คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก ต้องให้เธอแก้…”

ทันทีที่ท่อนเพลงนี้ดังขึ้นมา คิดเอาว่าหลายคนร้องต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงของ ‘แร็พเตอร์’ หรือไม่ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมานี้ คงต้องเคยมีใครสักคนเปิดเพลง คิดถึงเธอ หรือฮัมเพลงนี้อยู่แน่นอน

แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่โตมาในยุค 90 (เหมือนเรา) น่าจะเคยอินกับเพลงนี้ และรู้สึกว่าตัวเองเติบโตมาพร้อมอดีตนักร้องดูโอคู่นี้

แร็พเตอร์ คืออดีตนักร้องดูโอ้ลูกครึ่งวัย Pre-teen พูดภาษาไทยยังไม่ค่อยชัด แต่งตัวฮิปฮอป ถือสเก็ตบอร์ด เล่นโรลเลอร์เบลด เปิดตัวด้วยเพลงเร็วมีท่อนแร็ป และดังมากในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย

จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์ Raptor

วันนี้ จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์ ในวัย 30 ปลายจับคู่นั่งคุยกันเหมือนเดิม ในบรรยากาศห้องซ้อมเต้น ที่เขากำลังฟิตซ้อมเพื่อคอนเสิร์ตใหญ่หลังจากห่างหายไป 7 ปี ทั้งคู่เล่าย้อนถึงความสนุกในช่วงเป็นนักร้องที่ได้ฉายา ‘เด็กนรก’ เสน่ห์ของยุค 90 ที่หลายคนโหยหา ไปจนถึงอนาคตข้างหน้าที่อยากก้าวไป

เราให้ทายว่าคนไหนตั้งหมุดหมายว่า อยากล่องเรือคาตามารันไปยุโรป และใครกำลังหาลู่ทางสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นแฟนตัวจริงคงเดาได้ไม่ยาก จริงไหม

นี่คือบทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะเฮฮา ราวกับทั้งคู่ได้กลับมานั่งคุยกันในงานคืนสู่เหย้า ที่พอได้เล่าเรื่องหนึ่งก็โยงต่อไปถึงหลายเรื่องทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างไม่รู้จบ

เริ่มจากความบังเอิญเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

ไม่รู้บังเอิญหรือไม่ที่ จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์ มีความคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เขาเป็นลูกครึ่งสก็อตแลนด์เหมือนกัน ชอบเล่นกีฬาเหมือนกัน และเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ทั้งคู่เห็นหน้าเห็นตาและได้ยินชื่อกันมาก่อน

“เราอยู่กันคนละเกรด จอนนี่แก่กว่าผม” หลุยส์รีบเล่าก่อน เขาเน้นเสียงคำว่า ‘แก่กว่า’ แล้วหันไปหัวเราะให้จอนนี่ คล้ายกับว่าก่อนเริ่มบทสนทนาพวกเขาคุยกันว่าหากใครมีโอกาสแซวใครได้ก่อน คนนั้นจะได้แต้มเป็นต่อ

“ผมเคยเห็นเขาตามทางเดินในโรงเรียน เรารู้ว่านี่คือ จอนนี่ อันวานะ เล่นกีฬาเก่ง เขาเป็นคนที่เอ็กซ์ตรีม ไม่ว่าจะเป็นอะไร เขาจะทำให้มันเอ็กซ์ตรีมได้หมด ต้องโดดลงบันได ต้องทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น ถึงบาดเจ็บเยอะ ทั้งไหล่ เข่า ข้อมือ”

ไม่รู้ว่าบังเอิญอีกหรือไม่ ที่รุ่นพี่รุ่นน้อง 2 คนนี้ได้รับการติดต่อให้มาแคสติ้งเพื่อเล่นมิวสิกวิดีโอในวันเดียวกัน ไม่ทันผ่านพ้นวัน พวกเขาก็รู้ผลว่าต้องทำงานร่วมกันในฐานะนักร้องดูโอ้วัย Pre-teen ที่เป็นตลาดใหม่ในยุคนั้น

“ตอนที่พี่เขาบอกผลว่าเราได้เป็นนักร้องดูโอ้ ร้องเพลงคู่กัน หลุยส์ก็ยังงงๆ เขาเลยแปลและอธิบายให้หลุยส์ซึ่งอายุแค่ 11 ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะเขาบอกว่าคุยกับพ่อแม่ก่อนดีกว่า” จอนนี่เล่าย้อนไปในวันที่นั่งฟังข่าวพร้อมกัน

“ตอนนั้นผม blank ไปเลยว่านี่เรื่องจริงเหรอ แต่หลังจากนั้น พอเราได้มาซ้อมร้องและเต้น เริ่มมีเพลงเป็นของตัวเอง เข้าห้องอัด เราเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่เขาบอกคืออะไร และรู้แล้วว่ามันใหญ่กว่าที่เราคิดไว้เยอะ”

