“วันนี้ผมมีข่าวที่ค่อนข้างน่าลำบากใจมาแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ผมได้ลาออกจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลแล้วนะครับ”

2 – 3 ปีที่ผ่านมา หลายคนรู้จัก ‘Rapcherครูท็อป มาสเตอร์ท็อป หรือ อานนท์ แซ่เต็ง ในฐานะคุณครู TikToker ที่ใช้วิธีแรปในการสอนหนังสือ สอนสะกดคำไทยบ้าง สอนจำศัพท์ภาษาอังกฤษบ้าง จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนประทับใจไม่ใช่การที่ครูท็อปเป็นคนไทยคนแรกที่คิดค้นวิธีนี้ขึ้นมา (เพราะคงไม่ใช่อย่างนั้น) หากเป็นพลังงานเปี่ยมล้นบางอย่างจากเขาที่สะกดทุกคนจนอยู่หมัด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นเด็ก ป.1 ที่โรงเรียนเซนคาเบรียล หรือผู้ใหญ่ในโซเชียลก็ตาม

แต่หลังจากคลิปหนึ่งได้เผยแพร่ออกไป ในวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ผู้คนก็รู้จักครูท็อปในมิติที่ลึกขึ้นว่า เขาเคยเป็นเด็กยากจนผู้มีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะการศึกษา เขาจึงมีฝันที่เก็บมานานเป็น 10 ปีในการเป็น ‘ครูอาสา’ ตระเวนไปสอนในพื้นที่ห่างไกล โดยหวังให้เด็ก ๆ ได้ครอบครอง ‘ตั๋วแห่งโอกาส’ ใบนั้น อย่างที่เขาเคยได้

ครูท็อปวัย 33 ปี ประกาศลาออกจากงานประจำที่โรงเรียนในคลิปนั้น แล้วออกเดินทางตามฝันสู่อุ้มผาง หมู่บ้านกะเหรี่ยงยะโม่คี หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ และคงจะเดินสายไปอีกหลายพื้นที่

โชคดีเป็นของเราเมื่อติดต่อไปได้จังหวะที่ครูท็อปกลับมาสะสางงานที่กรุงเทพฯ พอดี เราจะจึงได้มานั่งคุยกับเขาในซอยไม่ไกลจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่เขารัก Rapcher ในวันธรรมดาดูร่าเริงน้อยกว่าตอนสอนเด็กเล็ก ๆ แต่ความมุ่งมั่นในแววตาก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

ชีวิตเด็กชายท็อปเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อได้รับโอกาส เพราะอะไรเด็ก ๆ ที่ยะโม่คีจึงมีพื้นฐานความรู้ต่างจากเด็กในกรุง และทำยังไงเด็ก ๆ ที่เขาพบเจอต่อไปนี้จะได้ขึ้นรถไฟไปยังสถานีปลายทางของตัวเอง

เรื่องราวทั้งหมด อานนท์เล่าจะให้เราฟัง

ตั๋วใบนี้ไม่ได้มีสำหรับฉัน
แม้เขาจะขายให้ทุกคนได้เท่ากัน”

จากเซนต์คาเบรียลไปสอนในพื้นที่ห่างไกล ชีวิตประจำวันของคุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ที่จริงไม่ได้ต่างกันมากครับ ขอแค่มีเด็กให้สอนหนังสือ ก็ยังเป็นบรรยากาศเดิม ๆ ความรู้สึกเดิม ๆ เพียงแต่ตอนนี้ไม่ได้มีโรงเรียนประจำ จึงต้องหาคอนเนกชันว่าโรงเรียนไหนที่พอจะไปสอนเพื่อเติมเต็มความฝันของเราได้ ซึ่งก็มีหลายโรงเรียนติดต่อมาครับ

อยู่ในช่วงวางแผนครับว่าจะทำยังไงได้บ้าง ที่ผ่านมาได้ไปสอนที่อุ้มผาง หมู่บ้านยะโม่คี เพราะมีเพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักชาวบ้านที่นั่นอยู่แล้ว เรากับเพื่อนนั่งรถจากแม่สอดไปอุ้มผาง 4 ชั่วโมง แล้วไปที่หมู่บ้านอีกครึ่งชั่วโมง 

