เนื่องจากเดือนมีนาคมนี้มีวันสำคัญวันหนึ่ง นั่นก็คือ “วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า” ซึ่งตรงกับวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน ดังนั้น ผมเลยขอนำเสนอหนึ่งในวัดที่สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้มีพระราชดำริในการสร้างด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของอาคารพิเศษที่มีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย และใกล้ๆ กันยังเป็นที่ตั้งของลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านด้วย เกริ่นมาขนาดนี้คิดว่าหลายคนน่าจะนึกออกแล้วว่าผมกำลังพูดถึงวัดอะไร ดังนั้น เราไปชมวัดราชนัดดารามวรวิหารกันครับ

วัดราชนัดดารามวรวิหารสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2386 โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์ (และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระอัครมเหสีองค์แรกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีบรมราชเทวี)

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสฯ ยังเป็นผู้ก่อพระฤกษ์และเสด็จฯ มาทรงประกอบพิธียกขื่อพระอุโบสถด้วยพระองค์เองอีกด้วย ในการสร้างวัดราชนัดดารามวรวิหารแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) อธิบดีกรมพระนครบาล เป็นผู้จัดหาสถานที่สร้างวัด โดยเลือกบริเวณสวนผลไม้ริมกำแพงพระนครติดกับวัดเทพธิดาราม 

ในการก่อสร้างวัดนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) กำกับการสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาการเปรียญ พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) ที่ต่อมาจะได้ดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ เป็นแม่กองกำกับการก่อสร้างโลหะปราสาท และให้พระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ผู้ที่ต่อมาคือเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) กำกับการก่อสร้างกุฏิ เสนาสนะ กำแพงแก้ว เขื่อนรอบวัด และถนนที่ทะลุกำแพงลงสู่ท่าน้ำ วัดนี้จึงถือเป็นเมกะโปรเจกต์ในรัชกาลที่ 3 เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะการสร้างโลหะปราสาท อาคารพิเศษที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

เมื่อเข้ามาถึงในเขตพุทธาวาสทางประตูฝั่งถนนมหาไชย เราก็จะเห็นพระอุโบสถของวัดตั้งตระหง่าน ขนาบหน้าและหลังด้วยพระวิหารและศาลาการเปรียญ โดยมีโลหะปราสาทตั้งเด่นอยู่ด้านหลัง เดี๋ยวผมจะพาไปชมให้ครบทุกหลังเลยครับ

พระอุโบสถของวัดราชนัดดารามแห่งนี้ถือเป็นอาคารสำคัญที่รัชกาลที่ 3 มีพระราชดำรัสเร่งให้สร้างเสร็จเป็นลำดับแรก ด้วยมีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระพุทธเสฏฐุตตมมุนินทร์มาประดิษฐานเป็นประธานของพระอุโบสถนี้ ความพิเศษของพระพุทธรูปองค์นี้คือ เป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองแดงที่ขุดพบจากอำเภอจันทึก จังหวัดนครราชสีมา และสร้างคู่กับพระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา พระประธานของวัดเฉลิมพระเกียรติ อีกหนึ่งวัดที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นในรัชกาลของพระองค์

พระอุโบสถหลังนี้ถือเป็นอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่งที่สร้างในรัชกาลที่ 3 ใหญ่กว่าพระวิหารและศาลาการเปรียญมาก ล้อมรอบทั้ง 8 ทิศด้วยซุ้มใบเสมา ซึ่งใบเสมาแต่ละใบนั้นด้านหนึ่งทำเป็นรูปธรรมจักร ส่วนอีกด้านทำเป็นรูปเทพนพเคราะห์ โดยมีชื่อผู้สร้างใบเสมาอยู่ที่ฐานของใบเสมาแต่ละใบครับ หน้าบันของพระอุโบสถทำเป็นลายเครือเถาดอกพุดตาน ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของหน้าบันในรัชกาลนี้ แทนที่จะทำเป็นลายพระนารายณ์ทรงครุฑหรือพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอย่างที่ทำกันมาแต่ก่อน