บังเอิญมีเรื่องหนึ่งในวันนั้นถูกซ่อนมากว่า 25 ปี พวกเขาเพิ่งล่วงรู้ก่อนหน้าที่เจอเราเพียง 1 วัน และบังเอิญว่าเรื่องนั้นน่าจะกลายเป็นเหตุผลที่ทางค่ายจับให้เด็กชายทั้งสองมาเป็นศิลปินดูโอ้

“เมื่อวานเพิ่งสัมภาษณ์คู่กัน เขาถามถึงเหตุผลหลักที่ค่ายเลือกเรา 2 คนเพราะอะไร ผมตอบว่า ไม่ใช่เพราะเราร้องเก่ง เต้นเก่ง แต่เป็นเพราะความกล้า เขาบอกให้เราเต้น เราก็เต้น บอกให้เราร้อง เราก็ร้องเลย Heal the world, make it a better place จอนนี่หันขวับมาเลย เฮ้ย ร้องเพลงเดียวกัน เหมือนกันเป๊ะเลย ทั้งที่อยู่คนละโซนกัน นี่เขาก็อึ้งไปสักพัก เพิ่งรู้กันเมื่อวาน” หลุยส์ขำ แต่ก็มั่นใจว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทางค่ายเพลงเลือกให้เขาต้องเป็นศิลปินคู่กับจอนนี่

จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์ Raptor

เด็กนรกแห่งยุค 90

แร็พเตอร์เปิดตัวอัลบั้มแรกในปี 2537 ชื่อนี้ได้มาจากไดโนเสาร์พันธุ์วิลอซิแรปเตอร์จากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park ที่ทั้งฉลาด ซน ว่องไว เหมือนกับนักร้องทั้ง 2 คนไม่มีผิด

ในวันนั้นทั้งคู่อยู่ในวัยเรียนที่เทียบได้กับชั้นมัธยมต้น การต้องซ้อมร้องเพลงและเต้นจริงจัง เพื่อขึ้นเวทีและแสดงต่อหน้าสาธารณชน แฟนเพลงจำนวนนับไม่ถ้วนส่งเสียงกรี๊ดชื่นชม ทำให้โลกของพวกเขาขยายใหญ่ในฉับพลัน แม้จะเคยผ่านงานในวงการบันเทิงมาบ้าง แต่ทั้งคู่ยอมรับว่าการเป็นนักร้องทำให้พวกเขาต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องสนุกและเป็นงานที่ทั้งคู่ชอบ

“ช่วงแรกผมงงๆ ครับว่านี่คืออะไร แต่พอทำไปก็สนุกดี ผมชอบขึ้นเครื่องบิน มีงานที่ได้ขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่ เช้ามาบินไปอุดรฯ โรงแรมที่พักแต่ละที่ก็โรงแรมใหม่ เราก็วิ่งไปวิ่งมา หาว่าห้องแดนเซอร์อยู่ไหน กลายเป็นความสนุก” จอนนี่เล่าถึงประสบการณ์

แต่เด็กกำลังจะเป็นวัยรุ่น กำลังดื้อ แสบ และเป็นตัวของตัวเอง มีหรือจะไม่มีวีรกรรม

“เด็กก็คือเด็ก เราไม่ต้องการเหตุผลอะไรเยอะ เราอยากทำแบบนี้ ซนก็ซนแบบนี้ ดื้อก็ดื้อแบบนี้ เมื่อมาเป็นนักร้อง บริษัทก็กำหนดขอบเขตให้ มีเวลาการทำงาน วิธีปฏิบัติตัว วิธีพูดจา มันก็จะฝืนๆ นิดหนึ่ง ยากอยู่ครับในช่วงแรก เพราะเราเป็นเด็ก พอมาอยู่ด้วยกันก็จะลืมขอบเขตที่ว่ามา เราถึงได้ชื่อว่า ‘เด็กนรก’ มาตั้งแต่นั้น” หลุยส์ยิ้มกริ่มกับฉายาที่ได้มา

การเข้าถึงศิลปินในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องยากที่คนสมัยนี้คงคิดไม่ออก เมื่อไม่มีแอปพลิเคชันให้พวกเขาสื่อสารกับแฟนเพลง เสน่ห์ของการเป็นนักร้องในยุค 90 คงหนีไม่พ้นการเดินทางไปพบปะกับแฟนเพลงด้วยตัวเองเท่านั้น นี่คือเสน่ห์ของยุค 90 ที่ทั้งสองยังคิดถึง