ชอบอะไรจากการได้ออกไปสอนในพื้นที่ห่างไกลอย่างที่ตั้งใจไว้

อย่างแรกคือชอบบรรยากาศ ชอบอากาศ ความไม่วุ่นวายของเมือง เดินทางสะดวก 

ที่สำคัญคือเด็ก ๆ ที่ไปสอน เพราะเขาไม่เคยเรียนด้วยวิธีการแบบที่เราใช้มาก่อน พอเขาแสดงออกว่าชอบเลยเป็นกำลังใจให้เรามาก ลองถามเขาว่าจะขอมาสอนวันเสาร์-อาทิตย์ด้วยได้ไหม เขาก็ตอบกันว่าถ้าครูท็อปมา เขาก็จะมาเรียนด้วย

ผมไม่ได้รู้รายละเอียดเบื้องลึกมากนัก แต่ดูจากสภาพแวดล้อมและจำนวนคุณครูที่น้อย คิดว่าปกติเขาคงเรียนกันแบบที่เราคุ้นเคย คือเปิดหนังสือ เขียนกระดาน จดลงสมุด ที่นั่นไม่ได้มีสื่อการสอนเพียบพร้อมนัก มีแค่ทีวีเครื่องหนึ่ง และถ้าไม่มีครูในชั้นเรียนก็อาจต้องเรียนกับ ‘ครูตู้’ ที่หมายถึงการเปิดสื่อการสอนในทีวีให้นักเรียนดู

มีช่วงที่ครูไม่อยู่ด้วยเหรอ

ใช่ครับ ครูทั้งโรงเรียนมีแค่ 5 คน แต่เปิดสอน ป.1 – 6 เท่าที่ได้ยินมาคือมีครูคนหนึ่งบรรจุมาจากนอกพื้นที่ พอจะคุ้นเคยกับสื่อหรือเทคโนโลยีอยู่ ครูท่านนั้นเลยได้ทำสื่อการสอนเชื่อมกับทีวีบ้าง แต่ตอนที่ไปไม่ได้เจอกัน

ตอนที่ไปสอนมีเด็กประมาณ 30 คน ความจริงทั้งโรงเรียนมีมากกว่านี้ ประมาณ 70 คน แต่ไม่ว่างมา บางบ้านไม่ได้มีญาติมาก อยู่กันแค่พ่อแม่ลูก ถ้าพ่อแม่ไปทำไร่เด็กก็ต้องตามไปช่วยงานด้วย สำหรับบางคนคงเรียนให้ต่อเนื่องลำบาก 

มีอะไรที่ยะโม่คีทำให้คุณแปลกใจไหม

บางเรื่องไม่เคยเจอแต่ยังคุ้นอยู่บ้าง เพราะตอนเด็กในยุค 90 เราไม่มีอินเทอร์เน็ต ทำได้แค่วิ่งเล่นกับเพื่อน พอโตขึ้นมาเป็นครูโรงเรียนเอกชน เราก็ลืมเรื่องเหล่านี้ไป เพราะเราคุ้นเคยกับเด็กในเมืองที่มีเวลาว่างก็ก้มเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา วิ่งเล่นกับเพื่อนน้อยมาก

พอได้ไปสอนที่ห่างไกล บรรยากาศเด็กวิ่งเล่นที่คุ้นเคยก็กลับมา เราลองถามเรื่องนี้กับเขาเลยได้รู้ว่าตรงนั้นแทบไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต จะมีใช้เฉพาะวัยรุ่นที่ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นดอยสูงไปหาสัญญาณ ส่วนเด็กเล็ก ๆ เขาเล่นปากระป๋อง สอนผมเล่นด้วย ลองแล้วก็ เฮ้ย สนุกดีว่ะ

พอกลับมาคิดในฐานะคนเป็นครู กิจกรรมเหล่านี้เป็นการฝึกทักษะให้เขาตลอดเวลา แม้จะมีพื้นฐานไม่ดีเท่ากับเด็กในเมือง แต่เด็กเหล่านี้สมาธิในการเรียนดีกว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเขาไม่ค่อยมีความหงุดหงิดจากเทคโนโลยี เน้นขยับตัวเล่นกับเพื่อน ตอนกลางคืนก็ล้อมวงกับครอบครัว ดูทีวีเครื่องเล็กที่ใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์