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

ภายในประดิษฐานพระพุทธเสฏฐุตตมมุนินทร์ (นามของพระพุทธรูปองค์นี้มีความหมายว่า พระพุทธองค์ผู้ทรงประเสริฐสูงสุดยิ่งใหญ่เหนือกว่าพระมุนีใดในโลก) เป็นพระประธาน ผนังภายในตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นในสมัยที่พระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส ตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากโทนสีของจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเน้นสีน้ำเงินนั้นเริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ประกอบกับมีภาพเหมือนของพระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) อยู่ที่ผนังระหว่างประตูทางเข้าด้านหน้าอีกด้าน

ส่วนผนังเหนือประตูหน้าพระประธานเขียนภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นฉากที่ต่อเนื่องจากจิตรกรรมที่ด้านหลังพระประธานเขียนเรื่องพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนผนังเหนือช่องหน้าต่างทั้งสองฝั่งเขียนภาพสวรรค์แบบสมัยใหม่ ประกอบด้วยท้องฟ้าสีฟ้า เมฆสีขาว พระอาทิตย์ พระจันทร์ วิมานเทวดา เทวดาและเทพธิดาเหาะพร้อมเครื่องสักการะ ที่สำคัญมีการเขียนกลุ่มดาวฤกษ์ 27 กลุ่มลงบนผนังด้วย ซึ่งการเขียนกลุ่มดาวฤกษ์ลงบนฝาผนังวัดนั้นถือเป็นของหายากมาก ในประเทศไทยพบเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เช่น หอไตร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร หรืออุโบสถวัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งวัดเหล่านี้วาดเป็นรูปกลุ่มดาว แต่ของวัดราชนัดดารามวรวิหารวาดเป็นรูปเทวดาแทน

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

ไม่หมดเท่านั้น บนบานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถนี้ แทนที่จะเขียนภาพเทพทวารบาลแบบไทย แบบจีน หรือแบบฝรั่ง ไม่ครับ ที่นี่อัปเกรดทวารบาลขึ้นเป็นรูปเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดูทั้งหมด ทั้งพระนารายณ์ พระพรหม พระอิศวร พระอินทร์ พระพาย ฯลฯ โดยเทพเจ้าแต่ละองค์ถือของประจำพระองค์ พร้อมมีเทพพาหนะอยู่ด้านล่าง ที่สำคัญ มีชื่อกำกับอยู่ด้วย ดังนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราจะดูไม่ออกว่าเทพเจ้าแต่ละองค์ท่านมีพระนามว่าอะไรบ้าง

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

พระวิหารและศาลาการเปรียญนั้นมีขนาดพอๆ กัน ศาลาการเปรียญอยู่หน้าพระอุโบสถ ผนังด้านในทำเป็นลายดอกไม้ร่วง พระประธานของศาลาการเปรียญหลังนี้เป็นพระพุทธรูปปางรำพึง ซึ่งเป็นปางที่ไม่ค่อยใช้เป็นพระประธานสักเท่าไหร่ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่พระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) มีดำริให้หล่อขึ้น โดยประดิษฐานร่วมกับพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนพระวิหารที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถนั้น ตกแต่งผนังด้านในด้วยลายดอกพุดตานในกรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มีพระชุติธรรมนราสพ (นามของพระพุทธรูปองค์นี้มีความหมายว่า พระผู้องอาจกว่านรชนผู้ชัชวาล) พระพุทธรูปทรงเครื่องปางห้ามสมุทรเป็นพระประธาน พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมยังไม่ได้ปิดทองและไม่มีชื่อ ผู้ที่ปิดทองและถวายพระนามให้พระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

และบนผนังด้านหลังเหนือพระประธานมีการเจาะช่องเป็นห้องเวชยันต์พิมาน 3 ห้อง อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในห้องทั้ง 3 ประดิษฐานพระพุทธรูป มีฉัตรเบญจาขนาบ 2 ข้าง โดยทั้งหมดอยู่เหนือช้างสามเศียร