“ผมยังจำได้เลยว่า เวลาไปถึงแต่ละจังหวัดต้องขึ้นรถกระบะแห่รอบเมือง ให้เห็นว่าเรามาจริงๆ นะ ตอนเย็นมีไปสัมภาษณ์วิทยุ กลับเข้าโรงแรมเตรียมไปเล่นคอนเสิร์ต ผมว่าเป็นเสน่ห์ของยุคนั้น การไปทัวร์คอนเสิร์ตก็เป็นเรื่องสนุก เราได้ไปกับทีมงานทั้งหมดที่คุ้นเคยกัน เหมือนเราทำงานออฟฟิศแล้วไปทำงานนอกสถานที่ ไปในที่ใหม่ๆ แต่ยังอุ่นใจที่มีคนคุ้นเคยไปทำงานด้วย กับแดนเซอร์เราสนิทกันมาก ต้องอยู่ซ้อมด้วยกันตลอด เขาก็วัยรุ่นเหมือนกัน เราเลยเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เปรี้ยวมาก เวลามีอะไรทางทีมจะไปออกกฎกับแดนเซอร์มากกว่า ห้ามชวนน้องไปเที่ยวนะ”

“แล้วเป็นไง ต้องเขียนหนวด” จอนนี่คงนึกวีรกรรมอะไรออก จึงรีบพูดขึ้นมา

ถึงตรงนี้หลุยส์หัวเราะลั่น พร้อมบอกว่าเรื่องนี้ขอเล่าเอง

“ตอนนั้นคนนี้เขาวัยรุ่นแล้ว เขาอยากไปเที่ยวผับ แดนเซอร์ก็จะแอบไปผับตรงข้ามโรงแรมโดยไม่ให้เรารู้ เพราะถ้ารู้แล้วเขาจะไม่ได้ไปกันหมด แต่ไอ้นี่ได้ไอเดียว่า ติดหนวดได้ป่าววะ ให้คนจำไม่ได้ มันก็ติดหนวดแล้วก็วาดไฝที่มุมปากแบบคลอเดีย ชิฟเฟอร์ เพราะมันชอบ วันนั้นผมไม่ได้ไปก็เลยยืนมองจากห้อง เห็นคนยังรอกันอยู่ ตะโกนให้เราโผล่หน้ามาหน่อย ในใจคิดว่า ดูสิ มึงจะรอดไหม เดินไปได้ครึ่งทาง แป๊บเดียว ซุบ!” หลุยส์เน้นเสียงก่อนเฉลย “ไม่รอด I told you ยังไงก็ไม่รอด”

“ตอนนั้นไอรีบหันตัวกลับ ทีมงานที่เขาอยู่แถวนั้นตะโกน ‘ลงมาได้ไง’ ตอนนั้นคืออยากโตเร็ว ใส่หนวด ใส่หมวก ใส่ชุดแดนเซอร์ของใครก็ไม่รู้” จอนนี่หัวเราะลั่นเมื่อพูดถึงวีรกรรมของตัวเอง

จอนนี่ อันวา

ความโหยหาชีวิตที่ขาดหาย

ตลอด 4 ปีที่แร็พเตอร์ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งการออกอัลบั้มของตัวเองที่มีเพลงฮิตติดหูหลายเพลง เช่น คิดถึงเธอ คำว่าเพื่อน อย่าพูดเลย ปลอบเพื่อน และอัลบั้มร่วมกับศิลปินอื่นๆ ในค่ายอาร์เอส โดยเฉพาะอัลบั้ม The Next ที่ทำให้มีเพลงยอดฮิตติดหูคือ เกรงใจ พร้อมกับท่าเต้นที่เรียกกันว่า ‘ท่าโหนรถเมล์’

แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าในปี 2541 แร็พเตอร์จะประกาศยุติวง

“จอนนี่เขาโตกว่าผม เรียนอยู่เกรดสูงกว่า การตัดสินใจของเขาในตอนนั้นอยู่ในจุดที่ว่า ‘พอ’ เขาบอกว่าอยากกลับไปเรียน อยากกลับไปใช้ชีวิตที่ขาดหาย” หลุยส์เกริ่นถึงเหตุผลสำคัญในการยุบวงในตอนนั้น ก่อนจะโยนให้จอนนี่อธิบายถึงการตัดสินใจในวันนั้น

