ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการจัดการประชุมระดับภูมิภาค The first Southeast Asia Rare Disease Summit ครั้งแรกที่ประเทศไทย เพื่อเปิดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องโรคหายาก (Rare Disease) ทั้งการดูและรักษา วินิจฉัย และนโยบายด้านสาธารณสุขจากผู้เกี่ยวข้องในแวดวงโรคหายาก ทั้งประเทศในภูมิภาคอาเซียน และทั่วโลก ด้วยความหวังว่าโรคหายากจะเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปมากขึ้น และนำไปสู่การจัดระบบการเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม 

ด้วยข้อจำกัดที่หลากหลายของโรคกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงการรักษาที่ยาก เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีไม่มาก และค่าใช้จ่ายมีราคาสูง ที่สำคัญ การวินิจฉัยใช้ระยะเวลานานหลายปี เพราะความซับซ้อนของโรค ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงกำลังผลักดันระบบดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ป่วยดีขึ้น

 ยังมีอีกหลายสิ่งชวนรู้เกี่ยวกับก้าวต่อไปของการจัดการ การดูแลรักษา และสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยโรคหายากในบ้านเรา จากวิสัยทัศน์ของ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 

1. สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ตั้งแต่เริ่มต้นมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสิทธิบัตรทองที่เรารู้จักกันคุ้นหู ทาง สปสช. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบก็พยายามขยายสร้างความเสมอภาค ด้วยการขยายสิทธิในการรักษาพยาบาลที่จำเป็นต่าง ๆ ของคนไทยให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดภาวะการล้มละลายจากการเจ็บป่วยของประชาชน

นโยบายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีการขยายสิทธิการรักษาและบริการใหม่ ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการขยายบริการล้างไตให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น การคัดกรองโรคทางพันธุกรรมในทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นเรื่องบริการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

2. โรคหายาก สมาชิกน้องใหม่

หากย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน การจัดการโรคหายาก 24 โรคในเรื่องการคัดกรองและการรักษาก็เพิ่งได้บรรจุเข้าสิทธิบัตรทอง นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเข้ารับการเข้ารักษาได้สะดวก คุณภาพชีวิตดีขึ้น และลดภาวะล้มละลายจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย

สปสช. ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดเพียงแค่โรคหายาก 24 โรค ด้วยความหวังที่จะดูแลประชาชนชาวไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพิ่มมากขึ้น 

3. โรคหายาก 101

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องโรคหายากแล้ว อาจสงสัยว่าในเมื่อหายาก แล้วทำไมโรคหายากจึงถูกหยิบยกเข้าไปในการพิจารณาสิทธิการดูแลในระบบบัตรทอง 24 โรค และมีบริการคัดกรองทารกแรกเกิดในประเทศไทย 

มีการคาดการณ์ว่า ผู้ป่วยโรคหายากมีจำนวนถึง 3.5 ล้านคนในไทย การใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นไปด้วยความลำบาก อาการมักจะปรากฏคล้ายโรคทั่วไป ทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้ง่าย และกว่าคุณหมอจะวินิจฉัยถูกต้องก็ใช้เวลานานหลายปี ยิ่งมีงานวิจัยที่ยังมีไม่มากพอก็ทำให้ความรู้

ในโรคพวกนี้ยังมีน้อยมาก ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็แพง เพราะคนไข้มีจำนวนน้อย เครื่องมือในการตรวจก็มีจำกัด ปัญหาที่ว่ามานี้ยังพบเจอคล้าย ๆ กันทั่วทั้งโลก ซึ่งในระยะยาวแล้ว โรคหายากส่งผลกระทบและสร้างภาระทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศเลยก็ว่าได้

4. ระบบบริการดูแลโรคหายาก

เมื่อโรคหายากส่งผลกระทบหลายด้านทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ทางคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลโรคหายากโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่การตั้งนิยามของโรค เพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายเป็นโรคหายาก เมื่อพบแล้วจึงนำไปสู่ขั้นตอนการให้บริการตั้งแต่การเดินทางมารับการรักษา จนถึงการจัดการเรื่องยาและเวชภัณฑ์ การจัดระบบฐานข้อมูลของประเทศเพื่อเก็บข้อมูลด้านต่าง ๆ เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยในอนาคต การออกแบบนโยบายการให้บริการ ระบบการศึกษาวิจัย และสุดท้ายคือเรื่องการเงินการคลังสำหรับดูแลผู้ป่วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหาทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