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

และอาคารที่สำคัญที่สุดของวัด นั่นก็คือ โลหะปราสาท ซึ่งถือเป็นอาคารพิเศษของวัดและเป็นอาคารประธานของวัดราชนัดดารามวรวิหารอย่างแท้จริง โลหะปราสาทหลังนี้ถือเป็นโลหะปราสาทหลังที่ 3 ของโลกต่อจาก ‘มิคารมาตุปราสาท’ โลหะปราสาทหลังแรกที่สร้างขึ้นโดยนางวิสาขา ณ ประเทศอินเดีย และหลังที่สองที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าทุฏฐคามณี กษัตริย์แห่งกรุงอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา

ปัจจุบัน มีเพียงโลหะปราสาทที่วัดราชนัดดารามวรวิหารเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่จะบอกว่าสมบูรณ์ก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะการสร้างโลหะปราสาทนั้นถือเป็นงานที่ค้างคาและเพิ่งจะเสร็จสมบูรณ์จริงๆ เมื่อไม่กี่ปีที่มาผ่านมานี้เอง เพราะในสมัยรัชกาลที่ 3 โลหะปราสาทแห่งนี้ทำได้เพียงแค่โครงก่ออิฐสลับกับศิลาแลงโดยยังไม่ได้ฉาบปูนเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่จะทำพื้น ฉาบปูน ตั้งยอดฉัตรชั้นบนในสมัยของพระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) ก่อนที่โครงสร้างภายนอกจะมาสมบูรณ์แบบเวอร์ชันยอดสีขาวในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังมีการบูรณปฏิสังขรณ์ให้เกิดโลหะปราสาทเวอร์ชันยอดสีดำ และกลายเป็นเวอร์ชันยอดสีทองดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

โลหะปราสาทนี้เป็นปราสาท 7 ชั้นมีบันไดเวียนอยู่ตรงกลาง มียอดปราสาทรวมกันทั้งสิ้น 37 ยอด โดยที่ในปัจจุบันชั้นล่างจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโลหะปราสาท และเมื่อค่อยๆ ไต่ขึ้นไปในแต่ละชั้นก็จะมีการจัดแสดงป้ายให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสุภาษิตธรรม การเดินจงกรม การนั่งสมาธิ พระอริยบุคคล เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่ 6 เราก็จะเห็นวิวโดยรอบได้ ทั้งวิวของวัดราชนัดดารามวรวิหารเอง หรือสถานที่อื่นๆ เช่น วัดสุทัศนเทพวราราม วัดอรุณราชวราราม ภูเขาทองวัดสระเกศ หรือแม้แต่พระบรมมหาราชวังเราก็มองเห็นได้ โดยมีป้ายติดอยู่ที่แต่ละด้านบอกให้เรารู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ส่วนด้านบนสุดเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุครับ

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

และหลายคนอาจไม่รู้ นอกจากกลุ่มอาคารหลักเหล่านี้แล้ว ยังมีอาคารสำคัญอีกคู่หนึ่งของวัดแห่งนี้อยู่อีก นั่นก็คือ เขาพระฉาย (พระพุทธบาท) ซึ่งที่ตั้งปัจจุบันอยู่บริเวณแผงพระเครื่อง น่าเสียดายว่าไม่ปรากฏว่าทั้งสองสร้างขึ้นเมื่อไหร่ รู้เพียงว่ารอยพระพุทธบาทที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปนั้นเดิมประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหาร สันนิษฐานว่าทั้งพระพุทธฉายและมณฑปน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แต่ผมมีเหตุผลนะครับ เพราะในรัชกาลนี้เกิดปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งขึ้น นั่นก็คือเทรนด์การสถาปนารอยพระพุทธบาทในกรุงเทพมหานครให้เป็นดั่งรอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งวัดราชนัดดารามวรวิหารก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่น่าเสียดายว่าวัดนี้น่าจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนจัดได้เพียงไม่กี่ครั้งก็คงไม่ได้จัดในที่สุด

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

พระฉายของวัดราชนัดดารามวรวิหารทำเป็นเพิงผาเรียบๆ ประดับงานปูนปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าและพระสาวก โดยมีรูปพระพุทธเจ้าปางอุ้มบาตรอยู่ตรงกลาง ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกยืนข้างละ 2 องค์ ทั้งหมดล้วนครองจีวรแบบห่มคลุมมีริ้วตามธรรมชาติ ด้านหน้ามีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทโดยที่มีเจดีย์ขนาดเล็กตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างพระฉายและมณฑปพระพุทธบาท