“ผมทำงานมา 7 ปีแบบ Non-stop วันที่อายุเท่านั้น 7 ปีคือเยอะมาก เลยตัดสินใจคุยกับพ่อว่า อยากไปเรียนแล้ว พ่อก็เห็นว่าทำมาเยอะแล้วนะ ดีเหมือนกัน เพราะว่าไอจ่ายค่าเทอมมา 2 ปี ยูไม่ได้ไปเรียนเลย เสียดายตังค์ วันหนึ่งเรากินข้าวกับพ่อ ก็นั่งนับเป็นตัวเลขเลย ค่าเทอมก็ไม่ได้ถูกนะ สมมติไปเรียน 150 วัน คำนวณเป็นเงินที่เสียไปวันละประมาณ 2,000 – 3,000 บาท แล้วแต่ละวันเข้าไปเรียนก็ไม่โฟกัส นี่คือถ้าเข้าไปนะ ถ้าไม่เข้าไปคือ ชิ้ง ชิ้ง (ทำเสียงเลียนแบบเครื่องคิดเงิน) มันนี่หายไปเลย นอกจากเงินคือเสียดายเรื่องการศึกษา เพราะมันสำคัญ”

“เขาเป็นคนที่รีแอ็กต่อความรู้สึกไวกว่าผม เขาเป็นคนที่ใช้ใจนำมากกว่าหัวนำ ผมจะต้องมีเหตุผลในหัว ต้องประมวลเยอะ แต่จอนนี่ ถ้าเขาไม่โอเคคือไม่โอเคเลย เขาเป็นคนอย่างนี้ พอตัดสินใจปุ๊บ เขาก็ขออนุญาตว่าเป็นอัลบั้มสุดท้ายเพื่อกลับไปเรียน” หลุยส์อธิบายอย่างเข้าใจคู่ซี้เป็นอย่างดี

เมื่อจอนนี่กลับไปเรียน หลุยส์ยังคงเดินในเส้นทางเดิมโดยผันตัวมาเป็นนักร้องเดี่ยว ทำเพลงอีก 2 อัลบั้มคือ Louis Scott และ Hacker ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกในจุดที่จอนนี่เคยเป็น คืออยากกลับไปใช้ชีวิตที่ขาดหายไปเช่นกัน

“ตอนนั้นผมเริ่มถึงจุดของเขา อยู่ๆ ก็เอ๊ะ ทำไมอยากกลับไปเป็นคนธรรมดา ด้วยตารางเวลา ด้วยภาระ ด้วยแรงกดดัน เราเคยทำงานกัน 2 คนมาตลอด เราแบ่งเบาภาระกัน ช่วยกัน เวลาสัมภาษณ์เราสนุกสนานกัน แต่ทุกอย่างตัดหมด เราเหลือตัวคนเดียว พอออกไป 2 อัลบั้มชักไม่ใช่ละ มันหนักกว่าที่เราเคยทำมาเยอะ ผมก็เลยไปเรียนดีกว่า พอผมไป ไอ้นี่ก็เรียนจบแล้วย้อนศรกลับขึ้นมาเป็นจอนนี่ แบดบอย” เขาหันไปหัวเราะกับจอนนี่

จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์ Raptor
จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์ Raptor

เส้นทางใหม่ที่ไม่มีกันเหมือนเดิม

จอนนี่ยอมรับว่าการกลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง เขามีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่การเป็นแร็พเตอร์เหมือนเดิม

“ผมอยากเป็นนักดนตรีเต็มตัว แล้วพุ่งเป้าไปที่ดนตรีแนวที่อยากทำ อยากทำเป็นวงดนตรี ก็ไปสนิทกับทางนั้นมากกว่า ไม่ได้คิดถึงบอยแบนด์ หรือ Big Show ในแบบแร็พเตอร์ แต่เวลาไปสัมภาษณ์อะไร บทสนทนาก็ต้องมีหลุยส์ตลอดเวลา คล้ายๆ กับเนอร์วานา ที่มีแต่คนถามถึง เคิร์ต โคเบน”

“อยู่นี่ไง” หลุยส์แทรกขึ้น และชี้ลายบนเสื้อที่ตัวเองใส่อยู่

“เฮ้ย จริงเหรอ” จอนนี่มอง พร้อมระเบิดเสียงหัวเราะเมื่อเห็นว่าหลุยส์ใส่เสื้อลายหน้าศิลปินที่เขาพูดถึง ก่อนย้อนเล่าต่อว่า “ทุกคนถามถึงหลุยส์ตลอด แต่ผมมีความมุ่งมั่นที่อยากทำดนตรีมากกว่า ผมเริ่มเขียนเพลง เปลี่ยนลุค เปลี่ยนภาพไปในแนวของนักดนตรีมากขึ้น”

ช่วงที่จอนนี่เอาจริงเอาจังกับงานเพลงและงานดนตรีแบบที่เขาสนใจ ก็พอดีกับที่หลุยส์เรียนจบและเบนเข็มไปสู่วงการละคร ที่ก่อนหน้านี้เคยชิมลางงานแสดงมาบ้างแล้ว การกลับมาในวันที่เป็นหนุ่มเต็มตัวและพูดภาษาไทยชัดขึ้น เขาจึงได้รับโอกาสหลายบทบาทผ่านละครจำนวนนับไม่ถ้วน เขาโลดแล่นอยู่ในวงการนี้ตั้งแต่ปี 2545 ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา หากเปิดหน้าจอโทรทัศน์เป็นต้องเห็นผลงานของหลุยส์บนจออยู่เสมอ