5. ความท้าทายคือการรักษาหลังจากตรวจเจอ

เมื่อวินิจฉัยโรคได้แล้ว สิ่งที่จำเป็นต่อมาคือการรักษา เพราะค่ารักษาที่แพงจนไม่คุ้มค่า หากวัดจากตัวเลขค่าใช้จ่าย แต่เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากได้รับการรักษา จึงต้องมีการออกแบบระบบบริการและการจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างเหมาะสม

6. หน่วยบริการมีน้อยและอยู่แต่ในเมืองใหญ่

หน่วยบริการส่วนใหญ่ที่ดูแลโรคหายากมักกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการบริการ ซึ่งในเงื่อนไขการสนับสนุนงบประมาณของ สปสช. ผู้ป่วยที่อยู่ในต่างจังหวัดก็มีการสนับสนุนค่าเดินทาง เพื่อให้ผู้ป่วยมารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

7. โรคหายาก มากอาการ แต่น้อยงานวิจัย

 สปสช. เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยร่วมกันกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานภาครัฐ บริษัทยา บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ และภาคประชาชน เครือข่ายผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกันขับเคลื่อนในมิติหลากหลาย รวมทั้งงานวิจัยที่ต้องการความเห็นและข้อมูลเพื่อเติมเต็มการพัฒนาระบบต่าง ๆ

8. แต่สิ่งที่ยังขาดหายคือเสียงจากผู้ป่วยโรคหายาก

แม้ในส่วนของประชาชนเองจะมีมูลนิธิหรือกลุ่มผู้ป่วยเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากมาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ขณะที่ในฝั่งของกลุ่มแพทย์เฉพาะทางโรคหายากเองก็มีการรวมกลุ่มพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาอยู่เสมอ ส่วนที่ยังอาจขาดหายไปคือ การรวมตัวของคนไข้ที่ยังกระจัดกระจายอยู่

นายแพทย์จเด็จเผยว่า “สิ่งที่เรายังอาจจะยังมีกิจกรรมไม่เพียงพอคือการรวมตัวของกลุ่มคนไข้ ถ้าเราสร้างความเข้มแข็งให้เพิ่มขึ้นได้ จะทำให้เกิดพลังของการขับเคลื่อนการดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น จากบทเรียนโรคราคาแพงของเรา เราจะไม่มีวันรู้ความทุกข์ของคนไข้ ได้ดีกว่าคนไข้ที่จะรู้ปัญหาของตนเอง” 

9. ระบบที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเมืองไทย ต้องยอมรับว่า วันนี้อาจจะคัดกรองตามหาโรคหายากจากการตรวจทั่วทุกคนไม่ได้ แต่ก็มีความพยายามเต็มที่เพื่อคัดกรองโรคทางพันธุกรรมผ่านกลุ่มเสี่ยง โดยคุณหมอจเด็จบอกว่า นโยบายตอนนี้ของ สปสช. คือไม่ว่ากลุ่มเสี่ยงจะอยู่ที่ไหนในประเทศ ก็ต้องหาทางไปตรวจให้ได้ โดยเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับประเทศเราในตอนนี้มากที่สุด

10. ดูแลผู้ป่วยโรคหายากอย่างยั่งยืน

วันนี้ระบบเริ่มต้นเดินเครื่องมาสักพักแล้ว หากระบบที่ได้ริเริ่มไว้เป็นรูปเป็นร่าง เข้าที่เข้าทางมากขึ้น เราจะได้เห็นการเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ มีการตรวจเจอโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง โดยมีระบบดูแลค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม 

และในที่สุดระบบนี้ก็จะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการดูแลผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย หรืออาจจะเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่น ๆ นำไปใช้จัดการเรื่องโรคหายากภายในประเทศของตัวเองได้ด้วย

11. ความหวังของผู้ป่วยโรคหายาก

“ถึงจะไม่ได้เป็นประเทศที่มั่งคั่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยอมให้ผู้ป่วยของเราล้มหายตายจาก เนื่องจากจ่ายค่ารักษาไม่ไหว นี่คือหลักปรัชญาของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” นายแพทย์จเด็จทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น

จากความเคลื่อนไหวของโรคหายาก ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้โรคหายากจะมาพร้อมอุปสรรคมากมาย แต่วันนี้เราเห็นการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีการเปิดพื้นที่เพื่อหยิบยกเรื่องโรคหายากขึ้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น และที่สำคัญ ผู้วางนโยบายได้เล็งเห็นถึงปัญหาและให้ความสำคัญกับโรคหายาก และร่วมกันทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นความหวังเล็ก ๆ ที่กำลังรอวันขยายวงกว้าง ไม่ใช่แค่