โลหะปราสาท อาคารพิเศษหลังเดียวในไทยและหลังที่ 3 ของโลกที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร

และนี่คือความงามของวัดราชนัดดารามวรวิหาร หนึ่งในสี่พระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาด้วยพระองค์เอง และยังเป็นพระอารามสำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ที่ควรค่าแก่การไปชมอย่างยิ่ง สำหรับใครที่เคยไปชมมาแล้วอยากไปชมอีกก็ไปชมได้ หรือถ้าใครที่ยังไม่เคยไปชม ผมก็อยากจะแนะนำให้ไปชมวัดนี้ครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดราชนัดดารามวรวิหารถือเป็นวัดที่เดินทางไปชมได้ไม่ยาก จะโดยขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถแท็กซี่ หรือ เรือคลองแสนแสบก็ได้ หรือจะเป็นรถส่วนตัวก็ได้เหมือนกันครับ แต่อยากแนะนำให้ใช้ขนส่งสาธารณะมากกว่าเพราะที่จอดรถในวัดมีไม่เยอะนัก ถ้าจอดผิดที่เดี๋ยวจะโดนล็อกล้อซะก่อนนะครับ
  2. นอกจากวัดราชนัดดารามวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังสร้างวัดขึ้นอีก 3 วัด ได้แก่ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดเทพธิดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร และ วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร จังหวัดนนทบุรี ซึ่งผมเคยเขียนเรื่องของวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ใน The Cloud ใครสนใจ ไปอ่านเพิ่มเติมได้นะครับ ส่วนอีก 2 วัดไว้จะหาจังหวะเขียนถึงในโอกาสถัดๆ ไปครับ
  3. นอกจากวัดราชนัดดารามวรวิหารแล้ว ยังมีวัดอีกหนึ่งแห่งที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติให้กับสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีด้วยนะครับ นั่นก็คือ วัดโสมนัสราชวรวิหาร ซึ่งสร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใครสนใจลองแวะไปชมได้นะครับ อยู่ในกรุงเทพมหานครเรานี่เอง
  4. ส่วนข้อมูลของวัดราชนัดดารามวรวิหารหาในอินเทอร์เน็ตได้มากพอสมควร แต่หนังสือที่ผมใช้อ้างอิงหลักคือ ราชนัดดามหาเจษฎานุสรณ์ ครับผม

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คำว่า ‘วัด’ อาจเป็นคำจำกัดความที่ทำให้เรานึกถึงศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาทต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วความหมายของคำว่า ‘วัด’  นี้กว้างกว่านั้นเยอะ เพราะเรามีทั้งวัดในศาสนาอื่นอย่าง วัดแขก หรือ วัดซิกข์ รวมไปถึงวัดในศาสนาพุทธเหมือนกันแต่เป็นฝ่ายมหายานอย่าง วัดจีน หรือ วัดญวน ซึ่งถ้าให้เรานึกภาพ เราอาจจะนึกไม่ออกว่าวัดจีนกับวัดญวนต่างกันยังไง งั้นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมารู้จักวัดญวนผ่าน ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ กันครับ

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จากวัดญวนตลาดน้อยสู่วัดอุภัยราชบำรุง

วัดอุภัยราชบำรุง หรือที่หลายคน รวมถึงผมด้วยมักจะเรียกว่า ‘วัดญวนตลาดน้อย’ เพราะตัววัดตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อยนั้นถือเป็นหนึ่งในวัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพมหานครเลยนะครับ และเพราะเป็นวัดญวน วัดนี้ก็มีชื่อในภาษาเวียดนามเช่นกันว่า วัดคั้นเวิน หรือ คั้น เวิน ตื่อ สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหลัง พ.ศ. 2330 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่องเชียงสืออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 1 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งขณะนั้นกำลังสนใจเรื่องพุทธศาสนามหายาน ได้โปรดให้นิมนต์องฮึง เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นมาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และท่านองค์ฮึงได้ถวายวิสัชนาแก่พระองค์ ดังนั้น เมื่อพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงพระราชทานสมณศักดิ์แก่องฮึงเป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ และได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศสยามด้วย พร้อมกันนั้น พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดด้วย