การที่เด็กมีสมาธิดีแบบนั้น ทำให้ครูสอนง่ายขึ้นรึเปล่า

ใช้คำว่าง่ายคนละแบบ อย่างเด็กโรงเรียนเอกชนที่ผมเคยสอน เขามีพื้นฐานดีกว่า แค่ ป.1 ก็อ่านภาษาอังกฤษออกแล้ว บางคนถึงขั้นพูดคล่องเลย แต่อาจจะเหนื่อยในเรื่องการควบคุมชั้นเรียนที่มี 40 – 50 คน ซึ่งขึ้นกับว่าเราเป็นครูแบบไหนด้วย ถ้าเป็นแนวสนุกสนาน เด็ก ๆ จะเล่นกันเยอะ ดึงกลับมาสู่ความสงบยาก แต่ถ้าเป็นครูที่ดุ ก็จะควบคุมชั้นเรียนง่ายกว่า แต่นั่นไม่ใช่ตัวตนที่เราอยากเป็น

ส่วนเด็กที่ยะโม่คี เขาสมาธิดี พอเข้าไปถึงห้องเรียนไม่มีเสียงจอแจก่อนเริ่มคาบที่คุ้นเคยเลย อาจจะเพราะยังไม่ได้สนิทกันมากด้วยนะครับ (ยิ้ม)

มีเรื่องไหนที่คุณไม่เคยเจอมาก่อนเลยไหม

เรื่องที่แตกต่างกันมาก คือวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตบางอย่าง

อย่างเช่นคนที่นั่นชวนไปทำบุญที่วัด แต่ความจริงไม่เหมือนวัดที่เราคุ้นเคยนัก พระพุทธรูปก็ไม่ใช่ตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นตัวแทนของเทวดาบนสวรรค์ เขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธขนาดนั้น เขาทำเกษตรกรรมเลยนับถือธรรมชาติ บูชาเทพเจ้าหรือเทวดาในธรรมชาติ เพื่อให้ฝนตกตามฤดูกาล พืชผลงอกเงยสมบูรณ์

เขาเป็นกลุ่ม ‘ปกาเกอะญอ’ หรือที่คนคุ้นเคยว่ากะเหรี่ยงครับ 

ทุกโรงเรียนใช้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเหมือนกัน แต่ทำไมคุณภาพทางการสอนต่างกัน

พูดตามตรง สาเหตุคือการที่บุคลากรไม่พอ

หลักสูตรแกนกลางมีหนังสือที่ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเซนต์คาเบรียลหรือโรงเรียนเอกชนอื่น ๆ ก็ใช้เล่มเดียวกับโรงเรียนรัฐบาล โดยเฉพาะวิชาพื้นฐาน อาจมีแค่หลักสูตรสถานศึกษาเพิ่มขึ้นมา

นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องสื่อการสอนที่ไม่พร้อม ครูรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเป็นอยู่แล้ว แต่เขาอาจไปบรรจุในโรงเรียนที่ไม่พร้อม ถูกงานเอกสารต่าง ๆ เบียดบังเวลาจนสอนได้ไม่เต็มที่ โรงเรียนชุมชนบ้านอุ้มผาง สาขายะโม่คี ที่ผมไปเป็นครูอาสา ที่นั่นทั้งครูไม่พอ ทั้งสื่อการสอนไม่พร้อม เพราะต้องขึ้นเขาไปไกล 

ปกติแล้ว พอเด็ก ๆ จบประถมก็จะไปเรียนโรงเรียนสาขาหลักที่ตัวอำเภอ เด็กหลายคนมีอาชีพในฝันเป็นครู บางคนอยากทำในสายงานสาธารณสุขที่บ้านเกิดของตัวเอง แต่ก็มีหลายคนที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งสาเหตุไม่ใช่เรื่องทุนทรัพย์ด้วยซ้ำ เพราะกลุ่มชาติพันธุ์หลายครอบครัวมีเงินเพียงพอจะส่งลูกเรียนได้ แต่เขาไม่รู้ขั้นตอนว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งน่าเสียดายมาก

ชีวิตเด็กเปลี่ยนได้ด้วยครูแค่หนึ่งคน

คุณเติบโตมายังไง

โตที่กรุงเทพฯ ครับ อยู่ในตัวเมือง แถวป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่ฐานะที่บ้านผมยากจน แม่ทำอาชีพค้าขายอยู่ในซอยแถวบ้าน ส่วนพ่อเป็นคนส่งของ ไม่ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีนัก 

ชั้นประถมผมเรียนโรงเรียนวัด มัธยมก็ต่อโรงเรียนวัด พ่อแม่จะไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตผม ไม่เคยสอนการบ้าน ไม่เคยตามงานค้าง ตอนผมสอนโรงเรียนเอกชนก็แปลกใจมากว่าพ่อแม่เด็กเขาเข้มงวดกับการเรียนของลูกชั้นประถมขนาดนี้เลยเหรอ แต่มีความโชคดีตรงที่ไม่ว่ายังไงพ่อแม่ก็จะห้ามผมขาดเรียน ผมเลยต้องไปโรงเรียนทุกวัน