“ละครเป็นสิ่งที่ท้าทาย เรารู้สึกว่าตัวเองพูดเก่งตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นคนชอบพูด พูดมาก ถ้าเล่นละครคงจำบทได้ไม่ยาก เรารู้สึกสะดวกใจในการแสดง ทำโน่นทำนี่ในหลายบทบาทที่แตกต่างกัน และเล่นละครมาเยอะมาก ไม่ได้นับเหมือนกันว่ากี่เรื่องแล้ว”

หลุยส์ สก็อตต์

หลายหมุดหมายที่ต้องไปให้ถึง

ผิดกับจอนนี่ ที่หากไม่มีคอนเสิร์ตรียูเนี่ยนครั้งใหญ่ๆ จอนนี่กลับหายหน้าหายตาไปจากพื้นที่สื่อบันเทิง เขาเอนจอยกับการทำงานเบื้องหลัง และมีเวลากลับไปใช้ชีวิตที่อยากเป็น ทำทุกอย่างที่อยากทำ โดยมีครอบครัวสนับสนุน

ดูเหมือนเขาจะสนุกกับการกำหนดชีวิตที่ตัวเองชอบได้มากกว่าการอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ หลุยส์เล่าว่า จอนนี่ทำทุกอย่างที่ชอบอย่างตั้งใจ ถึงขนาดที่ช่วงหนึ่งหายหน้าหายตาไปเรียนทำอาหารเป็นจริงเป็นจัง และลงสนามแข่งมอเตอร์ไซค์ในรายการแข่งขันด้วย

“ทางบ้านผมมีงานอดิเรกกันเยอะ เลี้ยงปลาคาร์ฟ เล่นกีฬา ยิ่งถ้าเป็นเรื่องกีฬาหรือเรื่องเรียน ทุกคนสนับสนุนตลอด ผมชอบทำอาหารก็ไปเรียน อยากไปบิน ก็ไปหาพารามอเตอร์แล้วก็ไปบิน ไปหาครูสอน อยากไปไปเลย เราชอบและสนใจทำอาหาร ก็ไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ (Le Cordon Bleu)”

หายไปแบบนี้ ไม่เสียดายรายได้บ้างเหรอ-เราสงสัย

“ตอนแรกๆ ผมไม่นึกถึงเรื่องเงินเลย ถ้าเป็นเด็ก ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่รายได้มากเท่าไหร่ แล้วแต่คนนะ แต่ผมคิดว่า รายได้ไม่สำคัญเท่าประสบการณ์ชีวิต ผมฝันแต่เด็กว่าอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ สมดุลได้ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ อยากทำสิ่งไหนก็ทำหมด”

ตรงนี้หลุยส์แซวขึ้นมาว่า “จากพารามอเตอร์ก็เป็นมอเตอร์ไซค์ นี่ยังไม่หยุดอีกเหรอ” จอนนี่หันไปกระซิบเป็นภาษาอังกฤษที่เราพอจับความได้ว่า งานอดิเรกต่อไปของเขาคือการล่องเรือ ก่อนหันมาสนทนากับเราในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

“เป้าหมายต่อไปคือ อยากใช้ชีวิตอยู่บนเรือคาตามารัน ล่องไปที่ยุโรป หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะได้ดูรายการหนึ่งที่เป็นชีวิตของคนที่อยู่บนเรือนาน 5 ปี ผมมีแพลนจะไปยุโรปอยู่แล้ว เคยคิดว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปทุกประเทศ ซึ่งเราทำได้เสมอ แต่ไปทางเรือคือต้องลอง นี่คือโปรเจกต์ต่อไปของผม”

มันน่าจะมีโมเมนต์ที่กระโดงเรือใบตีเราได้ กลัวไหม–ช่างภาพของเราขอถามบ้าง

“ก็มีนึกอยู่บ้างครับ แต่ต้องไปหาเรียนก่อน ถ้ามีครูที่ดี ศึกษามาดีก็ไม่น่ากลัว มีตั้งชื่อเรือไว้แล้วด้วย แต่ยังไม่บอก เพราะกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วมันจะไม่เกิดขึ้น”

ถึงตรงนี้จอนนี่ยิ้มกริ่มราวกับเห็นภาพการเดินทางในฝันของเขากำลังเริ่มต้นขึ้น

จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์ Raptor
จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์