แม้แต่ในรัชกาลต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังพระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์ต่อมา เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นก็ได้มีการฉลองพระอารามใน พ.ศ. 2420 พระองค์ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ ซึ่งหมายถึง วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จีนไทยผสมผสานกับงานศิลปะชิ้นเอกบนแผ่นกระเบื้อง

ถึงจะเป็นวัดญวนที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน แต่วัดญวนในไทยทุกวัดจะมีอุโบสถเป็นอาคารหลักเช่นเดียวกับวัดไทยอยู่เสมอ วัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็เช่นกัน อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารที่ผสมผสานระหว่างอาคารแบบพระราชนิยม รัชกาลที่ 3 ประดับหน้าบันด้วยงานปูนปั้น เข้ากับหลังคาสไตล์จีนที่มีความแอ่นโค้ง และประดับด้วยปูนปั้นที่ส่วนปลายอันเกิดจากการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามในสมัยต่อมา เพราะเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเก่าแล้วจะเห็นหลังคาเดิมไม่ได้แอ่นขนาดนี้  ซึ่งหน้าบันปูนของวัดนี้จะมีช่องขนาดเล็กล้อมรอบด้วยมังกรหลากสี ภายในช่องมีรูปเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติ หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้าน้อย อยู่

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์
ภาพ : www.facebook.com/culturebma/posts/986315358161920

ที่เก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งของวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็คือประตูด้านเข้าด้านหน้า ซึ่งแทนที่จะเป็นประตูเปิดปิดแบบปกติ แต่ของที่นี่ใช้บานเฟี้ยมผสมผสานลวดลายเข้ากับตัวอักษรภาษาจีน ด้านบนมีแผ่นไม้ระบุข้อความว่า “ทรงพระราชทานนามวัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งบอกเล่าที่มาของชื่อวัดนี้ได้อย่างดี แถมบริเวณนี้ยังมีทั้งระฆัง มีทั้งกลอง ติดตั้งเอาไว้สำหรับใช้เรียกพระภิกษุมาทำวัตรด้วย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

พอเข้าไปด้านในก็จะพบกับพระประธานขนาดใหญ่ปางสมาธิครองจีวรห่มเฉียงอย่างจีน สังเกตได้จากบริเวณหัวไหล่ทั้ง 2 ฝั่งที่จะมีจีวรพาดเอาไว้ แตกต่างจากในศิลปะไทยที่เวลาครองจีวรห่มเฉียงจะมีจีวรพาดแค่ฝั่งเดียว ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกคู่ แต่วัดนี้ไม่ได้ใช้พระอัครสาวกซ้ายขวาอย่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เพราะที่นี่ใช้รูปพระมหากัสสปะและพระอานนท์แทน ซึ่งแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าสูงวัยคู่กับพระสาวกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ต่างจากคู่ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จะแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าหนุ่มทั้งคู่ โดยรอบพระประธานและพระสาวกยังมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดเล็กอีกหลายองค์จากหลายยุคสมัย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แต่ภายในอาคารที่ทั้งผนัง เพดาน และเสา ล้วนแล้วแต่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก แต่วัดอุภัยราชบำรุงก็ยังเก็บบางสิ่งเอาไว้เหมือนเช่นในอดีต ซึ่งสิ่งนั้นต้องก้มลงมองครับ นั่นคือกระเบื้องปูพื้นนั่นเอง ที่วัดแห่งนี้เก็บรักษากระเบื้องปูพื้นดั้งเดิมเอาไว้พอสมควร โดยจะอยู่บริเวณอาสนสงฆ์ที่ยกพื้นขึ้นมา มีทั้งกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาว หรือที่นักสะสมจะเรียกว่า Blue & White รวมไปถึงกระเบื้องเคลือบสีอื่น ๆ มีทั้งลวดลายแบบเบสิกไปจนถึงลายพันธุ์พฤกษาอลังการ ซึ่งจัดเรียงอย่างประณีตและเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบมาก

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ที่สถิตร่างอดีตเจ้าอาวาส

ด้านหลังอุโบสถเป็นที่ตั้งของศาลาบูรพาจารย์ อาคารซึ่งพบได้ทั้งในวัดจีนและวัดญวน สำหรับวัดอุภัยราชบำรุงนั้นมาในรูปของอาคารทรงตึก ซึ่งชั้นล่างใช้เป็นกุฏิเจ้าอาวาส แต่เมื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของโต๊ะบูชาบูรพาจารย์ โต๊ะซึ่งครอบแก้วสี่เหลียมใสเอาไว้ ภายในบรรจุทั้งป้ายชื่อและร่างจริงของอดีตเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุงสมชื่อโต๊ะบูชาบูรพาจารย์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ในส่วนของป้ายชื่อนั้นจะเป็นของเจ้าอาวาสรุ่นเก่า ตั้งแต่พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องค์ฮึง) เจ้าอาวาสรูปแรกนับแต่การสถาปนานามวัดเป็นวัดอุภัยราชบำรุง พระครูคณานัมสมณาจารย์ (ทันเคี๊ยด) และองสรภาณมธุรส (อานาน) เจ้าอาวาส 2 รูปถัดมา แต่สำหรับเจ้าอาวาสอีก 2 รูปถัดมาจะอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป

ในกรณีของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 คือ พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องโผซ้าย) นั้นเนื่องจากหลังท่านมรณภาพแล้วปรากฏของร่างของท่านกลับแห้งไปโดยไม่เน่าเปื่อย จึงได้นำร่างของท่านมานั่งบนเก้าอี้และประดิษฐานบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่อาวาสรูปถัดมา คือ พระสมณานัมวุฑฒาจารย์ไพศาลคณกิจ (หลวงพ่อโผ) เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวจีน จึงได้มีการหล่อรูปหลวงพ่อโผเป็นรูปหล่อสำริดขนาดเท่าจริงตั้งก่อนจะตั้งบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่ร่างจริงของท่านบรรจุอยู่ที่วิหารหลวงพ่อโผ ณ วัดถ้ำเขาน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

ฮวงซุ้ยรูปเจดีย์และต้นโพธิ์อิมพอร์ตจากอินเดีย

ข้าง ๆ อุโบสถมีเจดีย์ทรงถะจีนสูง 5 ชั้นที่มีอาคารแบบจีนขวางอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนเจดีย์ทรงถะทั่วไป แต่เจดีย์องค์นี้ไม่ใช่แค่เจดีย์ธรรมดานะครับ เพราะถึงหน้าตาจะเป็นเจดีย์ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้คือ ฮวงซุ้ย ครับ ใช่ครับ ฮวงซุ้ยที่ปกติจะเป็นเนินดินที่มีแผ่นหินอยู่ด้านหน้านั่นละครับ แต่ที่วัดอุภัยราชบำรุงนี้พิเศษมากกว่านั้น เพราะสร้างเป็นถะจีนซะเลย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แล้วฮวงซุ้ยนี้เป็นของใครกัน ก็ต้องไปดูแผ่นหินด้านหน้านั่นละครับ ซึ่งเขียนชื่อของเจ้าของฮวงซุ้ยเอาไว้ด้วยภาษาจีน แต่ถ้าใครอ่านภาษาจีนไม่แตกฉาน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่อยากรู้ว่าฮวงซุ้ยนี้ของใคร ให้ลองเดินวนรอบถะ ก็จะพบกับแผ่นศิลาอีก 4 แผ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ในสภาพลบเลือนอย่างมาก ข้อความบนจารึกแผ่นนี้กล่าวถึงประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของวัดแห่งนี้ เราจึงถึงบางอ้อว่า พระยาโชฎึกราชเศรษฐีผู้นี้นี่เองที่เป็นเจ้าของฮวงซุ้ยแห่งนี้

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

และไม่เพียงแต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) เท่านั้นที่มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ภายในวัด เพราะด้านหลังถะจีนมีภูเขาจำลองตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิเช่นเดียวกับถะจีนด้านหน้า มีทั้งที่เป็นเจดีย์และแผ่นป้ายศิลา ภูเขาจำลองลูกนี้สร้างขึ้นภายหลังจากที่คุณหญิงสุ่น ภริยาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) ซึ่งหลังจากที่สามีเสียชีวิตก็ได้ทำนุบำรุงวัดต่อมา จนเมื่อท่านเสียชีวิตจึงได้มีการสร้างภูเขาลูกนี้ขึ้นเพื่อไว้บรรจุอัฐิของท่านเมื่อ พ.ศ. 2462 