ด้วยความเป็นเด็ก ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองลำบาก เพราะไม่ได้เปรียบเทียบกับคนอื่น แต่พอโตขึ้นก็สัมผัสได้ถึงความต่างทางโอกาส ว่าเด็กที่มีทุนทรัพย์พอ เขาได้รับการศึกษาและพัฒนาตัวเองไปไกลกว่าเรา อย่างเด็ก ป.1 ที่ผมสอนก็มีพ่อแม่พาไปเสริมพัฒนาการตามสถาบันต่าง ๆ ทั้งดนตรี ทั้งกีฬา 

เป็นครูที่มีไฟขนาดนี้ ตอนเด็ก ๆ คุณตั้งใจเรียนไหม 

ไม่เลยครับ ตอนประถมยังพอเรียนได้ เรากลัวครูเลยไม่ดื้อ เรียนตามครูไป คะแนนก็ไม่ได้ดีมาก กลาง ๆ ของห้อง แต่พอขึ้นมัธยมทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ผมพยายามตั้งใจเรียนนะ แต่เรียนไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะพื้นฐานผมไม่ดีด้วย 

ผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ซึ่งมีเด็กหลายประเภทมารวมกัน ทั้งเด็กโรงเรียนรัฐบาลเหมือนผมและเด็กจากโรงเรียนเอกชนมาเรียนต่อที่นี่ เวลาครูสอน เด็กที่มีพื้นฐานดีจะตอบคำถามได้ ทำให้ครูคิดว่านักเรียนส่วนใหญ่ของห้องน่าจะเข้าใจ แต่ผมไม่เข้าใจหรอก แล้วก็ไม่มีเงินเรียนพิเศษเสริม บวกกับไม่สนใจจะเรียนด้วย ทำให้เรียนไม่รู้เรื่องเลย 

พอเรียนไม่รู้เรื่อง ผมก็เริ่มไม่อยากไปโรงเรียน แต่ที่ยังไปอยู่เพราะได้ไปเจอเพื่อน 

เรียนไม่รู้เรื่องแล้วทำยังไงต่อ

พอจบมัธยมต้น เกรดผมแย่มากถึงขนาดต่อ ม.4 โรงเรียนเดิมไม่ได้ โชคยังดีที่ช่วง ม.3 เริ่มเล่นบาสเกตบอล จนครูพละเห็นความสามารถและให้มาซ้อมเป็นทีมโรงเรียน เลยได้ต่อ ม.4 โรงเรียนเดิมด้วยโควตานักกีฬา ไม่อย่างนั้นผมคงหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว

แต่ ม.ปลาย ก็ยังเรียนไม่รู้เรื่องเหมือนเดิมครับ (หัวเราะ) เพราะเราเรียนต่อสายวิทย์-คณิต แต่พื้นฐานวิชาเลขกับวิทย์เราไม่ได้เรื่องเลย แต่สมัยนั้นมีค่านิยมว่าถ้าเลือกสายวิทย์-คณิต เราจะเลือกคณะได้เยอะมาก

พ่อแม่เราก็เป็นตาสีตาสาทั่วไป ไม่สนใจว่าเราจะมีที่เรียนหรือเปล่า ซึ่งพอมองย้อนกลับไป มันต่างกับเด็กโรงเรียนเอกชนที่ผมไปสอนมาก เด็กกลุ่มนี้ถ้าไม่มีที่เรียน เขาก็มีทุนทรัพย์ในการส่งเข้าโรงเรียนเอกชนหรือส่งเรียนต่อต่างประเทศ

อยากเป็นครูตั้งแต่ตอนนั้นเลยไหม

ใช่ครับ ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองอยากเป็นครูตั้งแต่ช่วง ม.4 เทอม 2 สาเหตุคือผมเริ่มกลับมาตั้งใจเรียนมาก ๆ ตอนมัธยมปลาย แต่ก็ยังเรียนไม่รู้เรื่องสักวิชา ยกเว้นวิชาภาษาไทยที่ทำได้ดีมาก จนเพื่อนในห้องที่ว่าเรียนเก่งยังทำคะแนนได้น้อยกว่า เลยเริ่มรู้สึกมีความภาคภูมิใจว่าเราก็มีสิ่งที่ทำได้ดี