เตรียมตัวสู่อีกหนึ่งบทใหม่ของชีวิต

“ตอนนี้ผมแสดงละครมาทุกแบบทุกสไตล์แล้ว มันเริ่มอิ่มเหมือนกัน มันพูดยาก ความรู้สึกนั้นกลับมาอีกแล้ว” หลุยส์เปิดประเด็นเมื่อถูกถามเรื่องชีวิตในอนาคต

ในวัย 37 ปี หลุยส์บอกว่าเขาอยากขยับขยาย การทำงานหักโหมชนิดมีเวลาเพียงช่วงการนอนไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตอีกต่อไป เขาเริ่มมองไปไกลถึงชีวิตครอบครัวและต้องรีบวางแผนหากอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตในอีก 5 ปี

“ผมอยากเขยิบไปสิ่งอื่นที่ผมจะมีเวลาสร้างครอบครัว ตอนนี้ผมอายุ 37 ก็ไม่ได้ถือว่าเยอะมาก เราบริหารเวลาได้เก่งขึ้น มีเวลานอน มีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัว มีแพลนในชีวิต แต่พอมาดูตารางงานแล้ว เราตื่นตี 5 ไปกองละคร 7 โมงแต่งหน้า เสร็จอีกที 4 ทุ่ม วันรุ่งขึ้นก็ตื่นตี 5 อีก ชีวิตมันวนแบบนี้ ทำให้ชีวิตส่วนตัวหรือครอบครัวช้าลง มีลูกช้า ทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น แต่ถ้าเราอยากบริหารเวลาหรือวิธีในการทำงานอนาคตให้ดีขึ้นได้ ก็ต้องทำตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าอยากมีชีวิตที่มีเวลาให้ตัวเองได้มากขึ้นในอีก 5 ปี เราต้องรีบแล้ว 5 ปีคือแป๊บเดียว แต่ถ้า 10 ปีค่อยๆ ทำก็ได้”

เมื่อต้องวางแผนเพื่อขยับขยายไปสู่อีกบทใหม่ของชีวิต เขากลับมาสังเกตตัวเองว่าควรจะไปในทิศทางไหน เมื่อใช้เวลาสักพักก็รู้ถึงหมุดหมายใหม่ ซึ่งเบนเข็มไปสู่อีกทิศทางที่แปลกใหม่ เขาจึงต้องวางแผนและเตรียมพร้อมอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้

“ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้เยอะ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า พอเราได้เงินก้อนมาเราก็เอาไปซื้อ เพราะผมชอบดูที่ดินแล้วซื้อ มีที่หัวหิน เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ซื้อไว้เยอะ พอชอบก็ซื้อเพราะรู้ว่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เสียอยู่แล้ว ราคามีแต่ขึ้นหรือเท่าเดิม เราไว้ใจในระบบอสังหาริมทรัพย์ จนตอนนี้กลับมามองและเห็นพฤติกรรมที่เราทำผ่านมาโดยไม่รู้ตัว เลยมองว่าเราน่าจะมาแนวทางนี้แล้วแหละ

“ตอนนี้ก็ศึกษาเพิ่ม หาหนังสือมาอ่าน ติดต่อคนที่ให้คำแนะนำได้ เราอยากสร้างอะไรในอนาคตเพื่อมาทดแทนอาชีพตรงนี้ เพราะถ้าเราอยากมีครอบครัว ระบบงานในวงการจะทำให้ผมมีเวลากับครอบครัว กับลูกน้อย ผมไม่อยากมีลูกแล้วเล่นกับลูกได้ไม่เต็มที่”

เราหันไปถามจอนนี่ว่า คิดวางแผนชีวิตด้านนี้แบบหลุยส์บ้างไหม

“พูดถึงชีวิตครอบครัว ก็เริ่มมีอยู่ในความคิดนะ แต่ขอหยิบโทรศัพท์เปิดทินเดอร์ก่อน” เขาพูดขำๆ ทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ออกมาปัดหน้าจอเชิงทีเล่นทีจริงให้หลุยส์ได้ทีแซวต่อได้อีกหลายประโยค

วันวานคือศูนย์กลางความรู้สึก

แม้ว่าเส้นทางชีวิตของทั้งคู่จะทำให้ห่างหายกันไปได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่เชื่อมโยงกันให้สนิทใจได้เสมอคือ ความเป็นแร็พเตอร์ ที่เป็นมากกว่าเพื่อน แต่เป็นจุดศูนย์กลางแห่งความรู้สึกและความสุขที่ผุดขึ้นมาเมื่อไหร่ ความอบอุ่นใจจะกลับมาทุกครั้ง