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

ภายในภูเขาลูกนี้ยังมีอัฐิของ คุณเจริญ โชติกสวัสดิ์ ธิดาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) และคุณหญิงสุ่น ซึ่งได้สร้างตึกแถว 7 ห้องอุทิศเป็นศาสนสมบัติและได้เชิญอัฐิมาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาลูกนี้หลังจากที่คุณเจริญเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2476 ด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จารึกเอาไว้บนแผ่นศิลาบนถะจีนด้วยเช่นกัน แต่เป็นคนละแผ่นกับประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐีนะครับ ส่วนอีก 2 แผ่นที่เหลือเป็นจารึกสมัยหลังลงมาอีกที่กล่าวถึงการบูรณะฮวงซุ้ยใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2530

ภายในวัดอุภัยราชบำรุงยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ภายในวัดเช่นเดียวกับวัดไทยหลายแห่ง แต่ความพิเศษของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ก็คือ เป็นต้นโพธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งต้นโพธิ์ชุดนี้เป็นต้นโพธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายหน่อมาให้เมื่อ พ.ศ. 2420 

และไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้มา ยังโปรดฯ ให้มีการแห่ มีคนสวมกางแกงสีแดง 200 ชีวิตลากหน่อนี้ที่ตั้งอยู่ในเก๋งหลังคาเกี้ยวมาส่งยังวัดพร้อมพลองแบกตาม 10 คู่ เสียมแบกตาม 10 คู่ จีนหามบุ้งกี๋สำหรับปลูก 10 คู่ ถังสังกะสีใส่น้ำหาบตาม 10 คู่ แล้วเมื่อถึงพระฤกษ์ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จมาทรงพระสุหร่ายด้วยพระองค์เอง ซึ่งหน่อต้นโพธิ์ในวันนั้น ผ่านมา 145 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับป้ายประวัติทั้งภาษาไทยและภาษาจีนอยู่

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

มรดกชาวญวนในวันที่ไม่มีชาวญวน

ถึงแม้ว่าวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้จะเป็นวัดญวนก็ตาม แต่ในปัจจุบันความเป็นชุมชนชาวมอญในย่านตลาดน้อยนั้นได้สูญสิ้นไปจนแทบหมดสิ้นแล้ว แม้การทำวัตรจะยังสวดมนต์ด้วยภาษาเวียดนาม แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบวัดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ผ่านการแต่งงานกันไปมาจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นญวน วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวญวนที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยืนยันได้ผ่านศาสนพิธีพิเศษที่หาชมได้ยากอย่างพิธีบูชาเทพนพเคราะห์ ซึ่งเป็นพิธีพิเศษเฉพาะพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายเท่านั้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุงเลยครับ จะใช้รถส่วนตัวมาจอดในวัดก็ได้ หรือนั่งรถสาธารณะอย่างรถเมล์ แท็กซี่ หรือตุ๊กตุ๊กมาก็ได้ แต่แนะนำให้นั่งรถสาธารณะ เพราะปกติลานหน้าอุโบสถจะมีรถจอดอยู่พอสมควร
  2. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นแค่ 1 ในวัดญวน 17 วัดที่กระจายตัวอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯนี้มีถึง 7 วัด เช่น วัดกุศลสมาคร วัดโลกานุเคราะห์ วัดสมณานัมบริหาร เป็นต้น ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความต่างกับวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ ถ้าใครสนใจก็ลองไปชมกันดูได้
  3. หรือถ้าใครมาที่วัดอุภัยราชบำรุงแล้วอยากไปดูศิลปะจีน ใกล้ ๆ กันจะมีศาลเจ้าโจวซือกงและศาลเจ้าโรงเกือกที่ถึงแม้จะไม่ใช่วัด แต่ก็จะเห็นภาพของศิลปะจีนได้พอสมควร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องไปถึงวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดบำเพ็ญจีนพรตไปเลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load