบสถทำเป็นลายเครือเถาดอกพุดตาน ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของหน้าบันในรัชกาลนี้ แทนที่จะทำเป็นลายพระนารายณ์ทรงครุฑหรือพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอย่างที่ทำกันมาแต่ก่อน

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

ภายในประดิษฐานพระพุทธเสฏฐุตตมมุนินทร์ (นามของพระพุทธรูปองค์นี้มีความหมายว่า พระพุทธองค์ผู้ทรงประเสริฐสูงสุดยิ่งใหญ่เหนือกว่าพระมุนีใดในโลก) เป็นพระประธาน ผนังภายในตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นในสมัยที่พระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส ตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากโทนสีของจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเน้นสีน้ำเงินนั้นเริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ประกอบกับมีภาพเหมือนของพระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) อยู่ที่ผนังระหว่างประตูทางเข้าด้านหน้าอีกด้าน

ส่วนผนังเหนือประตูหน้าพระประธานเขียนภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นฉากที่ต่อเนื่องจากจิตรกรรมที่ด้านหลังพระประธานเขียนเรื่องพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนผนังเหนือช่องหน้าต่างทั้งสองฝั่งเขียนภาพสวรรค์แบบสมัยใหม่ ประกอบด้วยท้องฟ้าสีฟ้า เมฆสีขาว พระอาทิตย์ พระจันทร์ วิมานเทวดา เทวดาและเทพธิดาเหาะพร้อมเครื่องสักการะ ที่สำคัญมีการเขียนกลุ่มดาวฤกษ์ 27 กลุ่มลงบนผนังด้วย ซึ่งการเขียนกลุ่มดาวฤกษ์ลงบนฝาผนังวัดนั้นถือเป็นของหายากมาก ในประเทศไทยพบเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เช่น หอไตร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร หรืออุโบสถวัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งวัดเหล่านี้วาดเป็นรูปกลุ่มดาว แต่ของวัดราชนัดดารามวรวิหารวาดเป็นรูปเทวดาแทน

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

ไม่หมดเท่านั้น บนบานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถนี้ แทนที่จะเขียนภาพเทพทวารบาลแบบไทย แบบจีน หรือแบบฝรั่ง ไม่ครับ ที่นี่อัปเกรดทวารบาลขึ้นเป็นรูปเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดูทั้งหมด ทั้งพระนารายณ์ พระพรหม พระอิศวร พระอินทร์ พระพาย ฯลฯ โดยเทพเจ้าแต่ละองค์ถือของประจำพระองค์ พร้อมมีเทพพาหนะอยู่ด้านล่าง ที่สำคัญ มีชื่อกำกับอยู่ด้วย ดังนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราจะดูไม่ออกว่าเทพเจ้าแต่ละองค์ท่านมีพระนามว่าอะไรบ้าง

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

พระวิหารและศาลาการเปรียญนั้นมีขนาดพอๆ กัน ศาลาการเปรียญอยู่หน้าพระอุโบสถ ผนังด้านในทำเป็นลายดอกไม้ร่วง พระประธานของศาลาการเปรียญหลังนี้เป็นพระพุทธรูปปางรำพึง ซึ่งเป็นปางที่ไม่ค่อยใช้เป็นพระประธานสักเท่าไหร่ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่พระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) มีดำริให้หล่อขึ้น โดยประดิษฐานร่วมกับพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนพระวิหารที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถนั้น ตกแต่งผนังด้านในด้วยลายดอกพุดตานในกรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มีพระชุติธรรมนราสพ (นามของพระพุทธรูปองค์นี้มีความหมายว่า พระผู้องอาจกว่านรชนผู้ชัชวาล) พระพุทธรูปทรงเครื่องปางห้ามสมุทรเป็นพระประธาน พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมยังไม่ได้ปิดทองและไม่มีชื่อ ผู้ที่ปิดทองและถวายพระนามให้พระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

และบนผนังด้านหลังเหนือพระประธานมีการเจาะช่องเป็นห้องเวชยันต์พิมาน 3 ห้อง อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในห้องทั้ง 3 ประดิษฐานพระพุทธรูป มีฉัตรเบญจาขนาบ 2 ข้าง โดยทั้งหมดอยู่เหนือช้างสามเศียร

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

และอาคารที่สำคัญที่สุดของวัด นั่นก็คือ โลหะปราสาท ซึ่งถือเป็นอาคารพิเศษของวัดและเป็นอาคารประธานของวัดราชนัดดารามวรวิหารอย่างแท้จริง โลหะปราสาทหลังนี้ถือเป็นโลหะปราสาทหลังที่ 3 ของโลกต่อจาก ‘มิคารมาตุปราสาท’ โลหะปราสาทหลังแรกที่สร้างขึ้นโดยนางวิสาขา ณ ประเทศอินเดีย และหลังที่สองที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าทุฏฐคามณี กษัตริย์แห่งกรุงอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา

ปัจจุบัน มีเพียงโลหะปราสาทที่วัดราชนัดดารามวรวิหารเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่จะบอกว่าสมบูรณ์ก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะการสร้างโลหะปราสาทนั้นถือเป็นงานที่ค้างคาและเพิ่งจะเสร็จสมบูรณ์จริงๆ เมื่อไม่กี่ปีที่มาผ่านมานี้เอง เพราะในสมัยรัชกาลที่ 3 โลหะปราสาทแห่งนี้ทำได้เพียงแค่โครงก่ออิฐสลับกับศิลาแลงโดยยังไม่ได้ฉาบปูนเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่จะทำพื้น ฉาบปูน ตั้งยอดฉัตรชั้นบนในสมัยของพระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) ก่อนที่โครงสร้างภายนอกจะมาสมบูรณ์แบบเวอร์ชันยอดสีขาวในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังมีการบูรณปฏิสังขรณ์ให้เกิดโลหะปราสาทเวอร์ชันยอดสีดำ และกลายเป็นเวอร์ชันยอดสีทองดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