“แร็พเตอร์คือศูนย์กลาง เป็นความรู้สึกตั้งแต่เด็กที่เรามีให้ต่อกัน เวลาได้กลับมาทำงานกับจอนนี่ กับทีมงานอาร์เอส ทีมงานคูลเอฟเอ็มที่เราคุ้นเคย ความรู้สึกนั้นกลับมาหมดเลย มันเป็นจุดถ่วงในทางที่ดี เป็น Anchor ของความรู้สึกเดิมๆ ที่กลับมา ถ้ามันไปล่องเรือ 5 ปีแล้วไม่เจอหน้ามันเลย ถ้ากลับมาได้ ความรู้สึกก็จะประสานได้เร็ว ไม่ว่ากี่ปีก็แล้วแต่” หลุยส์พูดพลางหันไปหาจอนนี่ ก่อนอธิบายต่อไป

“ตอนที่ทำรีเสิร์ชภาพคอนเสิร์ตตอนเด็กเพื่อเป็นข้อมูลพัฒนาคอนเสิร์ตครั้งนี้ ภาพเก่าๆ ที่เรายืนแล้วมีกล้องอยู่ข้างหลัง ถ่ายไปเห็นคนดู ทุกอย่างกลับมาหมด เหมือนเป็นไฟล์ที่เราเก็บไว้ลึกๆ แต่ชีวิตประจำวันที่ไปถ่ายละครเราไม่ได้ดึงไฟล์นี้ขึ้นมาหรอก แต่เวลาเห็นรูปเก่าปุ๊บ ไฟล์มันรื้อออกมาหมด เห็นเป็นภาพตัดต่อออกมาเลย ตั้งแต่เราขึ้นรถตู้ ไปสัมภาษณ์วิทยุ มีคนมารุมล้อม ทุกสิ่งทุกอย่าง”

ความเป็นแร็พเตอร์สำคัญต่อชีวิตของทั้งสองอย่างไร-เราเอ่ยคำถามที่ทำให้ทั้งคู่นิ่งคิด

“Big Question” หลุยส์พึมพำ ดูท่าว่ากำลังพยายามหาคำอธิบายให้ตรงใจ ก่อนตอบมายาวๆ ว่า

“สำหรับผม แร็พเตอร์เป็นกุญแจสำคัญ for being humble, being grounded นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาไทยยังไง เพราะไม่ใช่คำแปลที่ว่าติดดิน มันคือการที่เราทุกคนเหมือนกันหมด มีแค่หน้าที่ที่ต่างกันไป เรารับหน้าที่นี้มา ไม่สำคัญว่าเราใหญ่หรือเล็กกว่าใคร แต่สำคัญที่เราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ถ้าเราทำดีที่สุดแล้วทุกคนรักในสิ่งที่เราทำไป มันคือรางวัลชีวิตที่หลายคนตามหา บางคนตามหาแล้วเจอ บางคนไม่เจอ ผมเลยรู้สึกว่าโชคดีมากที่เจอตั้งแต่อายุ 11 แล้วเราได้แบบทวีคูณ ทุกครั้งเราออกคอนเสิร์ตก็ได้ความรู้สึกนั้นมากไปอีก เราจึงต้อง Humble กับความรู้สึกนี้”

“ตอบครั้งหน้าได้ไหม” จอนนี่ขอต่อรองเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่เขาต้องตอบแล้ว หลุยส์ช่วยยืนยันว่าไม่ได้! เขาจึงค่อยๆ เรียบเรียงความคิดและบรรยายออกมาว่า

“แร็พเตอร์ให้ทุกอย่าง ทั้งความสนุกสนาน ซีเรียส มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิตตัวเอง มีประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี ทุกอย่างเลย แต่พร้อมกันนั้นก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่สนุกสนาน เหมือนกับโรลเลอร์โคสเตอร์เลย”

จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์

งานคืนสู่เหย้า เพื่อนเก่ามาเจอกัน

การกลับมาขึ้นเวทีคอนเสิร์ต Raptor Evolution 25 ปี ไม่มีเกรงใจ ถือเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ที่พวกเขาห่างหายมา 7 ปี การได้กลับมาพบกับแฟนเพลงจำนวนหลักหมื่นเช่นนี้ ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าเป็นเหมือนงานคืนสู่เหย้า ที่พอประกาศวัน เพื่อนที่ห่างหายกันไปนานก็รีบเคลียร์ทุกอย่างเพื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งให้ได้

ไม่น่าแปลกใจที่บัตรคอนเสิร์ตรอบแรกขายหมดเกลี้ยงในเวลาเพียง 20 นาที จนต้องเปิดจองบัตรคอนเสิร์ตรอบสองในวันเดียวกัน ซึ่งตอนนี้จำนวนที่ว่างก็น้อยลงไปทุกที