จากนั้นเราเลยเริ่มมองหาว่าการที่เราชอบและเรียนภาษาไทยได้ดี เราจะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่อยากเป็นมากในตอนนั้นคือนักข่าวภาคสนาม เขียนรายงาน วิเคราะห์ข่าว กับอีกอาชีพคือครูภาษาไทย 

เราคิดว่าครูเป็นอาชีพที่ดี ได้ให้โอกาสคน และเปลี่ยนชีวิตนักเรียนได้ แม้จะไม่ทุกคนก็ตาม เช่น ครูพละของผมก็เปลี่ยนชีวิตผมได้ 

เพราะอะไรครูท่านนั้นถึงเปลี่ยนชีวิตคุณ

ผมกับครูสนิทกันพอสมควร เพราะผมเป็นนักกีฬาโรงเรียนจนจบมัธยม เลยซ้อมกีฬากับครูบ่อย ๆ จากตอนมัธยมต้นเป็นเด็กที่ค่อนข้างเกเร หมกตัวอยู่ร้านเกม กลับบ้านดึกแทบทุกวันจนเกือบหลุดจากระบบการศึกษา พอได้โอกาสเรียนต่อเขาก็ให้โอกาสเราปรับปรุงตัวครับ

จังหวะนี้ล่ะ

เคยคิดไหมว่าทำไมเด็ก ๆ เซนต์คาเบรียลถึงชอบวิธีการสอนไปแรปไปแบบ Rapcher

มันแปลกมั้ง เพราะเด็กวัยไหนก็คงไม่น่าเคยเจอครูที่ทำแบบนี้ หรือมีเอเนอร์จีแบบนี้มาก่อน พอเขาได้เจอการสอนที่สนุกสนานและเป็นมิตรก็เลยชอบ 

อีกส่วนหนึ่งคือการใช้เพลงทำให้จำได้ง่ายกว่า พอเป็นเด็กประถมที่เน้นความจำเป็นหลักเลยยิ่งส่งเสริม ทุกวันนี้ผมยังจำเพลงโฆษณาตอนเด็ก ๆ ได้อยู่เลย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีการศึกษา มีงานวิจัยรับรองว่าการใช้เพลงประกอบการสอนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน

ในฐานะครูที่ฮอตที่สุดคนหนึ่ง และมักมีผู้ปกครองมากมายมาคอมเมนต์ใต้คลิปว่าอยากให้ลูกเรียนด้วย คุณคิดว่าหัวใจในการสอนของคุณคืออะไร

ผมเองก็หาคำตอบอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงมีคนอยากให้ลูกมาเรียนด้วยขนาดนั้น อาจเป็นเพราะผมทำให้เด็กอยากมาโรงเรียนได้ มีเด็กวัยที่ผมสอนเยอะมากที่ร้องไห้ไม่อยากมาโรงเรียน 

ผมเก็บประสบการณ์มาพอสมควรว่าควรใช้วิธีไหนให้เด็กเปิดใจได้ ซึ่งวิธีที่เราใช้ หลายครั้งก็ทำให้เด็กมีความสุขกับการมาโรงเรียนมากขึ้นจริง ๆ

มากกว่าการสอน คือการใส่ใจดูแลเขา ให้เขารู้สึกว่าการมาโรงเรียน สนุกสนาน อบอุ่น เป็นกันเอง และมีครูที่พร้อมจะช่วยเขาแก้ปัญหา

แปลว่าไม่ได้เป็นเพราะเทคนิคการสอนอย่างเดียว

ไม่ใช่แน่นอนครับ เพราะครูหลายคนที่ผมรู้จักก็สอนดี แต่สำหรับผม จะใส่เต็มร้อยทุกครั้งที่เข้าไปสอน สอนเสร็จก็เหนื่อย แต่ถ้าไม่ได้ทำแบบนี้ ผมก็คงไม่มีแรงสอนยิ่งกว่าเดิม

ถ้าเราสอนแบบปกติ เด็กก็จะนั่งเนือย ๆ เรียนแค่ให้จบคาบ ซึ่งผมชอบสังเกตคนฟัง เวลาเขาตอบโต้กลับมา สนุก ยิ้ม ตอบคำถามเสียงดัง มันเป็นพลังให้เราพร้อมจะทำต่อไป ก็เลยต้องเหนื่อย ถ้าไม่เหนื่อยคงเลิกทำอาชีพนี้ไปแล้ว 