ผู้ป่วยโรคหายาก แต่รวมไปถึงผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ให้ครอบคลุมขึ้นอย่างเสมอภาคโดย “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2565
4.60 K

เบื้องหลังคลองภักดีรำไพที่ทอดยาวเลียบไปกับถนน คือทิวทัศน์ของภูเขาและหนึ่งฟ้ากว้างเคล้ากับหมอกจาง ๆ ที่มองแล้วรู้สึกสงบใจ ใครจะคิดว่าวิวนี้มองเห็นได้จากศูนย์การค้าอย่าง ‘เซ็นทรัล จันทบุรี’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศูนย์การค้าแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดจันทบุรี ที่รุ่มรวยทั้งวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างภูเขา น้ำตก ทะเล ผลไม้เมืองร้อน ไปจนถึงอัญมณี ราวกับเป็น Hidden Gem แห่งภาคตะวันออกที่รอการเจียระไนให้เฉิดฉาย 

เซ็นทรัลพัฒนาจึงปักหมุดพื้นที่กว่า 40 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม และคอนเวนชันฮอลล์สำหรับจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ต่าง ๆ โดยมีโจทย์คือทำอย่างไรให้เชื่อมโยงพื้นที่จากภายในอาคารสู่ภายนอกอาคารได้อย่างลื่นไหล กลมกลืน รวมทั้งใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดเป็นศูนย์การค้าแบบ Semi-outdoor ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การกิน เที่ยว ช้อปปิ้งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ 

ความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ คือดีไซน์ที่ไม่ป่าวประกาศว่าเป็นอาคารหน้าใหม่ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดจันทบุรี หากเป็นการผสมผสานความทันสมัยและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้โอบรับกับวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายช่วงวัย 

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เสน่ห์เมืองจันท์ที่แทรกซึมอยู่ในการออกแบบ

ถ้ามีใครถามหาคู่มือ ‘รู้จักจันทบุรีฉบับรวบรัด’ เราคงแนะนำให้เดินทางมายังเซ็นทรัล จันทบุรี เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนการรวบรวมเอาความรุ่มรวยของทั้งจังหวัด มาไว้ในการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Charming Chanthaburi’ หรือ ‘มหัศจรรย์จันทบุรี’ 

หากมองจากภายนอกตัวอาคาร เราจะพบสัญลักษณ์ของเมืองจันท์อย่าง Art Feature กระต่ายสีขาวแสนน่ารักในหลากหลายอิริยาบถรอบ ๆ ศูนย์การค้า ชวนให้เรารู้สึกสดใสและอบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนบริเวณด้านหน้า เราจะเห็นฟาซาด (Façade) หรือองค์ประกอบด้านหน้าของอาคาร เป็นสีน้ำตาลอิฐที่มีรูปทรงโค้งมนซ้อนทับกันหลายชั้น โดยลวดลายดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเสื่อจันทบูร ผสมผสานกับประกายของอัญมณีเมืองจันท์

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เราจะพบว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของอาคารเป็นแบบเปิดโล่งหรือ Semi-outdoor เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติ โดยตัวอาคารค่อนข้างโปร่ง ทำให้อากาศถ่ายเทเย็นสบาย เมื่อรวมกับวัสดุกึ่งปูนกึ่งไม้ ยิ่งได้กลิ่นอายของบ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร แต่ความละเอียดของสถาปัตยกรรมดังกล่าวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อมองลึกลงไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเสาบริเวณชั้น 1 จะเห็นว่าเสาถูกตกแต่งด้วยเสื่อจันทบูรลายเก๋ ตลอดจนลายกระเบื้องบริเวณศูนย์อาหาร (Food Patio) ก็มีการเลือกใช้สีสันและแพตเทิร์นที่คล้ายกับเสื่อกกเช่นกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงจันทบุรี คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติผลไม้เมืองร้อน อย่างเงาะ มังคุด ทุเรียน หรือลองกอง ซึ่งความน่ารักของบริเวณชั้น 2 คือ โซนสำหรับนั่งพักที่บ่งบอกถึงความเป็นจันทบุรี ผ่านเฟอร์นิเจอร์สีสวยดีไซน์สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเก้าอี้รูปทรงทุเรียนและมังคุดสุดมินิมอล ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่นั่งได้จริง