โลหะปราสาทนี้เป็นปราสาท 7 ชั้นมีบันไดเวียนอยู่ตรงกลาง มียอดปราสาทรวมกันทั้งสิ้น 37 ยอด โดยที่ในปัจจุบันชั้นล่างจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโลหะปราสาท และเมื่อค่อยๆ ไต่ขึ้นไปในแต่ละชั้นก็จะมีการจัดแสดงป้ายให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสุภาษิตธรรม การเดินจงกรม การนั่งสมาธิ พระอริยบุคคล เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่ 6 เราก็จะเห็นวิวโดยรอบได้ ทั้งวิวของวัดราชนัดดารามวรวิหารเอง หรือสถานที่อื่นๆ เช่น วัดสุทัศนเทพวราราม วัดอรุณราชวราราม ภูเขาทองวัดสระเกศ หรือแม้แต่พระบรมมหาราชวังเราก็มองเห็นได้ โดยมีป้ายติดอยู่ที่แต่ละด้านบอกให้เรารู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ส่วนด้านบนสุดเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุครับ

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

และหลายคนอาจไม่รู้ นอกจากกลุ่มอาคารหลักเหล่านี้แล้ว ยังมีอาคารสำคัญอีกคู่หนึ่งของวัดแห่งนี้อยู่อีก นั่นก็คือ เขาพระฉาย (พระพุทธบาท) ซึ่งที่ตั้งปัจจุบันอยู่บริเวณแผงพระเครื่อง น่าเสียดายว่าไม่ปรากฏว่าทั้งสองสร้างขึ้นเมื่อไหร่ รู้เพียงว่ารอยพระพุทธบาทที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปนั้นเดิมประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหาร สันนิษฐานว่าทั้งพระพุทธฉายและมณฑปน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แต่ผมมีเหตุผลนะครับ เพราะในรัชกาลนี้เกิดปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งขึ้น นั่นก็คือเทรนด์การสถาปนารอยพระพุทธบาทในกรุงเทพมหานครให้เป็นดั่งรอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งวัดราชนัดดารามวรวิหารก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่น่าเสียดายว่าวัดนี้น่าจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนจัดได้เพียงไม่กี่ครั้งก็คงไม่ได้จัดในที่สุด

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

พระฉายของวัดราชนัดดารามวรวิหารทำเป็นเพิงผาเรียบๆ ประดับงานปูนปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าและพระสาวก โดยมีรูปพระพุทธเจ้าปางอุ้มบาตรอยู่ตรงกลาง ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกยืนข้างละ 2 องค์ ทั้งหมดล้วนครองจีวรแบบห่มคลุมมีริ้วตามธรรมชาติ ด้านหน้ามีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทโดยที่มีเจดีย์ขนาดเล็กตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างพระฉายและมณฑปพระพุทธบาท

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

และนี่คือความงามของวัดราชนัดดารามวรวิหาร หนึ่งในสี่พระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาด้วยพระองค์เอง และยังเป็นพระอารามสำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ที่ควรค่าแก่การไปชมอย่างยิ่ง สำหรับใครที่เคยไปชมมาแล้วอยากไปชมอีกก็ไปชมได้ หรือถ้าใครที่ยังไม่เคยไปชม ผมก็อยากจะแนะนำให้ไปชมวัดนี้ครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดราชนัดดารามวรวิหารถือเป็นวัดที่เดินทางไปชมได้ไม่ยาก จะโดยขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถแท็กซี่ หรือ เรือคลองแสนแสบก็ได้ หรือจะเป็นรถส่วนตัวก็ได้เหมือนกันครับ แต่อยากแนะนำให้ใช้ขนส่งสาธารณะมากกว่าเพราะที่จอดรถในวัดมีไม่เยอะนัก ถ้าจอดผิดที่เดี๋ยวจะโดนล็อกล้อซะก่อนนะครับ
  2. นอกจากวัดราชนัดดารามวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังสร้างวัดขึ้นอีก 3 วัด ได้แก่ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดเทพธิดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร และ วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร จังหวัดนนทบุรี ซึ่งผมเคยเขียนเรื่องของวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ใน The Cloud ใครสนใจ ไปอ่านเพิ่มเติมได้นะครับ ส่วนอีก 2 วัดไว้จะหาจังหวะเขียนถึงในโอกาสถัดๆ ไปครับ
  3. นอกจากวัดราชนัดดารามวรวิหารแล้ว ยังมีวัดอีกหนึ่งแห่งที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติให้กับสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีด้วยนะครับ นั่นก็คือ วัดโสมนัสราชวรวิหาร ซึ่งสร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใครสนใจลองแวะไปชมได้นะครับ อยู่ในกรุงเทพมหานครเรานี่เอง
  4. ส่วนข้อมูลของวัดราชนัดดารามวรวิหารหาในอินเทอร์เน็ตได้มากพอสมควร แต่หนังสือที่ผมใช้อ้างอิงหลักคือ ราชนัดดามหาเจษฎานุสรณ์ ครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load