ตัดสินใจตอนไหนว่าจะลาออก

ที่จริงวางแผนมาสักระยะหนึ่งแล้วแหละ เพราะเราสอนหนังสือที่เดิมมา 10 ปีแล้วเริ่มอิ่มตัว แต่ไม่กล้าลองทำสักที จนมาถึงจุดที่อยากหาความท้าทายใหม่ ๆ มีผู้ปกครองโรงเรียนต่าง ๆ อยากให้ลูกมาเรียนกับผม เลยตัดสินใจลาออกครับ

เหตุผลแรกคือจะได้วัดความสามารถตัวเองด้วยว่าดีจริงไหม เหตุผลที่ 2 คือผมฝันมานานแล้วว่าอยากสอนโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรไม่พร้อมดูบ้าง เพราะเราเริ่มต้นจากการเป็นครูอาสาเมื่อ 10 ปีก่อน 

ตอนนี้ผมอายุ 33 ครับ ที่เลือกช่วงเวลานี้เพราะอีกไม่เกิน 5 ปีผมคิดว่าตัวเองคงไม่มีพลังจะออกมาทำตามฝันแล้ว ทุกวันนี้ก็เหนื่อยง่ายขึ้นมาก

ครูลูกปัด ภรรยาคุณรู้เรื่องแล้วว่ายังไงบ้าง

เขาก็เห็นด้วยนะว่าไปลองทำดูเถอะ เพราะมันค้างคาใจผมมานานแล้ว

เขาไม่ได้ลาออกมานะครับ ยังทำงานอยู่ที่เดิม เป็นเรื่องของความมั่นคงในชีวิตด้วย ถ้าลาออกมาด้วยกันทั้งคู่ เราจะเอาเงินที่ไหนกินข้าว (หัวเราะ) อย่างน้อยเราอยากให้มีคนหนึ่งยังมีรายได้ประจำอยู่ครับ

การไปเป็นครูอาสาไม่ได้เงิน เราเลยต้องทำอาชีพเสริมไปด้วย คือการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ได้เงินจากการทำรีวิวโฆษณา และมีรายได้จากการทำหนังสือด้วย เลยยังพอมีรายได้ให้เราออกไปทำสิ่งที่ต้องการได้ ซึ่งถ้าไม่ได้มีอิสระทางการเงินในระดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้คงเป็นไปไม่ได้เลย 

อยากรู้มากว่าวางแผนการเงินในระยะยาวไว้ยังไง

ไม่ได้วางอะ (ยิ้ม) ตอนนี้เราทำแค่ซื้อประกันสะสมทรัพย์และเก็บเงินให้เยอะขึ้น แต่ในระยะยาวไม่ได้มีแผนที่ชัดเจนขนาดนั้น เพราะเราไม่อยู่ในระบบราชการ เงินเกษียณก็ไม่มี ผมเลยตั้งใจว่าจะหารายได้ให้เยอะที่สุด จะได้ออกไปทำตามความฝันแบบสบายใจ เพราะสุดท้ายมันคือความฝันของผม ผมจะรับผิดชอบมันเอง ไม่ต้องมีเงินบริจาคมาเกี่ยวข้อง 

ทุกวันนี้ถ้าผมอยากไปที่ไหนไกล ๆ ยังพอทำได้ แต่ในอนาคต ถ้าเราอยากมีลูก ก็คงต้องคิดเยอะกว่านี้อีก ผมอยากมีลูกมาก แต่ผู้ปกครองเด็กก็บอกว่า พอมีลูกแล้วความคิดเขาเปลี่ยนไปเลย โยนความฝันทิ้งไปหมดแล้วทุ่มเทให้ลูกมีชีวิตที่ดีอย่างเดียว

สำหรับคุณที่เป็นเด็กเก่าชมรมอาสาพัฒนา มศว และโตมาเป็นครูอาสาในทุกวันนี้ คุณคิดว่าคุณค่าที่แท้จริงของค่ายอาสาคืออะไร

สำหรับผม มันฝึกให้เราเป็น ‘ผู้ให้’
ตอนผมทำค่ายอาสา ก็นั่งตกผลึกกับเพื่อนว่า การที่เราไปช่วยชุมชนแต่ละแห่ง เขาได้ประโยชน์จากเราขนาดนั้นหรือเปล่า คำตอบคือไม่นะ ด้วยความที่เราเป็นแค่นักศึกษา สิ่งที่เราไปสร้างมันก็ไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น หลายอย่างที่เราทำไว้ เขาก็ไม่ได้ใช้ต่อ กลายเป็นเราไปให้สิ่งที่เขาไม่ต้องการด้วยซ้ำ 