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

คงกลิ่นอายความเป็นชุมชน

นอกจากการออกแบบที่คำนึงถึงท้องถิ่นแล้ว สิ่งที่ทำให้เซ็นทรัล จันทบุรี โดดเด่น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยชูอัตลักษณ์ของดีแห่งจันทบุรี นำร้านรวงและสินค้าท้องถิ่นมาเปิดขายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของดีเมืองจันท์ ในงานสีสันจันทบูร ร้านกาแฟคราฟต์ของนักธุรกิจท้องถิ่นรุ่นใหม่อย่าง กาแฟบ้านทวด และ ‘โซนพลอยจันท์’ ที่เต็มไปด้วยร้านอัญมณีชื่อดังของจังหวัด

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

‘ตลาดจริงใจ’ ที่มีผักและผลไม้จากสวนในท้องถิ่น เช่น มะปี๊ดหรือส้มจี๊ด หน่อไม้ มังคุด ลองกอง เงาะ ฯลฯ ส่วนบริเวณ Semi-outdoor ของชั้น G ก็ได้รวมเอาของดีจาก 10 อำเภอดังมาจัดจำหน่ายอีกด้วย

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนภายนอกอาคาร ยังมี ‘จุดชมจันท์’ ที่มองวิวบริเวณคลองภักดีรำไพได้แบบ 360 องศา โดยชั้นล่างเปิดเป็นคาเฟ่ ‘Seed Of Siam’ คาเฟ่ที่ตั้งใจจะฟื้นคืนกาแฟจันทบูรที่เคยห่างหายไปนับร้อยปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟจันทบูร คือรสช็อกโกแลตที่จิบแล้วมีรสหวานตบท้าย เรียกว่าเป็นอีกโซนหนึ่งที่ได้สัมผัสทั้งบรรยากาศและรสชาติในแบบฉบับของเมืองจันท์เลยทีเดียว

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เซ็นทรัล จันทบุรี ยังจ้างงานคนท้องถิ่นมาทำงานในศูนย์การค้า เปิดโอกาสให้ชาวจันทน์ที่ต้องไปทำงานต่างบ้าน ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในจังหวัด ดูแลท้องถิ่น และสร้างความรู้สึกให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง

พื้นที่สาธารณะที่โอบรับคนทุกวัย

อีกจุดเด่นของเซ็นทรัล จันทบุรี คือพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกช่วงวัย โดยภายในอาคารจะมี ‘บ้านชานจันท์’ Co-working Space ร้านกึ่งคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ ถัดไปไม่ไกลจากบริเวณนั้นยังมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เด็ก ๆ เข้าไปปีนป่ายเล่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เมื่อเดินออกมาจากโซน Semi-outdoor เราจะพบพื้นที่กว่า 4 ไร่ที่ถูกพัฒนามาเป็น ‘สวนเพลิน’ เพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนหย่อนใจของชาวจันทบุรี สำหรับคนที่อยากนั่งเงียบ ๆ ก็มี ‘เรือนจันทบูร’ ให้หย่อนใจทอดสายตามองวิวแม่น้ำและภูเขา ส่วนสายออกกำลังกาย ที่นี่มีทั้งลู่วิ่งรอบสวน ความยาวกว่า 400 เมตร จุดจอดจักรยาน ลานสเกตบอร์ด สนามบาสเกตบอล เครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
เรือนจันทบูร
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
สวนเพลิน

ถัดจากโซนสัตว์เลี้ยง คือบริเวณ ‘ลานอินจัน’ ที่ตั้งชื่อตามต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี โดยลานนี้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ความพิเศษคือท่ามกลางไม้ดอกไม้ประดับ เราจะเห็นต้นอินจันและผลไม้ท้องถิ่นอย่างมะปี๊ด มังคุด และทุเรียน ปลูกแซมอยู่ภายในสวน เพื่อรอวันให้เราได้ยลโฉม (และอาจจะได้ลิ้มรส) เมื่อต้นไม้เหล่านี้ผลิดอกออกผลเต็มที่

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

หากย้อนกลับมามองในภาพรวมของเซ็นทรัล จันทบุรี เราจะไม่ได้เห็นเพียงผู้คนที่ก้าวเข้ามาซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่เราจะเห็นผู้มาเยือนที่ได้ทำความรู้จักจังหวัดนี้ผ่านดีไซน์และร้านรวงต่าง ๆ ได้เห็นเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุก วัยรุ่นมาถ่ายรูปเช็กอิน วัยทำงานมาใช้พื้นที่ Co-working Space ครอบครัวพาเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นออกกำลังกาย เพราะนอกจากการเป็นศูนย์การค้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมต่อผู้คนมากหน้าหลายตาให้เข้ามาใช้ชีวิต และสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างเต็มอิ่ม

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load