“เราทิ้งช่วงเวลาไปนาน ก็มีกลัวบ้างว่าคนจะตอบรับในทางที่ดีไหม แต่นี่คือการยืนยันว่าเขายังตอบรับเราดีอยู่ เป็นความรู้สึกซาบซึ้งที่แฟนๆ ยังไม่ลืม ถึงแม้ว่าชีวิตของแต่ละคนจะเดินไปในทางของตัวเอง แฟนเพลงส่วนมากเขาแต่งงานแล้ว มีครอบครัวแล้ว อยู่เมืองนอกแต่บินกลับมาดู เหมือนเราเป็นเพื่อนเก่าที่เรียนมหา’ลัยเดียวกัน พอเรียนจบเพื่อนหายหมดแล้ว แต่ถ้าเราจะติดต่อเขาจริงๆ ก็ติดต่อได้ ตามหาเขาได้ แต่ว่าทุกคนต่างสนใจหรือให้เวลากับตัวเองมากในการเดินไปข้างหน้า ไปหาความสำเร็จในอนาคต จนเพื่อนหายไป ยิ่งประสบความสำเร็จมากแค่ไหน เพื่อนก็หายไปทีละคน เพราะเราตั้งใจกับสิ่งตรงหน้าจนไม่แบ่งเวลาให้คนอื่น ทุกคนยังมีแร็พเตอร์ในใจ พอบอกว่ารียูเนี่ยน ทุกคนกลับมาหมด” หลุยส์อธิบาย

ความผูกพันพิเศษระหว่างแร็พเตอร์กับแฟนเพลง น่าจะเป็นการเติบโตมาในยุคสมัยเดียวกัน หลายเพลงของพวกเขาในวันวานเป็นเหมือนซาวนด์แทร็กที่ทำให้เรายังคงคิดถึงช่วงเวลาที่สนุกสนาน คิดถึงเพื่อน และคิดถึงศิลปินและเพลงที่ร้องแทบทุกวันในยุคนั้นเสมอ หลุยส์ก็เชื่อแบบนั้น และมีเหตุผลที่ยืนยันความคิดว่าจริง

“ผมเชื่อว่าทุกคนรู้สึกแบบนั้น ไม่ใช่ว่ามาดูคอนเสิร์ตอย่างเดียว แต่คือการพาเพื่อนๆ มาดูด้วยกัน ความรู้สึกประมาณว่า จำได้ป่าววะ ตอนที่ดูคอนเสิร์ตแรกๆ ของแร็พเตอร์ 2 ตัวนี้ยังตัวแค่นี้ ซนขนาดไหน มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแร็พเตอร์กับแฟนเพลง คนที่จองตั๋วมาดูเราไม่ได้มาแค่หนึ่งหรือสอง แต่มากันเป็นสิบหรืออาจจะยี่สิบ ซึ่งไม่ใช่ตั๋วที่ซื้อไปปล่อยนะ ยังไม่ได้ยินข่าวนั้น (หัวเราะ) เขาซื้อกันเยอะเพราะอยากนั่งแถวเดียวกัน ดูคอนเสิร์ตด้วยกัน บางคนไม่ได้ทวนเพลงมา แต่เนื้อเพลงอยู่ในหัวอยู่แล้ว พอขึ้นเพลงก็รู้เลยว่าเพลงอะไร ร้องต่อยังไง นี่แหละที่ผมบอกว่าเป็นจุดถ่วงความรู้สึกที่ดี”

ถ้าการกลับมาเจอกันดีอย่างนี้ ในอนาคตจะเปิดงานคืนสู่เหย้าอีกครั้งสักตอนไหนดี เราชวนคิดสนุกๆ

“เขาลือกันว่าตอนอายุ 50 ปีนะ” จอนนี่ชิงตอบก่อน

“ถ้าแกกลับมาจากเรือแล้วค่อยว่ากัน” หลุยส์หันไปแซวเพื่อน ก่อนบอกในสิ่งที่คิด “ในใจก็อยากให้มีอีกนะ อีกช่วงของชีวิตที่มาเจอกับคนสนุกในอีกแบบ แต่เราไม่แน่ใจ ตอนนี้ไม่มีไอเดียนั้น คือถ้าอยากดูเราเต้นและแสดงอย่างเต็มรูปแบบของแร็พเตอร์ ครั้งนี้น่าจะสุดท้ายแล้วล่ะ เพราะเข่าผมมันดังกึบ-กับ เตือนมาหลายรอบแล้วครับ” หลุยส์ตอบขำๆ ทิ้งท้าย ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งจอนนี่และเราได้

คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า สุดท้ายงานคืนสู่เหย้าย่อมมีวันเลิกรา

จอนนี่ อันวา และหลุยส์ สก็อตต์

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load