แต่ผมว่าอย่างน้อยก็ยังได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ดี เราเองได้พัฒนาทักษะ อย่างผมได้ฝึกสอนตั้งแต่ปี 2 จากค่ายอาสานี่แหละ ส่วนคนในชุมชนที่ทำงานตอนกลางวัน ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูก มันยังสร้างประโยชน์ให้กันและกันในส่วนนี้อยู่

มีอะไรอยากบอกกับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำค่ายอาสาไหม

วางแผนกันให้ดี ไปคุยกับคนในพื้นที่ว่าเขาต้องการอะไร เพื่อให้สิ่งที่เราทำเกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับผมก็ยังเชื่อว่าการไปทำค่ายอาสาจะเป็นประสบการณ์ที่ดีต่อคนเข้าร่วมอยู่เสมอ

แต่อยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่าอย่าไปเปลี่ยนความเชื่อของคนที่นั่น เราต้องปรับตัวไปกับวิถีชีวิตของเขา สมมติว่าที่หมู่บ้านดื่มสุรากันเช้าเย็น อยู่ดี ๆ เราที่เป็นใครไม่รู้ไปห้ามเขา ก็อาจจะเกิดความขัดแย้งในชุมชนได้ หรือบางทีเขามีความเชื่อเกี่ยวกับการผิดผี ว่าอย่าไปขยับนู่นนี่นั่น แล้วเราไปบอกเขาว่ามันไม่จริงนะ น่าจะเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากกว่า อะไรแบบนี้ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

ในโลก TikTok ที่ทุกอย่างคือคอนเทนต์ ครูท็อปรับมือกับคำพูดที่ว่า ลาออกเพราะเปลี่ยนสถานที่ทำคอนเทนต์ ยังไงบ้าง

แต่ละคนก็มีสิทธิ์คิดได้ครับ เป็นปกติของสังคม ผมก็ปรึกษาแฟนเรื่องนี้เหมือนกัน แล้วก็พยายามระมัดระวังในการนำเสนอ ไม่ให้เราใช้วิถีชีวิตของคนในชุมชนมาเป็นคอนเทนต์โดยไม่รู้ตัว แต่สุดท้ายมันอยู่ที่ความตั้งใจของเราว่าอยากไปทำอะไร

เราเน้นถ่ายทำวิธีและเทคนิคการสอน พร้อมนำเสนอวิถีชีวิตชุมชน ให้สังคมได้ตั้งคำถามถึงความไม่พร้อมด้านต่าง ๆ ที่มีไม่เท่าเทียมกับโรงเรียนในเมือง มากกว่าจะโฟกัสไปที่ปัญหาของแต่ละบุคคล 

ที่สำคัญคือต้องระวัง ไม่นำเด็กและคนในชุมชนไปถ่ายคลิปให้เกิดความอับอายเพื่อสร้างกระแสเด็ดขาด

คิดยังไงกับประโยคในโซเชียลมีเดียที่ว่า ต้องส่งลูกไปเรียนที่ไหนถึงจะไม่เป็นคอนเทนต์ของครู

เขามีสิทธิ์คิดนะ มีช่วงหนึ่งที่ผมกลับมามองตัวเองเหมือนกันว่าเรากำลังทำให้เด็ก ๆ เป็นคอนเทนต์หรือเปล่า ซึ่งในคลิปที่ถ่ายติดใบหน้าเด็ก ผมจะพยายามขออนุญาตผู้ปกครองก่อนและเนื้อหาของคลิปจะต้องไม่สร้างความอับอายให้กับเขาทั้งขณะนี้และในอนาคต เช่น ไม่ถ่ายเด็กร้องไห้

ครูตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ท้ายที่สุด คุณมีแผนจะบรรจุหรือรับราชการหรือเปล่า

คงไม่บรรจุ ยังอยากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะเรายังมีความมั่นคงในชีวิตพอให้ทำได้ แต่ถ้าในอนาคตความมั่นคงลดลง ก็ต้องย้อนกลับมาตั้งหลัก โฟกัสที่ครอบครัวเราก่อน

ตอนนี้ผมก็ยังมีงานส่วนตัวจากบริษัทที่ผมทำหนังสือ ผมคุยกับทางนั้นว่าจะขอเวลาเดือนละอย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อไปทำครูอาสาในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเขาก็ยินดี พร้อมช่วยหาพื้นที่เหมาะสมให้ด้วย

คิดยังไงกับระบบการศึกษาไทยในภาพรวมตอนนี้

ผมคิดว่าพัฒนาให้ดีกว่านี้ได้ ถึงจะไม่ได้รู้ข้อมูลเบื้องลึกมากนัก แต่งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการมันสูงมาก ถ้าจัดแบ่งเงินก้อนนี้ใหม่ นำมาสร้างอุปกรณ์และสื่อการสอนให้โรงเรียน จ้างบุคลากรเพิ่มเติม ลดภาระครู ให้โฟกัสที่การสอนอย่างเดียว

แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ทำไมคำว่า ‘เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา’ ยังมีอยู่เสมอ

เพราะสังคมไม่ได้ใส่ใจปัญหาอย่างจริงจัง 

เรื่องนี้มีความทับซ้อนในหลายประเด็น เช่น วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มงบประมาณ ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและไม่สอดคล้องกับความสะดวกในการเดินทางของเด็กในพื้นที่นั้น ๆ เหมือนกัน การพัฒนาการศึกษาซับซ้อนพอสมควร อาจต้องเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ คือต้องพัฒนาครูให้มีจำนวนเพียงพอ และมีสื่อการสอนที่เหมาะสม

มีคำพูดจากคอมเมนต์ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน ซึ่งไม่จริงเลย แค่คุณภาพครูกับสื่อการสอนก็ต่างกันแล้ว

ปลายทางของการศึกษาไทยที่คุณอยากเห็นหน้าตาประมาณไหน

ยังไม่เคยคิดถึงขนาดนั้นเลยนะ เราแค่ต้องการระบบที่ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา มีสิทธิ์เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ เติบโตไปเป็นพลเมืองที่ดีได้ นอกจากนี้ผมก็อยากสนับสนุนให้ผลักดันสายอาชีพให้เปิดสอนครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย

ในฐานะครูตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง คุณอยากช่วยพัฒนาการศึกษาไทยยังไงบ้าง

พูดกันตามจริง คือเราจะช่วยอะไรได้วะ (ยิ้ม) อย่างที่บอกในคำถามเลย เราเป็นแค่ครูตัวเล็กคนหนึ่งเอง

แต่ที่เราพยายามบอกตัวเองเสมอ คือเราให้แรงบันดาลใจทั้งกับผู้ปกครอง เพื่อนครู และตัวเด็ก ๆ ได้ มีนักศึกษาฝึกสอนและเพื่อนครูหลายคนบอกเหมือนกันว่าพอเห็นครูท็อปสอนก็มีกำลังใจในการสอนขึ้นมา ซึ่งคำพูดเหล่านี้ก็กลับมาเติมกำลังใจให้เราอีกที

ผมว่าในอนาคตก็จะมีครูที่รู้สึกว่าอยากส่งต่อพลังเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีกหลายคน นี่คือสิ่งดีสุดที่เราทำได้ในบทบาทปัจจุบัน

การสร้างแรงบันดาลใจเป็นเป้าหมายในการทำงานของคุณเลยรึเปล่า

ใช่นะ เพราะสำหรับเราความรู้ในตำราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่ความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ ความกล้าแสดงออกต่างหากที่สำคัญ

ความฝันของเรา อย่างแรก คืออยากบอกกับเด็กเหล่านั้นว่าการเรียนสำคัญและจะมีประโยชน์กับเขาในอนาคต เพราะผมเกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อม แต่มีทุกวันนี้ได้ด้วยการศึกษา สอง คืออยากทำให้เขารู้สึกสนุกกับการเรียน เพราะถ้าเขาเกิดแรงบันดาลใจในการเรียน เขาจะขวนขวายหาความรู้เพิ่มและทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง 

ถ้าการศึกษาคือการสร้างคน แล้วคนแบบไหนที่ครูท็อปตั้งใจสร้าง

สร้างคนที่มีความสุข ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาอยากทำ มุ่งมั่น ตั้งใจ มีวินัยทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น 

ทุกวันนี้ผมมีความเป็นอยู่ที่ดี มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ มีบ้านอยู่ เวลาไปเที่ยวก็ไม่ต้องไปอย่างอัตคัดขนาดนั้น ผมก็อยากให้ระบบการศึกษาช่วยให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเหมือนกัน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์